ยอดวิวรวม

25

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


25

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


0
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 พ.ย. 64 / 23:04 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 พ.ย. 64 / 23:04


[Red rose Cinderella]


 

…..Don't judge book by its cover



 

ระฆังเที่ยงคืนก้องกังวาลดัง ยามวิกาลค่ำคืนมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องทาง ไม่มีผู้ใดคิดออกมาภายนอกบ้านที่อาศัยของตนเอง ปิดประตูมิดชิดและแน่นหนาเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัวในยามนี้ ในยามที่มีสัตว์ร้ายที่ไม่รู้จักย่างกรายออกมาจากที่ซ่อน

...จะมีก็เพียงคนเขลาที่อาจหาญเท่านั้นที่กลายเป็นเหยื่ออันโอชะ

เสียงปืนสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ หนึ่งนัด สองนัดก่อนเงียบหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องดังอย่างหวาดผวาและฝีเท้าที่ออกวิ่งสุดชีวิต กว่าจะได้ทันรู้ตัวมัจจุราชก็เข้าใกล้เกินกว่าจะถอยหนี

...ไม่แม้นจะรู้ถึงตัวตนของผู้ล่า และสิ้นใจไปทั้งอย่างนั้น



 

.

.

.

เสียงของสายฝนด้านนอกหน้าต่างดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทการได้ยิน กระนั้นมันก็ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์ทองตื่นจากนิทราบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยหนังสือปกหนังและกระดาษเอกสารมากมายได้เลยแม้แต่น้อย เป็นเช่นนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว 

แต่แล้วสิ่งที่สามารถปลุกเขาได้จริงๆ นั้นกลับเป็นสิ่งอื่นที่มาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“สารวัตรมอร์แกน!!”

บานประตูไม้เปิดออกอย่างแรงเสียจนทำให้คนที่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้สะดุ้งสุดแรง ลูค มอร์แกนกระเด้งตัวขึ้นอย่างตื่นตระหนก หากพูดว่าไฟไหม้เขาก็คงยกโต๊ะของตัวเองขึ้นและวิ่งออกไปอย่างไร้สติแล้วเป็นแน่ 

“ครับ ครับว่าไงครับ” 

เอ่ยออกไปทั้งที่ยังไม่ได้สติดี จนกระทั่งมองเห็นแขกผู้มาเยือนอย่างชัดเจน ชายหนุ่มถึงได้รับรู้ว่าคนที่ปลุกเขาจากนิทราอันแสนหวานด้วยความรุนแรงนั้นคือใครกัน

“มีอะไรรึเปล่าครับ ท่านผู้ว่าฯสเปนเซอร์”


 

ใครคนนั้นไม่ได้เป็นใครอื่น แต่คือผู้ว่าฯของเมืองอ็อกสเบิร์สแห่งนี้ ชายวัยกลางคนผู้มีนามว่าวิกเตอร์ สเปนเซอร์นั่นเอง เขามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสำหรับชายที่ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ดีและเป็นมิตรที่สุดในเมือง

“ที่ท้ายตลาดมีคนโดนมันฆ่าตายอีกแล้วนะสารวัตร คุณมัวทำอะไรอยู่เนี่ย!”

ประโยคที่ได้รับนั้นเหมือนโดนตีเข้าไปในหัว ตำรวจผุดลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน สวมเสื้อคลุมตัวเก่งที่แขวนอย่างไรอารยธรรมอย่างเร่งรีบ หากมองไปที่นาฬิกาไขลานในห้องแล้ว ยามนี้เพิ่งพ้นกลางคืนมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น 

“ไม่ใช่ว่าเราประกาศว่าห้ามออกนอกบ้านหลังเที่ยงคืนไปแล้วเหรอครับ”

แก้วตาสีฟ้าขุ่นมัวเมื่อได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น มันคือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมานั่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ หลับคาโต๊ะทำงานมาหลายต่อหลายวันแบบนี้ ทั้งที่ออกหมายประกาศเตือนออกไปแล้วแต่ก็ยังมีเรื่องเกิดขึ้นซ้ำซากอย่างไม่ควรจะเป็นเสียอีก

“ประกาศแล้วน่ะใช่ แต่คิดว่าจะมีคนทำตามสักกี่คนกันสารวัตร พวกคนหนุ่มมันก็ลองดีกันทั้งนั้น”

ระหว่างที่สองเท้ากำลังก้าววิ่งไปยังสถานที่ที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่ผู้เป็นลูกน้องอีกกลุ่มหนึ่ง บทสนทนาก็ไม่ได้ขาดห้วงไปแม้แต่น้อย เขาได้รับเบาะแสเพิ่มเติมจากชายผู้แก่กว่าจากคำพูดเหล่านั้น ดูเหมือนว่าเหยื่อในครั้งนี้จะเป็นชายวัยรุ่น

พวกเขาตัดผ่านถนนดินเส้นหลักของเมืองตรงไปยังท้ายหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยผู้คนมุงดู โชคยังดีที่อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีนายตำรวจเวรคอยจัดระเบียบประชาชนอยู่ ไม่เช่นนั้นที่เกิดเหตุที่เขาต้องมาดูได้เละเทะเป็นแน่ … และเป็นดั่งคาด ตรงหน้าของพวกเขาคือศพ

เป็นศพของชายวัยรุ่น ร่างกายนั้นบิดเบียวและซูบซีด แห้งกรังราวกับไม่เคยมีเลือดไหลเวียนในร่างกายนั้นมาก่อน ทุกสิ่งเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ตำรวจหนุ่มเคยเจอมาแล้ว รวมทั้งรอยแผลราวคมเขี้ยวบนคอของเหยื่อเองก็เช่นกัน

“นี่ก็คนที่หกเข้าไปแล้วนะสารวัตร เมื่อไหร่คุณจะจัดการไอ้ปีศาจนี่ได้สักที?!”

เป็นคำพูดของใครสักคนในกลุ่มคนที่มุงดู ลูคไม่รู้หรอกว่าคนคนนั้นเป็นใครแต่เขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้นเสียเท่าไหร่ เพราะหากให้พูดแล้ว ...จะให้เขาที่เป็นมนุษย์ธรรมดาไปสู้กับแวมไพร์มันก็ออกจะประหลาดไปเสียหน่อย คนอย่างเขาจะเอาอะไรไปสู้

...เขาเป็นตำรวจนะไม่ใช่นักล่าปีศาจ

ชายหนุ่มเริ่มสอดส่องที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบและเก็บเกี่ยวข้อมูลสำหรับการทำคดีเหมือนกับทุกครั้ง คิดทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านล่วงเลยมา


 

...หลายเดือนแล้วที่เรื่องวุ่นวายนี้เกิดขึ้น

ยามแรกทุกคนต่างก็เชื่อว่ามันเป็นเพียงฝีมือของมนุษย์ด้วยกันจนกระทั่งมีผู้รอดชีวิตที่ได้เห็นสิ่งที่ทำร้ายผู้คนยามวิกาล เงาของอสูรร้ายที่เป็นเพียงผีดิบดูดเลือด แม้ไม่กี่วันต่อมาเขาคนนั้นผู้เป็นพยานปากสำคัญจะสิ้นลมไปก็ตาม การประกอบพิธีศพที่ประหลาดที่สุดจึงถูกจัดขึ้นเพื่อไม่ให้คนผู้นั้นลุกขึ้นมาอาละวาดยามค่ำคืนตามความเชื่อที่ใช้ต่อกรกับเหล่าปีศาจร้าย

ตลอดทั้งชีวิตที่เป็นตำรวจ ลูค มอร์แกนไม่คิดว่าเขาจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าหากให้เขาพูดแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง เพราะในหนังสือพิมพ์ก็มีเขียนเรื่องนักล่าแม่มดหรือนักปราบปีศาจที่แสนโด่งดังออกจากบ่อยครั้ง ให้รู้ว่าในโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงมนุษย์และสรรพสัตว์ ในเงามืดยังมีสิ่งอื่นที่ชั่วร้ายกว่านั้นมากอาศัยอยู่

...สิ่งอื่นที่เปรมปรีไปกับสีแดงโลหิตของมนุษย์

...เฉกเช่นกุหลาบสีสดที่อยู่ตรงหน้าเขา

ช่วงวินาทีที่เงยหน้าจากร่างกายที่สิ้นลมหายใจ เขามองเข้าไปในฝูงชนที่มุงดูสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้นเขามองเห็น...หญิงสาวที่แตกต่าง… เธอแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรือนผมสีมะฮอกกานีที่ถูกรวบสูงดูทะมัดทะแมง หรือเครื่องแต่งกายแบบนายพรานหญิงสีแดงสดราวสีกุหลาบแดงน่าหลงใหล ทุกอย่างล้วนเตะตาเขาอย่างประหลาด คล้ายกับมีบางอย่างในตัวของเธอที่ไม่เหมือนผู้ใด

แต่เพียงกระพริบตา เธอก็หายไปจากตรงหน้าเสียแล้ว

หายไปโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นใคร…

.

.

.

        ตลาดยามเช้าในวันนี้เงียบเหงากว่าทุกวัน เพราะเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหลายคนไม่กล้าที่จะออกมาข้างนอก ต่างรีบออกมาซื้อเสบียงแล้วกลับเข้าบ้านด้วยความกลัวปีศาจร้ายทั้งที่รับรู้อยู่แล้วว่ายามกลางวันนั้นมันไม่มีทางออกล่าเด็ดขาดแท้ๆ 

        ดวงตาสีแซฟไฟร์กวาดมองยังร้านค้าที่ยังคงจำใจต้องเปิดร้านเพื่อหาเงินดำรงชีพสายตาสะดุดเข้ากับสีแดงที่ราวกับกุหลาบเข้า เรือนผมสีมะฮอกกานีที่เห็นมัดรวบไว้เมื่อคืนถูกปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังเล็กนั้น เธอก้มหยิบแอปเปิ้ลสีแดงลูกหนึ่งขึ้นมาก่อนจ่ายเงินให้แม่ค้า ลูคไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่าเพราะทันทีที่เธอผละจากร้านค้าแล้วเดินใกล้เข้ามา เขากลับได้กลิ่นที่แสนรุนแรง...

        … คล้ายกลิ่นของสนิมเหล็ก

        “ราตรีสวัสดิ์ คุณสารวัตร”


 

        เสียงใสราวกระดิ่งดังขึ้นอยู่ข้างหู แต่น้ำเสียงนั้นกลับทำเขารู้สึกหนาวเย็นถึงกระดูกราวกับกำลังถูกผู้ล่าที่สามารถปลิดชีพเขาได้ภายในเสี้ยววินาทีจับจ้องอยู่ แต่เมื่อดวงตาสีแซฟไฟร์หันกลับมามอง หญิงสาวก็หายไปเสียแล้ว

        … นี่มันบ้าอะไร

        เขาถอนหายใจพยายามควบคุมลมหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ก่อนเดินเข้าไปยังร้านผลไม้ที่หญิงสาวซื้อเมื่อสักครู่

        “อรุณสวัสดิ์ครับ คุณแอชลี่ย์” เขากล่าวทักทายเจ้าของร้านที่ยิ้มทักทายกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

        “อ้าว ก็ว่าใครกันนะเดินหล่อมาเชียว แหม่ สารวัตรลูคที่รักของป้านี่เอง ฮะฮะ วันนี้มาแต่เช้าเชียวรับอะไรดีละ” เขาเกาแก้มแบบไม่รู้จะยังไงดี ก่อนก้มหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมานึกถึงหญิงสาวแล้วก็เอ่ยถามไป

        “ผมเอาแค่แอปเปิ้ลลูกเดียวนี่ก็พอครับ คุณแอชลี่ย์จำผู้หญิงชุดแดงเมื่อกี้ได้มั้ยครับ”

        “หมายถึงหนูโรเซ่งั้นรึ เธออาจจะแปลกๆ ไปบ้าง แต่ป้าว่าหนูโรเซ่ก็ออกจะน่ารักดี เอ่อ เอาไปอีกลูกสิ ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับคนตื่นเช้า” เขารับแอปเปิ้ลที่ถูกส่งมาอีกลูกก่อนจะยื่นเหรียญเงินให้พร้อมจดจำรายละเอียดของหญิงสาวให้มากที่สุด

“ผมไม่เคยเห็นหล่อนมาก่อน คุณแอชลี่ย์พอจำได้ไหมครับว่าเจอกันครั้งแรกเมื่อไหร่?” เขาถามพลางกัดกินผลสีแดงในมือ ในขณะที่คุณเจ้าของร้านทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่จะเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ

“น่าจะเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนะ ใช่แล้ว ก่อนที่มิสเตอร์เบลคจะเสียไม่นานนักนะ” คำตอบที่ได้รับทำเขาชะงักไป 

เจสัน เบลค เหยื่อรายแรกของเหตุการณ์ระทึกขวัญต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้...

ทำไมเขาเริ่มรู้สึกมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลกันนะ?

“งั้นเหรอครับ? ขอบคุณมากเลยคุณป้า นี่เงินค่าแอปเปิ้ลนะครับ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วลงเล็กน้อยกับข้อมูลที่ได้รับมา แม้จะไม่แน่ใจอะไรแต่เขาก็คิดว่ามันน่าจะเป็นแนวทางในการสืบสวนบางอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ เพราะอย่างนั้นจึงได้จ่ายเงินค่าผลไม้และก้าวออกมาจากตรงนั้นเพื่อไปยังสถานที่หนึ่งที่ตัดสินใจกับตนเองเอาไว้

ทว่าก่อนจะไปได้ไกลกว่านั้นเขากลับถูกหยุดเอาไว้ด้วยเสียงคุ้นเคยที่เอ่ยชื่อของเขา ดึงความสนใจให้หันไปตามเสียง ก่อนจะพบกับหญิงสาวผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนในชุดเมดสีดำทับด้วยผ้ากันเปื้อนขาวสะอาด เธอเพิ่งก้าวออกมาจากแผงร้านหนึ่งพร้อมตะกร้าที่คล้องอยู่กับแขน ริมฝีปากบางยกยิ้มให้เขา

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ตื่นมาทำงานแต่เช้าขยันจังนะคะ”

เป็นครู่หนึ่งที่สารวัตรหนุ่มนิ่งไป เขาไล่ตามองอีกฝ่ายเพื่อขุดคุ้ยในความทรงจำที่เต็มไปด้วยผู้คนของตนเองก่อนที่จะนึกออกว่าเธอผู้นี้ที่เอ่ยทักเขาเป็นใครกัน เธอคือเมดคนใหม่ของเจ้าชายผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ หญิงสาวคือไอช่า เมสเซอร์ไม่ผิดอย่างแน่นอนที่สุด

“อรุณสวัสดิ์เช่นกันครับ คุณไอช่าเองก็ขยันเหมือนเดิมเลยนะครับ”

ไอช่ายกหลังมือขึ้นปิดปาก หัวเราะหุๆ น้อยๆ “ดีใจนะคะที่ยังจำกันได้” แล้วดวงตาสีเขียวคู่นั้นก็ช้อนขึ้นมองเขาอย่างเป็นมิตร “แล้วเช้าวันนี้คุณสารวัตรผู้ขยันขันแข็งมีแผนจะทำอะไรเหรอคะ? อ๊ะ ฉันถามได้ไหมคะเนี่ย?”

ไม่แน่ใจว่าคำถามนั้นเป็นเพียงคำถามตามธรรมชาติหรือสิ่งที่เธอต้องการรู้ตามนิสัยเฉยๆ และเขาเองก็ไม่คิดว่าการไปตอบกลับว่าไม่ได้มันจะไม่เสียมารยาท จึงได้แต่ตอบตามที่ตั้งใจจะทำแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดที่คิดไว้ก็ตามแต่

“ว่าจะไปตรวจระเบียนคนเข้าเมืองเพื่อสืบคดีที่เกิดขึ้นน่ะครับ พอดีไปได้ข้อมูลอะไรมานิดหน่อย”

หญิงสาวพยักหน้าคิดตาม ดวงตาคู่นั้นหลุบลงและฉายแวววิตก เป็นธรรมดาของคนในเมืองนี้เมื่อได้ยินเรื่องคดีที่เกิดขึ้น ไม่นานเธอก็กลับมาปั้นยิ้มสดใสให้เขา แม้มันจะดูเจื่อนลงไปก็ตาม

“อย่างนั้นเหรอคะ ระวังตัวด้วยนะคะ” ได้เท่านั้นเธอก็ทำทีท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จากท่าทางสบายๆจึงเปลี่ยนเป็นลนลานแทบจะทันที “ตายล่ะ ต้องรีบเอาวัตถุดิบกลับไปก่อนคุณพ่อครัวจะโกรธเอา ไว้เจอกันนะคะ คุณสารวัตร” 

มือเรียวยกขึ้นโบกไปมา ก่อนหญิงสาวจะออกวิ่ง หายลับไปกับฝูงชน เหมือนเป็นสัญญาณให้เขากลับไปทำสิ่งที่ตั้งใจจะกระทำต่อ

.

.

.

ภายในห้องที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป้อมตรวจคนหน้าเมืองที่ตามปกติแล้วมีผู้เข้าออกไม่มากนัก ทว่าวันนี้เสียงพลิกหน้ากระดาษครั้งแล้วครั้งเล่ากลับดังขึ้นตั้งแต่เช้าด้วยฝีมือของสารวัตรหนุ่ม เขาวนเวียนไปมาในห้อง หยิบเอกสารจากชั้นลงมาพลิกหาข้อมูลบางอย่างที่ต้องการ จนบนโต๊ะทำการเต็มไปด้วยเอกสารที่เรียงซ้อนกันสูงจนน่าใจหาย แต่ต้องขอบคุณความพยายามของเขา ที่ไม่ได้คว้าน้ำเหลวเสียทีเดียว

จากข้อมูลที่เขาได้จากคุณป้าที่ร้านผลไม้ หญิงสาวชุดแดงนั้นปรากฏตัวที่เมืองนี้ก่อนคดีแรกอันอุกอาจของผีดูดเลือดจะเริ่มต้นขึ้นถูกต้องแล้วละก็ หมายความว่าข้อมูลในระเบียนจะต้องบันทึกชื่อของเธอไว้อย่างแน่นอน เกี่ยวกับการเข้าออกเมืองแห่งนี้

แต่เมื่อเทียบทั้งชื่อและใบหน้าของบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเรียงรายอยู่ในเอกสารเหล่านั้นมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสัปดาห์ก่อน เดือนก่อนที่ได้รับข้อมูลมา หรือช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไปเป็นปี เขาก็ไม่เห็นมีข้อมูลใดตรงกับหญิงสาวเลยสักนิด

...เธอไม่ได้เข้ามาที่นี่อย่างถูกต้อง ไม่มีชื่อ ไม่มีข้อมูล ไม่มีอะไรเลยที่ยืนยันว่าเธอมีตัวตน

...หญิงสาวสีแดงคนนั้นคือใครกันแน่?

เขาหลับตาลงนวดดวงตาที่เริ่มล้าหลังจากทำงานหนัก มือหนึ่งวางระเบียนลงกับโต๊ะ อีกมือตั้งท่าจะหยิบระเบียนอีกเล่มมาเปิดท่ามกลางเสียงก้องกังวานของระฆังที่บ่งบอกเวลาเที่ยงคืนให้แก่ชาวเมืองดั่งเช่นทุกวัน ทว่าความตั้งใจของเขาก็ถูกทำลายลงอีกครั้งด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากภายนอก ไม่รอช้า เขาลุกขึ้น กระโจนออกไปด้วยสัญชาตญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์

จากเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ ต้นเสียงอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาที่มองฝ่าความมืดเห็นร่องรอยของเหลวหยดเป็นดวงเล็กๆบนพื้น เขาเขม้นมอง มันเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่กลิ่นคาวสนิมฉุนจมูกอย่างชัดเจนเป็นสิ่งบ่งบอกว่ามันคืออะไร รอยนั้นลากยาวไปเรื่อยๆ ลูคตามมันไป

เขาวิ่งตรงไปทันเห็นร่างหญิงเจ้าของร้านผลไม้ล้มอยู่กับพื้นทางเดินย่านร้านค้า ผิวกายที่เคยมีน้ำมีนวลบัดนี้กลายเป็นแค่หนังเหี่ยวแห้งหุ้มกระดูก ดวงตาเบิกกว้างคล้ายสิ่งสุดท้ายที่เห็นเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด ตาดำเหลือกขึ้นจนเหลือเพียงตาขาว บนลำคอมีรอยเขี้ยวฝังอยู่อย่างชัดเจน ทว่ารอยเลือดไม่ได้หยุดลงตรงนี้ มันยังมีร่องรอยไปต่อ แล้วอยู่ๆก็หายไปเสียดื้อๆ

ด้วยสัญชาตญาณหรืออะไรบางอย่างก็ตาม ทำให้เขาเงยหน้าขึ้น ภาพที่สะท้อนในดวงตาสีแซฟไฟร์คือร่างบอบบางที่สะท้อนต้องกับแสงจันทร์ มันคงจะเป็นภาพที่น่าดูหากไม่ใช่ว่าเธอคนนั้นปรากฏกายอยู่บนหลังคา ในช่วงเวลาที่เพิ่งเกิดคดีไปเพียงเสี้ยวขณะ

หญิงสาวคนที่เขาเฝ้าคิดถึงเรื่องของเธอมาตลอดทั้งวัน ดอกกุหลาบดอกนั้นอยู่เหนือสายตาของเขาไปเพียงไม่กี่ช่วงหลังคาก่อนที่จะกระโดดหายไปในเงามืดอย่างที่ตัวเองก็ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่

แต่ที่แน่ใจที่สุด…

คือเธอต้องเป็นคนก่อเรื่องบ้าๆ นี่ขึ้นมาเป็นแน่

.

.

.

เสียงระฆังยามหกโมงเช้าดังก้องไปทั่วทั้งเมืองเช่นเดียวกับเสียงของศีรษะของสารวัตรหนุ่มที่หล่นจากท่อนแขนที่เท้าคางของตนเองเอาไว้กระแทกลงกับโต๊ะด้วยเช่นกัน มันเจ็บเสียจนคนที่เผลอหลับไปท่ามกลางเอกสารคดีต่อเนื่องรวมถึงเนื้อหาของคดีที่เกิดขึ้นในยามดึกที่ผ่านมานั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมา

กระนั้นก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะชะโงกใบหน้าตนเองขึ้นมาจากโต๊ะทำงานได้ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเขาและลูกน้องบางส่วนต้องวุ่นวายกับการจัดการกับสถานที่เกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นการเก็บหลักฐานต่างๆ หรือแม้แต่จัดกลุ่มตามร่องรอยของผู้ต้องสงสัย 

แต่ทุกอย่างกลับดูคล้ายกับคว้าน้ำเหลว เขาไม่ได้อะไรจากที่นั่นเลยนอกจากการที่มีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือเธอยังเป็นคนที่ให้ข้อมูลเรื่องหญิงสาวปริศนาอีกด้วย

...จะเรียกว่ามันเป็นการฆ่าปิดปากดีไหมนะ?

...ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าต้องหาผู้หญิงคนนี้ให้เจอ แต่จะจัดการกับปีศาจร้ายนั่นยังไงกัน?

...ไม่สิ เขาควรจะเริ่มคิดว่าจะหาเบาะแสของเธอได้จากที่ไหนอีกมากกว่า

ชายหนุ่มป้องปากหาวครั้งหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้น ในตอนที่กำลังจัดลำดับความคิดว่าควรทำอะไรต่อไป เป็นจังหวะเดียวกับที่มีเสียงเคาะดังขึ้นที่ประตูหน้า ทำให้เขาต้องสะโหลสะเหลไปเปิดประตู เพื่อพบกับหญิงสาวคุ้นหน้าที่อีกฟากของบานประตู

ไอช่าในวันนี้ยังคงยิ้มจางๆ ให้กับเขาอย่างสดใสระคนเขินอาย ดวงตาสีเขียวเบี่ยงไปมาเล็กน้อยจึงค่อยยื่นจดหมายในซองสีขาวประทับด้วยครั่งสีแดงให้เขารับไปแบบงงๆ “ถึงคุณสารวัตรค่ะ อย่าหักโหมมากนะคะ” เท่านั้นเธอก็หุนหันจากไปเหมือนจะบอกว่าธุระของเธอมีเพียงเท่านี้  

ด้วยท่าทางแบบนั้นมันทำให้มอร์แกนค่อนข้างไม่เข้าใจนัก ถ้าจดหมายนั้นส่งถึงเขาทำไมถึงส่งผ่านเมดของเจ้าชายแทนที่เป็นบุรุษไปรษณีย์เช่นนี้?

เขาพลิกซองจดหมายสีขาวที่จ่าหน้าถึงตัวเอง เพ่งมองลายมือที่ไม่คุ้นเคยอย่างแปลกใจ ตัวอักษรสีแดงที่เป็นชื่อของเขา มันมีกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ ติดมาด้วย

สารวัตรหนุ่มเปิดซองมองดูด้านในที่มีกระดาษสอดอยู่ เขาหยิบมาออกมากางอ่านก่อนที่จะต้องเบิกกว้างกับสิ่งที่ได้เห็น ข้อความสีแดงนั้นถูกบรรจงเขียนอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องการจะกล่าว สลักชัดถึงเป้าหมายของตนเอง

“แวมไพร์จะปรากฏตัวที่ปราสาทในคืนพระจันทร์เต็มดวง โศกนาฏกรรมจะจบลงโดยแลกเปลี่ยนกับชีวิตของเจ้าชาย”

หากความทรงจำของเขาไม่ผิดคืนพระจันทร์เต็มดวงคือค่ำคืนนี้ไม่ผิดอย่างแน่นอน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงเลือกที่จะใช้ช่วงเวลานี้ในการปลิดชีพเจ้าชายผู้เป็นที่รักของเมืองนี้ เพราะในค่ำคืนนี้มีงานเต้นรำในปราสาทแห่งนั้นซึ่งจัดขึ้นโดยเจ้าชาย เรื่องนี้ถูกประกาศออกมาตั้งแต่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

...และเขาจะต้องหยุดเรื่องนี้ให้ได้ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

.

.

บทเพลงทำนองคลาสสิกดังคลอภายในห้องโถงกว้างที่ถูกจัดแต่งอย่างหรูหรา ซุ้มอาหารถูกจัดไว้ที่มุมหนึ่งเคียงข้างกับโซนเครื่องดื่ม ในขณะที่ฝั่งหนึ่งเป็นนักดนตรีที่กำลังบรรเลงบทเพลง บริกรมากหน้าหลายตาเดินปะปนกับแขกเหรื่อที่ทยอยก้าวเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมงานเต้นรำที่น้อยครั้งจะจัดภายในปราสาทประจำเมืองนี้

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ กำลังคนของเขาเองก็เช่นกัน หากเจ้าปีศาจร้ายกำลังหมายปองชีวิตของเจ้าชาย หน้าที่ของพวกเขาก็คือต้องหยุดมันให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

เสียงของเข็มนาฬิกาขยับเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ผู้คนมากมายหลั่งใหลเข้ามาจนบดบังสายตาของเขาได้ไม่ยาก เสียงพูดคุยดังปะปนกันจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ทว่าพวกเขาก็ยังไม่พบผู้ที่เฝ้ารอ จนแล้วจนเล่า บทเพลงเปลี่ยนทำนองไป กลายเป็นจังหวะช้าๆ ผู้ร่วมงานเริ่มจับคู่กันอย่างรู้ความ

แสงสีจากโคมระย้าทอแสงระยิบระยับเกิดเป็นภาพเงาเมื่อหลายร่างจับมือกันเต้นรำ ทำนองพาพวกเขาให้ก้าวไป ทุกคนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าราวกับละทิ้งความหวาดกลัวไปเพื่อร่วมหรรษาไปกับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ เมื่อบทเพลงเปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง พวกเขาก็ละจากคู่เต้นรำเดิม เปลี่ยนไปหาคู่คนใหม่

...และนั่นก็เป็นจังหวะที่เขาเห็นเธอคนนั้นที่มองหามาตลอด

หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีมะฮอกกานีเกล้าสูงประดับกุหลาบงามสีแดงสด ในชุดราตรีสีแดงประดับระบายลูกไม้ทิ้งชายยาวลงเกือบระพื้น บริเวณเอวคาดด้วยผ้าสีแดงพันเป็นโบว์ ถัดลงมาคือกระโปรงสั้นเป็นระบายซ้อนหลายชั้นเหนือเข่า เธอในวันนี้ยังคงเป็นสีแดงไปทั้งร่าง งดงามสะกดสายตา และดูอันตรายร้ายกาจไปพร้อมๆ กัน มือบอบบางของเธอวางอยู่บนมือของเจ้าชาย เช่นเดียวกับเอวที่ถูกเขาโอบเอาไว้

ดวงตาสีแซฟไฟร์เบิกกว้างเมื่อเขาเห็นบางอย่างสะท้อนแสงสีเงินวาวในมืออีกข้างของเธอ สารวัตรหนุ่มลุกจากที่นั่ง แหวกผ่านผู้คนมากมายที่ร้องอย่างตกใจ กระโจนเข้าหาทั้งคู่ที่เต้นรำกันอยู่ตรงนั้น

ทว่าไม่ทันเสียงระฆังเที่ยงคืนก้องกังวานพร้อมกับนกไกปืนที่ถูกเนี่ยว โลหิตสีสดพุ่งกระจายออกจากศีรษะของเจ้าชาย หากแต่วินาทีที่ร่างกำยำของชายคนนั้นกำลังล้มลง เสียงกรีดร้องดั่งอสุรกายก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างนั้นที่กางเขี้ยวเล็บเข้าหาหญิงสาว

เป็นอีกครั้งที่เสียงปืนดังลั่นขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันลั่นเข้าที่หัวใจของร่างของชายผู้เคยเป็นเจ้าชายที่รักของเมืองแห่งนี้ ร่างที่สลายเป็นผงขี้เถ้าทำให้รับรู้ได้ทันทีว่าเขานั้นไม่แม้นแต่จะเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว

ความโกลาหลเกิดขึ้นพร้อมกับแสงสว่างที่หายไปจากบริเวณงานแทบสิ้น เหลือเพียงแสงเทียนสลัวจากโคมไฟรอบด้าน ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกได้มากกว่า คือดวงตาแดงฉานนับสิบท่ามกลางความมืด

ร่างในชุดประดับประดาหรูหราในยามนี้ล้วนจับอาวุธที่ซุกซ่อนเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานขึ้น เหล่าผู้สูงศักดิ์ที่แสดงสภาพร่างที่แท้จริงของตนพุ่งเข้าห้ำหั่นกำลังของสารวัตร เปิดฉากงานเลี้ยงละเลงเลือดขึ้นหลังระฆังร้องลั่นบอกเวลาเที่ยงคืน

“ยิงปืนเป็นไหมคุณสารวัตร” เสียงหวานที่เคยเอ่ยราตรีสวัสดิ์เขาเอ่ยถาม โดยที่มือของเธอยังคงลั่นไกอาวุธที่ประคองถือไว้มั่น

“เป็นอยู่แล้วสิคุณผู้หญิง” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แผ่นหลังของเขาและเธอสัมผัสกัน อาวุธในมือเขาก็ถูกยกขึ้นเพื่อปัดป้องจากอันตราย ร่างมากมายเหล่านั้นพุ่งเข้าหาพวกเขาอย่างไม่กลัวตายเลยแม้แต่น้อย “แต่ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกัน?”

...ไม่ใช่เธอหรอกหรือที่เป็นแวมไพร์?

“ดูไม่ออกเหรอ? ก็ปาร์ตี้ล่าแวมไพร์ไงคุณตำรวจ” ปืนในมือขวาของเธอถูกโยนทิ้งเมื่อมันไม่มีกระสุนอยู่อีกต่อไปแล้ว และตอนนี้เองที่ลูคเพิ่งได้เห็นว่าภายใต้ผ้าคาดเอวนั้นมีอาวุธซุกซ่อนอยู่อีก หนึ่งในนั้นคือปืนที่เธอโยนให้กับเขา

“ใช้นี่ซะ เป็นกระสุนอาบน้ำมนต์ น่าจะดีกว่าปืนโง่ๆ อันนั้น”

“ขอบคุณ” เขาโยนปืนในมือทิ้งใส่หน้าแวมไพร์ตนหนึ่งแล้วรับปืนของเธอมาถือไว้มั่น คราวนี้กระสุนที่ลั่นออกไปสร้างความเสียหายให้กับร่างของปีศาจร้ายได้อย่างฉกาจ บริเวณที่ถูกกระสุนกลายเป็นสีคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นลอยคลุ้ง มันกรีดร้องแล้วล้มลงอย่างง่ายดาย

ชุดราตรีของเธอถูกดึงชายกระโปรงออกอีกเล็กน้อยให้สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีประหลาดอย่างหน้าไม้ติดแขนที่สามารถเล็งยิงได้หลายทิศทางพร้อมกันนั้นทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าเธอคือมืออาชีพอย่างแท้จริง

“ฝากตัวทางขวาด้วย ฉันจะไปตามยัยเมดนั่น”

เพราะความวุ่นวายจึงไม่ทันสังเกต แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะมองเห็นใครคนหนึ่งในเงามืด เธอคนนั้นคือเมดประจำตัวเจ้าชายหรือก็คือไอช่าอย่างแน่นอน เธอลั่นไกปืนไปทางนั้นระรัว ตามความเร็วของเป้าหมาย

หญิงสาวในชุดเมดคนนั้นหายไปจากความวุ่นวายภายในโถงแล้ว ลูคขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามหาความหมายไปพร้อมกับมือที่ยังลั่นไกสังหารปีศาจร้ายตนแล้วตนเล่า “เมด? หมายความว่ายังไง เธอเกี่ยวอะไรด้วย?”

“ตามหาเรื่องของฉันแต่ไม่เจอเรื่องของยัยนั่นเลยเหรอ?” หญิงสาวสีกุหลาบเลิกคิ้ว “มันก็มีในระเบียนไม่ใช่รึไง เวลาที่ยัยนั่นเข้ามาในเมืองนี้มันตอนไหน?!”

เขาแทบอยากจะยกมือตบหน้าผากตัวเองเสียเดี๋ยวนี้ ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวกัน ไอช่าเองก็เข้ามาก่อนหญิงสาวได้ไม่นานเสียด้วยซ้ำ ก่อนจะเกิดคดี เธอคงสร้างขุมกำลังแวมไพร์ไว้มากมายภายในปราสาทแห่งนี้ ส่วนผลลัพธ์ก็คืองานเลี้ยงเลือดในคืนนี้เอง

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นชื่อของเธอ แต่ไม่เคยมีความสงสัยในตัวเธอเลยแม้แต่น้อยต่างหากทุกอย่างถึงบานปลายมาจนถึงเวลานี้ แต่นึกเสียใจไปก็ไม่ได้อะไรเช่นกัน เขาจึงได้แต่ขบคิดว่าจะจัดการเรื่องทุกอย่างในตอนนี้ได้ยังไง

“หมายความว่าคุณรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็แอบตามมาจัดการเหรอ?”

“องค์กรของฉันตามล่ายัยนั่นมานานแล้ว ครั้งก่อนทำมันบาดเจ็บสาหัสได้มันเลยมารักษาตัวอยู่ที่นี่ไงละ”

จากคำพูดของหญิงสาวที่ยังคงก้าววิ่งไปตามทางเดินของปราสาทโดยมีเขาวิ่งตามไม่ห่างนั้นทำให้รับรู้ว่าการที่เธอเก่งกาจได้เพียงนี้เป็นเพราะเธอคือมืออาชีพในด้านนี้อย่างแท้จริงเลย

“เพราะอย่างนั้นมันถึงได้สร้างสมุนขึ้นมาเพื่อปกป้องแล้วก็หาอาหารให้ตัวเองอะไรแบบนั้นน่ะเหรอ?”

เขาพอจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นแล้ว และนั่นก็ทำให้นักปราบปีศาจสาวรู้สึกพึงพอใจจนคลี่ยิ้มออกมาอย่างชื่นชม

“เริ่มฉลาดแล้วนี่คุณตำรวจ… ชื่ออะไรนะ?”

“ลูค มอร์แกน” เขาสูดหายใจเข้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าในฐานะตำรวจเขายังอ่อนหัดอยู่มากนัก แต่เมื่อคิดอีกทีเขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้มันก็คงจะไม่แปลกถ้าจะไม่รู้ไม่ใช่รึไงกันเล่า! “แล้วคุณล่ะคุณผู้หญิง”

โรเซ่ มาร์ช

เธอเอ่ยชื่อของตนออกมาพร้อมลั่นไกปืนในมือให้ลูครับรู้ได้ว่าพวกเขาวิ่งตามทันปีศาจร้ายที่บาดเจ็บได้แล้ว เลือดของมันสาดกระจายออกมาเปื้อนไปทั่วพื้นแต่ก็ยังไม่หยุดฝีเท้า ทั้งเขี้ยวเล็บ ดวงเนตรสีแดงเลือด และเสียงกรีดร้องของปีศาจร้าย ทำให้ไม่เหลือสภาพของเมดผู้น่ารักคนนั้นอีกแล้ว

“เดี๋ยว นั่นทางเข้าเมือง”

สารวัตรหนุ่มเพิ่งรับรู้เส้นทางของปีศาจตนนั้น จากถนนหนทางที่เขาจดจำได้อย่างดีเพราะเดินอยู่ทุกวัน แอบสะดุ้งกับเสียงปืนของโรเซ่ที่ดังขึ้นระรัวอีกครั้ง อาจเพราะกำลังวิ่งอยู่ความแม่นยำของเธอจึงลดน้อยลง

“หล่อนหนีเข้าไปในเมืองทำไมน่ะ!?”

“มันตั้งใจจะไปหาเหยื่อในเมือง”

คำตอบที่ได้ทำเอาหน้าซีดกว่าเดิม พวกเขาวิ่งตัดผ่านถนนที่มืดสนิทมีเพียงต้นไม้และพงไพรนำทางตามอสูรร้ายที่หนีอย่างเอาเป็นเอาตายไปเรื่อยๆ 


 

และอาจเพราะเสียงปืนของนักล่าสาวที่ดังไม่หยุดนั่นก็เรียกให้ผู้คนแตกตื่นออกมานอกบ้านเพื่อสังเกตดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น หากแต่นั่นทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม เมื่อเหยื่ออันโอชะปรากฏตัวออกมาให้กับผู้ล่าด้วยตนเอง

“ทุกคนรีบกลับเข้าไปในบ้านเร็ว!!!”

รับรู้ว่าการแผดเสียงในเวลานี้ไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่ร่างที่บาดเจ็บนั้นพุ่งเข้าหาชายหนุ่มวัยชราคนหนึ่งโดยตั้งใจที่จะตะครุบเขาเป็นเหยื่อและดูดเลือดเพื่อรักษาตนเอง 

ได้ยินเสียงสบถของหญิงสาวข้างกายพร้อมกับที่มือของเขายกอาวุธในมือขึ้นก่อนที่สติจะรับรู้ ลั่นเหนี่ยวไกไปตามสัญชาตญาณ รับรู้เพียงเสียงปืนที่ดังลั่นและแรงถีบที่โต้กลับมาของอาวุธชิ้นนั้นเมื่อสิ่งที่อยู่ภายในพุ่งตัวออกไป

เสียงกรีดร้องของแวมไพร์สาวดังลั่น มันครวญครางอย่างทรมานเมื่อกระสุนนั้นฝังเข้าที่หัวใจของมัน ทั้งกรีดร้อง ดิ้นทุรนทุราย ก่อนที่นักล่าสาวจะยิงปืนอีกนัดหนึ่งเพื่อปิดเรื่องทุกอย่างโดยสมบูรณ์

ท่ามกลางความกลหนในเมืองอ็อกเบิร์สยามค่ำคืน ขี้เถ้าสีเทาฝุ้งกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี สายลมแห่งความหวาดกลัวพัดผ่านไปแล้ว และนี่คือช่วงเวลาที่เมืองจะกลับสู่ความสงบอย่างแท้จริง

.

.

.

เสียงวิหคที่คร่ำครวญร่ำร้องเพลงในยามเช้าเรียกรอยยิ้มอ่อนของสารวัตรหนุ่มได้อย่างดี ความวุ่นวายในยามค่ำคืนจบลงด้วยดีทำให้เมืองกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทุกอย่างลงตัวอย่างมีความสุขแต่ไม่ใช่กับเขาที่ยืนอยู่หน้าเมืองแบบนี้

“อ้าว ทำไมมายืนอยู่นี่ละคุณตำรวจ”

ชื่อเรียกที่คุ้นว่าจะมีเพียงคนเดียวที่เอ่ยเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง นั่นทำให้ลูคแอบรู้สึกขบขันอยู่บ้าง เวลานี้ยังเช้าอยู่เลยไม่นึกว่าจะได้เจอเธอในเวลานี้อีก

“แล้วคุณละ ปกตินี่เป็นเวลานอนไม่ใช่เหรอ?” เขาจำได้ว่าคราวที่แล้วเธอก็บอกราตรีสวัสดิ์เขาเวลานี้

หญิงสาวในชุดพรานป่าทำด้วยหนังบิดตัวขับไล่ความเมื่อยล้าออกไป หาววอดใหญ่ก่อนจะกระชับกระเป๋าหน้าไม้บนหลังให้เข้าที่เข้าทาง

“ก็จัดการเรื่องที่นี่เสร็จแล้ว ทางองค์กรเลยบอกให้ไปช่วยกลุ่มตะวันออกจัดการแม่มดน่ะสิ”

“โห นี่ล่าแม่มดด้วยเหรอคุณ”

“ว่าแต่นายเถอะ มายืนบื้ออยู่ตรงนี้ไม่มีงานทำเหรอ?”

คำถามที่กระแทกเข้าเต็มอกนั้นทำให้ลูคแอบรู้สึกอยากกระอักเลือดออกมา มันแทงใจเขาแบบเข้าไปในกระดูกดำเลยด้วยซ้ำ ชายหนุ่มทำได้เพียงยิ้มแห้งออกมา

“ผมลาออกแล้วละครับ”

“หา?”

“เอาตามจริง ตั้งแต่ที่เป็นตำรวจมาผมไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติอะไรพวกนี้เลยน่ะนะ พอเจอแบบนี้เขา แถมยังเป็นผลงานที่มีคนเสียชีวิตตั้งมากมายขนาดนี้ มันก็เลยทำให้รู้สึกว่าผมอาจจะไม่เหมาะกับงานนี้จริงก็ได้นะ ก็เลยตัดสินใจลาออกน่ะครับ”

“ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย”

จริงอย่างที่เธอว่า เขาเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลของตัวเองเท่าไหร่หรอก แต่เมื่อคิดทบทวนดูหลายครั้งแล้ว การปล่อยให้เป็นแบบนี้อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วก็ได้ 

“ตอนนี้ก็เลยว่างงานน่ะครับ แล้วก็กำลังคิดว่าจะไปไหนดีน้าประมาณนั้น”

“อ้อเหรอ” โรเซ่ว่าพลางก้าวเดินไปบนถนนลูกรังเช่นเดียวกับเขา โดยหวังว่าจะมีรถม้าผ่านมาให้อาศัยเดินทางไปบ้าง ในตอนนี้เองที่อดีตสารวัตรหนุ่มนึกเรื่องอะไรแผลงๆ ขึ้นมาได้

...ก็แหม จะให้เขาโกหกตัวเองว่าไม่ได้สนใจเธอก็คงไม่ใช่

“ปกติทำงานคนเดียวเหรอครับ?”

“ก็ใช่อยู่หรอก ก็มันเป็นงานอันตรายสำหรับคนทั่วไปไม่ใช่รึไง” คำตอบแบบขอไปทีที่ได้กลับมานั้นทำให้เขาเลือกที่จะพูดต่อ

“งั้นผมก็รู้จักคนๆ หนึ่งที่เพิ่งจะว่างงานแล้วก็น่าจะเหมาะกับงานที่คุณทำนะครับ”

คำพูดเป็นนัยยะที่ทำให้หญิงสาวชะงักฝีเท้าหันกลับมามองเขาที่ยังคงคลี่ยิ้มเบิกบานแบบมีความสงสัยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพรายที่รับรู้ถึงจุดประสงค์ของเขา

“เหรอ แล้วคนนั้นเชื่อใจได้ไหมล่ะ?”

“ไม่มากก็น้อยนะครับ” นักล่าสาวหัวเราะออกมาอย่างรู้สึกชอบใจ

“ถ้างั้น…” เธอเว้นระยะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาเขาหลุดขำออกมาดัง

“ยิงปืนเป็นไหม?”

“แน่นอนสิครับ”

...แม้จะไม่ได้เป็นจุดจบที่สวยนัก

...แต่ลูค มอร์แกนก็คิดว่ามันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้แย่เช่นกัน

.

.

.


 

Fin


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

×