ซ่อนเงาพยัคฆ์(จบแล้ว)

ตอนที่ 9 : เงาดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,722
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,185 ครั้ง
    20 เม.ย. 64

เหมยอี้ชวนทำตัวไม่ถูกทั้งดีใจทั้งหวาดหวั่นปนเปกันไปหมดแล้วตอนนี้เมื่อได้รู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านหน้านี้เป็นใคร ใครบ้างไม่รู้จักท่านประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬที่โด่งดัง อีกทั้งยังเป็นบุตรชายคนเดียวของท่านเทพธิดาหวังลี่เหยาที่ช่วยทุกแคว้นให้หายจากความอดยากจากความแห้งแล้งจากธรรมชาติเมื่อหลายปีก่อน

      “ท่านยายท่านประมุขตั้งใจอยากจะว่าจ้างให้คุณหนูเหมยจินจูไปเป็นแม่ครัวที่พรรค แต่เพราะคุณหนูได้ปฏิเสธท่านประมุขไป ข้ากับท่านประมุขก็เลยต้องกลับมาเจรจาเองอีกครั้งขอรับ”

      หลิ่วฟูเห็นท่านประมุขมาถึงที่บ้านแม่นางเหมยจินจู ก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย เขาซึ่งมั่นใจว่ารู้ใจท่านประมุขที่สุด จึงเอ่ยปากก่อนที่ท่านยายจะตกใจเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน

      “ไปเป็นแม่ครัวหรือเจ้าคะ เหตุใดจะต้องให้นางไปเป็นแม่ครัวของพรรคกันเจ้าคะ”

      เสียงหญิงชราเอ่ยถามเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยเพราะเกี่ยวกับหลานสาวของนางโดยตรง จึงต้องกลั้นใจข่มความกลัวเอ่ยถามขึ้นมา เหมยอี้ชวนไม่เข้าใจว่าพรรคพยัคฆ์ทมิฬยิ่งใหญ่ขนาดนั้นใยถึงได้ไม่มีแม่ครัว ถึงต้องมาตามหาที่อำเภอเล็กๆอย่างเมื่ออู่โยว่นี้

      “เพราะคุณหนูมีฝีมือทำอาหารไม่ธรรมดา ท่านประมุขของข้าติดใจในรสชาติอาหารที่นางทำยิ่งนักขอรับ คุณหนูเพียงแค่ไปเป็นแม่ครัวให้ท่านประมุขสองเดือนเท่านั้น นางก็จะได้รับเงินสองร้อยตำลึงทองทันที”

      เว่ยหมิงลู่มององครักษ์ที่พูดมากอย่างหลิ่วฟูด้วยสายตาเย็นชาอย่างไม่พอใจ เขาน่ะหรือติดใจรสชาติอาหารของนาง เขาเพียงแค่อยากจะรู้สูตรจากสวรรค์กับนางเพียงเท่านั้น ไม่ได้ชื่นชอบอะไรมากมายไปกว่านี้เลย

      “สะสองร้อยตำลึงทอง!”

      “ใช่ สองร้อยตำลึงทอง แต่แม่นางเหมยจินจูไม่ยอมรับ ข้ากับท่านประมุขก็เลยกลับมาเจรจาอีกครั้งนึงขอรับ”

      เหมยอี้ชวนสติหลุดตั้งแต่ได้ยินว่าทำงานเป็นแม่ครัวเพียงแค่สองเดือนได้เงินตั้งสองร้อยตำลึงทองแล้ว เงินจำนวนนี้ชีวิตเกิดมาแค่ฝันยังไม่กล้าฝันถึงเลย แต่เพราะเหตุใดจินจูถึงไม่ยอมรับกัน ในเมื่อนางต้องลำบากเตรียมของไปขายตั้งแต่เช้าทุกวัน กว่าจะถึงเวลาขายก็เที่ยง ครั้นพอขายเสร็จนางก็ไปซื้อของมาทำต่อ วนอยู่แบบนี้ทุกวันจนนางสงสาร นึกอยากจะช่วยแต่ด้วยสังขารที่มากแล้ว จึงไม่ได้ช่วยนางมากนัก หากว่าจินจูได้รับเงินก้อนนี้ ถึงเวลานางเป็นอะไรไปจินจูก็จะได้ไม่ต้องลำบาก มีเงินเป็นสินเจ้าสาวครอบครัวสามีในภายภาคหน้าจะได้ไม่ดูแคลน

      ด้านเหมยจินจูไม่ได้รับรู้เลยว่าใครมาหานาง เพราะว่าตอนนี้นางกำลังอาบน้ำอยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เพราะเตรียมของจนเลยเวลาอาบน้ำไปนานแล้ว ที่นี่ไม่มีห้องให้อาบน้ำนางถึงต้องที่พื้นที่บังสายตาจากคนนอก โดยจ้างคนมาเดินท่อลำเลียงน้ำจากแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก เพราะคนที่นี่จะสร้างบ้านเลียบชายฝั่งแม่น้ำเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต

      โชคดีที่บ้านของท่านยายอยู่สูงและไกลจากผู้คน นางจึงตัดสินใจจ้างให้คนทำท่อส่งน้ำอันนี้ขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากนางจะต้องหาบน้ำทุกวันนางคงทำไม่ไหว จึงคิดออกแบบท่อส่งน้ำให้ไหลมาใส่ถังถึงภายในบ้าน ครั้งแรกที่อิงอิงมาเห็น นางตื่นเต้นมากมายร่ำร้องให้พ่อของนางทำให้เช่นกัน จนนางต้องมอบแบบไปให้ พอบ้านอิงอิงทำบ้างบ้านอื่นก็ทำตามต่อๆกันไป จนตอนนี้คนในหมู่บ้านนี้ไม่ต้องลำบากไปหาบน้ำอีกต่อไปแล้ว

      ครั้นพออาบเสร็จนางก็เดินกลับเข้าบ้าน ได้ยินคล้ายเสียงท่านยายพูดคุยกับใครบางคน เหมยจินจูก้มลงสำรวจตัวเองด้วยความไม่สบายใจ หากนางเดินเข้าไปในสภาพนี้คงจะดูไม่ดีนัก นางไม่คิดว่าเวลาที่ดึกมากขนาดนี้ยังจะมีคนมาที่นี่ได้ เพราะว่าปกติไม่เคยมีใครมาหาท่านยายที่บ้านเลย นอกจากอิงอิงกับพี่จิวฟูที่มาช่วยนางยกของไปขายเท่านั้น แต่เขาก็มาเฉพาะเวลากลางวันไม่ใช่กลางดึกเช่นนี้

      เหมยจินจูกัดริมฝีปากเอาไว้สีหน้าครุ่นคิด ความสับสนออกมาจากใบหน้าอันงดงามนั้น ถ้าหากว่าใครได้มาเห็นนางในสภาพนี้ คงได้หวั่นไหวบ้างล่ะ ภาพหญิงงามในชุดกระโจมอกที่นางทำขึ้นมาเพื่อผลัดเปลี่ยนเวลาอาบน้ำ ตอนนี้แนบไปบนร่างบางจนแนบสนิท เพราะเปียกชื้นจากน้ำที่หยดลงมาจากปลายผมสีดำสนิทเงางามดุจม่านน้ำตกที่พาดผ่านหน้าอกอวบอิ่ม ด้านหน้าผิวขาวเนียนละเอียดอิ่มน้ำของนางเปล่งประกายตัดกับผ้าสีดำที่นางสวมอยู่ชวนให้ลุ่มหลง บวกกับดวงตางดงามหวานซึ้งดุจดวงดาราแก้มแดงระเรื่อสีชมพูเนียนใสเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูเข้มของนางอีก ใครบ้างจะทนไหวหากได้มาเห็นภาพนี้ แต่เสียดายนักที่ไม่มีใครได้มีโอกาสเห็นภาพนี้เลยแม้แต่คนเดียว

      เหมยจินจูคิดหาทางออกนานจนหนาวสั่น เพราะบ้านหลังนี้หากต้องการเดินเข้าไปจะเข้าห้องนอนของนางเพื่อเปลี่ยนชุด นางจะต้องผ่านห้องโถงที่ทุกคนนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวของครอบครัว ตรงด้านหน้าห้องนอนของนางพอดี จะทำอย่างไรดี?

      จากนั้นนางจึงตัดสินใจเดินกลับไปยังด้านหลัง เพื่อคิดจะปีนเข้าไปในห้องผ่านทางหน้าต่างห้องนอนของตัวเอง ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าจะเข้าไปได้ เพราะนางแน่ใจว่านางได้ลงสลักเอาไว้ก่อนจะไปอาบน้ำแล้ว นึกโมโหตัวเองที่ไม่รอบคอบเอาชุดไปเปลี่ยนด้วย คิดเพียงง่ายๆว่าไม่อยากจะให้ชุดเลอะดินแล้วเป็นไงล่ะทีนี้

      เว่ยหมิงลู่เดินออกมาจากห้อง ปล่อยให้หลิ่วฟูเจรจากับท่านยายของแม่นางผู้นั้นต่อไป เขาเป็นคนไม่ชอบพูดไม่ชอบอธิบาย จึงเดินออกมารับลมเย็นๆด้านนอก แต่เพราะเห็นเงาดำเคลื่อนตัวไปด้านหลังบ้านว่าที่แม่ครัวของเขาแวบๆจากปลายหางตา จึงใช้วิชาตัวเบาโฉบตามร่างเงาดำที่ดูเจตนาไม่ดีเอาไว้ก่อน ที่มันจะทำอะไรคนในบ้าน เขาเห็นว่ามันพยายามกำลังทำบางอย่างกับหน้าต่างบานนั้น คงจะเป็นห้องนอนที่เหมยจินจูนอนอยู่เป็นแน่ จึงจับตัวของมันเอาไว้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้มันได้รู้ตัวเพื่อจะสอบถามความจริง ก่อนจะส่งมอบให้ท่านยายของนางจัดการ

      แต่พอได้สัมผัสร่างนั้นเว่ยหมิงลู่ถึงกับตื่นตะลึง เมื่อเจ้าโจรในอ้อมแขน เหตุใดจึงเนื้อตัวนุ่มละมุนหอมกรุ่นไปทั่วทั้งร่างแบบนี้ พร้อมกับก้มมองมือหนาของตัวเองที่ปะทะกับความนุ่มหยุ่นบางอย่างแบบเต็มไม้เต็มมือ ครั้นลองบีบสัมผัสสิ่งที่อยู่ในอุ้งมือของเขาอีกครั้งว่าคือสิ่งใด กระแสความร้อนฉีดขึ้นไปทั่วทั้งร่างเลือดในกายร้อนผ่าวขึ้น จนใบหน้าเบื้องหลังหน้ากากสีทองขึ้นสีแดงก่ำ เมื่อรู้ดีแก่ใจว่าจุดที่เขากำลังบีบเค้นมันคือสิ่งที่สตรีหวงแหน

      เหมยจินจูตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อนางกำลังพยายามงัดหน้าต่างห้องของตัวเอง กับมีลมบางอย่างพุ่งเข้ามาใส่ร่างของนาง จนไม่ทันได้ตั้งตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กำลังถูกบีบหน้าอกอยู่ เหมยจินจูกลั้นลมหายใจด้วยความหวาดกลัว ภาพของลุงที่พยายามข่มขืนนางย้อนกลับมาอีกครั้งนึง นางกำลังจะถูกข่มขืนอีกครั้งในร่างนี้ใช่ไหม 

      เหมยจินจูดิ้นรนสุดแรงเพื่อหนีเอาตัวรอด น้ำตาไหลลงเต็มหน้า ด้วยความหวาดกลัว แต่มันยังก็ไม่ยอมปล่อยร่างของนาง ยิ่งนางดิ้น แขนของมันก็ยิ่งรัดแน่นมากกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ จนนางรู้สึกเจ็บไปหมดทั้งตัวเพราะแรงกดจากแขนแข็งแกร่งที่กดลงมา พอเห็นว่าคนผู้นั้นสวมหน้ากากสีทอง ก็คิดได้ว่ามันคงเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี นางจึงใช้ปากกัดลงไปที่แขนของเจ้าคนชั่วนั้นอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือด

      เว่ยหมิงลู่ทำตัวไม่ถูกคิดอยากจะเอ่ยปากขออภัย แต่พอนางหันมาเห็นเขา นางก็เอาแต่ดิ้นรนร้องไห้ไม่หยุด เขาจึงต้องจับรวบตัวนางเอาไว้ก่อน หากคนอื่นมาเห็นเขาตอนนี้ ก็คงจะคิดว่าประมุขพรรคเช่นเขามาลวนลามสตรี ไม่แคล้วที่เขาต้องมารับผิดชอบนาง เพราะว่าเขาไม่เชื่อว่าเห็นหน้ากากของเขาแล้ว นางจะไม่รู้ว่าเขาคือใคร มันอาจจะเป็นแผนมารยาอันนึงที่บรรดาสตรีทั้งหลายเคยคิดจะทำกับเขาเช่นที่ผ่านมา เขาไม่ยอมให้นางโวยวาย จนทำให้คนมาเจอเขาในสภาพนี้แน่ๆ

      แต่ไม่นานนักเขารู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่แขน จึงได้เห็นว่านางกัดเขาอย่างแรงจนได้เลือด ประกายตาคมดุกร้าวขึ้นกว่าเดิม นี่นางกล้าทำร้ายเขาอย่างนั้นหรือ เว่ยหมิงลู่บีบใบหน้านางให้เงยหน้าขึ้นมาด้วยความโมโห พร้อมกับก้มลงขบกัดไปที่ริมฝีปากนุ่มของนางเพื่อลงโทษที่นางทำกับเขาเช่นนั้น แต่พอแนบลงไปแล้วเขากลับไม่อยากจะถอนริมฝีปากออกจากนางเลย ปากเคล้าคลึงหยอกเย้าอยู่แบบนั้นอย่างลืมตัว จนกระทั่งร่างในอ้อมแขนของเขาไหลลงมาเมื่อตอนเขาคลายอ้อมแขนลง เพราะหมดสติจนเขาจับไว้แทบไม่ทัน

      “ท่านประมุข! แม่นางจินจูทำไม?” หลิ่วฟูกลืนคำถามลงคอ เมื่อเห็นสายตาพิฆาตจากท่านประมุขเขามองไปที่ร่างของคนที่ท่านประมุขอยากได้เป็นแม่ครัว ที่ตอนนี้ใส่ผ้าคลุมของท่านประมุขอยู่จนแทบไม่เห็นหน้าตาของนางชัดเจน

      เว่ยหมิงลู่เห็นว่าหลิ่วฟูเดินเข้ามา เขาจึงตวัดชุดคลุมของเขาคลุมร่างของนางอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มใช้สายตาห้ามไม่ให้องครักษ์เดินเข้ามาใกล้ เพราะเขาไม่อยากที่จะให้ใครได้เห็นนางในแบบที่เขาเห็น

      ‘แล้วทำไมเขาต้องไม่อยากให้ชายอื่น เห็นนางกัน?’

      “ท่านประมุข! จูเอ๋อร์เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ!?”

      ท่านยายเหมยอี้ชวนเดินตามออกมา เพื่อมาส่งท่านผู้นี้กับท่านประมุขกลับ เมื่อเห็นว่าหลานสาวของนางคงไม่สะดวกออกมาพบ เพราะนางเคาะเรียกจินจูไปแล้ว นางก็ไม่ตอบกลับมา จึงคิดว่านางคงหลับไปแล้ว ไม่คิดว่าหลานสาวของนางยังไม่ได้นอนหลับอยู่ในห้องกลับมาอยู่ในอ้อมแขนของท่านประมุขตรงนี้

      “นางแค่หมดสติไม่เป็นอะไรมาก”

      เว่ยหมิงลู่เอ่ยบอกให้นางหายกังวล ตัดสินใจหอบเอาร่างบางของเหมยจินจูเอาไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง เขาเดินเข้าไปในบ้านจนกระทั่งถึงห้องนอนของนาง ประมุขหนุ่มใช้สายตาบอกคนของตนประมาณว่าให้เปิดประตู แต่เหมยอี้ชวนที่อยู่ใกล้กว่าก็รีบเปิดประตูให้เขาเข้าไปด้านในมือไม้สั่นเทา นางรู้ว่าไม่เหมาะสมนักแต่จะทำอย่างไรได้ หากเขาไม่อุ้มหลานสาวของนางใครจะเป็นคนพานางเข้ามากัน เรี่ยวแรงนางยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ จึงยอมเปิดประตูห้องหลานสาวอย่างโดยดี

      เว่ยหมิงลู่วางร่างของเหมยจินจูลงบนที่นอนช้าๆอย่าง ทะนุถนอมจนหลิ่งฟูถึงกับแปลกใจ เขาไม่เคยเห็นมุมอ่อนโยนแบบนี้ของท่านประมุขกับสตรีคนใดเลยสักคน มีเพียงฮูหยินกับน้องสาวของท่านประมุขเท่านั้น ที่เคยได้รับความอ่อนโยนจากท่านประมุขเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็รีบเก็บสายตาตัวเอง ไม่มองไปยังสตรีที่ขนาดหมดสติยังงดงามมากถึงเพียงนั้น เพื่อไม่เป็นที่เคืองใจของท่านประมุข

      “กลับ”

       เว่ยหมิงลู่โค้งศีรษะลงเล็กน้อย เพื่อบอกลาหญิงชราก่อนจะเดินหายออกไปจากห้องของเหมยจินจู ทิ้งให้ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา ครั้นได้สติ หลิ่วฟูจึงโค้งคำนับท่านยาย พร้อมกับเอ่ยว่าพรุ่งนี้จะกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะหายไปตามท่านประมุขของตัวเองอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เหมยอี้ชวนมองใบหน้าหลานสาวที่นอนสลบอยู่ ด้วยความสับสนและกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก ว่ากำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่คนเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.185K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

528 ความคิดเห็น

  1. #490 and4 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 13:08
    นี่มันหานฟงรุ่น2 ชัดๆ เจอครั้งแรกก็จับจูบเลย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ
    #490
    0
  2. #485 Ging_sy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 19:34
    เลือดพ่อมันแรง5555 เจอครั้งแรกก็จูบเลย
    #485
    0
  3. #478 rainy_blue_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 02:30
    กัดปากเพื่อลงโทษ เอิ่มมมม ช่างคิดได้เนาะ
    #478
    0
  4. #431 150221 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 17:00
    รีบกลับเลยนะ
    #431
    0
  5. #406 pongladapapoom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 15:45

    อร๊ายยยยยยยยยยยย
    #406
    0
  6. #7 ThanapornBianco (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 21:47
    สนุกคร้า รออยู่น่าไรท์จ๋า
    #7
    0
  7. #6 nill_ar (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 14:17

    กลับเหมือนกัน แต่กลับมาต่อไวๆนะ

    #6
    0