พันดารา

ตอนที่ 7 : ๖. ปัญหาหน้าประตู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 พ.ค. 59

ปัญหาหน้าประตู

 

ใช่...เขามีแอปพลิเคชั่น

หลังจากที่ทิ้งเธอให้ยืนทำหน้าม่อยอยู่เพียงลำพัง สมองส่วนดีก็ทำงานหนัก คิดใคร่ครวญอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจจอดรถแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูแอปพลิเคชั่นที่เธอลงเอาไว้ให้ ในที่สุดก็ทนกับความรู้สึกแย่ไม่ไหว ตัดสินใจขี่รถไปตามพิกัดนั้นทันที

ทางฝ่ายที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีคนกลับมารับ ก็กำลังโบกรถแดงไปยังร้านกาแฟตามพิกัดที่ได้มาด้วยความหวัง เธอเพิ่งรู้เหมือนกันว่า เงินสำคัญแค่ไหนเมื่อไม่มีจะใช้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีวันไหนขัดสนเรื่องเงินทองมาก่อน คงเหมือนคำที่หลายๆ คนเคยบอกไว้ว่า พอจะรู้ว่าอะไรสำคัญ ก็ตอนที่ไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว

ทันทีที่แจ้งจุดหมายปลายทางเป็นร้านกาแฟมีชื่อในจังหวัดเชียงใหม่ให้คนขับรถแดงไปเรียบร้อย หญิงสาวก็กระโดดผลุงขึ้นไปนั่งบนเบาะด้านหลัง มีผู้โดยสารนั่งอยู่ก่อนสองสามคน ท่าทางจะเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน แถมยังเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับของไทยจริงๆ

แม้จะเป็นตอนเที่ยง แต่อากาศก็ไม่ได้ร้อนนัก กลับรู้สึกเย็นสบายเสียอีก อาจจะเป็นเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จึงทำให้อากาศค่อนข้างดี ภาพผู้คนสองข้างทางดึงความสนใจคนที่เพิ่งเคยมาเที่ยวให้มองอย่างไม่อาจละสายตาได้ เธอชอบความเป็นอยู่ของเมืองนี้ อากาศดี ไม่เร่งรีบจนเกินพอดี ไม่ใหญ่เหมือนกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เล็กมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

แต่สิ่งที่เธอตั้งใจมายังเชียงใหม่นี้ไม่ใช่แค่การมาใช้ชีวิตสโลวไลฟต์ในตัวเมือง แต่เป้าหมายของเธออยู่ห่างออกไปร้อยกว่ากิโลฯ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เธอขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็คเกอร์เสียก่อน ก่อนที่อาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลยตลอดชีวิต

ไม่นานนักรถแดงก็พามาลีรินทร์มาถึงร้านที่นัดกันไว้ เธอเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง อดหวั่นใจไม่ได้ว่า อาจจะเจอเข้ากับธนเดชที่นั่งรออยู่ แต่พอกวาดตามองลูกค้าที่ค่อนข้างหนาตาด้านใน ก็โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง ท่าทางจะเป็นนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า เธอจึงเดินไปสั่งกาแฟ แล้วหาที่เหมาะๆ นั่งรอเงินซึ่งกำลังเดินทางมา เพราะเธอมาก่อนเวลานัดเกือบครึ่งชั่วโมง

 

 

จุดสีแดงที่อยู่บนมือถือบอกว่าเธออยู่ที่นี่...

ศตายุอ่านชื่อร้านกาแฟอีกครั้งด้วยสีหน้าแปลกๆ ไม่คิดว่าหลังจากที่ถูกเขาทิ้งไว้เพียงลำพัง เธอยังจะมีแก่ใจมานั่งจิบกาแฟเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร แต่บางอย่างก็สะกิดความคิดเขาเสียก่อน บางทีเธออาจจะมานั่งรอเงินเพื่อจะนำมาใช้หนี้เขาก็เป็นได้

อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเสมอไป จนกว่าจะรู้ความจริง

แต่ก่อนที่เขาจะก้าวขายาวๆ ลงจากรถมอเตอร์ไซค์ที่ควบอยู่ สายตาก็เหลือบไปเห็นรถกระบะคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่หน้าร้าน ในรถผ่านกระจกใส เขาเห็นชายฉกรรจ์สามคนกำลังจ้องมองเข้าไปด้านในเหมือนคอยสังเกตอะไรบางอย่าง แล้วเหตุการณ์หนีตายเมื่อสักครู่ก็ย้อนกลับมาให้คิดอีกครั้ง หรือคนพวกนี้จะเป็นพวกเดียวกันกับที่ตามล่ามาลีอยู่?

ศตายุค่อนข้างแน่ใจ เพราะคนบนรถพากันนั่งนิ่งไม่ไหวติงไปไหน สายตาจับจ้องอยู่เพียงแค่ร้านกาแฟเบื้องหน้า พอรู้ดังนั้นก็รีบเดินอ้อมไปหลังร้าน เพื่อเตือนคนไม่ระวังตัวให้รู้ถึงภัยที่กำลังใกล้เข้ามา

“มานั่งทำอะไรตรงนี้คนเดียว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้น เรียกให้คนที่กำลังจมอยู่กับความคิดตัวเองหันขวับอย่างตกใจ

“พี่เก่ง มาได้ยังไงคะ!” มาลีรินทร์สะดุ้งเล็กน้อย รู้สึกดีใจ เมื่อเห็นร่างสูงคุ้นตายืนอยู่ข้างๆ ไม่คิดว่าเขาจะย้อนกลับมาหา

“อย่าลืมสิว่า พี่ก็มีแอปฯ” เขาพูดจริงจัง แล้วเข้าเรื่องทันที “มีคนคอยอยู่นอกร้านแน่ะ”

“อ้าว มาแล้วเหรอคะ เร็วกว่าที่นัดไว้ซะอีก”

“นัดอะไร?”

“ก็นัดรับเงิน” เธอเอียงคอ เริ่มเข้าใจว่า เขาคงไม่ได้พูดถึงลูกน้องของปาริดา “แล้วพี่เก่งหมายถึงใครคะ ที่บอกมาคอยอยู่ข้างนอก?”

“น่าจะเป็นพวกเดียวกับที่ตามเราเมื่อกี้แหละ”

“ตายแล้ว!” หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก คิดว่าหนีพ้นแล้วเสียอีก

“รีบออกไปกับพี่เดี๋ยวนี้เลย”

“แต่ลียังไม่ได้เงินเลยนะคะ” เธอหันซ้ายหันขวา เผื่อคนของปาริดาจะมาถึงพอดี

“รอไม่ได้แล้วลี เดี๋ยวก็โดนจับพอดี ที่พี่ย้อนกลับมา ไม่ได้อยากมาโดนจับด้วยหรอกนะ” ศตายุคว้าข้อแขนของอีกฝ่ายขึ้นมา

“แต่...”

“ไม่มีแต่แล้ว ไปก่อน เรื่องเงินเดี๋ยวค่อยนัดมาเอาใหม่ก็ได้ ไม่หายไปไหนหรอก”

ได้ยินดังนั้น มาลีรินทร์ก็ลุกขึ้นทันที หากเจ้าหนี้พูดมาเสียขนาดนี้ เงินสองหมื่นที่ยืมมาค่อยคืนวันหลังก็แล้วกัน!

แล้วทั้งคู่ก็เดินออกไปทางหลังร้าน พยายามทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจนัก ก่อนจะตรงไปยังมอเตอร์ไซค์ของชายหนุ่มที่จอดหลบมุมอยู่

“พี่เก่งกลับมาเพราะเป็นห่วงลีเหรอคะ” เธอถามพร้อมรอยยิ้ม ขณะพาดขาขึ้นนั่งบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์จนกลายเป็นที่ประจำไปเสียแล้ว

“ที่กลับมาเพราะไม่อยากถูกหาว่าเอาเพชรหนีหรอก อย่าสำคัญตัวผิด”

“แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่ไม่ทิ้งลี” เธอพูดพลาง เกี่ยวเสื้อของคนตัวโตข้างหน้าเอาไว้อย่างเคย ศตายุก้มลงมองมือของสาวน้อยด้านหลัง แอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ในที่สุด เรื่องก็กลับเข้าสู่อีหรอบเดิมจนได้

ความใจอ่อนเป็นหนทางสู่มรณะจริงๆ

“เอาเป็นว่าวันนี้ เราหนีไปดอยสุเทพก่อนแล้วกัน คิดว่าพวกนั้นคงตามไม่ถูกหรอก เพราะยังไงก็ยังกลับโรงแรมไม่ได้” เขาพูดขึ้น ขณะขี่รถพาเธออ้อมออกมาอีกเส้นทางหนึ่งเพื่อหลบเรดาร์ของแก๊งตามล่าที่จอดรถรออยู่หน้าร้าน ซึ่งมั่นใจได้ว่า พวกนั้นคงจะไปดักรอพวกเขาอยู่ที่โรงแรมแล้วแน่นอน

“ลีอยากไปเหมือนกันค่ะ” เพราะป้าที่เจอบนรถทัวร์เคยบอกไว้ว่า หากมาเชียงใหม่แล้วไม่ได้ไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ ก็เหมือนมาไม่ถึง ซึ่งเธอก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไป หากไม่เกิดเรื่องราวขึ้นเสียก่อน ป่านนี้เธอคงตะลอนไปไกลกว่านี้แล้ว

“พอลงมาจากดอยสุเทพค่อยคิดกันอีกทีนึงแล้วกันว่า จะหาทางเข้าโรงแรมยังไง” เขาพูดอย่างปลงตก ความรู้สึกเหมือนลงเรือลำเดียวกับเธอโดยไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด

“ค่ะ” มาลีรินทร์เองก็หนักใจไม่แพ้กัน เงินก็ไม่ได้ แถมยังต้องมาหนีหัวซุกหัวซุน ภาพชีวิตดีๆ ที่ฝันไว้พังทลายไปตั้งแต่รู้ว่ากระเป๋าเงินถูกฉก และถูกตามล่าราวกับเป็นอาชญากรข้ามชาติ แต่ก็ช่างเถอะ อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตน่าเบื่อของเธอมีสีสันขึ้นอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

สนุกดีเหมือนกัน

 

 

เสียงระฆังหง่างเหง่งดังแว่วขึ้นเมื่อประตูลิฟต์ขนส่งผู้คนเปิดออก การขึ้นมาสักการะพระธาตุดอยสุเทพนั้นสะดวกสบายขึ้นไม่ต้องเดินเท้าเหมือนอย่างสมัยก่อน เมื่อความสะดวกมารอถึงหน้าบันได นักท่องเที่ยวก็เยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว ศตายุและมาลีรินทร์จำต้องเบียดเสียดกับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก ขณะเดินออกมาพร้อมกัน

“นี่เรามาเที่ยววัดไทยอยู่ใช่มั้ยคะ” มาลีรินทร์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะทั้งลิฟต์มีเพียงแค่เธอและศตายุเท่านั้นที่เป็นคนไทย นอกนั้นก็เป็นนักท่องเที่ยวจีนเสียส่วนใหญ่

“พี่ก็งงอยู่เหมือนกัน” ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบบริเวณ แม้จะรู้ว่า คนจีนนิยมมาเที่ยวเมืองไทยแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า จะมีปริมาณเยอะขนาดนี้

“คราวนี้ลีเชื่อพี่โน้ต อุดมแล้วค่ะ ที่พูดถึงทัวร์จีน” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ กวาดตามองบรรยากาศโดยรอบอีกครั้ง เห็นพระธาตุสีทองอยู่ไม่ไกล มันตั้งอยู่ในเขตวิหารของวัดที่สร้างล้อมรอบเอาไว้ ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกนิดหน่อย

“หวังว่าเราจะไม่เจออย่างนั้นก็แล้วกัน” เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะบุ้ยปากให้เธอเดินนำหน้าเข้าไปในวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นวัดที่ชาวเชียงใหม่ให้ความสำคัญมาก ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของจังหวัด เชื่อว่า หากใครได้มากราบไหว้จะสมหวัง แคล้วคลาด และผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้

มาลีรินทร์เงี่ยหูฟังจากไกด์คนหนึ่ง ซึ่งกำลังบรรยายเป็นภาษาจีน เธอถูกบังคับให้เรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เด็กๆ จนสามารถสื่อสารและเขียนได้อย่างไม่มีที่ติ แต่พอโตขึ้น กลับไม่ได้ใช้อย่างที่เคยถูกบังคับให้เรียน ทว่าอย่างน้อยมันก็ทำให้เธอมีความรู้ติดตัว ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว

“อะ เอาไปไหว้พระธาตุก่อน” ศตายุที่ปลีกตัวไปบูชาดอกไม้ธูปเทียน ยื่นชุดดอกไม้ให้เธอชุดหนึ่ง มาลีรินทร์เอ่ยขอบคุณแล้วรับมา ทั้งสองถอดรองเท้าแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังวิหารที่สร้างไว้ด้านบน พอก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปก็พบกับพระธาตุสีทองเหลืองอร่ามเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า กลิ่นธูปลอยอบอวลไปทั้งบริเวณ ให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด แม้จะอยู่ท่ามกลางนักท่องเที่ยวมากมาย

หนุ่มสาวเดินเวียนเทียนวนรอบพระธาตุสามรอบ ทุกรอบนั้นก็ต่างระลึกถึงคุณของรัตนตรัยสามประการ ก่อนจะจบลงด้วยการมาหยุดอยู่ที่แท่นบูชาพระธาตุ เมื่อครบรอบที่สามแล้ว

จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งอยู่ด้านหน้าแท่นบูชา แล้วกล่าวคำบูชาพร้อมกัน มีแวบหนึ่งที่หญิงสาวหันไปมองคนข้างกาย ขณะเขาหลับตาเพื่อขอพร ก่อนจะหันกลับไปมองพระธาตุดังเก่า รู้สึกขอบคุณที่เขาไม่ทิ้งเธอไปจริงๆ

“พี่เก่งขออะไรคะ?” เธอเอ่ยถาม หลังปักธูปลงในกระถางเป็นสิ่งสุดท้าย

“ขอให้ไม่เจอเรื่องยุ่งๆ อีก” เขาตอบหน้าตาย

“นึกว่าจะขอให้ได้เงินคืน” เธอยิ้มขำ มองหน้าอีกฝ่ายที่เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ จึงเอ่ยถามออกไปอีก “พี่เก่งมีอะไรรึเปล่าคะ?”

“พี่ถามจริงๆ นะลี” เขาทำหน้าจริงจัง “เขาตามล่าลีเพราะแค่ไม่ยอมมอบเพชรมรดกจริงเหรอ?”

ได้ยินอย่างนั้น หญิงสาวก็เงียบไป เงยหน้ามองพระธาตุตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนจะได้ยินเสียงเขาดังขึ้นอีกครั้ง

“อยู่ในวัดพูดโกหกตกนรกนะพี่จะบอกให้”

“คือ...” มาลีรินทร์อ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกไป “ลีขโมยเพชรมาเองค่ะ”

“ว่าแล้วไง” ศตายุยกมือขึ้นตบหน้าผากเบาๆ ไม่คิดว่าเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ “แล้วอย่างนี้พี่ไม่ซวยไปด้วยเหรอ”

“เขาไม่แจ้งความหรอกค่ะ เพราะเพชรที่ลีขโมยมา เป็นเพชรของยายที่แม่กำลังจะเอาไปให้น้าเพื่อตัดปัญหาเรื่องที่ดิน น้าอ้างว่าเพชรเม็ดนี้ยายตั้งใจจะให้หลังยายเสีย แต่ยายเป็นคนเอาให้ลีเองกับมือ แล้วบอกว่าให้รักษาดีๆ ลีรู้ค่ะว่า ยายหมายถึงอะไร เพราะน้าลีทำธุรกิจล้มบ่อย ถ้าเอาเพชรให้น้าไป รับรองว่า เราคงไม่มีทางเอาคืนมาได้แน่นอน”

“นี่แค่ขโมยเพชร ถึงกับต้องใช้คนตามมากมายขนาดนี้เลยเหรอ?” เขายังสงสัยไม่เลิก นี่มันพล็อตละครชัดๆ

“ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเพชรอย่างเดียวหรอกค่ะ” เธอทำเสียงอ่อย “เพราะเรื่องที่ดินที่ลีบอกว่า แม่มีปัญหากับน้า มันเป็นที่ดินของลีเอง คือที่ดินผืนนี้ ยายยกให้ลีเป็นมรดก แต่มันเป็นที่ดินที่น้าควรจะได้ก่อนลีเกิด น้าไม่พอใจมาก เลยไปฟ้องศาลว่า ยายเขียนพินัยกรรมตอนไม่มีสติสัมปชัญญะ น้าตั้งใจจะทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะค่ะ แม่เห็นว่าเรื่องราวชักจะใหญ่โต เลยบังคับให้ลีเอาเพชรเม็ดนี้ให้น้าไป แต่ลีไม่ยอม เลยหนีมา น้าก็เลยส่งคนมาตามล่าลีเพื่อเอาเพชร เพราะน้าติดหนี้เจ้าหนี้รายใหญ่ไว้ เขาหวังว่าจะเอาเพชรไปขัด ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเก็บน่ะค่ะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วไม่มีใครช่วยอะไรน้าแล้วรึไง ถึงได้ส่งคนมาตามเอาเพชรที่หลานขนาดนี้”

“แม่ก็ทำอะไรไม่ได้ค่ะ น้าขู่เอาไว้หมด ลีก็เลยต้องหนีมาอย่างที่เห็น” เธอทำหน้าเศร้า นึกขออโหสิกรรมพระธาตุอยู่ในใจ ไม่ได้ตั้งใจจะโกหกเลยสักนิด เพราะหากเขารู้ความจริง เธอคงจะถูกส่งตัวกลับบ้านด้วยน้ำมือของเขาแน่

“พี่ไม่เชื่อหรอกนะว่า เรื่องราวมันจะอลวนถึงขนาดนี้ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าลีลำบากใจที่จะบอกเหตุผลจริงๆ พี่ก็คงว่าอะไรไม่ได้ เพราะถึงรู้ความจริงไป ยังไงตอนนี้พี่ก็ถูกพวกมันเหมารวมว่าเป็นพวกเดียวกับลีไปแล้ว” พูดแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกหนึ่ง

“ลีไม่ได้ตั้งใจให้พี่เก่งมาโดนหมายหัวด้วยเลย” เธอพูดเสียงอ่อย หันไปยกมือไหว้คนที่อยู่ข้างตัวอย่างสำนึกผิด “ขอโทษนะคะพี่เก่ง อย่าโกรธลีเลยนะ”

เห็นดังนั้นคนที่อยากจะโกรธก็โกรธไม่ลง ถอนหายใจออกมาอีกเฮือก ก่อนจะบอกออกไปว่า “ช่างเหอะ” แล้วหยัดกายขึ้นยืน

มาลีรินทร์อมยิ้ม ยันกายลุกตาม ปล่อยให้เขาได้ถ่ายภาพพระธาตุจนหนำใจ ก่อนจะพากันเดินลงไปรอบๆ วัดเพื่อชมความงามของศิลปะเมืองเชียงใหม่ ระฆังหลายสิบลูกตั้งเรียงรายอยู่รอบบริเวณ ส่งเสียงก้องกังวานยามมีคนไปเคาะเพื่อสิริมงคล

ด้านหลังเป็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ พอมองจากยอดดอยอะไรๆ ด้านล่างก็ดูเล็กไปหมด อดคิดไม่ได้ว่า มนุษย์ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของโลก สิ่งที่พยายามแย่งชิงกันเป็นเพียงมายาคติ หากดับสูญไป ก็เหลือทิ้งไว้เพียงชื่อ และจะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา แม้จะคิดได้ดังนี้ แต่กิเลสในหัวใจก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว อย่างน้อย เธอก็ยังไม่อยากยกเพชรให้ใคร เพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจเธอเหลือเกิน

ศตายุเก็บภาพวิวทิวทัศน์เอาไว้ ตั้งใจเก็บประสบการณ์ไว้เผื่อมีโอกาสอาจจะเขียนหนังสือสักเล่ม บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผ่านภาพถ่ายและตัวอักษร บันทึกเอาไว้เป็นความทรงจำ เผื่อวันใดวันหนึ่งเปิดมันขึ้นมา ภาพเหล่านี้ก็จะทำให้ระลึกถึงช่วงเวลาดังกล่าวได้

ทว่าเสียงหัวเราะของคนข้างกายก็ดังขึ้นมาทำลายสมาธิของเขาเสียก่อน ศตายุหันไปมองคนที่รีบกลั้นหัวเราะเอาไว้ แล้วทำหน้าเรียบๆ อย่างสงสัย

“ขำอะไร?”

“เปล่าค่ะ” แต่น้ำเสียงยังติดขำๆ อยู่

“เปล่า แล้วหัวเราะอะไร?”

เธอเหลือบไปมองหน้าเขาแวบหนึ่ง ขำอีกทีสองที ใบหน้าขาวผ่องแดงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเล่าให้ฟัง “เห็นคนจีนที่เพิ่งเดินผ่านเราไปมั้ยคะ”

“เห็น แล้วไง?” ศตายุขมวดคิ้ว มองไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวสาวๆ ชาวจีนสามสี่คนที่เดินคุยกันอยู่อีกด้านหนึ่ง

“เขาบอกว่าพี่เก่งหล่อดี หุ่นก็ดี แต่เสียที...”

“เสียทีอะไร?”

“เสียทีลืมรูดซิป”

“เฮ้ย!” พูดแล้วก้มลงมองซิปกางเกงตัวเอง จึงได้เห็นว่า มันเลื่อนลงอย่างที่เธอบอกจริงๆ ก่อนจะรีบหันไปทางอื่นแล้วดึงขึ้นด้วยความอาย

“เดี๋ยวลียืนบังให้นะคะ” มาลีรินทร์เปลี่ยนเป็นหันหลังแล้วเบี่ยงตัวมาบังร่างใหญ่ไว้ ก่อนจะโดนมะเหงกเข้าที่กลางศีรษะเบาๆ

“โอ๊ย พี่เก่งเขกหัวลีทำไมกัน” เธอหันมาแหว ยกมือขึ้นกุมศีรษะตัวเองเอาไว้

“พี่ไม่ได้มายืนฉี่ จะบังทำไมล่ะ” เขาทำเสียงดุ แค่ลืมรูดซิปก็อายจะแย่อยู่แล้ว นี่เธอยังทำเหมือนเขามายืนฉี่กลางวัดอีก

มันน่านัก...

“ก็นึกว่าอาย ไม่กล้ารูปซิปขึ้น”

“เป็นผู้หญิงยิงเรือ ดูพูดจาเข้า”

“แค่ลืมรูดซิปเอง ไม่ต้องอายหรอกค่ะพี่เก่ง ใครๆ ก็เคยลืม” พูดเสร็จก็ยิ้มแฉ่ง ไม่ได้เกิดกับตัวเองนี่ เลยไม่รู้สึกอาย

“เดี๋ยวก็โดนเขกหัวอีกรอบหรอก” เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “แล้วนี่ฟังภาษาจีนออกด้วยเหรอ”

“ออกค้า โดนบังคับเรียนมาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกแม่นึกว่า จะได้ใช้ลูกเวลาติดต่องาน แต่ที่ไหนได้ จ้างล่ามถูกใจกว่า เพราะลูกแอบเปลี่ยนสัญญาไปก็หลายหน” พูดจบก็หัวเราะร่วน แต่แล้วเสียงหัวเราะก็ค่อยๆ เงียบหาย เมื่อมีบางอย่างสะกิดใจขึ้นมา

ศตายุเห็นดังนั้นก็พอจะเดาออก เธอคงมีอะไรบางอย่างในใจ ไม่อย่างนั้นคงไม่หนีมาเที่ยวพร้อมเพชรราคาเหยียบห้าแสนคนเดียวเช่นนี้แน่ จึงเลิกที่จะซักไซ้ แล้วชวนกันกลับ เพราะคืนนี้ยังต้องหาวิธีเข้าโรงแรมโดยสวัสดิภาพอยู่

ทั้งคู่เดินมารอคิวขึ้นลิฟต์ในขาลง ไม่นานนักก็ได้เดินเบียดเข้าไปกับนักท่องเที่ยวเหมือนเช่นขามา บรรยากาศภายในลิฟต์ขาลงนั้นเงียบเชียบ แตกต่างจากขาขึ้น อาจจะเพราะทุกคนต่างได้ยลโฉมพระธาตุเก่าแก่จนอิ่มใจแล้ว หรืออาจจะเป็นในลิฟต์ใสนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่เลย แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร มันกลับสร้างความอึดอัดให้มาลีรินทร์อย่างประหลาด สายตาจ้องไปยังรางด้านหน้าที่มีลิฟต์อีกตัวกำลังสวนกันขึ้นมาอย่างใจจดใจจ่อ อยากจะเร่งความเร็วให้มันถึงพื้นไวๆ

แต่ในขณะที่ลิฟต์สวนกันนั้น สายตาก็สอดประสานกับใครคนหนึ่งพร้อมลูกน้องอีกสองคนซึ่งโดยสารลิฟต์ที่กำลังถูกลำเลียงขึ้นอย่างพอดิบพอดี มาลีรินทร์อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาที่นี่เวลานี้ และในจังหวะที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนตัวห่างออกจากกัน เธอเห็นปากเขาพูดคำว่า อยู่นี่ไง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เพียงเท่านั้นเธอก็รีบหันไปมองหนุ่มร่างสูงอีกคนที่ยืนทำหน้าเครียดไม่แพ้กัน รู้ได้ทันทีว่า ความซวยคงกรูกันมารอที่หน้าประตูหลังลิฟต์แตะพื้นแน่!



+++++++++++++++++++++++++++

วัดพระธาตุดอยสุเทพ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #22 พี่สุ...จ้า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 11:56
    พี่เก่งพลาดจากช้างน้ำมาเจอหนูมาลี ก็ตื่นเต้นไปอีกแบบ นี่แหละชีวิต ^__^ รอลุ้นอยู่ค่ะ ว่าใครรออยู่ที่ลิฟต์ด้านล่าง
    #22
    1
    • #22-1 ดารานิล(จากตอนที่ 7)
      17 พฤษภาคม 2559 / 21:00
      เจอยามค่ะ 5555
      #22-1