Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 12 : Login 10 : รสของชะตากรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,619
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    24 พ.ย. 59

Login 10 : รสของชะตากรรม

 

             "ขมจัง" 

          เด็กหนุ่มรูปงามผู้มีเรือนผมสีขาวราวกับหิมะกล่าว หลังจากกระดกกาแฟในแก้วไปอึกใหญ่

          แววตาที่เรียบนิ่งจนไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กำลังจับจ้องไปที่ แก้วกาแฟ... ที่จริงคือช้อนคนกาแฟที่มีด้ามจับรูปหัวกระต่ายต่างหาก แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า

            "กาแฟเนี่ยเป็นสิ่งที่มีรสขมอย่างนั้นสินะแต่พวกเธอก็ยังเลือกที่จะดื่มมัน อืม~"

เด็กหนุ่มส่งเสียงครางเหมือนกำลังครุ่นคิดเพราะไม่เข้าใจต่ออะไรบางอย่าง

            "ทำไมถึงเลือกแบบนั้นกันนะทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันขมแต่ก็ยังอยากที่จะดื่มด่ำไปกับมันพวกเธอนี่เกินสามัญสำนึกจะเข้าใจไปแล้วล่ะ"

แล้วเด็กหนุ่มก็หันเหสายตาออกจากช้อนคนกาแฟ มองตรงไปข้างหน้า ที่ซึ่งไม่มีอะไรเลยจากภายในห้องผุพังที่เขาตั้งชื่อให้ว่า รูนรูม

            "ไม่คิดงั้นเหรอ อะไรนะที่เกินสามัญสำนึกคือชั้นอย่างนั้นเหรอ"

เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองแต่เหมือนกับพูดโต้ตอบและกลั้นขำ ก่อนจะตีสีหน้าให้เรียบนิ่งไม่ต่างไปจากแววตาของตัวเอง

            "เอาเถอะวันนี้มนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกไม่ได้มาหรอกถ้าถามว่าทำไมเหรอ ชั้นคงบอกได้แค่ว่าเขากำลังดื่มกาแฟอยู่นั่นล่ะ ดื่มด่ำความขมขื่นที่ชั้นเองก็ไม่เข้าใจนั่นเหมือนพวกเธอไง"

เด็กหนุ่มวางแก้วกาแฟลงจากนั้น

            เปาะ!

            เขาดีดนิ้วจนเกิดเสียงดังแล้วหน้าจอระบบก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศด้วยกันสองจอ โดยที่แสดงคำว่า 'Skill' และ 'Status' ไว้อย่างละจอ

            "สวัสดีผมคือผู้ถูกลืมเลือนและเพราะวันนี้มนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกไม่ได้มาดังนั้นผมจะเป็นผู้เลือกหัวขอที่จะถามด้วยตัวเองคงไม่ว่าอะไรสินะ"

            ไม่มีเสียงใดจะตอบกลับได้อยู่แล้ว ภายในห้องที่มีแต่เพียงเด็กหนุ่มอยู่คนเดียวตาม

            ดังนั้นเขาจึงตอบคำถามของตัวเอง...

            "หัวข้อในวันนี้ก็คือสกิลและสเตตัสคงจะรู้กันอยู่แล้วสินะว่าในสวนลำดับที่สองแห่งนี้ถูกสวนลำดับที่หนึ่งหล่นใส่แล้วสวนก็กลายเป็นสิ่งที่พวกเธอเรียกกันว่าเกมออนไลน์ ค่าสถานะ...พลังชีวิต...พลังโจมตี...วิชาอาคมที่ปล่อยใส่พวกสัตว์เทวะ สิ่งเหล่านั้นที่พวกเธอเรียกว่าเกม จริงสิ..."

            แล้วเด็กหนุ่มก็ทุบมือเหมือนนึกขึ้นได้

            "พวกเธอเรียกมันว่าไวรัสวันสิ้นโลกตามที่เขียนเอาไว้ในแพทซ์ด้วยนี่นะ แต่ตัวตนที่แท้จริงของไวรัสนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า น้ำอมฤต ก็ตามชื่อนั่นล่ะ เพราะว่ามันทำให้พวกเธอแข็งแกร่งขึ้นด้วยสเตตัสและสกิล แต่ว่าที่ได้ผลประโยชน์น่ะไม่ใช่แค่มนุษย์หรอกนะ พวกเขาที่เธอเรียกกันว่าเดียรัจฉาน พวกนั้นก็เช่นกันได้รับพลังไปและกลายเป็นสัตว์เทวะ แต่เพราะรูปร่างเดิมไม่อาจตอบสนองต่อพลังที่ได้รับจึงเกิดการวิวัฒนาการขึ้น สำหรับครั้งนี้ก็ไว้เท่านี้ก่อน ถ้าครั้งหน้ามนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกมาด้วยชั้นจะลองถามเขาดูนะว่าทำไมถึงชอบดื่มกาแฟทั้งที่มันขมคิดว่าเขาจะแสดงความตั้งใจแบบไหนออกมาให้ดูกันนะ"

สิ้นคำของเด็กหนุ่มห้องก็ได้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแล้วจากนั้นก็เลือนหายไปในความว่างเปล่า

 

 

            "เฮ้ยแน่ใจนะว่าไม่เป็นไรน่ะ ไหวเปล่าเนี่ยศร ?"

ครูฝึกข้าวหลาม..ไม่สิตั้งแต่วันนี้ไปเขาคือผู้บังคับบัญชาของผมแล้ว พันโทข้าวหลามพูดด้วยความห่วงใยถึงแม้น้ำเสียงจะยังคงความห่ามและดิบเถื่อนแบบชายชาตรีก็ตามที แต่นั่นคือน้ำใจที่หยิบยื่นให้จากใจจริง

            "..."

            "เรื่องนั้นน่ะไม่ต้องไปคิดมากหรอกมันไม่ใช่ความผิดของใคร"

            พันโทข้าวหลามบอกอย่างนั้น ว่าไปแล้ววันนี้ก็มาแปลกซะเหลือเกินอยู่ๆ ก็มารอรับถึงหอพักแล้วก็พูดอย่างโน้นอย่างนี้บอกให้ผมเลิกโทษตัวเอง ถ้าจะบอกว่าเพราะเห็นใจต่อให้อมพระมาพูดก็เชื่อไม่ลงหรอก...

          ต้องเป็นนั่นแหงใช่แล้วคงถูกสิงห์สั่งให้มารับเพราะกลัวว่าผมจะโดดอบรมกองทัพในบ่ายวันนี้


            เรือนผมสีดำหยิกหยักศกนิดหน่อยแววตาเย็นชาและรอยยิ้มจางๆ ที่เหมือนกับล่องหนเครื่องแบบทหารสีเขียวหญ้ากางเกงผ้าใบและรองเท้าคอมแบทสีดำวันนี้อิงศรในเครื่องแบบชุดใหม่ซึ่งเป็นหลักฐานว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแล้ว แม้จะไม่เต็มใจนักแต่ก็ยังเป็นปกติดีทุกอย่าง เว้นเสียแต่...

          จิตใจที่ไม่มั่นคงและยังคงไม่หยุดสั่นคลอน

            อิงศรยืนอยู่หน้าประตูห้องอบรมแล้วโดยมีพันโทข้าวหลามตามหลังมาด้วย บรรยากาศหนักอึ้งเบื้องหลังบานประตูนั้นทำให้จินตนาการออกเลยว่ามีอะไรรออยู่ เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่ถูกย้ายไปห้องคิงเมื่อไม่กี่วันก่อน...

            แค่ไม่กี่วันเท่านั้นก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งมากมาย ได้ต่อสู้กับสัตว์เทวะและมนุษย์ต่างดาวที่เป็นศัตรู รวมถึงสู้กับมนุษย์ด้วยกันเอง...

            แล้วความทรงจำเมื่อคืนก็หวนกลับมา...

 

 

            "มีรายงานมาว่าหน่วยส่งเสบียงถูกโจมตีระหว่างทางทำให้เสบียงส่งไปไม่ถึงหน่วยลาดตระเวนมาซักพักหนึ่งแล้วถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ภารกิจของหน่วยลาดตระเวนจะต้องถูกระงับเราจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้"

            สิงห์พูดเอาไว้แบบนั้นแล้วเขาก็ถูกส่งมาคุ้มกันคนส่งเสบียง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่มีอยู่ ก่อนที่จะย้ายไปห้องคิง

           เพราะคนไม่พอจึงมีแค่เขาคนเดียวที่ทำหน้าที่คุ้มกัน


            "แหมๆๆ ค่อยยังชั่วหน่อยที่นายรอดมาได้นะดวงแข็งเหลือเกินไอ้เพื่อนยากตอนได้ยินข่าวเรื่องห้องคิงถูกมนุษย์ต่างดาวโจมตีไอ้ชั้นงี้ใจไปอยู่ตาตุ่มโน่นเลยนะเฟ้ยห่วงว่านายจะไปทำอะไรเกินตัวอีกแต่ก็นะคนมันเก่งซะอย่างเลยห่วงเสียเที่ยวเลย"

            แล้วเด็กหนุ่มก็ระเบิดหัวเราะด้วยความชอบใจ

           อิงศรมองเจ้าของเสียงผู้มีเรือนผมสีดำตั้งเป็นหนามขยับขึ้นลงตามจังหวะกระดอนของรถ กำลังจับพวงมาลัยขับอย่างสบายอารมณ์

           ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทแต่ก็เป็นฝ่ายที่ถูกเข้ามาตีสนิทมากกว่าเพราะเหตุบังเอิญที่ครั้งหนึ่งเคยได้จับคู่กันฝึกในชั้นเรียนแล้วก็ถูกตามติดแจตั้งแต่นั้นมา

            "เฮ้! ขับรถอยู่นะดูทางด้วยสิ"

            อิงศรพูดอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ลองโดนขุดถึงเรื่องที่ไม่อยากนึกมาชื่นชมอย่างนี้ถึงเป็นเขาที่ฝึกสะกดอารมณ์ไว้ก็มีฉุนกันบ้างล่ะ

            "เอาเถอะน่ามือชั้นนี้แล้วเพื่อนไม่มีหลงร้อก ฮะฮะฮะ"

           ทันทีที่มีเสียงตอบกลับมาอย่างนั้น... อิงศรก็หันหน้าออกไปทางด้านนอกรถ 

           เมินเขาไปเสียน่าจะดีกับความรู้สึกมากกว่า เด็กหนุ่มคิดอย่างนั้น


            ตอนนี้กำลังแล่นอยู่บนถนนที่ตัดเข้าไปในเขตสลัมของตัวเมือง เป็นเส้นทางสัญจรที่มีการขยายอาณาเขตของฮาบิแทชพอยท์ออกมาจากค่ายด้วยฝีมือของหน่วยลาดตระเวน ดังนั้นจึงหมดห่วงเรื่องถูกสัตว์เทวะโจมตี  แต่กระนั้นแล้ว...

          ... ก็ยังมีคนจากหน่วยขนส่งเสบียงหายตัวไประหว่างเดินทาง

          หายไปบนเส้นทางที่เชื่อว่าปลอดภัยที่สุด....


          หากตีความแบบซื่อๆ ก็คงเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว เพราะยังไงก็ไม่มีสัตว์เทวะอยู่ในบริเวณนี้ ศัตรูของมนุษย์จึงมีอยู่แค่นั้น

            และบนถนนที่น่าจะปลอดภัยเส้นนี้ คนที่กำลังขับรถจิ๊ปเปิดประทุนคันนี้อยู่ก็คือพิพัฒน์ เพื่อนที่ปรากฏใบหน้ายามสิ้นชีพในเมล์ปริศนาที่จู่ๆ ก็ได้รับมา 

           เครื่องแบบทั้งของเขาและของพิพัฒน์ยังคงเป็นเครื่องแบบนักเรียนฝึกทหารอยู่ เพราะเครื่องแบบตัวใหม่ที่ได้มาตอนอยู่ที่ห้องพยาบาลนั่นต้องเก็บเอาไว้ใช้สำหรับงานอบรมเข้ากองทัพที่จะจัดขึ้นในวันรุ่งขึ้น ส่วนเจ้าพิพัฒน์ตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กฝึกงานของหน่วยเสบียงก็เลยยังไม่ได้เครื่องแบบประจำการ แต่ถึงอย่างนั้นหมอนี่ก็ทำเรื่องที่กล้าหาญอย่างการอาสาตัวมาส่งเสบียงในครั้งนี้ด้วยตัวเองแถมยังขับรถได้อีกต่างหาก ถือว่าเปลี่ยนไปมากทั้งที่พึ่งแยกกันมาได้ไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำ

 

            "ว่าแต่ไม่เจอกันพักเดียวรู้สึกนายดูมีชีวิตชีวาขึ้นนะ"

           ก็ไม่รู้ว่าทำไมพิพัฒน์ถึงกล่าวอย่างนั้น แต่ดูเหมือนว่าช่วงนี้เขาจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ

            "แล้วปกติชั้นดูเฉากว่านี้รึไง"

            "..."

            อิงศรรู้สึกถึงสายตาที่มองมาจึงหันกลับเข้ามาในรถ และพบว่าพิพัฒน์กำลังทำหน้าเหมือนเห็นผี

           ด้วยเหตุนั้นเขาเบ้ปาก แล้วตะหวาดออกไปว่า

            "เฮ้ย! ขับรถอยู่นะมองทางสิแล้วทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงกัน" 

           แต่เพื่อนเจ้ากรรมก็ยังคงค้างอยู่อย่างนั้น

            "..." 

           ก่อนจะทันได้สติก็ตอนที่รถเริ่มส่ายไปมา พิพัฒน์หันกลับไปมองทางแล้วหยุดรถไม่ให้ส่ายได้สำเร็จก่อนจะพูดว่า

            "โทษๆ ก็ปกตินายจะนั่งฟังชั้นจ้ออย่างเดียวนี่หว่า นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่นายตอบกลับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วยเลยเผลอตกใจไปหน่อย"

            ท่าทางตัวเขาจะเปลี่ยนมากเกินไป คนรอบตัวถึงออกอาการกันขนาดนี้ จนถึงกับสงสัยว่าปกติแล้วเขาทำตัวเมินใส่กันขนาดนั้นเลยหรือ... อิงศรคิดอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา แต่...

            "ช่างเหอะ"

           เขาพึมพำแล้วคิดว่าจะเลิกคิดเรื่องยุ่งยากพวกนี้ซักที จากนั้นก็ปล่อยสายตาทอดมองทิวทัศน์ริมทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปจนกระทั่ง...

            "หินนั่น"

            ยามที่สายตาซึ่งจับจ้องริมทางที่เต็มไปด้วยอาคารสูงใหญ่ เลื่อนขึ้นไปเจอก้อนหินยักษ์ที่เคยพบระหว่างเดินทางไปฝึกในวันที่ถูกมนุษย์ต่างดาวโจมตี

           หินไม่ได้อยู่ที่นี่  แต่ความใหญ่โตของมันก็ทำให้มองเห็นได้จากที่ไกลๆ มันมีรูปร่างที่กลมมนเหมือนกับถูกขัดมาอย่างดี  มิหนำซ้ำ ท่ามกลางเงามืดในยามค่ำคืนมันกลับส่องประกายเหนือเมืองที่ล่มสลาย ราวกับดวงดาวบนพื้นดินอย่างไรอย่างนั้น

           อิงศรเริ่มสังเกตเห็นว่าก้อนหินไม่ได้สะท้อนแสงจากดวงจันทร์เพียงอย่างเดียวถึงทำให้เด่นเป็นสง่าได้ขนาดนี้ แต่เป็นเพราะตัวหินเองก็เรืองแสงออกมาเช่นกันแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

           ด้วยความรู้สึกขัดใจที่เก็บมาตั้งแต่วันนั้น

            "พีทนายรู้รึเปล่าหินนั่นมันคืออะไร"

           เขาถามโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองเพื่อนและไม่ได้คาดหวังในคำตอบด้วย เพียงแค่อยากระบาย แต่พีทที่เหลือบสายตามาแวบหนึ่งก่อนจะกลับไปมองทางรถต่อกลับพูดว่า

            "อ๋อ ไอ้หินอุกกาบาตนั่นน่ะเหรอเห็นเขาว่ามันตกลงมาตอนวันสิ้นโลกน่ะ"

            "เจ้านั่นคืออุกาบาตที่แพร่ไวรัสโลกาวินาศยังงั้นเหรอ"

            "ไม่รู้ดิ ก็ฟังมาจากพวกรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนอีกทีน่ะเห็นเค้าว่าจนถึงตอนนี้มันก็ยังปล่อยไวรัสออกมาอยู่เลย ที่ตรงนั้นก็เลยเป็นเขตหวงห้ามไปด้วย"

            ดูเหมือนว่าจะคลายความสงสัยได้ในที่สุด และหินก้อนนั้นก็ไม่ใช่หินธรรมดาอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ ทำให้เริ่มจับประเด็นเชื่อมอะไรเข้าด้วยกันได้ขึ้นมาด้วยเรื่องหนึ่ง

           เรื่องที่ว่าทำไมสิงห์ถึงมาตั้งค่ายไกลจากศูนย์ใหญ่ขนาดนี้บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหินอุกกาบาตนี่เช่นกัน


            พีทกล่าวต่อไปว่า...

           "บอกตามตรงว่าค่อนข้างอุ่นใจเลยล่ะที่ได้นายมาช่วยคุ้มกันเนี่ย พวกหน่วยเดียวกะชั้นที่มากันก่อนหน้านี้จู่ๆ ก็ขาดการติดต่อแล้วก็หายไปเลย ไอ้ชั้นน่ะนะก็ดันทำเก่งออกหน้าว่าจะไปส่งให้เอง แต่ใจจริงเนี่ยกลัวแทบแย่นี่ยังดีหน่อยนะที่เขาให้พาคนคุ้มกันมาด้วยน่ะ"

            "เลยบอกให้ชั้นมางั้นสิ"

            "ก็แหมลองถ้ามีฮีโร่ห้องคิงอย่างนายมาคุ้มหัวให้แบบนี้ก็ถึงไหนถึงกันล่ะ"

            พอได้ยินที่พิพัฒน์พูด ก็ทำให้นึกเรื่องที่เกือบจะลืมไปแล้วขึ้นมาได้ อิงศรเรียกหน้าจอเมล์ จากนั้นจึงเปิดเมล์ปริศนาที่บอกว่าพิพัฒน์จะตายขึ้นมาดูเวลาที่เหลืออยู่

 

======================

Subject: @Clipius Death Timing Delivery

Form: GM

Detail:

ตัวจับเวลาตายของเพื่อนคุณมาถึงแล้ว!

เวลาชีวิตที่เหลือของ พิพัฒน์ วัฒนากุล คือ

[00:30:52]

======================

 

            เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น...

            อีกครึ่งชั่วโมงจะเกิดอะไรขึ้น หรือว่าจากนี้ไปจะเกิดเรื่องที่ทำให้พิพัฒน์ตายในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลังกันแน่

           อิงศรพยายามนึกต้นชนปลายว่าเมล์ฉบับนี้มีที่มาอย่างไรแล้วจึงนึกไปถึงเรื่องที่พูดคุยกับเด็กหนุ่มผมขาวที่เรียกตัวเองว่าผู้ถูกลืมเลือน

            ในตอนนั้นจำได้แค่เด็กผมขาวพูดไว้ว่าจะทดสอบเขา...

            'นี่คือการทดสอบที่ว่างั้นเรอะ'

           อิงศรสบถในใจ พลางคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น

           หลังจากได้รับเมล์ปริศนา ปุบปับก็ได้ภารกิจมาคุ้มครองคนที่เมล์บอกว่าจะตายทันที นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแน่ ถึงจะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ตาม แต่ตอนนี้เขาก็มาอยู่ที่นี่แล้วจะปล่อยให้เพื่อนตายไปทั้งอย่างนี้ก็ใช่ที่

            ดังนั้นคงจะต้องลงมือทำอะไรซักอย่างและทำมันตอนนี้เลย

            "สแกนนิ่ง (Scanning)"

           อิงศรพูดขึ้นพร้อมกับดีดนิ้วดังเปาะ

           หน้าจอระบบปรากฏขึ้นมา บนจอนั้นแสดงเส้นตารางที่ตัดกันด้วยเส้นตรงสีเขียวและลายเรดาร์สีขาวทับซ้อนกันอยู่มี คลื่นกระเพื่อมออกจากจุดศูนย์กลางของเรดาร์และหายไปหลังจากขยายตัวจนตกขอบของหน้าจอ


            "ที่ใช้สกิลตรวจจับเนี่ย...แถวนี้มีอันตรายเหรอ" 

            พิพัฒน์ที่ขับรถอยู่หันมาถาม

            "แค่กันไว้น่ะแต่ไม่เจออะไรบนเรดาร์เลย"

           แล้วตอนที่คิดว่าช่างมันเถอะคงเป็นแค่เรื่องล้อกันเล่นอยู่นั่นเอง กลับจับสัมผัสบางอย่างได้

            "พีทหยุดรถ"

            "หา ?"

            "เออน่ารีบหยุดรถเร็วเข้า !"

           ถึงจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์นัก แต่พิพัฒน์ก็เชื่อคำพูดนั้นแล้วเหยียบเบรก เสียงเสียดสีของเบรกกับล้อดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณจากนั้นรถก็หยุดวิ่ง

           พวกเขาจอดสนิทอยู่ในซอยที่มีคูน้ำขนาดใหญ่ขนาบถนนทั้งสองข้าง บ้านเรือนโดยรอบถูกปกคลุมด้วยความมืดเนื่องจากแสงจันทร์ไม่สามารถส่องผ่านแนวตึกเข้ามายังซอยแห่งนี้ได้ จึงต้องอาศัยเพียงแค่ไฟหน้ารถให้พอมองเห็นลางๆ 

           บริเวณที่พวกเขาจอดอยู่นั้นมีห้องแถวสองชั้นเรียงรายกันสลอน นอกจากเสียงเครื่องยนต์รถที่ดังกระหึ่มอยู่ตอนนี้ก็มีเสียงของน้ำในคูกำลังไหลความดังของมันทำให้เชื่อได้ว่าน้ำนั้นไหลอย่างเชี่ยวกราก

            อิงศรกระโดดลงจากรถแล้วกวาดสายตามองเขาอาจจะคิดไปเองแต่เมื่อครู่นี้สามารถจับสัมผัสแปลกประหลาดได้

           มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับตอนอยู่ในค่ายความรู้สึกที่เหมือนกำลังถูกจับตามองจากทุกทิศทาง แต่ที่นี่คือข้างนอกแล้วก็มีแค่เขากับพิพัฒน์สองคนเท่านั้น นั่นหมายความว่า...

            "มีใครกำลังมองมาทางนี้" 

           อิงศรพูดจากนั้นก็มีเสียงตะกุกตะกักดังมาจากรถจิ๊ป แต่เพราะความมืดจึงมองไม่ค่อยเห็นว่าพิพัฒน์กำลังทำอะไรอยู่ จนกระทั่งไฟหน้ารถเร่งแสงแรงขึ้นมาถึงได้เข้าใจ ว่าที่หมอนั่นหาอยู่คือสวิตซ์เปิดไฟสูงของรถ

            "เจออะไรไหม"

           เสียงของพิพัฒน์ดังมาหลังจากเปิดไฟส่องทางให้

            อิงศรมองตามแสงไฟไปจนถึงจุดที่ส่องไปไม่ถึง แต่กลับไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างดูปกติดีไปหมด

            "รอเดี๋ยวนะ"

           อิงศรยังไม่ปักใจเชื่อว่าลางสังหรณ์เขาจะพลาดจึงใช้สกิลตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง

           "สแกนนิ่ง !" 

           และในหนนี้...

           "พีทข้างหลังนายใช้ เซฟการ์ด (Safeguard) เร็วเข้า"

          เด็กหนุ่มหันกลับไปสั่งอย่างรีบเร่ง แต่เพื่อนที่นั่งอยู่บนรถยังคงหน้ามึนอยู่ จึงต้องกระตุ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม

            "เร็วๆ เซ่!"

            "อ...เออ"

           พิพัฒน์ตอบก่อนจะเหลียวกลับไปมองข้างหลัง

           ในความมืดมิดที่มองอะไรแทบไม่เห็นนั้น กลับมีแสงสะท้อนเป็นประกายเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่จุดๆ หนึ่ง

           พิพัฒน์เข้าใจคำพูดของอิงศรได้ในทันที จึงเรียกโล่ออกมาจากหน้าจอ 'Inventory' 

           โล่สีน้ำทะเลมีลายกากบาทสีแดงทาบทับสัญลักษณ์รูปดาวสี่แฉกสีทองอยู่ตรงกลางโล่อีกที พิพัฒน์ยกมันขึ้น

            "เซฟการ์ด !!"  แล้วใช้สกิล


           ออร่าสีเขียวแผ่ออกมาจากตัวโล่ กางออกมาเป็นแผ่นรูปหกเหลี่ยมซ้อนติดกันเป็นกำแพงหนา กลายเป็นข่ายป้องกันที่คลุมตั้งแต่ข้างบนจรดล่าง กินพื้นที่จากตัวรถไปจนถึงอิงศรที่ยืนอยู่

           รัศมีในการกางข่ายป้องกันขึ้นกับความตั้งใจของผู้ใช้อย่างพิพัฒน์ แล้วในตอนนั้นเอง...

           "เฮ้ย !" 

           พิพัฒน์ส่งเสียงด้วยความตกใจ มีอะไรบางอย่างกระแทกเข้ามาที่ข่ายป้องกัน...

            ....แต่อิงศรก็วิเคราะห์ได้ในทันทีที่เห็น

            "ลูกธนู...เมื่อกี้มัน ฟาสช็อต (Fast Shot) ศัตรูเป็น เรนเจอร์ (Ranger)"

            เขาสามารถมองเห็นการโจมตีอันรวดเร็วของลูกธนูนั่นได้ส่วนหนึ่งเพราะค่าสถานะที่เน้นด้านความคล่องแคล่วทำให้สัมผัสว่องไวตามไปด้วย ถ้าให้พูดแบบเป็นเกมมันก็คือการที่ตัวละครเน้นค่า ความคล่องแคล่ว (Dexterity) จนมีความแม่นยำและอัตราการหลบหลีกที่สูงตาม 

           อย่างไรก็ดีเกมโลกาวินาศที่กึ่งเล่นกึ่งจริงอยู่นี่ก็ไม่ได้เปิดให้อัพค่าสถานะโดยอิสระ ทุกอย่างขึ้นกับสมรรถภาพทางร่างกายจากการฝึกฝนจริง ค่าเหล่านั้นจะถูกนำไปคำนวณเป็นสเตตัสแล้วคูณด้วยค่าโบนัสของแต่ละอาชีพอีกที 

           นอกจากนี้เพราะรูปแบบจำเพาะของทักษะซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่สายอาชีพของเขามีไหนจะยังสเตตัสที่ได้จากแอพปีศาจตัวใหม่อีกดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะรู้กระทั่งว่าเป็นสกิลอะไร


            "เรนเจอร์เหรองั้นก็พวกมนุษย์ต่างดาวน่ะสิ"

           พิพัฒน์สรุปอย่างนั้น ซึ่งก็น่าเห็นด้วยเพราะรอบๆ นี้ไม่มีสัตว์เทวะแล้วศัตรูยังโจมตีด้วยสกิลอีกต่างหาก

            อิงศรวิ่งออกจากแนวแสงไฟหน้ารถไปรวมกับพิพัฒน์ที่ประตูข้างคนขับ

           สถานการณ์โดยรวมตอนนี้พวกเขาถูกโจมตีโดยศัตรูที่น่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวแต่ทว่า...

            "ไม่ใช่แค่นั้นนะตอนนี้เราโดนล้อมไว้แล้ว"

           แล้วส่งหน้าจอเรดาร์ที่แสดงผลการใช้สกิลตรวจสอบให้พิพัฒน์ดู

           บนหน้าจอนั้นแสดงจุดสีฟ้าหนึ่งจุดนั่นคือตัวเขาเองและจุดสีขาวอีกจุดหนึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน นั่นคือพิพัฒน์ ถัดมามีจุดสีขาวอีกจุดอยู่ห่างออกไปในทิศทางเดียวกับที่ลูกธนูพุ่งมา นั่นคือศัตรูที่จู่โจมมาเมื่อครู่

           นอกจากนั้นก็ยังมีจุดสีขาวอื่นอีกสิบกว่าจุดกระจายอยู่ทั่วเรดาร์ จุดเหล่านั้นกำลังเคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ สันนิษฐานได้เพียงแค่ว่าจุดพวกนั้นคือศัตรู

            "ล้อมเรอะพวกมันมีกันกี่คนฟระนั่น"

            "สิบไม่สิยังเพิ่มขึ้นอีกตอนนี้มีราวๆ ยี่สิบ"

            "ยี่สิบต่อสองเนี่ยนะไม่ขำนะเฮ้ยแบบนี้ทำไงดีวะศร"

           ตอนที่พิพัฒน์ถามอยู่นั้นก็มีลูกธนูพุ่งเข้ามาอีก แต่ถูกข่ายป้องกันที่กางไว้สะท้อนออกไป

            "ต้องจัดการเจ้าตัวที่ยิงมาก่อน อย่าให้เซฟการ์ดหายล่ะ"

            "เออกางได้อีกแค่ห้าวิมาบอกอะไรกันตอนนี้"

            "แค่นั้นก็เหลือแหล่แล้ว"

           อิงศรพูดใส่คำประชดนั่น แล้วเรียกคันธนูออกมาจากหน้าจอ Inventory เล็งไปยังความมืดที่ลูกธนูพุ่งมาเขาจำจุดที่ยิงมาได้รวมถึงการโจมตีครั้งสองก็ยังเป็นจุดๆ เดิมทุกครั้งนั่นหมายความว่าศัตรูไม่ได้เคลื่อนที่ออกไปจากจุดซุ่มยิงเลย อาจจะเพราะมั่นใจว่าพวกเขาไม่สามารถตอบโต้เข้าไปในความมืดนั่นได้ หรือไม่ก็มีหัวคิดอยู่แค่นั้น

            "กิฟท์แอโร่ว (Gift Arrow)"

           หน้าจอ Inventory ปรากฏขึ้นด้านหน้า

           เด็กหนุ่มยื่นมือไปคว้าของออกมา... หน้าจอปิดลง... ทั้งหมดเป็นเวลาแค่เพียงชั่วพริบตาเ

           สิ่งที่หยิบออกมาคือกล่องสี่เหลี่ยมแบนทำจากโลหะมีระเบิดติดตั้งอยู่ภายในและตัวรับสัญญาณจุดชนวน ผลของสกิลที่เขาใช้ทำให้ระเบิดเปลี่ยนสภาพเป็นลูกธนูสีแดงจำนวนสี่ดอกด้วยกัน

            อิงศรขึ้นลูกธนูทั้งหมดพร้อมกันแล้วแผลงออกไปเสียงดีดของสายธนูดังฟึ่บ ลูกศรทั้งหมดแหวกอากาศตรงดิ่งเข้าไปในความมืด

            "อ๊าก!!" 

           เสียงกรีดร้องดังตามมาหลังจากนั้น และเป็นสัญญาณว่าธนูที่ยิงไปเข้าเป้า จึงค่อยหยิบสวิตซ์กดระเบิดขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง อิงศรกดมันโดยไม่มีความลังเล

            เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด ชั่วพริบตาหนึ่งที่แสงเจิดจ้า เขามองเห็นแถบแสดงพลังชีวิตของเป้าหมายกลายเป็นว่างเปล่า

            "จัดการได้ไหม"

            "เสร็จไปแล้วล่ะตอนนี้รีบออกรถเถอะ"

           อิงศรตอบและเตรียมจะอ้อมไปขึ้นรถที่ประตูอีกฝั่งแต่ทว่า...


            "ข้างหลัง ! " 

           แล้วพิพัฒน์ก็ชักดาบที่เหน็บอยู่ด้านในของโล่ออกมาพร้อมกับกระโดดลงจากรถข้ามหัวเขาไป มีเสียงเหมือนโลหะกระทบกันดังตามมาดาบของพิพัฒน์ปะทะเข้ากับอาวุธของศัตรู 

           อิงศรตั้งใจจะหันกลับไป แต่ก็หยุดชะงักเสียก่อนและค้างอยู่ในท่าหันตัวไปได้ครึ่งเดียว

           สัมผัสที่ว่องไวเตือนว่ามีการโจมตีเข้ามาจากทางด้านข้าง มือขวาเอื้อมไปชักดาบสั้นออกจากฝักที่เหน็บไว้ข้างเอว แล้วหมุนตัวตวัดดาบออกไปรับการจู่โจมนั้น

           ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที 

            สิ่งที่ดาบรับเอาไว้คือ คมง้าวที่แทงออกมาจากความมืด หากไม่รับด้วยดาบเพื่อเบี่ยงวิถีแล้วล่ะก็ การโจมตีเมื่อครู่คงทำให้เขาอาการสาหัสไปแล้ว  ต้องขอบคุณฝีดาบที่เรียนจากสิงห์มาทั้งที่ไม่เคยคิดว่ามือธนูอย่างเขาจะได้เอามาใช้เลยด้วยซ้ำ 

           พอเหลือบปลายสายตาไปมองทางพิพัฒน์บ้างก็เห็นว่ากำลังรับการปะทะจากสองทางพร้อมกัน ทางหนึ่งเป็นดาบรับด้วยดาบอีกทางเป็นหอกรับด้วยโล่

           ดูเหมือนว่าช่วงที่พวกเขากำลังสนใจมือซุ่มยิง พวกที่ล้อมไว้ก็ทยอยบุกเข้ามาด้วยถึงเข้ามาโจมตีได้เร็วจนไม่ทันตั้งตัวขนาดนี้

            พวกเขายังคงค้างอยู่ในท่ายันอาวุธกัน หากปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นเป้านิ่ง แต่ในระยะประชิดตัวมันไม่ใช่ระยะหวังผลของเขา


            "ย้าก !!" 

           พิพัฒน์คำราม แล้วกระแทกโล่เพื่อเบี่ยงวิถีหอกเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้น หอกกระเด็นออกไป 

           จากนั้นจึงย้ายโล่ไปทางที่ดาบฟันเข้ามา ผลักโล่ออกไปกระแทกร่างผู้ใช้ที่อยู่ในความมืด

            "อัก..."

           มีเสียงกระอักดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเหมือนมีอะไรกระแทกพื้นดังตุบ 

           พิพัฒน์ซึ่งเป็นอิสระแล้วเงื้อดาบขึ้น

            "Bash ! "

           แล้วคำรามพลางลากดาบฟาดลงไปที่พื้นอย่างรุนแรง แรงปะทะที่เกิดขึ้นถึงขั้นทำให้พื้นถนนยุบตัวแตกเกิดรอยร้าวเป็นทางแต่ที่เล็งไว้ไม่ใช่ความเสียหายจากสกิลหากแต่เป็นแรงสะท้อนจากการฟาด แรงนั้นมากพอจะเป่าทุกอย่างรอบตัวให้กระเด็นรวมถึงอิงศรด้วย

            "ศร !"

            พิพัฒน์ตะโกนแล้วจับมืออิงศรไว้ จึงมีแต่ผู้ใช้ง้าวที่ถูกพัดกระเด็นไปเพียงคนเดียว

            "บ้าชิบเพราะมัวแต่สนใจเจ้าตัวซุ่มยิงเมื่อกี้แท้ๆ" 

           พิพัฒน์พูดพลางฉุดอิงศรที่ล้มไปเพราะแรงพัดกระเด็นให้ลุกขึ้น

            "พีทใจเย็นก่อน"

            "โทษที"

           เมื่อพิพัฒน์หยุดฉุนเฉียว อิงศรจึงขยับเข้าไปใกล้ แล้วชนหลังเข้าด้วยกัน หันหน้าออกด้านนอก มันเป็นวิธีที่เรียนมาจากการฝึกจู่โจมขั้นพื้นฐานเรื่อง 'การปฏิบัติในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะถูกล้อมโดยศัตรูเป็นหัวข้อวิชาที่ยาวที่สุดตั้งแต่เคยเรียนมาแถมหลักสูตรยังยากเข้าขั้น ดังนั้นจึงจำมันได้ขึ้นใจ

 


 

            การชนหลังกันทำให้ฝากเรื่องข้างหลังไว้กับพิพัฒน์ได้ ดังนั้นอิงศรก็เริ่มการตรวจสอบสถานการณ์โดยใช้ 'สแกนนิ่ง' อีกครั้งและพบว่าจำนวนศัตรูที่ปรากฏบนเรดาร์มีเพิ่มขึ้นอีก

            "พวกมันเพิ่มมากันอีกแล้วล่ะคงมีฐานที่มั่นอยู่แถวๆ นี้ล่ะมั้ง"

            "ว่าแต่รู้สึกแปลกๆ บ้างป่ะ"

            "แปลก... เรื่องอะไร"

           พวกเขาสนทนาโดยที่ยังคงหันหลังให้กัน ฝ่ายศัตรูก็ยังไม่โจมตีเข้ามาคงกำลังดูเชิงอยู่หรือไม่ก็รอให้พวกที่เหลือมาถึงก่อนแล้วค่อยจัดการถล่มพวกเขาในทีเดียว

            "เจ้าพวกนี้มันกากเกินไปไหม"

            ทั้งที่โดนต้อนจนมุมอยู่ยังจะพูดอย่างนั้นได้อีกเหรอ.... 

           อย่างไรก้ตามคำพูดของพิพัฒน์ก็ไม่ผิดไปเสียทีเดีย วถ้าคิดตามสามัญสำนึกพวกเขาควรจะตายไปตั้งนานแล้วหากถูกมนุษย์ต่างดาวเป็นฝูงล้อมซะขนาดนี้

            "ความจริงก็รู้สึกคาใจมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วล่ะเจ้าตัวซุ่มยิงนั่นชั้นใช้ระเบิดขั้นกลาง ดาเมจ (ความเสียหาย) ลูกละสามร้อยไปสี่ลูกกะว่าถ้าพลาดเป้าก็จะได้อาศัยแสงระเบิดหาที่อยู่มันหรือถ้าโดนก็ทำให้มันชะงักได้แต่นี่กลับ..."

            "เจ้านั่นดันม่องเท่งเพราะระเบิดที่มีดาเมจรวมไม่ถึงพันห้าร้อยด้วยซ้ำเนี่ยนะ"

           อิงศรพยักหน้าให้คำพูดนั้น การขยับของศีรษะทำให้พิพัฒน์รู้ว่าเขาเห็นพ้องด้วย สถานการณ์โดยรวมแปลกเกินไปและมีแต่จุดน่าสงสัยเต็มไปหมด

            "คงจะเลเวลประมาณยี่สิบต้นๆ หรือไม่ก็ความจริงแล้วพวกนี้เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา"  

           อิงศรกล่าวลอยๆ เขาเพียงตั้งสมมติฐานจากความน่าจะเป็นแต่พิพัฒน์กลับสรุปคำพูดของเขาเอาเอง

            "หมายความว่าเจ้าพวกนี้เป็นแก๊ง P.K. งั้นสินะไอ้พวกสารเลวเอ้ย ! "

            P.K. หรือ Player Killer เป็นคำศัพท์ทางเกมออนไลน์ หมายถึงพวกที่ฆ่าผู้เล่นด้วยกันเองด้วยจุดประสงค์บางอย่าง

           ที่เรียกกันแบบนี้ก็เพื่อแยกประเภทการประทุษร้ายด้วยเกมโลกาวินาศนี่ ไม่ให้ไปปนกับโจรปล้นฆ่าหรือผู้ก่อการร้ายเพราะโลกในตอนนี้ไม่ได้มีกฎหมายอีกแล้ว ถ้าจะมีก็มีแค่ในเขตปกครองของเมตไตรย กฎที่ใช้ควบคุมเพื่อรักษาจำนวนประชากรเท่านั้น


            “P.K. ....นั่นสินะยังไงก็มายืนยันศัตรูของเรากันก่อนเถอะ

            อิงศรเรียกหน้าจอ Inventory แล้วหยิบของจากในนั้น เป็นวัตถุทำจากโลหะรูปร่างคล้ายกระป๋อง

            "กิฟท์แอโร่ว

           ใช้สกิลเปลี่ยนมันเป็นลูกธนูแล้วยิงขึ้นไปข้างบน เมื่อลูกธนูพุ่งไปถึงจุดสูงสุดสิ่งที่ติดไปก็ระเบิดออก แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องลงมาเพราะมันคือระเบิดแสง จากบรรดาระเบิดชนิดต่างๆ นี่คือระเบิดที่มีราคาค่างวดในการสร้างแพงที่สุดโดยปกติแล้วจะเอาไว้ใช้สร้างโอกาสโจมตีหรือหนีในระหว่างที่ศัตรูตาบอดเพราะแสงจ้าชั่วขณะ แต่เอามาประยุกต์ใช้เพื่อมองหาศัตรูในความมืดก็ถือว่าคุ้มค่า

           ในระหว่างที่แสงยังเจิดจ้าราวกับกลางวัน อิงศรพยายามจดจำลักษณะของศัตรูให้มากที่สุด แต่ทว่า...

           สิ่งที่พวกเขาพบใต้ม่านหมอกแห่งความมืดที่ถูกขจัดออกไปกลับทำให้รู้สึกเศร้าขึ้นมา


            เด็ก... 

           เด็กหลายคน อายุราวๆ สิบขวบมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ละคนร่างกายผ่ายผอมและซูบเซียว น่าจะขาดอาหารการกินมาได้ซักพักแล้ว ด้านสถานะทางเกมทุกคนมีเลเวลทิ้งห่างกันบ้างใกล้เคียงกันบ้างแต่เฉลี่ยแล้วอยู่ที่เลเวลสิบห้าถึงยี่สิบปลายๆ

           พวกเด็กๆ ไม่ขยับตัวระหว่างที่แสงยังจ้า คงเพราะสายตาที่ชินกับความมืดอยู่ๆ มาเจอแสงเข้าแบบนี้ก็ไม่แปลกที่จะตาพร่ามัวกัน ทว่าเขาและพิพัฒน์เองก็ไม่ได้ขยับตัวไปด้วยเหมือนกัน แต่เป็นคนละเหตุผล 

           สำหรับพวกเขาแล้วความรู้สึกในตอนนี้ต่างหากที่เป็นตัวฉุดรั้งร่างกายเอาไว้


            “เฮ้นี่มันยังไงกันเนี่ยมีแต่เด็กทั้งนั้นเลยนี่

           พิพัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงลนลาน ไม่แปลกใจเลยว่าหมอนี่กำลังรู้สึกแบบเดียวกัน

           ถ้าหากว่าเด็กพวกนี้คือผู้จู่โจมหน่วยขนเสบียงล่ะก็คำถามถัดมาก็คือทำไม...

          เพราะเหตุผลแบบไหนถึงได้ทำให้เด็กๆ เหล่านี้เลือกที่จะฆ่าและชิงทรัพย์ไปแต่เรื่องนั้นก็มีคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้ว


            “เพราะการขยายอาณาเขตของหน่วยลาดตระเวนทำให้สัตว์เทวะหายไปจากบริเวณนี้ พูดแค่นี้คงรู้แล้วนะพีทว่าทำไมเด็กพวกนี้ถึงมาโจมตีเรา

            “ฮ...เฮ้ อย่าบอกนะว่าพวกนี้หาอาหารไม่ได้เพราะสัตว์เทวะถูกทำให้ไม่เกิดเลยต้องมาปล้นเอากับพวกเราน่ะ

            “แล้วมันคิดเป็นอื่นได้รึไง

            ระหว่างที่เถียงกันอยู่แสงจากระเบิดก็ดับลง ความมืดกลับมาอีกครั้ง พวกเด็กๆ ที่เมื่อครู่ยังดูน่าเวทนาอยู่ เหมือนกลายเป็นอสูรร้ายที่คืบคลานอยู่ในทะเลแห่งความมืดอีกครั้ง

            ภายใต้ความมืดนั้นมีเสียงครางดังอึกอึง เสียงของพวกเด็กๆ ที่หิวโหย

            “เฮ้! พวกนายน่ะอย่าทำแบบนี้เลยถ้าต้องการอาหารล่ะก็...

            พิพัฒน์พยายามเจรจา แต่มันเปล่าประโยชน์พวกเขาไม่มีอะไรไปต่อรองด้วยซ้ำ จะให้ยกเสบียงที่ขนมาให้หรือไงมันทำแบบนั้นไม่ได้อยู่แล้ว

            “ว้าก!!!” 

           เสียงตะโกนดังแว่วมาจากทางซ้าย เด็ก.... น่าจะเป็นผู้ชาย... พุ่งออกมาจากม่านแห่งความมืดพร้อมกับเงื้อดาบ เจ้าพิพัฒน์ที่ไม่ทันระวังตัวเพราะคิดแต่เรื่องจะเจรจาต่อรองจะต้องตายด้วยใบหน้างี่เง่าแน่

            “หลบไป!

            อิงศรดันหลังผลักพิพัฒน์ออกแล้วหวดดาบในมือขวาไปรับดาบ

            “อย่าฟุ้งซ่านสิ! เราต่อรองอะไรไม่ได้หรอก! ไล่เจ้าพวกนี้ไปก็พอ

            แล้วยัดเยียดทางรอดที่เหลือเพียงทางเดียวให้

            พิพัฒน์ที่เซถลาเพราะแรงผลักเพิ่งจะทรงตัวได้แล้วหันกลับมาตอบโต้

            “ไล่ไปเหรอแต่เจ้าพวกนี้น่ะดูยังไงก็ไม่คิดจะหนีแล้วล่ะมั้ง

            ระหว่างที่พูดอยู่นั้นก็ย้ายโล่ไปรับการโจมตีจากง้าวของเด็กคนหนึ่งที่มองไม่เห็นว่าเป็นเพศอะไร แต่แรงปะทะที่ฟาดเข้ามาส่งให้ร่างของพิพัฒน์ถอยครูดไปข้างหลัง             


           สถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายลงเมื่อพวกเด็กๆ ที่ดูเชิงอยู่จนถึงเมื่อครู่ทยอยกันเข้ามารุมจากหลายๆ ทิศทาง ต่อให้เลเวลของพวกเขามากกว่าเกือบเท่าตัวแต่หากถูกรุมโจมตีพร้อมกัน ต่อให้ละทิ้งศีลธรรมแล้วใช้ฝีมือทั้งหมดสังหารเด็กพวกนี้ก็ยังไม่ไหวอยู่ดี

 

            อิงศรพยายามหลบหลีกมากกว่าเข้าปะทะ เพราะไม่ได้อยู่ในระยะต่อสู้ที่ถนัด ในขณะที่พิพัฒน์นั้นเป็นระยะหวังผลของอาชีพตัวเองแต่กลับต่อสู้อย่างยากลำบากเพราะจำนวนที่แตกต่างกันเกินไป มีการโจมตีบางส่วนที่เล็ดลอดผ่านโล่เข้าไปเฉือนเนื้อให้ได้บาดแผลแต่ก็เป็นแค่แผลเล็กน้อยไม่สาหัสอะไรนักแถบพลังชีวิตยังมีอีกเหลือเฟือตอนนี้จึงยังไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

 

พิพัฒน์ Lv. 42

[/////4103:4200////.]

           

            แต่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่เขาที่หมดแรงหลบหลีกซะก่อนก็คงเป็นพิพัฒน์ที่ถูกตอดเล็กตอดน้อยจนพลังชีวิตหมดเกลี้ยง 

           ต้องหาทางออกจากสถานการณ์นี้...

            “ไม่ใช่เวลามาลังเลแล้วล่ะมั้ง” 

           อิงศรพึมพำ ทางออกของสถานการณ์นี้เขาพอจะรู้อยู่ เพียงแต่มันจะใช่ทางออกที่ดีที่สุดรึเปล่า? 

          ในตอนนั้นเอง มีดาบเล่มหนึ่งแทงเข้ามาจากทางด้านหลัง

            “ศรข้างหลัง !

            พิพัฒน์ตะโกนมา อิงศรย้ายคันธนูไปทางด้านหลังและรับดาบไว้

            “ขอบใจ !

            ระหว่างนั้นเขาแสดงสายตาลังเลออกมา

           สายตานั้นจ้องมองไปยังธนูที่ถูกเอาไปขัดดาบ ความลังเลในใจที่รู้อยู่เต็มอกว่า หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวที่มีเหลือในตอนนี้ฝากไว้กับแอพปีศาจอันใหม่ที่ได้รับมา

            เดม่อนแอพ เทคโนโลยีลึกลับที่ทำให้มนุษย์ต่อกรกับเอเลี่ยนได้ถ้าเอามาใช้กับมนุษย์ด้วยกันเอง ผลลัพธ์ก็ไม่ยากเกินจินตนาการ แต่ว่าของที่ยังไม่เคยลองใช้แม้แต่ครั้งเดียวมันจะมีผลกระทบอะไรบ้างก็ยังไม่รู้เลย

            อิงศรนึกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ใช้เดม่อนแอพในการต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาว ในตอนนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษแทบไม่ต่างอะไรกับการใช้สกิลตามปกติอีกทั้งข้อมูลของมีนาก็บอกไว้แล้วว่าเขามีความเหมาะสมกับปีศาจตนนี้  ก็น่าจะใช้งานได้โดยไม่มีปัญหา เพียงแต่...

           เพียงเรื่องเดียวที่ยังคาใจอยู่ก็คือคำอธิบายสกิลของปีศาจตนนี้ มันทำความเข้าใจได้ยากกว่าของโทรลที่เป็นแอพปีศาจตัวเก่า

 

[Detail: หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่งโซโลม่อน ดยุคผู้ปรากฏกายในรูปลักษณ์ของอัศวินขี่ม้าผู้สง่างามถือธงหอกและไม้เท้า มีพลังในการเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่

Ability:  ‘Possession State’ สิงสู่ร่างผู้ใช้ชั่วเวลาหนึ่ง]

 

            อิงศรนึกภาพรายละเอียดของเดม่อนแอพที่เขาอ่านหลังจากแยกกับมีนาเมื่อกลางวัน ข้อความในส่วนของความสามารถที่เดาไม่ออกเลยว่าใช้ทำอะไรกันแน่ พลางนึกเจ็บใจที่ไม่ได้ถามเอาไว้ก่อน 

          เวลาไม่คอยท่าแล้ว... ถึงจะคิดต่อไปก็ไม่ได้บทสรุปออกมาอยู่ดีดังนั้น...


            “ช่างมันแล้ว

            เด็กหนุ่มแผดเสียง พลางฟาดดาบในมือขวาใส่ดาบที่ขัดกับคันธนูให้เบี่ยงออกไป แล้วชักคันธนูกลับมา

            “ส่งพลังมาให้ชั้นซะปีศาจ! โพสเซสชั่นสเตท (Possession State) ”

            สิ้นเสียงคันธนูก็เปล่งแสงอ่อนๆ เป็นออร่าสีดำจางๆ ที่เริ่มเด่นชัดขึ้น

            วินาทีนั้นเอง

            เขารู้สึกได้ว่าพลังมหาศาลกำลังหลั่งไหลจากคันธนูเข้าสู่ร่างกาย แถมยังรู้สึกอีกว่าเป็นพลังที่ไม่ควรรับเอาไว้...

          แต่ก็รับเอาเข้าไปแล้ว จากนั้นความรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา


            ยุ่งยากจะไล่พวกมันไปเนี่ยนะ

            ฆ่าให้หมดซะ

            ทำลายให้หมดซะ

            แบบนั้นง่ายกว่าเห็นๆ


            ความนึกคิดถูกย้อมด้วยแรงกระตุ้นที่มุ่งหวังแต่การทำลายล้าง อารมณ์ความรู้สึกมากมายกำลังพองตัว

            ความโกรธและความเศร้า

            ความเบิกบานและความสิ้นหวัง

            ความรู้สึกทั้งหมดผสมผสานกันอย่างลงตัวจนเห็นมโนภาพเหมือนเป็นก้อนสีดำกำลังก่อรูปก่อร่างอยู่

            และโดยที่ไม่รู้ตัวอิงศรกำลังแสดงใบหน้าเจ็บปวดพร้อมทั้งส่งเสียงครางอย่างทรมานออกมา


            “อ็าก !!

            “ฮ..เฮ้ยศรเป็นไรไปน่ะ

            เสียงของพิพัฒน์บอกอย่างชัดเจนว่ากำลังเป็นห่วง แต่อิงศรในตอนนี้ไม่อาจจะรับรู้ถึงเรื่องนั้น

            เขาคำรามออกมา

            “สะกดอารมณ์

            อารมณ์ที่เรียกว่าความเกลียดชัง อิงศรรับรู้โดยเห็นมันเป็นเหมือนกับของเหลวเหนียวหนืดสีดำกำลังห่อหุ้มก้อนสีดำที่เป็นกลุ่มก้อนความรู้สึกทั้งหมด และแล้ว ปีศาจ’ ก็ถือกำเนิดขึ้นจากก้อนที่ถูกความเกลียดชังห่อหุ้ม

            ถึงจะเรียกว่า ปีศาจ’ แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นดูคล้ายคลึงกับมนุษย์ สวมใส่ชุดเกราะสีแดงจัดเหมือนอัศวินในยุคกลาง ปีศาจ’ ขี่ม้าของมันมา... ให้ถูกคือพาหนะรูปร่างม้าผิวซีด ผอมโกร่งจนเห็นแต่หนังหุ้มกระดูกมีปีกค้างคาวขนาดใหญ่พับเก็บอยู่ข้างลำตัว

            ‘ปีศาจ’ เอ่ยปาก เกราะที่สวมอยู่ตรงศีรษะขยับขึ้นลงตามคำพูด

            มันเอ่ยปากพูดพร้อมกับหัวเราะเยาะใส่เขา

            ‘สะกดอารมณ์งั้น รึน่าขัน มนุษย์เอ๋ยอารมณ์และความรู้สึกที่เจ้าสัมผัสในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะกักเก็บไว้ได้ด้วยหัวใจที่คับแคบนั่นหรอก หากทำอย่างนั้นหัวใจของเจ้ามีแต่จะระเบิดออมาเท่านั้น

            “....”

            ‘ปลดปล่อยมันออกมาสิ ปลดปล่อยความปรารถนาของเจ้าออกมาแล้วข้าจะทำให้มันสมดั่งหวัง

            “ไล่เจ้าพวกนี้ไปที

            อิงศรหมายถึงพวกเด็กๆ ที่มาชิงเสบียง

            ‘ไล่ไปงั้นรึ มนุษย์... ข้าอยากจะฟังความปรารถนาที่แท้จริงของเจ้าต่างหาก

            “ก็บอกไปแล้วไงทำซะสิ

            ‘ไม่ใช่! ความปรารถนาจากก้นบึ้งของจิตใจเจ้าคือการทำลายล้างต่างหากไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกหาข้าเอลิกอร์ผู้นี้หรอก เจ้ามันไม่คู่ควรมนุษย์ !

            พริบตาหนึ่งทุกสิ่งตกอยู่ในความสงบ

            แล้วสติของอิงศรก็หวนกลับสู่ความเป็นจริงแต่ทว่า

            “อึก

            ที่ศีรษะ... เขาสีดำคู่หนึ่งงอกทะลุหนังหัวออกมา หยดเลือดกระจายตัวออก ไหลหยดย้อยลงมาตามใบหน้า มีลวดลายสีแดงคล้ายกับเขี้ยวพาดลงมาจากขอบใต้ตา หน้าจอแสดงชื่อและพลังชีวิตปรากฏสถานะผิดปกติขึ้น

 

อิงศร Lv. 42 (สิงสู่)

[/////2990:2990/////]

 

            ค่าพลังชีวิตของอิงศรก็มีการเปลี่ยนแปลง ค่าสเตตัสกำลังเพิ่มขึ้น

 

[/////3100:3100/////]

[/////3215:3215/////]

[/////4000:4000/////]

 

            เมื่อพลังชีวิตขึ้นมาถึงสี่พันจึงหยุดการเปลี่ยนแปลง

           อิงศรเก็บสีหน้าทรมานไปแล้วแสดงรอยยิ้มเหี้ยมลึกออกมาแทน

            "ศร..."

            พิพัฒน์เรียกด้วยใบหน้าที่แสดงความเป็นกังวลและความกลัว...

            ความกลัวที่ในตอนนี้แม้แต่พวกเด็กๆ ก็ไม่เข้ามาโจมตีเพราะหวาดกลัวในตัวของอิงศรที่ถูกปีศาจสิงสู่

 

            เขาเอ่ยปากน้ำเสียงแหบพร่าเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเอง

            "ใช้ได้นี่...ร่างกายนี้ถึงจะปวกเปียกไปหน่อยแต่ก็พอไหว"

            สิ้นเสียงร่างของอิงศรก็เลือนหายไปจากที่ตรงนั้น

            แล้วพริบตาถัดมา... 

            เขาก็ขึ้นไปยืนอยู่บนเสาไฟฟ้าที่ห่างออกไปหลายสิบเมตร

            "หนึ่ง...สอง...สาม...สี่"

            พลางนับนิ้วอย่างสบายอารมณ์จนกระทั่งนับถึงสี่

            "กรี้ดดด!!"

            "อะไรเกิดอะไรขึ้น!"

            "ห...หัวมีหัวใครก็ไม่รู้กลิ้งมาโดนเท้าฉัน"

            "บ..บ้าน่านี่ตายกันไปกี่คนเนี่ยแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่"

            "สี่คนพวกเราตายไปสี่คนเมื่อกี้นี้เอง"

 

            ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นท่ามกลางความมืดมิดนั่น ที่รู้ก็มีแต่อิงศรได้ทำอะไรบางอย่างลงไป

            เด็กหนุ่มทอดสายมองลงมาจากข้างบนเสาไฟฟ้า มองไปยังความมืดเบื้องล่างซึ่งกำลังตกอยู่ในความวุ่นวายสับสนอลหม่าน พลางแสยะยิ้มและหัวเราะ

            "ฮะ ฮะ ฮะ แค่สี่คนยังวุ่นวายกันขนาดนี้ นี่ล่ะนะมนุษย์ไม่เคยชินกับความตาย ยิ่งความตายที่ไม่รู้ตัวมันก็ยิ่งน่ากลัวใช่ไหมล่ะ"

            "เฮ้ย! ศรแกเป็นอะไรของแกเนี่ย"

            เสียงตะโกนของพิพัฒน์ดังแว่วขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่าง

            สายตาของอิงศร...

            สายตาของปีศาจที่อยู่ในร่างของอิงศรหันไปทางพิพัฒน์ที่ยืนอยู่

           ในความมืดที่ซึ่งดวงตาของมนุษย์มืดบอดแต่สำหรับเขาในตอนนี้กลับมองเห็นมันอย่างชัดเจนราวกับเป็นเวลากลางวัน

            พิพัฒน์ทำท่าเหมือนตะโกนโหวกเหวก พวกเด็กๆ ที่ท่าทางระสับระส่ายและเด็กผู้หญิงที่ล้มลงไปนั่งบนพื้นเพราะหวาดกลัวหัวของเพื่อนที่ถูกเขาสะบั้นไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน

            "ต้องไม่ให้เจ้าหัวหนามนั่นตายสินะความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะปกป้องนั้นโอชะยิ่งนัก... ได้! มนุษย์ เฉพาะเจ้านั่นข้าจะไว้ชีวิตมันแต่คนอื่นๆ จะต้องตายพันธะสัญญาระหว่างข้ากับเจ้าเริ่มขึ้นแล้ว ฮะฮ่าๆๆ"

            แล้วปีศาจก็หัวเราะร่า มันตั้งคันธนูเล็งลงไปยังเบื้องล่างพลางทำเสียงฮัมเป็นเพลงอย่างสบายอารมณ์ อย่างกับแม่บ้านเดินจ่ายตลาดก็มิปาน สำหรับปีศาจแล้วมนุษย์ก็คงไม่ต่างอะไรกับผักปลาในตลาดที่มีให้เลือกหยิบเท่าไหร่ก็ได้ตามกำลังทรัพย์และปีศาจที่กำลังสิงสู่เในตอนนี้ก็มีทรัพย์จับจ่ายที่เรียกว่าพลังอยู่เหลือล้นชนิดกว้านซื้อปลาทั้งตลาดได้อย่างง่ายดาย

 

            สายธนูถูกโก่งจนตึง ลูกศรที่เหมือนกับเปลวไฟก่อตัวขึ้น เป็นการโจมตีพื้นฐานธรรมดาๆ ไม่ได้มีลูกเล่นอะไร แต่ทว่า...

            ฉัวะ!

            เสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างถูกสะบั้นจนขาดจากกัน แล้วศีรษะของเด็กชายคนหนึ่งก็ลอยเคว้งกลางอากาศ  

            รวดเร็ว ไร้เสียง ลูกศรตัดคอที่แม่นยำราวกับจับวาง แค่เหนี่ยวลูกศรเพียงดอกเดียวก็ปลิดชีพคนในโลกแห่งเกมโลกาวินาศได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาลดแถบพลังชีวิตเพราะแค่ตัดหัวได้ก็ปลิดชีพได้ 

           เป็นที่ประจักษ์แล้วว่านี่คือพลังของ 'ปีศาจเรียกได้ว่าสมกับที่เป็นอาวุธต่อต้านมนุษย์ต่างดาวมันคือพลังที่มีไว้เพื่อการสังหารเพียงอย่างเดียว

            เด็ดหัวคนแรกไปใช้เวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น อิงศรที่ถูกปีศาจสิงสู่ก็แผลงศรออกไปถึงเจ็ดครั้งและนั่นทำให้มีคนตายทั้งหมดแปดคนในเวลาแค่วินาทีเดียว

            เหมือนเป็นเรื่องตลกที่กว่าเสียงกรีดร้องจะดังระงมก็มีคนตายเพิ่มไปตั้งมากมาย แต่ในมุมมองของพวกเด็กที่ตกเป็นเหยื่อนั้นก็เห็นเพียงแค่ร่างของเพื่อนๆ ทยอยกันหัวขาดแล้วก็ร่วงหล่นกันเป็นใบไม้ร่วงเท่านั้น 

           ความกลัวจากการเห็นคนอื่นตายไม่รู้ตัวทำให้ขวัญกำลังใจที่มีหดหายไปในพริบตา

            ไม่นานนักกลุ่มเด็กก็เริ่มแตกกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทางเหมือนมดแตกรัง เหลือแต่พิพัฒน์ที่ยืนดูตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม

            "..."

            พิพัฒน์ทำปากพึมพำเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็พูดไม่ออกจนกระทั่งเงาของอิงศรที่อยู่บนเสาไฟฟ้าเคลื่อนที่ออกไป

            "ศร..."

            พิพัฒน์ปล่อยคำพูดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาตั้งแต่เมื่อครู่ไป จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของพวกเด็กๆ ดังแว่วมา

           เขากัดฟันข่มความกลัวแต่มือยังคงสั่นอยู่ แต่ก็ต้องรีบไป... ไปหยุดอิงศรเอาไว้ 

           พิพัฒน์คิดเช่นนั้นแล้ววิ่งไปที่รถ ขับตามเสียงกรีดร้องไปโดยที่คาดการณ์เอาไว้ว่าอิงศรจะอยู่ที่นั่น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #220 -Haku- (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 19:39

    อิศรมันนำความชห.วายวอดมาสู่บ้านเมืองเค้าอีกละΣ (゚Д゚;)

    #220
    0
  2. #18 Alenna17 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 21:03
    เป็นเรื่องที่ไม่เหมือนใครค่ะ 
    #18
    1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(