Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 171 : Login 168: The Jungle Racing

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    8 พ.ย. 60

Login 168: The Jungle Racing

 

            “พล่ามมากจังนะแกเนี่ยตอนเป็นนรสิงห์ไม่ได้ขยันพูดแบบนี้เลยนี่”

            แฟรนเซียมพูด

            “…”

            ออร์ทิเกสซาร์ไม่ได้ตอบกลับมาแต่มันจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ส่องแสงสีแดงเหมือนหลอดไฟพลางเอียงคอราวกับกำลังใช้ความคิด มันพยายามทำความเข้าใจคำพูดเมื่อครู่อยู่

            “แล้วก็เมื่อกี้น่ะแค่บลัฟ”

            “หืม”

            ออร์ทิเกสซาร์คราง มันเริ่มระแวงรอบๆ คงรู้ตัวว่ากำลังถูกดึงความสนใจ

            แต่ก็สายไปแล้ว

            มีการโจมตีมาจากทางด้านหลัง กว่าออร์ทิเกสซาร์จะรู้ตัวมันก็ถูกการโจมตีนั้นปะทะเข้าไปแล้ว

            ลำแสง ธนู ลูกกระสุน ระเบิด ทุกอย่างที่ประเคนเข้ามาทำให้มันถึงกับทรุดขาหลังลง

            “อึก...ได้ยังไง...”

            ร่างกายอันใหญ่โตที่ทรุดล้มลงทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน

            “ไงล่ะท่านตัวตลกแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์ถูกตลบหลังเข้าให้แล้วหัวเราะไม่ออกเลยรึ”

            แฟรนเซียมพูด

            หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงดังครืดๆ ลั่นออกมาจากปากของออร์ทิเกสซาร์ มันกำลังขบกรามอย่างเจ็บแค้น นั่นคงไม่ใช่การแสดง พวกเขาสามารถหักเหลี่ยมของเครื่องทำสวนผู้วิปริตได้เป็นครั้งแรก

            ออร์ทิเกสซาร์เหลียวหลังกลับไปแล้วมันก็ได้เห็นผู้ที่จู่โจมมาคือกองกำลังของรูบิเดียมกับปีศาจอนันตายืนอยู่บนพื้นหาดที่กลายเป็นผลึกทั้งที่น่าจะโดนไฟย่างสดไปแล้ว…

            แต่วัชพืชที่ว่านั่นก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น

            พื้นที่กลายเป็นผลึกสาเหตุน่าจะมาจากพลังของอาวุธติดตั้งอสุราที่มีความสามารถสร้างเขตแดนผลึกของบุตรแห่งแสงที่มีนามว่ารูบิเดียม

            จะบอกว่าหล่อนใช้พลังของอสุราต้านทานการโจมตีที่เป่าท้องฟ้าให้หายไปนั่นได้อย่างนั้นหรือ

            ไม่มีทางแน่ ถ้าอย่างนั้นก็ยิงพลาด ที่เห็นนั่นแค่ตาฝาดไป?

            เป็นไปไม่ได้อยู่ดี ไม่มีทางเกิดความผิดพลาดแบบนั้นกับเครื่องทำสวนซึ่งสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่ต้น

            “ไม่สิ ตำแหน่งมันเคลื่อนจากเดิมไปนิดหน่อย…หรือว่า”

            ออร์ทิเกสซาร์เพ่งสายตาที่สุกสกาวของมันไปยังจุดที่เคยเผาวัชพืชเหล่านั้น เซนเซอร์ในดวงตาซูมภาพเข้าไปใกล้จนมองเห็นเศษผลึกกระจายอยู่บริเวณนั้นเต็มไปหมด

            สมมติฐานอันน่าเหลือเชื่อแต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดเท่าที่มันจะคิดได้ก็มีแค่วัชพืชที่มันได้ทำลายไปนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงกระจกผลึกที่รูบิเดียมสร้างขึ้นมา

            หล่อนใช้พลังอาวุธที่ว่าสร้างกระจกผลึกขนาดใหญ่และมีอำนาจหักเหแสงให้สะท้อนภาพจริงของพวกหล่อนที่ยืนอยู่อีกที่ไปปรากฏอยู่ตรงนั้น

            “เป็นแผนซ้อนแผนที่น่าชื่นชมอะไรอย่างนี้ แต่ว่ายังเป็นแค่การแสดงชั้นสองอยู่ดี”

            ออร์ทิเกสซาร์คำราม

            แต่นั่นจะเป็นเพียงการข่มขู่เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าร่างของมันบอบช้ำเพราะการโจมตีร่วมของมนุษย์ต่างดาวกับอนันตาจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้วหรือว่านี่ก็เป็นเพียงการแสดงของมันอีกกันล่ะ

            แฟรนเซียมไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไหนทั้งนั้น ตอนนี้ออร์ทิเกสซารืผ่อนแรงกดลงไปมากจนสามารถขยับเครื่องได้ จึงขัดขืนสุดแรงจนสามารถพาเครื่องทำสวนดิ้นหลุดออกมาจากอุ้งเท้าแล้วทะยายขึ้นไปชิงความได้เปรียบบนท้องฟ้า

            “พล่ามไปก็เท่านั้น จบกันแค่นี้แหละจัดการพร้อมกันเลย รูบิเดียม!”

            แฟรนเซียมพูดแล้วให้สัญญาณรูบิเดียมที่ตอนนี้สร้างยูนิทสำหรับใช้ท่าไม้ตายออกมาได้จำนวนหนึ่งแล้วจากเวลาที่ดึงเอาไว้จนถึงตอนนี้

            การโจมตีของเครื่องทำสวนเซปทรูสตาร์กับเทคนิกรุกด้วยท่าไม้ตายฮาร์ดอัลติเมทแทคติกของรูบิเดียมน่าจะทำลายออร์ทิเกสซาร์ให้แหลกเป็นชิ้นได้

            “บัลลิสต้าพันนิชเชอร์!!”

            รูบิเดียมร่ายสกิลพร้อมกับขว้างดาบผลึกที่ใช้สกิล ‘คิงฟอร์ม’ เปลี่ยนมันขึ้นไป

            ดาบผลึกเปล่งแสงและขยายตัวออก เขตแดนอันมืดมิดราวกับอวกาศแผ่ขยายออกมาจากดาบผลึกที่กำลังเฉิดฉายนั่น

            เขตแดนซึ่งยับยั้งการเคลื่อนที่ของทุกสรรพสิ่ง หยุดยั้งได้กระทั่งกาลเวลา เขตแดนลุกลามมาถึงจุดที่ออร์ทิเกสซาร์ล้มลง ส่วนแฟรนเซียมบังคับเครื่องทำสวนหนีออกจากระยะไปก่อนแล้วเพื่อให้โจมตีพร้อมกันได้

            แต่ออร์ทิเกสซาร์เมินแฟรนเซียม ทั้งที่น่าจะเป็นภัยต่อตัวเองมากกว่าแล้วหันไปพูดกับรูบิเดียมที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร

            “ไหวพริบดีนี่ ใช้สกิลที่ขอยืมพลังจากเครื่องทำสวนมาสู้กับข้าแต่การที่มันหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างรวมถึงตัวพวกเจ้าด้วยกำลังจะเป็นภัยเอานะ”

            มันพูดแล้วยันร่างกายขึ้นราวกับไม่เจ็บปวดจากบาดแผลก่อนหน้านี้ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือมันกำลังขยับตัวในห้วงเวลาที่ทุกอย่างหยุดนิ่งต่างหาก

            “แล้วข้าก็กำลังรอให้เจ้าใช้มันเพราะว่าข้าสามารถเคลื่อนไหวได้ในช่วงเวลาที่ว่านั่นยังไงล่ะ”

            แถมยังประกาศอย่างภาคภูมิใจที่ซ้อนแผนหลอกต้มพวกเขาอีกจนได้ อาการบาดเจ็บที่มันแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้เป็นแค่การแสดง

            บ้าน่ะ…

            มองเห็นรูบิเดียมทำปากแบบนั้น จากตรงจุดนี้แฟรนเซียมคิดว่าคงไปช่วยไม่ทัน แต่ถ้าโจมตีแล้วทำลายออร์ทิเกสซาร์ได้เรื่องก็จบ

            เป้าหมายไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย จนถึงตอนนี้มันก็อ้าปากชาร์จพลังงานเพื่อจะยิงตอบโต้ใส่รูบิเดียมเท่านั้น

            “โซเดียราโอ!”

            แฟรนเซียมร่ายสกิลแล้วยิงลำแสงจากดวงตาของเซปทรูสตาร์ใส่

            ทว่า กลับมีสัตว์เทวะซัลฟูลเรี่ยนสองตัวพุ่งมาจากทางไหนไม่รู้ พวกมันรับลำแสงแทนแล้วระเบิด จากนั้นก็กลายเป็นวงแหวนเพลิงหมุนกวัดแกว่ง

            “…”

            แฟรนเซียมจ้อไปที่ใบหน้าของออร์ทิเกสซาร์ มองเห็นมันเหลือบสายตามาทางนี้แวบหนึ่ง แค่แวบเดียวจริงๆ มันแทบไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

            เพราะว่าพลังต่างกันเกินไป

            เพราะยังไม่ทิ้งสติไปจึงยังครอบครองพลังทั้งหมดของเครื่อวทำสวนไม่ได้…แฟรนเซียมคิดอย่างนั้น

            แต่ก็ยั้งตัวเองไว้ด้วยความมีสติ หากตนเอาทุกอย่างแลกกับพลังตอนนี้ทุกอย่างที่ทำมาก็จะสูญเปล่า

            ตอนนั้นเองวงแหวนเพลิงที่ออกมาจากพวกซัลฟูลเรี่ยนที่ถูกทำลายก็พัดบ่วงเพลิงใส่จนเซปทรูสตาร์ต้องถอยออกห่าง

            ฝั่งรูบิเดียมเครื่องทำสวนรูปร่างม้าที่เคยเห็นตอนอยู่ที่ค่ายกรุงเทพเพิ่งจะโผล่มาส่งเครื่องยิงธนูให้ จนกว่าเวลาแสดงความอลังการของสกิลจะจบพวกหล่อนจะต้องยืนเป็นเป้านิ่งอยู่แบบนั้น จุดเด่นของกลยุทธ์ท่าไม้ตายได้กลายมาเป็นคมดาบที่บาดใส่ตัวเองซะแล้ว

            แฟรนเซียมกำมือแน่นพลางคิดว่า…

            ถึงจะเสี่ยงไปหน่อยแต่คงต้องสละเครื่องทำสวนแล้วออกไปสู้ด้วยดาบเทวะแทน แม้ด้านพลังจะเทียบกับการขับเครื่องทำสวนในตอนนี้ไม่ได้ก็ตามแต่การมีกลยุทธ์ที่พลิกแพลงได้มากกว่าพลังแบบทื่อๆ คงจะเป็นประโยชน์กว่า

            …แล้วถ้านั่นเป็นสิ่งที่มันต้องการให้เขาคิดล่ะ… จากที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดเจนว่าออร์ทิเกสซาร์เจ้าเล่ห์เพียงใด มันคงรอโอกาสที่จะกดดันให้เขาสละเครื่องทำสวนออกไปแล้วชิงฆ่าทิ้งในทันที

            หรือจะบอกว่ามันไม่ได้สนอยู่แล้วว่าเขาจะอยู่ในเครื่องทำสวนหรือไม่อยู่ จะอย่างไหนก็ไม่เป็นภัยกับมันทั้งนั้นแบบนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งเหมือนกัน

            เขาทำอะไรไม่ได้เลยทั้งที่ได้พลังมาแล้ว แต่นั่นก็เป็นพลังที่ได้มาจากอีกฝ่ายนั่นแหละ ดังนั้นตอนนี้จึงถูกพลังที่ว่าหักหลังเอาแล้วกลายเป็นตัวตลกของสนามรบนี้ไป

            เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงวินาทีเดียว ลำแสงก็ทำท่าจะพุ่งออกจากปากของออร์ทิเกสซาร์

            แสงสีแดงสุกสกาวพองตัวขยายออกจากปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยว

            ราวกับยมทูตสีแดงที่มุดออกจากปากสิงโตเพื่อไปลากคนบาปลงนรก รูบิเดียมกับพวกที่อยู่ตรงนั้นไม่มีทางรอดแล้ว

            “…”

            จู่ๆ ออร์ทิเกสซาร์ชะงักไป ยมทูตสีแดงหดตัวลงเล็กน้อยควเพราะพลังงานที่ส่งไปขาดตอนกะทันหันแต่ถึงเป็นแบบนั้นก็ยังยิงได้อย่างไม่มีปัญหา เพียงแต่…

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้มันต้องชะงักไปนั้นคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงตามไปด้วย

            บัลลิสต้าพันนิชเชอร์…

            มีธนูที่มาจากสกิลแบบนัน้พุ่งมาจากอีกทาง พุ่งออกมาจากป่าตรงตีนเขาที่อยู่ถัดไปจากชายหาดแห่งนี้

            ออร์ทิเกสซาร์จึงหันไปยิงลำแสงใส่ลูธนูยักษ์นั่นแทนแล้วมันก็ทำลายได้สำเร็จด้วย ทำลายพลังของสกิลที่ยืมพลังเครื่องทำสวนมาอีกทีคงเพราะความต่างชั้นกันของระดับพลัง

            ขณะเดียวกันธนูของรูบิเดียมก็ได้ช่วงเวลานั้นช่วยเอาไว้จึงยิงตามออกมา

            ออร์ทิเกสซาร์ครางอย่างหัวเสีย มันไม่มีเวลาพอจะรวบรวมพลังเพื่อยิงทำลายลูกธนูได้ แต่แค่นี้ยังไม่พอจะต้อนตัวตลกแห่งความวิบัติให้จนมุมอยู่ดี

            ออร์ทิเกสซาร์เงื้อคมเขี้ยวของมันไปยังซัลฟูลเรี่ยนตัวหนึ่ง กัดขย้ำให้แตกสลายในครั้งเดียว ทำแบบนั้นจึงได้พลังงานสำหรับยิงต่อต้าน แผ่นหลังของมันลุกโชนด้วยเพลิงสีฟ้าครามที่พุ่งขึ้นมาตามช่องลายพาดกลอน

            “โซเดียแมทีเรียลเกย์เซอร์!”

            ออร์ทิเกสซาร์ยิงคลื่นบ่วงเพลิงออกไปพร้อมกับพ่นลำแสงสีแดงจากปาก

            การโจมตีนั่นช่วยให้มันรอดจากธนูของสกิลท่าไม้ตายมาได้และหันความสนใจไปยังป่าตรงตีนเขาที่ซึ่งลูกธนูปริศนาพุ่งออกมา

            มีเสียงเครื่องยนต์รถคำรามดังแว่วมา วินาทีถัดจากนั้นก็มีรถมอเตอร์ไซพุ่งออกจากป่า บนนั้นมีเด็กหนุ่มซ้อนอยู่สองคน คนหนึ่งที่ซ้อนท้ายถือคันธนูเล็งมาทางนี้

            คันธนู...บาลิสต้าพันนิชเชอร์นั้นเป็นสกิลท่าไม้ตายประจำอาชีพเรนเจอร์ ถ้าอย่างนั้นเด็กหนุ่มที่ถือคันธนูนั่นก็คือเจ้าของลูกธนูเมื่อครู่อย่างไม่ต้องสงสัย

            บัพแอโรว์!!”

            เด็กหนุ่มแผดเสียงตะโกนแล้วแผลงศร ลูกธนูนั่นลุกไหม้และขยายตัวกลายเป็นมหิงสาเพลิงพุ่งเข้าหาออร์ทิเกสซาร์

            แต่มหิงสาเพลิงก็สลายไปก่อนจะทันเข้าถึงตัวเพราะสัมผัสถูกอนุภาคทองคำที่ล่องลอยอยู่รอบๆ อนุภาคโซเดียมซึ่งลดทอนพลังของสกิลจากอมฤตได้ ถ้าพลังไม่มากพอไม่มีทางที่จะฝ่าทะลวงม่านอนุภาคเหล่านี้ได้เลย

            มอเตอร์ไซพุ่งลงมาบนหาด เสียงเบรกดัง เอี้ยดทรายบริเวณนั้นโดนล้อที่ดูแล้วหมุนด้วยความเร็วสูงคว้านขึ้นมา รถคันนั้นวิ่งอย่างรวดเร็วภายในป่าที่มีแต่ต้นไม้ขึ้นรกชัน คนขับคงจะมีฝีมือมาก

            อย่างไรก็ตามคนที่ซ้อนท้ายอยู่ต่างหากที่สำคัญกว่า ออร์ทิเกสซาร์เพ่งสายตามองไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้น

            มนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกที่ซีลอร์ดกำลังจับตาดูอยู่รึ

            หลังจากลงพื้นแล้วก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่มีเสียงตะหวาดดังมาจากสองคนบนมอเตอร์ไซคาดเดาจากบทสนทนาแล้วเหมือนว่ากำลังทะเลาะกันอยู่

            ก็บอกว่าอย่าซิ่งให้มันเร็วนักไงเล่าจะขับผาดโผนทำไมนักหนา!”

            ไม่เห็นเป็นไรเลยก็มาถึงเร็วๆ ดีกว่านี่ขวัญก็ขับดีไม่ใช่รึไง!”

            แต่ฉันต้องเล็งธนูไม่มีมือจับรถไว้เมื่อกี้เกือบร่วงไปแล้วนะ!”

            “ก็ไม่เห็นจะร่วงซักหน่อย!”

            ไม่รู้ทำไมสองคนนั้นถึงได้ทะเลาะกันไม่ดูสถานการณ์แต่ออร์ทิเกสซาร์ก็รวบรวมพลังงานเพื่อยิงลำแสงแล้ว

            โซเดียราโอ...

            สิ้นคำลำแสงก็แผดเผาใส่ทั้งสอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น