คัดลอกลิงก์เเล้ว

วัดในสายหมอก

โดย Poony

เรื่องเล่าจากนักศึกษาแลกเปลี่ยนคนหนึ่ง ที่บังเอิญถูกพาเข้าไปในวัดลึกลับท่ามกลางสายหมอก โดยหญิงสาวแปลกหน้าในชุดกิโมโนได้มารับเขาเข้าไปในวัด ที่ภายในนั้นมีสวนปริศนาซ่อนอยู่...

ยอดวิวรวม

18

ยอดวิวเดือนนี้

4

ยอดวิวรวม


18

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 ส.ค. 63 / 16:54 น.
นิยาย Ѵ͡

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
วัดในสายหมอก เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่ Poony เขียน โดยหยิบมาจากรวมเรื่องสั้นของ Poony เองที่ชื่อว่า
"Poony's Short Stories : Track A" ตัดแบ่งเฉพาะเรื่องนี้มาลงในเด็กดีแห่งนี้

โดยซีรีส์รวมเรื่องสั้นที่ว่านี้ มีที่มาจากที่ผู้เขียนได้ขอความร่วมมือจากผู้อ่านที่ติดตามในเพจ
Poony - Writer ให้ร่วมกันเสนอธีมเรื่องอะไรก็ได้มาให้ Poony เขียน คนละหนึ่งธีม แต่รับไม่เกิน สิบธีม
โดยเรื่องสุดท้ายจะเมดเล่ย์รวมธีมทั้งสิบมาเขียนไว้ในเรื่องสั้นเรื่องเดียว

เช่นหัวข้อนี้ที่เสนอมาโดย So Pear ว่าอยากให้ Poony ได้ลองเขียนธีม "สวนญี่ปุ่น" ดู

ด้วยความที่ผู้เขียนเองก็จบสาขาภาษาญี่ปุ่นมา (แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้กระดิก...) ก็เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รวบรวมข้อมูลที่เคยเรียน ๆ มา และข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อมานำเสนอเป็นผลงานเรื่องนี้ดังที่เห็น


เนื้อเรื่องนั้นเป็นการเล่าเรื่องของพระเอกในเรื่องที่ไม่มีชื่อ เขาเป็นนักศึกษาชาวไทยที่มีโอกาสได้มาศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาหนึ่งปี

และก็เหมือนนักศึกษาทั่ว ๆ ไปที่พอได้มาถึงต่างแดนแล้ว ก็ย่อมอยากท่องเที่ยวเป็นธรรมดา

หากแต่การปั่นจักรยานเที่ยวของเขากลับทำให้เขาต้องพบเจอกับฝนตกหนัก และสายหมอกอันหนาทึบ
รู้ตัวอีกที เขาก็ถูกหญิงสาวในชุดกิโมโนสีขาวพาเข้าไปในวัดบนเขาเสียแล้ว ด้วยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

ภายในวัดแห่งนี้จะเป็นอย่างไร มีอะไรรอคอยเขาอยู่ในนั้น ก็ต้องติดตามกันต่อไปค่ะ...


ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้ จะเป็นที่ถูกใจของนักอ่านที่เข้ามาอ่านกัน ไม่มากก็น้อย

หากมีข้อผิดพลาด คำติชม ก็สามารถบอกกันได้นะคะ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงต่อในอนาคต

ส่วนใครที่อยากส่งธีมเรื่องสั้น (รับอีก 2 ธีม) มาให้เราลองเขียน ก็สามารถเข้าไปบอกกันได้ในเพจ
Poony - Writer บนเฟสบุ๊ก ได้เลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

Poony

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 ส.ค. 63 / 16:54


เสนอธีมเรื่องโดย So Pear

เขียนโดย Poony

 

สิ่งที่เราเห็น อาจไม่ได้เป็นเช่นที่เราคิด...

ประโยคสุดอมตะที่เรามักจะได้ยินกันมาเนิ่นนาน นานขนาดที่ว่าคงไม่มีคนรู้แล้วว่าใครเป็นคนค้นคิดประโยคนี้ตั้งแต่ต้น รู้แต่เพียงว่ามันเป็นประโยคที่ฟังดูเป็นปรัชญาอันน่าเลื่อมใสศรัทธาเสียเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามแต่ ประโยคนี้เห็นจะเป็นสัจธรรมของโลกนี้ไม่ผิดแน่ เพราะอย่างเมื่อเช้าของวันนั้นที่ท้องฟ้าสว่างสดใสและพยากรณ์อากาศก็ยืนยันเช่นนั้น แต่พอบ่ายคล้อยเข้าบ่ายสอง ผมกลับกำลังปั่นจักรยานฝ่าสายฝนในย่านชานเมืองของโตเกียวเสียได้

“โธ่เว้ย...” ผมกัดฟันกรอดด้วยความหนาวสั่นสะท้านถึงขั้วหัวใจ มือทั้งสองที่จับแฮนด์เปียกชุ่มน้ำฝน เย็นเฉียบเสียจนไร้ความรู้สึกไปแล้ว การจะประคองทรงตัวเองบนยานพาหานะเหล็กนี่ช่างยากลำบากเหลือเกินในสภาพอากาศที่ทารุณเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทัศนวิสัยเลย ฝนห่าใหญ่ที่เรียกว่า 大雨 (โออาเมะ) นี่ มันทำให้ผมอยากจะร้องตะโกนว่า 

‘โอ้! อาเมะ’ ออกมาดัง ๆ เสียเหลือเกิน แต่ขณะนั้นฟันของผมก็กำลังกระทบสบกันอย่างรุนแรงด้วยความหนาวสั่นอย่างไม่อาจควบคุมขากรรไกรของตัวเองได้

ผมแทบจะลืมตามองถนนสีเทาตรงหน้าให้เต็มตาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ น้ำฝนสาดซัดเข้าหน้าเข้าปากของผม จนผมต้องกลืนน้ำฝนเข้าไปอยู่หลายอึกเลยทีเดียว สภาพของผมไม่ต่างอะไรกับคนกำลังอาบน้ำดี ๆ นี่เอง ติดเสียแต่ว่าเป็นการอาบน้ำพร้อมกับจักรยานนี่แหละ

ถ้าจะพูดไปแล้ว ผมก็เหมือนคนตาบอดขี่จักรยานดี ๆ นี่แหละ มองถนนหนทางไม่รู้เรื่อง ป้ายเป้ยอะไรไม่ต้องพูดถึง โดนฝนบ้านี่กลบจนหายไปหมด ผมเห็นแต่เพียงเส้นทางสีเทาเลือนรางที่ชวนให้รู้สึกขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก นอกจากฝนที่ตกมืดฟ้ามัวดินนี่แล้ว ยังมีหมอกขาวประหลาดที่ปกคลุมไปตลอดเส้นทางที่ผมปั่นจักรยานลุยฝนอยู่นี่อีกด้วย...

อาจเพราะความร้อนจัดของถนนที่ปะทะเข้ากับความเย็นจัดของสายฝนก็เป็นได้ จึงทำให้เกิดไอหมอกที่หนาทึบเช่นนี้ และไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เจ้าหมอกควันนี่ทำให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรก็ไม่รู้ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด...

นี่ถ้ารู้ว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจขนาดนี้ ผมคงไม่ออกมาตระเวนถ่ายรูปให้เสี่ยงกล้องพังแบบนี้หรอกนะ

ตัวผมเป็นนักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยในไทยกับมหาวิทยาลัยที่นี่ ผมอาศัยอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ที่อยู่ชานเมืองของโตเกียวมาได้ราวครึ่งเดือนแล้ว วุ่นวายกับการทำเรื่องย้ายเข้ามาอยู่ เดินเรื่องโทรศัพท์มือถือ เปิดบัญชีธนาคาร เปิดบริการอินเทอร์เน็ต รับมอบของมรดกจากรุ่นพี่ที่เคยอยู่ก่อนหน้าตั้งแต่หม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ ตู้เย็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมบัติชิ้นสำคัญซึ่งก็คือจักรยานคันนี้ ที่ผมต้องเสียเวลาไปทำเรื่องเปลี่ยนเจ้าของอยู่นานสองนาน ไม่อย่างนั้นถ้าโดนตรวจว่าชื่อเจ้าของจักรยานที่ลงทะเบียนไว้ไม่ตรงกับชื่อคนขี่ ผมอาจโดนตำรวจเชิญไปกินทงคัทสึในสถานีตำรวจเอาได้ (ถึงจะได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือถึงความอร่อยมาเยอะก็เหอะ แต่ผมก็ไม่อยากไปเสียเวลาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง)

พอได้จักรยานคันนี้มาเป็นของผมโดยสมบูรณ์พร้อมทางกฎหมายแล้ว หลังจากที่ศึกษาเส้นทางมาพอประมาณ ผมก็ตัดสินใจว่าจะซิ่งไปที่ภูเขาทาคาโอะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อไม่ใกล้ไม่ไกลจากย่านนี้เสียให้เป็นบุญตา แล้วก็ตั้งใจว่าจะมาเก็บภาพถ่ายสวย ๆ ให้หนำใจไปเลย 

แต่เออ... ผมมันคนซวยไง อยู่มาตั้งนานไม่มีฝนแม้แต่หยดเดียว มันต้องมาตกเอาวันที่ผมอยากจะมาเที่ยวถ่ายรูปนี่แหละนะ เฮ้อชีวิต...

“นี่เราอยู่ตรงไหนแล้ววะเนี่ย” ผมพึมพำในลำคอด้วยเสียงที่สั่นจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง ใจหนึ่งก็อยากจะบีบมือเบรกพร้อมเหยียดเท้าออกจากบันไดจักรยานเพื่อเหยียบกับพื้นแล้วหยุดพัก แต่อีกใจก็รู้สึกว่าไม่ควรจะหยุดอยู่กลางถนนบนเขาเอาดื้อ ๆ แบบนี้ 

ว่าแต่นี่ผมอยู่บนเขาลูกไหนกันแน่นะ ผมชักจะงงเส้นทางไปหมดแล้วสิ ตอนนี้ผมเลยได้แต่ปั่นลงเขาไปเรื่อย ๆ ในใจก็หวาดเสียวไปต่าง ๆ นานาด้วยเริ่มรู้สึกเสียการควบคุมจักรยานไปทุกขณะ ล้อหน้าของผมส่ายไปซ้ายทีขวาทีราวกับถูกผีสิง และจังหวะนั้นเอง จักรยานของผมก็ล้มฟาดไปทางขวาอย่างแรง ตัวของผมกระเด็นไปชนกับฟุตบาทริมถนน เข่ากระแทกอย่างแรงจนผมถึงกับสบถเรียกสัตว์ป่าออกมาหมดสวนสัตว์ 

นี่มันวันซวยเช็ดอะไรกันนักกันหนานะ...

ขณะที่ผมกำลังนอนโอดโอยท่ามกลางสายฝนอยู่นั้นเอง ก็มีเสียง ต๊อก ต๊อก... ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาจากที่ไหนสักแห่ง เสียงเหมือนกับคนใส่รองเท้าเกี๊ยะหรือเกตะ กำลังเดินบนพื้นหิน...

พื้นหินเหรอ? ผมพิศวงอยู่ไม่น้อย ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ถึงจะยังเจ็บเข่าอยู่ไม่น้อย แต่ผมก็ยังโซซัดโซเซลุกขึ้นมายืนขาเดียวได้อยู่ ผมหันมองไปทางขวามือของตนเอง แล้วก็ถึงได้เห็นว่าผมมาล้มฟาดอยู่หน้าบันไดหินที่ทอดยาวขึ้นไปบนภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก และดูเหมือนว่าเสียงรองเท้าเกตะนั่นจะดังสะท้อนลงมาจากทางบันไดในสายหมอกนั่น

“อาเระ... ไดโจวบุ? (เอ๊ะ... เป็นอะไรรึเปล่าคะ?)” เสียงทักถามอันอ่อนหวานเป็นภาษาญี่ปุ่นดังขึ้นมา ในจังหวะที่ผมได้เห็นปลายเท้าที่สวมถุงเท้าขาวพร้อมกับเกตะที่เร่งเดินจนผ่านพ้นลงมาจากหมอกที่หนาทึบนั่น

“ดะ ได โจวบุเดส... (มะ ไม่เป็นไรครับ...)” ผมตอบเสียงสั่นไปเพราะความหนาวเย็น ขณะนั้นสายตาของผมก็กำลังจับจ้องอยู่กับร่างแบบบางสูงโปร่งในชุดกิโมโนสีขาวสะอาดตา คาดด้วยโอบิสีแดง กำลังยืนถือร่มวากาซะสีขาวหรือร่มญี่ปุ่นพลางจ้องมองมาทางผมด้วยนัยน์ตาสีดำด้านราวถ่านหินที่อยากจะอ่านความนัยได้

ผมยอมรับเลยว่าเธอเป็นหญิงสาวที่สวยมาก ๆ คนหนึ่ง สวยเสียจนผมรู้สึกว่าการจะถอนสายตาไปจากเธอนั้นคงเป็นเรื่องยาก ด้วยผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากเป็นกระจับบางแต้มสีชาดอ่อน ๆ กรอบหน้าล้อมด้วยผมหน้าม้าและปอยผมด้านหน้าสองข้างที่ตัดสั้นอยู่ในระดับคาง ส่วนผมส่วนหลังของเธอนั้นถูกรวบไว้อย่างหลวม ๆ ยาวเลยเอวไปเล็กน้อย ด้วยดวงหน้าที่หมดจดเกลี้ยงเกลานั่น ผมเดาเอาเองว่าเธอคงมีอายุไม่น่าจะเกินสามสิบห้า (ผมเดาอายุของเธอไว้สูง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนญี่ปุ่นมักจะหน้าอ่อนกว่าวัยกันเยอะ) และเมื่อพิจารณาจากชายแขนเสื้อกิโมโนที่สั้นแนบติดลำแขนนั่นแล้ว ผมก็รู้ได้ในทันทีว่าเธอเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว

“โคโรบิมาชิตะเน่ (ล้มลงไปสินะคะ)” เสียงทักถามจากหญิงสาวนั้นดูใจเย็นมาก “อารุคิวะไดโจวบุ? (เดินได้หรือเปล่าคะ?)” 

“ฮะ... ไฮ... (คะ ครับ)” ไม่พูดเปล่า ผมพยายามก้าวเดินไปทางจักรยาน ทว่าความเจ็บแปลบปลาบก็แล่นขึ้นมาจนถึงใจจนผมต้องร้องจ๊ากออกมาอย่างลืมอาย

“ไทเฮนเดสเน่... (ลำบากแย่เลยนะคะเนี่ย)” เธอไม่พูดเปล่า หากแต่ขยับร่มเข้ามาหาผม โดยพยายามใช้แขนข้างหนึ่งช่วยประคองตัวผมเอาไว้ สัมผัสจากเธอช่างนิ่มนวลและอบอุ่น อีกทั้งกลิ่นหอมอ่อนจางของดอกไม้บนตัวเธอก็ยิ่งทำให้ผมใจสั่นกว่าเดิม ผมประหม่าเสียจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“ฮิซะงะ อิตะโซเน่ (ท่าทางจะเจ็บเข่าสินะคะ)” เธอทัก น้ำเสียงอันอ่อนหวานนั้น แสดงความเป็นห่วงอย่างไม่มีปิดบัง “ฮายาคุ อิชโชะนิ โอเทระ โนะ นาคะนิ ไฮตะโฮวงะอี้โยะ (รีบเข้าไปข้างในวัดด้วยกันจะดีกว่านะคะ)” เธอออกปากแนะนำ แล้วผมก็ได้แต่จำยอมปล่อยให้เธอประคองตัวผมพาขึ้นไปบนบันไดหินอย่างทุลักทุเล...

อันที่จริงผมก็กังวลอยู่ว่าปกติแล้วพวกบันไดทางเข้าวัดญี่ปุ่นจะต้องทอดยาวขึ้นไปหลายร้อยขั้น การเดินขึ้นไปในวัดตอนฝนตกแบบนี้ จึงดูจะเป็นเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้ทั้งผมและเธอร่วงตกลงมาคอหักตายได้ แค่ลำพังตัวเธอที่สวมเกตะเดินขึ้นลงบันไดหินหน้าวัดนี่ก็ถือว่าน่าหวาดเสียวพอดูอยู่แล้ว แต่นี่ยังต้องมาประคองคนขาเดี้ยงอย่างผมแบบนี้อีก ผมก็เลยไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดที่ดีไหม แถมเข่าที่เจ็บของผมตอนนี้ก็ไม่ควรจะพับ ๆ งอ ๆ ด้วยการขึ้นบันไดนับร้อย ๆ ขั้นแบบนี้เอาเสียเลย 

กะประเมินจากสายตาแล้ว บันไดหินของวัดแห่งนี้ก็ดูจะมีจำนวนขั้นเอาเรื่องอยู่ ระยะทางก็น่าจะเป็นร้อยเมตรเลยทีเดียวกว่าจะไปถึงหน้าลานวัด แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับรู้สึกว่าเพียงไม่ถึงครึ่งนาที หญิงสาวแปลกหน้าคนนี้กลับช่วยประคองพาผมจนขึ้นมาถึงบนเขาแล้ว...

ผมถูกพาตัวเข้าไปยังข้างในวัดที่ตัวเรือนทำจากไม้ที่ดูมีอายุไม่ใช่น้อย เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดยามที่พวกเราเดินเข้ามาข้างในห้องรับแขกที่ผนังห้องบุด้วยกระดาษสาสีขาวที่ดูออกเหลือง ๆ วัดแห่งนี้คงตั้งอยู่มานานแล้ว

หญิงสาวหายตัวไปจากห้องรับแขกอยู่ครู่ใหญ่ ผมจึงได้แต่นั่งรออยู่บนเสื่อทาทามิด้วยความกระสับกระส่าย ภายในห้องสลัวรางด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ตั้งอยู่ตามมุมห้อง ผมได้กลิ่นควันธูปจาง ๆ ลอยมาตามลม บางทีห้องสวดมนต์ภาวนาอาจจะอยู่ถัดไปไม่ใกล้ไม่ไกลนัก 

หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับที่นี่ ทำให้ผมสงสัยไปหมด บางทีอาจจะเป็นเพราะความเอื้ออารีของเธอที่มีต่อคนแปลกหน้าอย่างผมก็ด้วยประการหนึ่ง หรือจะเพราะว่าอยู่ ๆ ผมก็ถูกพาเข้ามานั่งอยู่ในวัดญี่ปุ่นแบบนี้ก็ประการหนึ่ง และที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือ... ดูเหมือนว่านอกจากเธอแล้ว วัดแห่งนี้ดูจะไม่มีใครอื่นอีกเลย

วัดที่นี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมาก เอาเข้าจริงวัดนี้ชื่อวัดอะไร นิกายอะไร ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไรนัก แต่พอเห็นรูปวาดของวิวทิวทัศน์อันเรียบง่ายบนฉากกั้นฟุซุมะ(ฉากที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่กั้นห้องก็ได้ กำแพงก็ได้ และประตูก็ได้)แล้ว ผมก็คิดว่าศิลปะวาบิซาบิแบบนี้ ก็คงไม่พ้นนิกายเซนละกระมัง

หญิงสาวคนนั้นปรากฏกายขึ้นอีกครั้งหลังฉากกั้นฟุซุมะตรงหน้าของผม เมื่อเธอเลื่อนฉากกั้นออก ผมจึงพบว่าห้องที่อยู่ตรงหน้า เป็นห้องที่เต็มไปด้วยพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์อยู่หลังฉากกั้นนั่น ดูเหมือนว่าควันธูปจะลอยมาจากกระถางธูปในห้องนั้นนั่นเอง

เธอถือถาดที่มีทั้งอุปกรณ์ปฐมพยาบาล และถ้วยน้ำชาถ้วยใหญ่สีเทาเรียบ ๆ แบบที่ใช้ในพิธีชงชา ควันสีขาวอ่อนจางลอยขึ้นมาให้เห็นจากถ้วยชานั้น ชวนให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาในทันทีทั้งที่ยังไม่ได้จิบมัน

“อาริงาโตโกไซมัส” ผมกล่าวขอบคุณ เมื่อเธอยื่นถ้วยชามาให้

ผมรับชาเขียวถ้วยนั้นมาดื่มด้วยความยินดี ชาสีเขียวเข้มสวยค่อย ๆ ไหลเข้ามาในปากพร้อมกับความอุ่นที่ซาบซ่านไปทั่วทั้งร่างของผม ผมตัวสั่นน้อย ๆ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาในพริบตา อาการที่เหมือนกับจะจับไข้นั้น ราวกับว่าจะหายไปในทันที

“ฮิซะโอะ มิเซเตะโมะอี้? (ขอดูหัวเข่าหน่อยได้ไหมคะ?)” เธอถามผม แรก ๆ ผมก็ยังงงๆ ทำตัวไม่ค่อยถูก แต่ไม่ช้าก็ยอมยื่นขาข้างที่เจ็บออกไปอย่างช้า ๆ ปากก็พึมพำบ่นเจ็บโอดโอยเป็นภาษาไทยไปพลาง ๆ 

“ไกโคคุจิน? (คนต่างชาติเหรอ?)” เธอเลิกคิ้วมองผมเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มน้อย ๆ ประดับอยู่ที่ริมฝีปากสีแดง “นิฮงโกะงะ โจวสุเดสเน่ (พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งนะคะเนี่ย)”

“อิเอะ อิเอะ... มาดะ มาดะเดส (ไม่หรอกครับ ไม่หรอกครับ... ยังไม่เท่าไหร่หรอกครับ)” ผมตอบไปอย่างถ่อมตัวตามตำราที่เรียนมา อันที่จริงถ้าอยู่กับคนไทย ผมก็คงรีบบอกขอบคุณไปแล้วล่ะ แต่สำหรับคนที่นี่ ขืนเรารีบตอบขอบคุณไป มันจะดูน่าเกลียดที่เรารีบยอมรับว่าตัวเองเก่ง... อันที่จริงก็เป็นวัฒนธรรมที่ผมรู้สึกว่ายุ่งยากอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็ฝึกมาจนชินเสียแล้ว 

ระหว่างที่ช่วยใส่ยาทำแผลบนเข่าที่ถลอกเอาเรื่องของผมนั้น หญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนนี้ก็แนะนำตัวว่าเธอชื่อ ชิงุเระ แต่ไม่ได้บอกนามสกุล ซึ่งผมถือว่าแปลกมาก ปกติตามธรรมเนียมญี่ปุ่นแล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน น่าจะต้องแนะนำตัวด้วยนามสกุลเป็นหลัก แต่นี่เธอกลับบอกชื่อแล้วไม่บอกนามสกุลเสียนี่ 

ตัวผมเองก็แนะนำชื่อเล่นของตัวเองไป พร้อมทั้งบอกเสริมไปว่าตัวเองเป็นนักศึกษาชาวไทย และขอโทษขอโพยล่วงหน้าหากว่าผมพูดภาษาญี่ปุ่นผิดแปลกไปบ้างในบางที แน่นอนว่าเธอไม่ถือสา แถมยังชมเปาะว่าผมพูดคล่องเลยทีเดียว

ชิงุเระมือเบามาก ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอทำแผลให้ผมเสร็จตอนไหนในระหว่างที่เราพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศกัน รู้ตัวอีกที ผมก็เห็นว่าขาของผมที่เธอบรรจงเลิกพับขากางเกงขึ้นมาให้นั้น ได้รับการพันแผลด้วยผ้าพันแผลจนกระชับกำลังดี กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังโชยลอยติดปลายจมูกของผมอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ฉุนเสียจนน่าหงุดหงิด น่าแปลกที่ตลอดเวลาที่เธอใช้ยาฆ่าเชื้อเช็ดล้างแผลให้ผม ผมกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บแสบใด ๆ เลยแม้สักนิด

เหตุการณ์หลังจากนั้นค่อนข้างแปลก... ทุกอย่างดูจาง ๆ เหมือนกับหมอกควัน ผมจำรายละเอียดได้เป็นบางเรื่องเท่านั้น ดังนั้นผมจึงจำไม่ได้ว่าเราสองคนจริง ๆ แล้วพูดจากันอย่างไรแน่ จำไม่ถนัดว่าตัวเองพูดผิดไวยากรณ์ไปกี่ครั้ง ใช้คำพูดผิด ๆ ถูก ๆ หรือใช้ศัพท์มั่วไปตอนไหนบ้าง แต่กระนั้นผมก็พอจะจำสาระคร่าว ๆ ได้อยู่บ้างว่าเราน่าจะพูดกันประมาณไหน

“พระรูปอื่น ๆ หายไปไหนกันหมดเหรอครับ?” ผมถามชิงุเระด้วยภาษาญี่ปุ่น ที่ผมถามเธอไปเช่นนั้นก็เพราะว่าตั้งแต่ที่นั่งอยู่ที่นี่มาตั้งนาน ผมก็ไม่ยักเห็นว่ามีพระสงฆ์หรือใครอื่นใดนอกจากเราสองคนอีกเลย

“ที่นี่มีพระแค่รูปเดียว คือสามีของดิฉันเองค่ะ” ชิงุเระว่า “ตอนนี้เขาไปทำธุระแดนไกล... ยังไม่กลับมาค่ะ”

“อ่อ... เหรอครับ” ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมรู้สึกงุนงงนิดหน่อยที่เธอบอกว่ามีพระเป็นสามี แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าพระญี่ปุ่นแต่งงานได้ ความสงสัยนั้นเลยคลายลงไปอย่างรวดเร็ว

พวกเรานั่งเงียบฟังเสียงฝนกันไปสักพัก ชิงุเระที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นก็ค่อย ๆ ยิ้มให้ผมน้อย ๆ จ้องมองผมด้วยดวงตาสีดำด้านราวกับถ่านหิน ดวงตาที่ผมไม่เคยลืม...

“เคยเห็นคาเรซันซุยมาก่อนไหมคะ?” เธอถามผมด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล ไม่รีบไม่ร้อน ผมฟังน้ำเสียงนั้นไปด้วยหัวที่เบาหวิว ล่องลอยอย่างบอกไม่ถูก ผมใช้เวลาอยู่นานกว่าจะประมวลได้ว่าคาเรซันซุยที่เธอพูดถึง ก็คือสวนแบบญี่ปุ่นนั่นเอง

“แค่ในรูปถ่ายเท่านั้นครับ” ผมตอบ

“คุณชอบถ่ายรูปสินะคะ” คำพูดของชิงุเระทำให้ผมที่กำลังเคลิ้ม ๆ ถึงกับเบิกตาโต จำได้ว่าผมถึงกับสะดุ้งเลยทีเดียว

“คุณทราบได้ยัง...” ถามไม่ทันจะเสร็จประโยคดี ชิงุเระก็ถือกล่องใส่กล้องถ่ายรูปของผมออกมา แล้วยื่นส่งให้ผม

เธอเอามันมาด้วยตั้งแต่เมื่อไรกัน? ตอนที่เดินขึ้นมาบนวัดก็ไม่เห็นว่าเธอจะหยิบอะไรติดมือมาเลย กระทั่งตอนถือถาดที่มีทั้งถ้วยน้ำชาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลนั่นก็ด้วย... สาบานได้เลยว่าตอนนั้นผมไม่เห็นแม้แต่เงาของกล้องถ่ายรูปของผมเลยด้วยซ้ำ... หรือผมจะเบลอกันนะ... ความทรงจำของผมในช่วงนั้น ช่างน่าสับสนเสียจริง 

“ขะ ขอบคุณครับ” ผมขอบคุณเธออีกครั้ง พร้อมกับรับเอากล้องมาถือ ผมจำได้ว่าตัวเองประหลาดใจมากกว่าดีใจที่เห็นว่ากล้องของผมอยู่ในสภาพดีเกินคาด เพราะตอนเปิดออกดูก็พบว่า กล้องนั้นแห้งสนิท ไม่มีน้ำเกาะแม้สักหยด อีกทั้งสภาพของมันก็ไม่มีรอยขีดข่วนใด ๆ เลยแม้แต่น้อย พอกดปุ่มเปิดเช็กดูก็ยิ่งแน่ใจว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีอะไรสึกหรอ

“ดีนะคะที่กล้องของคุณไม่เป็นอะไร” ชิงุเระกล่าว ดวงหน้าขาวราวหิมะของเธอ ผุดรอยยิ้มพราย รอยยิ้มปริศนาที่ยากจะบอกได้ว่าเป็นการยิ้มด้วยความยินดีหรือเป็นยิ้มด้วยความเยาะหยันกันแน่ แม้มานั่งนึกย้อนหลังถึงการได้พบกันคราวนั้นทีไร ผมก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเธอยิ้มด้วยความรู้สึกนึกคิดเช่นไรแน่

“นั่นสิครับ” ผมพยักหน้าหงึก ๆ “ถ้าจะมาพังทั้งที่ยังไม่ทันได้ถ่ายรูปสวย ๆ เลย ผมคงเซ็งแย่”

“ถ้าคุณไม่รังเกียจละก็...” ชิงุเระเอ่ยขึ้น ยิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย พร้อมกับดวงตาที่หรี่เล็กลงจนทำให้ดวงตาของเธอเหมือนกับกำลังคลี่ยิ้มเช่นเดียวกัน “ที่วัดแห่งนี้ก็มีบริเวณสวย ๆ อยู่หลายมุมเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะบริเวณคาเรซันซุยของที่นี่”

“โห! ดีเลยครับ” ผมดีใจมากที่ได้ยินอย่างนั้น และเกือบจะยันตัวลุกขึ้นมาอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าถูกชิงุเระกดไหล่ห้ามไว้เสียก่อน

“คุณควรจะพักสักหน่อยก่อนจะดีกว่านะคะ” ชิงุเระว่า แม้ริมฝีปากแดงจะยังประดับรอยยิ้มอยู่ก็ตาม หากแต่ดวงตาของเธอกลับดูเคร่งขรึมยิ่งกว่าเคย “ถ้าขาเริ่มหายระบมแล้วค่อยลุกขึ้นมาถ่ายรูปก็ได้ค่ะ... อีกอย่าง ฝนตก ๆ แบบนี้ ถ้าออกไปดูคาเรซันซุยตอนนี้ก็คงจะเละเทะไปหมด... ไว้ฝนหยุดตกแล้ว รอให้ดิฉันกวาดลานสวนให้เรียบร้อยแล้วคุณค่อยถ่ายก็ได้ค่ะ”

“โห... ต้องกวาดพื้นใหม่เลยเหรอครับ เกรงใจจังเลย” 

เมื่อมาลองนึกดู สวนคาเรซันซุยแบบที่ผมเคยรู้จักมานั้น เป็นสวนที่ประดับหินไว้เป็นปริศนาธรรมพร้อมกับพื้นกรวดหรือทรายที่จะต้องคอยกวาดให้เป็นรูปที่สวยงาม โดยมากแล้วมักนิยมกวาดเป็นทางยาวที่มีส่วนโค้งไปมาจนดูราวกับคลื่นระลอกของน้ำ หรืออาจจะเป็นลวดลายที่เป็นปริศนาให้จินตนาการไปต่าง ๆ นานา 

จะว่าไปผมก็ไม่เคยนึกมาก่อนเลยเหมือนกว่าถ้าฝนตกแล้ว สภาพของสวนที่ประดับพื้นทรายหรือเป็นหลักนั้นจะเละเทะหนักขนาดไหน พอคิดว่าคุณชิงุเระต้องมากวาดสวนเพื่อให้ผมได้ถ่ายรูปแล้ว ก็อดจะรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ 

“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ” ชิงุเระบอกกับผม “ถึงจะไม่มีใครมาที่วัดแห่งนี้เลยก็ตาม... ดิฉันก็ยังต้องทำหน้าที่คอยดูแลสภาพของคาเรซันซุยที่นี่ให้ดูดีอยู่ตลอดเวลาอยู่ดีนั่นแหละค่ะ”

“ลำบากแย่เลยนะครับ” ผมว่า “ให้ผมช่วยไหมครับ?”

“อย่าดีกว่าค่ะ” ชิงุเระปฏิเสธพร้อมทั้งหลับตาส่ายหน้าไปพลาง “คุณพักเอาแรงสักพักหนึ่ง รอจนกว่าดิฉันกวาดสวนเรียบร้อยแล้ว ถึงตอนนั้นคุณอยากจะเดินถ่ายรูปตรงไหนก็ตามสบายเลยค่ะ” 

“ครับ... ขอบคุณครับ” 

 ชิงุเระขอตัวไปทำธุระของเธอต่อ ปล่อยผมนั่งพักอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองนั่งฟังเสียงฝนที่ยังคงตกหนักอยู่นั่นนานแค่ไหน ทุกอย่างที่กำลังดำเนินผ่านไปช่างเชื่องช้าราวกับเวลาคือหอยทากคลานก็ไม่ปาน และด้วยทั้งความเย็นจากสายฝน ความเหนื่อยล้าจากการปั่นจักรยาน อีกทั้งบาดแผลที่ระบมนั่น ผมก็ผล็อยหลับไปในท่านั่งพิงผนังฟุซุมะไปทั้งอย่างนั้น...

รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงไม้กวาดของใครบางคน กำลังกวาดพื้นอยู่ข้างนอกประตูเลื่อนนั่น จังหวะเสียงกวาดดัง แซ่ก ๆ นั่น ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ดูเหมือนว่าฝนจะหยุดตกแล้ว และนั่นก็ทำให้ผมถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง แต่ก็รู้สึกสบายอกสบายใจได้ไม่นานหรอกนะ เพราะผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนั้นเองว่าเสียงกวาดนั่น น่าจะเป็นเสียงกวาดลานสวนโดยคุณชิงุเระนั่นเอง

คิดได้ดังนั้นผมจึงค่อย ๆ ยันตัวขึ้นมายืนด้วยยังระแวงกับอาการเจ็บปวดที่เข่าอยู่ แต่แล้วกลับกลายเป็นว่าเข่าของผมไม่ได้ปวดระบมอย่างที่คิด จะว่าเกือบจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยก็ยังได้ พอรู้สึกดีขึ้นเป็นกองแบบนั้น ผมเลยเร่งเดินไปทางประตูเลื่อนที่อยู่ทางซ้ายมือของตัวเองที่อยู่ตรงข้ามกับประตูเลื่อนที่คุณชิงุเระพาผมเข้ามาในตอนแรก ครั้นพอเปิดออกไปเท่านั้นแหละ ผมก็ถึงกับต้องปิดตาแทบไม่ทัน ด้วยคาดไม่ถึงว่าแสงสว่างนอกประตูเลื่อนนั่น จะเจิดจ้าถึงเพียงนี้

หลังประตูเลื่อนนั้น ปรากฏสวนสวยขนาดใหญ่ที่ถูกตีกรอบล้อมมด้วยระเบียงทางเดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำขึ้นจากไม้สีเข้มจนเกือบสีดำ หยดน้ำจากหลังคากระเบื้องสีคราวโดยรอบ ยังคงหยดลงมาเป็นระยะ ความงดงามของสวนคาเรซันซุยแห่งนี้ ยากเหลือเกินที่ผมจะถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดได้ทั้งหมด

ด้วยพื้นหินกรวดละเอียดสีขาวสะอาดตาที่กินพื้นที่กว้างใหญ่ อาจจะใหญ่โตขนาดที่ว่าคนราวหนึ่งร้อยคนสามารถมานอนเล่นกันได้อย่างสบาย ๆ หากแต่ในยามนี้ร่องรอยของลายริ้วที่เคยถูกวาดไว้ ดูรางเลือนเป็นภาพที่ไม่ชัดเจน

สี่มุมของสวนมีต้นบอนไซอย่างละต้น แต่ละต้นใหญ่โตราวสองเมตรได้เลยทีเดียว แถมยังแผ่กิ่งก้านออกกว้างอีกราวเมตรกว่า แต่ละต้นล้วนถูกตัดแต่งกิ่งก้านจนเป็นพุ่มสวยงดงามและประณีต นอกจากต้นไม้ที่ประดับสวนแห่งนี้แล้ว ยังมีก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ที่มีตะไคร่น้ำเขียวขึ้นเกาะอยู่หลายสิบก้อนด้วยกัน ถูกนำมาจัดวางกระจายไปบนพื้นหินกรวดขาวแห่งนี้ หินแต่ละก้อนนั้นมีขนาดตั้งแต่ลูกแตงโมไปจนถึงขนาดครึ่งตัวของมนุษย์ผู้ใหญ่โดยเฉลี่ย และถึงแม้จะกระจัดกระจายอย่างไรก็ตาม หากก้อนหินเหล่านั้นก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกรกหูรกตาแต่อย่างใด 

นอกจากก้อนหินที่มีรูปลักษณ์ตามธรรมชาติที่ชวนให้นึกถึงภูเขาขนาดย่อมแล้ว สวนแห่งนี้ยังมีเจดีย์หินขนาดครึ่งเมตรวางอยู่ที่เกือบกึ่งกลางของสวน ซึ่ง ณ บริเวณนั้นยังมีบ่อน้ำขนาดย่อม พร้อมกับสะพานไม้น้ำตาลอมแดงพาดผ่านบ่อน้ำเล็กนั่น และที่บริเวณใกล้สะพานนั่นเองที่ผมเห็นชิงุเระกำลังกวาดพวกเศษใบไม้ที่น่าจะพัดมาจากข้างนอก เพื่อเตรียมจะกวาดพื้นกรวดให้เป็นรูปทรงอีกครั้ง

สวนสีขาว หมอกสีขาว และหญิงสาวในชุดกิโมโนสีขาว ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่เห็นนั้น คือ ภาพวาดของจิตรกรชั้นครูก็ไม่ปาน ผมถึงกับอดใจไม่ได้ เร่งไปคว้ากล้องออกมาเพื่อเก็บภาพอันงดงามที่อยู่ตรงหน้า 

ชิงุเระหันมาส่งยิ้มให้ผมจากกลางสวน ก่อนจะเปลี่ยนอุปกรณ์จัดสวนจากไม้กวาดเป็นคราดไม้สำหรับวาดลวดลายบนหินกรวดสีขาวเหล่านั้น แล้วเธอก็เริ่มลงมือลากเส้นลวดลายต่าง ๆ ลงบนพื้นกรวดขาวในทันทีโดยไม่ได้พูดจาอะไรกับผมเลยแม้เพียงคำเดียว

เริ่มจากการวาดวงกลมเป็นรัศมีรอบสะพานและบ่อน้ำ เธอลากวนทวนเข็มนาฬิกาเช่นนั้นอยู่ราวสามครั้ง ก่อนจะขยับคราดไม้ออกมาจากรัศมีวงกลมกลุ่มแรกที่วาดไว้ แล้วเริ่มออกวาดวงกลมซ้อนไปอีก จากนั้นเธอก็สะบัดคราดไม้ลากเป็นหางต่อออกมาจากรัศมีวงกลมใหญ่นั่นออกมาเป็นเส้นโค้งที่ดูราวกับคลื่น และเธอก็วาดเส้นคลื่นอีกหลายเส้น วาดวงกลมรอบหินทุกก้อน วาดคลื่นซ้ำอีก และวาดเสี้ยววงกลมรอบต้นบอนไซทั้งสี่มุม

ผมฟังเสียงคราดที่ลากไปกับพื้นกรวดขาวละเอียดเหล่านั้นด้วยความรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด ผมมองดูชิงุเระและสวนของเธออย่างไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย ลวดลายทั้งหมดถูกรังสรรค์อย่างประณีตบรรจง และใช้เวลาไปพอสมควรเลยทีเดียว อาจจะเกือบ ๆ สามสิบนาทีได้กว่าที่หญิงสาวจะวาดทุกอย่างจนเสร็จสิ้นด้วยคราดไม้นั่น

ผมคอยถ่ายรูปอยู่เป็นสิบ ๆ รูปได้ และไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนกันที่ผมเดินวนไปมาตามระเบียงทางเดิน ถ่ายรูปจากมุมนั้นที มุมนี้ทีด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก และแม้ว่าบรรยากาศภายในสวนจะยังมีหมอกควันขาวลอยจางอยู่บ้าง หากก็ไม่ได้หนาทึบเสียจนทำให้มองอะไรไม่เห็น อันที่จริง การที่มีหมอกลงประมาณนี้นี่แหละ ทำให้ผมได้รูปภาพสวย ๆ มาเพียบเลย

ชิงุเระเดินถือไม้กวาดและคราดตรงมาทางผม พร้อมด้วยรอยยิ้มปริศนาของเธอที่ยากจะอ่านได้ เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนสวนแห่งนี้

“เป็นอย่างไรบ้างคะ สวนแห่งนี้?” เธอถามผม พร้อมกับตาที่หรี่ลงจนเหลือเพียงครึ่งเดียว 

“สวยมากเลยครับ” ผมพูดออกไปอย่างตื่นเต้น “นี่มันสวยจนน่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวได้เลยนะครับเนี่ย”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” ชิงุเระว่าไปพลางยกมือซ้ายขึ้นมาป้องปากหัวเราะเบา ๆ “ที่นี่ก็เป็นแต่เพียงวัดเล็ก ๆ ที่นาน ๆ ครั้ง... จะมีคนหลงเข้ามาสักทีน่ะนะคะ”

“ผมดีใจครับที่หลงเข้ามา” ผมยิ้มกว้าง “ถึงวันนี้จะเสียแผนไปบ้าง แต่การได้มาในวัดที่มีสวนสวยขนาดนี้นี่ ก็ถือว่าคุ้มมากเลยครับ”

“ดีใจจังค่ะที่ได้ยินแบบนั้น” ชิงุเระกล่าว “ถ้าสามีของดิฉันอยู่ด้วย... ท่านก็คงจะต้องยิ้มแก้มปริแน่ ๆ ที่ได้ยินคำชมแบบนี้”

“แล้วนี่คุณชิงุเระต้องมาคอยกวาดลานสวนนี่ทุกวันเลยไหมครับเนี่ย?” ผมถามต่อ โดยที่มือก็ยังกดชัตเตอร์ถ่ายรูปไปรัว ๆ ก่อนจะหันมามองหน้าชิงุเระรอฟังคำตอบ

“ทุกวันค่ะ” ชิงุเระยิ้ม ตานั้นหรี่เล็กจนเกือบจะปิดสนิท “เป็นการทำสมาธิของดิฉันอย่างหนึ่งน่ะค่ะ เพราะเวลาที่ได้กวาดสวนนี้ ดิฉันก็จะไม่ต้องนึกถึงอดีตที่จบไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั่น มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่ดิฉันกำลังกวาดหินกรวดเหล่านั้น...”

ผมต้องใช้เวลาเรียบเรียงศัพท์ยาก ๆ หลายประโยคอยู่พอสมควร แต่พอจะจับใจความได้เพิ่มเติมว่านี่เป็นหลักการทำสมาธิอย่างเซน ส่วนหินต่าง ๆ ที่นำมาตั้งนั้น ก็มีความหมายเชิงปริศนาธรรมบางอย่างแฝงอยู่ ที่ดูเหมือนว่าเอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรชัดเจนเลย เพราะพอผมถามว่าหินเหล่านั้นคือภูเขาหรือไม่ หญิงสาวก็เพียงแต่ตอบผมว่า อาจจะใช่ก็ได้ หรืออาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ หรือแม้กระทั่งตอนที่ผมถามว่าภาพที่เธอลากวาดบนพื้นหินกรวดเหล่านั้นคืออะไรแน่ ใช่ระลอกคลื่นน้ำหรือไม่ หญิงสาวก็กลับตอบผมมาว่า อาจจะเป็นเช่นนั้นหรือก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วแต่คนที่มองดูว่า จะเห็นว่าสิ่งที่ประกอบขึ้นมาจนเป็นสวนคาเรซันซุยแห่งนี้ ต้องการจะสื่อถึงสิ่งใดกันแน่

ถึงจะชวนให้แอบรู้สึกหงุดหงิดเพราะแทบไม่รู้ความหมายเบื้องหลังอะไรใด ๆ เลยก็ตาม แต่นี่ก็อาจจะเป็นเสน่ห์ของคาเรซันซุยก็เป็นได้ การที่เราสามารถใช้จินตนาการมองสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นแต่เพียงการจัดวางหินและต้นไม้แต่เพียงนั้น... 

ชิงุเระหารองเท้าแตะที่ทำจากผ้าสำหรับใส่ในบ้านให้ผมสวม เพื่อที่ว่าผมจะได้เดินเข้าไปในบริเวณคาเรซันซุยได้โดยที่ไม่ทำให้รอยรูปวาดบนพื้นกรวดขาวนั้นเสียหาย ส่วนตัวเธอนั้นก็ค่อย ๆ เดินไปอย่างแช่มช้ากลับไปที่สะพานไม้เล็ก ๆ เตี้ย ๆ นั่นอีกครั้ง แล้วผมก็เห็นว่าเธอกำลังโปรยอาหารปลาลงไปในบ่อน้ำ ที่ผมก็เพิ่งจะเห็นว่ามีปลาคราฟตัวใหญ่หลากสีสัน กำลังว่ายเวียนอยู่ในนั้น

ผมยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปของชิงุเระบนสะพานนั่นอีกครั้ง และต้องถ่ายอยู่อย่างนั้นถึงสองสามรอบ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหมอกขาวนั้นจึงหนาขึ้นกว่าเดิม ทำให้การถ่ายภาพนั้น เริ่มลำบากขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ได้ภาพสวย ๆ ของชิงุเระมาได้ในที่สุด ผมถ่ายเดินขยับเข้าไปใกล้บ่อน้ำเรื่อย ๆ ละสายตาจากชิงุเระไปครู่หนึ่ง เพื่อจะถ่ายรูปบ่อน้ำที่มีปลาคราฟสีสันสดสวยแหวกว่ายอยู่ในบ่อน้ำสีดำ ที่ขับเน้นให้สีสันของพวกมันยิ่งดูชัดเจนกว่าเดิม 

ระหว่างที่กำลังถ่ายรูปเหล่าปลาคราฟหลากสีที่กำลังมุงกันแย่งกินอาหารเม็ดที่ชิงุเระโปรยมาให้มันอยู่นั้น พลันตาของผมก็เหลือบไปเห็นเจ้ากบสีเขียวตัวเล็กจ้อยที่ขอบบ่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาจากไหน แต่แล้วจู่ ๆ มันก็กระโดดลงน้ำจนเกิดเสียงแตกกระจายของน้ำ ก่อนที่มันจะหายไปใต้ใบบัว ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะอยู่ในบ่อน้ำนี้ได้รอดปลอดภัยจากเหล่าปลาคราฟเหล่านี้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ภาพที่เห็นนั้น ทำให้ผมเผลอพูดกลอนไฮคุบทหนึ่งออกมา

“古池や 蛙飛び込む 水の音 

(ฟุรุอิเคยะ คาวาซุโทบิโคมุ มิซุโนะโอโตะ)”

ความในภาษาไทยก็คือ บ่อน้ำเก่าแก่ กบกระโดดลงไป เสียงน้ำดังจ๋อม

ผมรู้สึกว่าไอ้การแปลว่า ‘จ๋อม’ นี่มันออกจะประหลาดไปหน่อย เพราะต้นฉบับก็แปลได้แค่ว่ามีเสียงน้ำเฉย ๆ การเติมจ๋อมแบบคนไทยลงไปทำให้ผมแอบรู้สึกตลกพอตัว จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่ม.4 พอได้ยินคำว่าจ๋อมนี่ ผมถึงกับหัวเราะออกมาดัง ๆ จนโดนเซนเซดุเลยทีเดียว

“คุณรู้จักกลอนของบาโชด้วยเหรอคะ?” ชิงุเระถามผมจากบนสะพาน 

ผมนิ่งนึกไปพักหนึ่ง คุ้น ๆ ว่าเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้ตอนเรียนวรรณคดีญี่ปุ่น น่าจะเป็นชื่อของนักกวีนั่นล่ะ แต่ผมก็เบลอ ๆ ไปแล้ว...

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าเป็นกลอนของบาโช... เพียงแต่ว่าเห็นกบนั่นแล้วก็เลยนึกถึงกลอนนี้ขึ้นมาน่ะครับ” ผมตอบ พร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาศีรษะแก้เขิน

“เป็นกลอนเรียบง่ายที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร... แต่ก็มีอะไรแฝงอยู่ในนั้น” หญิงสาวกล่าว

“เหมือนกับสวนแห่งนี้สินะครับ” ผมว่า “เรียบง่าย ทว่างดงาม และแฝงไปด้วยปริศนาให้ขบคิด”

“หรือมันก็อาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยก็ได้ค่ะ” ชิงุเระกล่าวพร้อมกับยิ้มหวาน หากแววตาของเธอนั้น แม้จะหรี่เล็กจนดูเหมือนกับยิ้ม แต่ไม่รู้ทำไมนัยน์ตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งแววประกายใด ๆ ทั้งสิ้นจนดูราวกับว่าเธอกำลังสวมหน้ากากละครโน แม้จะงดงาม... แต่ก็ชวนให้รู้สึกหนาว ๆ ในกระดูกสันหลัง

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ” จู่ ๆ ชิงุเระก็เอ่ยขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล ทว่าก็มีความก้องอยู่ภายใน “ว่ากลอนบทนี้ จะเป็นที่รู้จักกันมานานเป็นร้อย ๆ ปี... มิหนำซ้ำ ยังเป็นที่รู้จักไกลจนถึงต่างแดนอีกด้วย ถือว่าเขาผู้นั้นประสบความสำเร็จเลยทีเดียว... ถ้าเขายังอยู่และได้รับรู้เรื่องนี้ก็คงดี... น่าเสียดายที่ล้มป่วยจนถึงแก่กรรมไปเสียก่อน...”

ผมจำได้ว่าเธอพูดราว ๆ นั้น แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะคิดไปเองหรือเพราะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างกันแน่ ผมเลยรู้สึกราวกับว่าชิงุเระกำลังพูดถึงกวีบาโชราวกับว่ารู้จักเขามาก่อนอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งรวมกับน้ำเสียงที่อ่อนลงจนสัมผัสได้ถึงความเศร้านั่นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นมากยิ่งกว่าเดิม...

แต่ผมก็อาจจะเพียงแต่ฟุ้งซ่านไปเองคนเดียวก็แต่เพียงนั้น

ผมถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความสงัดเงียบของวัดแห่งนี้ ทุกอย่างช่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงนกร้อง เสียงแมลง หรือแม้แต่เสียงลมแผ่วพัดไหวก็ไม่มี จะมีก็แต่เสียงระลอกน้ำจากบ่อปลาคราฟ และเสียงน้ำหยดจากหลังคาที่ไหลหยดลงพื้นหินกรวดเบา ๆ เท่านั้น

น่าจะราวสามสี่ชั่วโมงได้ที่ผมอยู่ในสวนแห่งนี้ ครั้นพอตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ผมก็พบว่าหน้าจอโทรศัพท์นั้นเป็นสีดำสนิท

แบตเตอรี่หมด...

ผมได้แต่ส่งเสียงครางในลำคออย่างไม่ได้ดั่งใจ ครั้นพอจะถามเรื่องเวลากับชิงุเระ เธอก็เพียงแต่ยิ้ม แล้วตอบว่า

“ได้เวลากลับแล้วละมังคะ ประเดี๋ยวฝนอาจจะตกซ้ำอีกได้ แล้วคุณจะต้องติดอยู่ที่นี่”

แม้จะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ช่วยไม่ได้ หญิงสาวพูดถูก ถึงเวลาที่ผมควรจะกลับได้แล้ว

“งั้นไว้ถ้ามีโอกาส ผมจะกลับมาที่นี่อีกนะครับ” ผมบอกกับเธอ และก็หวังว่าพอเปิดเรียนแล้วจะมีเวลามาที่นี่อีกจริง ๆ 

“ก็หวังว่าคุณจะหลงเข้ามาที่นี่อีกนะคะ” ขำพูดติดตลกของชิงุเระ ทำให้ผมหัวเราะเบา ๆ พอเป็นพิธี 

“ผมก็หวังว่าคราวหน้าฝนจะไม่ตกหนักจนผมล้มแบบนี้อีกนะครับ” ผมบอก

ชิงุเระมาส่งผมจนถึงบันไดที่ทอดยาวลงไปในสายหมอกที่เริ่มบางเบาลงแล้ว ทีแรกเธอจะอาสาลงไปส่งผมถึงข้างล่าง แต่ด้วยความเกรงใจ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เจ็บขาอะไรเท่าไรแล้ว ผมเลยปฏิเสธเธอไปด้วยตั้งใจว่าจะเดินลงไปด้วยตนเอง

ผมโค้งขอบคุณเธออีกครั้ง โค้งขอโทษที่รบกวน และขอโทษเตรียมจะลาเธอ แต่แล้วก็ฉุกใจขึ้นมาได้ว่า ผมยังไม่รู้ชื่อของวัดแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ ครั้นพยายามมองหาป้ายชื่อวัด ก็ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ที่ตรงไหน ผมก็เลยถามชิงุเระออกไป และก็ได้คำตอบมาว่า

“คิริเดระ” ซึ่งก็แปลตรงตัวว่า วัดหมอก... แต่แปลให้เพราะ ๆ ก็คงเป็น ‘วัดในสายหมอก’ ล่ะมั้งนะ เพราะตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่จนถึงเดี๋ยวนี้ หมอกขาว ๆ ก็ยังลอยตัวอยู่โดยรอบไม่ไปไหน และนั่นก็ทำให้ผมแอบนึกติดตลกไปเล่น ๆ ว่า บางทีหมอกพวกนี้อาจจะเป็นวิญญาณของตนตายที่วนเวียนอยู่ในวัดแห่งนี้ก็ได้

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอตัวก่อนล่ะนะครับคุณชิงุเระ” กล่าวเช่นนั้น แล้วเราก็โค้งกันอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะหันหลังให้เธอแล้วมุ่งเดินลงบันไดหินตรงหน้าไป ทว่าพอก้าวเท้าลงไปเพียงสามก้าว ผมก็ได้ยินเสียงของชิงุเระดังไล่หลังมาว่า

“แล้วพบกันในวันที่หมอกลงนะคะ”

ผมถึงกับหยุดนิ่งด้วยไม่แน่ใจว่าฟังรู้เรื่องไหม แต่ครั้นพอหันหลังจะกลับไปถามซ้ำ ผมกลับพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่หน้าหน้าผาที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นแทนเสียนี่!

ผมตกใจจนเกือบจะล้มหงายหลัง ทว่าเท้าของผมกลับสัมผัสลงไปบนพื้นถนนแทน

ตาผมเหลือกโต ขนลุกเกรียวอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็เมื่อกี้ผมยังพูดคุยกับชิงุเระอยู่เลย... แล้ว...

เดี๋ยวนะ ทางเข้าวัดล่ะ? 

ผมพยายามเดินเลียบไปกับหน้าผาติดถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ เดินไปเดินมาเท่าไรก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีบันไดหินใด ๆ เลยแม้เพียงเงา และระหว่างที่เดินไปมาเป็นไก่ตาแตกอยู่นั้น ผมก็เดินไปสะดุดกับจักรยานของตัวเองที่ยังล้มอยู่ที่เดิมนั่น สภาพนั้นเปียกชุ่ม แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย 

ผมมองซ้ายทีขวาทีด้วยยังสับสนไม่หาย ครั้นพอแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า ผมก็ถึงกับอ้าปากค้างไปเลย

ท้องฟ้ายังเป็นท้องฟ้าใส พระอาทิตย์ยังไม่คล้อยต่ำ ผมงงไปหมดจนเผลอเอาโทรศัพท์มือถือที่แบตหมดไปแล้วนั่นขึ้นมาดู แต่พอกำลังจะนึกขึ้นได้ว่าแบตหมดไปแล้วเท่านั้นแหละ กลับกลายเป็นว่าหน้าจอของโทรศัพท์มือถือกลับแสดงตัวเลข 14.00 น. 

ผมส่ายหน้าไปมาอย่างบ้าคลั่ง จะเป็นไปได้ยังไงกัน? ก็ในเมื่อช่วงเวลาก่อนที่ผมจะเข้าไปในวัดนั่น มันก็อยู่ที่ราว ๆ บ่ายสองโมงนี่แหละ... แล้วผมก็ได้แต่ร้องกลับไปกลับมาในตอนนั้นว่า 

“นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย?”

 

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปได้ราวหนึ่งสัปดาห์ ผมพยายามหาทางกลับไปหาวัดคิริเดระนั่นอยู่อีกหลายหน แต่ไม่ว่าจะพยายามขี่จักรยานวนไปตามหาไม่รู้กี่รอบ ก็ไม่พบแม้แต่บันไดหินใด ๆ ทั้งสิ้น 

ผมลองหาข้อมูลด้วยชื่อวัดบนอินเทอร์เน็ตดู แต่ก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีชื่อวัดนี้ปรากฏอยู่ในการสืบค้นเลยเสียด้วยซ้ำ แม้จะไปลองใช้จีพีเอสหา กางแผนที่ดูก็ไม่พบ ผมถึงกับไปลองถามเพื่อนในห้องเรียน ถามรุ่นพี่ ถามอาจารย์ แต่ก็ดูจะไม่มีใครที่รู้จักวัดชื่อนี้ หรือวัดที่มีสวนหินใหญ่โตและสวยงามอย่างที่ผมบรรยายให้ฟังเลยแม้แต่น้อย...

เรื่องที่ประหลาดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ปรากฏว่ารูปถ่ายที่ผมถ่าย ๆ มาเพื่อจะมาอวดเพื่อน ๆ กลับกลายเป็นภาพหมอกขาว ๆ ที่มีเพียงเงาขมุกขมัวสีเทาเข้ม ๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งที่ตอนถ่าย ผมก็เช็ครูปดีแล้วว่าภาพแต่ละใบนั้นสวยพอไหม... 

นี่มันอะไรกันวะเนี่ย...  

“แอบไปเมาที่อิซากายะที่ไหนมาแล้วไม่ชวนเพื่อนไปรึเปล่าวะ?” เจ้าโต เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่ตัวโตสมชื่อ แซวผมไปหัวเราะร่าไปขณะที่เดินกลับไปที่ห้องพักพร้อมกับผม ระหว่างทางที่เดินไปด้วยกันนั้น ผมก็เอาแต่กดดูรูปที่ถ่ายนั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยหวังว่าจะมีสักรูปหนึ่งที่ไม่ถ่ายเสียอย่างที่เห็น

“หรือว่านี่แกแอบไปเที่ยวบ่อออนเซนที่ไหนมารึเปล่า?” โตยังไม่หยุด นั่นทำให้ผมหงุดหงิดพอตัว

“ใช่ที่ไหนกันวะ” ผมหันไปโวยอย่างอารมณ์ไม่ดี ระหว่างนั้นก็กำลังเอื้อมมือจะเปิดประตูเข้าไปในอาคาร ก็พอดีกับที่คุณยายผู้จัดการหอพักเดินออกมาพอดี

เธอเป็นหญิงชราร่างเล็ก มีผมสีดอกเลาที่เกล้าไว้เป็นมวยต่ำอยู่ข้างหลัง เธอมักจะใส่เดรสสีเข้ม ๆ พร้อมกับถือไม้เท้าเดินไปเดินมาด้วยหลังที่ค่อมน้อย ๆ ตามใบหน้ามีริ้วรอยแห่งวัย ทว่าก็ยังดูสดใสแข็งแรง จนยากที่จะเดาได้ว่าเธอมีอายุเท่าไรกันแน่

ผมยังจำชื่อเธอไม่ได้ ด้วยปกติจะเรียกแต่ ‘คังรินินซัง’ เสียส่วนใหญ่ ไม่ก็เรียกว่า ‘โอบาซัง’ ที่แปลว่าคุณยายไปแบบนั้น ช่วงที่เข้ามาอยู่ใหม่ ๆ ผมก็ต้องรบกวนเธออยู่บ่อยครั้งให้ช่วยเป็นธุระโน่นนี่ให้ ทั้งนี้ผู้จัดการหอพักผู้นี้ก็ใจดีและคุ้นเคยกับนักเรียนต่างชาติอย่างพวกผมเป็นอย่างดี

“แข็งแรงกันจังเลยนะพ่อหนุ่ม คุยอะไรกันล่ะจ๊ะเนี่ย เสียงดังกันเชียว” คุณยายร่างเล็กกล่าวด้วยสำนวนแบบผู้สูงอายุ ที่มีการลงท้ายแปลกไปจากภาษากลางที่พวกผมเรียนมาพอสมควร แต่ผมก็พอจะเข้าใจว่าคุณยายถามว่าอะไร

“เพื่อนผมมันบ้าครับ” โตรีบบอกทันที แล้วก็เน้นคำว่า ‘บากะ’ (บ้า) เป็นพิเศษ “เมาแล้วก็มาบอกว่าตัวเองไปเที่ยววัดอะไรก็ไม่รู้ บอกตำแหน่งก็ไม่ได้ ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก แถมถ่ายภาพมาก็มีแต่รูปหมอกรูปควัน”

ฟ้องเสียคล่องปากเชียวเจ้าบ้านี่... ผมคิดในใจอย่างหงุดหงิด อีกใจก็แอบอิจฉาว่าเจ้านี่มันพูดเก่งเกินหน้าเกินตาเหลือเกิน

“วัดเหรอจ๊ะ?” ผู้สูงอายุเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัย “วัดชื่ออะไรเหรอ?”

“คิริเดระครับ” ผมตอบ “คุณยายพอจะทราบไหมครับ?”

หญิงชรายืนนิ่งไปชั่วอึดใจ รอยยิ้มใจดีอย่างเมื่อแรกหายไปในพริบตา ดวงตาที่หรี่เล็กในตอนแรกกลับเบิกโพลง เธอเม้มริมฝีปากและเงียบอยู่เช่นนั้นไปพักหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เผยอปากตอบกลับมาด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า

“ไปเจอคุณชิงุเระมาสินะ...”

“ใช่ครับ ใช่ครับ ใช่ครับ” ผมรีบพยักหน้าโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น “คุณยายก็รู้จักคุณชิงุเระสินะครับ”

ทว่าคุณยายไม่ตอบอะไร เธอเพียงแต่มองไปที่กล้องถ่ายรูปที่ผมยังถืออยู่นั่น แล้วแบมือเป็นเชิงขอดู ผมจึงส่งให้ด้วยสองมือไปทั้งอย่างนั้น

หญิงชรากดปุ่มเลื่อนภาพอย่างคล่องแคล่ว แม้จะดูมีอายุมาก แต่เธอก็เข้าใจเทคโนโลยีเป็นอย่างดี เธอกดเลื่อนภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยภาพขาว ๆ ขมุกขมัว ๆ เหล่านั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ภาพภาพหนึ่ง ก่อนจะยื่นกล้องส่งคืนมาให้ผม

“เฮ้ย!” โตร้องเสียงหลง “นี่มันคาเรซันซุยจริง ๆ นี่หว่า”

ผมมองภาพนั้นโดยยังไม่ได้พูดอะไร แล้วก็เผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจว่าตัวเองไม่ได้บ้า

ภาพสวนสวยขนาดใหญ่ที่มีพื้นกรวดสีขาวสะอาดถูกวาดเป็นรูปทรงต่าง ๆ ประดับด้วยหินและต้นบอนไซรอบ ๆ และที่กลางภาพ ก็ปรากฏหญิงสาวในชุดกิโมโนบนสะพานไม้ กำลังหันมาทางกล้องขณะถือไม้กวาดอยู่ในมือ

“นี่ไง คุณชิงุเระที่ฉันบอก” ผมรีบร้องบอกกับเจ้าโต “ที่นี้แกเชื่อฉันแล้วหรือยังว่าฉันไม่ได้บ้า”

“เออ ๆ เชื่อแล้ว ๆ” โตรีบพยักหน้าทันที “แต่เฮ้ย... มีสวนสวยขนาดนี้ แต่ไม่ยักกะเป็นที่ท่องเที่ยวมีชื่อเนี่ยนะ”

“วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่มาก” คุณยายเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า พวกเราเกือบลืมไปเลยว่าเธอยังยืนอยู่ตรงนั้น เลยเผลอพูดภาษาไทยกันเองไปเสียหลายประโยค

“แล้วก็ไม่ใช่วัดที่จะเข้าไปได้ง่าย ๆ หรอกนะ” คุณยายกล่าว แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมอยู่ครู่ใหญ่ ๆ 

“แต่ทางที่ดี... วันไหนที่หมอกลงจัด... เธออย่าไปเที่ยวตามภูเขาจะดีกว่านะพ่อหนุ่ม”  

พูดจบ คุณยายก็ขอตัวออกไปทำธุระของเธอต่อ ทำให้ผมและเจ้าโตได้แต่ยืนงงมองหน้ากันแบบนั้นไปอีกอึดใจ แต่แล้วตอนนั้นเอง เจ้าโตก็คว้ากล้องของผมไปถือ แล้วก็เอาแต่จ้องแล้วจ้องอีกตาไม่กะพริบ

“แกจ้องอะไรอยู่ได้วะไอ้โต?” ผมถาม มือยกขึ้นกอดอก “ตะลึงในความงามของสวนญี่ปุ่นเหรอวะ”

“ไอ้งามมันก็งามหรอกว่ะ...” โตกล่าวพลางยิ้มเจื่อน ๆ แล้วหมุนกล้องส่งกลับมาให้ผมดูภาพที่อยู่ในนั้นอีกครั้ง “แต่แกลองมองภาพนี้ให้ดี ๆ สิ”

ผมก้มมองดูภาพอีกครั้ง ภาพสวนสวย หญิงสาว และสายหมอก ก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติตรงไหน แล้วเมื่อโตเห็นว่าผมยังไม่เข้าใจ มันเลยเอากล้องผมไปกดซูม แล้วส่งคืนให้ผมอีกครั้ง พร้อมกับชี้ไปที่ตัวของหญิงสาวในภาพ 

“แกดูกิโมโนนี่ให้ดี ๆ”

ผมถึงกับนิ่วหน้ากับคำพูดนั้น แล้วพยายามเพ่งดูอีกครั้ง

“ก็แล้วไงวะ? กิโมโนสีขาว โอบิสีแดง...”

“แกดูวิธีทบเสื้อนั่นสิ!” 

การสวมกิโมโนนั้น โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็จะต้องพับผ้าจากซ้ายทับขวาเสมอ จะพับผ้าจากขวาทับซ้ายก็ต่อเมื่อ... จะเป็นการแต่งกายให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น

ขวาทับซ้าย...

“เชี่ย!” ผมถึงกับร้องสบถออกมาพร้อมกับขนลุกสู้ไปทั้งตัว กล้องในมือแทบจะร่วงหล่นไปกับพื้น “เชี่ยเอ๊ย...”

“เชี่ย...” โตเองก็สบถออกมาไม่ต่างจากผม “ของจริงเหรอวะเนี่ย...”

ในภาพถ่ายนั้น คุณชิงุเระอยู่ในชุดกิโมโนสีขาวคาดโอบิแดง และที่สำคัญ คอเสื้อของเธอนั้นคือขวาทับซ้าย เป็นการแต่งตัวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดไปได้ และผมก็สาบานได้ว่าไม่ได้ตั้งถ่ายภาพเป็นมิลเรอร์โหมดด้วย...

สรุปแล้ว... คุณชิงุเระเป็นใคร วัดแห่งนั้นตั้งอยู่ที่ไหน... ผมก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ มีแต่เพียงภาพถ่ายภาพนี้เท่านั้น ที่เป็นหลักฐานว่าผมเคยไปอยู่ที่นั่นมา ในวันที่ฝนตกหนักและพร้อมกับหมอกอันหนาทึบ... 

และนั่นก็คือ หนึ่งในเรื่องลี้ลับในตอนที่ผมเรียนอยู่ ณ แดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งผมไม่สามารถหาคำอธิบายได้

จวบจนถึงทุกวันนี้...

 

จบ...

ผลงานอื่นๆ ของ Poony

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น