คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [OS CONAN] Borbon x Kir : Our Secret?

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

One shot

Bourbon x Kir

(ยังไม่ได้ตรวจคำผิดและเกลาเนื้อเรื่อง)

 

เหตุการณ์ที่เกือบโดนยินหนึ่งในคนสำคัญขององกรค์ฆ่ายังคงฝังอยู่ในความทรงจำและความรู้สึกได้ดี โชคดีไปที่คราวนั้นคูราโซ่ทรยศองกรค์และไม่ได้แจ้งรัมว่าพวกเธอคือสายลับที่แฝงตัวอยู่ ในตอนนั้นที่โดนจับไปเธอรับรู้ได้ว่าอีกคนก็รู้เหมือนเพียงแค่สบตากันนิดเดียว เบอร์เบิ้น ผู้ชายที่มีความลับเยอะและอันตรายคนนึงขององกรค์ก็เป็นสายลับเช่นกัน

แปลกใจ

นั่นคือความรู้สึกแรกหลังจากที่ถูกจับมัดรวมกับเบอร์เบิ้นในโกดังเก่าๆซักที่ การที่คนสองคนโดนจับตัวมาพร้อมกันแบบนี้ลางสังหรณ์ของเธอกรีดร้องว่าจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอได้แต่หวังว่าความลับของเธอจะยังไม่ถูกเปิดเผย ในฐานะสายลับถ้าโดนจับได้คงมีแต่ความตายมาเยือน

“ฉันจะให้โอกาสพวกแกอีกครั้ง แค่บอกมาว่าอีกคนเป็นNOCแกก็จะรอด”

เสียงเหี้ยมเกรีนมกับรอยยิ้มอันน่าขนลุกของยินทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวได้ทุกครั้ง ปืนที่อยู่ในมือและพร้อมที่จะเหนี่ยวไกทุกเมื่อ

“จะบ้าหรือไงกัน ถ้พวกเราพูดออกยังไงแกก็จะฆ่าพวกเราทั้งคู่ไม่ใช่หรือไงกัน”

“ปกป้องกันและกันสินะ”

“ฉันไม่ได้ปกป้อง ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นNOCอะไรนั่นหรือเปล่าต่างหากล่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆคือฉันไม่ใช่NOC”

ต่างคนต่างรู้ว่าถ้าเกิดยอมรับขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับเอาความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้า ต่อให้พูดไปจริงๆยังไงยินก็คิดจะกำจัดทิ้งอยู่แล้ว อีเมลล์ที่คูราโซ่ส่งมามีแต่โค้ดเนมของพวกเธออย่างเดียวแบบนั้นยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่ถึงแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม

ในวินาทียินกำลังจะลั่นไกก็มีคนยิงหลอดไฟบนเพดานและถีบประตูอย่างแรงเรียกความสนใจไปได้อย่างดี พอเธอหันไปข้างๆเขาก็หายไปแล้ว วอดก้าวิ่งตามออกไปดูในทันที ยินเดินเข้ามาใกล้และเล็งปืนมาที่เธอ ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมจิตใจอย่างห้ามไม่ได้ เธอนับได้ไม่ถ้วนถึงครั้งที่โดนยินจ่อปืนใส่หัวแบบนี้แต่เพียงแค่รอบนี้ความตายกลับเข้ามาใกล้กว่าที่คิดเอาไว้มากๆ

ในวินาทีที่เธอคิดว่าคงจะมีมีลมหายใจที่สานต่องานของคุณพ่ออีกแล้วนั้น เสียงของเบลม็อทที่ห้ามออกมากลับเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ฉุดเธอเอาไว้ให้มีลมหายใจต่อ

แต่กว่าจะได้รับการยืนยันและเธอถูกปล่อยตัวก็เป็นเวลาที่ค่ำมากแล้ว ข่าวที่เธอได้รับคือคูราโซ่ตัดสินใจทรยศองกรค์และพวกเขาเลือกที่กำจัดคูราโซ่ทิ้ง ครั้งนี้ดูเหมือนว่าคูราโซ่จะตัดสินใจช่วยพวกเธอเอาไว้

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นดูเหมือนว่าวงโคจรที่ไม่น่าจะมาซ้อนทับกันได้ของคนสองคนกลับเกิดขึ้นบ่อยจนน่าสงสัย การที่ส่งคนที่ถนัดด้านการสอดแนมสองคนไปทำงานเดียวกันแบบนี้คิดได้แบบเดียวคือการที่พวกเขาต้องการจับตาดู

งานใต้ดินสีดำที่ทางองกรค์สั่งทำให้คนที่แฝงตัวในองกรค์เช่นเธอและเขาจำเป็นต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อแทรกแซงเข้าไปให้ลึกที่สุดและหาข้อมูลรอคอยเวลาที่จะได้ถอนรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก องกรค์ที่ทำลายชีวิตคนเหมือนผักปลา

และครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอนั่งอยู่เบาะข้างคนขับบนรถRX-7 สีขาว เจ้าของรถกำลังตั้งใจขับไปยังจุดหมายที่เราจะทำงานที่ได้รับมานี้กัน บนรถมีแต่ความเงียบเสียงเครื่องยนต์และเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอยู่ ช่วงหลังมาที่ร่วมงานกันบ่อยขึ้นพวกเธอเคยคุยอะไรกันไปมากกว่าวางแผนเสมือนว่าเรื่องที่ทั้งคู่รู้ว่าอีกคนเป็นสายลับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ดวงตาเฉี่ยวเหลือบมองที่คนข้างๆเล็กน้อย เธอเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่สมกับที่ขึ้นชื่อเรื่องความลับแพ้เบลม็อท ถึงช่วงนี้จะอยู่ด้วยกันบ่อยก็เถอะ บ่อยจนเริ่มกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

จุดหมายคือบ้านหลังหนึ่งที่เก็บข้อมูลสำคัญอะไรบางอย่างที่น่าจะไปขัดขาองกรค์เข้า ภารกิจที่ได้รับมาคือการทำลายคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลนั้นทิ้งและระเบิดบ้านหลังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นจะไม่หลุดรอดออกไปได้

เป็นภารกิจที่ทำด้วยตัวคนเดียวยังดูจะง่ายกว่า

บ้านเป้าหมายอยู่กลางป่าที่ค่อนข้างลึกพอสมควร ตลอดทางมีแต่ภูเขาและต้นไม้ ในใจอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดมีใครหลงในป่าขึ้นมาคงยากที่จะออกไปถ้าไม่ได้รู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี

รถคันสีขาวค่อยๆชะลอตัวลงช้าๆและจอดลงไปในบริเวณป่าที่ไม่ไกลจากตัวบ้านมาก ตอนนี้เป็นเวลาค่ำแล้วบริเวณด้านข้างมืดสนิทและไม่มีแสงไฟออกมาจากตัวบ้านเช่นกัน ทั้งคู่ต่างคนต่างเตรียมตัวกันอย่างเงียบๆ ชุดรัดรูปสีดำและหมวกถูกหยิบออกมาใช้ ถุงมือหนังป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือถูกกหยิบมาสวม อุปกรณ์ต่างๆถูกนำออกมาเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง

“ตามแผนที่พวกเราวางไว้คือลอบเข้าไปในบ้าน เมนคอมพิวเตอร์จะอยู่ที่ชั้นสองนายคุณจะเป็นคนไปจัดการตรงนั้นส่วนฉันจะนำระเบิดเวลาไปติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆในบ้าน”

“ครับ เวลาของภารกิจนี้มีรวมแล้วมีเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนระบบเตือนภัยจะดังและตำรวจจะเข้ามาถึง”

“เข้าใจแล้ว”

“งั้นเราไปกันเถอะครับ”

เครื่องมือสื่อสารถูกนำมาสวม นาฬิกาข้อมือถูกนำออกมาจับเวลาถอยหลัง

29:59:59

ร่างสองร่างแยกกันเคลื่อนที่ในความมืดไปเข้าคนละฝั่งของบ้าน การป้องกันที่ดูหละหลวมเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นที่ๆเก็บข้อมูลสำคัญเอาไว้ทำให้เธอเพิ่มการระวังตัวมากกว่าปกติ ปืนพกถูกหยิบมาออกถือไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ร่างเพรียวบางเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่ได้จดจำไว้อย่างคล่องแคล่ว ระเบิดถูกนำไปซ่อนตามห้องต่างๆในที่ๆยากแก่การมองเห็น

“ทางนี้เหลืออีกสองจุด ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”

[เพิ่งจะเข้ามาที่ห้องเมนได้ ดูเหมือนว่าเมนคอมพิวเตอร์จะถูกใส่รหัสและถ้าใส่ผิดมากๆเข้ามันจะทำลายตัวเองทิ้งทันที]

“คุณทำลายมันทิ้งเลยก็ได้”

[ปัญหามันอยู่ตรงนั้น ถ้าเกิดคอมพิวเตอร์ถูกทำลายจากภายนอกระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้ในห้องนี้จะระเบิดทันที]

ร่างที่กำลังเคลื่อนที่ไปที่วางระเบิดสุดท้ายชะงักไป ดูเหมือนว่ามันจะเป็นกับดักที่ล่อให้พวกเธอเข้ามาติดกับเต็มที่ เจ้าของคงรู้ว่ามีคนจ้องจะทำลายข้อมูลเลยกะว่าจะจัดการคนที่ลอบเข้ามาไปพร้อมๆกัน

10:00:00

นาฬิกาเกิดการสั่นเล็กน้อยเป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเธอเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งส่วนสามเท่านั้น

“เบอร์เบิ้น พวกเราเหลืออีกแค่สิบนาที”

[หึ ไม่ครับ พวกเราเหลือแค่ห้านาทีต่างหาก]

“หมายความว่ายังไง”

[ระเบิดที่อยู่ในห้องนี้ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ดูเหมือนว่าเรากำลังเดินตามกับดักเข้าเต็มๆ]

“ทางฉันติดตั้งระเบิดทุกอันเสร็จแล้ว คุณรีบลงมาจะดีกว่า”

[กำลังลงไปครับ]

7:43:54

เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามนาทีก่อนที่ที่นี่จะกลายเป็นทะเลเพลิง พวกเธอน่าจะออกไปทันถึงม้าว่ามันจะกระชั้นชิดไปนิด และถ้าเกิดไม่มีอะไรที่ไม่ได้อยู่ในแผนเกิดขึ้น

“อ้ะ”

แสงไปถูกส่องเข้ามาจากทางด้านหน้าของตัวบ้าน เธอหรี่ตาลงจากความสว่างที่เกิดขึ้นกระทันหัน เสียงประกาศบางอย่างดังขึ้นมา

“นี่ตำรวจ ขอให้พวกคุณที่อยู่ในบริเวณบ้านออกมามอบตัวแต่โดยดี”

ตำรวจงั้นหรอ

มือเรียวรีบติดต่อไปหาเบอร์เบิ้น พวกเธอจะโดนทางการญี่ปุ่นจับไม่ได้โดยเด็ดขาด สิ่งที่เกิดขึ้นมันนอกเหนือความคาดหมายเกินไปหลายขุม

6:29:59

“พวกตำรวจเต็มหน้าบ้าน เราต้องรีบออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ อีกไม่ถึงสองนาทีที่นี่จะระเบิด”

[เธออกไปก่อน เจอกันที่รถ]

“รับทราบ”

เธอรีบเคลื่อนตัวไปตามทางเพื่อไปออกทางประตูด้านข้าง คอยหลบหลีกตำรวจที่วางกำลังไว้ประปรายด้านข้าง จนเธอเคลื่อนตัวไปถึงบริเวณรถที่จอดแอบไว้แต่อีกคนยังไม่มา

5:59:40

เหลือเวลาอีกไม่ถึงนาทีแต่เบอร์เบิ้นยังไม่ออกมาจากตัวบ้าน เธอไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่แต่การที่เขายังไม่ออกมามันเป็นอะไรที่ผิดปกติ

5:20:26

เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งนาที ไม่เสียงตอบรับหลังจากที่เธอพยายามติดต่ออีกคน

“ทำบ้าอะไรอยู่กัน”

5:10:00

สิบวินาที ไม่ไม่มีแม้แต่เงาออกมา มีแต่ตำรวจที่เดินไปมาไม่ไกลจากบริเวณที่เธออยู่มากนัก ในใจเริ่มเกิดความกระวนกระวายขึ้น ถึงเบอร์เบิ้นจะขึ้นชื่อว่าเก่งมากแต่ยังไงถ้าเกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้นมาจะเป็นยังไง

ตู้ม!

“เฮ้ย ระเบิด มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย”

5:05:00

เธอหันไปตามเสียงอย่างตกใจ การระเบิดเกิดก่อนเวลาที่ควรจะเป็นถึงห้าวินาที ดวงตาเฉี่ยวมองไปยังบ้านที่ยังคงมีเพลิงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

อย่าบอกนะว่าเบอร์เบิ้น...

“อย่าทำหน้าเหมือนผมตายไปแล้วสิครับ”

เสียงทุ้มข้างๆหูทำให้เธอเกือบกรี๊ดออกมาอย่างตกใจ มือชักปืนพกออกมาตามสัญชาตญาณ

“ใจเย็นครับ ผมเองเบอร์เบิ้น ทำไมคุณร้องไห้กันครับ”

มือเรียวตีไปที่ไหล่อีกคนอย่างแรง ก่อนที่จะปาดน้ำตาที่ไหลออกมาตอนไหนก็ไม่รู้ออกไป นั่นสินะ ทำไมถึงน้ำตาไหลกัน? คงเพราะปกติถ้าทำงานเสร็จแล้วต่างคนก็จะอยู่ในสายตาของอีกคนจลอดเวลาล่ะมั้งนะ ดวงตาเฉี่ยวตวัดไปมองอีกคนด้วยแววตาโกรธเคือง

“อะไรครับเนี่ยอยู่ๆก็มาตีผม”

รอยยิ้มที่ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น กับท่าทางเสยผมอย่างสบายๆทำให้เธอรู้ว่าภารกิจคงจะสำเร็จถึงจะไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีไหน แต่นั่นไม่ได้ทำให้อารมณ์ที่เริ่มจะขุ่นมัวของเธอดีขึ้น

“คุณทำให้ฉันตกใจแทบแย่”

“เกิดปัญหากับเมนคอมพิวเตอร์ตัวนั้นนิดหน่อยน่ะครับ เอาเป็นว่าพวกเรารีบไปก่อนที่พวกตำรวจจะรู้ตัวดีกว่า”

พวกเธอต่างแยกย้ายกันไปนั่งประจำที่ ตำรวจกำลังวุ่นวายกับบ้านที่กลายเป็นทะเลเพลิงอยู่และตรงที่จอดรถไว้ค่อนข้างห่างจากบริเวณหน้าบ้านพอสมควร เบอร์เบิ้นค่อยๆขับรถเลาะชาบป่ามาเรื่อยๆจนไกลพอประมาณถึงกลับมาขับบนถนนอีกครั้ง

ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก บรรยากาศที่ดูหม่นพอๆกับอารมณ์ที่เหมือนจะไม่ค่อยดีของเธอคงทำให้เบอร์เบิ้นสังเกตได้ เขาลอบสังเกตเธอเงียบๆโดยที่มือก็บังคับรถให้ตรงไปตามทาง ฝนที่อยู่ๆก็ตกลงมาทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงไปอีกจากที่แย่อยู่แล้ว

“มีคนตามเรามา”

เสียงของเธอทำให้เขาละสายตาออกมามองกระจกหลัง ถึงจะมองลำบากแต่ก็รับรู้ได้ว่ามีคนตามมาจริงๆ ไม่ว่าคนที่ตามมาจะเป็นใคร คนๆนั้นคงไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน

“จับแน่นๆนะครับ”

เบอร์เบิ้นเร่งความเร็วขึ้นพยายามจะสลัดคนที่ตามาให้หลุด แต่ดูเหมือนคนที่ตามมาจะชินเส้นทางกว่าและเร่งความเร็วมาจนเกือบตามทัน รถยนต์ทั้งสองคันไล่ล่ากันจนถึงบริเวณที่เป็นถนนบนภูเขา

“ระวัง!”

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

กระสุนเจาะเข้าที่ล้อรถด้านหลังทั้งสองด้านด้านหน้าเป็นทางโค้งที่เกือบหักศอก คนที่ตามมาคงคิดที่จะดับชีวิตทั้งคู่ที่โค้งนี้

“บ้าเอ้ย!คุมรถไม่อยู่แล้ว”

เสียงสบถของเบอร์เบิ้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอะไรเพิ่มเติมนอกจากความกลัวหลายระลอกที่ถาโถมเข้ามา ปีนี้เธอดูจะมีชีวิตที่เสี่ยงตายมากขึ้นกว่าทุกๆครั้ง และครั้งนี้เธอก็ไม่เห็นทางที่จะรอดเลยแม้แต่น้อย จากความเร็วที่ขับไล่กันมาเหยียบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงและโดนยิงเข้าที่ล้อ ยังไงรถคันนี้ก็จะพุ่งตกลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ตึ้ง!

รถที่พวกเธอขับมาชนเข้ากับที่กั้นเต็มที่ก่อนจะทะลุออกไปและร่วงลงสู่ป่าด้านล่าง ทั้งคู่หลับตาพร้อมรับความเจ็บปวดจากการกระแทกก่อนที่จะสลบไป

 

หญิงสาวขยับร่างกายอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในรถ ยังไม่ตาย และกำลังนอนราบอยู่บนพื้นโดยที่มีใครบางคนกอดอยู่ ข้างๆมีกองไฟเล็กๆที่ปะทุอยู่เนื่องๆ

ใครบางคนกอดอยู่?

สายตาค่อยไล่จากแขนที่พาดบนตัวเธอไปยังใบหน้าที่กำลังหลับตาพริ้ม ริมฝีปากที่เผยอลมหายใจที่สม่ำเสมอทำให้เธอเข้าใจได้ว่าอีกคนคงจะหลับอยู่ เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสังเกตถึงความห่างของใบหน้าที่ไม่ถึงคืบ ใบหน้าเรียวค่อยๆทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆจนต้องสะบัดหัวเรียกสมาธิ

เธอจับแขนที่พาดอยู่บนเอวออกอย่างเบามือ แล้วค่อยๆยันตัวขึ้นนั่งช้าๆ แต่กลับต้องนิ่วหน้าให้อาการเจ็บที่แขนซ้าย น่าจะกระแทกตอนที่ร่วงลงมาโชคดีที่ไม่หัก

ดวงตาเฉี่ยวมองไปรอบๆตัว ยังคงเป็นเวลามืดอยู่ นาฬิกาที่ใส่บอกเวลาที่เข้าวันใหม่ไปหลายชั่วโมง ซากรถยังคงอยู่โดยที่มีสภาพยุบไปครี่งคัน ที่รอดมาได้คงเพราะถุงลมนิรภัยทำงานและรถไม่ระเบิด เงยหน้าขึ้นไปก็พบว่าพวกเธอตกลงมาลึกพอสมควรจากถนน มันชันมากคงปีนกลับขึ้นไปไม่ได้ คงต้องติดต่อให้ใครมาช่วยไม่ก็หาทางออกจากป่าไปเอง ซึ่งเธอคิดว่าวิธีแรกคงจะดีกว่าถ้าโทรศัพท์ยังใช้การได้

ตอนที่เธอกำลังจะยันตัวลุกขึ้นเพื่อไปสำรวจของในรถที่ยังพอใช้ได้ก็ถูกดึงกลับลงไปในอ้อมกอดใหม่อีกครั้ง จากที่คิดว่าทำสมาธิได้แล้วใบหน้ากลับเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ชายผมสีอ่อนที่ดึงเธอลงมานอนกอดเหมือนเดิมยังคงหลับตาอยู่

“ขออยู่แบบนี้อีกซักพักนะครับ”

น้ำเสียงงัวเงียทำให้เธอไม่ขยับตัวอีกและปล่อยให้เขานอนกอดอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ ในหัวก็กรีดร้องไปเรื่อยว่าไม่ควรที่จะมานอนกอดกับกลางป่าแบบนี้จนเธอเริ่มง่วงขึ้นมาอีกรอบ เปลืองตาค่อยๆปิดลงทีละนิดพร้อมกับเหตุผลที่คิดมาปลอบใจตัวเอง

ยอมให้กอดเพราะช่วยเธอไว้ต่างหาก!!!

หญิงสาวตื่นขึ้นมาในอีกประมาณชั่วโมงต่อมา ผ้าห่มถูกคลุมไว้จนถึงหน้าอก กองไฟถูกดับลงไปแล้ว เบอร์เบิ้นกำลังดูอะไรซักอย่างตรงซากรถยนต์คันเดิม แววตายังคงมีความอาลัยรถคันนั้นอยู่ มันคงจะเป็นรถยนต์ลูกรักของเขา

“นี่”

“ตื่นแล้วหรอครับ”

หลังจากที่เธอส่งเสียงเรียกออกไปเขาก็ละควาสนใจจากรถและเดินมานั่งข้างๆเธอแทน มีแต่ความเงียบที่เธอไม่เคยรู้สึกปกติกับมันเลยซักครั้ง บรรยากาศแปลกๆแบบนี้มักจะมีเสมอเวลาพวกเธออยู่ด้วยกันสองต่อสองและไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้น

“คุณน่ะ—เป็นNOCใช่ไหม”

คำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วถูกถามขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ เขาเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา

“เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบสินะครับ”

“มองแบบนั้นหมายความว่ายังไงกันน่ะ”

สายตาที่ดูอบอุ่นปนเอ็นดูที่มองมาเริ่มทำให้เธอรับรู้ได้ว่าเริ่มเสียอาการกับคนตรงหน้ามากขึ้นทุกครั้ง รอยยิ้มน้อยๆที่ยิ่งทำให้ใบหน้านั้นมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกระดับ

เขามองคีร์ที่ใบหน้าเริ่มจะเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆ อาการพองแก้มและก้มหน้างุดแบบนั้นดูน่ารักและน่าเอ็นดูไปในคราวเดียวกัน เธอเสียอาการแบบนี้เป็นรอบที่สามแล้วหลังจากที่รถยนต์พุ่งลงเขามาแบบนั้น

ชายหนุ่มผมสีอ่อนรู้สึกตัวตั้งแต่เธอเริ่มขยับตัวและคอยแอบมองเธอจนทำท่าจะลุกออกไปถึงได้ดึงเธอกลับมากอดอีกครั้ง เธอยอมให้เขากอดในสภาพที่ตัวเองเกร็งไปทั้งตัว อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธแถมยังไม่ได้ว่าอะไรอีกต่างหาก

“ไม่มีอะไรครับ”

“คุณติดต่อใครได้บ้างหรือยัง”

“ผมส่งเมลล์ไปหาคนของผมก่อนที่แบตจะหมดแล้วครับ อีกไม่นานคงมาถึง”

“งั้นหรอ”

เสียงรถยนต์ที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ทำให้เขาดีดตัวขึ้นกะทันหัน มันคือเสียงรถยนต์คันที่ไล่ล่าพวกเขามาเมื่อคืน คีร์เลิกคิ้วให้เหมือนจะถามว่าเป็นรถของคนที่เรียกมาใช่ไหม เขารีบส่ายหัวในทันที ทั้งสองคนรีบเคลื่อนตัวเข้าไปซ่อนให้ลึกกว่าเดิม ไม่รู้ว่าพวกมันต้องการอะไร

“สภาพรถเละแบบนั้นน่าจะไม่รอด”

“นั่นสินะ เจ้าพวกนั้นมันรนหาที่ตายแท้ๆ ดันคิดจะมาขโมยข้อมูลของเจ้านายเราซะได้”

“ถึงรถจะไม่ระเบิดแต่พวกหัวขโมยคงไม่น่ารอดแล้วหล่ะ พวกเราไปกันเถอะ

หลังจากรถยนต์คันนั้นเคลื่อนตัวออกไป พวกเธอออกตากที่ซ่อนและหันมามองหน้ากันอย่างเข้าใจ คนที่ส่งคนพวกนั้นมาต้องเป็นคนที่ฉลาดมากและสามารถวางแผนได้รอบคอบขนาดนี้ นั่นหมายความว่าคนพวกนั้นมีสิทธิที่จะย้อนกลับมาดูอีกรอบ พวกเธอคงไม่สามารถที่จะรออยู่แบบนี้ได้เรื่อย

ทั้งสองคนเก็บของจำเป็นที่เหลืออยู่ใส่กระเป๋าใบเล็ก ก่อนที่จะมุ่งเข้าเข้าไปในป่าที่ลึกกว่าเดิม เดินตรงไปเรื่อยๆโดที่สายตาก็ต่างมองรอบข้างไปด้วย ปืนพกถูกนำมาถือไว้ตลอดเวลาเผื่อในกรณีไม่คาดคิด แขนข้างซ้ายของเธอยังคงปวดอยู่ถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้มันได้

หลังจากเดินเข้ามาเรื่อยๆซักพักก็เจอกระท่อมเล็กๆอยู่กลางป่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่มีอะไรแบบนี้มาตั้งอยู่ที่นี่ เบอร์เบิ้นบอกให้เธอซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ใกล้และค่อยๆเดินเข้าไปสำรวจที่กระท่อมหลังนั้น เมื่อเช็คว่าปลอดภัยถึงได้เรียกเธอให้เดินไป

ภายในกระท่อมมีฝุ่นเขรอะคงไม่มีใครได้เข้ามานาในนี้เป็นระยะเวลาที่นานพอดู บนโต๊ะที่ตั้งอยู่มุมห้องมีสมุดวางอยู่ เธอถือวิสาสะเปิดดูก็พบว่ามันคือไดอารี่ของคนๆนึงที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ในหน้าสุดท้ายถูกบันทึกไว้ว่าจะไปอยู่ต่างประเทศและไม่กลับมาที่นี่อีกต่อไปแล้ว

เปาะ แปะ

เสียงของฝนที่กระทบพื้นเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้งแล้วฝนก็เทลงอย่างไม่ขาดสาย ช่วงนี้พายุเข้าพอดีกเลยมีฝนตกในทุกๆวัน

“ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องรออยู่ที่นี่แล้วนะครับ”

“อย่างน้อยที่นี่คงจะอุ่นกว่าข้างนอกล่ะนะ”

พอตัดสินใจได้พวกเธอก็นั่งลงบนพื้นและอยู่ร่วมกันอย่างเงียบๆ ถึงจะบอกว่าอุ่นกว่าแต่ยังคงถือว่าหนาวอยู่พอสมควร ชุดที่เธอใส่อยู่คือชุดสำหรับงานที่เน้นความคล่องตัวและมันไม่ได้หนา เรียกได้ว่าแทบจะบางแนบเนื้อเลยทีเดียว เบอร์เบิ้นเหมือนจะจับสังเกตได้ เขาเปิดกระเป๋าใบเล็กและส่งผ้าห่มมาให้เธอ

เธอกล่าวขอบคุณไปอย่างแผ่วเบาแล้วรับผ้าผืนนั้นมาคลุมตัว เธอสังเกตได้ว่าเขาก็ตัวเริ่มสั่นแล้วเหมือนกัน อากาศที่มีแต่จะหนาวขึ้นเรื่อยๆคงจะไม่ดีถ้าปล่อยเขาไว้แบบนั้น เธอขยับตัวให้ไปนั่งชิดกับเขาและตวัดผ้าห่มให้คลุมร่างของพวกเธอ เขามองมาด้วยความประหลาดใจแต่เธอทำเป็นไม่สนใจกับสายตาที่มองมา

“คุณทำงานให้ที่ไหนกัน”

อีกคำถามที่ไม่ควรถามถูกถามออกไป สายลับที่ไหนบอกที่หน่วยงานของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ เธอแค่ถามออกไปเพียงเพราะบรรยากาศแปลกๆแบบเดิมมันเริ่มจะกลับมาอีกครั้ง

“สันติบาล แล้วคุณล่ะครับ”

คำตอบที่ได้ทำเอาเธอคาดไม่ถึง เธอไม่คิดว่าคนที่มีความลับเยอะอย่างเบอร์เบิ้นจะตอบคำถามที่เป็นเหมือนความลับสุดยอดนี้กับเธอ

“วันที่องกรค์นี้ถูกทำลายคุณก็จะรู้เอง”

“อะไรกันครับไม่แฟร์เลย”

“ฉันก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะตอบจริงๆนี่นา ทำไมกันล่ะ ทำไมถึงยอมบอกสิ่งที่เป็นความลับขนาดนี้กับฉันกัน ทั้งๆที่เลือกจะไม่ตอบก็ได้”

เขาก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงตอบคำถามนั้นออกไป เขาตอบสิ่งทีควรเป็นความลับที่สุดของเขาออกไป เพราะเขาก็ไม่สามารถตอบได้ อาจจะเพราะเชื่อใจ เชื่อใจในคนที่เป็นแบบตัวกับตัวเอง คนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือทำลายองกรค์สีดำนั่น

“ไม่รู้สิครับ เพราะรู้สึกว่าคุณเชื่อใจได้ละมั้งครับ”

คำตอบของเขาทำให้เธอนิ่งไปอีกครั้ง เชื่อใจ คำนี้ไม่ควรมีระหว่างสายลับด้วยกัน ไม่มีใครรู้ว่าใครมาดีมาร้ายเพราะต่างคนก็ต่างหาข้อมูลเพื่อหน่วยงานของตัวเองเท่านั้น แต่น่าแปลกที่คำตอบของเขาทำให้เธอรู้สึกใจฟูขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะมัวแต่จัดการความรู้สึกที่เริ่มจะแปลกไปทุกทีทำให้เธอไม่เห็นใบหน้าของอีกคนที่เริ่มจะขึ้นสีไม่ต่างกัน

บรรยากาศแปลกๆก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศรอบตัวดูที่อบอุ่นขึ้นมาทันตา มือของทั้งสองก็ชนกันโดยบังเอิญ เธอชะงักแล้วหันไปมองคนที่นั่งข้างๆกัน เขากำลังมองมาที่เธออยู่พอดี

ต่างฝ่ายต่างจ้องกันแต่ใบหน้ากลับเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ ปลายจมูกแตะกันและคลอเคลียอย่างเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าจะเอียงรับสัมผัสที่เนิบนาบแต่กลับทำให้หัวใจของทั้งสองเต้นรัว บรรยากาศรอบๆที่ช่างเป็นใจเหลือเกิน เสียงฝนที่ตกอย่างแรงก็ไม่สามารถกลบจังหวะหัวใจของคนที่ตัวอยู่ชิดกันได้มิด

ตึกตัก

ตึกตัก

เป็นจูบที่ไม่ได้เป็นการล่วงล้ำแต่กลับดูดเรี่ยวแรงได้อย่างน่าประหลาด ทั้งคู่ผละออกจากกันเล็กน้อยเพื่อรับเอาอากาศเข้าปอดก่อนที่เอียงหน้าเข้าหากันอีกครั้งเหมือนมีแรงดึงดูด

มือของเธอถูกเลื่อนไปคล้องคอเขาไว้หลวมๆ ในขณะที่มือของเขาก็ดึงเอวเธอเข้ามาให้ชิดกันมากขึ้น

“โอ๊ย”

เสียงร้องของเธอดึงสติเขากลับมาจากความมึนเบลอที่เกิดขึ้น เขาเผลอไปจับเข้าที่แขนซ้ายที่เธอบาดเจ็บอยู่เข้าพอดี ทั้งสองต่างก้มหน้าหงุดเพื่อซ่อนใบหน้าที่เปลี่ยนสีของตัวเองไว้ ถ้าเกิดเข้าไม่ไปจับเข้าที่แขนที่เธอเจ็บเรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่ได้หยุดลงง่ายๆ

มือของทั้งสองประสานกันอยู่ข้างๆตัว รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสอง เธอพยายามไบ่ความเขินอายทิ้งแล้วเอนหัวไปซบไหล่เขาไว้ อาการตัวตรงกะทันหันของเขาทำให้เธอหัวเราะออกมาเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวที่ควรมีแต่ความกระอักกระอ่วนกลับมีแต่ความเขินอายลอยฟุ้ง

ทั้งสองอยู่ในสภาพนั้นไปจนกระทั่งฝนหยุดตก เสียงย่ำเท้าที่เข้ามาใกล้ทำให้พวกเธอผละออกจากกันอัตโนมัติ ปืนถูกหยิบขึ้นมาหันปลายกระบอกไปทางประตู เสียงนั้นยังคงใกล้เข้ามา ดูเหมือนว่ามีจำนวนหลายคนที่กำลังตรงมาที่กระท่อมแห่งนี้

“คุณฟุรุยะ? อยู่ที่นี่จริงๆด้วยครับ”

ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ชายในชุดสูทสีเขียวขี้ม้า ด้านหลังของเขามีผู้ชายในชุดสูทอีกหลายคน ดูแล้วพวกเขาคงเป็นคนที่เบอร์เบิ้นเรียกมาจากท่าทางผ่อนคลายของเขา เธอลดปืนลงช้าๆ เขาลุกและเดินไปหาคนๆนั้นและสั่งการอะไรบางอย่างที่เธอไม่สนใจจะฟัง

ฟุรุยะคงเป็นนามสกุลจริงๆของเบอร์เบิ้น

“ขอบใจมากนะคาซามิ”

“รีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่ฝนจะตกอีกรอบดีกว่าครับคุณฟุรุยะ”

“เข้าใจแล้ว”

“แล้วเธอคือใครกันล่ะครับ”

“เธอเป็นเหมือนกันฉันน่ะ”

พวกนั้นคงเป็นคนของสันติบาลที่เขาเรียกมาช่วย พวกเขาพาพวกเธอออกจากป่า คนที่ชื่อคาซามิคาไปถามกับตำรวจท้องที่ได้ความว่าแถวนี้มีกระท่อมร้างอยู่ที่นึงกลางป่าไม่ไกลจากจุดที่เกิดเหตุมากนัก ที่จริงควรออกตามหาได้ตั้งนานแล้วแต่เกิดพายุเข้าพอดีเลยต้องเลื่อนเวลาออกไป

ภายในรถที่เจ้าหน้าที่สันติบาลคนนั้นเป็นคนขับพากลับเข้าไปในเมือง เธอและเขานั่งอยู่เบาะหลังคนละมุม ต่างคนต่างหันหน้าออกไปมองด้านนอกหน้าต่าง ทั้งคู่ไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่ออกมาจากกระท่อมหลังนั้น บรรยากาศแปลกๆระหว่างพวกเธอคงชัดมากจนที่คนที่ขับรถอยู่จับสังเกตได้

“เอ่อ เกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณสองคนหรือเปล่าครับ”

คำถามที่ชวนให้เหตุการณ์ในกระท่อมย้อมกลับมาเข้ามาในหัวอีกครั้ง ความรู้สึกยังคงเด่นชัดไม่จางหาย เธอรู้สึกได้ว่าใบหน้าเริ่มเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

“สรุปคุณจะไม่บอกผมจริงๆหรอว่าคุณทำงานให้ที่ไหน”

คำถามจากเขาถูกส่งขึ้นมาทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนที่เพิ่มมากขึ้น

“ฮอนโด”

น่าแปลกที่รอบนี้เธอยอมตอบเขา แต่กลับเป็นชื่อของคนๆนึงที่คุ้นหูมากๆ

“ฉันทำงานอยู่หน่วยเดียวกับเขา”

และเขาก็นึกออก ฮอนโดคือชื่อของสายลับคนที่ถูกเธอฆ่าตาย งั้นแสดงว่าที่จริงแล้วเธอไม่ได้เป็นคนฆ่าเพราะดูจากนิสัยแล้วป็นไปไม่ได้ แววตาที่มีความเศร้าฉายออกมาทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่ถามอะไรต่อ

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

เธอหันไปขอบคุณคาซามิที่อุส่าห์ขับรถวนมาส่งเธอถึงบริเวณที่ใกล้ๆที่เธออยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไม่ยอมบอกที่อยู่กับใครก่อนที่เธอจะเดินออกไปเธอหันกลับมาพูดบางอย่างกับเขา

“ถ้าไม่มีองกรค์ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้จริงไหม แต่ฉันจะรอถึงวันนั้นถ้าคุณไม่เปลี่ยนใจไปก่อน”

“หึ ผมต่างหากที่ต้องพูดแบบนั้น”

ทั้งคู่ต่างจ้องตากัน รอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้า ความรู้สึกสมควรที่จะถูกเก็บไว้ให้ลึกที่สุดในใจ งานของสายลับไม่ควรจะมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ ทั้งเขาและเธอต่างก็รู้ดี ความรู้สึกดีๆที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง

“งั้นฉันไปแล้วนะ ไว้เจอกันงานหน้าถ้ายังมี”

“เจอกันครับ”

แต่ยังไงเขาก็จะรอถึงวันนั้น วันที่จะสามารถบอกความรู้สึกที่เก็บเอาไว้นานแล้วได้ เขารู้สึกสนใจเธอมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะถูกจับพร้อมกันตอนคูราโซ่ ผู้หญิงตาเฉี่ยวที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาทำงานให้องกรค์แบบนี้ได้ ความใจอ่อนที่ถูกเก็บไว้ภายใต้ดวงตาที่เรียบนิ่งแบบนั้นน่ะ เขาสามารถดูมันออกได้ตั้งแต่ครั้งแรก ความสนใจนั้นมันมากขึ้นหลังจากที่พอจะเดาได้ว่าเธอเป็นแบบเดียวกัน และยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกหลังจากที่ต้องทำงานร่วมกันในระยะหลัง ท่าทางใจอ่อนยิ่งเด่นชัดมากขึ้นทุกๆครั้ง ถึงแม้บทสนทนาจะมีไม่มากแต่ก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจที่ถูกส่งออกมา

หลังจากนั้นทั้งเขาและเธอก็ไม่ได้มีงานที่ต้องทำร่วมกันอีก การได้รับความไว้วางใจจากองกรค์กลับคืนมาก็ถือเป็นเรืองที่ดี

ฮอนโด ชื่อนี้ต่อให้ไปหาแทบตายก็ยังไม่เจอข้อมูลซักเท่าไหร่ ดูเหมือนทางหน่วยงานนั้นจะเก็บข้อมูลทั้งหมดได้อย่างหมดจด สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็เพียงแต่ต้องรอ รอจนกว่าองกรค์เน่าๆแบบนี้จะถูกกำจัดไป

 

สามปีหลังจากนั้นคือวันที่องกรค์ถูกโค่นลงได้สำเร็จจากการร่วมมือของหน่วยงานทางความมั่นคงทั่วโลก คนผิดถูกส่งกลับไปลงโทษตามสัญชาติที่ถืออยู่ บางส่วนยังคงหลบหนีอย่างเช่นเบลม็อทที่สามารถปลอมตัวเป็นใครก็ได้ซึ่งยากต่อการจับกุม

การประชุมใหญ่ของหน่วยงานความมั่นคงถูกจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ทางสันติบาลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้ เป็นเหมือนการสรุปผลและความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมถึงแนวทางการจัดการต่อไป

เขาพยายามตามหาเธอตั้งแต่วันที่องกรค์ถูกโค่นได้สำเร็จแต่ไม่พบแม้แต่ร่องรอยราวกับว่าเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประเทศแห่งนี้ พอสืบลึกไปเรื่อยๆกลับได้ภาพเธอที่สนามบินกำลังเดินทางออกนอกประเทศแต่ไม่รู้ว่าคือที่ไหน ความหวังสุดท้ายคงเป็นงานประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในวันงานจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นเธอ สมาชิกองกรค์ที่เป็นสายลับโค้ดเนมว่าคีร์ ผู้หญิงตาเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ จนกระทั่งงานใกล้เริ่มคาซามิมาตามก็ยังไม่เห็น

“คุณฟุรุยะครับ ได้เวลาแล้ว”

“อ่า เข้าใจแล้ว”

หรือว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าเคยสัญญาอะไรไว้

อันที่จริงมันก็ไม่เชิงสัญญา

ฟุรุยะสะบัดหัวไล่ความคิดด้านลบออกไป บางทีเธออาจจะไม่ได้มาก็ได้เพราะงานนี้มีแค่ตัวแทนของแต่ละหน่วยงานมาก็เท่านั้น ในฐานะสันติบาลเป็นเจ้าภาพทำให้เขาต้องเข้าร่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้

เขาเดินเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ในนั้นมีตัวแทนจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความั่นคงต่างๆนั่งรออยู่แล้วสันติบาลจากญี่ปุ่น เอฟบีไอและซีไอเอจากอเมริกา เอ็มไอซิกซ์จากอังกฤษ เอเอสไอเอสจากออสเตรเลีย บีเอ็นดีจากเยอรมัน และตัวแทนจากหน่วยงานอื่นๆนั่งอยู่เต็มหอประชุม

อากาอิและทีมมาเป็นตัวแทนของเอฟบีไอตามคาด

แต่กลับมีที่ว่างประมาณสามที่ตรงที่นั่งของตัวแทนจากอเมริกา

“คาซามิทำไมตรงนั้นยังว่างอยู่ ไม่ใช่ทุกคนมากันครบแล้วหรอ”

“ตัวแทนจากซีไอเอยังมาไม่ครบครับ พวกเขาแจ้งมาว่าเกิดปัญหาบางอย่างระหว่างทางทำให้ยังมาไม่ถึงและให้พวกเราเริ่มการประชุมได้ก่อนเลยครับ”

“ งั้นหรอ”

 

“ขออนุญาตครับ ตัวแทนจากซีไอเอเพิ่มเติมเดินทางมาถึงแล้วครับ”

หลังจากการประชุมเริ่มไปได้ซักพักเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลก็เข้ามาแจ้งว่าตัวแทนที่เหลือเดินทางมาถึงแล้ว ผู้หญิงสองคนและผู้ชายหนึ่งคน แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของฟุรุยะคือผู้หญิงตาเฉี่ยวกำลังเดินนำหน้าเข้ามาต่างหาก คนที่เข้าตามหามาตลอดหลายอาทิตย์

“ต้องขออภัยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทำให้การเดินทางล่าช้ากว่ากำหนดการอย่างมาก”

เสียงหวานที่เรียบนิ่งกับใบหน้าที่เขาคิดถึงมาตลอดอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่คาดคิดเลยว่าตัวแทนจากซีไอเอที่ยังเดินทางมาไม่ถึงจะมีเธอเป็นหนึ่งในนั้น

หลังจากที่ตัวแทนที่เหลือเข้าประจำที่การประชุมก็ดำเนินต่อไป การประชุมที่เหลือไม่ได้อยู่ในหัวฟุรุยะแม้แต่น้อย ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าจริงจังของเธอ

“คุณฟุรุยะครับ คุณฟุรุยะ”

“ห้ะ—เอ่อ—มีอะไรคาซามิ”

“คุณดูเหม่อนะครับ ไม่สบายหรือเปล่า ไปพักก่อนไหมครับ”

“ฉันไม่เป็นไร”

 

“ในที่ประชุมแห่งนี้มีหลายคนที่เคยแฝงตัวอยู่ในองกรค์ พวกเขาต้องเสี่ยงตายเพื่อให้ได้รับข้อมูลต่างๆมา ขอเชิญทุกท่านปรบมือให้แก่พวกเขาด้วยครับ”

ประธานการประชุมที่เป็นตัวแทนจากสันติบาลกล่าวขึ้น เสียงปรบมือดังลั่นไปทั่วห้อง ทุกคนที่เป็นสายลับต่างรู้ตัวดีแต่คนอื่นๆจะไม่รู้นอกจากระดับสูงจริงๆ และการประชุมก็จบลงอย่างสวยงาม

ฟุรุยะรีบพุ่งตัวออกจากห้องประชุมอย่างรวดเร็วเพื่อตามหลังหญิงสาวที่ออกไปก่อนหน้าแต่จำนวนคนที่เยอะทำให้คลาดสายตาไปในทันที

ฮิเดมิเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเดียวกัน พวกเธอต่างพูดคุยกันถึงหัวข้อที่ประชุมไปแต่ไปๆมาๆกลับกลายเป็นเรื่องของคนที่จ้องเธอไม่วางตาตลอดการประชุม

“นี่ฮิเดมิ เธอไปทำอะไรให้เจ้าหน้าที่สันติบาลคนนั้นไม่พอใจหรือเปล่า”

“เอ๋?”

“หรือเป็นเพราะพวกเรามาสาย”

คนที่เอมิลี่กับไมเคิลเพื่อนร่วมงานของเธอพูดถึงคงเป็นเบอร์เบิ้น ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขามองอยู่แต่เธอทำเป็นไม่เห็นและตั้งใจฟังทั้งๆที่เรื่องที่ประชุมก็ไม่ได้เข้าหัวซักเท่าไหร่

“เป็นไปไม่ได้หรอก เขาเอาแต่มองฮิเดมินะ”

“หรือว่าเขาสนใจ”

“ได้ไงกัน เขาก็หน้าตาดีอยู่นะ”

ในหัวของเธอกำลังกรีดร้องอยากจะตอบกลับไปว่าไม่ได้ แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มแหยกลับไปก็เท่านั้น

“เอมิลี่เธออย่าแย่งของเพื่อนสิ”

“พวกเธอใจเย็นๆนะ เขาไม่ใช่ของฉันซักหน่อย”

เธอก็กำลังคิดอยู่ว่าเขาจะจำที่เธอเคยพูดได้ไหม หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ได้

“แต่ว่าเขาดูสนใจเธอจริงๆนะ”

“แต่จะเป็นไปได้ยังไงแบบรักแรกพบแบบนี้งั้นหรอ ฮิเดมิเพิ่งจะเข้ามาทำงานให้ซีไอเอเองนะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะพบกันมาก่อนน่ะ”

ฮิเดมิเหนื่อยที่จะห้ามเพื่อนทั้งสองคนที่เอาแต่เถียงกันไปมาในเรื่องของเธอและผู้ชายผมสีทราย ทั้งสองคนไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่จะรู้ว่าเธอเคยทำงานเป็นสายลับที่แฝงตัวในองกรค์มาก่อน พวกเขาเข้าใจว่าเธอเพิ่งจะได้เริ่มทำงานกับซีไอเอไม่นานและถูกส่งไปช่วยที่สำนักงานใหญ่ รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้า นานมากแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีชีวิตอย่าเคร่งเครียดตลอดเวลา

“น่าแปลกนะที่อยู่ๆพวกเขาก็ส่งเรามาประชุมที่ญี่ปุ่นทั้งๆที่ก็มีอีกทีมที่ระดับสูงกว่าพวกเรามาก่อนแล้วน่ะ นายว่าแปลกไหมไมเคิล”

“นั่นน่ะสินะ อยากรู้จริงๆเลยว่าทำไม”

สิ่งที่เอมิลี่สงสัยทำให้เธอสะดุ้งแต่ก็ยังเก็บอาการไว้อยู่ พวกเขาไม่รู้ว่าทางสำนักงานใหญ่จงใจส่งเธอมาเข้าร่วมประชุมแต่ถ้าเธอมาคนเดียวมันจะดูน่าสงสัยเพราะอีกทีมที่มาเป็นทีมระดับสูงก็เลยต้องส่งพวกเขาที่ช่วงนี้กลายเป็นผู้ร่วมงานคนใหม่ของเธอมาด้วย

“ฮิเดมิล่ะรู้ไหมว่าทำไม”

คำถามที่ถูกโยนมาโดยไม่ทันตั้งแต่ทำให้เธอถึงกับสะดุ้งอีกครั้ง

“เรื่องนั้นน่ะที่จริงแล้—“

“เจอตัวซักทีนะ”

เสียงทุ้มเรียกความสนใจของทั้งสามคนไป ผู้ชายผมสีอ่อนที่ใส่ชุดสูทท่าทางเหนื่อยหอบกำลังจับข้อมือของฮิเดมิอยู่

“ใจร้ายจังนะครับ กลับอเมริกาโดยที่ไม่บอกอะไรกันเลยน่ะคีร์”

รอยยิ้มเหนื่อยอ่อนทำให้ใจของเธอกระตุก ดูเหมือนว่าเขาจะวิ่งหาเธอไปทั่วถึงได้มีท่าทางหอบขนาดนี้ เธอแค่คิดว่าจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนก่อนค่อยกลับมาคุยกับเขา และในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมา

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเบอร์เบิ้น”

เขาเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าอย่าลวกๆ สีหน้ายุ่งๆที่แสดงออกมาทำให้ฮิเดมิหัวเราะเล็กน้อย เขาน่ะหมดคราบเบอร์เบิ้นที่แสนจะเพอร์เฟ็คไปหมดแล้ว

“ไมค์ฉันคิดถูก พวกเขารู้จักกันมาก่อนแล้ว”

“เอมี่ ฉันว่าฉันสงสัยที่คีร์กับเบอร์เบิ้นมากกว่านะ ชื่อพวกนั้นถูกใช้เป็นโค้ดเนมขององกรค์ที่พวกเราไปประชุมมาไม่ใช่หรอ”

“นายอย่าบอกนะว่า—“

“ตามที่พวกคุณคิดนั่นล่ะครับ ตอนนี้ผมของยืมตัวเพื่อนของคุณซักพักนะครับ รับรองว่าส่งคืนอย่างปลอดภัย”

“เอ๊ะ—เดี๋ยวสิ”

เอมิลี่และไมเคิลมองตามเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ลากเพื่อนของพวกเขากลับเข้าตัวอาคารไปแล้วด้วยสายตาที่ยังคงมึนงง

“ไมค์ นี่หมายความว่าฮิเดมิคือสายลับที่พวกเขาพูดถึงงั้นหรอ”

“คงเป็นแบบนั้นล่ะนะเอมี่”

 

“นี่เราจะไปที่ไหนกันเบอร์เบิ้น”

“ที่ๆเงียบๆเหมาะกับสิ่งที่พวกเราจะคุยกัน”

นั่นไม่ได้ทำให้เธอรู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังจะพาเธอไปมันคือที่ไหน ระหว่างทางมีแต่คนมองมาเต็มไปหมด รวมถึงเอฟบีไอที่ทำหน้าแปลกใจที่เห็นเธอโดนกึ่งจูงกึ่งลากโดยเจ้าหน้าที่สันติบาลที่คุ้นหน้ากันอยู่เลยได้แต่ยิ้มแหยกลับไปให้

ทันทีทีเขาพาเข้าเธอมาที่ห้องที่ดูเหมือนเป็นห้องเก็บของเล็กๆ เข้าก็รวบตัวเธอเข้าไปกอดในทันที เธอก็กอดตอบเข้าไป ทั้งคู่ต่างอยู่ในความเงียบเติมเต็มความโหยหาที่ดูจะมากขึ้นเมื่อมาเจอหน้ากันจริงๆ

“ใจร้ายจังเลยนะครับ รู้ไหมว่าผมสืบหาคุณไปทั่วเลย ไม่มีร่องรอยอะไรทิ้งไว้มีแค่รูปจากล้องวงจรปิดที่สนามบิน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณจะไปที่ไหน”

“ขอโทษจริงๆนะ ว่าจะติดต่อไปเหมือนกันแต่ทางสำนักงานใหญ่เรียกตัวกลับด่วนก็เลยต้องกลับไปวันนั้นเลย”

“ก็ใจร้ายอยู่ดีนั่นล่ะครับ”

ฮิเดมิยื่นมือไปจิ้มแก้มที่เขาพองออกมาเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

“ฮิเดมิ--ฮอนโด ฮิเดมิคือชื่อของฉัน”

เขาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อของเธอ

“ฮอนโด? ไหนคุณบอกว่ามาจากหน่วยงานเดียวกับคนที่ชื่อฮอนโด”

“ฮอนโดคนนั้นคือพ่อของฉันเอง เขาก็เป็นซีไอเอเหมือนกัน”

เขามีใบหน้าที่แปลกใจอย่างปิดไม่มิด คงจะสงสัยเรื่องการตายของพ่อของเธออยู่

“นี่คุณรู้ชื่อฉันแล้วแต่ฉันยังไม่รู้ชื่อเต็มของคุณเลยนะ หรือว่าอยากให้ฉันเรียกโค้ดเนมต่อไปก่อน”

“เรย์—ฟุรุยะ เรย์ หรือจะเรียกซีโร่ก็ได้นะครับ”

คราวนี้เป็นฮิเดมิที่ต้องแปลกใจบ้าง ตามข้อมูลที่เธอได้รับมามีไม่กี่คนที่ได้ฉายาว่าซีโร่และเธอก็ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะได้ฉายานั้นเหมือนกัน

“ไม่อยากเชื่อเลย”

“ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณทำงานให้ซีไอเอเหมือนกันล่ะครับ”

“แต่ตอนนี้ฉันถูกเปลี่ยนไปทำงานออฟฟิศแทนแล้ว ดูเหมือนทางสำนักงานใหญ่จะอยากให้พักบ้างน่ะ ก็นะงานนี้ก็เล่นกินไปหลายปี”

“ผมก็เหมือนกันครับ”

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เอาแต่ยืนมาหน้ากัน ฮิเดมิเป็นฝ่ายละสายตาออกก่อน จะกี่ปีผ่านไปยังไงเธอก็สู้สายตาเขาไม่ได้เลยซักที เสียอาการทุกครั้งที่มองใกล้ๆ

“นี่—อื้อ!!”

ริมฝีปากที่ประกบเข้ามาโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว มือของเขาล็อคใบหน้าของเธอให้เอียงรับสัมผัสได้เต็มที่ ริมฝีปากที่ค่อยๆขยับไปเรื่อยเหมือนสูบพลังงานของเธอไปจนหมด ถ้าเขาได้จับเอวเธอไว้คงได้ลงไปกองอยู่ที่พื้นเป็นของเหลวแน่นอน

แกร็ก

“เหวอ! ขอโทษคร้าบบบบ!!!”

ฟุรุยะจิ๊ปากเล็กน้อย ทำไมต้องมีคนขัดจังหวะเวลาสำคัญ ฮิเดมิใช้เวลาที่เขาผละออกจัดเสื้อผ้าที่ยับให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม ใบหน้ายังคงมีสีแดงอ่อนๆ

“คิดถึง”

“อื้อ คิดถึงเหมือนกัน”

“ขอจูบอีกได้ไหมครับ”

“พอแล้ว!”

“อีกรอบ”

“บอกว่าพ—อื้อ”

แกร๊ก

“มาอยู่นี่กั—ขอโทษที่มาขัดจังหวะ”

ปัง

“หนอย อากาอิ!!!”

 

 

 

one shot ชั่ววูบมากๆค่ะ;-; เรือผีไหม เราว่ามันเรือผีมากเลยแต่พล็อตมันมาในหัวตอนกำลังงัวเงียจะตื่นนอนแล้วสองสั่งมาต้องเป็นคู่นี้เท่านั้น!!! โมเม้นต์อันเล็กน้อยจากมูฟวี่20ค่าาาาา เพราะว่าไม่เคยเขียนฉากจูบเขียนไปเขินมือหงิกไปอ่ะฮือออออ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 พ.ค. 63 / 13:44


One shot

Bourbon x Kir

(ยังไม่ได้ตรวจคำผิดและเกลาเนื้อเรื่อง)

 

เหตุการณ์ที่เกือบโดนยินหนึ่งในคนสำคัญขององกรค์ฆ่ายังคงฝังอยู่ในความทรงจำและความรู้สึกได้ดี โชคดีไปที่คราวนั้นคูราโซ่ทรยศองกรค์และไม่ได้แจ้งรัมว่าพวกเธอคือสายลับที่แฝงตัวอยู่ ในตอนนั้นที่โดนจับไปเธอรับรู้ได้ว่าอีกคนก็รู้เหมือนเพียงแค่สบตากันนิดเดียว เบอร์เบิ้น ผู้ชายที่มีความลับเยอะและอันตรายคนนึงขององกรค์ก็เป็นสายลับเช่นกัน

แปลกใจ

นั่นคือความรู้สึกแรกหลังจากที่ถูกจับมัดรวมกับเบอร์เบิ้นในโกดังเก่าๆซักที่ การที่คนสองคนโดนจับตัวมาพร้อมกันแบบนี้ลางสังหรณ์ของเธอกรีดร้องว่าจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอได้แต่หวังว่าความลับของเธอจะยังไม่ถูกเปิดเผย ในฐานะสายลับถ้าโดนจับได้คงมีแต่ความตายมาเยือน

“ฉันจะให้โอกาสพวกแกอีกครั้ง แค่บอกมาว่าอีกคนเป็นNOCแกก็จะรอด”

เสียงเหี้ยมเกรีนมกับรอยยิ้มอันน่าขนลุกของยินทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวได้ทุกครั้ง ปืนที่อยู่ในมือและพร้อมที่จะเหนี่ยวไกทุกเมื่อ

“จะบ้าหรือไงกัน ถ้พวกเราพูดออกยังไงแกก็จะฆ่าพวกเราทั้งคู่ไม่ใช่หรือไงกัน”

“ปกป้องกันและกันสินะ”

“ฉันไม่ได้ปกป้อง ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นNOCอะไรนั่นหรือเปล่าต่างหากล่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆคือฉันไม่ใช่NOC”

ต่างคนต่างรู้ว่าถ้าเกิดยอมรับขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับเอาความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้า ต่อให้พูดไปจริงๆยังไงยินก็คิดจะกำจัดทิ้งอยู่แล้ว อีเมลล์ที่คูราโซ่ส่งมามีแต่โค้ดเนมของพวกเธออย่างเดียวแบบนั้นยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่ถึงแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม

ในวินาทียินกำลังจะลั่นไกก็มีคนยิงหลอดไฟบนเพดานและถีบประตูอย่างแรงเรียกความสนใจไปได้อย่างดี พอเธอหันไปข้างๆเขาก็หายไปแล้ว วอดก้าวิ่งตามออกไปดูในทันที ยินเดินเข้ามาใกล้และเล็งปืนมาที่เธอ ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมจิตใจอย่างห้ามไม่ได้ เธอนับได้ไม่ถ้วนถึงครั้งที่โดนยินจ่อปืนใส่หัวแบบนี้แต่เพียงแค่รอบนี้ความตายกลับเข้ามาใกล้กว่าที่คิดเอาไว้มากๆ

ในวินาทีที่เธอคิดว่าคงจะมีมีลมหายใจที่สานต่องานของคุณพ่ออีกแล้วนั้น เสียงของเบลม็อทที่ห้ามออกมากลับเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ฉุดเธอเอาไว้ให้มีลมหายใจต่อ

แต่กว่าจะได้รับการยืนยันและเธอถูกปล่อยตัวก็เป็นเวลาที่ค่ำมากแล้ว ข่าวที่เธอได้รับคือคูราโซ่ตัดสินใจทรยศองกรค์และพวกเขาเลือกที่กำจัดคูราโซ่ทิ้ง ครั้งนี้ดูเหมือนว่าคูราโซ่จะตัดสินใจช่วยพวกเธอเอาไว้

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นดูเหมือนว่าวงโคจรที่ไม่น่าจะมาซ้อนทับกันได้ของคนสองคนกลับเกิดขึ้นบ่อยจนน่าสงสัย การที่ส่งคนที่ถนัดด้านการสอดแนมสองคนไปทำงานเดียวกันแบบนี้คิดได้แบบเดียวคือการที่พวกเขาต้องการจับตาดู

งานใต้ดินสีดำที่ทางองกรค์สั่งทำให้คนที่แฝงตัวในองกรค์เช่นเธอและเขาจำเป็นต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อแทรกแซงเข้าไปให้ลึกที่สุดและหาข้อมูลรอคอยเวลาที่จะได้ถอนรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก องกรค์ที่ทำลายชีวิตคนเหมือนผักปลา

และครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอนั่งอยู่เบาะข้างคนขับบนรถRX-7 สีขาว เจ้าของรถกำลังตั้งใจขับไปยังจุดหมายที่เราจะทำงานที่ได้รับมานี้กัน บนรถมีแต่ความเงียบเสียงเครื่องยนต์และเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอยู่ ช่วงหลังมาที่ร่วมงานกันบ่อยขึ้นพวกเธอเคยคุยอะไรกันไปมากกว่าวางแผนเสมือนว่าเรื่องที่ทั้งคู่รู้ว่าอีกคนเป็นสายลับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ดวงตาเฉี่ยวเหลือบมองที่คนข้างๆเล็กน้อย เธอเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่สมกับที่ขึ้นชื่อเรื่องความลับแพ้เบลม็อท ถึงช่วงนี้จะอยู่ด้วยกันบ่อยก็เถอะ บ่อยจนเริ่มกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

จุดหมายคือบ้านหลังหนึ่งที่เก็บข้อมูลสำคัญอะไรบางอย่างที่น่าจะไปขัดขาองกรค์เข้า ภารกิจที่ได้รับมาคือการทำลายคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลนั้นทิ้งและระเบิดบ้านหลังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นจะไม่หลุดรอดออกไปได้

เป็นภารกิจที่ทำด้วยตัวคนเดียวยังดูจะง่ายกว่า

บ้านเป้าหมายอยู่กลางป่าที่ค่อนข้างลึกพอสมควร ตลอดทางมีแต่ภูเขาและต้นไม้ ในใจอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดมีใครหลงในป่าขึ้นมาคงยากที่จะออกไปถ้าไม่ได้รู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี

รถคันสีขาวค่อยๆชะลอตัวลงช้าๆและจอดลงไปในบริเวณป่าที่ไม่ไกลจากตัวบ้านมาก ตอนนี้เป็นเวลาค่ำแล้วบริเวณด้านข้างมืดสนิทและไม่มีแสงไฟออกมาจากตัวบ้านเช่นกัน ทั้งคู่ต่างคนต่างเตรียมตัวกันอย่างเงียบๆ ชุดรัดรูปสีดำและหมวกถูกหยิบออกมาใช้ ถุงมือหนังป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือถูกกหยิบมาสวม อุปกรณ์ต่างๆถูกนำออกมาเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง

“ตามแผนที่พวกเราวางไว้คือลอบเข้าไปในบ้าน เมนคอมพิวเตอร์จะอยู่ที่ชั้นสองนายคุณจะเป็นคนไปจัดการตรงนั้นส่วนฉันจะนำระเบิดเวลาไปติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆในบ้าน”

“ครับ เวลาของภารกิจนี้มีรวมแล้วมีเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนระบบเตือนภัยจะดังและตำรวจจะเข้ามาถึง”

“เข้าใจแล้ว”

“งั้นเราไปกันเถอะครับ”

เครื่องมือสื่อสารถูกนำมาสวม นาฬิกาข้อมือถูกนำออกมาจับเวลาถอยหลัง

29:59:59

ร่างสองร่างแยกกันเคลื่อนที่ในความมืดไปเข้าคนละฝั่งของบ้าน การป้องกันที่ดูหละหลวมเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นที่ๆเก็บข้อมูลสำคัญเอาไว้ทำให้เธอเพิ่มการระวังตัวมากกว่าปกติ ปืนพกถูกหยิบมาออกถือไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ร่างเพรียวบางเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่ได้จดจำไว้อย่างคล่องแคล่ว ระเบิดถูกนำไปซ่อนตามห้องต่างๆในที่ๆยากแก่การมองเห็น

“ทางนี้เหลืออีกสองจุด ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”

[เพิ่งจะเข้ามาที่ห้องเมนได้ ดูเหมือนว่าเมนคอมพิวเตอร์จะถูกใส่รหัสและถ้าใส่ผิดมากๆเข้ามันจะทำลายตัวเองทิ้งทันที]

“คุณทำลายมันทิ้งเลยก็ได้”

[ปัญหามันอยู่ตรงนั้น ถ้าเกิดคอมพิวเตอร์ถูกทำลายจากภายนอกระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้ในห้องนี้จะระเบิดทันที]

ร่างที่กำลังเคลื่อนที่ไปที่วางระเบิดสุดท้ายชะงักไป ดูเหมือนว่ามันจะเป็นกับดักที่ล่อให้พวกเธอเข้ามาติดกับเต็มที่ เจ้าของคงรู้ว่ามีคนจ้องจะทำลายข้อมูลเลยกะว่าจะจัดการคนที่ลอบเข้ามาไปพร้อมๆกัน

10:00:00

นาฬิกาเกิดการสั่นเล็กน้อยเป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเธอเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งส่วนสามเท่านั้น

“เบอร์เบิ้น พวกเราเหลืออีกแค่สิบนาที”

[หึ ไม่ครับ พวกเราเหลือแค่ห้านาทีต่างหาก]

“หมายความว่ายังไง”

[ระเบิดที่อยู่ในห้องนี้ถูกตั้งเวลาเอาไว้ ดูเหมือนว่าเรากำลังเดินตามกับดักเข้าเต็มๆ]

“ทางฉันติดตั้งระเบิดทุกอันเสร็จแล้ว คุณรีบลงมาจะดีกว่า”

[กำลังลงไปครับ]

7:43:54

เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามนาทีก่อนที่ที่นี่จะกลายเป็นทะเลเพลิง พวกเธอน่าจะออกไปทันถึงม้าว่ามันจะกระชั้นชิดไปนิด และถ้าเกิดไม่มีอะไรที่ไม่ได้อยู่ในแผนเกิดขึ้น

“อ้ะ”

แสงไปถูกส่องเข้ามาจากทางด้านหน้าของตัวบ้าน เธอหรี่ตาลงจากความสว่างที่เกิดขึ้นกระทันหัน เสียงประกาศบางอย่างดังขึ้นมา

“นี่ตำรวจ ขอให้พวกคุณที่อยู่ในบริเวณบ้านออกมามอบตัวแต่โดยดี”

ตำรวจงั้นหรอ

มือเรียวรีบติดต่อไปหาเบอร์เบิ้น พวกเธอจะโดนทางการญี่ปุ่นจับไม่ได้โดยเด็ดขาด สิ่งที่เกิดขึ้นมันนอกเหนือความคาดหมายเกินไปหลายขุม

6:29:59

“พวกตำรวจเต็มหน้าบ้าน เราต้องรีบออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ อีกไม่ถึงสองนาทีที่นี่จะระเบิด”

[เธออกไปก่อน เจอกันที่รถ]

“รับทราบ”

เธอรีบเคลื่อนตัวไปตามทางเพื่อไปออกทางประตูด้านข้าง คอยหลบหลีกตำรวจที่วางกำลังไว้ประปรายด้านข้าง จนเธอเคลื่อนตัวไปถึงบริเวณรถที่จอดแอบไว้แต่อีกคนยังไม่มา

5:59:40

เหลือเวลาอีกไม่ถึงนาทีแต่เบอร์เบิ้นยังไม่ออกมาจากตัวบ้าน เธอไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่แต่การที่เขายังไม่ออกมามันเป็นอะไรที่ผิดปกติ

5:20:26

เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งนาที ไม่เสียงตอบรับหลังจากที่เธอพยายามติดต่ออีกคน

“ทำบ้าอะไรอยู่กัน”

5:10:00

สิบวินาที ไม่ไม่มีแม้แต่เงาออกมา มีแต่ตำรวจที่เดินไปมาไม่ไกลจากบริเวณที่เธออยู่มากนัก ในใจเริ่มเกิดความกระวนกระวายขึ้น ถึงเบอร์เบิ้นจะขึ้นชื่อว่าเก่งมากแต่ยังไงถ้าเกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้นมาจะเป็นยังไง

ตู้ม!

“เฮ้ย ระเบิด มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย”

5:05:00

เธอหันไปตามเสียงอย่างตกใจ การระเบิดเกิดก่อนเวลาที่ควรจะเป็นถึงห้าวินาที ดวงตาเฉี่ยวมองไปยังบ้านที่ยังคงมีเพลิงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

อย่าบอกนะว่าเบอร์เบิ้น...

“อย่าทำหน้าเหมือนผมตายไปแล้วสิครับ”

เสียงทุ้มข้างๆหูทำให้เธอเกือบกรี๊ดออกมาอย่างตกใจ มือชักปืนพกออกมาตามสัญชาตญาณ

“ใจเย็นครับ ผมเองเบอร์เบิ้น ทำไมคุณร้องไห้กันครับ”

มือเรียวตีไปที่ไหล่อีกคนอย่างแรง ก่อนที่จะปาดน้ำตาที่ไหลออกมาตอนไหนก็ไม่รู้ออกไป นั่นสินะ ทำไมถึงน้ำตาไหลกัน? คงเพราะปกติถ้าทำงานเสร็จแล้วต่างคนก็จะอยู่ในสายตาของอีกคนจลอดเวลาล่ะมั้งนะ ดวงตาเฉี่ยวตวัดไปมองอีกคนด้วยแววตาโกรธเคือง

“อะไรครับเนี่ยอยู่ๆก็มาตีผม”

รอยยิ้มที่ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น กับท่าทางเสยผมอย่างสบายๆทำให้เธอรู้ว่าภารกิจคงจะสำเร็จถึงจะไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีไหน แต่นั่นไม่ได้ทำให้อารมณ์ที่เริ่มจะขุ่นมัวของเธอดีขึ้น

“คุณทำให้ฉันตกใจแทบแย่”

“เกิดปัญหากับเมนคอมพิวเตอร์ตัวนั้นนิดหน่อยน่ะครับ เอาเป็นว่าพวกเรารีบไปก่อนที่พวกตำรวจจะรู้ตัวดีกว่า”

พวกเธอต่างแยกย้ายกันไปนั่งประจำที่ ตำรวจกำลังวุ่นวายกับบ้านที่กลายเป็นทะเลเพลิงอยู่และตรงที่จอดรถไว้ค่อนข้างห่างจากบริเวณหน้าบ้านพอสมควร เบอร์เบิ้นค่อยๆขับรถเลาะชาบป่ามาเรื่อยๆจนไกลพอประมาณถึงกลับมาขับบนถนนอีกครั้ง

ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก บรรยากาศที่ดูหม่นพอๆกับอารมณ์ที่เหมือนจะไม่ค่อยดีของเธอคงทำให้เบอร์เบิ้นสังเกตได้ เขาลอบสังเกตเธอเงียบๆโดยที่มือก็บังคับรถให้ตรงไปตามทาง ฝนที่อยู่ๆก็ตกลงมาทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงไปอีกจากที่แย่อยู่แล้ว

“มีคนตามเรามา”

เสียงของเธอทำให้เขาละสายตาออกมามองกระจกหลัง ถึงจะมองลำบากแต่ก็รับรู้ได้ว่ามีคนตามมาจริงๆ ไม่ว่าคนที่ตามมาจะเป็นใคร คนๆนั้นคงไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน

“จับแน่นๆนะครับ”

เบอร์เบิ้นเร่งความเร็วขึ้นพยายามจะสลัดคนที่ตามาให้หลุด แต่ดูเหมือนคนที่ตามมาจะชินเส้นทางกว่าและเร่งความเร็วมาจนเกือบตามทัน รถยนต์ทั้งสองคันไล่ล่ากันจนถึงบริเวณที่เป็นถนนบนภูเขา

“ระวัง!”

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

กระสุนเจาะเข้าที่ล้อรถด้านหลังทั้งสองด้านด้านหน้าเป็นทางโค้งที่เกือบหักศอก คนที่ตามมาคงคิดที่จะดับชีวิตทั้งคู่ที่โค้งนี้

“บ้าเอ้ย!คุมรถไม่อยู่แล้ว”

เสียงสบถของเบอร์เบิ้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอะไรเพิ่มเติมนอกจากความกลัวหลายระลอกที่ถาโถมเข้ามา ปีนี้เธอดูจะมีชีวิตที่เสี่ยงตายมากขึ้นกว่าทุกๆครั้ง และครั้งนี้เธอก็ไม่เห็นทางที่จะรอดเลยแม้แต่น้อย จากความเร็วที่ขับไล่กันมาเหยียบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงและโดนยิงเข้าที่ล้อ ยังไงรถคันนี้ก็จะพุ่งตกลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ตึ้ง!

รถที่พวกเธอขับมาชนเข้ากับที่กั้นเต็มที่ก่อนจะทะลุออกไปและร่วงลงสู่ป่าด้านล่าง ทั้งคู่หลับตาพร้อมรับความเจ็บปวดจากการกระแทกก่อนที่จะสลบไป

 

หญิงสาวขยับร่างกายอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในรถ ยังไม่ตาย และกำลังนอนราบอยู่บนพื้นโดยที่มีใครบางคนกอดอยู่ ข้างๆมีกองไฟเล็กๆที่ปะทุอยู่เนื่องๆ

ใครบางคนกอดอยู่?

สายตาค่อยไล่จากแขนที่พาดบนตัวเธอไปยังใบหน้าที่กำลังหลับตาพริ้ม ริมฝีปากที่เผยอลมหายใจที่สม่ำเสมอทำให้เธอเข้าใจได้ว่าอีกคนคงจะหลับอยู่ เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสังเกตถึงความห่างของใบหน้าที่ไม่ถึงคืบ ใบหน้าเรียวค่อยๆทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆจนต้องสะบัดหัวเรียกสมาธิ

เธอจับแขนที่พาดอยู่บนเอวออกอย่างเบามือ แล้วค่อยๆยันตัวขึ้นนั่งช้าๆ แต่กลับต้องนิ่วหน้าให้อาการเจ็บที่แขนซ้าย น่าจะกระแทกตอนที่ร่วงลงมาโชคดีที่ไม่หัก

ดวงตาเฉี่ยวมองไปรอบๆตัว ยังคงเป็นเวลามืดอยู่ นาฬิกาที่ใส่บอกเวลาที่เข้าวันใหม่ไปหลายชั่วโมง ซากรถยังคงอยู่โดยที่มีสภาพยุบไปครี่งคัน ที่รอดมาได้คงเพราะถุงลมนิรภัยทำงานและรถไม่ระเบิด เงยหน้าขึ้นไปก็พบว่าพวกเธอตกลงมาลึกพอสมควรจากถนน มันชันมากคงปีนกลับขึ้นไปไม่ได้ คงต้องติดต่อให้ใครมาช่วยไม่ก็หาทางออกจากป่าไปเอง ซึ่งเธอคิดว่าวิธีแรกคงจะดีกว่าถ้าโทรศัพท์ยังใช้การได้

ตอนที่เธอกำลังจะยันตัวลุกขึ้นเพื่อไปสำรวจของในรถที่ยังพอใช้ได้ก็ถูกดึงกลับลงไปในอ้อมกอดใหม่อีกครั้ง จากที่คิดว่าทำสมาธิได้แล้วใบหน้ากลับเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ชายผมสีอ่อนที่ดึงเธอลงมานอนกอดเหมือนเดิมยังคงหลับตาอยู่

“ขออยู่แบบนี้อีกซักพักนะครับ”

น้ำเสียงงัวเงียทำให้เธอไม่ขยับตัวอีกและปล่อยให้เขานอนกอดอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ ในหัวก็กรีดร้องไปเรื่อยว่าไม่ควรที่จะมานอนกอดกับกลางป่าแบบนี้จนเธอเริ่มง่วงขึ้นมาอีกรอบ เปลืองตาค่อยๆปิดลงทีละนิดพร้อมกับเหตุผลที่คิดมาปลอบใจตัวเอง

ยอมให้กอดเพราะช่วยเธอไว้ต่างหาก!!!

หญิงสาวตื่นขึ้นมาในอีกประมาณชั่วโมงต่อมา ผ้าห่มถูกคลุมไว้จนถึงหน้าอก กองไฟถูกดับลงไปแล้ว เบอร์เบิ้นกำลังดูอะไรซักอย่างตรงซากรถยนต์คันเดิม แววตายังคงมีความอาลัยรถคันนั้นอยู่ มันคงจะเป็นรถยนต์ลูกรักของเขา

“นี่”

“ตื่นแล้วหรอครับ”

หลังจากที่เธอส่งเสียงเรียกออกไปเขาก็ละควาสนใจจากรถและเดินมานั่งข้างๆเธอแทน มีแต่ความเงียบที่เธอไม่เคยรู้สึกปกติกับมันเลยซักครั้ง บรรยากาศแปลกๆแบบนี้มักจะมีเสมอเวลาพวกเธออยู่ด้วยกันสองต่อสองและไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้น

“คุณน่ะ—เป็นNOCใช่ไหม”

คำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วถูกถามขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ เขาเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา

“เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบสินะครับ”

“มองแบบนั้นหมายความว่ายังไงกันน่ะ”

สายตาที่ดูอบอุ่นปนเอ็นดูที่มองมาเริ่มทำให้เธอรับรู้ได้ว่าเริ่มเสียอาการกับคนตรงหน้ามากขึ้นทุกครั้ง รอยยิ้มน้อยๆที่ยิ่งทำให้ใบหน้านั้นมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกระดับ

เขามองคีร์ที่ใบหน้าเริ่มจะเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆ อาการพองแก้มและก้มหน้างุดแบบนั้นดูน่ารักและน่าเอ็นดูไปในคราวเดียวกัน เธอเสียอาการแบบนี้เป็นรอบที่สามแล้วหลังจากที่รถยนต์พุ่งลงเขามาแบบนั้น

ชายหนุ่มผมสีอ่อนรู้สึกตัวตั้งแต่เธอเริ่มขยับตัวและคอยแอบมองเธอจนทำท่าจะลุกออกไปถึงได้ดึงเธอกลับมากอดอีกครั้ง เธอยอมให้เขากอดในสภาพที่ตัวเองเกร็งไปทั้งตัว อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธแถมยังไม่ได้ว่าอะไรอีกต่างหาก

“ไม่มีอะไรครับ”

“คุณติดต่อใครได้บ้างหรือยัง”

“ผมส่งเมลล์ไปหาคนของผมก่อนที่แบตจะหมดแล้วครับ อีกไม่นานคงมาถึง”

“งั้นหรอ”

เสียงรถยนต์ที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ทำให้เขาดีดตัวขึ้นกะทันหัน มันคือเสียงรถยนต์คันที่ไล่ล่าพวกเขามาเมื่อคืน คีร์เลิกคิ้วให้เหมือนจะถามว่าเป็นรถของคนที่เรียกมาใช่ไหม เขารีบส่ายหัวในทันที ทั้งสองคนรีบเคลื่อนตัวเข้าไปซ่อนให้ลึกกว่าเดิม ไม่รู้ว่าพวกมันต้องการอะไร

“สภาพรถเละแบบนั้นน่าจะไม่รอด”

“นั่นสินะ เจ้าพวกนั้นมันรนหาที่ตายแท้ๆ ดันคิดจะมาขโมยข้อมูลของเจ้านายเราซะได้”

“ถึงรถจะไม่ระเบิดแต่พวกหัวขโมยคงไม่น่ารอดแล้วหล่ะ พวกเราไปกันเถอะ

หลังจากรถยนต์คันนั้นเคลื่อนตัวออกไป พวกเธอออกตากที่ซ่อนและหันมามองหน้ากันอย่างเข้าใจ คนที่ส่งคนพวกนั้นมาต้องเป็นคนที่ฉลาดมากและสามารถวางแผนได้รอบคอบขนาดนี้ นั่นหมายความว่าคนพวกนั้นมีสิทธิที่จะย้อนกลับมาดูอีกรอบ พวกเธอคงไม่สามารถที่จะรออยู่แบบนี้ได้เรื่อย

ทั้งสองคนเก็บของจำเป็นที่เหลืออยู่ใส่กระเป๋าใบเล็ก ก่อนที่จะมุ่งเข้าเข้าไปในป่าที่ลึกกว่าเดิม เดินตรงไปเรื่อยๆโดที่สายตาก็ต่างมองรอบข้างไปด้วย ปืนพกถูกนำมาถือไว้ตลอดเวลาเผื่อในกรณีไม่คาดคิด แขนข้างซ้ายของเธอยังคงปวดอยู่ถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้มันได้

หลังจากเดินเข้ามาเรื่อยๆซักพักก็เจอกระท่อมเล็กๆอยู่กลางป่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่มีอะไรแบบนี้มาตั้งอยู่ที่นี่ เบอร์เบิ้นบอกให้เธอซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ใกล้และค่อยๆเดินเข้าไปสำรวจที่กระท่อมหลังนั้น เมื่อเช็คว่าปลอดภัยถึงได้เรียกเธอให้เดินไป

ภายในกระท่อมมีฝุ่นเขรอะคงไม่มีใครได้เข้ามานาในนี้เป็นระยะเวลาที่นานพอดู บนโต๊ะที่ตั้งอยู่มุมห้องมีสมุดวางอยู่ เธอถือวิสาสะเปิดดูก็พบว่ามันคือไดอารี่ของคนๆนึงที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ในหน้าสุดท้ายถูกบันทึกไว้ว่าจะไปอยู่ต่างประเทศและไม่กลับมาที่นี่อีกต่อไปแล้ว

เปาะ แปะ

เสียงของฝนที่กระทบพื้นเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้งแล้วฝนก็เทลงอย่างไม่ขาดสาย ช่วงนี้พายุเข้าพอดีกเลยมีฝนตกในทุกๆวัน

“ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องรออยู่ที่นี่แล้วนะครับ”

“อย่างน้อยที่นี่คงจะอุ่นกว่าข้างนอกล่ะนะ”

พอตัดสินใจได้พวกเธอก็นั่งลงบนพื้นและอยู่ร่วมกันอย่างเงียบๆ ถึงจะบอกว่าอุ่นกว่าแต่ยังคงถือว่าหนาวอยู่พอสมควร ชุดที่เธอใส่อยู่คือชุดสำหรับงานที่เน้นความคล่องตัวและมันไม่ได้หนา เรียกได้ว่าแทบจะบางแนบเนื้อเลยทีเดียว เบอร์เบิ้นเหมือนจะจับสังเกตได้ เขาเปิดกระเป๋าใบเล็กและส่งผ้าห่มมาให้เธอ

เธอกล่าวขอบคุณไปอย่างแผ่วเบาแล้วรับผ้าผืนนั้นมาคลุมตัว เธอสังเกตได้ว่าเขาก็ตัวเริ่มสั่นแล้วเหมือนกัน อากาศที่มีแต่จะหนาวขึ้นเรื่อยๆคงจะไม่ดีถ้าปล่อยเขาไว้แบบนั้น เธอขยับตัวให้ไปนั่งชิดกับเขาและตวัดผ้าห่มให้คลุมร่างของพวกเธอ เขามองมาด้วยความประหลาดใจแต่เธอทำเป็นไม่สนใจกับสายตาที่มองมา

“คุณทำงานให้ที่ไหนกัน”

อีกคำถามที่ไม่ควรถามถูกถามออกไป สายลับที่ไหนบอกที่หน่วยงานของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ เธอแค่ถามออกไปเพียงเพราะบรรยากาศแปลกๆแบบเดิมมันเริ่มจะกลับมาอีกครั้ง

“สันติบาล แล้วคุณล่ะครับ”

คำตอบที่ได้ทำเอาเธอคาดไม่ถึง เธอไม่คิดว่าคนที่มีความลับเยอะอย่างเบอร์เบิ้นจะตอบคำถามที่เป็นเหมือนความลับสุดยอดนี้กับเธอ

“วันที่องกรค์นี้ถูกทำลายคุณก็จะรู้เอง”

“อะไรกันครับไม่แฟร์เลย”

“ฉันก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะตอบจริงๆนี่นา ทำไมกันล่ะ ทำไมถึงยอมบอกสิ่งที่เป็นความลับขนาดนี้กับฉันกัน ทั้งๆที่เลือกจะไม่ตอบก็ได้”

เขาก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงตอบคำถามนั้นออกไป เขาตอบสิ่งทีควรเป็นความลับที่สุดของเขาออกไป เพราะเขาก็ไม่สามารถตอบได้ อาจจะเพราะเชื่อใจ เชื่อใจในคนที่เป็นแบบตัวกับตัวเอง คนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือทำลายองกรค์สีดำนั่น

“ไม่รู้สิครับ เพราะรู้สึกว่าคุณเชื่อใจได้ละมั้งครับ”

คำตอบของเขาทำให้เธอนิ่งไปอีกครั้ง เชื่อใจ คำนี้ไม่ควรมีระหว่างสายลับด้วยกัน ไม่มีใครรู้ว่าใครมาดีมาร้ายเพราะต่างคนก็ต่างหาข้อมูลเพื่อหน่วยงานของตัวเองเท่านั้น แต่น่าแปลกที่คำตอบของเขาทำให้เธอรู้สึกใจฟูขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะมัวแต่จัดการความรู้สึกที่เริ่มจะแปลกไปทุกทีทำให้เธอไม่เห็นใบหน้าของอีกคนที่เริ่มจะขึ้นสีไม่ต่างกัน

บรรยากาศแปลกๆก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศรอบตัวดูที่อบอุ่นขึ้นมาทันตา มือของทั้งสองก็ชนกันโดยบังเอิญ เธอชะงักแล้วหันไปมองคนที่นั่งข้างๆกัน เขากำลังมองมาที่เธออยู่พอดี

ต่างฝ่ายต่างจ้องกันแต่ใบหน้ากลับเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ ปลายจมูกแตะกันและคลอเคลียอย่างเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าจะเอียงรับสัมผัสที่เนิบนาบแต่กลับทำให้หัวใจของทั้งสองเต้นรัว บรรยากาศรอบๆที่ช่างเป็นใจเหลือเกิน เสียงฝนที่ตกอย่างแรงก็ไม่สามารถกลบจังหวะหัวใจของคนที่ตัวอยู่ชิดกันได้มิด

ตึกตัก

ตึกตัก

เป็นจูบที่ไม่ได้เป็นการล่วงล้ำแต่กลับดูดเรี่ยวแรงได้อย่างน่าประหลาด ทั้งคู่ผละออกจากกันเล็กน้อยเพื่อรับเอาอากาศเข้าปอดก่อนที่เอียงหน้าเข้าหากันอีกครั้งเหมือนมีแรงดึงดูด

มือของเธอถูกเลื่อนไปคล้องคอเขาไว้หลวมๆ ในขณะที่มือของเขาก็ดึงเอวเธอเข้ามาให้ชิดกันมากขึ้น

“โอ๊ย”

เสียงร้องของเธอดึงสติเขากลับมาจากความมึนเบลอที่เกิดขึ้น เขาเผลอไปจับเข้าที่แขนซ้ายที่เธอบาดเจ็บอยู่เข้าพอดี ทั้งสองต่างก้มหน้าหงุดเพื่อซ่อนใบหน้าที่เปลี่ยนสีของตัวเองไว้ ถ้าเกิดเข้าไม่ไปจับเข้าที่แขนที่เธอเจ็บเรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่ได้หยุดลงง่ายๆ

มือของทั้งสองประสานกันอยู่ข้างๆตัว รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสอง เธอพยายามไบ่ความเขินอายทิ้งแล้วเอนหัวไปซบไหล่เขาไว้ อาการตัวตรงกะทันหันของเขาทำให้เธอหัวเราะออกมาเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวที่ควรมีแต่ความกระอักกระอ่วนกลับมีแต่ความเขินอายลอยฟุ้ง

ทั้งสองอยู่ในสภาพนั้นไปจนกระทั่งฝนหยุดตก เสียงย่ำเท้าที่เข้ามาใกล้ทำให้พวกเธอผละออกจากกันอัตโนมัติ ปืนถูกหยิบขึ้นมาหันปลายกระบอกไปทางประตู เสียงนั้นยังคงใกล้เข้ามา ดูเหมือนว่ามีจำนวนหลายคนที่กำลังตรงมาที่กระท่อมแห่งนี้

“คุณฟุรุยะ? อยู่ที่นี่จริงๆด้วยครับ”

ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ชายในชุดสูทสีเขียวขี้ม้า ด้านหลังของเขามีผู้ชายในชุดสูทอีกหลายคน ดูแล้วพวกเขาคงเป็นคนที่เบอร์เบิ้นเรียกมาจากท่าทางผ่อนคลายของเขา เธอลดปืนลงช้าๆ เขาลุกและเดินไปหาคนๆนั้นและสั่งการอะไรบางอย่างที่เธอไม่สนใจจะฟัง

ฟุรุยะคงเป็นนามสกุลจริงๆของเบอร์เบิ้น

“ขอบใจมากนะคาซามิ”

“รีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่ฝนจะตกอีกรอบดีกว่าครับคุณฟุรุยะ”

“เข้าใจแล้ว”

“แล้วเธอคือใครกันล่ะครับ”

“เธอเป็นเหมือนกันฉันน่ะ”

พวกนั้นคงเป็นคนของสันติบาลที่เขาเรียกมาช่วย พวกเขาพาพวกเธอออกจากป่า คนที่ชื่อคาซามิคาไปถามกับตำรวจท้องที่ได้ความว่าแถวนี้มีกระท่อมร้างอยู่ที่นึงกลางป่าไม่ไกลจากจุดที่เกิดเหตุมากนัก ที่จริงควรออกตามหาได้ตั้งนานแล้วแต่เกิดพายุเข้าพอดีเลยต้องเลื่อนเวลาออกไป

ภายในรถที่เจ้าหน้าที่สันติบาลคนนั้นเป็นคนขับพากลับเข้าไปในเมือง เธอและเขานั่งอยู่เบาะหลังคนละมุม ต่างคนต่างหันหน้าออกไปมองด้านนอกหน้าต่าง ทั้งคู่ไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่ออกมาจากกระท่อมหลังนั้น บรรยากาศแปลกๆระหว่างพวกเธอคงชัดมากจนที่คนที่ขับรถอยู่จับสังเกตได้

“เอ่อ เกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณสองคนหรือเปล่าครับ”

คำถามที่ชวนให้เหตุการณ์ในกระท่อมย้อมกลับมาเข้ามาในหัวอีกครั้ง ความรู้สึกยังคงเด่นชัดไม่จางหาย เธอรู้สึกได้ว่าใบหน้าเริ่มเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

“สรุปคุณจะไม่บอกผมจริงๆหรอว่าคุณทำงานให้ที่ไหน”

คำถามจากเขาถูกส่งขึ้นมาทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนที่เพิ่มมากขึ้น

“ฮอนโด”

น่าแปลกที่รอบนี้เธอยอมตอบเขา แต่กลับเป็นชื่อของคนๆนึงที่คุ้นหูมากๆ

“ฉันทำงานอยู่หน่วยเดียวกับเขา”

และเขาก็นึกออก ฮอนโดคือชื่อของสายลับคนที่ถูกเธอฆ่าตาย งั้นแสดงว่าที่จริงแล้วเธอไม่ได้เป็นคนฆ่าเพราะดูจากนิสัยแล้วป็นไปไม่ได้ แววตาที่มีความเศร้าฉายออกมาทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่ถามอะไรต่อ

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

เธอหันไปขอบคุณคาซามิที่อุส่าห์ขับรถวนมาส่งเธอถึงบริเวณที่ใกล้ๆที่เธออยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไม่ยอมบอกที่อยู่กับใครก่อนที่เธอจะเดินออกไปเธอหันกลับมาพูดบางอย่างกับเขา

“ถ้าไม่มีองกรค์ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้จริงไหม แต่ฉันจะรอถึงวันนั้นถ้าคุณไม่เปลี่ยนใจไปก่อน”

“หึ ผมต่างหากที่ต้องพูดแบบนั้น”

ทั้งคู่ต่างจ้องตากัน รอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้า ความรู้สึกสมควรที่จะถูกเก็บไว้ให้ลึกที่สุดในใจ งานของสายลับไม่ควรจะมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ ทั้งเขาและเธอต่างก็รู้ดี ความรู้สึกดีๆที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง

“งั้นฉันไปแล้วนะ ไว้เจอกันงานหน้าถ้ายังมี”

“เจอกันครับ”

แต่ยังไงเขาก็จะรอถึงวันนั้น วันที่จะสามารถบอกความรู้สึกที่เก็บเอาไว้นานแล้วได้ เขารู้สึกสนใจเธอมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะถูกจับพร้อมกันตอนคูราโซ่ ผู้หญิงตาเฉี่ยวที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาทำงานให้องกรค์แบบนี้ได้ ความใจอ่อนที่ถูกเก็บไว้ภายใต้ดวงตาที่เรียบนิ่งแบบนั้นน่ะ เขาสามารถดูมันออกได้ตั้งแต่ครั้งแรก ความสนใจนั้นมันมากขึ้นหลังจากที่พอจะเดาได้ว่าเธอเป็นแบบเดียวกัน และยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกหลังจากที่ต้องทำงานร่วมกันในระยะหลัง ท่าทางใจอ่อนยิ่งเด่นชัดมากขึ้นทุกๆครั้ง ถึงแม้บทสนทนาจะมีไม่มากแต่ก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจที่ถูกส่งออกมา

หลังจากนั้นทั้งเขาและเธอก็ไม่ได้มีงานที่ต้องทำร่วมกันอีก การได้รับความไว้วางใจจากองกรค์กลับคืนมาก็ถือเป็นเรืองที่ดี

ฮอนโด ชื่อนี้ต่อให้ไปหาแทบตายก็ยังไม่เจอข้อมูลซักเท่าไหร่ ดูเหมือนทางหน่วยงานนั้นจะเก็บข้อมูลทั้งหมดได้อย่างหมดจด สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็เพียงแต่ต้องรอ รอจนกว่าองกรค์เน่าๆแบบนี้จะถูกกำจัดไป

 

สามปีหลังจากนั้นคือวันที่องกรค์ถูกโค่นลงได้สำเร็จจากการร่วมมือของหน่วยงานทางความมั่นคงทั่วโลก คนผิดถูกส่งกลับไปลงโทษตามสัญชาติที่ถืออยู่ บางส่วนยังคงหลบหนีอย่างเช่นเบลม็อทที่สามารถปลอมตัวเป็นใครก็ได้ซึ่งยากต่อการจับกุม

การประชุมใหญ่ของหน่วยงานความมั่นคงถูกจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ทางสันติบาลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้ เป็นเหมือนการสรุปผลและความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมถึงแนวทางการจัดการต่อไป

เขาพยายามตามหาเธอตั้งแต่วันที่องกรค์ถูกโค่นได้สำเร็จแต่ไม่พบแม้แต่ร่องรอยราวกับว่าเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประเทศแห่งนี้ พอสืบลึกไปเรื่อยๆกลับได้ภาพเธอที่สนามบินกำลังเดินทางออกนอกประเทศแต่ไม่รู้ว่าคือที่ไหน ความหวังสุดท้ายคงเป็นงานประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในวันงานจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นเธอ สมาชิกองกรค์ที่เป็นสายลับโค้ดเนมว่าคีร์ ผู้หญิงตาเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ จนกระทั่งงานใกล้เริ่มคาซามิมาตามก็ยังไม่เห็น

“คุณฟุรุยะครับ ได้เวลาแล้ว”

“อ่า เข้าใจแล้ว”

หรือว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าเคยสัญญาอะไรไว้

อันที่จริงมันก็ไม่เชิงสัญญา

ฟุรุยะสะบัดหัวไล่ความคิดด้านลบออกไป บางทีเธออาจจะไม่ได้มาก็ได้เพราะงานนี้มีแค่ตัวแทนของแต่ละหน่วยงานมาก็เท่านั้น ในฐานะสันติบาลเป็นเจ้าภาพทำให้เขาต้องเข้าร่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้

เขาเดินเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ในนั้นมีตัวแทนจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความั่นคงต่างๆนั่งรออยู่แล้วสันติบาลจากญี่ปุ่น เอฟบีไอและซีไอเอจากอเมริกา เอ็มไอซิกซ์จากอังกฤษ เอเอสไอเอสจากออสเตรเลีย บีเอ็นดีจากเยอรมัน และตัวแทนจากหน่วยงานอื่นๆนั่งอยู่เต็มหอประชุม

อากาอิและทีมมาเป็นตัวแทนของเอฟบีไอตามคาด

แต่กลับมีที่ว่างประมาณสามที่ตรงที่นั่งของตัวแทนจากอเมริกา

“คาซามิทำไมตรงนั้นยังว่างอยู่ ไม่ใช่ทุกคนมากันครบแล้วหรอ”

“ตัวแทนจากซีไอเอยังมาไม่ครบครับ พวกเขาแจ้งมาว่าเกิดปัญหาบางอย่างระหว่างทางทำให้ยังมาไม่ถึงและให้พวกเราเริ่มการประชุมได้ก่อนเลยครับ”

“ งั้นหรอ”

 

“ขออนุญาตครับ ตัวแทนจากซีไอเอเพิ่มเติมเดินทางมาถึงแล้วครับ”

หลังจากการประชุมเริ่มไปได้ซักพักเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลก็เข้ามาแจ้งว่าตัวแทนที่เหลือเดินทางมาถึงแล้ว ผู้หญิงสองคนและผู้ชายหนึ่งคน แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของฟุรุยะคือผู้หญิงตาเฉี่ยวกำลังเดินนำหน้าเข้ามาต่างหาก คนที่เข้าตามหามาตลอดหลายอาทิตย์

“ต้องขออภัยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทำให้การเดินทางล่าช้ากว่ากำหนดการอย่างมาก”

เสียงหวานที่เรียบนิ่งกับใบหน้าที่เขาคิดถึงมาตลอดอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่คาดคิดเลยว่าตัวแทนจากซีไอเอที่ยังเดินทางมาไม่ถึงจะมีเธอเป็นหนึ่งในนั้น

หลังจากที่ตัวแทนที่เหลือเข้าประจำที่การประชุมก็ดำเนินต่อไป การประชุมที่เหลือไม่ได้อยู่ในหัวฟุรุยะแม้แต่น้อย ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าจริงจังของเธอ

“คุณฟุรุยะครับ คุณฟุรุยะ”

“ห้ะ—เอ่อ—มีอะไรคาซามิ”

“คุณดูเหม่อนะครับ ไม่สบายหรือเปล่า ไปพักก่อนไหมครับ”

“ฉันไม่เป็นไร”

 

“ในที่ประชุมแห่งนี้มีหลายคนที่เคยแฝงตัวอยู่ในองกรค์ พวกเขาต้องเสี่ยงตายเพื่อให้ได้รับข้อมูลต่างๆมา ขอเชิญทุกท่านปรบมือให้แก่พวกเขาด้วยครับ”

ประธานการประชุมที่เป็นตัวแทนจากสันติบาลกล่าวขึ้น เสียงปรบมือดังลั่นไปทั่วห้อง ทุกคนที่เป็นสายลับต่างรู้ตัวดีแต่คนอื่นๆจะไม่รู้นอกจากระดับสูงจริงๆ และการประชุมก็จบลงอย่างสวยงาม

ฟุรุยะรีบพุ่งตัวออกจากห้องประชุมอย่างรวดเร็วเพื่อตามหลังหญิงสาวที่ออกไปก่อนหน้าแต่จำนวนคนที่เยอะทำให้คลาดสายตาไปในทันที

ฮิเดมิเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเดียวกัน พวกเธอต่างพูดคุยกันถึงหัวข้อที่ประชุมไปแต่ไปๆมาๆกลับกลายเป็นเรื่องของคนที่จ้องเธอไม่วางตาตลอดการประชุม

“นี่ฮิเดมิ เธอไปทำอะไรให้เจ้าหน้าที่สันติบาลคนนั้นไม่พอใจหรือเปล่า”

“เอ๋?”

“หรือเป็นเพราะพวกเรามาสาย”

คนที่เอมิลี่กับไมเคิลเพื่อนร่วมงานของเธอพูดถึงคงเป็นเบอร์เบิ้น ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขามองอยู่แต่เธอทำเป็นไม่เห็นและตั้งใจฟังทั้งๆที่เรื่องที่ประชุมก็ไม่ได้เข้าหัวซักเท่าไหร่

“เป็นไปไม่ได้หรอก เขาเอาแต่มองฮิเดมินะ”

“หรือว่าเขาสนใจ”

“ได้ไงกัน เขาก็หน้าตาดีอยู่นะ”

ในหัวของเธอกำลังกรีดร้องอยากจะตอบกลับไปว่าไม่ได้ แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มแหยกลับไปก็เท่านั้น

“เอมิลี่เธออย่าแย่งของเพื่อนสิ”

“พวกเธอใจเย็นๆนะ เขาไม่ใช่ของฉันซักหน่อย”

เธอก็กำลังคิดอยู่ว่าเขาจะจำที่เธอเคยพูดได้ไหม หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ได้

“แต่ว่าเขาดูสนใจเธอจริงๆนะ”

“แต่จะเป็นไปได้ยังไงแบบรักแรกพบแบบนี้งั้นหรอ ฮิเดมิเพิ่งจะเข้ามาทำงานให้ซีไอเอเองนะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะพบกันมาก่อนน่ะ”

ฮิเดมิเหนื่อยที่จะห้ามเพื่อนทั้งสองคนที่เอาแต่เถียงกันไปมาในเรื่องของเธอและผู้ชายผมสีทราย ทั้งสองคนไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่จะรู้ว่าเธอเคยทำงานเป็นสายลับที่แฝงตัวในองกรค์มาก่อน พวกเขาเข้าใจว่าเธอเพิ่งจะได้เริ่มทำงานกับซีไอเอไม่นานและถูกส่งไปช่วยที่สำนักงานใหญ่ รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้า นานมากแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีชีวิตอย่าเคร่งเครียดตลอดเวลา

“น่าแปลกนะที่อยู่ๆพวกเขาก็ส่งเรามาประชุมที่ญี่ปุ่นทั้งๆที่ก็มีอีกทีมที่ระดับสูงกว่าพวกเรามาก่อนแล้วน่ะ นายว่าแปลกไหมไมเคิล”

“นั่นน่ะสินะ อยากรู้จริงๆเลยว่าทำไม”

สิ่งที่เอมิลี่สงสัยทำให้เธอสะดุ้งแต่ก็ยังเก็บอาการไว้อยู่ พวกเขาไม่รู้ว่าทางสำนักงานใหญ่จงใจส่งเธอมาเข้าร่วมประชุมแต่ถ้าเธอมาคนเดียวมันจะดูน่าสงสัยเพราะอีกทีมที่มาเป็นทีมระดับสูงก็เลยต้องส่งพวกเขาที่ช่วงนี้กลายเป็นผู้ร่วมงานคนใหม่ของเธอมาด้วย

“ฮิเดมิล่ะรู้ไหมว่าทำไม”

คำถามที่ถูกโยนมาโดยไม่ทันตั้งแต่ทำให้เธอถึงกับสะดุ้งอีกครั้ง

“เรื่องนั้นน่ะที่จริงแล้—“

“เจอตัวซักทีนะ”

เสียงทุ้มเรียกความสนใจของทั้งสามคนไป ผู้ชายผมสีอ่อนที่ใส่ชุดสูทท่าทางเหนื่อยหอบกำลังจับข้อมือของฮิเดมิอยู่

“ใจร้ายจังนะครับ กลับอเมริกาโดยที่ไม่บอกอะไรกันเลยน่ะคีร์”

รอยยิ้มเหนื่อยอ่อนทำให้ใจของเธอกระตุก ดูเหมือนว่าเขาจะวิ่งหาเธอไปทั่วถึงได้มีท่าทางหอบขนาดนี้ เธอแค่คิดว่าจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนก่อนค่อยกลับมาคุยกับเขา และในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมา

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเบอร์เบิ้น”

เขาเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าอย่าลวกๆ สีหน้ายุ่งๆที่แสดงออกมาทำให้ฮิเดมิหัวเราะเล็กน้อย เขาน่ะหมดคราบเบอร์เบิ้นที่แสนจะเพอร์เฟ็คไปหมดแล้ว

“ไมค์ฉันคิดถูก พวกเขารู้จักกันมาก่อนแล้ว”

“เอมี่ ฉันว่าฉันสงสัยที่คีร์กับเบอร์เบิ้นมากกว่านะ ชื่อพวกนั้นถูกใช้เป็นโค้ดเนมขององกรค์ที่พวกเราไปประชุมมาไม่ใช่หรอ”

“นายอย่าบอกนะว่า—“

“ตามที่พวกคุณคิดนั่นล่ะครับ ตอนนี้ผมของยืมตัวเพื่อนของคุณซักพักนะครับ รับรองว่าส่งคืนอย่างปลอดภัย”

“เอ๊ะ—เดี๋ยวสิ”

เอมิลี่และไมเคิลมองตามเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ลากเพื่อนของพวกเขากลับเข้าตัวอาคารไปแล้วด้วยสายตาที่ยังคงมึนงง

“ไมค์ นี่หมายความว่าฮิเดมิคือสายลับที่พวกเขาพูดถึงงั้นหรอ”

“คงเป็นแบบนั้นล่ะนะเอมี่”

 

“นี่เราจะไปที่ไหนกันเบอร์เบิ้น”

“ที่ๆเงียบๆเหมาะกับสิ่งที่พวกเราจะคุยกัน”

นั่นไม่ได้ทำให้เธอรู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังจะพาเธอไปมันคือที่ไหน ระหว่างทางมีแต่คนมองมาเต็มไปหมด รวมถึงเอฟบีไอที่ทำหน้าแปลกใจที่เห็นเธอโดนกึ่งจูงกึ่งลากโดยเจ้าหน้าที่สันติบาลที่คุ้นหน้ากันอยู่เลยได้แต่ยิ้มแหยกลับไปให้

ทันทีทีเขาพาเข้าเธอมาที่ห้องที่ดูเหมือนเป็นห้องเก็บของเล็กๆ เข้าก็รวบตัวเธอเข้าไปกอดในทันที เธอก็กอดตอบเข้าไป ทั้งคู่ต่างอยู่ในความเงียบเติมเต็มความโหยหาที่ดูจะมากขึ้นเมื่อมาเจอหน้ากันจริงๆ

“ใจร้ายจังเลยนะครับ รู้ไหมว่าผมสืบหาคุณไปทั่วเลย ไม่มีร่องรอยอะไรทิ้งไว้มีแค่รูปจากล้องวงจรปิดที่สนามบิน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณจะไปที่ไหน”

“ขอโทษจริงๆนะ ว่าจะติดต่อไปเหมือนกันแต่ทางสำนักงานใหญ่เรียกตัวกลับด่วนก็เลยต้องกลับไปวันนั้นเลย”

“ก็ใจร้ายอยู่ดีนั่นล่ะครับ”

ฮิเดมิยื่นมือไปจิ้มแก้มที่เขาพองออกมาเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

“ฮิเดมิ--ฮอนโด ฮิเดมิคือชื่อของฉัน”

เขาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อของเธอ

“ฮอนโด? ไหนคุณบอกว่ามาจากหน่วยงานเดียวกับคนที่ชื่อฮอนโด”

“ฮอนโดคนนั้นคือพ่อของฉันเอง เขาก็เป็นซีไอเอเหมือนกัน”

เขามีใบหน้าที่แปลกใจอย่างปิดไม่มิด คงจะสงสัยเรื่องการตายของพ่อของเธออยู่

“นี่คุณรู้ชื่อฉันแล้วแต่ฉันยังไม่รู้ชื่อเต็มของคุณเลยนะ หรือว่าอยากให้ฉันเรียกโค้ดเนมต่อไปก่อน”

“เรย์—ฟุรุยะ เรย์ หรือจะเรียกซีโร่ก็ได้นะครับ”

คราวนี้เป็นฮิเดมิที่ต้องแปลกใจบ้าง ตามข้อมูลที่เธอได้รับมามีไม่กี่คนที่ได้ฉายาว่าซีโร่และเธอก็ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะได้ฉายานั้นเหมือนกัน

“ไม่อยากเชื่อเลย”

“ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณทำงานให้ซีไอเอเหมือนกันล่ะครับ”

“แต่ตอนนี้ฉันถูกเปลี่ยนไปทำงานออฟฟิศแทนแล้ว ดูเหมือนทางสำนักงานใหญ่จะอยากให้พักบ้างน่ะ ก็นะงานนี้ก็เล่นกินไปหลายปี”

“ผมก็เหมือนกันครับ”

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เอาแต่ยืนมาหน้ากัน ฮิเดมิเป็นฝ่ายละสายตาออกก่อน จะกี่ปีผ่านไปยังไงเธอก็สู้สายตาเขาไม่ได้เลยซักที เสียอาการทุกครั้งที่มองใกล้ๆ

“นี่—อื้อ!!”

ริมฝีปากที่ประกบเข้ามาโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว มือของเขาล็อคใบหน้าของเธอให้เอียงรับสัมผัสได้เต็มที่ ริมฝีปากที่ค่อยๆขยับไปเรื่อยเหมือนสูบพลังงานของเธอไปจนหมด ถ้าเขาได้จับเอวเธอไว้คงได้ลงไปกองอยู่ที่พื้นเป็นของเหลวแน่นอน

แกร็ก

“เหวอ! ขอโทษคร้าบบบบ!!!”

ฟุรุยะจิ๊ปากเล็กน้อย ทำไมต้องมีคนขัดจังหวะเวลาสำคัญ ฮิเดมิใช้เวลาที่เขาผละออกจัดเสื้อผ้าที่ยับให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม ใบหน้ายังคงมีสีแดงอ่อนๆ

“คิดถึง”

“อื้อ คิดถึงเหมือนกัน”

“ขอจูบอีกได้ไหมครับ”

“พอแล้ว!”

“อีกรอบ”

“บอกว่าพ—อื้อ”

แกร๊ก

“มาอยู่นี่กั—ขอโทษที่มาขัดจังหวะ”

ปัง

“หนอย อากาอิ!!!”

 

 

 

one shot ชั่ววูบมากๆค่ะ;-; เรือผีไหม เราว่ามันเรือผีมากเลยแต่พล็อตมันมาในหัวตอนกำลังงัวเงียจะตื่นนอนแล้วสองสั่งมาต้องเป็นคู่นี้เท่านั้น!!! โมเม้นต์อันเล็กน้อยจากมูฟวี่20ค่าาาาา เพราะว่าไม่เคยเขียนฉากจูบเขียนไปเขินมือหงิกไปอ่ะฮือออออ

ผลงานอื่นๆ ของ everyonemakewish

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 11:10

    สนุกดีแฮะ ยิ้มจนแก้มปลิหมดแล้วอ่ะ!!!! https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png

    #2
    1
  2. วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 19:54
    เรือผีที่ข้ารอมาเป็นเวลาหลายปี!!!!!
    #1
    1
    • 18 พฤษภาคม 2563 / 11:08
      กรี๊ดดดด ไม่คิดว่าจะมีคนชิปคู่นี้้้ ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านนะคะ🙏🙏
      #1-1