คัดลอกลิงก์เเล้ว

ความฝันกับคนข้างๆ

โดย finfinity

ทุกความฝันมักมีอุปสรรค แล้วคุณล่ะพร้อมสู้กันมันมั้ย

ยอดวิวรวม

275

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


275

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ส.ค. 59 / 16:12 น.
นิยาย ѹѺҧ ความฝันกับคนข้างๆ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
  
คิม  นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 3 ผู้มีความฝันและตั้งใจจะทำให้เป็นจริงแต่ทุกครั้งที่ชีวิตเค้ากำลังไปได้ดีมักจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับเค้าจนทำให้ทุกอย่างต้องสะดุด ครอบครัวของคิมถือว่ามีฐานะดี มีน้อง 2 คน 


ฟีฟ่า เด็กหนุ่มหน้าตาดี อาศัยอยู่บ้านหลังตรงข้ามบ้านของคิม ฟ่าจะคอยอยู่ข้างๆคิมทุกครั้งที่คิมมีปัญหา ไม่เคยทิ้งคิมไปไหน และคิดกับคิมมากกว่าพี่ชายแต่เก็บไว้ในใจ

 


.......ตัวละครอื่นๆจะตามมาทีหลังนะคะ






______________________________________________________________________________________________

ฟิคเรื่องนี้แต่งขึ้นมาจากจินตนาการ+ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน  แต่ขึ้นเพื่อให้กำลังใจคนที่กำลังท้อแท้กับการเรียนและการเดินทางเพื่อไปให้ถึงฝัน โดยถ่ายทอดเรื่องราวสั้นๆผ่านคิม ผู้ที่มีความฝันคือการได้ใบปริญญามาให้แม่ แต่เรื่องราวชีวิตของเค้ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ทั้งๆที่ใกล้จะจบแล้วแต่ก็ยังต้องมาเจอปัญหาใหญ่จนเกือบทำให้เค้าทิ้งทุกอย่าง แต่สุดท้ายความฝันเค้าก็เป็นจริงเพราะมีฟ่าที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือมาตลอด ถึงจะช่วยได้ไม่มากแต่มันก็ทำให้คิมสู้ต่อไปได้

  สวัสดีค่ะ เรื่องนี้เป็นที่สองของไรต์ เรื่องนี้อยู่ดีๆก็อยากแต่ง จริงๆคือตัวไรต์เองแหละที่เจอปัญหา ไปไหนไม่ได้เลยมาลงที่นี่ ถ้าไม่ชอบก็กดปิดเน้อะ 
 

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครแม้แต่อย่างนะคะ เนื้อหาส่วนใหญ่ก็สะท้อนชีวิตความเป็นจริงเกี่ยวกับการเดินตามฝันของคนมีฝันทั้งหลาย อาจจะแต่งไม่เก่งเหมือนคนอื่นๆ แต่เรื่องไรต์ถ่ายทอดออกมาจากใจและความจริงจากชีวิตเลยค่ะ ฝากด้วยนะคะ 

ขอบคุณรูปภาพด้วยนะคะ จาก ig: kimmon.dj / ig: fifa_premanan

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ส.ค. 59 / 16:12




ความฝันกับคนข้างๆ

ทุกคนคงมีความฝันและคงอยากทำให้มันเป็นจริง    ผมเป็นคนหนึ่งครับที่มีความฝันและอยากให้เป็นจริง ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะเข้าใจความคิดผมผิด ทุกครั้งที่ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยมันมักจะมีเรื่องเข้ามาทำให้ทุกอย่างที่กำลังไปได้ดีต้องสะดุด

   

 

 

    เมื่อ 2 เดือนก่อน ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมสอบได้ทุนไปศึกษางานที่ต่างประเทศ 6 เดือน ตอนนั้นเก็บของเตรียมเดินทางแล้วล่ะแต่ก็ไม่ได้ไปเพราะพ่อผมป่วยหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ที่จริงก็มีแม่คอยเฝ้าอยู่แหละครับ แม่ก็บอกให้ผมไป ไม่ต้องห่วงทางนี้  แต่ผมจะไปได้ไงล่ะ ผมรู้ว่าแม่ผมเหนื่อยแค่ไหน แม่ต้องไปทำงานแล้วแม่จะเอาเวลาไหนมาเฝ้าพ่อล่ะ ผมเลยสละสิทธิ์แล้วมาอยู่เฝ้าพ่อ

.

.

   พอพ่อผมออกจากโรงพยาบาล ผมก็ได้สิทธิ์ได้ไปศึกษาดูงานที่สิงคโปร์ 2 เดือน และก็เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ได้ไปเพราะก่อนวันที่ผมจะไป 1 อาทิตย์ น้องชายของผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาการสาหัส พ่อก็ต้องไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด แม่ก็ติดงานที่หัวหิน ตอนแรกพวกท่านก็จะทิ้งงานเพื่อมาเฝ้าคินแต่เป็นผมเองแหละที่ไม่ยอม ผมขออยู่เฝ้าเองเพราะไม่อยากให้พวกท่านเสียงาน ผมเลยต้องสละสิทธ์อีกครั้ง

  ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทางมหาวิทยาลัยมีโครงการพิเศษ จัดค่ายไปศึกษาดูงานที่ภูเก็ตโดยคัดนักศึกษาที่มีความสามารถไป และแน่นอนว่าผมเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็เหมือนเดิมครับว่าผมต้องสละสิทธิ์เพราะแม่ผมล้มป่วยเพราะทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ผมก็เลยไม่ไป ขออยู่เฝ้าแม่

  และตอนนี้..ผมว่ามันคงเป็นปัญหาที่หนักที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา  ช่วงนี้มันเป็นช่วงกิจกรรมครับ มีทั้งกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยและของทางคณะ ยิ่งตอนนี้ใกล้สอบด้วย ผมเลยไปลงเรียนเพิ่มและแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายมันต้องเพิ่มขึ้น จากที่มากอยู่แล้วมันก็ยิ่งหนักไปอีก ทั้งค่าจัดกิจกรรม ค่าใช้จ่ายตอนไปออกค่ายอาสา ค่าลงเรียนเพิ่มและค่าอื่นๆอีกมากมาย ถ้าเป็นแต่ก่อนผมคงไม่คิดหนักขนาดนี้หรอกเพราะบ้านผมก็มีฐานะพอสมควร มีธุรกิจส่วนตัว แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนแต่ก่อนไง ตอนนี้ธุรกิจทางบ้านของผมมันกำลังมีปัญหา คินก็กำลังจะสอบเข้ามหาลัยเลยต้องเรียนพิเศษและติวเพิ่ม พ่อกับแม่เลยต้องทำงานหนักเพื่องานเงินมาใช้ในส่วนนี้ ผมว่าแค่นี้มันก็แย่มากพอแล้วนะ แต่เหมือนมันเป็นช่วงมรสุมชีวิตของครอบครัวผมอ่ะ เมื่อสองวันก่อนพ่อก็ป่วยหนักถึงขั้นต้องหามเข้าโรงพยาบาลกลางดึกเลย ผมตรวจออกมาว่าพ่อเป็นเนื้องอกในสมอง ต้องผ่านออกภายใน 1 อาทิตย์ ถ้าช้ากว่านี้อาจจะทำให้เป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดชีวิต ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าแม่ผมทำงานคนเดียว

“แม่ครับ ให้ผมดรอปเรียนก่อนมั้ย ให้ทุกอย่างมันดีขึ้นก่อนค่อยกลับไปเรียนก็ได้”  จะให้ผมเรียนต่อทั้งๆที่แม่ต้องทำงานหนักคนเดียว ผมทำไม่ได้หรอกครับ

“หยุดคิดเรื่องนี้ไปเลยคิม จำคำสัญญาที่เคยบอกแม่ไว้ไม่ได้หรอ”  ทำไมผมจะจำไม่ได้ล่ะ ผมจำได้ดีเลยแหละ

-ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน-

  วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ผมครับ ที่บ้านเลยมีการเลี้ยงฉลองอะไรนิดหน่อยไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย ก็มีแค่เรา 5 คนนี่แหละ มี พ่อ แม่ คิว คิน แล้วก็ผม  ก่อนจะเล่าถึงงานวันนี้ผมขอเล่าเกี่ยวกับครอบครัวผมก่อนละกัน พ่อผมเป็นผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่งส่วนแม่ก็เป็นผู้จัดการร้านเครื่องสำอางแบรนด์ดังสาขาที่ 20 ในกรุงเทพ ตอนนี้ท่านทั้งสองกำลังช่วยกันลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อในอนาคตจะให้ผมกับน้องๆมีที่ยึดเหนี่ยวเพราะถ้าเกิดคนใดคนหนึ่งเรียนจบแล้วไม่มีงานทำก็จะให้มาบริหารธุรกิจ    คิว เป็นน้องชายของผม เป็นลูกคนกลางของครอบครัวเรา ตอนนี้เรียนอยู่ ม.5 อายุห่างจากผม 1 ปี คิวมันไม่ค่อยชอบเรียนครับ ถนัดด้านกีฬามากกว่า เล่นได้หมดไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล ฟุตซอ แบดมินตัน ว่ายน้ำแต่ที่มันถนัดและเก่งที่สุดก็คงเป็นบาสเก็ตบอล เป็นนักกีฬาบาสประจำโรงเรียนด้วย ล่าสุดได้เป็นนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียนด้วย พ่อแม่ก็สนับสนุนมันเต็มที่ พอเรียนจบ ม.6 ก็จะส่งไปเรียนโรงเรียนกีฬา   คิน น้องชายผมอีกคน เป็นน้องคนสุดท้อง ตอนนี้พึ่งเรียน ม.3 คนนี้เค้าไม่ถนัดทั้งด้านเรียนและกีฬาแต่เก่งเรื่องดนตรี เล่นได้ทั้งเปียโน กีตาร์ กลองชุด เบสแล้วก็ไวโอลิน ที่สำคัญ ร้องเพลงเพราะมาก ถึงขั้นได้เป็นนักร้องประจำวงดนตรีของโรงเรียนเลยนะ คนนี้พ่อแม่ผมก็สนับสนุนเต็มที่เหมือนกัน พอจบ ม.6 พ่อกับแม่ก็จะส่งไปเรียนที่ดุริยางคศาสตร์ ส่วนตอนนี้ก็ส่งให้ไปเรียนร้องเพลงที่ตึก GMM เลยนะแล้วก็ยังไปเรียนดนตรีเพิ่มเติมอีกแหนะ บางทีผมก็คิดนะว่าน้องของผมทั้งสองคนมันเก่งเกินไป เก่งผิดมนุษย์คนอื่นเค้า แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่เก่งอะไรเลยนะ พูดแล้วก็หาว่าโม้ นี่คือเรื่องจริงนะ ผมเก่งเรื่องพูดอ่ะ 555555 ผมได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์วันไหว้ครู วันแม่ วันพ่อ ทั้งของโรงเรียนและของส่วนกลาง แล้วก็ยังได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษาของนักเรียนทุกรุ่น  เป็นพิธีกรประจำโรงเรียนด้วยนะ ที่สำคัญ อันนี้ผมภูมิใจนำเสนอมากคือผมได้เป็นดีเจประจำชมรมข่าวและของโรงเรียนด้วย พอเรียนจบผมว่าจะเรียนต่อคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

....รู้ชีวประวัติเกี่ยวกับครอบครัวผมพอสมควรละ กลับมาที่งานวันเกิดแม่ของผมเถอะ คือวันนี้เรามีงานเลี้ยงเล็กๆภายในครอบครัวแต่แม่ผมบอกว่าชวนเพื่อนบ้านมาด้วย เห็นว่าสนิทกัน จะมากัน 3 คน พ่อแม่ลูก

“มาแล้วค่ะ” เสียงของบุคคลมาใหม่ที่แม่บอกว่าสนิทกันนั่นแหละครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปสนิทกันตอนไหน

“เชิญค่ะ แล้วคุณพ่อกับน้องฟ่าละคะ” ท่าทางจะสนิทกันจริงๆแหละครับ พอคุณ..เอ่อ..เรียกน้าละกัน  คุณน้าเข้ามาในบ้าน แม่ผมก็เดินเข้าไปหาแล้วก็กอดกันก่อน ค่อยเชิญเข้ามา

“คุณพ่อกำลังตามมาค่ะ แต่ฟ่าไม่น่าจะได้มา”  คุณพ่อที่คุณน้าพูดถึงนี่คือสามีเค้านะครับ ไม่ใช่พ่อเค้า แม่ผมก็เรียกพ่อแบบนี้แหละ

“ทำไมละคะ”

“เห็นแกบอกว่าการบ้านเยอะน่ะคะ เลยขอทำการบ้านอยู่ที่บ้าน”

“งั้นก็แสดงว่าน้องอยู่บ้านคนเดียวน่ะสิคะ”

“ใช่ค่ะ”

“คิม ไปดูน้องหน่อยสิ เผื่อจะช่วยบอกการบ้านน้องได้หรือไม่ก็ไปเรียกน้องให้มาทำอยู่นี่ก็ได้ อยู่คนเดียวมันอันตราย”

“ครับ” แล้วผมก็ต้องออกมาตามคำสั่งของแม่ คือเอาจริงๆนะ ผมไม่เคยเห็นหน้าไอ้เด็กที่ชื่อฟ่าอะไรนั่นเลยเพราะมันไม่เคยมาบ้านผมหรืออาจจะมาตอนผมไม่อยู่

“ฟ่า แม่ให้มาเรียกไปบ้านหลังนู้น” ผมตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านครับ ก็ไม่กล้าเข้าไปอ่ะเพราะผมไม่เคยเข้าไปบ้านหลังนี้เลยซักครั้ง

“ผมทำการบ้านอยู่ครับ ฝากบอกแม่ด้วยว่าถ้าทำเสร็จแล้วจะตามไปทีหลัง”

“แม่บอกว่าให้พี่มาบอกการบ้าน”

“ไม่เป็นไรครับ ผมทำได้”

“งั้นก็เอาไปทำที่นู้น”

“เสร็จพอดี ไปแล้วครับ” ไม่นานเด็กที่ชื่อฟ่าก็เดินออกมาจากบ้าน “ไปกันยังครับ”

“ไปดิ” แล้วผมกับฟ่าก็เดินมาที่บ้านของผมที่ตอนนี้ทุกคนกำลังทานข้าวกัน “มาแล้วครับแม่”

“ทำไมไปแป๊ปเดียวเอง” แป๊ปที่ไหนล่ะแม่ ผมยืนคุยกับมันตั้งเกือบ 5 นาทีแหนะ -_-

“การบ้านผมเสร็จพอดีน่ะครับ เลยมาเร็ว สวัสดีครับคุณป้า”

“หวัดดีจ้ะ มานั่งก่อนสิลูก”

“ครับ” พูดจบ เด็กนั่นก็เดินไปนั่งลงข้างๆแม่ผม “สุขสันต์วันเกิดนะครับคุณป้า ขอให้คุณป้ามีความสุขมากๆ ร่างกายแข็งแรงนะครับ”

“ขอบใจนะลูก^^  แล้วคิมล่ะ มีอะไรให้แม่มั้ย น้องทั้งสองคนให้แม่มาแล้วนะ” สงสัยให้ตอนที่ผมไปตามเด็กฟ่านั่นมั้ง

“รอแป๊ปนะครับแม่”  พูดจบผมก็เดินขึ้นไปที่ห้องเพื่อเอาของที่เตรียมไว้มาให้แม่

ไม่นานผมก็เดินลงมาพร้อมกับเค้กก้อนโตโดยที่ตอนนี้ข้างล่างมืดสนิทจะมีแค่แสงสว่างของเทียนที่มาจากเค้กที่ผมกำลังถือมานี่แหละ

แฮปปี่เบิร์ด เด่ย์ทู ยูววววว แฮปปี่เบิร์ดเด่ย์ ทู ยูวววว แฮปปี่เบิร์ดเดย์ แฮปปี่เบิร์ดเด่ย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู ยูวววววว

“สุขสันต์วันเกิดครับนะครับแม่ ขอให้แม่มีความมากๆ ร่างกายแข็งแรง อยู่กับผมไปนานๆ อีกไม่นานผมจะเอาปริญญามาเป็นของขวัญวันเกิดให้แม่ครับ”

“สัญญากับแม่นะคิม”

“สัญญาครับแม่ ผมจะทำให้ได้”

(กลับมาปัจจุบัน)

ก็อย่างที่เล่านั่นแหละครับ ในวันเกิดแม่เมื่อสามปีก่อน ผมสัญญากับแม่เอาไว้ว่าจะเอาใบปริญญามาเป็นของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังแย่ แย่มากเลยด้วยซ้ำ แม่จะแบกรับทุกอย่างคนเดียวไหวได้ยังไง

“จำได้ครับ ผมจำได้ดีไม่เคยลืม”

“ถ้าอย่างงั้นก็เลิกคิดเรื่องที่จะดรอปเรียน ตั้งใจเรียนไปเถอะ อีกปีเดียวก็จบแล้ว เดี๋ยวเรื่องนี้แม่จัดการเอง”

“แต่แม่จะไหวหรอครับ มันหนักเกินไป”

“แม่ไหวคิม ขอแค่ลูกตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองไปเถอะ เรื่องทางนี้ไม่ต้องห่วง จำได้มั้ย แม่เคยสอนลูกว่ายังไง”

“ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ทุกอย่างมักมีอุปสรรคเสมอแต่เมื่อเราผ่านมันไปได้เราก็จะเข้มแข็งขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าปัญหาจะใหญ่แค่ไหน ก็ขอให้สู้แล้วมันจะผ่านไปเอง” เป็นคำสอนที่แม่คอยพร่ำสอนผมมาตลอด เพราะแบบนี้ไงครับ ผมถึงไม่ยอมแพ้

“เชื่อแม่สิว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น เราจะผ่านเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปด้วยกันนะ”  อ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นที่เคยกอดผมทุกครั้ง วันนี้มันเป็นการกอดเพื่อให้กำลังใจ กอดเพื่อให้รู้ว่าเราจะไม่ทิ้งกันไปไหนไม่ว่าจะแย่แค่ไหน

“เราจะสู้ไปด้วยกันครับ ผมจะหางานทำ ช่วยแม่อีกทาง”

“จ้ะ แต่ตอนนี้ลูกต้องไปเรียนได้แล้ว”

“ครับ งั้นผมไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ”  หลังจากที่ลาแม่เสร็จผมก็เดินทางไปมหาวิทยาลัย คือเอาตรงๆเลยนะ วันนี้ผมไม่อยากมาเรียนเลย ผมอยากอยู่ช่วยแม่แก้ปัญหา แต่ผมก็ต้องมาเพราะคำขอร้องของแม่

...หลังจากที่เรียนคาบเช้าเสร็จผมก็มานั่งอยู่ที่โต๊ะใต้ต้นไม้ที่สนามฟุตบอลเพื่อรอเรียนอีกคาบตอนบ่ายโมง

“เป็นไรพี่” เสียงของเด็กฟ่าคนนั้นนั่นแหละครับ มันสอบติดที่เดียวกันกับผม คณะเดียวกันด้วย ที่สำคัญเลย เป็นสายรหัสของผม บังเอิญไปมั้ยล่ะ แต่ทุกครั้งที่ผมเหมือนหรือท้อ ก็จะมีฟ่านี่แหละที่คอยอยู่ข้างๆ ให้กำลังใจและคอยปลอบผม ฟ่าไม่เคยหายไปไหนเลยทั้งเวลาที่ผมมีความสุขและตอนที่ผมมีปัญหา และที่ตรงนี้มักจะเป็นที่ที่เรามานั่งคุยกัน  ที่จริงมันเป็นที่ประจำของผม เวลาติดต่อผมไม่ได้ ฟ่าก็จะมาหาผมที่นี่และก็จะเจอทุกครั้ง

“มีปัญหานิดหน่อย”

“พี่ไม่ต้องห่วงนะ ทุกปัญหามันมีทางออก อีกไม่นานมันก็จะผ่านไปครับ”

“นานแค่ไหนล่ะ พี่ว่า บางที่มันก็เข้ามาหาพี่บ่อยเกินไปแล้วนะและครั้งนี้พี่ว่ามันหนักเกินไปแล้วด้วย”

“ผมรู้ว่าตอนนี้พี่กำลังเหนื่อยและท้อ แต่ผมว่าพี่เข้มแข็งพอที่จะสู้กับมันต่อให้มันหนักแค่ไหนก็ตาม พี่ไม่ต้องห่วงนะ แม่พี่ไม่ได้สู้คนเดียว ตอนนี้พวกเรากำลังสู้ไปด้วยกัน เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะ”

“หมายความว่าไง”  คือผมไม่เข้าใจ แม่ไม่ได้สู้คนเดียวหรอ แล้วฟ่ารู้เรื่องนั้นด้วยหรอ พวกเราที่ว่าหมายถึงครอบครัวของฟ่าหรอ

“ผมรู้เรื่องทุกอย่างแล้วครับ พ่อแม่ผมก็รู้แล้ว ตอนนี้กำลังไปหาแม่ของพี่ที่โรงพยาบาลเพื่อหาทางออกช่วยกัน พี่ไม่ต้องห่วงนะ มันต้องผ่านไปได้ด้วยดี พ่อพี่ต้องไม่เป็นอะไร ธุรกิจทางบ้านของพี่ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

“พี่ยังมองไม่เห็นทางเลยฟ่า แทบจะไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยอ่ะ”

“พี่มองไม่เห็นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อย ตอนนี้แม่พี่ก็ไม่ได้สู้คนเดียวนะ ยังมีพ่อแม่ของผมแล้วก็ผมอีกคนที่จะสู้ไปด้วย”

“ขอบคุณนะ ที่คอยช่วยเหลือพี่มาตลอด ไม่เคยทิ้งพี่ไปไหนเลย ถ้าไม่มีฟ่า พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่จะผ่านมันไปได้มั้ย”

“ได้สิ พี่ทำได้อยู่แล้ว พี่เก่งจะตาย”

.

.

.

-1 เดือนผ่านไป-

 ตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาลครับ มาเฝ้าพ่อ ช่วงนี้ปิดเทอมน่ะครับเลยมาเฝ้าได้ พ่อผ่านตัดเอาเนื้องอกออกเรียบร้อยแล้วครับแต่หมอให้พักอยู่โรงพยาบาลก่อน แต่นี่ก็หลายอาทิตย์แล้วนะที่อยู่ที่นี่ พ่อบ่นอยากกลับบ้านทุกวันเลยแต่หมอไม่ให้กลับ อ๋อ ลืมบอกไปว่าตอนนี้ธุรกิจทางบ้านดีขึ้นมากแล้วที่มากไปกว่านั้นคือเราขยายสาขาไปแล้ว 5 สาขาในกรุงเทพ ลืมบอกไปอีกอย่างว่าธุรกิจที่ทำเนี่ย คือร้านเครื่องประดับ ใช้ชื่อแบนด์ว่า KMTที่ส่งออกทั้งในและต่างประเทศ

“ไงไอ่แสบ ทำไมถึงมาอยู่นี่ได้” ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนหรอกครับ ก็เสียงพ่อของผมนั่นแหละ พึ่งนอนตื่นมั่งกี้เอง

“ลืมไปแล้วหรอว่าลูกปิดเทอมแล้ว ปีหน้าก็ปี 4 แล้วนะพ่อ รีบหายได้แล้ว ลูกจะเรียนจบแล้วเนี่ย”

“พ่อหายตั้งนานแล้ว หมอนั่นแหละที่ไม่ให้พ่อออกจากโรงบาล”

“หายจริงอ่ะ”

“จริงสิ เดี๋ยวเดินให้ดูเลยเนี่ย” ว่าจบ พ่อก็เตรียมลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเดินให้ผมดู แต่ไม่ทันจะได้ลุก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างผู้มีอิทธิพลสูงสุดในบ้าน

“นอนลงไปเลยพ่อ อย่าพึ่งอวดเก่ง” มาเข้ามาพร้อมกับอาหารเย็นของผม เดินเอากับข้าวไปใส่จานแล้วยกออกมาวางไว้ที่โต๊ะหน้าโซฟา

“พ่อหายแล้วจริงๆนะแม่ อยากออกจากโรงบาลจะแย่แล้วเนี่ย พ่อคิดถึงบ้าน”

“ทนอีกหน่อยน่ะพ่อ อาทิตย์หน้าก็ได้ออกแล้ว”

“พูดจริงใช่มั้ยแม่ เย้ ดีใจจังเลย จะได้กลับบ้านแล้ว”

“ทำตัวเป็นเด็กไปได้ คิม มากินข้าวได้แล้วลูก”

“แล้วแม่ไม่กินหรอครับ”

“เดี๋ยวแม่กินทีหลัง ลูกกินก่อนเถอะ”

เกือบสองอาทิตย์แล้วมั้งครับที่ผมต้องกินข้าวในห้องนี้ ทุกวันหลังแม่เลิกงาน แม่ก็จะซื้อข้าวมาให้ผม จะมีบางวันที่กินพร้อมกันแต่ส่วนใหญ่แม่จะกินทีหลัง ส่วนพ่อก็จะมีพยาบาลเอามาให้ก่อนที่แม่จะเข้ามา ลืมบอกไปว่าตอนนี้คิวไปออกค่ายอาสาอยู่จังหวัดน่าน ส่วนคินก็เรียนร้องเพลงหลังเลิกเรียน 2 ชั่วโมง ต่อด้วยเรียนดนตรีอีก 1 ชั่วโมง กว่าจะกลับก็มืดแล้ว น้องก็เลยกินมาจากข้างนอก

“แม่ครับ ถ้าผมเรียนจบแล้ว เราไปเที่ยวกันนะ”

“เอาให้จบก่อนเถอะ”

“จบอยู่แล้วน่ะ อีกปีเดียวเองเนี่ย”

“จ้า พ่อคนเก่งของแม่ แล้วอยากเที่ยวไหนล่ะ”

“ไปเที่ยวเกาะมั้ย ไปพักผ่อนกันซักอาทิตย์ สองอาทิตย์”

“แล้วคิดว่าน้องจะไปได้หรอ”

“กว่าผมจะจบ น้องก็ปิดคอสเรียนพอดี ส่วนคิว มันไปแน่ๆ เชื่อผมสิ”

“ตามใจเลยจ้ะ”

.

.

.

วันเวลาผ่านไป ผ่านไปเร็วมาก จนตอนนี้ผมเรียนจบแล้วครับ พรุ่งนี้รับปริญญาแล้ว เย้!  ตอนนี้พ่อหายดีแล้ว ธุรกิจกำลังไปได้สวย เครื่องประดับแบนด์ KMT ของครอบครัวเราเป็นที่รู้จักไปทั้งในและต่างประเทศ ตอนนี้มีมากกว่า 50 สาขาทั่วประเทศ แล้วก็ยังมีสาขาย่อยที่กำลังไปเปิดตลาดในต่างประเทศอีก 10 สาขา เรียกได้ว่าตอนนี้ครอบครัวเรารวยมาก 55555  คิว ตอนนี้ก็กำลังซ้อมหนักเพื่อแข่งขันโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนคิน น้องเล็กของผม ตอนนี้ก็กลายเป็นนักร้องชื่อดังไปละ ไม่เคยคิดเลยว่าน้องของผมจะทำได้ขนาดนี้  น้องทั้งสองคนมันทำความฝันสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยๆเลย ที่สำคัญ มันทำสำเร็จก่อนพี่มันอีก

(วันรับปริญญาของคิม)

  วันนี้คือวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดครับ วันที่ผมรอมานาน ความฝันผมเป็นจริงแล้วครับ สัญญาที่เคยให้ไว้เป็นจริงแล้วนะครับแม่

“ยินดีด้วยนะพี่ชาย สำเร็จตามที่หวังแล้วนะ”  “เก่งที่สุดเลย พี่ชายของน้อง”  คงจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่พี่น้องสุดแสบที่เป็นน้องชายของผมเอง

“แต่น้องก็ทำฝันสำเร็จไปก่อนพี่แล้วหนิครับ”

“แต่ลูกก็ทำสำเร็จแล้วหนิลูก พ่อยินดีด้วยนะ ภูมิใจที่มีคิมเป็นลูกชาย”

“ผมก็ดีใจครับที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ  ว่าแต่...แม่ล่ะครับ”

“นั่นไง” พ่อพูดพร้อมกับชี้ไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงมาหาพวกเรา

“แม่” แค่เห็นเท่านั้นแหละครับผมก็วิ่งเข้าไปหาแม่ก่อนจะสวมกอด อ้อมกอดนี้ที่คอยกอดผมทุกครั้งที่มีปัญหา ทุกใจและตอนที่ผมมีความสุข “แม่ครับ ผมทำได้แล้ว ผมทำสำเร็จแล้วครับ นี่ไงครับ แม่เห็นมั้ย ผมเอามันมาให้แม่ได้แล้วนะ”  ผมชูใบปริญญาให้แม่ดู

“เก่งมากครับ คนเก่งของแม่ ขอบคุณที่รักษาสัญญานะ แม่ภูมิใจในตัวลูกคนนี้มาก”

“ผมดีใจนะครับที่ได้เกิดเป็นลูกแม่ ดีใจที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ ต่อจากนี้ ผมจะดูแลแม่ พ่อ และน้องๆเองครับ แม่ทำงานหนักมามากแล้ว พักได้แล้วนะครับ”

“ขอบคุณนะลูก”

“แม่ครับ พ่อครับ ผมดีใจนะที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อกับแม่ ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผมมีวันนี้” พูดจบผมก็ก้มลงกราบเท้าของท่านทั้งสองโดยไม่อายสาตาใครเพราะท่านสองคือผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิตผม ถ้าไม่มีพวกเค้า ผมก็คงไม่มีวันนี้

“ลุกขึ้นเถอะลูก ดูสิ ใครมาหาน่ะ” ผมลุกขึ้นตามที่แม่บอก พอลุกขึ้นมาก็เจอกับครอบครัวของฟ่าและสิ่งแรกที่ผมทำเมื่อเห็นฟ่าคือวิ่งเข้าไปกอด ไม่รู้สิ ผมว่าฟ่าสำคัญกับผมมากเลยนะเพราะถ้าไม่มีฟ่า ผมคงยอมแพ้ให้กับปัญหาทุกอย่าง และผมคงไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครเวลาทุกข์ใจ

“ผมเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะครับ กอดแล้วก็มาสู่ขอด้วยนะ”

“บ้าละ  แล้วนี่เอาอะไรมาให้พี่มั้ยเนี่ย”

“ถามหาของก่อนเลยเน้อะ เดี๋ยวให้ตอนไปถึงเกาะเสม็ด”

“หือ??”

“ก็พี่บอกว่าจะไปเที่ยวตอนเรียนจบไง ก็ไปวันนี้ไง”

“รู้ได้ไง”

“มีอะไรบ้างที่ฟ่าไม่รู้”

“ลืมไปว่าฟ่ารู้ทุกอย่าง ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องชวน งั้นเราไปกันเลยดีกว่าเน้อะ”

หลังจากงานจบลง พวกเราทั้ง 7 คนก็เดินทางไปเกาะเสม็ดเพื่อพักผ่อน โดยการไปครั้งนี้เราวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวให้ครบทุกเกาะในภาคใต้เลย 55555

 

....เราใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่เกาะเสม็ด ที่พัก จองไว้แล้วเรียบร้อย ใครจอง อันนี้ผมก็ไม่รู้

“พ่อแม่พี่คิมนอนด้วยกัน พ่อแม่ผมก็นอนด้วยกัน พี่คิวกับคินนอนด้วยกัน ส่วนพี่ก็นอนกับผม ตามนั้นนะครับ นี่ครับคีย์การ์ดแต่ละห้อง ห้องจะอยู่ชั้นสามโซนซ้ายมือทั้งหมดจะนะครับ”

หลักจกทีแยกย้ายเอาของไปเก็บที่ห้อง เราทั้งหมดก็ลงมาเดินเล่นที่ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก ตอนลงมามี 7 แต่ตอนนี้เหลือแค่ผมกับฟ่า ไม่รู้ไปไหนกันหมด

“จำที่บอกตอนอยู่มหาลัยได้มั้ยว่าจะเอาของขวัญให้ตอนถึงเสม็ด”

“จำได้ แล้วไหนอ่ะ”

พอผมพูดจบ ฟ่าก็คุกเข่าลงต่อหน้าผม

“ไม่รู้ว่าพี่รู้สึกมั้ยเวลาที่ผมใกล้พี่ แต่ผมรู้สึกว่าร่างกายและการกระทำของผมมันแสดงออกพอสมควรจนมันน่าจะทำให้พี่รู้ว่าผมคิดยังไง แปลกนะ ผมชอบพี่ตั้งแต่แม่พูดชื่อพี่ครั้งแรก ทั้งๆที่ยังไม่เห็นหน้าแต่ผมก็หลงรักพี่ วันที่พี่ไปเรียกผมที่บ้านอ่ะ ที่จริงผมทำการบ้านเสร็จนานแล้วล่ะแต่ผมไม่กล้าออกมาเจอพี่  ทุกครั้งที่พี่ร้องไห้ ผมเห็นตลอด ผมอยากเดินเข้าไปดึงพี่เข้ามากอด แต่ผมทำไม่ได้ ทุกครั้งผมก็ทำได้แค่ปลอบใจพี่อยู่ห่างๆ แต่วันนี้ความรู้สึกที่มีมันมากมายจนผมไม่อยากเก็บไว้แล้ว ผมรักพี่ครับ เป็นแฟนกันนะ”

 

“พี่ต้องขอบคุณฟ่ามากๆนะ ที่ไม่เคยทิ้งพี่ไปไหน คอยรับฟังพี่ตลอด อยู่ข้างพี่เสมอเวลาพี่มีปัญหา คือพี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีมันก็มากเกินกว่าจะถอยกลับมาได้แล้ว พี่ดีใจนะที่ฟ่าชอบพี่ พี่ก็...ชอบฟ่าเหมือนกัน อย่าทิ้งกันไปไหนนะ”

“ไม่ทิ้งแน่นอน สัญญาเลย”

   พูดจบร่างของคิมก็ถูกดึงเข้าไปหาก่อนที่ฟ่าจะประกบจูบลงที่ปากของคิมอย่างอ่อนโยน มือทั้งสองข้างของฟ่าโอบเอวคิมไว้แน่นไม่ยอมปล่อยส่วนคิมก็ใช้มือทั้งสองข้างโอบคอของฟ่าไว้ ทั้งคู่จูบกันอยู่เนิ่นนานจนพระอาทิตย์ลับตาไป

 

“ไหนๆ คิมก็เรียนจบแล้ว ดิฉันขอไว้เป็นลูกสะใภ้เลยละกันนะคะ ถ้าฟ่าเรียนจบแล้วจะไปคุยเรื่องนี้อีกที” แม่ของฟ่าพูดไปยิ้มไปแต่สายตาก็ไม่ละจากทั้งคู่ที่ยังจูบกันไม่ยอมปล่อย

“ไม่ต้องคุยแล้วค่ะ น้องฟ่าเรียนจบก็แต่งเลย ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยคะ”

“ไม่มีค่ะ เตรียมงานรอเลยมั้ยคะ”

“ก็ดีค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปขอฤกษ์กับพระท่านกัน”

“แม่ เร็วไปมั้ย ฟ่าพึ่งปี 2 เองนะ”

“เวลาผ่านไปเร็วจะตายพ่อ”

“ดูดิพี่คิว พอพี่คิมเรียนจบยังไม่ได้ทำงานเลย มีผัวแล้ว”

“มีพี่สวยก็งี้แหละ ผู้ชายอะไรหน้าโคตรหวาน ถ้าไม่เป็นพี่แท้ พี่ก็จะเอาเป็นเมียเหมือนกัน”

“ฟ้องพี่ฟ่านะ”

“อยากโดนต่อยหรอ”

“เอาเป็นว่า คนนี้ขอจองให้ลูกนะคะ ห้ามมีคนอื่นนะ”

“ดูจากที่เห็นแล้ว คงไม่มีคนอื่นหรอกค่ะ แต่อาจจะเข้าห้องหอกันก่อนจะแต่งนะสิ5555

“ปล่อยเป็นเรื่องของเด็กเถอะค่ะ ถึงเค้าจะมีอะไรกันแต่พวกเค้าคงรับผิดตัวเองได้แล้ว”

“อยากอุ้มหลานแล้วค่ะ”

“พี่คิวๆ  พี่คิมท้องได้ด้วยหรอ”

“อือ พี่คิมมีมดลูกแฝงอ่ะ ท้องได้แต่เสี่ยงมาที่จะแท้ง”

“ทำไมผู้ชายท้องได้อ่ะ”

“มีผู้ชายไม่กี่คนในโลกที่ท้องได้ พี่คิมโชคดีที่เกิดมาแล้วมีมดลูก”

“ไม่เห็นเข้าใจเลย”

“งั้นก็ไม่ต้องรู้หรอกคิน ตั้งใจเรียนร้องเพลงแกไปเถอะ”

“ไปกันเถอะเด็กๆ ปล่อยพี่เค้ามีความสุขดีกว่า”

 

 

 

 

….ก็อย่างที่บอกแหละครับว่าระหว่างทางฝันมันมักมีอุปสรรคเข้ามาเสมอ แต่มันเข้ามาเพื่อพิสูจน์ตัวเรา ถ้าเราผ่านไปได้ เราก็จะเข้มแข็งขึ้น  สำหรับผมนะ เวลาผมท้อหรือเหนื่อยก็จะมีฟ่านี่แหละที่อยู่ข้างๆตลอดไม่ทิ้งผมไปไหน  ทุกคนคงเป็นเหมือนกันแหละ เวลาท้อ เราก็ต้องการใครซักคนที่คอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆเรา ผมเชื่อนะครับว่าทุกคนทีคนๆนั้นอยู่ อาจจะไม่ใช่แฟนหรือคนรักแต่เค้าคนนั้นรักคุณมากกว่าใครแน่นอน ในวันที่คุณเหนื่อยและท้อ ขอให้คุณคิดถึงคนที่คอยทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อผลักดันให้คุณไปถึงฝันนะครับ พวกเค้าเหนื่อยกว่าคุณเป็นร้อยเท่าแต่เค้าไม่เคยบ่น ไม่มีเหตุผลอะไรเลยครับที่จะทำให้พวกเค้าทำแบบนี้นอกจากอยากเห็นความสำเร็จของลูก  ใบปริญญาอาจจะเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง แต่อย่าลืมนะครับว่าเราต้องผ่านอะไรมากมายแค่ไหนกว่าจะได้มันมาและที่สำคัญคือคนที่ส่งเราเรียนเค้าต้องเหนื่อยแค่ไหนเพราะฉะนั้นจงตั้งใจทำมันให้สำเร็จเพื่อให้พ่อแม่มีความสุขและภูมิใจในตัวเรานะครับ  เส้นทางยังอีกยาวไกล อุปสรรคยังมีอีกมาก เหนื่อยก็พัก ถ้าท้อก็ให้นึกถึงพ่อแม่และคนที่ส่งเราเรียน แต่อย่าลืมนะครับว่า ท้อได้แต่อย่าถอย ถึงวันนี้เรามันจะยังไม่ใกล้ความจริงแต่อย่างน้อยเราก็เดินมาไกลกว่าเมื่อวานนะครับ เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังท้อกับการเรียนนะครับ สู้ๆเน้อะ ^^

 

 




________________________________________________________________

 

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันทั้งที่ตั้งใจกดเข้ามาอ่านและหลงเข้ามาอ่าน นี่เป็นเรื่องที่สองของไรต์ค่ะ  ที่จริงกะว่าจะไม่แต่งแล้วล่ะ แต่ไรต์เจอปัญหาเกี่ยวกับการเรียนนี่แหละ ไรต์ท้อมากเลยอ่ะ คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไงเลยมาแต่งนิยาย ซึ่งไรต์ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่พอไรต์แต่งจบก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา  ไรต์ไม่รู้หรอกนะคะว่าเวลาท้อ Read ทำยังไงกัน แต่สำหรับอ่ะ ถ้าท้อหรือเหนื่อยไรต์ก็จะหยุดพักสิ่งนั้นไว้ก่อนแล้วมาทำสิ่งที่ชอบ นั่นก็คือแต่งฟิค  ลองเอาวิธีของไรต์ไปใช้ดูก็ได้นะคะ ลองพักมันไว้ก่อน หันมาทำสิ่งที่ชอบให้จิตใจเราผ่อนคลายแล้วค่อยกลับไปสู้กับมันอีกครั้ง ไรต์เป็นกำลังให้คนที่กำลังท้อนะคะ สู้ต่อไปค่ะ

 

 

สุดท้ายนี้ ไรต์ขอฝากไว้นิดนึงนะคะว่า “สู้แล้วแพ้ดีกว่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้”

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ finfinity จากทั้งหมด 14 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น