คัดลอกลิงก์เเล้ว

[FIC The Promise Neverland] เศษส่วนความทรงจำ [Norman X Emma]

โดย finding7

ถ้าหากเราคนใดสักคนไม่ต้องรู้ความจริง ทุกคนไม่ต้องรู้ธาตุแท้ของโลกใบนี้ ..ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนั้นเรามีความสุข แบบ..มันคือความสุขจริงๆ มันเกินกว่าที่ผมจะละทิ้งความฝันในการท่องไปทั่วโลกในวัยเด็กเสียอ

ยอดวิวรวม

529

ยอดวิวเดือนนี้

12

ยอดวิวรวม


529

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


24
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 มี.ค. 62 / 17:47 น.
นิยาย [FIC The Promise Neverland] ǹç [Norman X Emma] [FIC The Promise Neverland] เศษส่วนความทรงจำ [Norman X Emma] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

Chapter II




The Promise Neverland
 ถ้าหากเราคนใดสักคนไม่ต้องรู้ความจริง ทุกคนไม่ต้องรู้ธาตุแท้ของโลกใบนี้ 
..ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนั้นเรามีความสุข แบบ..มันคือความสุขจริงๆ 
มันเกินกว่าที่ผมจะละทิ้งความฝันในการท่องไปทั่วโลกในวัยเด็กเสียอีก
Norman's


 

  
       
z y c l o n
   

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 มี.ค. 62 / 17:47
















Forever
ตลอดไป




Norman's



          กาลเวลาผ่านมานานแค่ไหนแล้ว ที่เขาไม่ได้สวมรับอ้อมกอดของอีกฝ่าย อาจจะสัก 2 ปี ก็ไม่แน่ใจ กิจวัตรของเขาก็วนเวียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้ ทุกสองชั่วโมงก็มีคนมารับไปทดสอบไอคิว เสร็จจากนั้นก็กลับมายังที่เดิม อาหารที่ดูน่าอร่อยแต่ก็ไม่อร่อยจะถูกสอดเข้ามาใต้ช่องเล็กๆ ของประตู ..หากจะมีอะไรให้ทำนอกจากนั่ง กิน นอนแล้วล่ะก็ หนังสือและข้อสอบต่างๆ ที่พวกเขาให้มาทำคือตัวฆ่าเวลาชั้นดี
          กองพะเนินหนังสือที่อ่านแล้วหลายยี่สิบเล่มระเกะระกะอยู่ข้างเตียง ในขณะที่เจ้าของห้องนอนแผ่อยู่ด้านบน นัยน์ตาสีน้ำทะเลเหม่อลอยอยู่กับเพดานสีขาว เสียงนาฬิกาภายในห้องส่งเสียงเบาๆ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนตรง นอร์แมนพลิกตัวตะแคงข้างก็เห็นแสงไฟจากด้านนอกที่ติดๆ ดับๆ อยู่ช่วยหนึ่ง ทีแรกนอร์แมนไม่ได้ใส่ใจและตั้งใจว่าจะข่มตาหลับ ทว่าเมื่อลองสังเกตดูอีกหน่อย พบว่าไฟมันเป็นระบบเปิดปิดอัตโนมัติเมื่อมีคนเดินไล่ไปตามทางต่างหาก เขาลุกจากเตียงไปยังผนังที่ทำจากกระจกใส ใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะไฟสปอร์ตไลท์มันกำลังไล่มายังห้องของเขา จากนั้นก็ปรากฏเป็นชายร่างสูงสวมทุกอย่างเป็นสีดำ และนอร์แมนแทบจะไม่เห็นใบหน้าเขาเลย 
     "ชู่ว"
     "!?" นอร์แมนถอยหลังจากกำแพงเล็กน้อยหลังจากที่ชายชุดดำทำอะไรบางอย่าง วัตถุบางอย่างถูกสอดเข้ามาใต้ช่องอาหาร เด็กชายค่อยๆ ก้มเก็บ ทว่านอร์แมนก็ชะงักกับปากกาสีตารางหมากรุกอย่างที่เขาเคยได้รับจากซิสเตอร์โครเน่ ถ้าเขาจำไม่ผิด..มันอยู่กับเอ็มม่าไม่ใช่เหรอ หรือว่ามันจะมีหลายด้ามกันแน่?
     "หายไปแล้ว" ทันทีที่นอร์แมนเงยหน้าขึ้นมากลับไร้ซึ่งวี่แววของผู้ชายชุดดำเมื่อสักครู่เสียแล้ว



     "นอร์แมน"
     "นอร์แมน"
     "นอร์-แมน"
     "นอร์แมน!"
     "เหวอ! เรย์อย่า!"
          เขาไม่รู้เลยว่าตนเองหลับไปลึกแค่ไหน แต่เพราะได้รับความเจ็บปวดจากด้านหลังเขาก็ไม่อยากลุกขึ้นมาเอาคืนอีกแล้ว เจ้าของเรือนผมสีดำขลับยืนกอดอกมองนอร์แมนด้วยท่าทีเหมือนเจ้ากรรมนายเวรมารอรับวิญญาณ เขาคลี่ยิ้มสบายๆ แล้วบอกเรย์กลับไป "เมื่อวานก่อนก็ตบผมไปแล้วนะ"
     "ง่วงก็ไปนอนเตียงดีๆ ซะ" 
     "นอร์แมนเจ็บมากไหม?" 
          เหมือนจะมีแค่เอ็มม่าที่ยังใจดีช่วยเขาพยุง นอร์แมนรู้สึกมึนหัวเล็กน้อยหลังจากที่ตื่น มองสภาพภายในห้องทำงาน และกองเอกสารที่ทับถมกันบนโต๊ะ จากนั้นภาพเมื่อคืนก็ค่อยๆ ฉายเข้ามาเป็นลำดับ จนผลสุดท้ายเขาก็สรุปได้ว่าทำงานหามรุ่งจนผล็อยหลับไปเอง
     "ไม่มาก แต่คิดว่าหลังน่าจะช้ำ"
     "ฉันฝากดอนซ่อมบันไดไว้ ขอตัวไปดูก่อนล่ะ"
     "เรย์!" 
          เอ็มม่าตะโกนไล่ประตูที่ปิดลง นอร์แมนหัวเราะเสียงต่ำที่สองคนนี้ชอบตีกันอยู่เป็นประจำ ตลอดมาที่ต้องแยกกัน พวกเขาทั้งคู่ก็เผชิญอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกัน ถ้านับดูแล้วเรย์ได้อยู่กับเธอมากกว่าเขาเสียอีก
     เอาตรงๆ ก็น้อยใจนั่นแหละ..

     "ฉันมียาอยู่ เดี๋ยวทาให้นะ" 
          เอ็มม่าพาเขามานั่งที่โซฟารับแขก ก่อนที่ตัวเธอจะไปค้นยาจากในกระเป๋าเป้ของเธอ นอร์แมนสังเกตชุดที่เธอใส่และกระเป๋าที่มันตุงกว่าปกติ ก็ถามออกไปด้วยความร้อนรน "เอ็มม่าเธอจะออกไปไหนเหรอ"
     "อ๋อ ฉันกับเรย์จะออกไปสำรวจที่ D023-36" 
     "แต่มันอันตราย ผมเป็นห่วงนะ" 
     จริงๆ ผมกว่าว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพวกเธอ

          เอ็มม่ายิ้มแล้วถือกระปุกยาเดินเข้ามา นอร์แมนถอดเสื้อเชิ้ตขาวออกเผยให้เห็นผิวสีเผือกที่สะบักขึ้นรอยแดง นอร์แมนไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้นแต่ถึงใครโดนถีบลงมาก็คงโกรธเหมือนกัน ผิวหน้าของสมุนไพรที่ป้ายลงมานั้นเบาหวิว จนแทบไม่รู้สึกอะไร ราวกับระยะทางระหว่างเราที่ห่างเหินถึงสองปี สุดท้ายมันก็เป็นแค่ระยะทางกันเวลา มันจะสำคัญอะไรเมื่อตอนนี้ได้มาอยู่ด้วยกันอีกครั้งแล้ว 
     "พวกเราอยากช่วยนายในเรื่องที่พอช่วยได้" เธอระบายสีหน้าอ่อนโยนทั้งๆ ที่เขาไม่เห็นแต่กลับสามารถรู้สึกได้
     "เอ็มม่า.."
     "นอร์แมน ไม่ต้องสู้ตัวคนเดียวแล้ว" จู่ๆ มวลก้อนบางอย่างก็ขึ้นมาจุกที่คอจนพูดอะไรไม่ออก เขาเม้มริมฝีปากเข้าหากับขณะที่ขอบตาก็ร้อนผ่าวจนพร่ามัวด้วยน้ำตา กลั้นความรู้สึกนี้ไม่ไหวอีกแล้ว พอนอร์แมนเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเอ็มม่าอ้อมมาด้านหน้าและยังคงรอยยิ้มไว้
     "ฮึก ผ..ผม..." 
     "พวกเราจะอยู่กับนายตลอดไป" 

          ในตอนนั้นอ้อมกอดแสนอุ่นและโหยหามาตลอด 2 ปีได้โถมเข้าใส่หัวใจดวงนั้น เกราะน้ำแข็งที่สร้างขึ้นมาไว้ใช้ชักจูงคนอื่นค่อยๆ ละลายจนเหือดแห้ง เขาฝังหน้าลงเสื้อขาวของเธอ กลิ่นหอมแสนจางหวนอดีตที่ผ่านมา ตลอดเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน ตลอดเวลาที่เราจากไกล ทุกสิ่งที่นอร์แมนพบเจอในสถานที่เลวร้ายแห่งนั้น จะคอยย้ำเตือนความรู้สึกของเขาว่าตนเองพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้มาพบเธอและเรย์ เอ็มม่าไม่ลืมที่จะชอบลูบบนกลุ่มผมสีเงางาม ในตอนนั้นเธอก็หัวเราะเสียงต่ำเพราะขนาดของศีรษะและจำนวนเส้นผมที่ดูราวกับแปลกใหม่จากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง 
     แต่มันไม่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปหรอก..

     "นี่..อยู่ที่นั่นมาตั้ง 2 ปี เหงาหรือเปล่า"
     "เหงาสิ..คิดถึงมากๆ เลย" นอร์แมนกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น กลัวเอ็มม่าจะหายไป ลำพังร่างของเธอก็ผอมบางอยู่แล้วด้วยสิ ให้ตายเถอะ! สองปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะโตแต่สมองสินะ
     "ฉันก็คิดถึงนายเหมือนกัน" 
          บทสนทนาที่ซ้ำกับเมื่อวันที่เอ็มม่ากับเรย์มาถึงที่นี่ทำให้เขาหลุดขำเบาๆ ถึงกระนั้นก็ไม่อยากละจากก้อนนุ่มนิ่ม เปลือกตาก็เริ่มหนักแทบปรือไม่ขึ้น หรือ..เขาจะทำงานมากเกินไปจริงๆ เอ็มม่ารับรู้ถึงน้ำหนักตัวของอีกฝ่ายที่ทิ้งลงมา รอบแขนก็คลายลงเรื่อยๆ กระทั่งรู้สึกเจ็บจี๊ดราวกับมดกัดที่ต้นขา
     "!?" 
     "ขอโทษนะเอ็มม่า.." เด็กสาวค่อยๆ คลายอ้อมแขน เธอเห็นใบหน้าของนอร์แมนที่นิ่งไร้อารมณ์ช้อนสายตามอง จากนั้นเองเอ็มม่าก็รู้สึกมึนหัว กระพริบตาซ้ำๆ แล้วแทบไม่มีแรง
     "นอร์แมน..?"
     "..แต่ฉันไม่ให้ไป"


     "เอ็มม่า!" 
          เรย์หยุดปลายเท้าที่วิ่งมาอย่างรีบร้อน ณ หน้ากรงขัง แม้ข้างนอกจะเป็นเหมือนสวรรค์ของเด็กๆ แต่ใต้ดินแห่งนี้กลับมีคุกมืดที่เก่าแก่ เหล็กกั้นที่เขาพยายามถีบหรืองัดมันแค่ไหนก็ไม่ท่าทีว่ามันจะเปลี่ยนรูป เรย์มองเพื่อนของเขาที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่ข้างใน กระเป๋าเป้และอุปกรณ์ต่างๆ ถูกยึดไปหมดแล้ว
     "เอ็มม่าตื่นสักที! เอ็มม่า...!"
     "น่าจะซักพรุ่งนี้ถึงจะรู้สึกตัว" เรย์ชักสีหน้าตกใจเพราะใครอีกคนที่ตามมาจากทางที่เขามา
     "..นอร์แมน..?"
     "เรย์..ไม่ใช่ว่าเธอสองคนจะไปที่กำแพงทั้งเจ็ดหรอกเหรอ" นอร์แมนก้าวมาหยุดด้านหน้าด้วยความสูงที่พอกัน นี่เป็นอีกครั้งที่เขาถูกนอร์แมนอ่านความคิดในหัวออกแบบปรุโปร่ง 
     "เรากำลังจะช่วยนายไม่เห็นหรือไง!" เรย์ตะตอก
     "ช่วยงั้นเหรอ..?"
     "!?"
     "ถ้าอยากจะช่วยผม ก็อยู่เฉยๆ ซะ.." 
     "นอ..เห้ย!?"
          ทันใดนั้นมือหนาก็คว้าเข้าที่คอเสื้อของเรย์จากนั้นร่างทั้งร่างก็ถูกผลักกึ่งเหวี่ยงเข้าไปชนกำแพง ถึงเรย์จะลุกทันแต่ก็คงไม่เร็วพอที่จะหนีจากตารางคุกที่เพิ่งปิดตัวลงมา จากเสียงและการสั่นของพื้นมันทำให้รู้ว่าประตูเหล็กหนักเกินมนุษย์จะยกไหมแน่ๆ เขามองสีหน้าเรียบเฉยของนอร์แมนก็พลันสบถคำหยาบคายอย่างไม่ได้ดั่งใจ
     "พวกนายควรพัก ไว้เอ็มม่าตื่นแล้วเราค่อยมาคุยกัน"
     "เดี๋ยวก่อนนอร์แมน! ไอ้..!" 
          เสียงเรย์จะโวยวายดังขนาดไหนก็ไม่มีทางก้องไปถึงบนดินแน่ อีกอย่างนอร์แมนก็พยายามข่มใจก้าวต่อโดยไม่สนสิ่งใด เพราะเท่านี้สองคนนั้นก็ปลอดภัยแล้ว

          นอร์แมนกลับขึ้นมาที่ห้องทำงานก่อนจะล้มตัวนั่งอย่างหมดแรง มันเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบากและเราก็หมดหนทาง เขาเชื่อว่าต่อให้เกลี้ยกล่อมเอ็มม่าสักแค่ไหน เธอก็ยังมีนิสัยมุทะลุ ดึงดันที่จะไปให้ได้อยู่แล้ว ผมถึงจำเป็นต้องขังเธอไว้ และเพื่อให้มั่นใจว่าจะหนีไปไหนไม่ได้ ผมเลยยึดของทุกอย่างที่เป็นอาวุธ กระเป๋า ของต่างๆจนเหลือแค่ตัวเธอ และโชคดีที่เรย์ลงมาเมื่อกี้ที่ลงมาแค่ตัวเปล่า ผมเลยไม่ต้องยึดยื้อแย่งเอามา
          อีกอย่างคุกที่นี่ก็ค่อนข้างคล้ายกันกับเกรซฟิลด์ ที่ไม่มีทั้งกุญแจ ต้องให้แรงที่มากกว่ามนุษย์เพื่อเปิด นอร์แมนยังจำเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนได้เมื่ออยู่ที่เฮาส์ อยู่ที่นั่นมา 12 ปี โดยที่ทุกคนก็อยู่มันก็มีความสุขดีกว่าที่เป็นอย่างนี้ 
          ถ้าหากเราคนใดสักคนไม่ต้องรู้ความจริง ทุกคนไม่ต้องรู้ธาตุแท้ของโลกใบนี้ ..ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนั้นเรามีความสุข แบบ..มันคือความสุขจริงๆ มันสุขเกินกว่าที่ผมจะละทิ้งความฝันในการท่องไปทั่วโลกในวัยเด็กเสียอีก
     "ปล่อยไปไม่ได้.."
     "ผมเสียไปอีกไม่ได้แล้ว.."


กึก!
     "สวัสดีเอ็มม่า..เรย์" 
          ผมย้ายเก้าอี้เก่าๆ จากข้างผนังมาไว้ตรงกลางทางเดิน โดยที่มีห้องขังเอ็มม่ากับเรย์ขนาบซ้ายและขวา พวกเขาน่าจะตื่นกันได้สักพักแล้วจากที่ผมได้ยินเสียงพูดคุยระหว่างลงมาที่นี่ เธอค่อยๆ ลุกมาหาผม มองผมด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ
     "ทำไมล่ะนอร์แมน?" 
     "..." ผมยิ้มเหมือนปกติ แล้วหย่อนตัวที่เก้าอี้
     "ผมกำลังช่วยพวกเธออยู่ แผนของผมดีที่สุดแล้วในตอนนี้..แล้วอีกไม่นานมันก็จะสำเร็จ"
     "แต่วิธีนี้มันเสี่ยงเกินไป อย่างน้อยเราก็ต้องลองอย่างอื่น" เรย์กดเสียง
     "วิธีของพวกเธอก็เสี่ยงพอกันนั่นแหละ ผมยอมเสียคนอื่น..ดีกว่าพวกเธอ" น้ำเสียงผมกลับสะดุดประโยคหลัง ดวงตาผองตัวเองก็เริ่มไหววูบ
     "นอร์แมนเราก็ไม่อยากเสียใครไป ทั้งนาย ทั้งคนอื่น" 
     "นายจะตกเป็นเป้าเล็งนะเว่ย! เข้าใจหน่อยสิวะ ไอ้..!" เรย์กลืนคำด่าก่อนเขาจะระบายความเดือดดาลด้วยการเตะลูกกรงจนเกิดเสียงก้อง
     "นี่.." ผมเอ่ยเอื้อนเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ลดไปกว่าครึ่ง
     "จำตอนที่ผมกำลังบอกลาพวกนายได้ไหม.."
     "..."
     "ตอนนั้นเป็นตอนที่ผมรู้ตัวว่าหนีไปจากที่นั่นไม่ได้อยู่แล้ว ผมตั้งใจกลับมา.."
     "คิดมาตลอดว่าทำไมเธอถึงไม่เข้าใจสิ่งที่ผมต้องการ ในเวลาที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ ผมแค่อยากให้เธอบอกลาด้วยรอยยิ้ม แต่เอ็มม่าเอาแต่ใจ กระโจนใส่ผมเพื่อจะทำลายเครื่องติดตาม"
     "..."
     "แต่ลึกในใจแล้วผมอยากให้พวกเธอมีชีวิตต่อไป หาทางหนีให้ได้ แล้วใช้ทุกวันตราบที่มีลมหายใจเผื่อผมก็ยังดี"
     "นอร์แมน.."
     "ถึงจะตัดสินใจไปแล้ว ผมก็จะรั้งไว้..ทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำกับผม"
     "เอ็มม่า เรย์ พวกเราจากกันมาครั้งหนึ่งแล้ว..แต่ครั้งนี้ ผ..ผมไม่เอา" ผมปาดน้ำตาลวกๆ รู้สึกปวดขมับ
     "..." 
     "..."
     "ขอร้อง.." ผมก้มหน้าซ่อนน้ำตา สะอื้นอยู่พักใหญ่ก่อนเอ็มม่าจะพูดอย่างมั่นใจ
     "รู้ไหมตอนที่พวกเราช่วยกันหนี..ฉันมองไปที่กำแพงสูงๆ แล้วรู้สึกท้อแท้ว่าจะพาพวกเขาหนีทันไหม จะพาพวกเขารอดชีวิตหรือเปล่า"
     "..."
     "ในตอนนั้นฉันเห็นนาย..นอร์แมน" เอ็มม่ายิ้มบาง
     "เธอยืนยิ้มข้างฉัน แล้วผลักให้เดินหน้าต่อไป..มันคงจะดีนะถ้าเราสามคนได้เดินทางไปด้วยกันน่ะ" เธอพูดเสียผมนึกภาพออกเลย เรย์ก็ยิ้มนิดๆ ไม่ได้มองเธอ
     "พวกเรา..ด้วยกันเหรอ" ผมทวนคำพูด น้ำตาหยดสุดท้ายหยดลงบนตักพอดี
     "มากับพวกเราเถอะนะ..นอร์แมน"
          เท่านี้ก็ไม่ต้องจากกันอีกแล้ว ไม่ต้องห่างกันอีกแล้ว และไม่ว่าที่นั่นจะอันตรายแค่ไหน พวกเราจะก้าวไปด้วยกันเสมอ..
          
ฟุบ!?
     "นอร์แมน" 
     "...!?" ผมสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เสื้อโค้ทตัวหนาของผมถูกยื่นมาพาดไว้บนบ่า ชายหนุ่มวัย 42 ปี ผู้มีผิวสีน้ำผึ้งและดวงตาสีครามที่กลมโตกำลังยืนส่งยิ้มกว้างให้ผมอยู่ข้างๆ ผมมองเขาอ้ำอึ้ง ไม่ใช่เพราะร่างกายที่สูงโตหรือหน้าตาที่เปลี่ยนเค้าไปนิดหน่อย 
     "ฟิลด์..รออยู่ตรงนี้ตลอดเลยเหรอ?" เขาพยักหน้า
     "หิมะตกแล้วนะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก" ผมพูดแล้วก็เอาเสื้อโค้ทมาพับเก็บ
     "นอร์แมนนั่นแหละที่จะไม่สบาย.." 
     "..."
     "ดูแลตัวเองบ้างสิ" 
         ผมคลี่ยิ้มละสายตาจากฟิลด์ กลับมามองแทนหินที่ถูกถมด้วยหิมะขาว ดอกวีดาร์สีแดงถูกจัดเป็นสองช่อวางไว้ใกล้กัน ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว มันเหมือนกับว่าผมหลับไปพักหนึ่ง และถูกปลุกจากความฝัน..ไม่สิ มันไม่ใช่ความฝัน แต่ผมถูกปลุกจากอดีตเมื่อนานมาแล้ว ในความทรงจำที่อยู่ลึกที่สุด

     "กลับกันเถอะฟิลด์ ดอนกันกิลด้าคงรอนานแล้ว" ผมพูดและค่อยๆ ยันตัวเองขึ้น ยังดีที่ร่างสูงช่วยพยุงไม่งั้นโอกาสที่ผมจะล้มนั้นมีสูงมาก เขาส่งยิ้มให้บุคคลที่มาเยี่ยมหา 
     "ไว้จะมาหาใหม่นะเอ็มม่า เรย์..นอร์แมนไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?"
     "ผมพูดมา 20 กว่าปีแล้วนะ" ผมพูดติดตลกเพราะฟิลด์ฉายสีหน้าที่ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะคำว่าจะมาหาใหม่ หรือมาเยี่ยมใหม่ผมคงไม่ต้องพูดอีกแล้ว..ล่ะมั้ง

     "ไว้ผมจะตามไปหานะเอ็มม่า..เรย์" ผมพึมพำเป็นครั้งสุดท้าย

          แล้วจากนั้นพวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป :)





The End



Talk
จบไปแล้วอีกไทมไลน์ สนุกไหม หรือยังไง ติชมได้นะคะ
ทีนี้เหลือแต่ไทม์ไลน์
Norman x Ray
หรือ
Ray x Norman
สองคนนี้ใครจะบุกใครจะรับก็ติดตามต่อไปเด้อ 5555


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ finding7 จากทั้งหมด 9 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 14 เมษายน 2562 / 14:05

    เศร้าจังเลยค่ะ มันบีบหัวใจTT

    #2
    0
  2. วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 22:41
    ไม่เค้าใจตอนหลังๆอ่ะ คือฟิลด์อายุ42 งั้นนอร์แมนก็แก่แล้วอ่ะดิ หรือยังไง ตัดได้งงมาก คือเรานั่งกลับไปเปิดมังงะเลยว่าฟิลด์คนเดียวกับน้องคนเล็กๆที่ฉลาดๆรึปล่าว
    #1
    1