(END)[Fic Attack on Titan] Dessert Menu คาเฟ่ขนส่งรัก (Levi x Eren)

ตอนที่ 12 : Recipe 11 : Fire Cupcake (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 452
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    7 ต.ค. 61



I’m not going to sneak into your heart, all I need is believe in my own heart and the you I have known


ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นรถพยาบาลก็มาถึง และตอนนี้ผมก็ได้มานั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ขณะที่ทั้งคุณหมอและพยาบาลต่างก็กำลังวิ่งเข้าออกห้องฉุกเฉินกันอย่างขวักไขว่ มือของผมเย็นเฉียบจากความรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงได้แต่กำมันเข้าหากันแน่นเพื่อหวังว่ามันจะช่วยทำให้อุ่นขึ้น แต่แล้วขณะที่สมองของผมกำลังคิดไปล่วงหน้าต่างๆ นาๆ ก็มีมือหนามาช่วยกุมมือของผมเอาไว้อีกทอดหนึ่งจนผมต้องเงยหน้าขึ้น

เฮย์โจว…” ผมเหม่อเรียกรีไวล์เฮย์โจวเสียงเบาด้วยสติที่ยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เฮย์โจวแยกมือผมที่กำแน่นออกจากกันก่อนที่เขาจะให้มือหนาของตัวเองช่วยกุมมือของผมเอาไว้พลางสอดประสานนิ้วเข้าหากันกับผมอย่างแนบแน่น

อดทนได้ดีมากไม่มีรอยยิ้มปลอบใจจากคนพูด ใบหน้าของรีไวล์เฮย์โจวยังคงเรียบสนิทแต่ความดุดันดูจะลดน้อยลงและน้ำเสียงที่ใช้พูดก็ฟังดูใจเย็นจนจิตใจของผมเริ่มสงบลงตามไปด้วย

“…ครับผมเงียบไปสักพักก่อนจะสามารถตอบกลับไปได้ แม้จะไม่มีคำพูดช่วยปลอบใจใดๆ หลังจากนั้นแต่มือที่ยังคงกุมมือผมเอาไว้แน่นก็ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้จนผมรู้สึกผ่อนคลายลง

ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินมานานเท่าไหร่เพราะทุกๆ ครั้งที่เข็มนาฬิกาเดินหน้าผมจะรู้สึกเหมือนมันผ่านไปนานเป็นชั่วโมงทั้งๆ ที่เข็มยาวเพิ่งขยับไปแค่ครั้งเดียว รีไวล์เฮย์โจวยังคงนั่งอยู่ข้างผมเงียบๆ และช่วยกุมมือของผมเอาไว้ตลอดเวลา ผมจึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเท่าตอนอยู่คนเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ ในใจของผมยังคงมีความรู้สึกหวาดกลัวต่ออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นอยู่

ห้องฉุกเฉินยังคงดูวุ่นวาย มีทั้งผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามาใหม่และบุคลากรทางการแพทย์ที่เดินเข้าออกไปมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ที่นี่ไม่เคยเงียบเหงาออกจะเสียงดังมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่หูของผมกลับไม่ได้ยินเสียงที่อยู่รอบข้างเหมือนคนหูดับและได้แต่นั่งเหม่อมองประตูหน้าห้องฉุกเฉินที่แจนโดนหามใส่รถเข็นเข้าไปด้านในและยังไม่ได้กลับออกมาสักทีจนถึงตอนนี้

แจนเป็นยังไงบ้างฮันจิซังที่มาทีหลังถามรีไวล์เฮย์โจว แต่เฮย์โจวก็ส่ายหน้าเป็นคำตอบเธอจึงมองไปยังประตูหน้าห้องฉุกเฉินด้วยคิ้วที่ขมวดจนชนกัน

ตลอดเวลาที่นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินผมก็เพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าฮันจิซังไม่ได้มาพร้อมกับรีไวล์เฮย์โจว ผมคิดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ด้วยกันซะอีก แล้วทำไมฮันจิซังถึงได้มาถึงที่นี่ทีหลังรีไวล์เฮย์โจวได้ล่ะ? ผมกระพริบตามองฮันจิซังอย่างงงๆ แต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาถามเรื่องนี้เพราะทุกคนต่างก็ให้ความสนใจไปที่แจนที่ยังคงอยู่ในห้องฉุกเฉินกันหมด ผมจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนและนั่งรอเวลาจนกว่าจะมีใครกลับออกมาจากห้องนั้นแล้วบอกกับผมว่าแจนไม่เป็นอะไร

ครืดดดด

คุณหมอ! แจนเป็นยังไงบ้างครับ!?” พอประตูหน้าห้องฉุกเฉินถูกเปิดออกผมก็ลุกพรวดแล้วพุ่งไปถามอาการของแจนกับคุณหมอที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องทันที แต่เพราะผมกะแรงตัวเองไม่ถูกจึงเกือบจะได้ล้มชนคุณหมอถ้ารีไวล์เฮย์โจวไม่ช่วยหยุดผมเอาไว้ซะก่อน คุณหมอก็ดูตกใจเหมือนกันแต่ก็ยังทำใจเย็นและส่งยิ้มมาให้ผมที่ก้มหัวขอโทษอย่างรู้สึกผิด

ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้หัวใจของคนไข้กลับมาเต้นได้อย่างปกติแล้ว แต่หมอคงต้องขอรอดูอาการอีกสักคืนก่อนจะอนุญาติให้เข้าเยี่ยมได้นะครับคำพูดของคุณหมอใจดีทำให้ผมรู้สึกโล่งอกแต่ก็กังวลอยู่ในคราวเดียวกัน ถ้าหมอบอกว่าต้องรอดูอาการอยู่อีกแปลว่าแจนก็ยังไม่ปลอดภัยซะทีเดียวใช่ไหม?

ส่วนเรื่องอาการของคนไข้ฉันอยากขอเป็นคนอธิบายแทนได้ไหมคะอาจารย์หญิงสาวสวมเสื้อกาวน์ที่ดูก็รู้ว่าเป็นหมอเหมือนกันเดินออกมาจากห้องตามหลังคุณหมอใจดีที่กำลังจะช่วยอธิบายอาการของแจนให้กับพวกผมฟัง แต่พอผมได้เห็นใบหน้าของคุณหมอสาวผู้มาใหม่ชัดๆ ผมก็ต้องเบิกตาโตด้วยความตกใจ

เพทราซัง!?” ผู้ใต้บังคับบัญชาสาวหนึ่งเดียวแห่งหน่วยสำรวจของรีไวล์เฮย์โจวส่งยิ้มอันแสนคุ้นเคยมาให้กับผม ก่อนจะหันกลับไปมองอาจารย์ของเธออีกครั้งเมื่อคุณหมอหนุ่มเรียก

คุณเพทรา รู้จักกันมาก่อนเหรอครับ” 

ค่ะ

งั้นผมขอที่เหลือไว้กับคุณเลยแล้วกัน ผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอหนุ่มหันมาส่งยิ้มให้พวกผมอีกครั้งก่อนจะขอตัวเดินออกไปดูคนไข้รายอื่นต่อ ผมจึงหันกลับไปหาบุคคลที่ไม่คิดว่าจะมาพบเจอกันที่นี่ในสถานการณ์แบบนี้ด้วยความอึ่งไม่หาย

พวกเราเปลี่ยนที่คุยกันเถอะค่ะเพทราซังพูดก่อนจะพาพวกผมเดินออกไปจากห้องฉุกเฉิน แต่ผมยังละล้าละหลังแอบหันไปมองประตูห้องฉุกเฉินที่มีแจนอยู่ข้างในไม่เลิก จนในที่สุดผมก็ต้องเดินตามคนอื่นๆ ไปเมื่อรีไวล์เฮย์โจวจับมือผมเอาไว้แล้วพาผมเดินออกไปด้วยกัน

หลังออกมาจากห้องฉุกเฉินพวกเราก็มานั่งกันอยู่ในห้องๆ หนึ่งภายในโรงพยาบาล ซึ่งลองมองดูจากรอบๆ แล้วคาดว่าน่าจะเป็นห้องตรวจยามคนไข้มาพบคุณหมอ แต่ตอนนี้ห้องนี้กลับไม่ได้ใช้ในการให้คำปรึกษากับคนไข้แต่กำลังใช้เป็นห้องสำหรับพูดคุยของพวกผมแทน เพทราซังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในตำแหน่งของคุณหมอ ส่วนผม เฮย์โจวและฮันจิซังก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ในตำแหน่งของคนไข้ และเมื่อทุกคนนั่งประจำตำแหน่งเรียบร้อยเพทราซังก็เริ่มเปิดบทสนทนาขึ้น

ขอโทษและขอบคุณมากนะคะหัวหน้า ฮันจิซังที่ช่วยดูแลแจนในช่วงหลายวันมานี้” 

หา…?” ผมร้องเสียงหลงอย่างไม่เข้าใจทันทีกับสิ่งที่เพทราซังพูด แต่ดูเหมือนว่ารีไวล์เฮย์โจวกับฮันจิซังจะไม่ได้งงไปกับผมเลยสักนิด

อืม

ไม่เป็นไรหรอกเพทรา เรื่องเล็กน้อยน่า อย่าคิดมาก

แต่ยังไงฉันก็ต้องขอโทษอยู่ดีค่ะ หัวหน้าถึงกลับต้องเปลี่ยนเมนูที่ร้านใหม่เลยนิคะ แล้วขนาดฉันไม่ได้บอกอะไรเรื่องอาการของแจนแต่ฮันจิซังก็ยังคอยช่วยดูแลแจนให้อย่างดีต้องขอบคุณจริงๆ นะคะเพทราซังพูดแล้วลุกขึ้นโค้ง 90 องศาให้พวกผมจนฮันจิซังต้องเป็นคนจับเพทราซังให้นั่งลงที่เดิม

ผมพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้บ้างจากที่ฟังทั้งสามคนสนทนากัน เรื่องของเรื่องก็คือเฮย์โจวกับฮันจิซังรู้อยู่แล้วว่าแจนกำลังป่วยแต่ไม่รู้รายละเอียดว่าแจนป่วยเป็นอะไรเพราะเพทราซังไม่ได้เล่าให้ฟัง ผมไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนไปเจอกับเพทราซังได้ยังไง อาจจะรู้จักกันมาก่อนแล้วหรืออาจบังเอิญเจอกันที่นี่ แต่เรื่องนั้นผมไม่ได้สนใจเพราะจากบทสนทนาเมื่อครู่บางสิ่งก็ได้ดึงความสนใจของผมไปจนหมด

ที่ผมไม่รู้อยู่คนเดียวว่าแจนกำลังป่วยนี่มันหมายความว่ายังไง? ผมอยู่กับแจนมาก็หลายวันแต่ผมก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่าแจนป่วยเพราะอีกคนดูท่าทางสบายดีทุกประการแถมยังกวนประสาทผมได้ตลอดเลยด้วย แต่เฮย์โจวกับฮันจิซังรู้อยู่ตลอดเวลาว่าแจนป่วย แต่ทำไมไม่มีใครบอกอะไรผมเลย!

เดี๋ยวนะครับ! เฮย์โจวกับฮันจิซังรู้อยู่แล้วเหรอครับว่าแจนไม่สบาย? แล้วทำไมไม่มีใครบอกอะไรผมเลยล่ะครับ!”

“…..”

ใช่ พอดีฉันพบกับเพทราโดยบังเอิญตอนกำลังกลับจากรับเมล็ดกาแฟน่ะ แล้วเพทราก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาการของแจนให้ฟังคร่าวๆ ฉันเลยเอาเรื่องของแจนไปเล่าให้รีไวล์ฟังต่อเพราะตอนนั้นพวกเราเพิ่งเจอแจนพอดี แต่เพทราบอกว่าแจนไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้รีไวล์เลยเปลี่ยนเมนูใหม่ทั้งหมดเพราะเมนูเก่ามันส่งผลเสียต่อแจนโดยไม่ให้แจนรู้ว่าพวกเรารู้เรื่องแล้ว พวกฉันเลยไม่ได้บอกอะไรกับเธอน่ะเอเลน ขอโทษด้วยนะ

“…..” ผมเงียบเมื่อได้ฟังเหตุผล แต่ก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดีจึงได้แต่นั่งก้มหน้าอยู่เงียบๆ โดยไม่คิดจะขัดอะไรอีก รีไวล์เฮย์โจวบีบมือผมเบาๆ ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ แต่เฮย์โจวกลับไม่ได้หันมามองทางผมเลยแต่กำลังสนใจสิ่งที่เพทราซังกำลังอธิบายให้ฟังอยู่

ถ้าจะสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือแจนเป็นโรคเกี่ยวกับปอดค่ะ” 

โรคเกี่ยวกับปอด? เอ่อหมายถึงพวกโรคปอดบวมหรือโรคหอบหืดอะไรแบบนั้นเหรอครับ?” ผมถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่าไอ้โรคเกี่ยวกับปอดนี่มันมีอะไรบ้าง แต่เพทราซังก็ช่วยพยักหน้าให้เป็นการบอกว่าสิ่งที่ผมเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว

ดูจากตอนหายใจฉันก็คิดอยู่ว่าแจนน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับปอด แต่ฉันคิดว่าแจนน่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจซะอีก เพราะเห็นใส่เครื่องช่วยตรวจวัดชีพจรการเต้นของหัวใจเอาไว้ที่ข้อมือแบบนั้น” 

หมายความว่ายังไงเหรอครับ? แล้วเป็นโรคปอดไม่ต้องใส่เครื่องตรวจหัวใจอะไรนั่นเหรอครับ อย่างถ้าเป็นหอบหืดหัวใจก็น่าจะเต้นไม่ปกติผมพูดตามความคาดเดาของตัวเองว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แต่ฮันจิซังกลับส่ายหน้าให้กับคำตอบของผม

ไม่นะ เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะเอเลน ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดน่ะหัวใจก็เต้นได้ปกติเหมือนอย่างเราๆ นี่แหละ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องตรวจชีพจรเอาไว้หรอก เพราะมันไม่มีประโยชน์ยังไงล่ะ

อ้าว แล้วทำไมแจนถึง…?”

เรื่องนั้นฉันจะช่วยอธิบายให้เธอเข้าใจเองเอเลนเพทราซังส่งยิ้มอย่างใจดีมาให้กับผมที่ยังคงทำหน้างง ผมไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลยสักนิดถึงพ่อแม่จะเป็นหมอทั้งคู่ก็ตามซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจผิดแล้วมาปรึกษาผมเมื่อไม่สบายอยู่เรื่อย แต่ผมก็ตอบอะไรกลับไปไม่ได้และบอกให้คนพวกนั้นไปตรวจที่โรงพยาบาลซะ ก็จะให้ทำไงได้ล่ะในเมื่อผมไม่ได้เรียนหมอมาสักหน่อย

ตอนเด็กๆ แจนเป็นโรคหอบหืดที่ค่อนข้างรุนแรงจึงเข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง แต่พอโตขึ้นอาการพวกนั้นก็เริ่มดีขึ้นตามไปด้วยทำให้ไม่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ แต่ก็ต้องมาตรวจสุขภาพเป็นระยะเพราะโรคพวกนี้มันยากที่จะหายขาด

“…..” พวกผมตั้งใจฟังสิ่งที่เพทราซังกำลังเล่าจึงไม่มีใครพูดอะไร และเมื่อเห็นไม่มีใครถามอะไรเพทราซังเลยถือโอกาสเล่าต่อ

ฉันได้พบกับแจนครั้งแรกก็ตอนแจนมาเข้าตรวจสุขภาพตอนม.ต้นนั่นแหละค่ะ ตอนนั้นฉันเพิ่งเป็นนักศึกษาแพทย์มาฝึกงานเลยไม่ได้รู้รายละเอียดเท่าไหร่ อีกทั้งคุณหมอที่ดูแลแจนอยู่ก็ไม่ใช่อาจารย์ที่ดูแลกลุ่มของฉันอยู่ตอนนั้นฉันเลยไม่รู้ข้อมูลอะไรนอกจากที่แจนเล่าให้ฟังว่าตัวเองเป็นโรคหอบหืดเท่านั้น หลังจากนั้นในปีต่อๆ มาแจนก็มาโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพอยู่อีกหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อน…”

“…..”

อาจารย์หมอตรวจพบว่าแจนมีเนื้อร้ายอยู่ที่ปอดค่ะ

เนื้อร้าย?” ผมไม่ค่อยเข้าใจศัพท์ทางการแพทย์เท่าไหร่ เอาเป็นว่าถึงไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ตรงๆ ผมก็ไม่เข้าใจ เนื้อร้ายคืออะไรอ่ะ? หมายถึงพวกเนื้องอกรึเปล่า? นี่ผมเข้าใจถูกไหม? ใครก็ได้ช่วยบอกผมที!

เพราะตรวจพบช้าเกินไปแค่ทานยาหรือใช้วิธีอื่นมีแต่จะระงับอาการที่แจนเป็นอยู่เอาไว้เท่านั้นแต่ไม่ได้ช่วยให้หายขาด เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงแนะนำให้แจนเข้ารับการผ่าตัดค่ะเพทราซังยังคงเล่าเรื่องต่อไปโดยไม่ได้สังเกตว่าผมตามเรื่องของเธอไม่ทันเลยสักนิด แล้วสรุปไอ้เนื้อร้ายมันคืออะไรครับ! เนื้องอกใช่ไหม? ผมเข้าใจถูกแล้วสินะ! อยากจะยกมือขึ้นถามจริงๆ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังซีเรียสกันอยู่สุดๆ ผมเลยไม่กล้า โอ๊ยย! ตามเรื่องไม่ทันแล้วนะเนี่ย! กลับไปญี่ปุ่นคราวหน้าผมสัญญาว่าจะตั้งใจฟังที่พ่อแม่เล่าเรื่องตอนรักษาคนไข้อย่างไม่ให้มีขาดตกบกพร่องเลย!

มะเร็ง” 

“…!?” ผมสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆ รีไวล์เฮย์โจวก็เข้ามากระซิบข้างหูเหมือนกับรู้ว่าผมกำลังนั่งโง่อยู่คนเดียว แต่พอรู้แล้วว่าเจ้าเนื้อร้ายที่ว่าคืออะไรผมก็ยิ่งตั้งใจฟังสิ่งที่เพทราซังกำลังเล่าอย่างเคร่งเครียดกว่าเดิม

แน่ใจแล้วเหรอว่าเป็นเนื้อร้าย?” ฮันจิซังเอ่ยถามขัดขึ้นมาพลางขมวดคิ้ว เพทราซังจึงพยักหน้าให้อย่างหนักแน่นก่อนจะยกแผ่นฟิล์มบางอย่างให้ฮันจิซังดู

โห ถ้าไม่ผ่าดูคงไม่มีทางรู้แน่ แต่ขนาดนี้ก็ต้องผ่าล่ะนะ

“…?” ผมไม่เข้าใจเจ้าฟิล์มแผ่นที่ฮันจิซังเปิดฉายใส่ไฟดูเลยสักนิด แต่ก็เข้าใจอย่างหนึ่งได้ว่าแจนจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเพราะฟิล์มแผ่นนี้

ใช่ค่ะ แจนยินดีเข้ารับการผ่าตัด แต่เพราะแจนเป็นโลหิตจางจึงต้องกินยาเสริมธาตุเหล็กอยู่นานกว่าเราจะเริ่มผ่าตัดกันได้ ก่อนการผ่าตัดหนึ่งวันอาจารย์หมอก็ตรวจสุภาพรวมทั้งตรวจดูภาวะเสี่ยงต่างๆ อีกครั้งก่อนแจนเข้ารับการผ่าตัดแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเรากำลังจะเริ่มการผ่าตัดอาการของแจนก็ทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน ลมหายใจของแจนติดขัด อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วจนเกินกำหนดและสุดท้ายจู่ๆ หัวใจของแจนก็หยุดเต้นไปค่ะ

“….!” หัวใจหยุดเต้นเหมือนกับตอนที่แจนล้มพับลงไปต่อหน้าผมใช่ไหม!?

พวกหนึ่งในแสนเหรอ…”

“…?” ผมหันไปมองฮันจิซังที่ทำเสียงพึมพำอยู่ข้างๆ อย่างงงๆ พวกหนึ่งในแสนที่ว่าคืออะไรอ่ะ? ทำไมวันนี้ถึงมีแต่คนชอบพูดอะไรตามใจตัวเองแล้วไม่ยอมอธิบายให้ผมเข้าใจด้วยทั้งนั้นเลยเนี่ย!

พวกเรากู้หัวใจของแจนกลับคืนมาได้สำเร็จ แต่ผลข้างเคียงก็ทำให้แจนมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจในภายหลัง บางครั้งหัวใจของแจนก็จะเต้นเร็วจนผิดปกติ และบางครั้งหากต้องอยู่ในสภาวะเครียดมากๆ แจนก็จะมีอาการหายใจติดขัดหรือหัวใจหยุดเต้นไป แต่เพราะอาการมันไม่แน่นอนอาจารย์เลยต้องให้แจนใส่เครื่องตรวจวัดชีพจรเอาไว้ตลอดเวลา เพราะเมื่อมีเหตุการณ์เหมือนกับตอนนี้เกิดขึ้นเครื่องจะได้ส่งสัญญาณบอกที่อยู่ให้กับพวกฉันรู้ได้ค่ะว่าแจนกำลังอยู่ในอันตราย

งั้นที่รถพยาบาลมาถึงเร็วก็เพราะนาฬิเอ่อ เครื่องตรวจชีพจรบนข้อมือของแจนสินะครับผมจำได้ว่าตัวเองไม่ได้โทรเรียกรถพยาบาลและคิดว่าที่รถพยาบาลมาถึงเร็วเป็นเพราะฮันจิซังช่วยเรียกให้ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเพราะเจ้าสิ่งที่ดูเหมือนนาฬิกาบนข้อมือของแจนสินะ

ใช่ และเพราะมีเธอช่วยทำ CPR ให้ แจนถึงได้ยังปลอดภัยจนถึงตอนนี้ ขอบใจนะเอเลน

อะ ผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอกครับ ผมทำไปได้ไม่ถึงห้านาทีรถพยาบาลก็มาถึงแล้ว แหะๆแต่ไอ้ไม่ถึงห้านาทีนั่นก็ทำเอาผมหอบหนักเลยนะขอบอก! ไม่เห็นมีใครเคยบอกผมมาก่อนเลยว่าการทำ CPR จะต้องใช้แรงมากขนาดนี้ เห็นในหนังเขาก็ออกจะทำกันได้สบายๆ

ไม่หรอก เธอช่วยแจนเอาไว้มากจริงๆ เพราะครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สามแล้วที่แจนมีภาวะหัวใจหยุดเต้น และฉันคิดว่าหลังจากนี้อาการของแจนก็คงจะเริ่มทรุดตัวลงอีก

แล้วให้แจนเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งไม่ได้เหรอครับ เมื่อกี้เพทราซังยังพูดเหมือนกับว่าถ้าแจนผ่าตัดแล้วจะสามารถหายเป็นปกติได้อยู่เลยผมถามอย่างมีความหวัง ผมไม่รู้มากเรื่องการแพทย์หรอก แต่ถ้ามันยังมีวิธีที่จะทำให้แจนหายจากการป่วยได้มันก็น่าลองดูไม่ใช่เหรอ

เรื่องนั้น…”

ทำไม่ได้เด็ดขาดเลยล่ะฮันจิซังเป็นคนตอบแทนเพทราซังที่ดูลังเลที่จะตอบคำถามของผม ผมจึงหันกลับไปถามฮันจิซังอย่างงงๆ

ทำไมล่ะครับ?”

เธอไม่ได้ฟังที่เพทราพูดเมื่อกี้เหรอเอเลน ที่ตอนแจนกำลังจะผ่าตัดแล้วอาการทรุดลงน่ะ

ผมฟังครับ แต่ถึงครั้งนั้นมันจะผิดพลาดก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะผ่าตัดอีกไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ พ่อของผมก็เคยเล่าให้ฟังว่ามีเคสคล้ายๆ แบบนี้แล้วก็ผ่าตัดครั้งที่สองได้สำเร็จ

นั่นมันไม่เหมือนกันหรอกนะเอเลนเพทราซังเป็นคนช่วยพูด แต่ผมก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันไม่เหมือนกันตรงไหน? นี่มีแค่ผมที่ไม่เข้าใจอยู่คนเดียวอีกแล้วใช่ไหม

หมายความว่ายังไงครับ?” 

หมายความว่าในกรณีของแจนจะเข้ารับการผ่าตัดครั้งที่สองสามสี่ห้าหรือครั้งไหนๆ ไม่ได้อีกเด็ดขาด เพราะแจนแพ้ยาสลบน่ะสิ แล้วไม่ใช่แค่แพ้แบบธรรมดานะ แต่เป็นอาการแพ้ชนิดรุนแรงที่ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยล่ะหากต้องได้รับยาสลบเข้าไปในร่างกายอีกครั้ง” 

วะ ว่า…! ห๊ะ!!!” ผมตกใจจนพูดอะไรไม่ออกอีก เพทราซังบอกว่าแจนมีเนื้อร้ายและต้องได้รับการผ่าตัดถึงจะหาย เพราะการกินยาหรือใช้วิธีอื่นเป็นเพียงแต่การยืดเวลาออกไปเท่านั้น แต่พอจะเข้ารับการผ่าตัดก็ทำไม่ได้เพราะแจนแพ้ยาสลบชนิดรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้หากต้องได้รับยาสลบเข้าไปแม้เพียงปริมาณน้อยนิด แล้วแบบนี้แจนต้องทำยังไงล่ะถึงจะหาย?

แล้วแบบนี้แจนจะไม่มีทางหายเลยเหรอครับผมถามเพทราซังซึ่งกำลังมองหน้าผมด้วยท่าทางลำบากใจที่จะตอบจนทั้งห้องตกสู่สภาวะความเงียบอันน่าอึดอัด แต่ฮันจิซังก็ช่วยพูดทำลายความเงียบนั้นให้ในเวลาต่อมาด้วยน้ำเสียงสดใสสไตล์เจ้าตัว

มันก็มีทางอยู่นะ~?” ฮันจิซังเอียงคอทำท่าคิดนิดๆ แต่ก็พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงจนเพทราซังต้องหันไปมองเธอด้วยดวงตาแห่งความคาดหวัง

หรือว่าฮันจิซังจะช่วยแจนได้ค่ะ!”

โนๆๆ ไม่ใช่ฉันหรอกที่จะช่วยแจนได้

อ้าว แต่ถ้าหมอที่เก่งขนาดฮันจิซังยังช่วยแจนไม่ได้แล้วจะยังมีใครที่จะช่วยแจนได้อีกล่ะคะ

หื้ม~ ฉันไม่ขอเถียงเรื่องความเก่งกาจของตัวเองหรอกนะ แต่ถึงฉันจะเป็นศาสตราจารย์ดอกเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์และมีผลงานวิจัยมากมายที่ได้รับรางวัล แต่ก็ยังมีคนที่เหมาะสมสำหรับการช่วยรักษาแจนมากกว่าฉันอยู่~”

ใครคะ?” เพทราซังขมวดคิ้วมองฮันจิซังอย่างงงๆ แต่ฮันจิซังไม่ได้ตอบแต่กลับหันมามองหน้าผม

“…?” มองหน้าผมทำไมอ่ะ ผมช่วยไม่ได้นะผมไม่ใช่หมอ ขนาดแค่คุยกันเมื่อกี้ผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ผมเริ่มเหงื่อตกเมื่อฮันจิซังมองหน้าผมไปก็แสยะยิ้มไปเหมือนกับตอนทดลองไททัน เอื๊อก! รู้สึกเหมือนงานจะเข้าแปลกๆ ฮันจิซังคงไม่ได้มีความคิดบ้าๆ จะสั่งให้ผมไปช่วยรักษาแจนหรอกใช่ไหม!? แต่ผมก็เหงื่อตกได้ไม่นานฮันจิซังก็ช่วยเฉลยด้วยคำตอบที่ทำเอาผมรู้สึกช็อกยิ่งกว่าการถูกบอกให้ผมไปรักษาแจนเองซะอีก

แม่ของเธอไงล่ะเอเลน” 

“…..”

“…..”

ห๊าาาาาาาา!?!?!?!!!?!!!!?” ทำไมต้องเป็นแม่ผมอ่ะ!? จริงอยู่ที่แม่ผมก็เป็นหมอ แต่นี่มันไม่มีเหตุผลเลย! แม่ผมไม่ใช่หมอที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคปอดสักหน่อย!

เอ่อถ้าจำไม่ผิดดอกเตอร์เยเกอร์กับภรรยาเป็นหมอทั้งคู่สินะคะ แต่ทำไมต้องเป็นแม่ของเอเลนล่ะคะ ฉันจำไม่เห็นได้เลยว่าแม่ของเอเลนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปอด?” 

ก็เพราะภรรยาของดอกเตอร์เยเกอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญน่ะสิ~”

ไม่ใช่แล้วครับ!” แม่ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปอดนะสาบานได้! ฮันจิซังไปเอาความเชื่อผิดๆ พวกนี้มาจากไหนกันเนี่ย!

โน~ โน~ แม่ของเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญสุดๆ เลยนะเอเลน

ก็บอกแล้วไงครับว่าไม่…!”

เรื่องยาสลบน่ะ~”

“…!!/…!!” ผมกับเพทราซังตกอยู่ในสภาวะตกใจจนพูดอะไรไม่ออก นั่นสิผมลืมไปเลยว่าแม่ตัวเองเป็นวิสัญญีแพทย์และมีความเชี่ยวชาญสุดๆ ในเรื่องยาสลบ แม่เคยทำวิจัยเกี่ยวกับการแพ้ยาสลบของผู้ป่วยและหาวิธีช่วยเหลือ รวมทั้งได้วิเคราะห์อะไรที่ผมไม่เข้าใจอีกมากมายจนได้รับรางวัลและเป็นผู้ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องยาสลบที่สุดในปัจจุบัน

แต่แจนแพ้ยาสลบไม่ใช่เหรอครับ?”

อืม! เพราะงั้นแหละฉันถึงได้คิดว่าแม่ของเธอน่าจะช่วยแจนได้ฮันจิซังยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม ผมไม่รู้หรอกว่าแม่ของผมจะช่วยแจนได้จริงรึเปล่าและถ้าช่วยได้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าโอกาสที่แจนจะหายมันยังไม่เป็น 0% ผมก็ควรจะมีความหวังไม่ใช่เหรอ?

ผมจะคุยกับแม่ให้เองครับผมตัดสินใจพูดออกไปทำให้เพทราซังแทบจะกระโดดกอดผมด้วยความดีใจทันที ถ้าไม่ติดว่าโดนรีไวล์เฮย์โจวมองแรงเบรกเอาไว้ซะก่อนน่ะนะ บางทีก็หวงผมเกินไปนะครับเฮย์โจว แต่ผมก็ดีใจนะ ฮิๆ

งั้นฉันจะช่วยคุยกับอาจารย์และทางโรงพยาบาลให้นะคะเพทราซังเสนอตัวช่วยอีกแรง ผมคิดว่าการที่หมอคนอื่นจะเข้ามาแทรกแซงการรักษาผู้ป่วยของหมออีกคนแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยังไงถ้ามันเป็นทางที่จะช่วยเหลือแจนได้ ผมก็คิดว่าเพทราซังคงจะสู้อย่างเต็มที่แน่ๆ ก็ดูจากที่เพทราซังพูดถึงแจนแล้วผมคิดว่าเพทราซังคงเห็นแจนเป็นเหมือนน้องชายคนหนึ่งของเธอ

เรื่องนั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง ส่วนเพทราฉันมีงานที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอยากฝากให้เธอทำ

เอะ? งานอะไรเหรอคะฮันจิซัง?” เพทราซังมองสีหน้าที่จู่ๆ ก็จริงจังขึ้นมาของฮันจิซังอย่างงงๆ รวมถึงผมด้วย ทำไมจู่ๆ ฮันจิซังต้องทำหน้าตาจริงจังขนาดนั้นด้วยเนี่ย

เพทรา เธอต้องทำยังไงก็ได้ให้แจนยอมเข้ารับการผ่าตัด

“….!”

“….?” เพทราซังทำหน้าตกใจแต่ผมน่ะงงอยู่ ทำไมฮันจิซังต้องสั่งให้เพทราซังทำอะไรแบบนั้นด้วย ถ้าแจนอยากหายก็ต้องยอมเข้ารับการผ่าตัดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? จริงอยู่ว่าครั้งแรกมันล้มเหลวแจนถึงได้มีภาวะแทรกซ้อนอย่างปัจจุบันแต่ผมไม่คิดว่าแจนจะเป็นคนขี้ขลาดที่กลัวจนไม่ยอมผ่าตัดอีกเพราะเรื่องแบบนั้น

เธอก็รู้ใช่ไหมเพทราว่าสภาวะจิตใจของแจนตอนนี้มันเป็นยังไง

“…ค่ะ

เดี๋ยวก่อนนะครับ! ผมไม่เข้าใจ สภาวะจิตใจอะไรกันครับ? แจนเป็นอะไร ผมก็ยังเห็นแจนร่าเริงกวนประสาทผมได้อยู่ทุกวันผมพูดแทรกบทสนทนาที่ผมไม่เข้าใจเพื่อขอคำอธิบาย เพทราซังจึงหันไปมองหน้าฮันจิซังอย่างขอคำปรึกษาก่อนจะหันกลับมาหาผมเมื่อฮันจิซังพยักหน้าให้

อืมเอเลน เธอรู้รึเปล่าว่าแจนเคยมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง

หะ! น้องสาว! แจนน่ะเหรอครับ!? แต่ทำไมต้องใช้รูปประโยคเป็นอดีตด้วยล่ะครับ หรือว่า…” ผมรู้สึกไม่ดีหลังจากที่ถามกลับไปแบบนั้น แต่รูปประโยคอดีตที่เพทราซังพูดออกมามันก็น่าสงสัยจนผมอดที่จะถามกลับไปไม่ได้

อือ น้องสาวของแจนตายไปแล้ว เมื่อสามเดือนก่อน

“…!!! ดะ..ได้ยังไง! ทะ..ทำไมถึง…?”

เพราะ…”

“…?”

แจนฆ่าน้องสาวตัวเอง…”

“…!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ผมไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ไม่อยากจะเชื่อเลยแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าของเพทราซังก็เหมือนคอยตอกย้ำให้ผมต้องเชื่อ 


อย่างแจนเนี่ยนะจะฆ่าน้องสาวตัวเอง? แจน กิลชูไตน์จอมกวนประสาทคนนั้นเนี่ยนะ? คนที่แค่ไปเผลอทำร้ายคนอื่นเข้าโดยไม่ตั้งใจยังตัวสั่นคนนั้นน่ะเหรอจะกลายเป็น…‘ฆาตรกร’…?




——————————————50%




ผมยังคงช็อคจนพูดอะไรไม่ออกและได้แต่มองตรงไปยังเพทราซังที่กำลังมองผมด้วยท่าทางลำบากใจ ฮันจิซังกับรีไวล์เฮย์โจวไม่มีใครตกใจเลยเหมือนกับรับรู้เรื่องนี้กันอยู่แล้ว ซึ่งผมว่าก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเพทราซังคงเล่าให้ทั้งสองคนฟังมาก่อนผมแล้วอย่างแน่นอน

นั่นคือสิ่งที่แจนบอกกับฉัน

หา…?” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมแจนต้องเล่าเรื่องที่เขาฆ่าน้องสาวตัวเองให้กับเพทราซังฟังด้วย หรือว่าจะรู้สึกผิดเลยอยากสารภาพรึเปล่า? เพทราซังมองหน้าผมที่กำลังสับสนแล้วก็ไม่ปล่อยให้ผมต้องงงนานและช่วยเล่าต่อทันที

แต่ความจริงแล้วแจนไม่ได้เป็นคนฆ่าเจนี่เอ่อ ชื่อน้องสาวของแจนน่ะ ฉันก็เพิ่งได้รู้ว่าความจริงเป็นยังไงก็ตอนที่ตำรวจมาขอสอบปากคำกับแจนที่โรงพยาบาลแต่ไม่ใช่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรอกนะ ตอนแรกตำรวจคิดว่ามันอาจเป็นการฆ่าโดยไม่เจตนาหรืออุบัติเหตุ แต่แล้วพอผลชัญสูตรออกมาตำรวจกลับพบว่ามันน่าจะเป็นการฆ่าโดยเจตนาหรือฆาตกรรมมากกว่า

ใครกันแล้วทำไม…” ผมพูดออกไปได้ไม่เป็นประโยคเพราะความช็อคที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ผมอยากจะถามว่าถ้าความจริงแล้วแจนไม่ใช่คนฆ่าอย่างที่แจนบอกกับเพทราซัง แล้วใครกันที่ฆ่าน้องสาวของแจนและทำไปทำไม ซึ่งเพทราซังก็ดูเหมือนจะรู้ว่าผมต้องการจะถามอะไรจึงช่วยตอบคำถามของผมให้

แม่ของแจนน่ะ…”

“…!!!!!!!!!!” คำตอบอันไม่คาดคิดทำเอาผมช็อคยิ่งกว่าเก่า แต่รีไวล์เฮย์โจวก็ช่วยบีบมือที่จับกันเอาไว้แน่นเพื่อให้ผมยังคงสติตัวเองอยู่ได้

แม่ของแจนเป็นซิงเกิ้ลมัม เพราะพ่อของแจนเสียไปตั้งแต่แจนขึ้นมัธยมต้น ครอบครัวของแจนไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจนเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวฐานะปานกลางธรรมดาเหมือนกับคนอื่นๆ นั่นแหละ แต่ว่าพอพ่อของแจนเสียไปและแจนได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดครั้งแรกก็ทำให้รายจ่ายของครอบครัวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะทั้งแจนและเจนี่ยังเป็นผู้เยาว์แม่ของแจนจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว และรายจ่ายสำหรับค่ารักษาตัวแจนที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า ฉันไม่ได้สนิทกับแม่ของแจนแต่ก็เคยเจอกันบ้างตอนแจนมาตรวจสุขภาพ และฉันก็ไม่คิดว่าผู้หญิงที่ดูใจดีคนนั้นจะฆ่าลูกของตัวเองได้ แต่ว่า…”

“…..”

แต่ฉันคิดว่าแม่ของแจนเองก็คงจะสะสมความเครียดเอาไว้มาก ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและเรื่องที่เข้ากันไม่ค่อยได้กับลูกสาว เจนี่น่ะเป็นเด็กร่าเริงและมีความเป็นตัวของตัวเองสูงจนบางทีก็ดูเข้าถึงยากแต่ก็ไม่ได้เป็นคนไม่ใส่ใจคนอื่นหรอกนะ เจนี่กับแจนเป็นพี่น้องที่รักกันดี แจนชอบแกล้งน้องสาวตัวเองอยู่บ่อยๆ แต่เวลาคุยกับฉันทีไรก็พูดถึงแต่เจนี่ไม่หยุด ส่วนเจนี่เองก็ทั้งรักและเคารพพี่ชายในแบบของเธอถึงบางทีจะแสดงออกแบบแข็งกระด่างไปบ้าง และนั่นก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเข้ากันไม่ได้กับคุณแม่ก็เป็นได้

“…?”

เจนี่มีความฝันที่อยากจะเป็นดีไซเนอร์และเธอก็คิดจะทำตามความฝันนั้นของเธอให้ได้ แต่การเรียนแฟชั่นมีค่าใช้จ่ายสูงรวมทั้งเมืองนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมอีกด้วยแม่ของแจนเลยคัดค้าน และทั้งสองคนเลยมีปัญหากันเพราะเรื่องนี้น่ะ แต่สาเหตุจริงๆ คงเป็นเพราะการแสดงออกของเจนี่เองด้วย บางทีเจนี่ก็ดูโลกส่วนตัวสูงและดื้อเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ จนเหมือนไม่แคร์เรื่องอื่น ฉันก็ไม่คิดว่าความดื้อของเจนี่เป็นเรื่องไม่ดีหรอกนะเพราะเธอแค่อยากทำตามความฝันของตัวเองซึ่งแจนก็รู้เรื่องนั้นดี แต่แม่ของแจนคงจะเครียดมากจากหลายๆ อย่างเลยทะเลาะกับเจนี่ใหญ่โตแล้วก็พลั้งมือเผลอผลักเจนี่ตกบันได

งั้นมันก็เป็นอุบัติเหตุไม่ใช่เหรอครับ

ไม่ใช่หรอก ผลจากการชัญสูตรบอกว่ามีรอยแผลที่เกิดจากการกระแทกบนศีรษะของเจนี่สองครั้ง ครั้งแรกเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากตอนตกบันได แต่ครั้งที่สองเป็นร่องรอยที่เกิดจากความตั้งใจจนทำให้เสียชีวิต

“…!!” ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือรู้สึกอย่างไรดีหลังจากได้รับรู้เรื่องนี้จึงได้แต่เม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น มือหนาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไปมาบนหลังมือของผมเบาๆ เหมือนจะช่วยปลอบ แต่จิตใจของผมก็ยังคงรู้สึกเย็นวาบจนเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งมาสาดใส่

แล้วหลังจากเกิดเรื่องนั้นแจนก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษาอีกเลย ฉันต้องคอยบังคับให้แจนกินยาอยู่ตลอดเพราะถ้าไม่บังคับแจนก็จะไม่กิน แจนไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ยอมไปเรียนแล้วก็ชอบหายตัวไปอยู่บ่อยๆ จนฉันต้องพาแจนไปอยู่ที่บ้านด้วย แต่อาการของแจนก็ไม่เคยดีขึ้น…”

การรักษาจะได้ผลดีที่สุดหากคนไข้มีกำลังใจและต่อสู้เพื่อเอาชนะมันฮันจิซังพูดแทรกขึ้นทำให้ผมหันไปมองฮันจิซังอย่างงงๆ แต่ก็ต้องหันกลับไปหาเพทราซังเมื่อเธอเริ่มพูดต่อ

ใช่ค่ะ ถูกอย่างที่ฮันจิซังพูดนั่นแหละเอเลน ฉันเป็นหมอ แต่ไม่ว่าจะอยากรักษาแจนให้หายยังไงแต่หากจิตใจของแจนยอมแพ้ไปแล้วแบบนี้ ถึงฉันจะอยากช่วยฉันก็คงช่วยอะไรแจนไม่ได้

แต่ทั้งหมดนั่นมันไม่ใช่ความผิดของแจนเลยนะครับ! แล้วทำไมแจนต้องบอกกับเพทราซังว่าตัวเองเป็นคนฆ่าเจนี่ด้วยล่ะครับผมพูดอย่างรู้สึกโมโหนิดๆ กับเรื่องทั้งหมดนี้ ทั้งจากสิ่งที่แจนทำและจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของแจน

เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แจนไม่เคยยอมบอกว่าทำไมเขาถึงได้พูดออกมาแบบนั้น แต่จากที่ฉันสังเกตดูฉันคิดว่าแจนกำลังโทษตัวเองเรื่องความตายของเจนี่อยู่

แต่นั่นมัน…!”

เพราะการเกลียดตัวเองมันง่ายกว่ายังไงล่ะผมที่กำลังจะพูดอะไรเป็นต้องชะงักเมื่อฮันจิซังพูดแทรกขึ้นมาก่อน เกลียดตัวเองง่ายกว่างั้นเหรอ?

หมายความว่ายังไงครับ?” ผมหันไปถามฮันจิซังอย่างงงๆ เธอจึงส่งยิ้มอย่างปกติมาให้ก่อนจะตอบ แต่ผมกลับรู้สึกว่าดวงตาภายหลังกรอบแว่นคู่นั้นไม่ได้ยิ้มไปตามริมฝีปากเลยสักนิด

เธอเคยได้ยินคำพูดนี้รึเปล่าเอเลนยิ่งรักมากก็ยิ่งเกลียดมากน่ะ

เคยครับ แต่มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงเหรอครับ?”

ก็แจนกำลังพยายามทำตามคำพูดนั้นอยู่น่ะสิ

พยายามทำตาม…?”

ใช่! พยายามมากกกกกกก แต่สุดท้ายแล้วดันทำไม่ได้ เลยคิดว่าถ้างั้นก็เกลียดตัวเองแทนซะเลยคงง่ายกว่า จบ! ไม่ต้องคิดมากและไม่ต้องพยายามอีก

เดี๋ยวๆ ครับ! อะไรจบครับ ผมยังไม่เห็นเข้าใจอะไรเลยผมยกมือห้ามฮันจิซังที่กำลังจะจบการอธิบายโดยที่ผมยังไม่เข้าใจอะไรเลยเอาไว้ ทำให้เธอเปลี่ยนใจกลับมาอธิบายให้ผมเข้าใจต่อ

สรุปให้เข้าใจง่ายๆ เลยนะ ที่แจนเกลียดตัวเอง โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง และไม่ยอมเข้ารับการรักษาเหมือนอยากจะตายเร็วๆ ทั้งหมดนั่นมันก็เพราะแจนทำใจให้เกลียดแม่ตัวเองไม่ลงแค่นั้นแหละ

หา?? นั่นมันไม่มีเหตุผลเลยนะครับ!”

อื้อ ไม่มีเหตุผลหรอก แต่ถ้าเป็นเธอจะเกลียดแม่ตัวเองลงรึเปล่าล่ะเอเลน

ไม่มีทา…!” ผมหยุดพูดไปกลางคันเพราะคำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ผมรักแม่ของผม และถึงสมมุติว่าคนทั้งโลกตราหน้าว่าแม่ผมเป็นฆาตกร ผมก็คงเกลียดแม่ตัวเองไม่ลงอยู่ดี

แต่สำหรับกรณีของแจนมันต่างกัน! ผมไม่คิดว่าแจนจะโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตัวเองเพียงเพราะทำใจให้เกลียดแม่ตัวเองไม่ลงแบบนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้แจนคิดแบบนั้น สาเหตุอื่นที่ผมยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร


หลังจากได้รับรู้เรื่องทั้งหมดผมก็เอาแต่คิดว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้แจนถึงกับต้องโทษตัวเองถึงขนาดนั้น ผมยังไม่สามารถคิดหาเหตุผลในการกระทำนั้นของแจนได้และอย่างที่เพทราซังเคยบอก แจนคงไม่ยอมบอกสาเหตุที่แท้จริงแน่หากผมถาม เพราะฉะนั้นผมคงต้องหาทางสืบเอาเอง แต่ว่าผมจะสืบจากอะไรดีล่ะ? ผมไม่ได้รู้จักใครที่พอจะรู้เรื่องของแจนนอกจากเพทราซัง แต่เพทราซังก็เล่าเรื่องที่รู้ให้กับผมฟังหมดแล้วเพราะฉะนั้นมันคงไม่มีประโยชน์หากผมจะไปถามคำถามเดิมกับเพทราซังอีกครั้ง อืมมจะมีใครที่รู้จักกับแจนดีแล้วพอจะให้ผมสืบข้อมูลได้อีกบ้างไหมนะ?

โอ้ คุณเยเกอร์นี่เอง วันนี้ก็มาเยี่ยมแจนเหรอครับคุณหมอใจดีผู้เป็นหมอเจ้าของไข้ของแจนทักผมด้วยรอยยิ้ม ทำให้ผมเริ่มคิดอะไรดีๆ ออกขึ้นมาทันที

คุณหมอครับ ผมขอเวลาคุณหมอสักครู่ได้ไหมครับ

หืม? ตอนนี้ผมพักอยู่พอดี ถ้าไม่นานก็ได้ครับ

ไม่นานหรอกครับ! แค่แป๊บเดียว ผมแค่อยากจะถามอะไรคุณหมอเรื่องของแจนหน่อย

แจน?” คุณหมอหนุ่มเอียงคองงๆ แต่ก็ยอมเดินตามผมไปนั่งลงบนม้านั่งภายในสวนของโรงพยาบาล ผมไม่แน่ใจว่าการถามไปตรงๆ จะได้รับคำตอบตรงๆ กลับมาไหม แต่การพูดอ้อมค้อมก็ไม่ใช่สไตล์ของผมซะด้วย เพราะงั้นผมจึงเลือกที่จะถามคุณหมอหนุ่มเจ้าของไข้ของแจนไปตรงๆ

คุณหมอพอจะทราบรึเปล่าครับว่าสาเหตุที่ทำให้แจนโทษตัวเองเรื่องเจนี่คืออะไรพอผมถามจบคุณหมอก็อึ่งไปเล็กน้อยแต่ผมก็ไม่ได้หลบสายตาไปไหนแล้วมองจ้องคุณหมอหนุ่มอยู่แบบนั้นเพื่อรอคอยคำตอบด้วยความจริงจัง คุณหมอจึงแย้มยิ้มออกมาอย่างใจดี

ดูเหมือนแจนจะมีเพื่อนที่ดีมากเลยนะครับ

เอะ?” คำพูดอันไม่คาดคิดกะทันหันทำเอาบรรยากาศซีเรียสที่ผมเพียรพยายามสร้างขึ้นแตกกระเจิงไปจนหมด ผมกลายเป็นคนตกใจจนอ้าปากเหวอซะเองคุณหมอจึงหัวเราะน้อยๆ จนทำเอาผมเริ่มรู้สึกกระดากอายขึ้นมาเมื่อต้องมาโดนชมว่าเป็นเพื่อนที่ดีของศัตรูคู่กัดอย่างแจน

พรุ่งนี้คุณเยเกอร์เตรียมอะไรให้แจนเหรอครับคุณหมอถามพลางยิ้มอย่างใจดี แต่คำถามของคุณหมอกลับทำให้ผมต้องกระพริบตาปริบๆ เพราะสมองประเมินผลไม่ทัน

เตรียมอะไร? หมายความยังไงเหรอครับ ทำไมผมต้องเตรียมอะไรให้แจนด้วย?”

อ้าว นี่คุณเยเกอร์ไม่รู้เหรอครับว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดแจน?” คุณหมอเอียงคอถามอย่างซื่อๆ แต่ทำเอาผมต้องอ้าปากค้างอีกรอบเมื่อได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

วันเกิด!?”

ใช่ครับ?” คุณหมอหนุ่มกระพริบตาปริบๆ มองผมที่ตกใจจนลุกขึ้นยืน พอผมรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเสียมารยาทอยู่ก็นั่งลงอีกครั้งแล้วก้มหัวขอโทษคนข้างๆ

ขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดแจน ยังไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรไว้เลยด้วยครับผมตอบด้วยใบหน้าที่เริ่มเคร่งเครียด เอาไงดี ของขวัญยังไม่ได้เตรียม ความจริงผมก็ไม่ได้อะไรมากกับวันเกิดแจนหรอกนะแต่ดูจากสภาพจิตใจของแจนในตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าผมควรจะฉลองวันเกิดให้แจนสักหน่อย

ไม่เป็นไร ถ้าเตรียมวันนี้ยังทันนะครับคุณหมอพูดอย่างให้กำลังใจผมจึงเริ่มใจชื้นขึ้น นั่นสิ! ยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งวันยังไงก็ทันล่ะน่า!

ขอบคุณนะครับคุณหมอ

ยินดีครับ ยังไงผมต้องขอตัวไปทำงานต่อก่อน ขอให้เตรียมของขวัญอย่างราบรื้นนะครับ

ครับ!”

อ๋อ แล้วก็สำหรับคำตอบของคำถามเมื่อกี้ ผมคิดว่าควรไปถามกับเจ้าตัวโดยตรงจะดีกว่านะครับ ^^”

ครับ…?” ผมกระพริบตาปริบๆ มองตามแผ่นหลังของคุณหมอที่เดินจากไปแล้ว คำตอบของคำถามเมื่อกี้งั้นเหรอ…? อะ! จริงด้วยสิ! คุณหมอยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยนี่นา! เพราะคุณหมอพาผมเปลี่ยนเรื่องคุยผมจึงลืมไปซะสนิทว่าผมตั้งใจจะเรียกคุณหมอมาถามเรื่องอะไร

คุณหมอเจ้าเล่ห์จริงๆ เลยนะครับผมพึมพำอยู่คนเดียวเพราะคุณหมอเจ้าเล่ห์คนนั้นเดินจากไปแล้ว นี่สินะที่เขาบอกกันว่าไม่ควรมองคนที่หน้าตา หน้าตาก็ออกจะใจดีดูใสซื่อแต่ความจริวแล้วคุณหมอนี่ท่าจะร้ายไม่เบาเชียวล่ะ!

หลังจากโดนคุณหมอหลอกเลี่ยงไม่ตอบคำถามผมก็กลับมาที่บ้านอีกครั้งเพื่อคิดว่าจะเตรียมของขวัญอะไรให้กับแจนพรุ่งนี้ดี จะว่าไปแล้วผมก็ไม่เคยรู้เลยว่าแจนชอบหรือว่าไม่ชอบอะไร ถึงพวกเราจะคุย(เถียง)กันอยู่บ่อยๆ แต่ผมก็ไม่เคยถามเรื่องพวกนี้กับแจนเลยสักครั้ง แล้วแบบนี้ผมควรจะเตรียมอะไรให้แจนดีนะ? อืมม ถ้าวันเกิดก็ต้องนึกถึงเค้กวันเกิด แต่ผมก็ไม่รู้ด้วยว่าแจนชอบกินเค้กรสชาติแบบไหนและที่สำคัญเลยผมทำไม่เป็น! อย่าคิดว่าแค่ชอบกินขนมหวานแล้วจะทำขนมหวานเป็นนะครับ เพราะผมน่ะเป็นพวกแค่ชอบกินอย่างเดียว

*ฟุดฟิดๆ*

หืม? ผมรู้สึกเหมือนได้กลิ่นอะไรหวานๆ นะ หรือว่าเฮย์โจวจะทำขนมอยู่ในครัว? คิดได้ดังนั้นผมก็พาสองขาเดินไปยังห้องครัวทันที แล้วมันก็ไม่ผิดไปจากที่ผมคิดเพราะเฮย์โจวกำลังทำขนมอยู่จริงๆ!

เฮย์โจวทำอะไรอยู่เหรอครับผมเดินเข้าไปใกล้เพื่อจะดูว่าเฮย์โจวกำลังทำอะไรอยู่ รีไวล์เฮย์โจวจึงเงยหน้าขึ้นมามองผมก่อนจะตอบ

คัพเค้ก

ว้าววว! น่ากินจังเลยครับ!” ผมมองคัพเค้กที่ถูกตกแต่งซะหน้าตาน่ารักซึ่งวางเรียงกันอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย แสดงว่าพรุ่งนี้จะขายคัพเค้กสินะ

อยากกินอันไหน

ได้เหรอครับ!”

หรือจะไม่กิน?”

กินครับ! กินๆผมรีบเลือกคัพเค้กหน้าที่ชอบทันทีก่อนเฮย์โจวจะเปลี่ยนใจ ฮืออ ผมคิดว่าน้ำหนักตัวเองต้องเพิ่มขึ้นแน่ๆ หากผมยังกินขนมหวานอยู่ทุกวันแบบนี้ แต่มันก็ห้ามใจไม่ไหวจริงๆ! แล้วถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นจริงๆ ก็ดีเหมือนกันผมจะได้ถือโอกาสออกกำลังกายเพาะกล้ามซะเลย ฮี่ๆ

เป็นเด็กรึไง

อะไรเหอื้อ!” ผมก้าวถอยหลังทันทีเมื่อรีไวล์เฮย์โจวยื่นหน้าเข้ามาจูบ แต่ก็โดนอ้อมแขนแกร่งกอดเอวเอาไว้แน่นทำให้ผมขยับถอยไปไหนไม่ได้ รีไวล์เฮย์โจวจูบพลางใช้ลิ้นเลียมุมปากของผมก่อนจะถอยตัวออกไปยืนที่เดิมด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก

“Too sweet” ใบหน้าของรีไวล์เฮย์โจวเหยเกเล็กน้อยหลังจากจูบ ทำให้ผมต้องแย้มยิ้มออกมาด้วยความขำขัน

ก็ผมเพิ่งกินคัพเค้กไปนิครับ

ฮื้มม…” รีไวล์เฮย์โจวหันไปหาน้ำดื่มทันทีเพราะทนความหวานไม่ไหวทำให้ผมได้แต่ยืนกลั้นขำอยู่ตรงนั้น เฮย์โจวเป็นคนมาจูบผมเองนะครับ ช่วยไม่ได้~

อะ! จริงด้วย! เฮย์โจวทำเค้กเป็นใช่ไหมครับ!” ผมถามรีไวล์เฮย์โจวทันทีเมื่อความคิดเรื่องของขวัญสำหรับพรุ่งนี้เข้ามาในสมอง ถ้ามีเฮย์โจวช่วยสอนให้ผมต้องทำได้แน่ๆ!

ใช่ ทำไม?”

คือพรุ่งนี้เป็นวันเกิดแจนน่ะครับ ผมก็เลยคิดว่าจะทำเค้กไปฉลองวันเกิดให้แจน

วันเกิด? ของเจ้าเด็กนั่น?”

ใช่ครับ

ไม่ได้

เอะ? อะไรไม่ได้ครับ?” ผมกระพริบตาปริบๆ อย่างงงๆ เมื่อจู่ๆ เฮย์โจวก็พูดขึ้นมาแบบนั้นแล้วไม่อธิบายอะไรอีก ช่วยพูดเป็นประโยคยาวๆ ด้วยครับเฮย์โจว ผมไม่เข้าใจ!

เจ้านั่นกินเค้กไม่ได้ คอเลสเตอรอลสูงเกิน” 

งั้นไม่ทำเค้กครีมแล้วทำเป็นเค้กผลไม้แทนดีไหมครับผมเสนอทางเลือกอื่นเพราะรู้อยู่ว่าแจนโดนจำกัดอาหาร แต่วันเกิดมันก็ต้องมีเค้กสิ! ไม่มีเค้กมันจะเป็นวันเกิดได้ยังไง!

“…เอาแบบนี้รีไวล์เฮย์โจวเงียบไปสักพักอย่างใช้ความคิดก่อนจะวาดรูปเค้กวันเกิดที่จะทำลงบนสมุดที่ใช้จดสูตรทำขนม และพอผมเห็นภาพเค้กที่เฮย์โจววาดผมก็ต้องแย้มรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจทันที

น่ากินสุดๆ ไปเลยครับ!” ผมพูดอย่างตื่นเต้นพลางจ้องรูปเค้กในสมุดไม่เลิก

ต้องไปซื้อของเพิ่ม

ครับ! งั้นเราไปกันเลยดีไหมครับ

ไม่ ค่อยไปพรุ่งนี้เช้า

เอะ? แต่ตอนเช้าผมต้องช่วยฮันจิซังเปิด…”

พรุ่งนี้ร้านปิด

อ้าว แล้วเฮย์โจวจะทำคัพเค้กพวกนี้ทำไมล่ะครับ

“( - - )” *จ้อง*

ครับ?”

“( - - )” *จ้อง*

เอะนี่หรือว่าจะทำให้ผม?”

“…เปล่า (  - -)”

ผมชอบเฮย์โจวที่สุดเลยครับ! (*'ω'*)”

อะไรของแก ( ;- -)”

เปล่าครับ~ (*'ω'**)”

“…(;;- -)” 

ฮี่ๆผมยิ้มกว้างเมื่อรีไวล์เฮย์โจวทำหน้ายุ่งยากใจแล้วไม่ยอมมองหน้าผมตรงๆ บางทีผมก็คิดนะว่าเฮย์โจวน่ารักดีเวลาปากไม่ตรงกับใจแบบนี้ แต่ถ้าขืนผมพูดออกไปรับรองได้ว่ารายถัดไปที่จะโดนหามส่งโรงพยาบาลหลังจากแจนต้องเป็นผมอย่างแน่นอน



ผ้าม่านสีขาวพริ้วไหวไปตามสายลม แม้อากาศยามเย็นของสวิสเซอร์แลนด์จะหนาวแต่เจ้าของห้องก็ไม่คิดจะปิดหน้าต่างและยังคงนั่งเหม่อมองทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่ย้อมพื้นหญ้าสีเขียวจนเป็นสีทองเงียบๆ ใบหน้าที่เคยถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มกวนๆ เรียบสนิทจนแม้กระทั่งดวงตาสีน้ำตาลก็ว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ จนหากใครได้มาเห็นเป็นต้องใจหายไปตามๆ กันแน่ๆ

แม้วันนี้จะเป็นวันพิเศษแต่สำหรับเจ้าของห้องแล้ววันนี้ก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งดั่งเช่นวันอื่นๆ เป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกลงทางทิศตะวันตกไม่แตกต่างจากวันไหนๆ โลกยังคงหมุนรอบดวงอาทิตย์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ตัวเขาจะเปลี่ยนไป 180 องศาหลังจากเรื่องเมื่อสามเดือนก่อน ช่างน่าอิจฉาธรรมชาติและดวงอาทิตย์เหลือเกินที่ยังคงทำหน้าที่ตัวเองอยู่แบบเดิมไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

หากต้องเทียบกับโลกเมื่อ 2000 ปีก่อนเขาก็ต้องขอยอมรับว่าโลกในตอนนี้สงบสุขมากขึ้นจนถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจินตนาการถึงโลกในตอนนี้ไม่ได้เลย แต่ไม่ว่าโลกนี้จะยังมีไททันอยู่หรือไม่เขาก็ไม่คิดว่าการใช้ชีวิตของมนุษย์ในแต่ละวันจะง่ายดายเลยสักครั้ง 

แจน กิลชูไตน์เป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมโรคที่รักษาไม่หาย แต่มันก็ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเขามากนักนอกจากจะสร้างความรำคาญให้กับเขานิดหน่อยยามลมหายใจติดขัด แจนไม่เคยคิดว่าที่เขาเกิดมาเป็นแบบนี้เป็นข้อเสียหรือปมด้อยในชีวิตเลยสักครั้ง เพราะเขาก็ยังคงได้เรียนหนังสือเหมือนกับคนอื่นๆ มีเพื่อน มีครอบครัว ได้ไปเที่ยวและใช้ชีวิตในแต่ละวันไม่แตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไป เพียงแต่เขาต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองมากกว่าวัยรุ่นทั่วไปนิดหน่อยเท่านั้น 

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แจนไม่เคยคิดว่าการเกิดมาแบบนี้ของเขาเป็นปมด้อยคงเป็นเพราะแจนยังคงมีความทรงจำของเมื่อ 2000 ปีก่อนอยู่อย่างชัดเจน ทุกสัมผัส ทุกเสียงกรีดร้อง ทุกความเจ็บปวดและความรู้สึกของทุกการต่อสู้เขายังจำมันได้อย่างแม่นยำเหมือนมันเพิ่งผ่านมาเมื่อวานทั้งๆ ที่เวลาก็ผ่านไปตั้ง 2000 ปีแล้ว แจนจึงคิดว่าเป็นโชคดีซะอีกที่เขาได้เกิดมาอีกครั้งบนโลกที่สงบสุขแล้วใบนี้

แต่แม้ว่าโลกจะยังมีความโหดร้ายจากการต้องต่อสู้กับไททันหรือมีความสงบสุขที่เหมือนคลื่นใต้น้ำซึ่งเต็มไปด้วยพายุขนาดย่อมทุกหนแห่ง แจนก็ไม่คิดจะใส่ใจมองโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันพรุ่งนี้หรือหากไม่ลืมตาขึ้นมาอีกเลยหลังจากวันนี้แจนก็ยินดีทั้งนั้น เพียงแค่อยากให้เวลาที่เหลือในชีวิตของเขามันผ่านไปเร็วๆ จนเขาไม่ต้องรู้สึกอะไรอีกเลยยิ่งดี

เฮ้!” เสียงทักทายที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้แจนต้องหันกลับไปมอง แล้วเขาก็ต้องวาดรอยยิ้มกวนๆ ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมองเห็นดวงตากลมโตสีมรกตคู่นั้นที่ช่างดูใสกระจ่างและเป็นประกายอยู่ตลอดเวลาจนน่าอิจฉา

อะไรกัน แกคิดถึงฉันขนาดนั้นเลยเหรอ~” แจนพูดจากวนๆ ออกไปทำให้ใบหน้าที่ติดจะดูน่ารักมากกว่าหล่อหงิกงอขึ้นมาอย่างหงุดหงิด 

ฟู่ๆ!” แต่เอเลนก็พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับสติอารมณ์เพราะเห็นว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ แล้วแย้มรอยยิ้มออกมาแม้ว่ามันจะดูแกนๆ ไปบ้างก็ตาม

ทายสิวันนี้วันอะไร~” เอเลนพยายามจะทำดีด้วยแต่แจนกลับเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนๆ ก่อนจะตอบ

วันอังคารไง โง่เหรอ? หรือว่าไม่ได้ดูปฏิทินก่อนออกมาจากบ้าน?”

ฉันไม่ได้…! ฮึ่ม!” เอเลนสะบัดใบหน้าไปทางอื่นด้วยใบหน้าหงิกอย่างหงุดหงิด ทำให้แจนหัวเราะอย่างชอบใจที่เขากวนประสาทอีกคนได้สำเร็จ

ฮ่าๆๆ หน้าเป็นตูดแล้วนะแก ฮ่าๆๆๆ

หัวเราะมากไปแล้วนะเว้ย!”

ก๊ากกกก!”

ไอ้แจน!”

เออๆ เลิกแล้วๆ แล้วที่แกมานี่มีอะไรอีกล่ะแจนรู้จักผู้ชายที่ชื่อเอเลน เยเกอร์ดีพอๆ กับที่เขารู้จักตัวเอง เพราะงั้นแจนจึงพอจะเดาได้ว่าทำไมอีกคนถึงได้มาหาเขาที่นี่ในวันนี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้และถามออกไปเพื่อแกล้งให้เอเลนต้องตอบ

เอ่อมันก็…” เอเลนอ้ำอึ้งใบหน้าค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นเพราะต้องมาต้องคำถามที่เหมือนใส่ใจกับวันสำคัญของศัตรูคู่กัด และพอได้เห็นรอยยิ้มกวนๆ ของแจนที่เหมือนจะยิ้มกว้างขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่าเขากำลังรู้สึกอับอายเอเลนก็ยิ่งทั้งอายและรู้สึกหงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก!

มันก็~”

ก็วันเกิดนายไงล่ะ! ฉันเลยเอาของขวัญมาให้! ฮึ่ม!” เอเลนตอบด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นอย่างหงุดหงิดเพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนแกล้งอยู่

โห~ ขอบใจแต่ฉันไม่เอา

เออ! ไม่เป็นระเมื่อกี้นายว่าไงนะ?”

ฉันบอกว่าขอบใจ

หลังจากนั้น

แต่ฉันไม่-เอาชัดนะ?” แจนพูดด้วยน้ำเสียงปกติไม่ได้กวนประสาทอย่างเก่าทำให้เอเลนรับรู้ได้ว่าที่แจนพูดครั้งนี้มันมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้องการกวนประสาทเขา

แต่ฉันจะให้เอเลนพูดอย่างคนที่ตัดสินใจแล้วและจะไม่มีทางเปลี่ยนใจ ซึ่งแจนเองก็รับรู้ถึงความดื้อข้อนั้นของเอเลนได้เป็นอย่างดีจึงทำแค่ยักไหล่และไม่คิดจะพูดให้เอเลนเปลี่ยนใจสักนิด

ก็แล้วแต่แกแจนพูดแค่นั้นแล้วก็หันกลับไปมองภาพวิวด้านนอกที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะสนใจเอเลนอีก จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงประตูเปิดและปิดลงอีกครั้งทั้งห้องก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบและมืดสนิทเพราะพระอาทิตย์ลาลับฟ้าไปแล้ว

เอเลนคงกลับออกไปแล้วแต่แจนก็ไม่คิดจะใส่ใจหรือหันกลับไปมองให้แน่ใจ และแม้ทั่งทั้งห้องจะมืดสนิทแจนก็ไม่คิดจะเปิดไฟให้แสงสว่างเลยสักนิดและยังคงนั่งเหม่อมองภาพท้องฟ้าที่เริ่มถูกแต่งแต้มไปด้วยหมู่ดาวด้านนอกอยู่แบบนั้นต่อไปเงียบๆ จนกระทั่ง

ยังชอบดูดาวอยู่เหรอครับ

ขวับ!

“…!!!!!!” น้ำเสียงที่คุ้นเคยแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปเป็นพันปีก็ยังติดอยู่ในความทรงจำไม่หายทำให้แจนต้องหันขวับไปมองคนถามด้วยความตกตะลึง เส้นผมสีทองที่ตกระใบหน้าน่ารักกับรอยยิ้มน้อยๆ ที่ดูไม่ต่างไปจากในความทรงจำทำให้แจนพูดอะไรไม่ออก และเมื่อดวงตาสีฟ้ากระจ่างดั่งท้องฟ้ายามกลางวันมองตรงเข้ามาในดวงตาของเขาแจนก็ไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้อีก

สุขสันดิ์วันเกิดนะครับมือเล็กยื่นเค้กที่ทำขึ้นมาจากการเอาคัพเค้กมามัดรวมกันและตกแต่งหน้าตาด้วยผลไม้หลากหลายที่ดูเป็นประกายยิ่งกว่าอัญมณี พร้อมกับมีไฟเย็นถูกปักเอาไว้บนหน้าเค้กแทนเทียนวันเกิดมาหยุดอยู่ตรงหน้าของแจน

อาร์มิน…?” แม้จะมีเพียงแสงจากไฟเย็นบนหน้าเค้กที่ให้ความสว่าง แต่แจนก็มองเห็นคนในความมืดตรงหน้าได้อย่างชัดเจน เสียงที่เปล่งออกไปจากลำคอสั่นเล็กน้อยเพราะเจ้าตัวไม่แน่ใจว่านี่คือความจริงหรือเขากำลังฝัน แต่พอคนตัวเล็กตรงหน้าแย้มรอยยิ้มกว้างขึ้นและพยักหน้าให้ หัวใจที่เหมือนจะหยุดเต้นไปนานแล้วก็กลับมาเริ่มเต้นดังอีกครั้งก่อนที่สมองจะทันได้รับรู้

ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ แจน ^^” รอยยิ้มบนใบหน้ากระจ่างใสที่เขาเคยเห็นแต่ในความทรงจำมาหลายต่อหลายครั้งกำลังปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา แจนไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังรู้สึกเช่นไร ดีใจ เสียใจ โกรธ กังวลหรือว่าคิดถึง แต่ไม่ว่าความรู้สึกนี้มันจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร และไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำสีหน้าเช่นไรกันแน่ แต่แจนก็ยังบังคับตัวเองให้ต้องพูดออกไป พูดคำๆ หนึ่งที่จะแทนทุกความรู้สึกของเขาในตอนนี้

“…อาร์มิน…”



จากคำเป็นหมื่นล้านคำบนโลกใบนี้ มันคงมีแค่เพียงคำเดียวเท่านั้นที่จะสามารถใช้พูดแทนความรู้สึกของแจนในตอนนี้ได้ นั่นก็คืออาร์มิน








———————————100%


ครึ่งหลังมาแล้วค่ะ รีดเดอร์รอกันอยู่ไหมเอ่ย~?

อยากบอกว่าตอนนี้เราอ่านตำราแพทย์(ท่านกูเกิ้ล)ไปมากเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคปอด แต่ถึงอ่านมาจนจะนิพพานแต่ผลสุดท้ายก็สรุปลงเนื้อหาไปนิดเดียว ไม่รู้จะอ่านไปทำไมเยอะแยะตั้งแต่แรก orz เหอๆ

เรื่องของแจนอยากลองเนื้อหาแบบ ‘โลกสงบสุขมันมีอยู่จริงเหรอ?’ ดูบ้าง ไม่รู้จะดราม่าไปไหม แต่ไรท์คิดว่าตัวละครยึดติดกับคำว่า ‘ไม่มีกำแพงและไททัน’ มากเกินไปค่ะ เลยอยากแกล้—//แค่กๆ อยากแต่งเนื้อหาที่ดู เออ มันก็สงบสุขนะ แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ดูบ้างหวังว่ารีดเดอร์จะอ่านแล้วถูกใจกันนะคะ

ส่วนตอนต่อไปจะดราม่ากว่าเก่า หรือจะหวานขึ้นกว่าเดิมก็ต้องรออ่านกันเอาเองค่ะ


Ps. ตอนหน้าเฮย์โจวจะเริ่มมีบทบาทบ้างแล้วค่ะ เฮ~!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

91 ความคิดเห็น

  1. #59 Nook-caster25 (@Nook-caster25) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 10:12
    อัพต่อนะค้าา
    #59
    0
  2. #58 GinggnL (@GinggnL) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 15:42

    ไรท์สู้ๆนะคะ จะตามอ่านจนจบค่ะ0/////0

    #58
    0
  3. #57 JACKAPPLE (@kimrosaryrose) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 00:04
    รียกลับมาอัปนะคะ

    ค้างสุด ๆ
    #57
    0
  4. #56 หัวห๊อมหอม (@chomcan) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 20:57
    เรื่องเข้มข้นขึ้นมากๆ ไหนตอนแรกบอกว่าเครียดสุดคือวันนี้กินอะไร ตอนนี้เริ่มเครียดกับแจนแล้ว ไม่เป็นไรนะ แจนต้องหายสิ
    #56
    2
    • #56-1 Teddy_BeBear (@fhaanna) (จากตอนที่ 12)
      6 ตุลาคม 2561 / 22:54
      โอยะ~ ไรท์ไม่ได้ตั้งใจนะคะแต่มือมันไปเอง~//ตีมือ!
      #56-1
    • #56-2 หัวห๊อมหอม (@chomcan) (จากตอนที่ 12)
      6 ตุลาคม 2561 / 23:21
      เราชอบที่ไรท์แต่งน้าาา555555 เป็นกำลังใจให้แจน แล้วก็เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ;)
      #56-2
  5. #55 Conako (@Conako) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 20:17
    OMG! แจนฆ่าน้องสาวตัวเองงง
    #55
    0