Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 203 : Login 200: พงศาวดารแห่งเทวาสุรสงคราม (นามแห่งมังกร)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    8 ก.พ. 61

Login 200: พงศาวดารแห่งเทวาสุรสงคราม (นามแห่งมังกร)

 

            เส้นทางในอาคารมืดสนิท

            ถึงสายตาจะชินกับความมืดแล้วก็ยังเดินได้ยาก ยิ่งเป็นการเดินลงบันไดด้วยแล้วยิ่งต้องระมัดระวังเป็นเท่าตัว

            อิงศรเดินนำกลุ่มก้าวลงบันไดจากชั้นห้าไปยังชั้นสี่ หากมีอะไรขวางทางอยู่เขาที่ประสาทสัมผัสว่องไวกว่าใครในกลุ่มตอนนี้ก็จะรับรู้และบอกพวกพ้องได้ก่อน

            กลุ่มในตอนนี้มีแต่สมาชิกที่อ่อนในการสู้ระยะประชิด

            มีนา พลอย นิว เดินตามหลังเขามาตามลำดับ

            “จะว่าไปเรามาทบทวนเรื่องของศัตรูคราวนี้กันหน่อยดีไหมคะ”

            ไม่รู้ว่าเพราะมันเงียบเกินไปหรืออะไรแต่มีนาก็ชวนคุยด้วยหัวข้อสนทนาที่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

หรือก็คือคำพูดนี้เป็นสัญญาณให้เริ่มการแชร์ข้อมูลร่วมกันได้แล้วนั่นเอง

            “ทางฉันเอลิกอร์บอกว่าตัวที่สู้ด้วยที่ห้องเป็นอสูรของชำรุดที่ไม่สามารถเป็นอสุราได้”

            เขาเปิดเผยข้อมูลของฝั่งตัวเองก่อนโดยเล่าทั้งหมดไม่มีการปิดบัง

            การปิดบังไม่จำเป็นอีกแล้วที่นี่ทุกคนคือพวกพ้อง รู้สึกได้เลยว่าความระมัดระวังของตัวเองตกลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าให้มองโลกในแง่ดีสุดๆ เลยนี่คงเรียกว่าความเชื่อใจล่ะมั้ง

            มีนาพูด

            ทางฉันเองเวตาลก็บอกแบบนั้นเหมือนกันค่ะปีศาจเนี่ยน่ากลัวจริงๆ นะคะรู้เรื่องที่พวกเรามนุษย์ค้นคว้ากันมาแทบตายยังไม่รู้เลยได้เนี่ย”

หมายความว่าเมตไตรยก็เคยค้นคว้าเรื่องอสูรมาก่อนเหรอ”

            ให้ถูกคือค้นคว้าเรื่องของปีศาจแต่ได้อสูรมาเป็นของแถมก็ว่าได้ค่ะแต่ที่จริงอสูรเนี่ยเป็นพื้นฐานของศาสตร์ปีศาจที่ใช้สร้างเดม่อนแอพอีกทีเห็นว่าอย่างนั้นนะคะ”

            ไอ้ที่ว่าเป็นอสูรนั่นน่ะหรือจะหมายถึงไสยศาสตร์เห็นเอลิกอร์ก็เรียกงั้นเหมือนกัน”

            ราวๆ นั้นแหละคะมันก็มีคำว่าอสูรกายอยู่ด้วยใช่ไหมล่ะคะบางทีคำๆ นี้อาจจะมาจากคำว่า อสูร กับคำว่า กาย จากกายเนื้อรวมกันล่ะมั้ง สรุปแล้วก็คือ อสูรที่มีกายเนื้อ หรือไม่ก็ กายเนื้อของอสูร”

            อิงศรชะงักเท้าตอนที่เหยียบพื้นของชั้นสี่ พวกมีนาเองก็หยุดตามไปด้วย หยุดยืนอยู่บนขั้นบันไดแต่ล่ะขั้น

            เขาหันกลับไปพูด

            ไอ้ที่พูดมานั่นยังกับเธอจะบอกว่าอสูรคือวิญญาณอย่างนั้นเลยไม่ใช่รึไง”

            ใช่แล้วล่ะค่ะ อสูรมีสภาพคล้ายกับวิญญาณหรือสสารที่ไม่มีความเสถียรถ้าเราอ้างอิงตรงนี้เป็นหลักล่ะก็อาจจะเปรียบได้ว่า อสุรา ที่สมบูรณ์จะมีกายเนื้อเป็นของตัวเองก็ได้นะคะ”

            “เดี๋ยวสิแบบนั้นมันไม่รวบรัดไปหน่อยเรอะ ที่พวกเรารู้จนถึงตอนนี้ก็แค่ว่าอสุราถูกสร้างขึ้นมาในเทวาสุรสงครามเท่านั้นเองแถมเป็นเรื่องจริงรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลยนี่”

            “มันมีความคล้ายกันอยู่น่ะค่ะ”

            “คล้ายกับอะไร”

            พอถามไปมีนาก็เบี่ยงตัวให้ทางเปิดไปยังพลอยกับนิวที่อยู่ด้านหลัง

            หล่อนพูด

            “ก็เดโมนอยด์ไงล่ะคะ เท่าที่ฟังจากที่คุณอิงศรเล่ามาก่อนหน้านี้พวกปีศาจระดับสูงของอารยสนธยาใช้ร่างของมนุษย์ผนวกเข้ากับ DNA ปีศาจเรียกว่าแล้วก็มีพวกที่เรียกแยกไปอีกว่า ดิวินิแดด ด้วยใช่ไหมล่ะคะการที่กำหนดคำศัพท์เรียกมันอาจจะมีความหมายอะไรก็ได้ค่ะ”

            หล่อนใช้พลอยกับนิว อธิบายสมมติฐานที่น่าจะเพิ่งคิดขึ้นมานั่นเอง

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ระดับความยากของการสนทนาพุ่งมาถึงจุดๆ นี้

            แทบจะไม่รู้แล้วว่าตัวเขาเองเข้าใจหลักการที่กำลังพูดคุยกันอยู่อย่างถ่องแท้รึเปล่าแต่ว่า…

            “นี่เธอกำลังจะบอกว่าอสุรากับปีศาจเหมือนกันงั้นเหรอ”

            ท่ามกลางความมืดนั้นมีนาพยักหน้าให้คำถามของเขา

            “ก็แค่คาดเดานะคะแต่หลายจุดที่อสุรากับปีศาจมีร่วมกันก็คือกลายเป็นแอพที่ติดตั้งลงในอาวุธของเกมโลกาวินาศได้และพวกมันก่อนจะถูกผนึกก็สำแดงอำนาจไม่ได้ถ้าไม่มีร่างให้สิงสู่หรือเป็นมนุษย์ดัดแปลงทั้งนี้แล้วฉันคิดว่าสัตว์เทวะเองก็น่าจะเหมือนกันเพราะเราผนึกเดม่อนแอพได้จากพวกมันถ้างั้นลองคิดแบบนี้ดูไหมล่ะ”

            มีนาเริ่มตั้งสมมติฐานอีก

            “ปีศาจในเดม่อนแอพก็เหมือนกับอสูรที่ต้องสิงร่างเพื่อใช้กายเนื้อสำแดงอำนาจ ถ้าอย่างนั้นสัตว์เทวะก็จะเท่ากับอสุราไปโดยปริยายค่ะแล้วในเทวาสุรสงครามนั่นก็บอกเอาไว้ด้วยว่าอสุรากับเทวะต่อสู้กันงั้นที่จริงแล้วก็ต้องบอกว่า ปีศาจกับอสูร ต่อสู้กันถูกไหมคะ”

            ที่มีนาพูดมานั้นก็พอมีเค้าอยู่ ถ้าจะคิดแบบนั้นก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

            เทวาสุรสงครามแท้จริงแล้วเป็นการต่อสู้ระหว่างปีศาจกับอสูรบางทีซีลอร์ดที่ฝากนิทานนั่นมาอาจจะตั้งให้ให้พวกเขารับรู้เรื่องนี้

            เพราะถ้าคิดย้อนกลับไปแล้วโดยไม่คำนึงถึงความจริงเรื่องของอมฤตที่…

            ทำให้โลกนี้กลายเป็นเกม

            ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นอกจากมนุษย์กลายเป็นสัตว์เทวะ

            ทำให้มนุษย์ค่อยๆ กลายเป็นอสุรา

            แล้วล่ะก็…

            สมมติว่าสัตว์เทวะคือปีศาจที่สิงสู่ลงในตัวสัตว์บนโลกจนกลายพันธุ์

            มนุษย์ที่กลายเป็นอสุราได้เท่ากับนับเป็นอสูรไปด้วย

            แล้วศัตรูคู่อาฆาตก็โคจรมาพบกันในเกมโลกาวินาศนี่เพราะแบบนั้นสัตว์เทวะถึงไล่ล่าแต่มนุษย์

            ถ้าคิดด้วยหลักเหตุผลนี้ทุกอย่างมันก็ลงล็อกพอดี

            แล้วมีนาก็พูดขึ้นมา

            เธอเน้นย้ำเสียงราวกับคำพูดนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจตระเตรียมมาตลอดหลังจากเกริ่นอยู่นานนั่นเอง

            “แล้วก็ในศาสนาโซโรอัสเตอร์เขาเรียกฝ่ายเทวะเป็นฝ่ายมารแล้วก็เรียก อหุรา หรือ อสุรา เป็นฝ่ายเทพค่ะ”

            ที่หล่อนจะบอกนั่นก็คือ

            สัตว์เทวะคือฝ่ายมาร

            อสูรคือฝ่ายเทพ

            …อย่างนั้นหรือ ?

            “…”

            อิงศรรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสับสนกับคำพูดของมีนาเข้าซะแล้ว

            เด็กสาวยังคงดำเนินคำพูดอันน่าฉงนนั้นต่อไปว่า

            “ตอนที่ได้ฟังเทวาสุรสงครามน่ะฉันคิดว่ามันเป็นตำนานของทางพราหมณ์อยู่หรอกค่ะเพราะมีทั้งเทวะที่อาจจะเป็นเทวดากับอสุราที่ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นยักษ์อยู่ด้วย แต่พอลองเทียบแล้วก็ไม่มีเรื่องไหนใกล้เคียงเลยแต่พอเป็นโซโรอัสเตอร์แล้วมันกลับเข้าเค้ากว่าค่ะ”

            “เดี๋ยวก่อนไอ้โซโรอัสเตอร์เนี่ยมันคืออะไรกัน”

            พอเขาถามไปมีนาก็ขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองควรอธิบายเพิ่มเติมแต่แรก

            หล่อนตอบมาว่า

            “ก็เป็นศาสนาเก่าแก่จนเกือบจะเรียกว่าเป็นศาสนาในยุคแรกเริ่มเลยก็ว่าได้ค่ะ”

            แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไงลองเล่ามาทีสิ”

            ค่ะ

            มีนาพูดแล้วกอดอกใช้มือเท้าคางอย่างคนใช้ความคิด เรียบเรียงคำพูดแล้วจึงเริ่มเล่า

            ตำนานของโซโรอัสเตอร์นั้นเล่าว่ามหาเทพสูงสุด อหุรามาซดะ สร้างเทพแห่งแสกับมารแห่งความมืดขึ้นมาให้ต่อสู้กัน ตรงนี้เหมือนกันเรื่องการต่อสู้ระหว่างแสงสว่างกับความมืดในเทวาสุรสงครามค่ะ แล้วก็อีกเรื่องที่คล้ายกันก็คือในนั้นกล่าวถึงมังกรด้วยใช่ไหมคะ”

            อิงศรพยักหน้า

            ในเทวาสุราสงครามที่ฟังจากซีเซียมมีการกล่าวถึงมังกรที่เป็นอาวุธสุดท้ายของฝ่ายความมืดออกมาด้วย

             ในตำนานของโซโรอัสเตอร์เองก็มีค่ะเป็นมังกรมารที่เรียกกันว่าซาฮาค”

            ซาฮาค’ ชื่อนั่นเหมือนเคยได้ยินจากปากของแฟรนเซียมมาก่อน

            “…”

            แล้วเมื่อนึกขึ้นมาได้

            เสียงคำรามของมังกรมารในตอนนั้นก็เหมือนจะดังก้องอยู่ภายในหัว

            ซาฮาคนั่นน่ะ หรือว่าจะเป็นอาซีซาฮาค”

            มีนาพยักหน้า

            หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ อาซีดาฮาคา ค่ะ”

            นั่นคือชื่อเดียวกับดาบที่แฟรนเซียมใช้ให้เห็นในสนามรบเมื่อหลายวันก่อน

            สรุปก็คือเทวาสุราสงครามตรงกับเรื่องเล่าตามตำนานของโซโรอัสเตอร์อย่างนั้นสินะ

            แต่ว่า…

            แต่เดี๋ยวก่อนนะเธอบอกว่าอหุราอะไรซักอย่างเป็นเทพสูงสุดนั่นน่ะหรือจะเกี่ยวอะไรกับอสุรารึเปล่า”

            ความจริงมันก็แค่ความคล้ายกันของคำศัพท์ที่ใช้เรียกเท่านั้นแต่อิงศรก็อดคิดไม่ได้ว่าจะแค่บังเอิญเท่านั้น

            พอถามไปมีนาก็ทำหน้ามุ่ยเหมือนไม่พอใจอะไรเข้า

            ก็เคยคิดเหมือนกันแหละค่ะเท่าที่อ่านเจอในตำราเรียนก็เหมือนจะมีนักวิชาการตีความกันว่า อหุรา เนี่ยต่อมามันกลายเป็นคำว่า อสุรา รึเปล่าแต่ถึงจะใช่ก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องเทวาสุรสงครามจะเป็นไปตามตำนานของโซโรอัสเตอร์หรอกค่ะ มันเป็นเรื่องเล่าของฝั่งมนุษย์เรา อาจจะมีผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลาก็ได้เพราะงั้นเราไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าความจริงแล้วมันเป็นยังไงกันแน่”

            “…”

            “….”

            หลังจากนั้นความเงียบก็ดำเนินไปอีกพักใหญ่

            ดูเหมือนว่าทั้งเขาทั้งมีนาจะไม่มีข้อมูลอะไรให้แชร์เพิ่มเติมอีก

            แล้วในตอนนั้นเอง...

            ก็มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างชนเข้ากับเหล็กจนเกิดเสียงโลหะแหลมสูงดังก้องขึ้นมาจากชั้นสามที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขา

            เดาว่าคงจะเป็นเสียงต่อสู้กับอสูรของกวินทร์

            ไว้ค่อยมาคุยกันทีหลังเถอะตอนนี้รีบไปหาเจ้าพวกนั้นก่อนดีกว่า

            อิงศรพูด จากนั้นพวกเขาก็กุลีกุจอลงบันไดอย่างรีบๆ

            ทันทีที่เหยียบเท้าลงบนชั้นสามร่องรอยการต่อสู้อันหนักหน่วงก็ปรากกให้เห็นไปทั่วทุกหนแห่ง

            ราวกั้นระเบียงบางส่วนขาดออกจากกัน ตรงรอยขาดยับยู่ยี่เป็นกระดาษเหมือนเพิ่งโดนค้อนทุบมา

            ผนังห้องเป็นรูรูปร่างเหมือนมีคนเพิ่งลอยผ่านออกมามีรูแบบนี้ให้เห็นอยู่สองสามจุด

            พวกเขาเดินไปตามระเบียงที่มีสภาพเละเทะจากการต่อสู้นั่น

            จนถึงห้องของมิกซ์กับฟู แต่พอมองเข้าไปก็ไม่เห็นว่าจะมีคนอยู่

            สภาพภายในห้องเองก็เละเทะไม่แพ้ข้างนอก เตียงนอนปลิวไปติดผนังบ้าง มีคราบของเหลวสีดำคล้ายกับว่าเคยมีเลือดของอสูรนองอยู่บนพื้นบ้าง

            พวกเขาเดินต่อไปอีกจนเกือบจะถึงด้านในสุดของฝั่งตรงข้ามที่เป็นห้องของกวินทร์กับเมษา

            ที่นั่นเด็กหนุ่มทั้งสี่คนกำลังพูดคุยกัน

            ทุกคนอยู่ในชุดรบพร้อมกับอาวุธ

            ทันทีที่ทั้งสี่คนรับรู้ถึงการมาของพวกเขา

            เมษาก็พูดออกมาเป็นคนแรก

            มาช้านะพวกเราเพิ่งจะขยี้ฝูงของมันเละไปเอง

            อิงศรเบนสายตาลงต่ำมองไปที่เท้าของเมษาซึ่งเหยียบอยู่บนกองของเหลวสีดำ

            นั่นน่าจะเป็นเลือดของอสูรกระมัง ที่จริงแล้วเพิ่งจะคุยกันไปเองว่าอสูรไม่มีร่างเนื้อถ้าอย่างนั้นเลือดพวกนี้ก็เป็นเลือดของมนุษย์อย่างนั้นสินะ

            เลือดสีดำเหมือนกับเลือดของแฟรนเซียม เลือดที่กลายเป็นดาบซึ่งกลายเป็นมังกรอีกที หรือในส่วนนี้จะมีความเกี่ยวข้องกันนะ

            อย่างไรก็ตามตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือ....

            รวมตัวกันครบแล้วถ้างั้นก็ไปตามหาขวัญกันเถอะ

            เขาประกาศให้สมาชิกทุกคนทราบถึงจุดมุ่งหมายในคืนนี้

 

****ตอนที่ 200 แล้วทั้งทีแต่ยังมะค่อยมีเวลาเขียนเท่าไหร่เลยจัดอะไรเด็ดๆ ให้ไม่ได้ ตัดสินใจเปิดเผยประเด็นหลักของเรื่องออกมาแทนแต่กลายเป็นเสียเวลาไปนั่งอ่านโซโรอัสเตอร์ทั้งแผงเลยฮะ TwTแอ่วว
บทที่แล้วเมื่อวันอังคารก็รีบจนลืมลงรูปประกอบ ตอนนี้ลงให้แล้วย้อนกลับไปดูได้นะอุ๋ง แล้วอย่าลืมว่าอาทิตย์นี้มีวันเสาร์อีกตอนเน่อ
***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น