นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

publisher-03 นิยายตีพิมพ์
  • สำนักพิมพ์ : Love Writing
  • ประเภท : อื่นๆ
  • วันที่จัดจำหน่าย : มีนาคม 2557
  • ในวันที่ความหนาวเข้ามาอยู่ในหัวใจ

    เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งรู้สึกหนาวเหน็บและอ้างว้างเดียวดายเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เธอจึงตัดสินใจไปยังสถานที่แห่งความทรงจำระหว่างเธอกับคนรักเก่า ทำให้เธอพบกับใครบางคนที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล..

    ยอดวิวรวม

    1,580

    ยอดวิวเดือนนี้

    1

    ยอดวิวรวม


    1,580

    ความคิดเห็น


    12

    คนติดตาม


    4
    เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 2
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  15 ก.ค. 60 / 22:53 น.
    นิยาย ѹ˹

    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    เวลาฟังเพลงเกี่ยวกับหน้าหนาวทีไร รู้สึกว่ามีแต่เพลงเศร้าเต็มไปหมด เลยรู้สึกว่าความหนาวนี่มันดูโดดเดี่ยวและน่าเศร้าจริงๆ เลยแฮะ...

    คิดไปคิดมาแล้ว ความหนาวเหน็บ ความขาดซึ่งความอบอุ่น มันก็เป็นอะไรที่ชวนเศร้าจริงๆ นั่นแหละ ชวนเศร้าจนทำให้คิดว่าจะมีใครที่จะคิดสั้นจะทำอะไรบ้าๆ เพราะทนความหนาวกายหนาวนี่ไม่ไหวกันบ้างหรือเปล่านะ

    มันน่าจะมีอะไรสักอย่างที่ช่วยบรรเทาความเศร้า แล้วให้กำลังใจคนที่กำลังหมดหวังกลางความหนาวเหน็บบ้าง เรื่องสั้นนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาด้วยประการฉะนี้แหละ

    ลองอ่านกันดูได้เลยเน่อ

    เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ก.ค. 60 / 22:53


                

                             

                    ตอนนี้ฉันรู้สึกหนาวเหน็บเหลือเกิน...

            ไม่ใช่เพราะความดื่มด่ำไปกับการเหม่อมองทะเลหมอกจากบนยอดเขาในยามเช้า และไม่ได้เป็นเพราะอุณหภูมิรอบตัวที่ต่ำจนเกิดน้ำค้างแข็ง หรือเพราะสายลมเย็นยะเยือกแห่งฤดูหนาวที่พัดมากระทบผิวหน้า...

                    แต่ความหนาวที่ว่า มันมาจากส่วนลึกในหัวใจของฉันเอง...

                    ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกเจ้าความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี มันเป็นความรู้สึกที่ก่อตัวจากความเหงา ความอ้างว้างเดียวดาย ความโศกเศร้าเสียใจ ความอาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่เสียไปแล้ว มาระคนปนกันไปเป็นความรู้สึกใหม่... เป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากกว่าความทุกข์ใดที่ฉันเคยเผชิญมา

                    ถึงแม้ว่าตัวฉันเองจะผ่านอะไรต่อมิอะไรมาไม่น้อยในช่วงชีวิตยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการถูกแม่ทอดทิ้งให้อยู่กับยายเพียงลำพังตั้งแต่เกิด ต้องเติบโตมาอย่างยากลำบากโดยไม่รู้จักพ่อแม่ จนโดนพวกเพื่อนล้อเลียนสารพัดในวัยเด็ก พอโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่นก็ต้องทำงานไปเรียนไปด้วยเพื่อดูแลยายที่แก่ชราและป่วยหนัก จนกระทั่งต้องเผชิญโลกเพียงลำพังเมื่อยายผู้เป็นสิ่งเดียวในชีวิตได้จากไปเมื่อฉันออกมาทำงานเต็มตัวหลังเรียนจบปวช. ได้ไม่นาน แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่เคยทำให้ฉันเกิดความรู้สึกนี้มาก่อน...

                    ส่วนสาเหตุของมัน คงมาจากการที่ฉันต้องสูญเสียผู้ชายที่ฉันรัก ที่เคยคิดว่าเขาคือคู่ชีวิตไป ทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่... หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือ ฉันอกหัก

                    จริงอยู่ว่ามันอาจฟังเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับฉันแล้ว มันเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่จะแบกรับไหว ยิ่งเพราะสาเหตุที่ต้องสูญเสียเขาไปให้คนอื่นแบบนี้ มันเป็นเพราะตัวฉันเองแท้ๆ

                    อาจเพราะฉันเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอด และฉันก็รักนวลสงวนตัวตามอย่างกุลสตรีที่ดีตามคำสอนของยาย ฉันจึงไม่เคยมีประสบการณ์ความรักมาก่อน จนกระทั่งได้มาพบกับเขาตอนที่เริ่มทำงานในบริษัทหลังจากเรียนจบ

                    เขาเป็นรุ่นพี่หนุ่มผู้แสนดีในที่ทำงาน คอยช่วยเหลือแนะนำฉันอยู่เสมอ เราสองคนสนิทสนมกันมาก จนกระทั่งมันพัฒนาขึ้นเป็นความรักตั้งแต่เมื่อไรฉันก็ไม่ทันได้รู้ตัว แล้วเราสองคนก็ตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟน เขาบอกว่าขอก่อร่างสร้างตัวให้ยืนด้วยลำแข้งตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งทางบ้านเสียก่อน และฉันเองก็วาดฝันไว้ว่าจะได้แต่งงานกับเขาในอนาคต

                    เราสองคนฉลองวันคบกันครบปีด้วยการมาเที่ยวที่นี่ด้วยกัน ชมทะเลหมอกและดวงตะวันที่โผล่พ้นจากฟ้าในยามรุ่งสาง คำรักหวานซึ้งและคำมั่นสัญญามากมายต่างออกมาจากปากเราทั้งสอง สัมผัสอันอบอุ่นระหว่างเราขับไล่ความหนาวออกไปหมดสิ้น แล้วฉันก็ยอมมอบทั้งตัวและหัวใจให้เขาในคืนที่เรากลับลงไปจากที่นี่...

                    แต่แล้วความฝันของฉันก็ต้องสลายลงไปเหมือนหมอกยามสาย เมื่อหลังจากนั้นไม่กี่วัน ระหว่างที่เลิกงานและเขากำลังจะพาฉันไปส่งที่บ้าน หญิงสาวคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวที่หน้าบริษัท พร้อมกับอ้างว่าเป็นคนที่พ่อแม่ของเขาจะให้แต่งงานด้วย และเขาเองก็ยอมรับกับฉันว่าที่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาเป็นความจริง

                    ฉันเสียใจและเสียความรู้สึกกับเรื่องนี้มากเกินกว่าจะรับฟังคำแก้ตัวใดที่กำลังจะออกมาจากปากของเขา ฉันฟาดฝ่ามือไปตบใบหน้าของเขาเต็มแรง ก่อนจะวิ่งหนีกลับบ้านไปร้องไห้ลำพัง จมอยู่กับความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนโง่ที่ถูกหลอกให้รักผู้ชายคนหนึ่ง จนมอบทั้งตัวและหัวใจให้กับเขา ทั้งที่เจ้าตัวมีเจ้าของอยู่แล้วแท้ๆ

                    เขาทำให้ฉันรู้สึกอับอาย... และด้อยค่าเหลือเกิน...

                    ฉันลาออกจากงานแล้วไปสมัครที่ใหม่ในอีกไม่กี่วันต่อมา เราสองคนจึงไม่ได้คุยกันเลยต่อจากนั้น แม้เขาจะพยายามมาถึงหน้าบ้านหลังเลิกงานเพื่อจะง้ออยู่หลายหน แต่ฉันก็ไม่คิดแม้แต่จะเปิดประตูรั้วต้อนรับ เขาโทรศัพท์มา ฉันก็ตัดสาย ส่งข้อความและอีเมลมาให้แต่ฉันก็ไม่เคยเปิดดู ในตอนนั้นฉันคิดแต่ว่าจะไม่เข้าใกล้หรือพูดคุยกับผู้ชายที่ทำเหมือนฉันเป็นของเล่นแบบนี้อีก และจะพยายามลืมทุกเรื่องเกี่ยวกับเขาให้ได้ เหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

                    หลังจากพยายามง้อเป็นเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์แต่ไม่สำเร็จ เขาก็หายไปจากชีวิตของฉันโดยสมบูรณ์ เราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ฉันรู้สึกโล่งใจที่สลัดคนแบบนั้นออกไปจากชีวิตได้เสียที แต่แล้วความรู้สึกโล่งใจก็อยู่ไม่นาน เมื่อฉันพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเสียบอยู่ที่ตู้ไปรษณีย์

                    มันเป็นสมุดบันทึกที่ฉันจำได้ว่าเป็นสมุดบันทึกที่เขาพกพาเป็นประจำ และเคยเห็นเขาจดบันทึกลงไปในคืนที่เรามาที่นี่ด้วยกัน มันทำเอาฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้จะมาไม้ไหนกันแน่ ฉันจึงตัดสินใจเก็บมันมาแล้วเปิดอ่านดูสักครั้ง

                    ในสมุดนั้นบันทึกเรื่องราวตั้งแต่ที่เราตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน เขาบันทึกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ฉันอาจจะลืมไปแล้ว แต่เขาก็ใส่ใจไปในทุกรายละเอียด แถมยังใส่อารมณ์ว่ารักฉันและอยากจะได้ฉันเป็นแม่ของลูก เป็นคู่ชีวิตอยู่ในท้ายบันทึกของแต่ละวันเสมอ

                    ฉันอ่านมันไปจนถึงบันทึกก่อนวันที่ผู้หญิงคนนั้นจะปรากฏตัว เขาเขียนไปว่าพ่อแม่อยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาจึงจะให้แต่งงานกับลูกสาวของเพื่อน แต่เขาไม่ได้ชอบเธอเลยสักนิดจึงบอกไปว่าตัวเองคบกับฉันอยู่ และอยากจะแต่งงานกันเมื่อตัวเองไม่ต้องพึ่งพาเงินมหาศาลของพ่อแม่แล้ว พ่อแม่จึงต้องการให้เขาพาฉันไปพบที่บ้าน เขาคิดจะบอกเรื่องนี้กับฉันในวันรุ่งขึ้น แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาเสียก่อน นั่นจึงทำให้ฉันตบหน้าเขาเต็มแรงแล้วหนีกลับบ้าน

                    ฉันพลิกหน้าต่อไป ก่อนจะพบว่ากระดาษถัดจากหน้านั้นเต็มไปด้วยคราบหยดน้ำตา เนื้อหาของบันทึกบอกไว้ว่าเขาพยายามจะตามง้อและอธิบายเรื่องทั้งหมดแต่ฉันก็ไม่รับฟัง จนกระทั่งพ่อแม่คิดว่าเขาโกหกเรื่องที่มีคนรักอยู่ จึงจับให้เขาหมั้นหมายกับผู้หญิงคนนั้นไปเสียแล้ว...

                    ทันทีที่ฉันอ่านมันจบ ความรู้สึกโล่งใจก็จากฉันไป เหลือแต่ความรู้สึกที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้...

                    ฉันไม่รู้ว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน เพราะเขาบอกว่าจะพาไปเมื่อเราเริ่มตั้งตัวได้ ฉันจึงทำได้เพียงแต่กดโทรศัพท์หา แต่เขาก็ตัดสาย และส่งข้อความกลับมาเพียงว่ายังรักฉันอยู่ แต่ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว และเขาก็ย้ายที่ทำงานไปยังสาขาอื่นที่ใกล้กับคู่หมั้นตามที่พ่อแม่ต้องการ เราคงจะไม่ได้พบกันอีกเป็นครั้งที่สองแน่ๆ

                    น้ำตาไหลออกมาจากตาของฉันไม่ยอมหยุด ฉันจมอยู่กับห้วงความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่นี้เป็นเวลานานหลายวันจนไม่เป็นอันทำอะไร ในใจของฉันมันรู้สึกหนาวไปหมด คงเพราะคนที่เคยให้ความอบอุ่นมาตลอดอย่างยายก็ตายจากไปแล้ว แฟนที่รักกันดีก็ต้องจากไปหมั้นกับคนอื่นเพราะความงี่เง่าของฉันเองอีก

                    ฉันลาป่วยแล้วนอนพักอยู่ที่บ้านเพียงลำพังกับความหนาวจากขั้วหัวใจ แล้วก็พลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ว่าตัวฉันก็ไม่เหลือใครหรืออะไรในชีวิตแล้ว คนผู้เคยให้ความอบอุ่นกับฉันได้จากไปหมด ทิ้งไว้แต่ความหนาวเหน็บในหัวใจจนทนจะเผชิญชีวิตต่อไปไม่ไหว ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตต่อจากนี้จะอยู่ไปเพื่ออะไร...

                    นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมความคาดหวังว่าที่นี่จะเป็นที่ให้ฉันปลดปล่อยตัวเองจากชีวิตนี้ด้วยความตาย... ให้ฉันได้ใช้ลมหายใจสุดท้ายของตัวเองในสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนี้ ก่อนที่ดวงวิญญาณของฉันจะได้ล่องลอยจากร่างนี้ ไปอยู่กับยายผู้ล่วงลับ

                    ตอนนี้นักท่องเที่ยวคนอื่นกระจุกตัวกันอยู่ทางทิศตะวันออกของยอดเขา หวังจะดูดวงตะวันยามรุ่งสาง ไม่มีใครมาสนใจแถวผาฝั่งที่ฉันกำลังยืนอยู่ตรงนี้สักเท่าไร ดังนั้นถ้าฉันจะกระโดดจากยอดเขาลงไปในทะเลหมอกตอนนี้ ความตายคงจะมาเยือนฉันสมใจอยากแน่ๆ

                    ฉันยันกายลุกขึ้นยืน ทอดสายตาไปยังทะเลหมอกเบื้องหน้า ก่อนจะสูดเอาอากาศเย็นๆ ลงไปเต็มปอด แล้วก้าวเท้าเข้าไปใกล้ปากเหวทุกขณะ จนกระทั่งไม่กี่ก้าวฉันก็จะตกลงไปจากยอดเขาแล้ว... ถ้าไม่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน

                    “นี่คุณ! มาทำอะไรตรงนี้น่ะ มันอันตรายนะ! อยากตายนักหรือไง?” เสียงนุ่มๆ ของชายคนหนึ่งที่ดังขึ้นมาทำเอาฉันต้องสะดุ้งโหยง ก่อนที่จะรีบหันขวับไปหาเจ้าของเสียง แล้วก็พบว่าเขาเป็นชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับฉัน เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ไว้ผมทรงรากไทร ผิวพรรณขาวสะอาด สวมชุดกันหนาวสีขาวหม่นเหมือนสีของหมอกยามเช้า

                    “ป... เปล่านะคะ! ฉันแค่เห็นว่าตรงนี้มันวิวสวยดีแค่นั้นเอง ไม่ได้อยากจะตายสักหน่อย! ฉันรีบปฏิเสธไปทันควัน เนื่องจากไม่อยากให้ใครจะมาเห็นตอนฉันจะกระโดดลงไป เพราะเขาอาจจะมาขัดขวางฉันไว้ก่อนจะโดด หรือตามคนมาช่วยพาฉันส่งโรงพยาบาลหลังจากที่โดดลงไปแล้ว และไม่ว่าจะอย่างไหนก็คงทำให้ฉันอาจไม่ได้ตายสมใจแน่

                    “ก็ดีแล้วครับ ผมนึกว่าคุณคิดสั้นอยากจะฆ่าตัวตายเสียอีก” ชายหนุ่มพูดพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ พลางยักไหล่ แล้วทิ้งตัวลงนั่งลงเบื้องหน้าฉัน “ถ้าไม่อยากตายตอนนี้ก็ขยับเข้ามาหน่อยดีกว่าครับ ยืนตรงนั้นเดี๋ยวตกลงไปตายไม่รู้ด้วยนะ”

                    “ก็ได้ค่ะ” ฉันรับคำแล้วถอยกลับจากปากเหวไปยืนอยู่ข้างชายหนุ่ม ในใจก็คิดว่าถ้าเขาไปจากตรงนี้แล้ว ฉันค่อยกลับไปกระโดดหน้าผาอีกครั้งก็แล้วกัน

                    “คราวนี้แฟนไม่ได้มาด้วยเหรอครับ?” ชายหนุ่มถามพลางส่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี แต่มันก็ไม่ได้ฉุดฉันออกจากห้วงความรู้สึกหนาวเหน็บในใจขึ้นมาได้เลย

                    “อย่าพูดถึงเลยดีกว่าค่ะ... เรื่องของฉันกับเขาจบไปแล้ว...” ฉันตอบกลับไปด้วยความเศร้า ก่อนจะทอดสายตามองทะเลหมอกเบื้องหน้า แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งแล้วหันไปมองหน้าเขาเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกๆ

                    “เดี๋ยวนะคะ! คุณรู้ได้ยังไงกันคะ ว่าฉันกับแฟนเคยมาที่นี่?”

                    “เอ่อ... ก็ผมทำงานที่นี่มาสักพักแล้วน่ะครับ เดือนก่อนผมก็เห็นคุณมากับแฟนคุณอยู่เลย แต่คราวนี้เห็นคุณมาคนเดียว แถมยังแยกตัวจากนักท่องเที่ยวคนอื่นอีก” ชายหนุ่มในชุดสีขาวหม่นบอก ก่อนจะส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ “ว่าแต่คุณกับแฟนมีปัญหาอะไรกันงั้นเหรอ? เล่าให้ผมฟังได้หรือเปล่า เผื่อผมจะช่วยอะไรได้บ้าง”

                    “ทำไมฉันต้องเล่าให้คุณฟังด้วย มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณสักหน่อย!” ฉันพยายามบอกกับชายผู้หวังดีที่พยายามจะยุ่งกับชีวิตของฉัน ก่อนจะเหม่อมองไปยังทะเลหมอกเบื้องหน้า ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับห้วงอารมณ์ที่ทำให้หัวใจของฉันหนาวเหน็บ “ถึงบอกไปคุณก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกค่ะ ฉันกับเขาจบกันไปแล้ว... เขาจากฉันไปอยู่กับคนอื่นตามที่พ่อแม่เขาต้องการแล้ว... ต่อให้คุณแนะนำมาดีแค่ไหน แต่ฉันก็คงจะทำอะไรไม่ได้อีกแล้วล่ะค่ะ””

                    “เพราะคุณคิดว่าทำอะไรอีกไม่ได้ คุณก็เลยจะมาฆ่าตัวตายในที่ที่เคยมีความทรงจำดีๆ ร่วมกับแฟนงั้นสิ?”

                    “คงงั้นมั้งคะ... หัวใจของฉันมันหนาวเหลือเกิน... ฉันไม่อยากจะมีชีวิตต่อไปเพื่อเจอกับความหนาวนี้อีกแล้ว...” ฉันตอบกลับไปอย่างเหม่อลอย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป

                    “ไหนคุณบอกไม่ได้อยากตายไงครับ? เมื่อกี้โกหกผมสินะ” เขาถามกลับมา แล้วส่งยิ้มเหมือนจงใจกวนประสาท

                    “ฉันไม่ได้อยากจะตายสักหน่อย เมื่อกี้แค่บรรยากาศมันพาไปแค่นั้นเอง!” ฉันพูดออกไปเพื่อกลบเกลื่อน “และถึงฉันจะฆ่าตัวตายจริง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ? ชีวิตของฉันไม่ใช่ของคุณสักหน่อย ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของ...”

                    “แล้วคุณไม่คิดถึงคนที่เลี้ยงดูคุณมาจนโตขนาดนี้บ้างเลยรึไง? ถ้าคุณตายไปเขาจะเสียใจขนาดไหน คิดบ้างหรือเปล่า?” เขาชิงกล่าวขึ้นมาก่อนที่ฉันจะพูดจบ ทำเอาฉันเริ่มสะอื้นด้วยความเศร้าที่ถูกเขากระตุ้น

                    “ฉ... ฉันไม่มีพ่อมีแม่หรือญาติที่ไหน มีก็แต่ยายคนเดียว แล้วท่านก็เสียไปแล้ว หลังจากฉันมีแฟนได้ไม่นาน...” ฉันตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกัก “ดังนั้นถึงฉันจะตายไปก็คงไม่มีใครมาร้องไห้เสียใจหรอก แล้วถ้าฉันตาย จะได้ไปอยู่กับยาย... ฉันจะได้รับความอบอุ่นจากท่านอีกครั้ง... ฉันอยากจะไปให้พ้นความหนาวเหน็บในใจนี้สักที...”

                    “ผมว่าคุณไม่ได้อยากจะตายหรอก คุณแค่อยากได้ความอบอุ่น อยากได้ใครสักคนมาทำให้คุณหายหนาวใจต่างหากล่ะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นมา ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ “ไม่เคยได้ยินเหรอว่าคนที่ฆ่าตัวตายจะไม่ได้ไปสู่สุคติ ต้องวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทรมานไปอีกตราบนานเท่านาน ดังนั้นถ้าคุณฆ่าตัวตาย คุณก็จะไม่ได้ไปพบกับยาย ไม่ได้หลุดพ้นจากความหนาวในหัวใจหรอกนะ แต่คุณจะจมอยู่กับความหนาวเหน็บในหัวใจของคุณตลอดไปเลยล่ะ แล้วผมว่ายายคุณหรือแฟนคุณที่จากไปก็ไม่ได้อยากให้คุณเป็นแบบนั้นกันหรอก”

                    “แต่ถึงมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีใครพาฉันออกไปจากความหนาวนี่แล้ว... ไม่มีใครมอบอ้อมกอดที่อบอุ่นให้ฉันได้...”

                    “แล้วคุณมอบอ้อมกอดที่อบอุ่นให้ตัวเองบ้างหรือยังล่ะ?” เขาชิงถามกลับมาก่อนฉันจะพูดจบอีกครั้ง “ผมว่าคุณคงจะได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นจากคนอื่นมาตลอด จนลืมไปว่าอ้อมกอดที่มีให้กับตัวเองมันก็ให้ความอบอุ่นได้เหมือนกันนะ”

                    “แต่ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว... ถึงจะหายหนาวหัวใจ ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไมอยู่ดี...”

                    “มีชีวิตอยู่ให้ยายของคุณที่อยู่บนสวรรค์ ได้ภาคภูมิใจกับตัวหลานสาวที่ท่านรักล่ะมั้ง” เขาพูดพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาจริงจัง “สัญญากับผม หรือกับคุณตัวเองก็ได้ ว่าคุณจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีก แล้วก็จะใช้ชีวิตของคุณให้ดีที่สุด ให้ยายของคุณภูมิใจ แบบนั้นบางทีคุณอาจจะได้พบกับท่านอีกครั้งบนสวรรค์ก็ได้มั้ง”

                    “ก็ได้ ฉันขอสัญญากับตัวเอง ฉันจะไม่ฆ่าตัวตายเด็ดขาด ฉันจะทำให้ยายฉันบนสวรรค์ภูมิใจ แบบนี้ใช้ได้หรือยัง?” ฉันสัญญาให้เขาได้ยิน แม้ว่าในใจตอนนี้ก็ยังลังเลว่าจะทำตามที่ตัวเองพูดดีหรือไม่

                    “ขอให้คุณจำคำสัญญาของคุณเอาไว้ แล้วรักษามันเอาไว้ให้ดีแม้ว่าผมจะไปจากตรงนี้ก็แล้วกัน เพราะวันนี้ใกล้หมดเวลางานของผมแล้ว” ชายหนุ่มบอกกับฉันพร้อมส่งยิ้มให้อย่างสุขใจ ก่อนร่างสูงในชุดกันหนาวจะเดินไปใกล้กับหน้าผาที่ฉันจะกระโดดลงไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน  “ผมจะได้ไปบอกกับเพื่อนผมได้ว่าหลานสาวของหล่อนสมัยเป็นมนุษย์จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ให้หล่อนได้ภาคภูมิใจที่เธอเลี้ยงมาแต่เล็กๆ”

                    “คุณพูดอะไรน่ะ ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย! แล้วคุณจะไปยืนตรงนั้นทำไม คุณบอกว่ามันอันตรายไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ได้ตกลงไปตายหรอก!” ฉันพยายามจะลุกขึ้นเพื่อไปดึงตัวเขากลับมา แต่ไม่ทันที่จะได้ทำแบบนั้น ฉันก็ต้องชะงักด้วยความตกใจ กับภาพที่ตัวเองเห็นอยู่ตรงหน้า ภาพร่างกายของชายหนุ่มที่คุยกับฉันจนถึงเมื่อครู่นี้ค่อยๆ สลายไปกับสายหมอก!

                    “คุณจะตกใจทำไมกัน นี่ผมยังไม่ได้บอกคุณเหรอ ว่างานของผมคือเทวดาผู้สร้างหมอกของแถบนี้ ที่เรียกว่าอภัพวลาหกเทพบุตรน่ะ” เสียงของชายหนุ่มกล่าว ก่อนที่ร่างกายของเขาจะกลายเป็นไอน้ำ แล้วหายไปในทะเลหมอกต่อหน้าต่อตาฉัน!

                    ฉันยืนตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตั้งสติขึ้นมาได้ ฉันขยับแขนขึ้นมากอดตัวเองแล้วอมยิ้มน้อยๆ แม้ไออุ่นมันอาจจะไม่เท่าอ้อมกอดของยายหรือแฟน แต่ไออุ่นที่ได้จากอ้อมแขนตัวเองมันก็พอคลายความหนาวเหน็บในใจได้บ้าง

                    ขอบคุณคุณเทวดาสำหรับกำลังใจและคำแนะนำที่มอบให้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่ายายยังคงมองหลานสาวคนนี้อยู่จากที่อันไกลแสนไกล ต่อไปนี้ฉันจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างภาคภูมิให้ยายได้เห็น ให้ยายไม่เสียใจที่ได้เลี้ยงฉันมา ฉันจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีกครั้งแน่

                    ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไปแล้ว...

     

     

     

     


    ผลงานอื่นๆ ของ รักต์ศรา

    นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

    loading
    กำลังโหลด...

    ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

    คำนิยม Top

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    คำนิยมล่าสุด

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    12 ความคิดเห็น

    1. วันที่ 21 กันยายน 2557 / 12:06
      เขียนได้เยี่ยมมากๆ ค่ะ หักมุมดีด้วย
      ชอบค่ะ
      #12
      0
    2. วันที่ 21 ธันวาคม 2556 / 21:02
      มาเมนต์ให้ตามสัญญาเน่อ (ถึงจะเลทไปหน่อยก็เหอะ ขอโทษที)



      เขียนได้ความรู้สึกเป็นผู้หญิงในเรื่องสูงมาก และก็ไม่มี่คำผิดเลยนะ(เท่าที่เห็น) เป็นจุดที่น่าชื่นชม



      พวกอารมณ์ความรู้สึกในเนื่อเรื่องยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ เหมือนจะทำให้เศร้าตาม แต่ก็ยังไม่ค่อยถึง บรรยายว่าอากาศหนาวก็ยังแค่เย็นๆหง่ะ บอกไม่ถูก



      แต่พอจะหักมุม มันก็ไม่ตื่นตกใจมาก เหมือนแบบ...อืม อ่างั้นหรอ







      ปล.แต่ชอบประโยคที่กอดตัวเองนะ มันดูอบอุ่นดี

      ปลล.ก็สนุกดีนะ อ่านเพลินๆ
      #11
      0
    3. #10 The Aler
      วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 12:22
      อืม...ผมเองก็ไม่ค่อยถนัดในการวิจารณ์เรื่องสั้นนัก (ขนาดเรื่องยาวยังไม่เลย 555)  
      เอาเป็นว่าเนื้อเรื่องคือการเกริ่นความรู้สึกของผู้หญิงที่ถูกทิ้ง และเล่าคร่าวถือเหตุการณ์ของตัวเอง
      จบลงด้วยการที่มีชายหนุ่มซึ่งเป็นเทวดาหายตัวไป  (หักมุมแบบไม่รุนแรง) 
      มีขัดที่เดียวคืออารมณ์ที่เศร้ามาแต่ต้นมันหายง่ายไปเมื่อถึงตอนจบ (ในความคิดผมนะครับ)
      แต่อาจจะเพราะด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทพ (หรือเปล่า) ทำให้คำพูดไม่กี่คำทำให้หญิงคนหนึ่ีงรู้สึกดีขึ้น
      แต่ภาพรวมแล้วถือเป็นเรื่องสั้น แนวสะเืทือนอารมณ์ เจาะกลุ่มคนที่อกหัก 
      หากว่าคนที่กำลังอกหักอ่านคงจะเข้าถึง  แต่กับคนที่มีความรัก อาจจะต้องอกหักสักครั้งเพื่อบิ้วตัวเอง // ผิด =_=

      ต้องขออภัยที่เม้นท์ให้ช้านะครับ อ่านจบแล้ว แต่ว่าหาโอกาสเม้นท์เป็นลำดับงามๆ อย่างที่ 10 // ผิดอีก

      สำนวนของท่านไม่มีปัญหาในการบรรยายอยู่แล้ว
      ค้นพบให้ได้ว่าตัวเองถนัดการบรรยายแบบไหน 
      ก็สามารถทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกกับเรื่องที่เขียนแล้วครับ

      อ๋งๆไปล่ะฮะ :3 น่วยน้วย 
      #10
      0
    4. วันที่ 14 ธันวาคม 2556 / 13:20
      อ่านแล้วรู้สึกว่าเทพบุตรยังวัยรุ่นอยู่ โครงเรื่องและเนื้อหาดีแล้วครับ ใส่เรื่องอารณ์ให้เศร้าลึกกว่านี้อีกหน่อยจะเยี่ยมเลย
      #9
      0
    5. วันที่ 11 ธันวาคม 2556 / 21:14
      @ ๑
      ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านและขอบคุณสำหรับคำชมครับ ก็หวังว่าคนอื่นๆ ที่เข้ามาอ่านก็จะได้อะไรไปเช่นกันเน่อ

      @ ๒
      ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ต่อไป สักวันหนึ่งก็คงจะเจอสิ่งที่ดีก่าสิ่งที่เราเสียไป... ใครก็ไม่รู้ได้กล่าวไว้...

      @ ๓
      สงสัยเรื่องที่เราแต่งมักจะต้องมีอะไรเร้นลับมาแจมตลอดสินะ ๕๕๕

      @ ๔
      ขอบคุณครับที่ชอบ

      @ ๕
      บางทีผีกับเทวดาก็อาจห่างกันแค่เส้นบางๆ ที่คนเราจะนิยามล่ะมั้ง...
      อันที่จริง ถ้าเปลี่ยนเป็นผีนี่ โทนเรื่องเปลี่ยนทันทีแน่...

      @ ๖
      แก้ไขให้แล้วเน่อ

      @ ๗
      เพิ่งเคยลองเขียนวรรณกรรมที่มีโควต้าหน้าจำกัดเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าดึงอารมณ์มาไม่สุดเท่าไรแฮะ...
      จะแก้คงไม่ทันแล้ว แต่เอาเป้นว่าจะรับคำติชมไว้สำหรับงานต่อๆ ไปเน่อ
      ขอบคุณที่แวะมาอ่านจนจบและชื่นชอบเรื่องนี้นะครับ
      #8
      0
    6. วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 23:58
      เนื้อเรื่อง...ได้อารมณ์ของความหนาว อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงอากาศเย็น
      อ่านแล้วเห็นภาพตัวเองไปยืนอยู่หน้าผาเลย จินตนาตามการได้ไม่ยากค่ะ
      นึกถึงภาพที่ปาย มีหมอกปกคลุมเหนือยอดเขา...ประมาณนั้น
      มีให้หักมุมถึงสองตลบ นึกว่าจะปิ๊งรัก แต่ที่ไหนได้เป็นเทวดา T^T




      แต่ความหนาวที่หัวใจของตัวเอก
      ลองโฟกัสไปที่จุดเดียวที่ปูมาคือความรัก
      คนแต่งพยายามบรรยายถึงปูมหลัง ที่อยู่กับยาย โดนล้อ อกหัก ชีวิตนางอาภัพ...จนเรียกว่าเหงา
      ลองตัดส่วนที่ไม่จำเป็นต้องอธิบาย และใส่รายละเอีดเรื่องความผิดหวังให้มากขึ้น ให้คนอ่านอินมากขึ้น
      จะรู้สึกได้ถึงความดราม่าของตัวเองเพิ่มขึ้น
      อันนี้ข้อเสนอแนะนะคะ ^^

      ส่วนตอนหักมุมนี่ มันเดาง่าย คิดได้ ตัดใจได้ไวไปหน่อย  
      นอกจากจะมีคำพูดที่กระแทกใจดำสุดๆ 
      ลองกลับไปตัดส่วนที่ไม่จำเป็น แล้วใส่รายละเอียดในส่วนที่จำเป็น
      ที่ทำให้ตอนจบมีความเข้มข้นขึ้นนะคะ ^^

      ชอบคร่าาา ^^ อ่านจนจบเลย

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 ธันวาคม 2556 / 00:00
      #7
      0
    7. วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 19:48
      ดูเป็นเรื่องอิงกับความเป็นจริงนะคะ บรรยายได้เห็นภาพดี อ่านแล้วก็รู้สึกอินไปด้วย แต่หลังจากที่เทวดาพูดเตือนสติแล้ว ตัวเอกดูจะเชื่อง่ายไปหน่อย หายเศร้าป็นปลิดทิ้งเลย เหมือนตัดทิ้งไปได้ทั้งหมด อยากให้บรรยายความรู้สึกของคนที่ได้สติขึ้นมาให้ชัดเจนกว่านี้อ่ะค่ะ ><
      #6
      0
    8. #5 มุก
      วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 17:33
      แนวเรื่องทั่วๆไปมันยังเฉยๆไปหน่อย ในตอนต้นๆนะน่ะ



      แต่เขียนได้ดีนะ เหมือนเป็นผู้หญิงมาเขียน มาเล่าประสบการให้ฟังเองจริงๆ



      ส่วนที่ชอบมากๆก็คือตอนท้ายนั่นแหละที่มีหักมุม



      ไอเราก็ลุ้นนึกว่าจะพบรักใหม่ ที่ไหนได้ = ='



      อ่านๆไปตอนแรกนึกว่าผี ดันกลายเป็นเทพบุตรไปได้ซะอย่างนั้น 5555
      #5
      0
    9. วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 16:42
      บรรยายดีครับ ผมชอบ
      #4
      0
    10. #3 panipat
      วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 16:10
      อ่านแล้วรู้สึกยังไม่ค่อยเศร้านะ บรรยายได้ดีแต่เหมือนอารมณ์ยังไม่สุดยังไม่ถึงจุดที่จะฆ่าตัวตาย



      แต่ว่าชอบเทวดาหมอกตอนจบจัง น่ารัก เหมาะกับแนวของผู้เขียนดี ^^
      #3
      0
    11. วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 12:13
      โถ นึกว่าเฮียจะมาเป็นพระเอกคนใหม่ซะอีก อิอิกำ
      ที่แท้ก็เป็นเทวดาหรอกหรือ =w= 555555555
      ดูนางเอกจะมึนๆงงๆกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติจนลืมเฮิร์ทแล้วนะคะนั่น

      แต่ไม่เป็นไรฮะ เราเชื่อว่าหลังจากลงเขาไปแล้ว นางเอกก็จะได้เจอคนที่ดีกว่าแน่นอน
      โลกมันก็แบบนี้แหละ
      #2
      0
    12. #1 okprae
      วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 11:45
      ขอบคุณคนเขียน เรื่องนี้ ทำให้คนอกหัก คนนึง คิดได้ และหวังว่าใครอีกหลายคน คงเข้าใจเหตุผลของการดำรงชีวิตอยู่ต่อด้วยตัวเองมากขึ้น ^_^
      #1
      0