นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

Freedom cry เสียงเพรียกสู่อิสรภาพ

โดย Blueheads

มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน คำพูดนี้ดูยังไงก็เป็นเพียงแค่คำพูดเพ้อฝันในอุดมคติ ไม่มีทางเป็นจริงได้ โดยเฉพาะในประเทศนี้ ประเทศที่อำนาจและ เงินทอง อยู่เหนือทุกสิ่งอย่าง

ยอดวิวรวม

12

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


12

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ต.ค. 63 / 01:39 น.
นิยาย Freedom cry §¡Ҿ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีค่ะ Blueheads ค่ะ 
เรื่องนี้เป็นการวอร์มมือ ไว้สำหรับอุ่นเครื่องเฉยๆนะคะ 


 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ต.ค. 63 / 01:39


“มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน” คำพูดนี้ดูยังไงก็เป็นเพียงแค่คำพูดเพ้อฝันในอุดมคติ  ไม่มีทางเป็นจริงได้   คนเรามันไม่เท่าเทียมกันมาตั้งแต่เกิดแล้ว  คนที่เกิดและเติบโตในครอบครัวร่ำรวย  ย่อมมีโอกาสเข้าถึงสิ่งต่างๆได้ดีกว่าคนที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวยากจน  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำอื่นตามมา อาทิเช่นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กในครอบครัวชนบทจะมีสักกี่คนกันที่ได้เข้าเรียนโรงเรียนดีๆมีคุณภาพ เอาแค่เรื่องการเข้าเรียนบางคนแทบไม่มีโอกาสเลยด้วยซ้ำ  เทียบกันกับครอบครัวร่ำรวย พวกเขามีเงินมากพอส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนดังระดับท็อปซึ่งการันตีได้ว่าลูกหลานของคุณมีอนาคตที่ดีแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์เมื่อเรียนจบจากสถาบันแห่งนี้  นอกจากเรื่องการศึกษายังมีเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน  สิทธิการรักษาพยาบาล การเดินทาง และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าให้เล่าคงไม่จบสิ้น

แม้ความจริงเป็นเช่นนั้น  มนุษย์ก็พยายามสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น  ผ่านตัวบทกฎหมายไม่ว่าคุณจะร่ำรวย ยากจน หรือสูงส่งแค่ไหน แต่กฎหมายถือว่าคุณเท่ากัน หากกระทำผิดก็จะได้รับโทษไม่มียกเว้น หรือการสร้างระบอบการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตยขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกทั้งทางวาจาและการกระทำอย่างอิสระเสรี ภายใต้กฎหมาย ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำและแสดงความคิดเห็นในการปกครองบ้านเมืองเพื่อเป็นแนวทางสำหรับพัฒนาประเทศชาติ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ลบช่องว่างความไม่เท่าเทียมที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดทิ้งไป     

แต่ถึงอย่างนั้นมนุษย์ก็ไม่สามารถฝืนความเป็นจริงได้  โดยเฉพาะในประเทศนี้ ประเทศที่อำนาจและ เงินทอง อยู่เหนือทุกสิ่งอย่าง ต่อให้คุณทำความผิดร้ายแรงถึงขั้นฆ่าคนตาย ขอแค่มีเงิน มีเส้นสาย กฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรคุณได้  เป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือคนทั่วไป  และอภิสิทธิ์ชนเฮงซวยกลุ่มนี้เองเป็นผู้กุมอำนาจในการปกครองประเทศชาติภายใต้ฉากบังหน้าประชาธิปไตยจอมปลอมซึ่งใครๆก็รู้แต่ทำอะไรไม่ได้ 

“อย่าให้มันหนีไปได้ แจ้งสายตรวจด้านหน้าให้ทำการสกัดกั้น”  เสียงชายในเครื่องแบบตะโกนสั่งลูกน้องนับสิบ การไล่ล่าอย่างดุเดือดเกิดขึ้นบริเวณใจกลางเมือง ท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น ราวกับเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น แต่ในความเป็นจริงทั้งหมดนี้เพื่อไล่ล่าคนเพียงคนเดียว นั่นคือชายหนุ่มวัยยี่สิบกลางๆสวมฮู้ดปิดบังหน้าตาคนหนึ่ง ผู้ที่เพิ่งฉายภาพเปิดเผยข้อความบางอย่างกลางพื้นที่สาธารณะ ซึ่งข้อความเหล่านั้นสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงของรัฐบาลประชาธิปไตยจอมปลอมพอสมควร ทำให้พวกมันถึงกับนั่งไม่ติดต้องออกคำสั่งจัดการผู้กระทำการทันทีทันใด     

รัฐบาลประชาธิปไตยจอมปลอมจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มอำนาจเก่าผู้กระหายอยากปกครองประเทศชาติ  มีอายุรวมกันร่วมพันได้  กลุ่มซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่หลุดมาจากยุคโบราณกาล  กลุ่มไดโนเสาร์ล้านปีนี้เองเป็นต้นตอของหลายๆสิ่งที่ทำให้ประเทศหยุดนิ่งอยู่กับที่เสมือนถูกแช่แข็งอยู่ในช่วงเวลาแห่งอดีต  พวกมันเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศด้วยอำนาจจากเงินทอง และอาวุธสงคราม ภายใต้ภาพลักษณ์ของคนดีที่เข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง  โดยได้รับแรงสนับสนุนจากคนใหญ่คนโต กลุ่มคนมีสี พนักงานรัฐ พวกรับสินบนทั้งหลาย รวมถึงเหล่ามนุษย์ยุคเบบี้บูมที่มีตั้งแต่รุ่นป้ายันรุ่นตอกฝาโลง

  อำนาจเงินมันช่างหอมหวานนัก  มีใครบ้างไม่อยากได้   ทุกท่านว่าจริงหรือไม่ ?  

ด้วยความแตกต่างทางความคิดจากคนหลากหลายวัย ก่อให้เกิดการแบ่งกลุ่มขึ้นภายในประเทศ เป็นสามกลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลจอมปลอม เก้าสิบเก้าเปอร์เซนต์ประกอบไปด้วยมนุษย์ยุคเบบี้บูม มนุษย์หัวโบราณสายอนุรักษ์นิยมอายุรุ่นป้า เป็นพวกโลว์เทคโนโลยีที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อมาตลอดทั้งชีวิต มนุษย์ทุกคนล้วนไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่ต่ำช้า สารเลวและผิดกฎหมาย แต่สำหรับมนุษย์กลุ่มนี้หัวสมองสั่งการความคิดนั้นจะถูกปิดลงโดยอัตโนมัติเมื่อผู้กระทำการโสมมเป็นฝ่ายคนดีที่ตนสนับสนุน มิหนำซ้ำยังเห็นดีเห็นงามกับการกระทำสารเลวเหล่านั้นเสียอีกด้วย  กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มของเด็กยุคใหม่ที่มีความเชื่อเรื่องอิสรภาพ ความเสมอภาค และความถูกต้อง มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันไม่มีอภิสิทธิ์ชน  มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นหรือกระทำการใดๆก็ได้ภายใต้กฎหมาย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ ในเรื่องต่างๆรวมถึงการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ  พวกเขาไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกันเอง ทุกการกระทำล้วนต้องสามารถตรวจสอบได้  สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต่างจากคนกลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัดคือพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยี  มีความคิดหัวก้าวหน้า  ไม่หลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อง่ายๆ คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่าเจเนอเรชั่นแห่งความหวัง เป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะนำพาประเทศในอนาคต   และมาถึงกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นพวกไม่สนใจว่าโลกจะเป็นยังไง ขอแค่ตนยังสามารถใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ต่อไปได้ก็พอ  คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยคนหลากหลายวัยและมีจำนวนมากกว่าคนสองกลุ่มแรกรวมกันเสียอีก  ส่งผลให้คนกลุ่มนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการพลิกสถานการณ์ของประเทศ

“นายงานเข้าแล้ว  เฮอร์มีส เจ้าหน้าที่เริ่มตั้งด่านสกัดกันแล้ว” เสียงสดใสของเด็กสาวดังผ่านหูฟังบลูทูธที่ติดอยู่บริเวณหูด้านขวาของชายหนุ่ม

“ช่วยหาเส้นทางหนีให้ที”  ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ เขาวิ่งผ่ากลางถนนซึ่งเต็มไปด้วยรถราหนาแน่น แทรกตัวผ่านช่องแคบระหว่างรถด้วยความรวดเร็วและพลิ้วไหวราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ ผิดกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่เงอะงะงุ่มง่าม วิ่งขวางการจราจรจนวุ่นวายไปหมด 

“นี่เธอ อย่าเพิ่งเงียบสิ!!   เรื่องลิปสติก ฉันไม่ได้ตั้งใจเหยียบจริงๆ  ค่อยกลับไปเคลียร์ที่ฐานได้ไหม”  ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากเห็นอีกฝ่ายเงียบไป

“หุบปากน่า!!  ฉันกำลังหาทางให้นายอยู่รอสักพักสิ  ไม่ใช่กล้องวงจรปิดริมถนนทุกตัวจะเป็นกล้องจริงซะหน่อย...  ให้ตายสิถ้าสตาร์ไม่ทำโดรนพังคงง่ายกว่านี้” เสียงบ่นจากปลายสายแสดงออกถึงความหงุดหงิด ก็จริงอย่างที่เธอว่า ไม่ใช่กล้องวงจรปิดทุกตัวในก็อดทาวน์จะเป็นของจริง บางตัวเป็นแค่กล้องดัมมี่โง่ๆไว้ตั้งหลอก และเธอก็แฮ็กกล้องดัมมี่ไม่ได้เสียด้วย

“เลี้ยวขวาซอยหน้า ถัดจากนั้นไม่ไกลมีงานก่อสร้างอยู่  วันนี้โรมิโอมาทำงาน เดี๋ยวฉันจะบอกเขาให้” 

“ขอบใจมากครับ!  จูเลียตสุดสวย!” ชายในชุดฮู้ดหักเลี้ยวตรงซอยด้านหน้า กระโดดข้ามลูกกรงด้วยความเชี่ยวชาญ เขาใช้ทักษะฟรีรันนิ่งที่ฝึกฝนมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นวิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ปีนป่ายไปบนกำแพง  จนสามารถสลัดหลุดจากเจ้าหน้าที่ได้หลายนาย

         

งานก่อสร้างวางระบบท่อระบายน้ำ เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภายในเมืองก็อดทาวน์ โครงการถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งรีบตามคำเรียกร้องของประชาชน พร้อมด้วยการเบิกงบประมาณมหาศาลเพื่อนำมาใช้กับโครงการนี้ โดยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายในสองสัปดาห์ แต่จนแล้วจนรอดเวลาผ่านไปเกือบสองเดือนก็ยังไม่เสร็จเสียที  สร้างความเอือมระอาให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมา ณ บริเวณนั้น 

เนื่องด้วยถนนแคบและลื่นจากดินโคลนซึ่งถูกขุดขึ้นมาเพื่อวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลให้การจราจรติดขัดและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนทางการต้องสั่งปิดถนนเส้นนั้น จนกว่าการก่อสร้างนี้จะเสร็จสิ้นลง 

เจ้าหน้าที่สิบกว่านายหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเขตก่อสร้างวางระบบท่อระบายน้ำ หลังคลาดสายตาจากชายในชุดฮู้ด พวกเขาก็อาศัยคำบอกเล่าของผู้คนระหว่างทาง ตามมาจนถึงจุดสุดท้ายที่มีการพบเห็น

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชูป้ายประจำตัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พร้อมตะโกนเรียกคนงานในรถขุดดินลงมาพูดคุย 

ชายผมสั้นสีทอง ในชุดเสื้อกล้าม กางเกงทำงาน เดินสบายๆ ลงมาจากรถขุดดิน เขาดึงผ้าพันคอมาเช็ดเหงื่อบริเวณใบหน้า

“คุณเห็นชายหนุ่มสวมฮู้ด รูปร่างผอมเพรียว สูงประมาณนี้ วิ่งผ่านมาทางนี้บ้างไหมครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจทำไม้ทำมือบ่งบอกลักษณะของผู้ต้องสงสัย

“เขาทำความผิดร้ายแรงหรือครับ คุณตำรวจถึงได้ยกโขยงกันมาทั้งโรงพักแบบนี้” ชายผมทองถามกลับด้วยความสงสัย

“ไม่ใช่เรื่องของคุณ! แค่ตอบมาก็พอว่าคุณเห็นชายลักษณะนี้หรือไม่ ” เจ้าหน้าที่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการณ์ชุดนี้ตะคอกใส่

ชายผมทองแสดงท่าทีครุ่นคิด ส่งเสียงอือ อา  ลูบหนวดเคราหร็อมแหร็มที่ไม่ค่อยจะมีไปมา เขาทำท่าอย่างนั้นอยู่สักครู่ใหญ่จนเจ้าหน้าที่ตำรวจทนไม่ไหว 

“นี่คุณ! ตั้งใจจะถ่วงเวลาหรือไง” หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการณ์ขึ้นเสียงใส่ พร้อมพูดเชิงข่มขู่ “ให้ผมจับคุณข้อหาสมรู้ร่วมคิดดีไหม” การจับกุมครั้งนี้เป็นคำสั่งจากเบื้องบน ทำให้เขาไม่สามารถเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว หากผู้ต้องสงสัยหนีรอดไปได้ เขาและนายตำรวจที่เหลืออาจจะว่างงานไปสักพัก

“อย่าจับผมเลยครับคุณตำรวจ ผมเพิ่งสามสิบห้าเอง แฟนก็ยังหาไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้สัมผัสถึงชีวิตความรักอันเร่าร้อนเลย ดังนั้นอย่าเพิ่งจับผมเลยนะครับ อย่างน้อยให้ผมได้สัมผัสถึงสิ่งนั้นก่อนค่อยจับก็ได้นะครับคุณตำรวจ” ชายในเสื้อกล้ามสีขาวพยายามแสดงท่าทีหวาดกลัว แต่เนื่องด้วยความไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้ท่าทางที่แสดงออกมาดูกวนโอ๊ย ล่อตีน มากกว่า  

“เอาละ เอาละ พอแล้ว” ชายผมทองถอนหายใจ “มาตอบคำถามคุณตำรวจกันดีกว่า”

เขาเริ่มแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมา “บริเวณนี้เป็นเขตก่อสร้าง ปกติแล้วเราจะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามา เนื่องจากจะเกิดอันตรายได้ และผมก็ขี้เกียจรับผิดชอบด้วย คนที่อยู่บริเวณนี้ก็เป็นคนงานของเราทั้งนั้น ชายสวมฮู้ดอะไรนั่นผมไม่เห็นหรอกครับ” ชายผมทองส่ายหน้า

“แต่พยานยืนยันว่าเห็นเขาครั้งล่าสุดที่เขตก่อสร้างนะครับ” ตำรวจวัยกลางคนร่างใหญ่กล่าวขึ้น 

“ไม่น่าใช่มั้งครับคุณตำรวจ  ผมทำงานอยู่ตรงนี้ตลอด ถ้าเขามาผมก็ต้องเห็นแล้วสิ เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะแกล้งหลอกคุณตำรวจแล้ววิ่งไปทางอื่นก็ได้นะครับ” เขาผายมือออก ยักไหล่หนึ่งที

“คุณแน่ใจนะครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจถามย้ำ

“แน่ใจครับ” ชายผมทองตอบกลับอย่างมั่นใจ แอบยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ภายใน  แต่แล้วก็มีเสียงแหบๆดังขึ้นมาจากถนนฝั่งตรงข้าม ทำลายรอยยิ้มแห่งชัยชนะนี้

“แต่ฉันเห็นนะ” ชายชราที่อยู่ๆโผล่มาจากไหนไม่รู้กล่าวขึ้น ดึงความความสนใจของกลุ่มเจ้าหน้าที่ไปจนหมด “วิ่งทะลุผ่ากลางเขตก่อสร้างออกมาเลย โน่น ตอนนี้วิ่งขึ้นลานจอดรถไปแล้ว พ่อหนุ่มเอ้ย”

“ผมไม่เห็นจริงๆ ครับ เอ๊ะ! หรืออาจจะเป็นจังหวะที่ผมเผลอหลับก็เป็นได้” ชายผมทองยิ้มแห้ง 

กลุ่มผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เมื่อได้ยินชายชรากล่าว พวกเขารีบพุ่งตัวออกไปแทบจะทันที  ไม่มีเวลามาสนใจชายผมทอง ที่ยืนแถข้างๆคูๆ  ยกเว้นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการณ์จอมโหด

“เดี๋ยวผมค่อยกลับมาจัดการเรื่องของคุณทีหลัง” เขาพูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนวิ่งตามเจ้าหน้าที่คนอื่นไป 

“ให้ตายสิ เด็กสมัยนี้นี่นะ อยู่ดีไม่ว่าดี ชอบสร้างแต่ปัญหาอยู่เรื่อย ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน สงสารท่านนายกจริงๆ ท่านบริหารประเทศก็เหนื่อยมากพอแล้ว...” ชายชราจงใจพูดเสียงดังให้หนุ่มผมทองได้ยิน ตามด้วยการส่งสายตาเหยียดแบบสุดให้เป็นของแถม 

“นี่ลุง ไม่พูดแล้วมันจะตายไหม” ชายผมทองตะโกนสวนกลับทันควัน  ท่าทางของเขาดูเอาเรื่อง เล่นเอาชายชราสะดุ้งโหยงรีบเดินหนีพลางก่นด่าไปตลอดทาง

ชายผมทองไม่รีรอหยิบหูฟังบลูทูธขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง รีบติดต่อกลับไปยังปลายสาย “หวัดดี  โรมิโอนะ พอดีมีตาแก่ขี้เสือกเข้ามาจุ้นจ้าน ฉันถ่วงเวลาให้ได้แค่นี้แหละ ตอนนี้ตำรวจกำลังยกโขยงตามตูดนายไปแล้วเฮอร์มีส”

“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ โรมิโอ ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวที่เหลือเขาจัดการเอง” จูเลียตตอบกลับ

“จัดการเอง!? ถามผมก่อนไหมครับ ทุกคน” เฮอร์มีสพูด เสียงลมหายใจถี่และแรงดังทะลุหูฟังเข้ามา

“นายทำได้อยู่แล้วเฮอร์มีส” เด็กสาวตอบเสียงใส

“ใช่ เรื่องแค่นี้ ฉันทำได้อยู่แล้วน่า” เฮอร์มีสอวยตัวเอง เสียงลมหายใจเริ่มกลับเป็นปกติ “เอาเถอะ อย่างน้อยได้พักสูดอากาศสักครู่หนึ่งก็ยังดี ขอบคุณมากครับ ตาลุงโรมิโอ” 

“ตาลุงอะไรกัน ฉันเพิ่งสามสิบห้าเองนะโว้ย ไอ้เด็กบ้า!” โรมิโอตอบกลับปลายสายทันที หลังจากได้ยินคำว่า ตาลุง

เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด “ให้ตายสิ ทำงานล่วงเวลามีแต่เรื่องจริงด้วย”  หากไม่นับเหตุการณ์เมื่อครู่ ถนนเส้นนี้ก็เป็นเพียงถนนโล่งๆ เส้นหนึ่ง ที่มีมนุษย์ล่วงเวลาทำงานกันอย่างเงียบเชียบเท่านั้น

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาไม่นาน ก็ไล่ตามเฮอร์มีสได้ทัน พวกเขาอยู่ชั้นบนสุดของลานจอดรถสูงแปดชั้น อาศัยกำแพงและรถยนต์บริเวณนั้นเป็นที่กำบัง ยืนทิ้งระยะห่างจากเฮอร์มีสพอสมควร  

เจ้าหน้าที่มือใหม่ชักปืนขึ้น จ่อเล็งไปยังเป้าหมาย “หยุด! นี่ตำรวจ แกหนีไม่รอดแล้ว ยอมมอบตัวซะดีๆ” 

เฮอร์มีสเหลียวหลังมองไปยังเบื้องหน้าของขอบกำแพงลานจอดรถ คิดพิจารณา จากนั้นยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ค่อยๆก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“ผู้กองคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพวกเดลิเวอแรนซ์หรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่วัยกลางคนกระซิบถาม

หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการณ์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปพูดกับนายตำรวจมือใหม่ “ยิงมันเลย”   

นายตำรวจมือใหม่แสดงท่าทีตกใจ  “แต่ว่าท่านครับ เขาไม่มีอาวุธนะครับ”

“เรื่องนั้นช่างมัน ยิงไปเลย เดี๋ยวค่อยยัดข้อหาเพิ่มทีหลัง” ผู้กองกล่าว “ถ้าเป็นพวกเดลิเวอแรนซ์ เรางานยุ่งแน่” 

กลุ่มเดลิเวอแรนซ์เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาโดยมีอุดมการณ์แน่วแน่เพื่อโค่นล้มรัฐบาลจอมปลอมและนำอำนาจอธิปไตยกลับสู่ประชาชนอย่างที่มันควรจะเป็น แรกเริ่มเดิมทีก่อนจะมีกลุ่มเดลิเวอแรนซ์ ประชาชนได้รวมตัวกันประท้วงรัฐบาลจอมปลอมมาก่อนแล้ว เนื่องด้วยการเข้ามามีอำนาจจากวิธีสกปรก แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งปีพวกมันแก้ไขกฎหมายได้สำเร็จและเริ่มทำการกำจัดคนเห็นต่าง แกนนำ ผู้ชุมนุมประท้วง พวกเขาถูกจับติดคุกด้วยข้อหาประหลาดๆ บ้างถูกคุกคามครอบครัว หนักหน่อยบางรายก็หายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การชุมนุมประท้วงหยุดไป  ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองด้วยความยินยอมแบบจำใจ

หลังจากเหตุการณ์กำจัดผู้เห็นต่างผ่านไปได้สามปี ปัญหาและความฉาวโฉ่ที่รัฐบาลจอมปลอมทำไว้เริ่มส่งผลต่อประเทศ ปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์  เกิดอภิสิทธิ์ชนขึ้นมากมาย เศรษฐกิจของประเทศเกือบพังเพราะความโง่ของตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกินกว่าใครจะยอมรับได้ ยกเว้นมนุษย์เบบี้บูม ฐานเสียงใหญ่ของรัฐบาลจอมปลอม  

จึงนำมาซึ่งการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความคิดเหมือนกันว่าถ้าหากปล่อยไป ประเทศได้พังฉิบหายวายวอดแน่ พวกเขาเรียกแทนตัวเองว่าเดลิเวอแรนซ์ (Deliverance) สมาชิกทุกคนปิดบังหน้าตาใช้โค๊ดเนมในการเรียกชื่อและติดต่อสื่อสาร โดยโค๊ดเนมก็สุดแต่คนคนนั้นจะตั้ง พวกเขาจะไม่ทราบข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลรั่วไหลและป้องกันตัวเองไปด้วยในทางอ้อม  มีเพียงแค่สมาชิกรุ่นแรกผู้มีส่วนร่วมก่อตั้งกลุ่มเท่านั้นที่ทราบหน้าตาและข้อมูลของกันและกันเป็นอย่างดี  

กลุ่มเดลิเวอแรนซ์ต่อสู้กับรัฐบาลจอมปลอมโดยใช้ข้อได้เปรียบและสิ่งที่พวกเขาถนัด พวกเขาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการขัดขวางแผนการชั่วช้าของรัฐบาลจอมปลอม เน้นการเปิดเผยข้อมูลรวมถึงเรื่องราวโสมมออกสู่สาธารณชน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตาสว่างมากขึ้น ถ้าพวกเขาทำสำเร็จจะสามารถดึงกลุ่มคนเกือบทั้งประเทศให้มาอยู่ข้างพวกเขาได้ ด้วยเหตุนี้เดลิเวอแรนซ์จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลจอมปลอมอย่างร้ายแรง 

เมื่อเฮอร์มีสเดินมาถึงระยะทางที่ต้องการ เขาหันหลังขวับออกตัววิ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ทำเอาเจ้าหน้าที่หลายนายตกใจ  ผู้กองรีบคว้าปืนจากมือของนายตำรวจมือใหม่ ลั่นไกด้วยความเร่งรีบ 

กระสุนสองนัดวิ่งแหวกอากาศเฉียดตัวเฮอร์มีส ในจังหวะเดียวกับที่เขาหายไปจากลานจอดรถชั้นบนสุด กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจรีบวิ่งตามไปยังขอบกำแพงลานจอดรถอย่างรวดเร็วด้วยความใจหายใจคว่ำ พวกเขาจ้องมองไปยังเบื้องล่าง และพบกับสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้  ชายในชุดฮู้ดนั่นเอง เขายืนโบกมืออยู่บนดาดฟ้าของตึกข้างเคียง 

ไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนธรรมดาจะกระโดดข้ามช่องว่างความกว้างเกือบสี่เมตรไปยังดาดฟ้าของตึกด้านข้างซึ่งสูงเพียงหกชั้นเมื่อเทียบกับลานจอดรถได้แน่ แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เรื่องนี้พิสูจน์ว่าเฮอร์มีสไม่ได้เป็นเพียงแค่โค๊ดเนมของชายหนุ่มอีกต่อไป มันยังเป็นตัวตนของเขาที่เปรียบเสมือนดั่งเทพส่งสารผู้มีฝีเท้าว่องไว สามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้ดั่งใจนึก 

“บ๊าย บายนะครับ คุณตำรวจ” ชายหนุ่มทำท่าวันทยหัตถ์ส่งท้าย ล้อเลียนชายในเครื่องแบบ ก่อนวิ่งตรงไปยังบันไดหนีไฟ สร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการณ์อย่างมาก เขารีบวิทยุหาเจ้าหน้าที่ด้านล่าง ออกคำสั่งไล่จับชายในชุดฮู้ด

 

เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่างเฮอร์มีสวิ่งเข้าไปหลบในผับแถวนนั้น เป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับที่เจ้าหน้าที่ชุดแรกมาถึง พวกเขามีกำลังคนไม่พอจึงทำได้แค่ตรึงกำลังไว้รอบผับ รอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่กลุ่มผู้กองมาถึง 

ทันทีที่กลุ่มของผู้กองมาถึง เขาไม่รอช้า แสดงบัตรประจำตัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พร้อมนำกำลังบางส่วนบุกเข้าไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของพนักงานรักษาความปลอดภัยด้านหน้า

เมื่อเข้ามาถึงด้านในสิ่งแรกที่ผู้กองทำ คือออกคำสั่งให้ยุติกิจกรรมทุกอย่าง ควบคุมฝูงชนให้อยู่ในความสงบ และขอความร่วมมือให้ส่งตัวชายในชุดฮู้ดออกมา

ผู้คนในผับส่วนมากเป็นคนยุคใหม่ที่มีตั้งแต่เด็กวัยรุ่นยันวัยผู้ใหญ่ตอนต้น พวกเขาเล่นสื่อโซเชี่ยลเป็นเรื่องปกติ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เห็นภาพเหตุการณ์การฉายภาพกลางที่สาธารณะ ซึ่งถูกเผยแพร่ไปตามโลกสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วราวกับเชื้อไวรัส ข้อความที่ปรากฏอยู่บนภาพสร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนอย่างมาก เป็นชนวนจุดเริ่มต้นให้พวกเขาเริ่มตั้งคำถามต่อการกระทำของรัฐบาลจอมปลอม ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาก็พอจะคาดเดาเรื่องราวออกอยู่บ้าง พวกเขาไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มันดูเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากเกินไป ไม่ควรมีใครถูกจับเพียงเพราะฉายภาพในที่สาธารณะ  

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในผับเท่าที่ควร พวกเขาเลยเริ่มส่งเสียงดัง มีการสบถด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนถึงขั้นข่มขู่จะยัดข้อหาหากไม่ให้ความร่วมมืออีก โดยเฉพาะผู้กองตัวดี

“ถ้ารู้ว่าชายสวมฮู้ดอยู่ที่ไหนก็ส่งตัวมันออกมา เราไม่มีเวลามาเล่นนะโว้ย ไอ้พวกเด็กเวร!” 

บรรยากาศในผับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดระหว่างเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกับฝูงชน หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป อาจเลยเถิดไปถึงขั้นมีเรื่องมีราวกันก็เป็นได้ ต้องมีใครสักคนทำอะไรสักอย่างเพื่อลดความตึงเครียดนี้ลง

“ทุกคนครับ เรามาเที่ยวผับเพื่อความบันเทิงใช่ไหมครับ” ดีเจผู้ควบคุมเสียงเพลงกล่าวขึ้น “ไหนๆเจ้าหน้าที่เขาก็มาสนุกกับเราแล้ว รบกวนทุกคนช่วยให้เกียรติกับแขกพิเศษของเราหน่อยนะครับ”

ท่วงทำนองบรรเลงเริ่มต้นเพลง One step closer ดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องดีใจของชาวร็อค ฝูงชนในผับต่างกระโดดโลดเต้น โยกหัวไปมาตามท่วงทำนองดนตรีที่แสนดุดัน 

“ผมขอมอบเพลงนี้ให้กับคุณตำรวจทั้งหลายครับ” ดีเจกล่าวเปิดเสียงก้อง 

ท่วงทำนองดนตรีบรรเลงอย่างเร่าร้อน รุนแรง ปลดปล่อยอารมณ์ความสะใจของฝูงชน พวกเขาตะโกนโห่ร้องตามเนื้อเพลง ขยับร่างกายไปมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับวันนี้เป็นวันปล่อยผีของพวกเขา

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้มากท่ามกลางความบ้าคลั่งราวกับพายุของฝูงชน รู้ตัวอีกที พวกเขาก็ถูกบีบเข้ามาอยู่ตรงกลางของวงล้อมเสียแล้ว

เพลงบรรเลงเป็นเวลาเกือบสองนาที แต่จู่ๆ ไฟฟ้าก็ดับลงกะทันหัน บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ฝูงชนยืนกระซิบกระซาบกันในความมืดสลัว  มีเพียงไฟสำรองด้านข้างที่พอส่องให้เห็นทางเดินรอบข้างได้รางๆ ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้แต่เตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา

สักพักเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ก็ดังขึ้นถี่ๆ  น้ำจากสปริงเกอร์ด้านบนสาดลงมา เป็นไปตามกลไกการรักษาความปลอดภัยเมื่อมีเพลิงไหม้เกิดขึ้น

“ดูเหมือนปาร์ตี้วันนี้จะจบแค่นี้นะครับ ขอให้ทุกคนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับผม” ดีเจบนเวทียังคงถือไมค์เอนเตอร์เทรนผู้คนต่อ “อ้าว! รออะไรกันครับ นี่ไฟไหม้นะครับทุกคน วิ่งสิครับ วิ่ง!” 

สิ้นสุดคำกล่าว ฝูงชนพากันวิ่งแหกประตูไปยังด้านนอก สถานการณ์ดูชุลมุนวุ่นวาย แต่ที่น่าแปลกใจคือไม่มีเหตุการณ์คนโดนชนล้มหรือวิ่งเหยียบกันเองเลยแม้แต่คนเดียว เป็นการหนีตายที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าที่คิด เสมือนเป็นการจัดฉาก 

ผู้กองจอมโหดเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างออก เขาตะโกนบอกลูกน้องของเขา “แย่แล้ว! หมอนั่นจะอาศัยจังหวะชุลมุนหนีไปพร้อมฝูงชน รีบไปควบคุมฝูงชนเร็วเข้า!” เขาวิทยุเรียกเจ้าหน้าที่ด้านนอกที่ตรึงกำลังให้กลับเข้ามาช่วยควบคุมฝูงชนด้านหน้าผับ

เจ้าหน้าที่ถูกเรียกตัวไปรวมอยู่ด้านหน้าของผับ เส้นทางด้านหลังจึงเปิดโล่ง ประตูหลังผับค่อยๆ แง้มออกอย่างช้าๆ เด็กหนุ่มผมดำขลับอายุสิบแปดปีโผล่หน้าออกมาดูลาดเลา

“ทางสะดวกครับพี่ ออกมาได้เลยครับ” เขาพูด

ร่างๆ หนึ่งขยับออกมา “ขอบใจนายมากไอ้น้อง” 

แสงไฟเผยให้เห็นรูปร่างผอมเพรียวของชายในเสื้อเชิ้ต กางเกงคาร์โก้  เขามีผิวสีขาว สวมต่างหูทั้งสองข้าง ผมทอประกายสีน้ำตาลเมื่อต้องแสงไฟ

“ไม่เป็นไรครับพี่ ผมและคนในผับอยู่ข้างเดียวกับพี่นะครับ พวกเราเต็มใจช่วย” เด็กหนุ่มกล่าว

“เฮ้ย ยังไงก็ต้องขอบใจพวกนายอยู่ดี แล้วเรื่องชุดพวกนั้น?” ชายหนุ่มพูดพลางจัดทรงผมไปพลาง 

“ไม่ต้องห่วงครับพี่ เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” 

“พี่ครับ!” เด็กหนุ่มเรียก 

ชายหนุ่มผมน้ำตาลหันไปทางเด็กหนุ่ม ส่งเสียงอืม ระหว่างรอฟังเขาก็หยิบหูฟังบลูทูธขึ้นมาใส่

“พี่เป็นพวกเดลิเวอแรนซ์หรือเปล่าครับ” เด็กหนุ่มถาม

ชายหนุ่มผมน้ำตาลไม่ตอบ เขายิ้มพร้อมกับเอานิ้วชี้มาไว้ที่ริมฝีปาก แค่นั้นก็เป็นคำตอบที่เพียงพอแล้วสำหรับเด็กหนุ่ม  

หลังจากแยกย้ายกับเด็กหนุ่มผู้โชคดี เขาได้รับการติดต่อมาทางโทรศัพท์ “ทางนี้เรียบร้อยแล้วนะ ช่วยแจ็คออกมาได้แล้ว ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”

“เออ ทางนี้ก็เรียบร้อยแล้วเช่นกัน” หนุ่มผมน้ำตาลตอบกลับ

“ต้องขอบใจนายเลยนะเฮอร์มีส เพราะนายลากตำรวจไปเกือบหมดโรงพัก ฉันถึงทำงานได้ง่ายขึ้น” ปลายสายกล่าว “ดูเหมือนวีรกรรมของนายจะกลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งไปแล้วนะเพื่อน” 

เฮอร์มิสส่งเสียงอืม “ว่าแต่แจ็คเป็นยังไงบ้าง” 

“สภาพดูไม่จืดเท่าไหร่ พวกมันพยายามรีดข้อมูลจากหมอนี่” ปลายสายตอบกลับ “พวกตำรวจเห็นหน้าแจ็คแล้ว ดูเหมือนเขาจะได้ลาพักร้อนยาวๆ เลยว่ะ”

“เรื่องแจ็คไม่ต้องห่วง บอสเตรียมที่กบดานในต่างประเทศไว้ให้แล้ว ว่าแต่พวกนายได้ทำลายข้อมูลหลักฐานในสถานีตำรวจหรือยัง” จูเลียตถามย้ำกันความผิดพลาด

“เรียบร้อยแล้วจูเลียต  ฉันกับสตาร์ไล่เสียบแฟลชไดรฟ์ไวรัสของเธอใส่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในสถานีตำรวจเลยแหละ”

“เยี่ยมมาก” จูเลียตกกล่าวชม “พวกนายสองคนพาแจ็คกลับมาที่ฐานก่อน ส่วนที่เหลือแยกย้ายกลับบ้านกันได้แล้ว  ภารกิจวันนี้ถือเป็นอันเสร็จสิ้น”

“โอเค แล้วเจอกัน” ปลายสายกล่าว

“แล้วเจอกัน” เฮอร์มีสกล่าว

หลังจากสิ้นสุดการสนทนา เฮอร์มีสเดินตรงดิ่งเข้าหาผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวเซ็กซี่ ทาปากแดง ยืนโบกมืออยู่หน้าประตูร้านขายอาหาร ห่างจากผับที่เกิดเหตุไม่ไกลมาก เมื่อเดินไปถึงเขายื่นธนบัตรสีม่วงให้กับหญิงสาว “ช่วยเดินไปเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหมครับ”

“ได้สิจ๊ะพ่อหนุ่ม” เธอตอบตกลงพร้อมรับธนบัตรจากมือของเฮอร์มีส พวกเขาเดินควงแขนกันตามทางเดินทอดยาวไปสู่ถนนเส้นหลัก 

เฮอร์มีสเหลียวหลังกลับมามองผลงานความวุ่นวายด้านหน้าผับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินหายลับตาไป

 

นี่คือเรื่องราวของผม หนึ่งในสมาชิกของเดลิเวอแรนซ์  ผมไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นในภายภาคหน้า ไม่รู้ว่าเราจะเป็นฝ่ายชนะหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้คือทุกอย่างต้องจบลงในรุ่นของผม ผมจะไม่ปล่อยให้อนาคตที่สดใสของเด็กรุ่นหลังต้องถูกทำลายโดยน้ำมือของรัฐบาลจอมปลอมหรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เด็ดขาด

 

 

แด่วีรชนคนกล้าผู้ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

 

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ Blueheads

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น