หนี้ร้ายพ่ายรัก /ชุด หัวใจมาเฟีย [โลแกน-ชญานิน / NC 20+]

ตอนที่ 2 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,785
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    10 พ.ค. 62





บทนำ



     บ้านสวน, อัมพวา
     เสียงกุกกักดังขึ้นกลางดึกทำให้ชญานินสะดุ้งตื่น เธอตัดสินใจเปิดไฟแค่ห้องนอนเพราะห้องของเธออยู่ติดกับโถงห้องนั่งเล่นทำให้ไฟสามารถส่องสว่างถึงแม้จะเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม แต่เธอก็สามารถเห็นความเคลื่อนไหวและของภายในโถงห้องนั่งเล่น เธอค่อยๆ เปิดประตูห้องอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อเธอเปิดประตูกว้างขึ้นก็พบร่างท้วมของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินออกจากห้องและเอ่ยเรียกชายร่างท้วม
     
     "พ่อค่ะ มาทำอะไรกลางดึกแบบนี้ค่ะ พ่อดื่มเหล้ามาอีกแล้วเหรอ" ชญานินเอ่ยพลางขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นสุราจากชายร่างท้วมที่เธอเอ่ยเรียกว่า 'พ่อ' เธอชินแล้วกับการเห็นชายร่างท้วมกลับมาพร้อมกลิ่นสุรา แต่เธอก็ไม่เคยชินกับการที่พ่อส่งเสียงดังกลางดึก แม้พักหลังจากบ่อยขึ้นก็ตาม 
     บ้านของเธอเป็นบ้านสวนอยู่ริมแม่น้ำ ห่างจากถนนใหญ่ไม่มากแต่ก็ไม่มีเพื่อนบ้าน หากเกิดอะไรขึ้นก็มีใครรู้ รอบตัวบ้านก็มีสวนผลไม้เล็กๆ ที่แม่เป็นคนทำไว้ตั้งแต่เธอจำความได้และหลังจากสูญเสียแม่ไปจากโรคร้ายเธอก็คอยดูแลสวนหลังกลับจากงานร้านกาแฟและช่วงวันหยุดเพียงคนเดียว เพราะเธอไม่มีเงินมากมายที่จะจ้างคนมาดูแล
     "มีเงินหรือเปล่า พ่อต้องการเงินสักห้าหมื่น" ธนัทพงษ์เอ่ยขึ้นพลางรื้อค้นลิ้นชักไปทั่วโถงห้องนั่งเล่น ชญานินมองตามร่างท้วมที่เดินไปทั่วก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป
     "หนูไม่มีเงินแล้วค่ะ เมื่อวานพ่อก็มาเอาไปแล้วสามหมื่น เงินก้อนสุดท้ายที่หนูมี กว่าจะได้เงินเดือนจากร้านกาแฟก็สิ้นเดือนค่ะพ่อ"
     "แกต้องมี! ถ้าแกไม่มีให้ฉันพวกเจ้าหนี้ก็จะมาฆ่าพวกเราและยืดบ้าน แกต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือไง!" ธนัทพงษ์เดินมาตะคอกใส่ชญานินก่อนจะเดินชนไหล่หญิงสาวเข้าห้องนอนของเธอเพื่อรื้อค้นหาเงินต่อโดยไม่ฟังคำพูดของเธอที่เริ่มสั่นเครือพลางน้ำตาเอ่อคลอหันไปมองผู้เป็นพ่อ 
     ธนัทพงษ์ ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเธอ เขาคือพ่อเลี้ยง หลังจากพ่อแท้ๆ ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แม่ของเธอก็แต่งงานใหม่เพื่อที่จะได้สบายและมีชีวิตครอบครัวที่มั่นคงดีกว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดียว แม้จะมีสวนแต่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่จนบางครั้งก็ขายผลไม้ไม่ได้ต้องนำไปแจกให้กับคนในตลาด ในช่วงแรกแม่และพ่อเลี้ยงของเธอทั้งขยันและช่วยกันทำงานจนมีเงินพอใช้แต่ก็ไม่ขาดแคลน แต่ทว่า พ่อเลี้ยงของเธอเริ่มติดการพนันและเปลี่ยนไปในช่วงที่เธอขึ้นมัธยมปลาย นับแต่นั้นมาเธอต้องดิ้นรนทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด แม่ของเธอก็เริ่มป่วยเพราะทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้สูญเสียแม่ไป เงินทำศพของแม่ก็ถูกพ่อเลี้ยงนำไปเขาบ่อนจนหมด เธอจึงต้องออกค่าทำศพเองทั้งหมด ในช่วงนั้นเธอทั้งเหนื่อยและท้อแต่เพราะแม่ของเธอเคยสอนไว้ว่า


     ...ถ้าล้มต้องรีบลุก ถ้ามัวแต่เจ็บมัวแต่ท้อ เราก็ไม่มีทางไปถึงฝันและทำสำเร็จ...

     เพราะคำสอนของแม่ทำให้เธอฮึดสู้และขยันให้มากขึ้นจนผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้จนเธอเรียนจบ แต่เพราะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้เธอหางานยากโดยเฉพาะกับสายที่เธอเรียนมา เธอไม่เคยได้งานประจำนอกจากทำงานรายวันและทำงานหลายงานเพื่อที่จะได้หาเงินมาหมุนเวียนทันใช้ แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่เยอะแต่เพราะพ่อเลี้ยงของเธอเข้าบ่อนบ่อยมากกว่ากลับบ้าน ทำให้ค่าใช้จ่ายหนักไปทางนี้เสียมากกว่า
     เธอนึกถึงคำสอนของแม่ก่อนจะยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาและหันกลับไปยังธนัทพงษ์พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้พ่อของเธอเข้าใจในสิ่งที่พูดออกไป
     "ไม่มีค่ะ ไม่มีสักบาทเลยค่ะพ่อ พ่อกลับไปผ่อนผันได้ไหมคะ แล้วหนูจะเร่งทำงานหาเงินมาให้ค่ะ"
     "ก็ได้ แกต้องรีบหาเงินมาให้ฉันให้ทันสิ้นเดือนหน้าก็แล้วกัน!" ธนัทพงษ์เอ่ยเสียงห้วนก่อนจะเดินกลับออกจากห้องของชญานินตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปนอนที่ห้องของตัวเอง
     ชญานินมองตามร่างท้วมของพ่อเลี้ยงจนลับตาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพลางเสยผมยาวสลวยของตัวเองให้พ้นใบหน้าที่ตกลงมาปรกหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจและควบคุมไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมากับสิ่งที่เธอเจอเป็นประจำ แต่ไม่เคยคุ้นชินเลยสักครั้ง

...
     ห้าเดือนต่อมา
     ชญานินยังคงทำงานหาเงินอยู่เช่นเดิม แม้ห้าเดือนก่อนเธอจะเร่งทำงานหาเงินจนครบจำนวนที่พ่อของเธอต้องการ หลังจากได้เงินแล้ว ธนัทพงษ์ก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลยสามเดือนจนกระทั่งช่วงเช้าพ่อของเธอติดต่อกลับมาว่าจะกลับบ้าน แต่เธอกลับรู้สึกแปลกๆ กับน้ำเสียงที่ดูร้อนรนและเหมือนกับกำลังกลัวใครมาเห็นเพราะจากการรีบร้อนคุยให้เธอรู้เพียงว่าจะกลับเท่านั้นและตัดสายทันที
     หลังจากเลิกงานที่ร้านกาแฟเธอก็ตรงไปยังตลาดเพื่อซื้อกับข้าวกลับบ้านมาทานกับธนัทพงษ์หลังจากที่ไม่ได้ทานข้าวพร้อมหน้ามาหลายเดือน แม้จะรู้สึกว่าธนัทพงษ์จะกลับบ้านระยะสั้นแต่เธอก็อยากทานข้าวกับพ่อ หลังจากซื้อจบครบท้องฟ้าก็มืด เธอจึงรีบกลับบ้านทันทีเพื่อไม่ให้พ่อของเธอรอนานและเธอไม่อยากกลับบ้านดึกไปมากกว่านี้
     "กลับมาแล้วค่ะพ่อ" ชญานินเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังไม่ทันเข้าบ้าน พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยที่เห็นบ้านยังมืดอยู่แต่กลับมีร้องท้าของธนัทพงษ์ และก่อนหน้าที่เธอจะเลิกงานธนัทพงษ์ก็ส่งข้อความมาบอกว่าถึงบ้านแล้ว แต่ทำไมถึงไม่ยอมเปิดไฟ ชญานินไม่ได้คิดอะไรมาก เธอถอดรองเท้าและเดินเข้าบ้านก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดไฟที่อยู่ไม่ห่างจากประตูทางเข้าบ้าน และเมื่อไฟสว่างขึ้นเธอก็พบธนัทพงษ์นั่งกุมศีรษะอยู่ที่เก้าอี้หวายยาวสีขาวหน้าทีวี หากเธอไม่ได้เห็นรอยเลือดที่ติดมือของธนัทพงษ์ก็คงไม่ตกใจและไม่คิดอะไรมาก เธอยืนตัวสั่นมองไปยังธนัทพงษ์พลางเอ่ยถามเสียงสั่น
     "พ่อค่ะ เป็นอะไร...หรือเปล่าคะ"
     "แกมาแล้วเหรอ แกมีเงินให้พ่อมั้ย พ่อจะไปต่างจังหวัดกับเพื่อน เพื่อนมันหางานมาให้พ่อทำ แต่พ่อไม่มีเงินติดตัวเลย" ธนัทพงษ์ที่ได้สติหลังจากได้ยินเสียงของชญานินอีกครั้ง ธนัทพงษ์ผละมือออกจากศีรษะพลางหันไปมองชญานินที่ยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู
     "จริงเหรอคะ พ่อจะไปทำงานเหรอคะ แล้ว...แล้วที่มือพ่อ" ชญานินเอ่ยถามออกไปด้วยความสับสน เธอไม่รู้ว่าควรจะถามหรือพูดเรื่องไหนก่อนพลางก้าวเดินเข้าไปใกล้ธนัทพงษ์และวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะก่อนจะคุกเข่ากับพื้นด้านหน้าธนัทพงษ์
     "พ่อแค่ขับรถชนหมานะ พ่ออุ้มมันไปไว้ข้างทาง แกมีเงินให้พ่อมั้ย"
     "งั้นเหรอคะ ตอนนี้หนูมีแค่หมื่นห้าเองค่ะ" ชญานินเอ่ยไปทั้งที่ในใจกลับรู้สึกว่าธนัทพงษ์กำลังโกหก แต่เธอก็ไม่ได้สอบถามอะไรไปมากกว่านั้นและเอ่ยตอบออกไป
     "มันไม่พอ...จริงสิ!" ธนัทพงษ์เงียบลงก่อนจะพูดขึ้นใหม่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะลุกเดินไปยังลิ้นชักข้างโต๊ะวางทีวี ธนัทพงษ์หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินออกมา ทำให้ชญานินรีบลุกขึ้นไปดึงกล่องแว่นออกจากมือธนัทพงษ์ทันที
     "ไม่ได้นะคะ แหวนแต่งงานของพ่อกับแม่หนู" ชญานินรีบเอ่ยออกไปด้วยความตกใจและกลัวว่าชายหนุ่มจะเอาไปขาย เธอจึงกำกล่องแหวนไว้ในมือแน่น แต่แรงของเธอไม่อาจสู่แรงของธนัทพงษ์ได้ ธนัทพงษ์ออกแรงดึงและกระชากกล่องแหวนจากมือของเธอพลางผลักเธอจนล้มลงศีรษะกระแทกขอบโต๊ะวางทีวี เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจนรู้สึกได้มีเลือดอุ่นๆ ไหลลงมาที่หน้าผาก
     "พ่อกับแม่แกตายไปนานแล้ว! มีแค่ฉันที่เลี้ยงแกมาจนโตป่านนี้แล้ว แกควรจะตอบแทนบุญคุณฉัน! แหวนแต่งงานคู่นี้คงขายแล้วได้เยอะอยู่ ฉันขอก็แล้วกัน" ธนัทพงษ์พูดพลางมองกล่องแหวนด้วยรอยยิ้มพอใจก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าของชญานินขึ้นมาและหยิบเงินในกระเป๋าของเธอไปจนหมดก่อนจะหันกลับไปยิ้มขอบใจชญานินโดยไม่สนใจว่าเธอเจ็บกับการกระทำของเขามากแค่ไหนและเดินออกจากบ้านไป
     "พ่อค่ะ! อย่าเอาไปนะคะ หนูขอร้อง! พ่อค่ะ พ่อ!" ชญานินตะโกนเรียกพลางลุกขึ้นวิ่งไปยังหน้าบ้านทันทีทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธอไม่สนใจว่าเลือดจะไหลจนเปรอะเปื้อนใบหน้า สิ่งเดียวที่เธอสนใจในตอนนี้คือแหวนแต่งงานของพ่อกับแม่เธอที่ทิ้งไว้เป็นของแทนใจให้เธอมีกำลังใจชิ้นสุดท้าย สิ่งเดียวที่มีค่าและเป็นแรงบันดาลใจให้เธอดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แต่ตอนนี้ถูกพ่อเลี้ยงที่เธอมองว่าเป็นเหมือนพ่อแท้ๆ คนหนึ่งที่เลี้ยงดูเธอมาจนโต
     ชญานินเร่งฝีเท้าวิ่งตามรถกระบะที่ขับออกไปโดยไม่สนว่าเธอกำลังวิ่งเท้าเปล่าบนทางที่เต็มไปด้วยหินและเศษไม้ยามค่ำคืนที่มองไม่เป็นอะไรตามข้าง เธอวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อตามธนัทพงษ์ แต่ทว่า ความมืดก็ทำให้เธอมองไม่เห็นทางและคาบน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ตลอดเวลาที่วิ่งตามรถของธนัทพงษ์ก็ยิ่งทำให้เธอลำบากในการมองเห็น เธอวิ่งไปสะดุดหินจนล้มลงหัวเข่ากระแทก ชญานินมองรถกระบะที่ขับออกไปจนลับตาทั้งน้ำตาที่ไหลมาผสมกับเลือดอาบแก้มขวาของเธอ
     "พ่อ พ่อค่ะ อึก ฮือ อย่าเอาไป อึก แม่จ๋า หนูขอโทษ ฮือ แม่จ๋า หนูคิดถึงพ่อกับแม่ หนูเหนื่อยเหลือเกิน ฮือ" ชญานินสะอึกสะอื้นทั้งน้ำตา เอ่ยเรียกเสียงแผ่วพลางนึกถึงพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธอ ภาพความทรงจำสมัยเด็กที่แสนอบอุ่นและมีความสุขมากกว่าตอนนี้ที่ไม่มีเศษเสี้ยวของความสุขหลงเหลืออยู่ เมื่อความสุขสุดท้ายของเธอถูกพ่อเลี้ยงเอาไปจากเธอเสียแล้ว และไม่มีวันที่จะได้กลับคืนมา













B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #19 honey_51 (@namphung2548) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 22:17
    สงสารเลย
    #19
    0