Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 13 : Login 11 : ปีศาจอาละวาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,068
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    16 ต.ค. 59

Login 11 : ปีศาจอาละวาด


            ศพไร้หัว...ร่างไร้ชีวิตที่ยังอ่อนเยาว์ล้มลงอยู่ที่นั่น ตลอดเส้นทางในซอยที่พิพัฒน์ขับผ่านไปจะต้องมีร่างของใครซักคนในกลุ่มเด็กเหล่านั้นล้มกองอยู่ ถึงจะชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนและขนลุกขนพองไปตามกันก็ตามที แต่ในแง่หนึ่งมันก็เป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าอิงศรผ่านมาทางนี้

            พิพัฒน์ขับตามศพไปซักพักก็ขับออกจากซอยมาโผล่ที่ถนนใหญ่ และที่อีกฟากของถนนนั่นเอง อิงศรอยู่ที่นั่นกำลังไล่ต้อนพวกเด็กๆ ที่หนีเข้าไปในเขตวัด

 

            "ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่าๆๆๆ"

            เสียงหัวเราะราวกับคนบ้าของอิงศรที่ร่างถูกสิงสู่โดยปีศาจดังข้ามาจากฝั่งนั้นดวงตาของเขาที่ย้อมเป็นสีเลือดกำลังกลอกกลิ้งไปมาอยู่บนใบหน้าแสนเคลิบเคลิ้ม

            ฉัวะ!

            ทันใดนั้นลูกศรดอกหนึ่งก็แผลงออกไปร่างหนึ่งร่างล้มลงพร้อมกับศีรษะที่ปลิวกระเด็นและตกลงมากลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้น ปีศาจเลียริมฝีปากด้วยท่าทางอิ่มอกอิ่มใจแล้วแผลงศรออกไปอีกนั่นคืออีกศพหนึ่งที่พึ่งเกิดขึ้น

            "เจ้าศรเลือดขึ้นหน้าจนเป็นไปแล้วรึไง"

            พิพัฒน์สบถ เขาสับสนกับเรื่องราวที่กำลังดำเนินไป

            มันเกิดอะไรขึ้น ?

            ทำไมอิงศรที่แสนเยือกเย็นคนนั้นถึงเปลี่ยนเป็นไอ้บ้าที่เอาแต่ยิ้มแล้วก็หัวเราะกับการได้ฆ่าคนไปซะได้ คำถามหลายคำถามผุดขึ้นมาและทางเดียวที่จะได้คำตอบก็มีแต่ต้องไปหยุดอิงศรเอาไว้เท่านั้น

            "ศร !!"

            เขาตะโกนเรียกแต่ไม่ได้ผล

            อิงศรที่ไล่ตามหลังพวกเด็กๆ หายเข้าไปในประตูวัดแล้ว

            หากจะไล่ตามต่อก็ติดที่เกาะกลางถนนซึ่งยุบตัวลงไปเป็นแอ่งไม่มีที่ให้รถวิ่งฝ่าไปได้แล้วยังทอดยาวไปจนถึงสะพานลอยข้างหน้าอีกเกือบหนึ่งกิโลเมตร  ดังนั้น

            พิพัฒน์ดับเครื่องดึงกุญแจรถออกและไม่ลืมที่จะคว้ากระบอกไฟฉายจากเก๊ะหน้ารถติดมือมาก่อนจะลงจากรถแล้ววิ่งไปที่เกาะกลาง

            เขาฉายไฟลงไปในแอ่งของเกาะกลาง จากขอบลงไปถึงก้นแอ่งเป็นทางลาดเอียงที่มีความสูงไม่มากด้านล่างแห้งสนิทไม่มีน้ำขังดังนั้นน่าจะข้ามไปได้

            พิพัฒน์ไถลเท้าลงไปตามทางลาดเอียงจนลงมาถึงก้นแอ่งจากนั้นก็วิ่งข้ามไปจนถึงทางลาดเอียงอีกฝั่ง ถึงจะเสียเวลาปีนขึ้นไปบ้างแต่ก็มาถึงหน้าประตูวัดได้ในที่สุด

 

            มีเสียงกรีดร้องดังแว่วมาพิพัฒน์ตามเสียงนั้นไปโดยไม่คิดลังเล เสียงนำทางไปยังลานวัด แล้วเมื่อวิ่งผ่านลานวัดไปก็พบกับเรือนศาลาที่ตอนนี้ร้างผู้คนหลังจากโลกล่มสลาย

            ข้าวของในเรือนล้มกระจัดกระจายแต่ไม่ใช่ร่องรอยใหม่เพราะบนข้าวของเหล่านั้นยังมีฝุ่นจับอยู่หนาราวกับว่าไม่ได้มีใครไปแตะต้องมันมานานมากแล้ว

            พิพัฒน์วิ่งผ่านเรือนศาลาไป จนกระทั่งพบกับลานกว้างที่มีเสาโลหะตั้งอยู่บนยางรถยนต์เก่าดูจากรูปทรงแล้วน่าจะเคยเป็นเสาธงชาติมาก่อน

            เสียงกรีดร้องเงียบไปเขาหยุดวิ่งและหอบหายใจแรงทุกอย่างรอบตัวมืดสนิท ตลอดทางที่ผ่านมาก็เช่นกัน พอคิดจะก้าวเท้าเดินต่อกลับไปเตะถูกอะไรบางอย่าง

            พิพัฒน์ส่องไฟไปที่เท้าของเขา แสงไฟตัดผ่านความมืดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่

            "เหวอ!"

            สิ่งที่เขาเตะไปนั้นคือร่างไร้ศีรษะของเด็กคนหนึ่ง และเมื่อส่องไฟไปรอบๆ ก็พบอีกหลายศพเป็นแบบเดียวกันหมด

            "ฝีมือเจ้าอิงศรเหรอเนี่ย..."

            พิพัฒน์ยกมือขึ้นอังรอบปากเพื่อลดความรู้สึกอยากอาเจียน แล้วส่องไฟไปทางอื่นพยายามหาร่องรอยต่อไป และในตอนนั้นเอง

 

            "อ๊ากก!!!"

            ก็มีเสียงกรีดร้องดังมาอีกครั้งพิพัฒน์หันไปตามเสียงนั้นเขาพบว่าท่ามกลางความมืดมิดนั่นมีแสงไฟส่องออกมาเป็นแสงสีแดงที่เหมือนกับไฟและในทันทีแสงสว่างนั่นก็ขยายตัวออก

            มันคือไฟ... ไฟกำลังไหม้อาคารที่เหมือนกับเรือนยาว แสงจากไฟทำให้มองเห็นข้าวของในเรือนนั้นจากทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ภายในมีโต๊ะกับเก้าอี้หลายตัววางอยู่คล้ายกับห้องเรียน จากจุดที่เขามองเห็นนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นด้านหลังของโรงเรียนวัด ยิ่งไปกว่านั้นบางห้องก็ยังมีเด็กติดอยู่ข้างในด้วย

            ไม่สิ...ไม่ได้ติดอยู่ข้างในเงาของพวกเด็กๆ ที่อยู่ในห้องเหมือนกับกำลังวิ่งเข้ามาแทนที่จะวิ่งออกไปด้านนอก

            พิพัฒน์ตระหนักได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเขาวิ่งอ้อมไปทางด้านหน้าของโรงเรียนและที่นั่นเองอิงศรดักรออยู่คอยยิงคนที่พยายามจะหนีออกมา

            เหมือนจะเป็นอย่างนั้นแต่ก็ไม่ใช่ เพราะคันธนูที่เล็งไปทางโรงเรียนกลับยกธนูสูงเกินความจำเป็นราวกับเล็งสิ่งที่อยู่บนหลังคาซะมากกว่า

            “ใช่เวลามาคิดที่ไหนกันเล่าตอนนี้ต้องหยุดหมอนั่นก่อน

            พิพัฒน์วิ่งเข้าไปรวบตัวอิงศรไว้

            “พอได้แล้วศรพวกนั้นไม่สู้แล้ว

หึ...หมดเวลาซะแล้วรึเอาเถอะครั้งนี่ข้ารู้สึกสนุกมากแล้วจะตั้งตารอครั้งต่อไปที่เจ้าจะเรียกเราออกมานะมนุษย์เอ๋ย

            สิ้นคำอิงศรก็ทรุดตัวลงอย่างกะทันหันหากพิพัฒน์ไม่ได้กำลังจับตัวเขาไว้ล่ะก็คงจะล้มลงไปทั้งอย่างนั้น ขณะเดียวกันสถานะ ’สิงสู่’ ก็หายไปด้วยพร้อมกันกับค่าพลังชีวิตที่ลดลงจนกลับมาเป็นปกติรวมถึงเขาที่งอกบนศีรษะก็ยุบตัวลงและหายไปในที่สุด

 

อิงศร Lv. 42

[/////2990:2990/////]

 

            “ศร...เฮ้ศร!

            “พีท…”

            อิงศรมีท่าทางอิดโรยแต่ก็เพียงประเดี๋ยวเดียวคิ้วของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันดวงตาฉายแววจริงจัง

            “เจ้านั่น!

            อิงศรพูดแล้วสลัดแขนของพิพัฒน์ออกจากนั้นเล็งคันธนูขึ้นไปยังหลังคาของโรงเรียน ในจังหวะนี้เองพิพัฒน์ถึงได้สังเกตเห็น เงาปริศนาคล้ายเงาของมนุษย์ยืนอยู่บนหลังคาโรงเรียนที่กำลังถูกไฟไหม้

            เงาปริศนาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานราวกับหญิงสาว

            “ชาวโลกที่ใช้ปีศาจได้...น่าสนใจอะไรอย่างนี้นะ

            ชาวโลก...คนที่จะใช้คำพูดแบบนี้ได้ก็มีแต่มนุษย์ต่างดาวถ้าอย่างนั้นเงาปริศนาก็คือ...

            แล้วพิพัฒน์ก็พูดขึ้นว่า

            “นั่นมนุษย์ต่างดาวเหรอ

            “คนที่เผาโรงเรียนก็คือมันนั่นแหละ

            “หา! ไม่ใช่นายหรอกเรอะ เออใช่ว่าแต่ตกลงเมื่อกี้นายเป็นอะไรของนายฟระอยู่ๆ ก็

            “ไว้ค่อยเล่าทีหลังชักอาวุธออกมาเร็วมันจะโจมตีมาแล้ว!

            อิงศรตะหวาดพร้อมกับแผลงศร ลูกธนูที่เหมือนกับไฟพุ่งตรงเข้าหาเงาปริศนา แต่กลับถูกปัดทิ้งทั้งหมดด้วยอาวุธลักษณะคล้ายกับไม้เท้าของฝ่ายนั้น

            เงาปริศนาชูไม้เท้าขึ้นแล้วออกทำนองเสียงคล้ายกับการร่ายคาถา

            “มหาอัคคี (Maha Akkhie) ”

            สิ้นคำเรือนโรงเรียนก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง อิงศรและพิพัฒน์พวกเขาถูกแรงจากการระเบิดอัดกระเด็นจนร่างปลิวลอยละล่องกลางอากาศก่อนจะหล่นลงมากระแทกพื้นแถบพลังชีวิตลดลงเล็กน้อยเพราะไม่ได้อยู่ใกล้กับการระเบิดพวกเขาจึงแค่มีแผลจากการกระแทกเท่านั้น

 

อิงศร Lv. 42

[/////2600:2990///..]

 

พิพัฒน์ Lv. 42

[/////3902:4200///..]

 

            ทุกอย่างตกอยู่ในกองเพลิง ไฟลุกโหมอย่างรวดเร็วเพียงชั่วพริบตาเดียวโรงเรียนก็มอดไหม้จนเหลือแต่ซากที่กลายเป็นตอตะโกสีดำเมี่ยม ใช้เวลาไม่นานไฟก็ดับลงอย่างสนิทเพราะเชื้อไฟถูกเผาไหม้จนหมด บริเวณรอบเรือนโรงเรียนเป็นสนามปูนโล่งที่ไม่มีอะไรให้ติดไฟแถมลมยังสงบทำให้ไฟไม่แพร่กระจายออกไป

            ภายหลังจากที่ไฟสงบลงแล้ว ไม่มีแถบพลังชีวิตใดๆ ปรากฎให้เห็นในซากที่ไหม้ไฟเหล่านั้นเป็นการยืนยันอย่างดีว่าทุกคนถูกเผาตายหมด ...และส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกนั้นต้องตายก็เป็นฝีมือของเขาเองถึงจะเป็นเพราะแอพปีศาจก็ตาม...

 

            "เงานั่นก็หายไปด้วยแฮะมันเป็นใครกันแน่นะ"

            พิพัฒน์พูดขึ้นหลังเดินออกมาจากซากโรงเรียนที่ไหม้ไปแล้วในขณะที่อิงศรยังคงใช้ไฟฉายที่ยืมไปค้นหาด้วยความหวังว่าจะยังมีใครเหลือรอดชีวิตจากไฟนั่น ทั้งที่ตัวเขาเองก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้

            พิพัฒน์ไม่ได้ห้ามอะไรอาจจะเป็นเพราะว่าเข้าใจความรู้สึกของเขาในตอนนี้หรือไม่ก็หวัง ลมๆ แล้งๆ เหมือนกันว่าจะมีคนรอดชีวิต

            "แล้วตกลงตอนนั้นนายเป็นอะไรกันแน่"

            "..."

            "ศร..."

            "..."

            เมื่อเห็นว่าอิงศรไม่ยอมตอบเขาก็ขึ้นเสียงตะหวาด

            "ศร!"

            "..."

            อิงศรยังคงนิ่งเงียบกำลังชั่งใจว่าควรพูดออกไปดีหรือไม่ เรื่องของแอพปีศาจที่ตัวเขาเองก็นึกไม่ถึงว่ามันจะสามารถกลืนกินจิตใจของผู้ใช้ได้ทั้งที่คิดว่ามันเป็นแค่สกิลธรรมดาๆ เหมือนกับตอนที่เคยใช้โทรลในการค่อสู้ที่คลาสนรกนั่น

            'ไม่นึกว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้จะให้พูดออกไปทั้งที่ทำเรื่องโหดร้ายขนาดนั้นได้อย่างไร

 

            "ศร!"

            เสียงของพิพัฒน์ดังขึ้นกว่าเดิมเหมือนจะเร่งให้เขาส่งคำตอบหากนิ่งเงียบไว้แบบนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอาจต้องจบลง แต่บางทีแบบนั้นอาจจะดีกว่า เรื่องในวันนี้ได้เตือนให้เขาตระหนักขึ้นมาว่าตนเองเป็นคนที่อันตรายไม่สมควรจะไปยุ่งเกี่ยวกับใคร ทั้งที่คิดอย่างนั้นแต่ปากกลับพูดอีกอย่าง

            "ตอนที่เข้าห้องคิงชั้นได้ของที่เรียกว่าแอพปีศาจมา"

            "แอพปีศาจมันคืออะไรเหรอ"

            "แอพปีศาจเป็นไอเทมที่ทำให้ยืมพลังของปีศาจมาใช้ได้ทำให้หน่วยขับไล่ผู้รุกรานสามารถสู้กับพวกเอเลี่ยนได้ วันนี้ชั้นเพิ่วได้อันใหม่มาเพราะเคยใช้มันมาแล้วหนหนึ่งก็เลยคิดว่าหนนี้คงไม่มีอะไร..."

            "แต่มันไม่เป็นแบบนั้นสินะเพราะนายกลายเป็นแบบนั้น"

            "..."

            ถึงเขาไม่ต้องบอกพิพัฒน์ก็คงจะทำความเข้าใจได้เองเพราะผลลัพธ์มันก็แสดงให้เห็นไปแล้ว

            ที่ดำเนินต่อไปมีแต่เพียงความเงียบงัน พิพัฒน์ปล่อยให้อิงศรควานซากตอตะโกต่อไปโดยไม่ปริปากเขาจะรอจนกว่าอิงศรจะพอใจหรือจนกว่าจะยอมรับความจริงได้ ในระหว่างนั้นเขาเป็นคนที่รายงานกลับไปที่ค่ายถึงเรื่องที่ประสบเจอในคืนนี้และทางค่ายก็ตอบกลับมาว่าจะส่งทีมค้นหามาสำรวจเมื่อถึงตอนเช้าพร้อมทั้งยังกำชับให้พวกเขาดำเนินภารกิจส่งเสบียงต่อไป

 

            "พอใจรึยังศรเราต้องไปกันแล้วนะภารกิจส่งเสบียงต้องไปทำต่อให้เสร็จ"

            พิพัฒน์พูดสั้นๆ และทำเพียงแค่รอเขาไม่คิดว่าการลากตัวอิงศรออกมาจะจำเป็นเพราะอิงศรน่าจะเป็นคนที่ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ดีกว่าตัวเขาด้วยซ้ำ

            "อืม"

            อิงศรส่งเสียงครางเบาๆ แล้ววางมือจากการค้นหาอย่างว่าง่ายการตัดสินใจให้เด็ดขาดได้แม้ตนเองจะตกอยู่ในห้วงแห่งความสำนึกผิดก็ตาม นั่นเป็นส่วนที่ทั้งน่าชื่นชมแล้วก็น่าเวทนาไปพร้อมกัน พิพัฒน์ซึ่งฝึกร่วมกันมาเป็นเวลาสามเดือนได้เห็นความเข้มแข็งทางจิตใจจนน่าเศร้านั่นมาหลายครั้งผ่านการทดสอบทางจิตใจที่วางในหลักสูตรการฝึกทหารของกองทัพ

 

            พวกเขาเดินกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่นอกเขตวัดใช้เวลาเดินแค่ห้านาทีก็มาถึงที่หมาย หลังจากขึ้นรถกันแล้วพิพัฒน์ก็สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไปตามถนน บังเอิญว่าถนนเส้นที่เขาขับตามอิงศรมานั้นก็อยู่ในเส้นทางวิ่งที่จะนำไปหาหน่วยลาดตระเวนพอดิบพอดีพวกเขาจึงใกล้สำเร็จภารกิจนี้แล้ว จะได้กลับไปนอนพักที่ค่ายให้สบายและลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ไปเสียที ไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องฆ่าคนเพราะอย่างไรเสียมนุษยธรรมก็ล่มสลายไปพร้อมกับโลกใบนี้ตั้งนานมาแล้ว เรื่องราวในค่ำคืนนี้เหมือนจะจบลงเพียงเท่านั้น

            และเพื่อให้แน่ใจว่าจุดประสงค์ที่มาคุ้มกันพิพัฒน์นั้นบรรลุแล้ว อิงศรเปิดเมลล์ที่แจ้งเวลาตายของเพื่อนขึ้นมา นับตั้งแต่ที่เปิดดูครั้งสุดท้ายจนกระทั่งถึงตอนนี้ซึ่งเวลาก็น่าจะนับถอยหลังจนหมดไปแล้วแต่ทว่า...

 

เวลาชีวิตที่เหลือของ พิพัฒน์ วัฒนากุล คือ

[00:00:10]

 

            ตัวนับถอยหลังกลับเหลือเวลาอีกสิบวินาที

            "ชิ" อิงศรเดาะลิ้นเขาคาดเดาเวลาผิดไป ขณะเดียวกันตัวเลขเวลาก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ แปดวินาที... เจ็ดวินาที... หกวินาที... 

            ในตอนนั้นเองเบื้องหน้ารถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูงห่างออกไปเกือบร้อยเมตรได้ปรากฏแสงสว่างขึ้นจุดหนึ่งท่ามกลางความมืดมิด จุดแสงค่อยๆ ทวีความสว่างและขยายขนาดขึ้นไปจนกลายเป็นทรงกลมที่สว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์  ระยะห่างของรถกับดวงอาทิตย์ร่นเข้าหากันจนเริ่มมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแสงสว่างนั่นคือมวลของเปลวเพลิงที่อัดแน่นจนเห็นเป็นทรงกลม

            "ชาวโลกมักพลาดในตอนท้ายเสมอ อัคคีราโอ (Akkhielao) "

            มีเสียวดังแว่วมาจากทางด้านหลังของดวงอาทิตย์เหมือนเสียงของมนุษย์ต่างดาวตนที่เผาโรงเรียน เวลาในเมลกำลังจะหมดลง

            สามวินาที... สองวินาที...

            "หลบเร็ว!" อิงศรตะโกนแต่สายเกินไปแล้ว ดวงอาทิตย์ที่ปรากฏให้เห็นแค่สองวินาทีกลายเป็นลำแสงที่กำลังพุ่งมาทางนี้

            รถสวนเข้ากับลำแสงพระเพลิงแล้วระเบิดเป็นเสี่ยง...

            เขาลอยขึ้นไปกลางอากาศผิวหนังร้อนรุ่มเหมือนจะสุกเกรียมนั่นคือความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่สัมผัสทั้งหมดจะหายไป...

 

 

            "อึก"

            อิงศรได้สติและปรือตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตระหนักว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ เด็กหนุ่มนอนฟุบอยู่บนถนนที่เกลื่อนไปด้วยชิ้นส่วนรถกำลังไหม้ไฟ เขาชันร่างกายขึ้นมาอยู่ในท่านั่งแล้วตรวจสอบสภาพตัวเอง

            เสื้อผ้าถูกไฟเผาจนขาดแหว่งตั้งแต่ไหล่ซ้ายเยื้องลงมาถึงหน้าอก กางเกงขายาวก็เหลือแค่ถึงหัวเข่า เสื้อผ้าส่วนที่ยังเหลือก็มีคราบเขม่าและรอยไหม้แต่กลับไม่พบบาดแผลหรือรอยไหม้เกรียมปรากฏให้เห็นบนร่างกายคงเพราะเขาสลบไปนานจนร่างกายได้รับการฟื้นฟูตามระบบของเกมแล้ว

            อิงศรแหงนหน้ามองไปยังแถบพลังชีวิตที่ลอยอยู่ด้านบนศีรษะมันลดลงมาเกือบจะหมด  ตอนกระเด็นออกจากรถที่ระเบิดจนลงมานอนบนถนนพลังชีวิตคงจะเหลือรอดแบบหวุดหวิด สันนิษฐานได้เป็นอย่างเดียว

 

อิงศร Lv. 42

[//...510:2990.....]

 

            ในตอนนั้นเองเด็กหนุ่มถึงเพิ่งสังเกตว่าหน้าจอเมลยังคงเปิดค้างเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่รถยังไม่ถูกระเบิดแต่ตอนนี้บนจอเมลกลับปรากฏหน้าจอซ้อนขึ้นมาดูเหมือนว่าจะเปิดขึ้นมาเองในระหว่างที่เขาสลบไป สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้เขาต้องสะดุ้ง

            “อึก” ทั้งที่เคยเห็นมันมาแล้ว...

            ภาพใบหน้าของพิพัฒน์ที่ถูกเผาจนไหม้กรียมไปครึ่งหนึ่ง มันคงถูกตั้งเวลาให้เปิดขึ้นเองเมื่อเวลานับถอยหลังหมดลง ถึงจะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีรถของพวกเขาถูกยิงจนระเบิดพิพัฒน์ก็อาจจะถูกไฟเผาตายตามรูป

            “แต่ขนาดเรายังรอดมาได้เจ้าพีทที่ค่าพลังชีวิตมากกว่าเราเกือบเท่าตัวก็ต้องรอดสิ....

            อิงศรพยายามปลอบใจตัวเองแล้วเตรียมที่จะมองหาพิพัฒน์ แต่เพียงแค่เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอระบบเพียงเท่านั้น

 

พิพัฒน์ Lv. 42

[…..0:4200…..]

 

            ภาพบนหน้าจอก็กลายเป็นความจริงมาปรากฎอยู่ต่อหน้า แถบพลังชีวิตของพิพัฒน์ว่างเปล่าไปเรียบร้อย เด็กหนุ่มได้แต่มองตาค้าง

            มองร่างไร้วิญญาณของเพื่อนที่กำลังมอดไหม้อยู่บนพื้นถนนซึ่งห่างไปไม่ไกล อิงศรจ้องไปที่ส่วนของใบหน้ามันถูกไฟเผาจนไหม้ไปครึ่งหนึ่งเหมือนกับภาพในเมลฉบับนั้น

            อิงศรทุบกำปั้นลงกับพื้นแล้วแผดเสียง

            "โธ่เว้ย!"

            เด็กหนุ่มตระหนักแล้วว่าสิ่งที่เมลฉบับนั้นเตือนไว้เป็นเรื่องจริงและอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถึงแม้เขาจะอยู่ที่นี่คอยปกป้องพิพัฒน์แล้วก็ตามที

            ลงท้ายคืนนั้นอิงศรก็ต้องเอาเสบียงที่เก็บอยู่ใน ‘Inventory’ ของพิพัฒน์ไปส่งด้วยตัวเองหลังจากนั้นทางค่ายก็ส่งรถมารับเขากลับไปในตอนเช้า

 

            จนกระทั่งกลับสู่เวลาปัจจุบัน ที่ตอนนี้ตัวเขายืนอยู่หน้าห้องอบรม

"เรื่องนั้นน่ะไม่ต้องไปคิดมากหรอกมันไม่ใช่ความผิดของใคร แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของนายด้วย"

            พันโทข้าวหลามยังคงพูดปลอบใจเรื่องที่เด็กหนุ่มทำพลาดในการปกป้องชีวิตของหน่วยส่งเสบียง แน่นอนว่าไม่มีใครตำหนิเรื่องที่เขาฆ่าพวกเด็กๆ ที่มาจู่โจมในระหว่างทางเลยซักคนแต่เขาเองก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดว่าทำไปเพราะถูกแอพปีศาจครอบงำ มันอันตรายเกินไปที่จะแพร่งพรายให้ใครต่อใครรู้ว่าเขาควบคุมอาวุธปีศาจของตัวเองไม่ได้

            แล้วหลังจากนั้นทีมสำรวจได้อะไรกลับมาบ้างรึเปล่าครับเช่นทำไมเจ้าเอเลี่ยนนั่นถึงรู้เรื่องเส้นทางขนเสบียงของเราได้

            อิงศรถามเพื่อเบี่ยงประเด็นให้พันโทเลิกปลอบเขาเหมือนกับเป็นเด็กเสียที เกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากผ่านการคิดทบทวนมาทั้งคืนเขาก็ได้ข้อสรุปใหม่ที่น่าจะลงตัวที่สุดออกมาแล้วมนุษย์ต่างดาวคือผู้ที่โจมตีหน่วยขนส่งเสบียงส่วนพวกเด็กๆ ที่เจอระหว่างทางคงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าหากคิดแบบนี้เหตุผลที่มนุษย์ต่างดาวตามมาจัดการกับพวกเขาทีหลังด้วยก็จะเข้าเค้า การถามตอบก็มีเพื่อจะยืนยันทฤษฎีที่ว่า แต่คำตอบของพันโทกลับทำให้ต้องประหลาดใจ

            เอเลี่ยน...อ๋อเจ้าตัวที่มาโจมตีนายเมื่อคืนสินะอันนั้นไม่รู้หรอกแต่ว่าทีมสำรวจเจอบรรจุภัณฑ์ที่ใส่เสบียงของกองทัพเราในซากโรงเรียนนั่นหมดแล้วล่ะพวกเด็กที่อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นคนขโมยเสบียงแล้วก็ฆ่าคนส่งไปนั่นแหละ

            เดี๋ยวก่อนสิหมายความว่ายังไงกันน่ะถ้างั้นเจ้าเอเลี่ยนนั่นก็ไม่ได้มาจู่โจมเพราะจะตัดเสบียงหน่วยสำรวจน่ะสิ

            ก็ขนาดคนที่สู้กับมันมาอย่างนายยังไม่รู้แล้วพวกชั้นจะไปรู้ได้ไงเล่ามันอาจจะบังเอิญผ่านมาแถวนั้นก็ได้มั้ง

            เรื่องบังเอิญ... เป็นไปไม่ได้หรอก เด็กหนุ่มไม่อาจทำใจเชื่อลงได้ ไม่อย่างนั้นความตายของพิพัฒน์ก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญที่มนุษย์ต่างดาวบังเอิญมาเจอพวกเขาแล้วก็ไล่ฆ่าจนกระทั่งพิพัฒน์ตายตามที่เมลบอกอย่างนั้นหรือ

            อ้อใช่ พันโททุบมือดังตุบ

ถ้าสาเหตุที่เจ้ามนุษย์ต่างดาวนั่นมาฆ่าพวกเด็กที่จู่โจมหน่วยขนเสบียงล่ะก็พอจะรู้อยู่ ทีมสำรวจบอกมาว่าที่ตัวของเด็กที่ถูกนายยิงตายระหว่างทางน่ะพบตราประทับของ อารย-สนธยา อยู่บนหลังด้วยทุกคนเลย ถ้าพวกนั้นเป็นพวกลัทธิอารย-สนธยาที่ยังเหลือรอดก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมมนุษย์ต่างดาวถึงได้มาน่ะนะแต่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องนี้ก็ได้อย่างที่บอกไปเรายังไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละจนกว่าจะสืบสวนกันอย่างละเอียดอีกที

            ด...เดี๋ยวนะไอ้อารย อะไรเนี่ยมันคืออะไรกัน?”

            อ้าวนี่นายไม่รู้หรอกเรอะ

            ตอนนั้นเองประตูห้องอบรมก็เปิดออก

            มาสายไปสามนาทียี่สิบวินาที

            ผู้ที่เปิดประตูห้องออกมาคือสิงห์น้ำเสียงขุ่นเคืองทำให้รู้ว่าเขากำลังหงุดหงิด น้ำเสียงทำหน้าที่บอกอารมณ์ได้ดีกว่าใบหน้าที่ไร้อารมณ์มีแต่ชายคนนี้เท่านั้นที่จะนิยามให้แบบนั้นได้

            แล้วมัวทำอะไรกันอยู่คุยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวอยู่หน้าห้องทำไมรีบเข้ามาการอบรมจะเริ่มแล้ว

            ด้วยน้ำเสียงอันเด็ดขาดนั้น ความสงสัยของอิงศรจึงต้องปล่อยไว้ก่อน

            เมล ‘@Clipius’ จากจีเอ็มคืออะไร ?

อารย-สนธยาคืออะไร ?

แล้วมนุษย์ต่างดาวที่มาฆ่าพวกเขาเมื่อคืนคือเรื่องบังเอิญมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ

            เด็กหนุ่มได้แต่ขบคิดอยู่ในใจขณะก้าวเท้าเข้าห้องอบรมที่ภายในเหมือนกับห้องบรรยายที่ห้องคิงใช้เรียนไม่มีผิด เพียงแต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่แทนที่จะเป็นนักเรียนฝึกทหารก็จะเป็นสมาชิกกิลด์เซเวียแทนหรือก็คือทหารเต็มตัวแล้วนั่นเองในบรรดาพวกมากความสามารถเหล่านี้ ถ้าจะมีกลุ่มที่ดูจะโดดเด่นกว่าใครอื่นก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มที่มีแต่เด็กหนุ่มสาวอย่าง กวินทร์ กับ มีนาที่กำลังโบกมือเรียกให้เข้าไปนั่งเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ซึ่งข้างเก้าอี้ตัวนั้นมีเด็กหนุ่มผมสีแดงอีกคนนั่งท้าวคางกับโต๊ะพลางเหลือบสายตาหันมาแวบหนึ่งก่อนจะชักมันกลับไป เมษา ธุวดารกะ- นั่นคือชื่อของเด็กหนุ่มผมแดง อิงศรคาดการจากที่เจอหน้ากันวันนั้นในห้องพยาบาล เขาเป็นน้องชายของสิงห์แล้วก็เป็นพี่น้องฝาแฝดกับมีนา

            อิงศรเดินไปนั่งยังที่ว่างที่ว่าโดยที่ไม่หันไปสบตาหรือแม้แต่จะมองเมษาที่นั่งอยู่ด้านข้าง พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แล้วการอบรมก็เริ่มขึ้น

 

            ณ รูนรูม ห้องที่พังทลายลง สถานที่พำนักของผู้ถูกลืมเลือน

            เจ้านี่มันมาอยู่ในห้องของผมได้ยังไงกันนะ

            เด็กหนุ่มผมขาวนั่งอยู่บนโซฟาตัวเก่งกำลังให้ความสนใจกับไพ่ใบหนึ่งซึ่งเขาถืออยู่ในมือ บนหน้าของไพ่ใบนั้นเป็นสีดำสนิทแล้วเมื่อเขาพลิกอีกด้านของมันมา บนหน้าไพ่อีกด้านมีรูปรถม้าในสภาพกลับหัว

 

"อาคาน่า เดอะ แชริออท ในสภาพกลับหัวอยู่ๆ ก็มีของแบบนี้มาปรากฏขึ้น อ๊ะ!"

            ไพ่ได้สลายตัวไปอย่างกะทันหัน เด็กหนุ่มยิ้มกริ่มเหมือนเข้าใจว่ามันสลายไปเพราะเหตุใด เขาจึงพูดต่อจากที่ค้างเอาไว้

อาคาน่านี้คือตัวบ่งบอกถึงอุปสรรคครั้งใหม่กำลังจะมาเยือนและเป็นอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสเอาเรื่องอยู่เธอจะแสดงความตั้งใจที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าออกมาในรูปแบบใดหากรู้ว่าข้างหน้าคือความสิ้นหวังการที่มันสลายไปแปลว่าล้มเหลวสินะมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกหรือว่าไพ่ใบนี้จะเป็นของเธอกันน่ะ หืม~”

 

            ผู้ถูกลืมเลือนมองความวางเปล่าในห้องแล้วถอนหายใจ

เฮ้อ~ อยากจะพูดอย่างนั้นอยู่หรอกนะแต่ว่าเธอคงจะไม่มาที่นี่ไปอีกซักพักถ้าอย่างนั้นระหว่างนี้ผมจะขอไปสัมภาษณ์อีกหนึ่งผู้ถูกฟันเฟืองเลือกก่อนแบบนั้นคงจะดีกว่าสินะ"

"สวัสดีมนุษย์...ไม่สิตอนนี้เธอกลายเป็นผู้อาศัยในสวนลำดับที่หนึ่งแล้วงั้นชั้นควรเรียกเธอว่ามนุษย์ต่างดาวเหมือนที่มนุษย์เขาเรียกกันรึเปล่า

"..."

คุณตอบกลับไปว่า ชั้นเป็นมนุษย์แล้วแกเป็นใคร มนุษย์ต่างดาวงั้นเหรอ

            ไม่ใช่ครับผมไม่ใช่ผมมนุษย์ต่างดาวแต่ก็...นั่นสินะ คิดว่าแบบไหนเธอถึงจะยอมรับมันได้ล่ะมิ่งขวัญผู้ถูกฟันเฟืองเลือก"





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #210 ดินสอยางลบ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 17:19
    นั้นไงงง
    #210
    0