คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [NU'EST | MinJ] Amaranth [NU'EST | MinJ] Amaranth | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
NU'EST Fanfic
Amaranth



Soulmate AU
Pairing : Minhyun x Jonghyun

WARNING : มีฉากการใช้ความรุนแรง (ที่ไม่ใช่ BDSM)




**Love Paint Song Inspired**








(c) chess theme

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 ก.ค. 60 / 01:54



ธรรมชาติบัญญัติกฎสำคัญไว้ข้อหนึ่ง...


มนุษย์จะมองเห็นได้เพียงสีเดียวจนกว่าจะพบรักแท้


กฎนั้นให้กำเนิดแก่บทกวีนับไม่ถ้วนที่รำพันถึงความงดงามของโลกเปี่ยมสีสัน ทั้งยังก่อให้เกิดวรรณกรรมอีกหลือคณาที่อาวรณ์ต่อการจำต้องสูญเสียสีสันเหล่านั้นไป


มีผู้คนมากมายใช้ทั้งชีวิตไปกับการโหยหาทิวทัศน์ฉูดฉาด ทั้งยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่สิ้นวิญญาณ์เพียงเปลือกหลังถูกพรากความงดงามเหล่านั้นไป


แต่สำหรับมินฮยอน เฉพาะสีแดงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว



 


เมื่อยังเด็ก เขาตื่นตาทุกครั้งที่แม่ทาลิปสติกสีแดง มันโดดเด่นสะดุดตาเสมอยามอยู่บนผิวสีอมเทา ล้อมรอบด้วยเส้นผมสีดำสนิท


หรือไม่ตอนที่พ่อตบหน้าแม่ รอยประดับสีแดงจางๆ เห็นเป็นรูปฝ่ามือนั่นก็ทำให้เขารู้สึกทึ่งอยู่ตลอดมา


หรือเป็นตอนที่เธอพังพาบอยู่บนบันไดขั้นสุดท้ายในวันนั้น...


เขาออกจะประหลาดใจอยู่บ้างที่ไม่เคยพบเสน่ห์ของมันมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขาเคยเห็นเลือดมากมายขนาดนั้น

 




ทีแรกเขามักเลือกผู้หญิงที่ทาลิปสติกสีแดง ทุกครั้งเขาก็จะซื้อดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่ให้ และเอ่ยชมไม่ขาดเมื่อพวกเธอสวมอาภรณ์สีแดงจัด


จากนั้นภายหลังมันก็กลายมาเป็นกฎที่เขาตั้งให้กับตัวเอง

 




เขาไม่รู้ว่าเพราะสีแดงของมัน กลิ่นสนิมของมัน หรือสัมผัสเหนียวข้นของมันที่น่าหลงใหล


บางทีอาจเป็นทั้งสามอย่างรวมกัน


บางทีอาจมีเหตุผลง่ายๆ แค่ว่ามันคือเลือด


หรือไม่บางทีก็อาจเพราะมันคือสีเดียวที่เขามองเห็น และเป็นสีที่คนจำนวนมากยังรู้จักในรูปลักษณ์สีเกือบดำที่ถูกเรียกว่า แดง


เขารู้แต่เพียงว่าแค่ด้วยสีนี้สีเดียว ชีวิตของเขาก็ได้รับการเติมเต็มจนล้นปรี่แล้ว                  

 




แต่เมื่อเร็วๆ นี้เขาได้รู้จักกับคนๆ หนึ่ง


มันเป็นการพบกันโดยบังเอิญโดยแท้...หรือที่เขามาเรียกเอาทีหลังว่าเป็นโชคชะตา


พวกเขาพบกันที่โรงพยาบาล... ณ มุมสวนที่เล็กที่สุดที่แอบซ่อนอยู่ในหลืบท่ามกลางอาคารคอนกรีต


ครั้งนี้เขาไม่ได้ถูกชักจูงด้วยสีของลิปสติก เสื้อผ้า หรือรองเท้า


ตรงข้าม


คนคนนี้ซีดเซียวเสียจนแทบกลืนไปกับกำแพง เป็นภาพลักษณ์ชินตาของมนุษย์อมโรคที่หากเป็นปกติเขาจะไม่แม้แต่เหลือบมองซ้ำสอง


คนคนนั้นกำลังพิจารณากอดอกไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ แลดูมีสมาธิมากเสียจนทีแรกทำให้เขาเข้าใจว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีการมองเห็นสมบูรณ์


ทว่าสิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความจดจ่อนั้น หากแต่เป็นบรรยากาศงามปนเศร้าที่อวลอยู่รายรอบเสียมากกว่า


เขาถูกดึงดูดเข้าไปใกล้โดยไม่ทันรู้ตัว สุดท้ายเมื่อได้สติอีกครั้งก็พบว่าตนเอ่ยชวนคุยไปแล้วหลายคำ


คนคนนั้นแนะนำตัวเองว่าชื่อ คิมจงฮยอน

 




จงฮยอนบอกว่าถึงจะมองไม่เห็นสีสัน แต่ก็ใช่ว่าเพียงขาวดำจะให้โทนเดียวกันตลอด


เขาส่ายหน้า พูดออกไปตรงๆ ว่าการจ้องมองสีขาวหลายเฉดนั้นไม่เพียงน่าเบื่อ แต่ยังเสียเวลาเปล่าด้วย


จงฮยอนหัวเราะพลางผงกศีรษะรับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวตอบว่า


แต่สำหรับคนที่วันๆ ไม่มีอะไรทำอย่างฉัน ยิ่งเสียเวลายิ่งดี

 




จงฮยอนเล่าว่าตัวเองป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายโรคหนึ่ง มีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก และด้วยเวลานั้นก็ถูกใช้ไปกับการเป็นกรณีศึกษาทางการแพทย์มากกว่าจะได้รับการรักษา


เขาไม่เคยสนใจเรื่องราวชีวิตชวนรันทดอะไรทั้งนั้น แต่ก็ยังนั่งฟังอยู่ดี


ในเสียงทุ้มที่ติดขึ้นจมูกนิดๆ นั่นเหมือนจะเจือฤทธิ์กล่อมประสาทไว้ไม่น้อย เขานิ่งเงียบ ปล่อยให้คำพูดมากมายชโลมโสตดุจเดียวกับบทเพลง ในขณะที่ใจจริงจดจ่อแต่ที่ต้นคอและลาดไหล่ที่โผล่พ้นชุดโรงพยาบาลล่อแหลม


เขาจินตนาการว่าได้สัมผัสผิวเรียบลื่นนั่นใต้ฝ่ามือ นิ้วหัวแม่มือลากไล้ผ่านรอยกระดูกสันหลังปูดโปน จากนั้นค่อยๆ กอบกุมปลายนิ้วทั้งสิบรอบลำคอ...และออกแรงบีบ...


มินฮยอน?


เขากะพริบตา ส่งยิ้ม แล้วถามต่อเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นชุดการกระทำที่ทำซ้ำจนชิน


แต่ดูท่าทางจงฮยอนจะไม่ตามน้ำไปง่ายเช่นเดียวกับเหล่าคู่สนทนาก่อนหน้า ชายหนุ่มหรี่ตาจับจ้องอย่างคาดโทษ


เมื่อกี๊ไม่ได้ฟังเลยใช่มั้ย?


เขาโคลงศีรษะ ยิ่งฉีกยิ้มเคลือบหวานกว่าเดิม อ๋า...


ถึงฉันจะบอกว่าดีใจที่มีคนคุยด้วยแต่ก็ไม่ได้แปลว่าอยากนั่งพูดคนเดียวหรอกนะ ส่วนนายก็ไม่จำเป็นต้องสงสารจนฝืนมาหาทุกวันขนาดนี้ก็ได้ น้ำเสียงยังคงเอื่อยเฉื่อยราวไม่รู้สึกอะไรเช่นเคย


แต่การเสแสร้งเล็กน้อยเท่านี้สำหรับเขาแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากการยอมรับโดยเปิดเผย


รอยโศกตรงหว่างคิ้วและแววหม่นในดวงตาถูกปกปิดอย่างไม่ชำนาญ เทียบกับมารดาแล้วความสามารถยังแตกต่างกันไกล


สายตาเผลอกระหวัดกลับไปที่ผิวเนื้อไร้กำบังอีกครั้ง เขาเลียริมฝีปากก่อนเอ่ยตอบนิ่มนวล


ไม่หรอก อยู่กับนายแล้วสบายใจจะตาย...ฉันแค่มีเรื่องกวนใจนิดหน่อยน่ะ


แต่ไม่ว่าความคิดนั้นจะล่อใจเพียงไร เขาก็คงทำมันไม่ลง


...เพราะจงฮยอนจะดูวิจิตรที่สุดก็ต่อเมื่อสวมใส่สีแดงเท่านั้น



 


ภาพต้นคอขาวนั่นกวนใจเขาอยู่หลายวัน


แน่นอนเขามีวิธีตระเตรียมไว้มากมาย แต่การต้องปล่อยให้ผิวตรงนั้นไร้มลทินทำให้เขารู้สึกปวดใจ


หรือว่าจะบั่นคอ?


แต่ว่ามันยุ่งยากและเลอะเทอะเกินไป อีกทั้งเขายังต้องการให้จงฮยอนมีสติอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบมากกว่า


ในช่วงเวลาสุดท้าย เขาจะดิ้นรนจนสุดแรงเท่าที่ร่างอ่อนแอจะเอื้ออำนวย หรือจะยังว่าง่ายใจเย็นดังที่เป็นเสมอมา?


 



จงฮยอนยังเล่าอีกว่าในครอบครัวมีพี่สาวอยู่สองคน


เจ้าตัวยิ้มขณะพูดว่า พอมีคนอ่อนไหวอยู่รอบตัวมากขนาดนั้นแล้วตัวเองก็เข้มแข็งได้ง่ายขึ้นดูไม่ยี่หระเอาเสียเลยกับความเศร้าโศกของคนในครอบครัว


มินฮยอนพิจารณาดูริมฝีปาก ปลายจมูก เปลือกตา และแม้กระทั่งหลังมือ แต่ดูเหมือนว่าจะจินตนาการไปครบทุกทางเลือกจนหมดมโนภาพแล้ว


เขาทำเป็นว่าหยาดน้ำใสดูกลืนไปกับผิวแก้มจนมองไม่เห็น




 

มีครั้งหนึ่งเขาเกือบจะถลำใจไป


ระหว่างที่บทสนทนาตกอยู่ในความเงียบ จงฮยอนมักผล็อยหลับอยู่บ่อยๆ


โดยมากแค่สัปหงกไม่กี่ครั้งก็จะสะดุ้งตื่น แต่วันนี้คงจะอ่อนเพลียเป็นพิเศษ ทั้งยังมีที่ให้พิงจึงหลับสนิท


หน้าผากที่ทาบกับไหล่ให้สัมผัสร้อนซ่าน ออกไม่น่าเชื่ออยู่นิดๆ ว่าร่างที่ดูชืดชาจะมีอุณหภูมิเช่นนี้


นี่แปลว่าเลือดไหลเวียนดีรึเปล่านะ?


เอ่ยถามอยู่เงียบๆ โดยไร้คำตอบ เขาเพ่งมองใบหน้าสงบอยู่สองนาน จนกระทั่งได้สติอีกครั้งมือที่แตะปลายคางพลันกลับกลายเป็นกำรอบลำคอไปแล้ว


เขาตระหนกผุดลุกขึ้นยืน การสูญเสียการควบคุมเป็นครั้งแรกทำให้ใจประหวั่นเหลือแสน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสติพอจะยื่นมือไปประคองศีรษะให้ค่อยๆ เอนลงนอนเต็มที่


การกระทำนั้นนำเอาความตกใจซัดสาดเข้ามาอีกระลอก


เขาไม่เคยทั้งต้องการประคองใครไว้ในฝ่ามือและอยากขยี้ให้แหลกเละไปในขณะเดียวกันมาก่อน


ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมีอิทธิพลน่าพิศวงเหลือเกิน?



 


จงฮยอนบอกกับเขาว่าอาการแย่ลงอีกแล้ว


หรือหากจะให้คัดมาคำต่อคำก็คือ เดี๋ยวอีกซักพักนายก็คงจะไม่มีเหตุผลให้มาที่นี่อีกแล้วล่ะ


เอ่ยออกมาได้ราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ราวกับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ อย่างเช่นสัจธรรมของโลกใบนี้


คงจะมีเพียงความเสียใจของคนรอบตัวที่จะทำให้จงฮยอนเศร้าได้กระมัง


ต้องบอกเผื่อไว้ก่อน เกิดวันไหนนายมาแล้วเก้อจะได้ไม่ตกใจ


มุมปากยังคงยกยิ้มอยู่ดังเคย และไม่ว่าเขาจะพยายามจ้องมองเท่าไรก็ไม่พบคำโกหกในดวงตา


ในชั่วขณะนั้น เขาตัดสินใจได้โดยเด็ดขาด



 

เขาเลือกวิธีที่สามัญและสนิทสนมที่สุดให้แก่จงฮยอน

 



วันนี้เขาตื่นเต้นมาตั้งแต่เช้า


บรรจงแต่งกายอย่างพิถีพิถัน ตั้งใจเลือกเครื่องประดับและน้ำหอมราวกับว่ามีนัดเดตแรก


แม้ว่าแท้จริงจะไม่ใช่เดต แต่ส่วนที่ว่าครั้งแรกนั่นถือว่ากล่าวได้ไม่ผิดนัก...


การที่จงฮยอนเป็นผู้ชายคนแรกของเขาทำให้ปั่นป่วนอยู่ไม่น้อย อีกทั้งความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นและดำเนินไปดังเช่นกรณีก่อนหน้า


เขาไม่ได้ซื้อช่อดอกกุหลาบให้จงฮยอน เพราะที่สวนนั่นก็มีดอกไม้อยู่มากมายพอแล้ว


และเขาก็ไม่เคยเอ่ยชมการแต่งกายใดๆ เพราะทุกครั้งอีกฝ่ายก็สวมแต่ชุดโรงพยาบาลสีจืดจาง


แม้ไม่ใคร่สบายใจที่แบบแผนและกฎเณฑ์ทั้งหมดที่เคยมีถูกทำลายลงในคราวเดียว แต่ก็ยังมีบางอย่างคอยกระซิบว่ามันจะคุ้มค่าริมหูอยู่ไม่ขาด


เขามาถึงสวนตามเวลานัดปกติ เห็นแผ่นหลังคุ้นตาหันหลังอยู่ไม่ไกล


จงฮยอน


มือหนึ่งแตะเรียกที่ไหล่ คนตรงหน้าผินกายกลับมาตามคำเอื้อนอ่อนหวาน มืออีกข้าง...


 

ดันคมมีดเข้าไปจนมิดด้าม


 

และโลกทั้งใบก็พลันระเบิดออกเป็นสีสันนับอนันต์ไปพร้อมกัน

 




ขณะบรรจงโอบกอดร่างปวกเปียกไว้ในอ้อมแขนดุจตระกองกอดคนรัก เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็น สีฟ้าเป็นครั้งแรก แล้วเสียงหัวร่อก็ผุดขึ้นในลำคอตามมา


เขาทั้งมึนงงและตาลาย ไม่ใคร่มั่นใจเท่าไรเสียแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังเกาะเกี่ยวตนไว้หรือว่าเป็นตัวเองกันแน่


ของเหลวอุ่นร้อนชโลมเนื้อผ้าให้เปียกชุ่มนาบติดกัน ให้สัมผัสไม่ต่างไปจากผิวเนื้อบดเบียดกันโดยปราศเครื่องกีดกั้น


จงฮยอนกะพริบตา สำลักเลือดออกมาคำหนึ่ง แลดูซึมเซื่องอย่างคล้ายยังไม่เข้าใจสถานการณ์ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน นัยน์นิลดูละม้ายว่าจับจ้องที่เขา แต่ก็เสมือนไม่ได้มองไปที่ใดในขณะเดียวกัน


สีชาดฉานเปรอะริมฝีปากสีอ่อนเหมือนกับสีของลิปสติก ยิ่งขับเน้นความงามแบบบางให้เด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก


เขาขบเม้มทิ้งรอยไว้ระต้นคออย่างอดใจไม่ไหว จากนั้นจึงประทับจุมพิตลึกล้ำ ดื่มด่ำรสชาติของกลีบปากนุ่มเจือกลิ่นคาวสนิม


ใบหน้าซีดเซียวที่ประทินโฉมด้วยเค้าความตายนั้นช่างเย้ายวนจนถึงขีดสุด ทั้งสัมผัสแนบชิด กลิ่นคุ้นคลุ้งจมูก รสหวานปนเค็มฝาดบนปลายลิ้น และสีสันพันหมื่นที่มองเห็นเป็นครั้งแรก...ทั้งหมดล้วนกระตุ้นให้เขาตื่นตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปวดหนึบไปหมด


จงฮยอนช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ยอดเยี่ยมเสียจนเขาไม่รู้อีกแล้วว่าต่อไปจะยังชื่นชมสีแดงของใครอื่นได้อีก




 

บางทีนี่อาจเป็นพรจากฟ้า หรือไม่แน่ว่าจะเป็นคำสาป ราวกับว่าเขาโยนเหรียญที่ออกทั้งหัวและก้อยในคราเดียวกัน


เขาได้พบรักแท้อันประเสริฐที่สุด ทว่าก็เป็นรักแท้ที่เพียงชั่วแวบเดียวก็ปลิดปลิวไป


เฉกเช่นภาพเขียนสี ที่ยามแต่งแต้มได้งามแล้วก็เหลือเพียงนำใส่กรอบแขวน


หยุดนิ่งอยู่ ณ ห้วงเวลานั้นตลอดไป



+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+



สวัสดีค่ะ

ก่อนอื่น เรื่องชื่อฟิคเป็นอันดับแรก Amaranth คือชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่งค่ะ ดอกมีสีแดง มีคุณสมบัติพิเศษคือไม่เหี่ยวแห้ง ทำให้ดอก Amaranth มีความหมายในภาษาดอกไม้ว่ารักที่ไม่มีวันตายและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะค่ะ เข้ากับฟิคมากๆ ทั้งจุดที่มีสีแดงคล้องกับธีมเลือดๆ แล้วก็สามารถสื่อได้ทั้งความทรงจำของมินฮยอนที่มีต่อจงฮยอนที่จะไม่มีวันร่วงโรย แล้วก็ยังสื่อได้อีกว่าจงฮยอนถูก 'สตัฟฟ์' เอาไว้ด้วยฝีมือของมินฯ ไม่ให้ถูกโรคภัยเป็นตัวพรากความสวยงามไป (ไอเดียอันนี้อยากใส่ไว้ในฟิคมากค่ะ แต่หาที่ลงไม่ได้เลยเอามาไว้ในทอล์คแทน ถถถ)

อันดับถัดมา เรื่องที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเลิฟเพนท์... เพราะท่อนฮุกที่ร้องประมาณว่า 'โลกของฉันเป็นสีขาวดำ จนกระทั่งมีเธอเข้ามาแต่งแต้มสีสัน' สาบานได้จริงๆค่ะว่าทีแรกตั้งใจจะเขียนโซลเมทเอยูหวานๆใสๆ แต่สุดท้ายก็.....ออกมาอย่างที่เห็น...... orz เค้าอยากแต่งเอยูชีวิตมหาลัยบั้ง อยากแต่งพล็อตเวิร์คเพลสโรมานซ์บั้งแท้ๆฮือออ;;;;;;;;;

ส่วนประเด็น 'รักแท้' ในเรื่องก็มาจากความอยากแหวกแนวส่วนตัวเลยค่ะ55 คนเราจะมีรักแท้กับคนได้อย่างเดียวเลยเหรอ ทำไมไม่เป็นสิ่งของหรืออะไรนามธรรมอื่นๆบ้างไม่ได้ล่ะ? ก็เลยออกมาเป็นฆาตกรโรคจิตมินฮยอนที่มีรักแท้เป็นการฆ่ายัยเจนั่นเอง.....

เข้าสู่ช่วงโฆษณาอีกครั้ง เช่นเดิมนะคะ สามารถหวีดได้ทั้งในคอมเมนต์ หรือบนทวิตในแท็ก #eribreathe ได้เลยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ <3


(c)              Chess theme

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ erilethe. จากทั้งหมด 9 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

14 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 / 13:30
    กรีดร้องเลยค่ะ ภาษาสวยทุกเรื่อง

    แบบต้องตั้งใจอ่าน เพื่อจะได้ซึมซับภาาาและความเข้าใจ

    แต่เราก็ไม่ใช่คนตีความเก่งมากอะไร เวลาอ่านก็ชอบมาอ่านทอล์คคนเขียนเพิ่มและก็แบบ อ้ออออ เข้าใจและ

    รู้สึกความคิดคนเขียนบรรเจิดมาก มีความเปรียบเปรยตั้งคำถามกับหลายๆอย่างได้ดีมากเลย
    #14
    0
  2. #13 Little star
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 17:44
    ไรท์คะะะ ทำได้ไงเนี่ย อ่านๆไปนี่รู้สึกว่ามันแปลกๆสยองๆแต่ก็โรแมติกอ่ะ บ้าไปแล้ว 55555555
    #13
    0
  3. #12 realdefdanik (@realdefdanik) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 15:44
    พล็อตเรื่องแปลกใหม่มากๆค่ะ เราชอบภาษามากๆด้วย ??
    ชอบรักแท้ที่คุณกำหนดในเรื่องด้วยค่ะแง คิดว่าคงหา soulmate au ที่แปลกใหม่แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ชอบมากๆ
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ จะรอติดตามเรื่องต่อไปค่ะ
    #12
    0
  4. วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 10:23
    เราอ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ ตอนจบเป็นอะไรที่ไม่ได้เกินความคาดหมายเพราะด้วยตัวของมินฮยอนเองก็ถูกปูทางมาในแนวนี้อยู่แล้ว เสียดายแค่ว่าสุดท้ายสีฟ้าจะจางหายไปเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ภาษาสวยงามการผูกโยงเรื่องแปลกใหม่ดีค่ะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ นะคะ
    #11
    0
  5. #10 PNN5329 (@sorana053) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 15:04
    ภาษาดีมากค่ะ นานๆครั้งจะเจอฟิคแนวนี้นะคะ แต่ถ้าฝีมือไม่ถึงจริงคงไม่มีใครกล้าเขียนแนวนี้ ไรท์เก่งมากเลยค่ะ รอติดตามแนวอื่นๆนะคะ
    #10
    0
  6. #9 Hydrangea
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 19:41
    โอ๊ยย ก่อนจะหวีดไปไกล ชอบภาษามากเลยค่ะ ส่วนตัวรู้สึกมันดิบแต่ก็นุ่มนวลไปพร้อมๆกัน เหมือนภาพสีน้ำมันที่ใช้เกรียงหัวเล็กๆละเลงภาพแบบสาย impressionism มั้งคะ แงงงงง จริงๆแล้วพล็อตมีความ criminal minds สูงมากเลยค่ะ เหมือนมองโลกที่บิดเบี้ยวแต่ทว่ากลับสวยงามผ่านสายตาของคนคนนั้น คือบิดเบี้ยวในสายตาคนนอก(อย่างเรา) แต่สวยงามผ่านสายตาของมินฮยอน ชอบการสร้างเงื่อนไขความรักของมินฮยอนมากๆ มันดูมีกลไกในแบบที่เฉพาะตัวและไม่มีใครเหมือน ในช่วงที่มาเจอจงฮยอน เราแอบคิดว่ามินฮยอนดูจะเสียศูนย์ไปหน่อยๆ แบบว่า...ผิดวิสัยของตัวเองไปบ้างเพราะความเผลอไผล แต่ก็ชอบมากที่มินฮยอนเป็นแบบนั้น ตอนจบก็ทำให้เรารู้สึกสับสนมากๆ จนต้องมานั่งตีความกับตัวเองนานอยู่หลายนาทีเลยค่ะ ชอบตอนจบที่เป็นแบบนี้ คือมันไปด้วยกันตลอดทั้งเรื่องเลย ตอนจบเราสับสนในแง่ที่ว่าเราควรจะเศร้าดีมั้ยค่ะ 55555555 คือมินฮยอนจะเก็บสีแดงนั้นไว้เป็นของตัวเองคนเดียวตลอดไป แต่เลือดอุ่นๆของจงฮยอนก็ไม่มีแล้วอะไรแบบนั้น (แต่ยังไงจงฮยอนก็ใกล้ตายแล้วด้วย) เป็นคอนเซปต์ undying love อะไรแบบนั้นสินะคะ แต่ที่เสียดายที่สุดคงเป็นเพราะจงฮยอนได้มาเห็นสีสันทั้งหลายก็ตอนเฮือกสุดท้ายนี่แหละค่ะ 5555555 แงงง เวิ่นเว้ออะไรไม่รู้เยอะแยะ สรุปเลยก็คือชอบมากๆๆๆๆๆค่ะ
    #9
    0
  7. #8 Laragh (@umami759) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 16:45
    ก่อนอื่นเลย ชอบภาษามากๆ ค่ะ ถูกใจมากๆเป็นทุนเดิม ยิ่งผนวกกับเนื้อเรื่องกลิ่นอายแบบนี้ ลำดับการเขียน การใช้คำแล้วรู้สึกว่าเป็นone shotที่เราประทับใจอีกเรื่องหนึ่งเลย ด้วยความที่อ่านคำโปรยที่น่าสนใจ แต่เห็นยอดวิวน้อย เลยเข้ามาอ่าน ส่วนชื่อเรื่องเรารู้จักอยู่แล้วยิ่งใคร่สงสัยว่าจะเป็นอย่างไร มินฮยอนมีความโรคจิตมาก ๆ สงสารจงฮยอน ;-;
    #8
    0
  8. วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 15:19
    ภาษาดีจังเลยค่ะ
    #7
    0
  9. วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 10:41
    ค่อนข้างตกใจกะคาร์แรคเตอร์มินฮยอนแล้วสะท้อนไปถึงการเติบโตมาบนโลกใบนี้ของเขา
    ยิ่งเห็นภาพความทรงจำของชีวิตในวัยเยาว์แล้ว....
    พยายามคิดว่ามันคืองานเขียน อย่าจริงจัง แต่การที่เด็กคนหนึ่งโตมากลายเป็นผู้ใหญ่ที่หลงใหลอะไรแปลกๆนี่มัน อา...

    พี่อาจจะอยุบนโลกนี้นานเกินไปค่ะ เลยคิดเยอะ 555

    จบจากจงฮยอนแล้วมินฮยอนคิดจะไปหาความรักแบบนี้อีกไหม หรือเลิกไปเลย
    ทำไมต้องมาตั้งคำถามกับเรื่องแบบนี้กันนะ โอยยย


    ฟิคดีมากค่ะ เรื่องภาษาดีแบบไม่ต้องชม การเปรียบเปรย สิ่งที่สื่อออกมามันดีหมด
    แต่ทางนี้อินเกินไป แล้วก้อคิดเยอะะะะ

    ขอบคุณสำหรับความสวยงามของสีดำใน"แดง" ขอบคุณค่ะ

    #6
    1
    • 6 กรกฎาคม 2560 / 18:00
      ทีแรกที่จะแต่งก็ยังไม่มีเล่าถึงความหลังของมินฮยอนเหมือนกันค่ะ แต่ไปๆมาๆแล้วก็รู้สึกว่า การที่คนคนนึงจะบิดเบี้ยวไปได้ขนาดนั้นนี่มันก็ควรจะมีสาเหตุอะไรบ้างนะ แล้วก็คิดว่าการเล่าสาเหตุน่าจะช่วยให้คาแรคเตอร์ดูมีที่มาที่ไปมากกว่าจะถูก 'สร้าง' ให้อยู่ๆก็โรคจิตขึ้นมาเฉยๆน่ะค่ะ.. (จริงๆไปเซิร์ชมาบ้างด้วยว่าคนที่เป็น Psychopath นี่เกิดมาเป็นแบบนั้นเลยหรือถูกสภาพแวดล้อมหล่อหลอม แล้วก็ได้คำตอบมาว่าต้นเหตุมาจากพันธุกรรม/ระบบสมองต่างๆ แต่สิ่งที่ทำให้กลายไปเป็นฆาตกรโรคจิตอย่างคนดังๆพวกนั้นจะมาจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าด้วยค่ะ)

      ส่วนที่ว่าหลังจากจบฟิคนี้มินฮยอนจะเป็นยังไงต่อไปนั้น.....สำหรับที่เราคิดเอาไว้ตอนแรกนะคะ คือคงจะยังไปฆ่าคนต่ออีก แต่สุดท้ายก็จะพบว่าไม่มีใครสู้จงฮยอนได้เลย มินฮยอนที่มีpassionเป็นเลือดและการฆ่า เมื่อพบว่าตัวเองแสวงหาความพึงพอใจจากสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้วก็อาจจะไปสู่แบดเอนด์(และความฉิบหายย่อยยับตามแต่จินตนาการ)ค่ะ.. หรือไม่ มินฮยอนที่พบรักแท้จนเห็นโลกที่มีครบทุกสีแล้วก็กลายเป็นว่าสีแดงหมดความพิเศษไปแล้ว และก็ไปจบที่แบดเอนด์อีก.. ก็ได้เหมือนกันค่ะ55555 เราตัดสินใจไม่ถูกซักทีว่าจะเลือกทางไหน+รู้สึกว่าตัดจบตรงนั้นก็เหมาะสมดีแล้ว เลยไม่ได้ใส่ ปล่อยเป็นปลายเปิดเอาไว้แทนค่ะ

      จริงๆเวลาคนอ่านคิดมากหรือจริงจังกับสิ่งที่เราเขียน เราดีใจนะคะ555 ถึงงานเขียนจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถ้าอย่างน้อยสามารถทิ้งอะไรให้ยังได้คิดหลังอ่านจบก็คงจะดีค่ะ
      #6-1
  10. #5 one9love (@tunwa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 09:35
    ภาษาสวยมากเลยค่ะ
    #5
    0
  11. #4 Ppp
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 01:50
    ชอบผลงานของไรท์ทุกเรื่องเลยค่า มีความกลิ่นอายนิยายแปล

    ส่วนตัวชอบภาษามากกเพราะเป็นคนชอบอ่านนิยายวรรณกรรมมาก่อน

    ดูพิถีพิถันในแต่ละคำมากๆเลย ฮือ รู้สึกเป็นบุญตาเวลาได้อ่านฟิคดีๆ&#128149;

    จะติดตามผลงานต่อไปนะคะ

    #4
    0
  12. #3 QาuาLป้ (@canape) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 01:40
    อ่านแล้วอึ้ง.. อิพี่มิน... เกือบจะดีแล้ว ทำอะร๊ายยยยย
    #3
    0
  13. #2 unju (@unju) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 01:36
    ฟิคแนวมากค่ะ ไม่เคยอ่านแฟนฟิคแนวนี้เลย จะรอเรื่องต่อไปนะคะ
    #2
    0
  14. #1 pockikie
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 23:01
    ฮืออออออออออออ มันดีมากๆเลยค่ะ

    ไม่เคยเจอแนวนี้เลย อ่านไปปิดตาไป รู้สึกโหวงๆแต่ก็ชอบนะ555

    ภาษาก็ดีด้วย เราชอบที่บอกว่ามินฮยอนอยากสตัฟจงฮยอนไว้แบบนี้

    ชอบมากค่ะชอบมากจริงๆนะ5555555ชอบงานคุณมากเลย
    #1
    0