พันดารา

ตอนที่ 8 : ๗. พ่อของลูก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 พ.ค. 59

พ่อของลูก

 

สี่ขาจ้ำอ้าวออกจากลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิดออก คาดไว้ไม่ผิดว่า ฝ่ายนั้นคงเตรียมคนรอต้อนรับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว ชายสองคนพุ่งพรวดเข้ามาหา แต่ศตายุไวกว่า รีบคว้าของมือของมาลีรินทร์แทรกตัวไปกับนักท่องเที่ยว พร้อมตะโกนและชี้นิ้วไปทางชายที่พุ่งเข้ามาหาว่า

He has a bomb!

เพียงเท่านั้นนักท่องเที่ยวก็แตกตื่น เกิดความโกลาหลย่อมๆ ขึ้นบริเวณจุดขึ้นลิฟต์ พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบกรูกันเข้าไป นักท่องเที่ยวร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหนีตายกันราวกับมดแตกรัง ศตายุและมาลีรินทร์จึงใช้จังหวะนี้หนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด โชคดีที่ไม่มีใครดักรอที่รถมอเตอร์ไซค์

“แล้วเราจะหนีไปไหนกันดีคะพี่เก่ง” หญิงสาวหน้าเสีย หายใจหอบถี่ มองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง

“ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยคิด” ศตายุที่สตาร์ตเครื่องเรียบร้อย เร่งสาวน้อยให้รีบหนี ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกพวกมันตามเจออีกครั้งจนได้

ไม่ต้องรอให้เขาบอกซ้ำ มาลีรินทร์ก็กระโดดซ้อนท้ายทันที แล้วมอเตอร์ไซค์คู่กายก็บึ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้ชายฉกรรจ์ที่ถูกใส่ความว่ามีระเบิด แก้ปัญหาวุ่นวายอยู่เบื้องหลัง

 

 

เส้นทางที่ตรงไปนั้น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เต็มสองข้างทาง อากาศเย็นๆ ที่ลอยมาปะทะใบหน้าทำให้อารมณ์ตื่นเต้นเมื่อสักครู่ค่อยๆ ดีขึ้น หญิงสาวหลับตาพริ้มสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ลืมตัวไปชั่วขณะหนึ่งว่า กำลังอยู่ในระหว่างการหนีตาย

“แล้วเราจะไปไหนคะพี่เก่ง” เธอถามหลังลืมตาขึ้นมา ขณะกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น

“ขุนช่างเคี่ยน” เขาผินหน้ามาตอบ

“ขุนช่างเคี่ยน?” เธอทวนคำพูดอีกครั้ง แล้วก็ต้องยิ้มออกมา เมื่อคิดออกว่ากำลังจะไปเจอกับอะไร “เรากำลังจะไปดูซากุระเมืองไทยกันใช่มั้ยคะ”

“หนีให้รอดก่อนเถอะ ก่อนจะมีกะจิตกะใจออกไปดูซากุระเมืองไทยน่ะ” แม้จะพูดไปอย่างนั้น แต่ชายหนุ่มก็อดตื่นเต้นไม่ได้เช่นกัน เขาไม่เคยเห็นดอกพญาเสือโคร่งมาก่อนในชีวิต

“แต่ลีว่า พวกนั้นไม่น่าจะตามมาถูกแล้วนะคะ”

“ก่อนขึ้นดอยสุเทพก็คิดอย่างนี้เหมือนกันไม่ใช่รึไง?”

“ก็จริง” หญิงสาวบอกเสียงอ่อน แต่พอคิดถึงเรื่องที่ศตายุเอาตัวรอดมาได้ก็ได้รอยยิ้มกลับมาอีกรอบ “แต่พี่เก่งคิดได้ไงคะ เรื่อง he has a bomb

ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็หัวเราะเบาๆ อันที่จริงเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรหรอก เพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เห็นในข่าว เลยเดาว่า หากใช้วิธีนี้ คงจะก่อความวุ่นวายได้ไม่แพ้กัน

“ป่านนี้คงถูกค้นตัววุ่นวาย”

“ดีไม่ดี โดนพาตัวไปโรงพักแน่ๆ” มาลีรินทร์ผสมโรง

ศตายุยักไหล่ อย่างน้อยก็สลัดคนตามออกไปให้พวกเขาได้หายใจหายคอกันคล่องขึ้น แต่คิดไปคิดมาก็อดสะท้อนใจไม่ได้ นี่เขาต้องกลายเป็นผู้ร่วมขบวนการหลบหนีไปกับเธอแล้วจริงๆ ใช่มั้ย? แต่พอมองภาพเสี้ยวหน้าของคนซ้อนที่สะท้อนอยู่บนกระจกมองข้างก็ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ ท่าทางเธอเหมือนเด็กเพิ่งได้ออกมาดูโลกภายนอก เหมือนจะหัวอ่อน แต่ก็ฉลาดพอที่จะทำให้เขาติดแหง็กอยู่ด้วยกันเช่นนี้ได้ แถมยังแอบรั้นลึก ไม่ยอมใครง่ายๆ อีกด้วย พอจะเอาไปทิ้งก็อดใจอ่อนย้อนกลับไปรับไม่ได้อีก

สงสัยว่า เขาคงจะเป็นคนขี้ใจอ่อนเกินไปจริงๆ

“พี่เก่งดูนั่นสิคะ” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยวด้านหน้า

ศตายุมองตาม ก็เห็นป้ายบอกทางว่า อีกไม่กี่เมตรจะถึงตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ หมู่บ้านม้งดอยปุย และสุดท้ายคือ สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน

“เราแวะไม่ได้หรอกนะ” เขาดักคอไว้ก่อน รู้ดีว่าเธอชี้ชวนเพื่ออะไร

“ว้า ยังไงก็ผ่านนี่คะ แวะหน่อยไม่ได้เหรอ ลีอาจจะไม่ได้มาอีกแล้วนะ”

“ขากลับก็ผ่าน ถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้น เดี๋ยวพี่แวะให้ ตอนนี้ตำหนักใกล้จะปิดแล้ว”

มาลีรินทร์พยักหน้ารับอย่างอดเสียดายไม่ได้ อันที่จริงเธอไม่ได้วางแผนจะขึ้นมาตำหนัก หรือขุนช่างเคี่ยนแต่อย่างใด ทว่าไหนๆ ก็มาแล้ว ก็อยากแวะให้เห็นเป็นบุญตาหน่อยก็ยังดี

“งั้นแวะหมู่บ้านม้งดอยปุยก่อนได้มั้ยคะ?” เธอเลียบๆ เคียงๆ

“ได้ งั้นพี่เอาเราไปปล่อยไว้เลยก็แล้วกัน” เขาพูดเสียงเรียบ นัยว่า ถ้าเธอยังดื้อดึง เขาจะทำตามที่พูดทันที อีกฝ่ายเลยจำต้องหุบปากไปตามระเบียบ ไม่เซ้าซี้ ไม่วอแว จนกระทั่งชายหนุ่มขี่มาถึงบริเวณถนนที่เริ่มแคบลง ด้านล่างเป็นเหวลึก

“พี่เก่งแน่ใจเหรอคะว่า เรายังจะไปกัน” หญิงสาวใจสั่น มือที่คว้าเสื้อเขาเอาไว้เปียกชื้น ไม่เคยขึ้นเขาที่ชันและน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน

ฝ่ายศตายุเองก็หวั่นใจไม่แพ้กัน รถมอเตอร์ไซค์ก็ใช่ว่าจะชำนาญ แถมยังเป็นทางแคบๆ ที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาอีกด้วย ความเร็วเลยลดฮวบฮาบ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

“มาแล้วไม่ไปได้ยังไง” น้ำเสียงฟังดูมุ่งมั่น จนคนซ้อนค่อยอุ่นใจ

“แสดงว่าพี่เก่งต้องเคยขี่มอไซค์ขึ้นเขาแล้วแน่เลยใช่มั้ยคะ”

“นี่ก็ครั้งแรกของพี่เหมือนกัน” เขาตอบเสียงเรียบ มาลีรินทร์เบิกตาโพลง จากที่เคยเกาะเสื้อเขาเอาไว้ เปลี่ยนมาเป็นโอบเอวไว้แน่น จนคนขี่สะดุ้งเล็กน้อย

“จะทำอะไร!

“ก็ลีกลัวนี่” เธอสวนทันควัน ไม่กล้ามองขอบถนนที่เป็นผาชันแม้แต่น้อย หากรู้อย่างนี้ สู้ให้เขาทิ้งไว้ที่หมู่บ้านม้งเสียยังจะดีกว่าเอาชีวิตมาเสี่ยงเช่นนี้

“พี่อึดอัด เอามือออก” ศตายุรู้สึกแปลกๆ ไม่ชอบให้เธอเข้าใกล้จนหายใจรดแผ่นหลังเช่นนี้

“ไม่ ลีกลัวตาย” อีกฝ่ายส่ายหัวไปมา ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็อ่อนใจ แม้จะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ในเมื่อเธอยืนกรานจะอยู่ในท่านี้ต่อไป และเขาก็มีหน้าที่ขี่รถอย่างปลอดภัย จึงต้องปล่อยเลยตามเลย

อีกฝ่ายที่กอดร่างใหญ่เอาไว้ไม่ยอมปล่อย ก็ใกล้กลิ่นโคโลญอ่อนๆ ชัดขึ้น จึงเริ่มรู้สึกตัวว่า กอดเขาแน่นจนเกินไป เลยเงยหน้าขึ้นมองเส้นผมด้านหลังที่ปลิวไปมาของคนตรงหน้า หากไม่ได้เขามาช่วยไว้ ป่านนี้เธอคงถูกจับตัวกลับไปอย่างง่ายดายแล้ว

“ขอบคุณนะคะพี่เก่ง” เธอพูดยิ้มๆ ซบแก้มใสลงบนแผ่นหลังอย่างจงใจ แล้วกระชับแขนให้แน่นขึ้นอีก แม้ว่าช่วงนี้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ศตายุก็คือความโชคดีเดียวของเธอ

รถมอเตอร์ไซค์แกว่งไปจังหวะหนึ่ง เมื่อสัมผัสถึงอ้อมกอดที่แน่นขึ้น และเสียงอู้อี้ที่เอ่ยขอบคุณเขาอยู่เบื้องหลัง ตกใจจนเผลอหันไปมองจึงทำให้รถเกือบจะเสียหลัก โชคดีที่ตั้งสติได้ทัน ไม่อย่างนั้นมีหวังได้เหลือแค่ชื่อกันทั้งสองคนแน่

ยัยเด็กบ้าจะมากอดอะไรกันตอนนี้

“ถ้าจะให้ดี ไม่ต้องกอดแน่นขนาดนี้ เพราะพี่หายใจไม่ออก” เขาพูดเสียงเรียบ แล้วเสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังตามมา

“ก็ลีกลัวตกนี่ หัวใจจะวายเมื่อกี้ที่รถแกว่ง”

พูดแล้วไม่ดูตัวเอง ใครกันแน่ที่เป็นต้นเหตุให้รถแกว่ง

“อีกไกลมั้ยคะกว่าจะถึงขุนช่างเคี่ยน” เธอถามเสียงอู้อี้ เพราะซบหน้าไว้กับแผ่นหลังของเขา ไม่อยากเห็นเหวลึกให้บั่นทอนกำลังใจอีก

“อีกประมาณเจ็ดกิโลฯ”

“ตั้งเจ็ดกิโลฯ เลยเหรอคะ” มาลีรินทร์อุทานเบาๆ อาการวิงเวียนศีรษะเริ่มเล่นงาน จึงสงบปากสงบคำ หลับตาซบหน้าไปกับแผ่นหลังกว้างอย่างอดทน

กระทั่งเริ่มจะทนไม่ไหว เธอจึงผงกหัวขึ้น แล้วรีบตีไปยังไหล่กว้างเบาๆ เพื่อขอให้เขาจอดข้างทาง ศตายุขมวดคิ้ว มองภาพสะท้อนบนกระจกมองข้าง ก็เห็นเธอหน้าซีดเผือด มืออุดปาก ท่าทางดูไม่ดี

“เป็นอะไรไป?” ชายหนุ่มถามทันทีที่จอดรถไว้กับไหล่ทาง แต่ยังไม่ทันจะได้ยินคำตอบ หญิงสาวก็กระโดดออกจากมอเตอร์ไซค์แล้วโก่งคออาเจียนทันควัน ศตายุมองภาพนั้น ก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วควานหาน้ำดื่มที่ติดมาด้วยยื่นไปให้เธอ

“นี่แค่นั่งมอไซค์ยังเวียนหัวเลยเหรอ?”

มาลีรินทร์พยักหน้า ยังรู้สึกพะอืดพะอมหลังโก่งคอเอาทุกอย่างออกจากท้องไปหมดแล้ว ไม่คิดว่าเส้นทางนี้จะโหดเกินกว่าที่เธอคิดไว้หลายเท่า

“คนแรกเลยรึเปล่าที่ซ้อนมอไซค์แล้วเวียนหัว ดูสิ ตั้งแต่ทางขึ้นมาไม่เห็นมีใครจอดรถอ้วกเลยสักคน” ศตายุพูดขำๆ เมื่อเห็นสีหน้าของเธอเริ่มดีขึ้น

“ลีไม่เห็นอะไรหรอกค่ะ ก็ลีหลับตามาตลอด”

แล้วศตายุก็ถึงบางอ้อ เขาขำพรวด มองหน้าอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจ “คราวหลังก็อย่าหลับตาเวลาขึ้นดอยนะ มันจะเวียนหัว”

“แต่ลีไม่กล้ามองข้างทางนี่” หญิงสาวหน้ามุ่ย พูดน่ะพูดได้ ก็คนมันสยองจะให้ทำยังไง!

“ก็ไม่ต้องมอง มองไปทางอื่น แต่แค่อย่าหลับตา”

“มันจะไม่เวียนหัวจริงๆ เหรอคะ”

“ก็ช่วยได้ ลองดูสิ” พูดพลางหันกลับไปควบมอเตอร์ไซค์ แล้วพยักหน้าให้เธอรีบกลับขึ้นมา มาลีรินทร์ถอนหายใจยาวๆ ไม่คิดว่าสิ่งที่เขาบอกจะช่วยได้

ทว่าคำแนะนำของศตายุนั้นก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว เพราะอาการเวียนหัวนั้นทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเลือกที่จะโฟกัสสายตาไปทางภูเขา แทนที่จะพะวงกับเหวด้านข้าง อันที่จริงหากตัดความน่ากลัวของถนนออกไป เส้นทางนี้นับว่ามีความสวยงามอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว สายตาเริ่มเพลิดเพลินไปกับสองข้างทางอีกครั้ง สลับกับภาพเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มซึ่งสะท้อนอยู่บนกระจก ได้รู้จักเขามาแค่ไม่กี่วัน แต่ทำไมกลับรู้สึกว่า วางใจเขายิ่งกว่าเพื่อนบางคนเสียอีก

พอมาสังเกตเช่นนี้ก็ทำให้รู้ว่า เขาก็หล่อไม่หยอก ไม่น่าจะแบกเป้มาเที่ยวคนเดียวโดยที่ไม่มีแฟนตามมาด้วย แต่ไม่แน่... บางทีเขาอาจจะเป็นผู้ชายรักสันโดษ หรือไม่ก็...

“พี่เก่งเป็นเกย์เหรอคะ” ถามไปอย่างที่ใจคิด คนถูกถามถึงกับตวัดสายตาไปมองกระจกเพื่อจ้องหน้าเธอให้ชัดๆ ความคิดหนึ่งที่ถูกเก็บไว้เกี่ยวกับศศิวิรัลและคุณัชญ์เรื่องของเกย์ก็ถูกแง้มออกมา

“พี่ดูเหมือนเกย์เหรอ?”

“ก็ไม่รู้สิคะ ลีว่าพี่เก่งหล่อออก น่าแปลก ทำไมมาเที่ยวคนเดียวได้”

“ผู้ชายเที่ยวคนเดียวไม่เห็นแปลก ผู้หญิงสิแปลก”

“แปลกตรงไหน ทีผู้ชายยังเที่ยวคนเดียวได้เลย”

“ผู้ชายไม่อันตรายเท่าผู้หญิง” เขาย้ำอีกครั้ง

“แต่ถ้าผู้ชายเจอผู้หญิงอันตราย ก็น่ากลัวอยู่นะคะ”

“ใช่ น่ากลัว”

สิ้นเสียงของศตายุ เธอก็รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงใคร

“ลีไม่ได้น่ากลัวสักหน่อย แค่มีคนคอยตามกลับบ้านเท่านั้นเอง”

“งั้นกลับเลยมั้ย? พี่จะได้เที่ยวตามแพลนที่วางไว้สักที”

“ถ้าลีกลับพี่เก่งก็เหงาแย่สิคะ ไม่มีใครมาคอยนั่งซ้อนท้ายตะลอนๆ ไปทั่วอย่างนี้นะ” มาลีรินทร์ยิ้มกว้าง มีเพื่อนร่วมเดินทางก็ดีไปอีกแบบ แม้ทีแรกเธอตั้งใจไว้ว่าจะออกเดินทางเองก็ตาม

“พี่ชอบความเงียบ แต่ไม่แน่ เพชรก็สวยไม่หยอกเหมือนกัน หลังๆ มานี่ชอบเข้าไปเช็กราคาเพชรด้วยสิ กะว่าจะปล่อยสักสามแสน เผื่อมีเงินไปเที่ยวต่างประเทศอย่างเขาบ้าง”

“อย่าแกล้งลีสิคะพี่เก่ง” เธอใช้กำปั้นทุบไปบนไหล่หนาเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ รู้ดีว่า ศตายุไม่ทางทำอย่างที่พูดแน่ แต่ก็นั่นแหละ เงินไม่เข้าใครออกใคร เธอต้องคอยระแวดระวังเอาไว้ไม่ให้ห่างหูห่างตา

 

 

ดอกสีชมพูของต้นพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งไปทั้งสองข้างทาง นักท่องเที่ยวค่อนข้างจะบางตากว่าที่คาดไว้ อาจเพราะเขาเลือกมาช่วงหลังจากหยุดยาว ลมหนาวพัดโชยเข้ามาพร้อมกลีบดอกซากุระเมืองไทยให้ลอยละล่อง ความงามของธรรมชาติไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบได้ ศตายุยิ้มอย่างดีใจที่ได้เห็นดอกไม้เลื่องลือแห่งเมืองเหนือ นับว่าเขายังโชคดีอยู่มากที่มันยังบานอยู่ เพราะธรรมดาพญาเสือโคร่งจะบานช่วงปลายเดือนธันวาคมจึงถึงเดือนมกราคม แต่ปีนี้บานช้ากว่าทุกปี จึงยังหลงเหลือมาถึงเดือนกุมภาพันธ์

“เราจอดรถถ่ายรูปกันตรงนี้ก่อนได้มั้ยคะ” มาลีรินทร์เอ่ยอย่างตื่นเต้น เธอเพิ่งเคยเห็นซากุระเมืองไทยเช่นกัน แล้วรถมอเตอร์ไซค์ก็ค่อยๆ ชะลอตัวลง จอดเทียบไว้กับของนักท่องเที่ยวคนอื่นที่จอดเรียงรายกันก่อนแล้ว

“มาไม่เสียเที่ยวจริงๆ” ศตายุมองไปรอบบริเวณอย่างถูกใจ ร่างสูงหยัดกายขึ้นจากเบาะ บิดขี้เกียจสองสามทีแล้วหยิบกล้องขึ้นมาจากกระเป๋า แต่ช้ากว่าหญิงสาวที่เดินนำหน้าไปก่อน คล้ายกับถูกความงามของธรรมชาติดูดกลืนเข้าไป

“พี่เก่งเร็วๆ สิคะ” เธอหันมาบอกพร้อมรอยยิ้ม

ศตายุรีบสาวเท้าไปยังร่างระหงของเธอซึ่งกลืนไปกับผู้คน ท่ามกลางดอกพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งเต็มข้างถนน กล้องในมือถูกยกขึ้นเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ ลืมไปชั่วขณะว่า กำลังถูกตามล่าจนเกือบเอาตัวไม่รอด เพราะไม่อาจปฏิเสธความงามของธรรมชาติได้

มาลีรินทร์ปล่อยให้หนุ่มหล่อได้เก็บภาพไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะกวน รู้ดีว่า ช่วงนี้เวลาคงเป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูป ส่วนตัวเองก็เดินทอดน่องชมความงามของซากุระเมืองไทยไปเรื่อยๆ โชคดีของเธอที่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง นึกว่าจะไม่มีโอกาสได้มาเสียแล้ว

หญิงสาวยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ไม่ได้จะเอาไปอวดใคร เพราะบอกใครไม่ได้เรื่องที่เธออยู่ที่นี่กับผู้ชายแปลกหน้า หากมีใครสักคนรู้มีหวังได้บ้านแตกไม่เผาผีกันแน่ๆ ภาพทุกภาพจึงเป็นเพียงไดอารีของเธอแต่เพียงคนเดียว

ผู้คนมากมายถ่ายรูปกันอย่างมีความสุข มีทั้งคู่รักที่มาด้วยกัน เพื่อนๆ ยกแก๊ง และครอบครัวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก มาลีรินทร์ไม่อาจละสายตาจากภาพครอบครัวอบอุ่นได้เลย ตั้งแต่จำความได้เธอไม่เคยมีพ่อ ตอนเด็กๆ ก็ได้แต่สงสัยอยู่ในใจว่า พ่ออยู่ไหน และเรื่องที่ตลกร้ายที่สุดคือ เธอหลงคิดไปว่า คนขับรถคือพ่อของเธอเอง กระทั่งแม่ต้องรีบแก้ไขความเข้าใจของคุณครูเสียใหม่ ไม่อย่างนั้นบรรดาคุณครูและผู้ปกครองคงจะแอบนินทาแม่ได้ว่า คว้าคนขับรถมาทำสามี

แต่คนที่กำลังจ้องมองภาพครอบครัวหนึ่งอยู่ไม่ห่าง ไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังกลายเป็นเป้าการถ่ายรูปให้อีกหนึ่งคนอยู่ ศตายุชอบสีหน้าและแววตาของหญิงสาวในตอนนี้ มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูด ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความเหงาและเปล่าเปลี่ยว หากเธอไม่ได้อกหักมา ก็อาจจะอิจฉาครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้

“แอบถ่ายลีเหรอคะพี่เก่ง” มาลีรินทร์ที่รู้สึกตัวว่ามีคนจ้องมองอยู่ หันมาถามพร้อมรอยยิ้มสดใส แววตาที่เห็นเมื่อสักครู่ถูกกลบด้วยสีหน้าแช่มชื่น

“เปล่า เห็นยืนเหม่อ เลยลองจ้องดูว่าจะรู้ตัวรึเปล่า” เขาบอกปัด แล้วเดินเข้าไปหา

“ลีไม่ได้เหม่อสักหน่อย แค่คิดอะไรเพลินๆ”

“อยากมีลูกเหรอ เห็นจ้องเด็กตาไม่กะพริบ”

“หาพ่อยังไม่ได้ นี่พี่เก่งจะให้ลีข้ามไปมีลูกแล้วเหรอคะ หรือพี่เก่งก็อยากมี ดีเลยค่ะ งั้นเราก็คงมีอุดมการณ์เดียวกัน” มาลีรินทร์ยิ้มแฉ่ง แต่กลับถูกอีกฝ่ายเขกหัวให้เบาๆ

“น้อยๆ หน่อย เป็นผู้หญิงอะไร ดูพูดจาเข้า”

“ก็พี่เก่งถามลีเองนี่” หญิงสาวลูบหัวตัวเองป้อยๆ แค่แหย่นิดเดียว ทำเป็นดุกลบเกลื่อน “สรุปแล้วพี่เก่งอยากมีลูกจริงๆ มั้ยคะ?”

“อยาก”

“อยากมี?”

“อยากเขกหัวคน!” ได้ยินอย่างนั้น เธอก็รีบวิ่งแจ้น เสียงหัวเราะดังก้องไปทั้งบริเวณ

 

 

การไม่ได้เตรียมตัวเรื่องที่พักก็ทำเอาสองหนุ่มสาวต้องกุมขมับ หลังจากตัดสินใจกันแล้วว่าจะนอนค้างกันที่ขุนช่างเคี่ยน เพราะยังถือว่าอยู่ในช่วงพีคของหน้าหนาว จึงไม่แปลกที่จะได้รับคำตอบว่า บ้านพักบนสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยนเต็มหมดแล้ว ศตายุและมาลีรินทร์เลยต้องวัดดวงโดยการขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับลงมายังจุดกางเต็นท์ของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวดอยสุเทพ-ปุย เพราะไม่สามารถกลับลงไปยังโรงแรมในวันนี้ได้ เนื่องจากใกล้ค่ำและเกรงว่าจะถูกดักจับตัวไปเสียก่อน

ทันทีที่มาถึงยังหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศตายุก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เมื่อเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์อยู่มีปริมาณไม่มาก น่าจะยังพอมีเต็นท์เหลือให้พวกเขาได้พักผ่อนในคืนนี้บ้าง

“เต็นท์ละสองร้อยยี่สิบห้าบาทค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวยิ้มให้นักท่องเที่ยวชายหญิงที่เดินทำหน้าตื่นๆ เข้ามาถามเต็นท์ว่างในคืนนี้

“เต็นท์เดี่ยวไม่มีเหรอครับ?” ศตายุขมวดคิ้ว เพราะตามที่เขาหาข้อมูลนั้น จะมีเต็นท์เล็กไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกขนาดหนึ่ง

“ไม่มีค่ะ มีขนาดเดียว นอนได้สามคน” เธอย้ำอีกครั้ง

มาลีรินทร์เหลือบมองหน้าของศตายุอย่างหนักใจ แม้เธอจะเริ่มไว้ใจเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนอนร่วมเต็นท์เดียวกันได้

“งั้นขอเช่าอีกเต็นท์นึงค่ะ” เธอตัดสินใจพูดออกไป

“ได้ค่ะ เป็นสองเต็นท์นะคะ” แม้จะรู้สึกแปลกใจว่า เหตุใดชายหญิงคู่นี้ถึงแยกกันนอนคนละเต็นท์ แต่พนักงานสาวก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรต่อ หันไปตะโกนบอกเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง ก่อนจะหันมาแจ้งยอดอีกครั้ง

“เป็นสี่ร้อยห้าสิบบาทค่ะ”

“ผมจ่ายเอง” ศตายุรีบยื่นเงินไปให้ เขาพอใจที่เธอเลือกจะเช่าอีกเต็นท์หนึ่งเช่นกัน

“พี่เก่งออกให้ลีใช่มั้ยคะ” หญิงสาวยิ้มแฉ่ง ดีใจที่ไม่ต้องควักกระเป๋า เงินก็ยังไม่ได้เพิ่ม อย่าเพิ่งมีรายจ่ายงอกจะดีกว่า

“บวกเพิ่มไปในยอด” เขาบอกเสียงเรียบ

“โธ่ นึกว่าจะใจดีเลี้ยงลี”

“นี่ยังไม่ใจดีอีกเหรอ?”

“ใจดีที่สุดแล้วค้า...” มาลีรินทร์ลากเสียงยาว เพราะถ้าไม่ได้เขา เธอก็คงไม่มีโอกาสมาไกลขนาดนี้แน่

“นี่เต็นท์ค่ะ” เสียงของพนักงานสาวเรียกให้คนทั้งคู่หันไปมอง ศตายุและมาลีรินทร์รับเต็นท์มาไว้กับตัวคนละหลัง ก่อนชายหนุ่มจะคิดอะไรขึ้นมาได้

“แล้วไม่มีผ้าห่มให้เหรอครับ?”

“เราไม่มีผ้าห่มบริการค่ะ มีแต่ถุงนอน”

“เฮ้อ ค่อยโล่งอกหน่อย งั้นผมขอเช่าถุงนอนสักสี่ถุง คืนนี้อากาศคงหนาว”

พนักงานสาวยิ้มปูเลี่ยน ก่อนจะเลียบๆ เคียงๆ เอ่ยออกมา “เราเหลือถุงนอนกับหมอนแค่ชุดเดียวเท่านั้นเองค่ะ”

“คุณว่าอะไรนะคะ?” มาลีรินทร์ถามซ้ำ ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

“เราเพิ่งเปลี่ยนของใหม่ มันเลยไม่พอกับนักท่องเที่ยว ขอโทษจริงๆ ค่ะ ถ้าไง คุณสองคนใช้เต็นท์เดียว แล้วกอดกันแทนก็ได้นะคะ อุ่นดีออก” พนักงานสาวอมยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าอิหลักอิเหลื่อของชายหนุ่มและหญิงสาว

“เหรอคะ” มาลีรินทร์ขำไม่ออก หันไปมองศตายุอย่างขอความช่วยเหลือ เขาเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร แต่พอเห็นหน้าซีดๆ ของอีกฝ่ายมันก็อดแหย่ไม่ได้จริงๆ

“ไงล่ะ คืนนี้คงได้พ่อของลูกสมใจอยากแล้วละมั้ง!



++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มีภาพสวยๆ ของขุนช่างเคี่ยนมาฝากค่ะ ไม่ได้ถ่ายเองนะ หาเอาในเนต เผื่อมีใครอยากไป ส่วนใครไปมาแล้วขอเสียงหน่อยค่ะ เล่าความประทับใจนิดนึง คนเขียนเองก็เคยไปสมัยที่ถนนยังไม่ดีเลยค่ะ ขับรถขึ้นไปกะเพื่อน พอไปถึงน้ำตาไหลเลย ดอกพญาเสือโคร่งร่วงหมดแล้ว  ไปช้า! 555555555555











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #26 พี่สุ...จ้า (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 21:33
    รออยู่นะคะ
    #26
    1
    • #26-1 ดารานิล(จากตอนที่ 8)
      25 สิงหาคม 2559 / 08:56
      เดี๋ยวกลับมาค่ะพี่ เคลียร์เรื่องเก่าแป๊บนุง แหะๆๆๆ
      #26-1
  2. #23 พี่สุ...จ้า (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 14:07
    คิดภาพตามคำแนะนำของพนักงาน เต็นท์ 2 หลัง ถุงนอนและหมอน 1 ชุด นอนกอดกันยังไงน้า ยังไม่เห็นภาพ รอตอนต่อไปนะคะ
    #23
    1
    • #23-1 ดารานิล(จากตอนที่ 8)
      18 พฤษภาคม 2559 / 14:20
      อุ้ย เขียนตก เดี๋ยวไปแก้ให้ก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ 5555
      #23-1