เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 396,807 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    995

    Overall
    396,807

ตอนที่ 45 : เตียวเจียว จื่อปู้ (Zhang Zhao) - เสนาบดีอาวุโสจอมปากกล้า (ปรับปรุงเนื้อหา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    13 ธ.ค. 58


เตียวเจียว จื่อปู้ (จางเจา)

“เสนาบดีอาวุโสจอมปากกล้า”

 

จากจดหมายเหตุชีวประวัติเตียวเจียว โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Zhang Zhao)

 

เตียวเจียว หรือ จางเจา (Zhang Zhao) ชื่อรอง จื่อปู้ (Zibu) เกิดปีค..155 เป็นชาวเผิงเฉิง เมืองชีจิ๋ว เมื่อวัยเยาว์นั้นมีความใฝ่รู้ในการศึกษาร่ำเรียนมาก และยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีลายมือและเขียนตัวอักษรได้สวยงามยากจะหาผู้ใดเปรียบ ตั้งแต่วัยหนุ่ม เตียวเจียวมีความตั้งใจศึกษาร่ำเรียนตำราโบราณมากมายโดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ยุคชุนชิว และมีความรอบรู้สามารถในด้านวรรณกรรมอย่างสูง ด้วยความชื่นชอบในด้านการศึกษา จึงทำให้เตียวเจียวได้คบหาเป็นสหายกับบัณฑิตที่มีความชื่นชอบด้านการศึกษาเช่นกันโดยเฉพาะจิวยี่และอองหลอง ทั้งสามเป็นสหายต่างวัยที่มีชื่อเสียงในชีจิ๋วอย่างมาก หลังจากนั้นเตียวเจียวได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบุตรกตัญญูประจำบ้านเกิด ซึ่งมีโอกาสจะได้รับตำแหน่งทางราชการ แต่เขากลับปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนั้น

เตียวเจียวมักไปเยี่ยมเยียนอองหลองบ่อยครั้ง ทั้งสองมักโต้วาทีเกี่ยวกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเวลานั้นซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาวะสับสนวุ่นวายและอำนาจของฮ่องเต้ในราชวงศ์ฮั่นได้สูญสิ้นลงไปมาก หัวข้อสนทนาและข้อโต้แย้งที่พวกเขาถกเถียงกันนั้นกลายเป็นเรื่องที่โด่งดังไปทั่วในแถบชีจิ๋ว ต่อมาบัณฑิตชื่อดังอย่างตันหลิมก็ได้เข้าร่วมวงกับพวกเขาด้วย หลังจากนั้นโตเกี๋ยมได้เสนอให้เตียวเจียวได้มีตำแหน่งเป็นบัณฑิตของทางราชการ แต่เตียวเจียวกลับปฏิเสธแล้วยังไม่ให้ความเคารพต่อโตเกี๋ยมด้วย โตเกี๋ยมโกรธมากจึงสั่งจับเขาไปกักขังไว้ในคุก มีเพียงแค่สหายอย่างจิวยี่เท่านั้นที่มาเยี่ยมเยียนแล้วหาทางให้เขาได้ออกจากที่กุมขัง

หลังจากราชวงศ์ฮั่นแทบจะสูญสิ้นอำนาจเพราะการรัฐประหารของตั๋งโต๊ะไปนั้น ทำให้ประชาชนในแถบชีจิ๋วจำต้องพากันอพยพหนีไฟสงครามลงไปทางใต้ แล้วพากันข้ามแม่น้ำแยงซีเข้าสู่ดินแดนกังตั๋งเป็นจำนวนมาก เวลานั้นเตียวเจียวและครอบครัวก็ได้ลี้ภัยลงใต้ไปด้วยเช่นกัน

ต่อมาเมื่อซุนเซ็กสามารถขยายอำนาจแล้วชูธงขึ้นในกังตั๋งได้แล้ว เตียวเจียวก็ได้เข้ามารับราชการด้วย ได้รับตำแหน่งเป็นสมุห์บัญชี ต่อมาก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นนายพลคุมช่วยบริหารกองทัพ

ซุนเซ็กให้การปฏิบัติต่อเตียวเจียวเป็นอย่างดีในฐานะสหายต่างวัย แล้วยังให้ความเคารพต่อมารดาของเตียวเจียวเป็นอย่างสูงด้วย แล้วยังมอบอำนาจบริหารกองทัพและการบริหารภายในตามแนวคิดของเตียวเจียวเป็นสำคัญ

เตียวเจียวมักได้รับจดหมายจากบรรดาบัณฑิตมิตรสหายซึ่งยังอยู่ทางภาคเหนือเป็นจำนวนหลายฉบับ ส่วนมากบัณฑิตเหล่านั้นไปรับราชการอยู่กับโจโฉซึ่งกำลังเรืองอำนาจอยู่ในภาคเหนือและภาคกลาง ในจดหมายนั้นมีข้อความยกย่องเตียวเจียวมาก ซึ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากเพราะเกรงจะโดนมองว่ามีชื่อเสียงบารมีเหนือกว่าผู้เป็นนาย เมื่อซุนเซ็กทราบเรื่องนี้ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “ครั้งอดีตมีเรื่องราวของ ขวันต๋ง (ก่วนจง) สมุหนายกแห่งรัฐฉี เขาเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้คนทั้งปวงให้เป็นเสมือนบิดา แม้กระทั่งฉีหวนกงซึ่งเป็นเจ้าแคว้นก็มีความยินดีอย่างมาก มาบัดนี้ข้าได้คนที่มีความสามารถอย่างจื่อปู้ (เตียวเจียว) ข้าควรต้องยินดีมิใช่หรือ”

ปีค.ศ.200 ซุนเซ็กให้ความไว้วางใจเตียวเจียวมาก กระทั่งเมื่อเขาล้มป่วยหนักใกล้สิ้นลมแล้ว ก็ได้ฝากฝังบ้านเมืองให้กับซุนกวนผู้เป็นน้องชายสืบทอดอำนาจ แล้วสั่งเสียฝากฝังให้เตียวเจียวช่วยดูแลกิจการภายในต่อไป

เนื่องจากเวลานั้นซุนกวนยังมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น เตียวเจียวจึงช่วยนำพาผู้คนให้เข้าคารวะซุนกวน เวลานั้นซุนกวนยังโศกเศร้าจากการตายของพี่ชาย แต่เตียวเจียวก็จัดแจงให้ซุนกวนแต่งชุดเกราะเต็มยศและออกปลอดขวัญกำลังใจเหล่าทหารและผู้คน จึงทำให้ผู้คนในกังตั๋งให้การสนับสนุนซุนกวนอย่างเต็มกำลัง เตียวเจียวได้เขียนประกาศคำสั่งหลายฉบับ มอบให้ซุนกวนเพื่อให้มีคำสั่งออกไปถึงเหล่าขุนพลที่ประจำการอยู่ตามป้อมค่ายต่างๆให้ยังคงทำหน้าที่ต่อไป

กระนั้นซุนกวนก็ยังคงโศกเศร้าคิดถึงพี่ชายมาก แต่เตียวเจียวได้กระตุ้นเตือว่า “เมื่อผู้ใดที่รับสืบทอดอำนาจต่อจากจอมคนผู้ยิ่งใหญ่นั้น ก็ย่อมต้องสถาปนาชื่อเสียงและเกียรติภูมิอันยืนยงต่อไป มาบัดนี้ ใต้หล้ากำลังตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ผู้คนแร้นแค้น เหล่าโจรร้ายต่างลุกฮือขึ้นทั่วแผ่นดิน ท่านจะยังมัวอาลัยถึงท่านซุนเซ็กต่อไปได้เยี่ยงไรกัน”

จากนั้นเตียวเจียวก็ช่วยซุนกวนออกตรวจตราเหล่าทหาร ให้ซุนกวนประกาศบารมีและแสดงความเป็นผู้นำให้ผู้คนได้ประจักษ์ ซุนกวนยังคงมอบหมายให้เตียวเจียวรับหน้าที่เป็นสมุห์บัญชี ทำงานอยู่ใกล้ชิดและมีอำนาจหน้าที่เหมือนเช่นแต่เดิมทุกประการ ต่อมาเมื่อซุนกวนได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักให้เป็นนายพลรถศึกและกองทหารม้า เตียวเจียวก็ได้รับแต่งตั้งให้หัวหน้าเสนาธิการประจำกองทัพ

ซุนกวนเป็นผู้มีนิสัยชอบการล่าสัตว์ รักการเสี่ยงภัย และการขี่ม้ายิงธนู มักจะใช้เวลาออกไปขี่ม้าไล่ล่ายิงเสืออยู่เป็นประจำ แล้วมักจะเข้าไปปลุกปล้ำกับเหล่าสัตว์ป่าด้วยตนเองโดยไม่กลัวอันตราย นิสัยส่วนนี้จึงคล้ายคลึงกับซุนเซ็กพี่ชายมาก ครั้งหนึ่งเตียวเจียวได้กล่าวตำหนิพฤติกรรมนี้ของซุนกวนว่า

“ไยท่านจึงกระทำตัวเช่นนี้ เมื่อจะเป็นจอมคนอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง นั่นหมายถึงจะต้องเป็นผู้นำที่บัญชาเหล่าขุนศึกผู้กล้าทั้งหลายของยุคสมัย แต่สิ่งนี้มิอาจกระทำได้จากบนทุ่งหญ้าและการปลุกปล้ำกับพวกสัตว์ป่า ถ้าหากเกิดเหตุร้ายที่ไม่คาดฝันขึ้น ผู้คนทั้งโลกก็คงจะหัวเราะเย้ยหยันท่านเป็นแน่” ซุนกวนฟังแล้วจึงกล่าวขออภัยต่อเตียวเจียวพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังคงอายุเยาว์และไม่ได้คิดการณ์ไกลให้มากพอ นับว่าทำให้ท่านต้องเสื่อมเสียโดยแท้”

แต่ถึงเช่นนั้น ซุนกวนก็ไม่สามารถเลิกนิสัยที่ชอบการออกล่าสัตว์ป่าได้ เขาถึงกับให้สร้างรถศึกเพื่อใช้สำหรับยิงเกาทัณฑ์ล่าเสือโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรถศึกซึ่งมีรูสี่เหลี่ยมสำหรับใช้เล็งยิงเกาทัณฑ์ติดตั้งบนรถศึก โดยตัวซุนกวนจะขึ้นไปบนรถศึกแล้วลงมือยิงเพื่อล่าเสือด้วยตนเอง แล้วเพื่อให้สามารถล่าเสือได้อย่างตื่นเต้นมากขึ้น ซุนกวนจะนำรถม้าศึกเข้าไปที่ใจกลางดงเสือแล้วจะเข้าไปปลุกปล้ำสู้กับสัตว์ป่าเหล่านั้นด้วยตนเอง เมื่อเตียวเจียวเห็นพฤติกรรมเหล่านั้น ซุนกวนก็เพียงยิ้มให้โดยไม่ตอบคำใด

ปีค.ศ.221 ทางวุยก๊กส่งผู้แทนเป็นทูตมาประทานตำแหน่งง่ออ๋องให้แก่ซุนกวน (เพราะเวลานั้นซุนกวนได้สวามิภักดิ์ต่อโจผีไปแล้ว) เมื่อผู้แทนเดินทางมาถึงหน้าประตูทางเข้าสู่พระราชวังของง่อก๊ก เขายังไม่ได้ลงจากขบวนรถ ซึ่งเท่ากับไม่เป็นการให้เกียรติ เตียวเจียวยืนอยู่หน้าประตูจึงกล่าวว่า “ที่ใดไร้ซึ่งกฎระเบียบหรือจารีตประเพณี ที่นั้นย่อมไร้ซึ่งเกียรติคุณอันดีงาม ท่านกล้าถือตัวเองว่ามีความสำคัญก็เพราะท่านถือว่าตนเองอยู่เหนือกว่าพวกเราชาวใต้เช่นนั้นหรือ” คำพูดทิ่มแทงใจทำให้ทูตจากวุยก๊กจำต้องลงจากราชรถ แล้วให้ความเคารพต่อเตียวเจียวเป็นอย่างสูง

หลังจากขึ้นเป็นง่ออ๋องไม่นาน ครั้งหนึ่งซุนกวนได้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองอย่างใหญ่โต ให้เหล่าขุนนางดื่มกินกันอย่างเต็มที่ แล้วสั่งให้ข้ารับใช้เอาน้ำโปรยปรายให้กับเหล่าขุนนางในงานโดยไม่เสียดาย เตียวเจียวเฝ้ามองการฉลองอย่างเอิกเกริกเหล่านั้นก็นั่งรถออกจากท้องพระโรงไปโดยไม่ได้กล่าวอะไร ซุนกวนตามออกไปพบกับเตียวเจียวแล้วกล่าวว่า “พวกเราทั้งหมดกำลังสนุกสนานกันอยู่ ไยท่านต้องโกรธด้วย”

เตียวเจียวตอบว่า “เมื่อครั้งอดีต โจ้วอ๋องแห่งราชวงศ์ชางก็สร้างสระน้ำแล้วใส่เหล้าลงไปเต็มสระ เวลานั้นพวกเขาอาจจะสนุกสนานกันก็จริง แต่แล้วมันเป็นอย่างไรเล่า” (สุดท้ายราชวงศ์ชางก็ล่มสลายลงเพราะความเหลวแหลกของโจ้วอ๋อง) ซุนกวนได้ฟังแล้วก็นิ่งเงียบด้วยความละอายใจ จึงเลิกการดื่มกินเช่นนั้นเสีย

ต่อมา ซุนกวนจะต้องเลือกยอดขุนนางที่จะต้องขึ้นมารับตำแหน่งเป็นสมุหนายก เพื่อให้ช่วยบริหารราชการบ้านเมือง ทุกคนต่างก็คิดว่าเตียวเจียวจะได้รับตำแหน่งแน่ แต่ซุนกวนกลับกล่าวว่า “บัดนี้บ้านเมืองอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวาย ผู้ที่จะแบกรับตำแหน่งผู้นำได้นั้นต้องแบกรับความรับผิดชอบหนักหนายิ่งนัก นี่มิใช่สิ่งที่จื่อปู้ (เตียวเจียว) กระทำได้ดีนัก” สุดท้ายแล้ว ตำแหน่งสมุหนายกคนแรกของง่อก๊กก็ตกเป็นของซุนเสียวซึ่งเป็นญาติสนิทของซุนกวน (ซุนเสียวเป็นบุตรบุญธรรมของซุนเซ็ก มีสถานะสูงส่งในง่อก๊ก และรักใคร่ชอบพอกับซุนกวนมาก ให้ความเคารพซุนกวนเหมือนพี่ชายแท้ๆ)

แต่ไม่นานนัก ซุนเสียวก็ได้สิ้นชีพลง บรรดาขุนนางทั้งหมดต่างก็เสนอชื่อของเตียวเจียวขึ้นมาอีกครั้ง ซุนกวนจึงกล่าวว่า “ใช่ว่าข้าจะมิรักใคร่จื่อปู้ (เตียวเจียว) ด้วยภาระหน้าที่ในตำแหน่งสมุหนายกนั้นมีความหนักหนาสาหัสยิ่งนัก แล้วด้วยถ้อยคำที่ก้าวร้าวรุนแรงนั้นยังจะสร้างความชิงชังให้ผู้คนจำนวนมากด้วย นี่จึงมิใช่ตำแหน่งที่เป็นประโยชน์แก่จื่อปู้เลย” ดังนั้น ซุนกวนจึงเลือกแต่งตั้งโกะหยงขึ้นรับตำแหน่งสมุหนายกต่อมา

            เผยซงจือแทรกเชิงอรรถเพื่อให้ความเห็นเรื่องที่เตียวเจียวไม่ได้รับตำแหน่งสมุหนายก โดยอ้างจากบันทึกเจียงเปียวจ้วนว่า เมื่อซุนกวนขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้วเรียกประชุมเหล่าขุนนางทั้งหมดนั้น ซุนกวนได้กล่าวว่าความสำเร็จนี้ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะผลงานใหญ่ของจิวยี่ในอดีต เมื่อเตียวเจียวเตรียมจะกล่าวคำสรรเสริญเกียรติคุณที่ซุนกวนได้เป็นฮ่องเต้นั้น แต่ยังไม่ทันจะกล่าวอะไร ซุนกวนได้กล่าวขึ้นว่า “ถ้าหากเราทำตามคำแนะนำของท่านเมื่อครั้งนั้น วันนี้เราคงได้รับการเซ่นไหว้แทน”  

            เตียวเจียวได้ฟังคำกล่าวของซุนกวนแล้วก็มีความละอายใจเป็นอย่างมาก แล้วก็ได้แต่หมอบกราบอย่างสิ้นเรี่ยวแรง แม้จะจริงอยู่ว่าเตียวเจียวเป็นขุนนางผู้มีจิตใจภักดี รักความถูกต้องเที่ยงธรรม มีบุคลิกภาพที่เหมาะสมเต็มเปี่ยมสำหรับตำแหน่งสมุหนายก มีความสามารถมากพอจะเป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของง่อก๊กได้ แล้วซุนกวนเองก็ให้ความเคารพนับถือเขาอย่างสูงเสมอมาด้วย แต่สาเหตุที่ทำให้เขาไม่อาจรับตำแหน่งสมุหนายกได้นั้น เป็นเพราะความที่เขาเคยโต้แย้งกับจิวยี่และโลซกเมื่อครั้งอดีตเกี่ยวกับเรื่องที่จะตัดสินใจสู้ศึกกับโจโฉ เนื่องจากเตียวเจียวเป็นแกนนำสำคัญของขุนนางที่เสนอให้ยอมจำนน ได้พยายามคัดค้านคำแนะนำของจิวยี่ที่ให้สู้ศึก แล้วยังคัดค้านเรื่องที่จะใช้งานโลซกในกองทัพด้วย

จากความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมานั้น จึงทำให้ซุนกวนอดที่จะฉุกคิดขึ้นไม่ได้ว่า ถ้าหากวันนั้นเขายอมทำตามคำแนะนำของเตียวเจียวที่ให้ยอมจำนนต่อโจโฉแล้ว วันนี้เขาคงไม่อาจประสบความสำเร็จแล้วได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้เป็นแน่ สุดท้ายแล้ววันนี้ก็คงจะต้องเป็นวันเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของเขาแทน

            ฝ่ายเตียวเจียวเองเมื่อได้ฟังคำของซุนกวนแล้วก็ละอายใจกับสิ่งที่ตนเคยทำไว้ในอดีตมาก ดังนั้นตำแหน่งสมุหนายกซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในการบริหารบ้านเมืองที่จะต้องมีการตัดสินใจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของบ้านเมืองเป็นสำคัญนั้น ตำแหน่งนี้เตียวเจียวจึงมิอาจรับ ซุนกวนเองก็มิกล้ามอบให้ เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะแม้ว่าเตียวเจียวจะยังให้คำแนะนำแก่ซุนกวนต่อมาอีกหลายเรื่อง แต่กว่าคำแนะนำครึ่งที่ซุนกวนปฏิเสธยังไม่ทำตามในทีแรก ซุนกวนจะทำในสิ่งที่ตนคิดไว้ก่อน จากนั้นหากเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงค่อยทำตามคำแนะนำของเตียวเจียว นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญอย่างมากก็เป็นได้  

 

            ในบรรดาขุนนางทั้งหมดของง่อก๊ก ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเตียวเจียวคือขุนนางอาวุโสที่มีชื่อเสียงบารมีและผลงานมากที่สุดในลำดับต้นๆ ความสำคัญของเขาที่มีต่อซุนกวนนับว่าเทียบเคียงได้กับที่ซุนฮกมีต่อโจโฉเลยด้วยซ้ำ ในฐานะที่เตียวเจียวเป็นเสาหลักของฝ่ายบริหารในง่อก๊กเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี ซึ่งสาเหตุที่เตียวเจียวไม่ได้รับตำแหน่งสมุหนายกนั้น ในจดหมายเหตุบทเตียวเจียวได้บันทึกว่าเป็นเพราะท่าทีและการใช้คำพูดอันแข็งกร้าวของเขา ส่วนสาเหตุสำคัญอีกข้อที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยก็คือเรื่องที่เตียวเจียวเคยเสนอให้ยอมจำนนต่อโจโฉมาก่อน แล้วยังโต้แย้งกับจิวยี่และโลซกด้วย เรื่องนี้ซุนกวนนำมากล่าวอีกครั้งในตอนที่รับตำแหน่งฮ่องเต้ สร้างความละอายใจให้เตียวเจียวอย่างมาก นี่จึงอาจทำให้เขาไม่กล้ารับตำแหน่งด้วย แล้วซุนกวนเองก็ค่อนข้างคิดหนักเกี่ยวกับคำแนะนำของเขา แม้ว่าหลายๆเรื่องจะเป็นคำแนะนำที่ดีและถูกต้องก็ตาม

            แล้วยังมีอีกสาเหตุคือ เพราะลึกๆแล้วซุนกวนไม่ค่อยพอใจที่เตียวเจียวบังอาจขัดใจเขาไปแทบทุกเรื่อง ส่วนซุนเสียวซึ่งได้ตำแหน่งเป็นคนแรกนั้น นับว่าเป็นคนหนุ่มที่มีนิสัยมุทะลุดุดันและจิตใจห้าวหาญ บุคลิกเช่นนี้ของซุนเสียวไม่ค่อยเหมาะสมกับตำแหน่งสมุหนายกซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางสูงสุดของฝ่ายบริหารเท่าไรนัก แต่ซุนกวนก็ยังมอบตำแหน่งให้ สาเหตุหนึ่งเพราะซุนเสียวมีศักดิ์เป็นบุตรบุญธรรมของซุนเซ็ก จึงเป็นญาติสนิทที่มีความรักใคร่สนิทสนมกับซุนกวนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม แล้วยังให้ความเคารพรักต่อซุนกวนเสมือนพี่ชายแท้ๆด้วย ส่วนโกะหยงซึ่งได้ตำแหน่งเป็นคนที่สองนั้น เป็นเสนาบดีที่มีนิสัยตรงกันข้ามกับเตียวเจียวอย่างสิ้นเชิง โกะหยงมีความประนีประนอมและมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักเลือกคำพูดที่จะห้ามปรามซุนกวนอย่างเฉลียวฉลาดมากกว่าเตียวเจียวซึ่งพูดตรงๆแบบขวานผ่าซาก จนแลดูเหมือนว่าไม่ค่อยเคารพซุนกวนเลยด้วยซ้ำ

           

            ต่อมาเมื่อซุนกวนได้ตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว เตียวเจียวก็ได้ขอลาออกจากตำแหน่งทางทหารและทางราชการทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่าชราภาพและล้มป่วยหนัก ซุนกวนไม่ลืมที่เตียวเจียวช่วยสนับสนุนด้วยดีมานานหลายสิบปี จึงประทานศักดินาให้ 10,000 ครัวเรือน แล้วอวยยศให้เป็นพระยาแห่งเมืองโล่ว

            หลังลาออกจากราชการ เตียวเจียวใช้เวลาที่เหลือเขียนตำราว่าด้วยคำอธิบายประวัติศาสตร์ในยุคชุนชิวและวิจารณ์หลักปรัชญาของขงจื๊ออย่างละเอียด ครั้งหนึ่งซุนกวนได้สอบถามเอียวกุ๋นว่า “ท่านยังสามารถท่องจำเนื้อหาในคัมภีร์ที่ท่านเคยร่ำเรียนเมื่อสมัยวัยเยาว์ได้หรือไม่” เอียวกุ๋นฟังแล้วจึงท่องเนื้อหาในคัมภีร์ของขงจื๊อให้ฟัง แต่เตียวเจียวฟังแล้วก็กล่าวว่า “เอียวกุ๋นเป็นเพียงบัณฑิตสามัญ ข้าพเจ้าจะท่องให้ฝ่าบาทได้ฟังเอง” แล้วเตียวเจียวก็ท่องเนื้อหาในตำราออกมา เหล่าขุนนางฟังแล้วก็ยืนยันว่าเตียวเจียวท่องได้โดยเนื้อหาไม่ได้ผิดเพี้ยน (เนื้อหาส่วนนี้แสดงว่าเตียวเจียวเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศ แต่ก็แสดงให้เห็นข้อเสียว่าเขามีอีโก้และถือดีในความรู้มากเช่นกัน)

            เมื่อใดก็ตามที่เตียวเจียวเข้าเฝ้าซุนกวน เขามักกล่าวถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมาและเปี่ยมด้วยความกล้าหาญ แสดงอารมณ์และเจตนาออกมาทางใบหน้าโดยมิได้ปิดบัง ครึ่งหนึ่ง เขากล่าววาจาด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซุนกวนไม่พอใจมาก ทำให้เตียวเจียวไม่ได้เข้าเฝ้าเพื่อช่วยราชการอีกเป็นเวลานาน กระทั่งวันหนึ่ง ราชทูตจากจ๊กก๊กได้เดินทางมาเข้าเฝ้าซุนกวน ได้แสดงความสามารถว่ากล่าวโต้ตอบฉะฉาน ไม่มีขุนนางของง่อคนใดสามารถโต้ตอบกับทูตจากจ๊กก๊กได้เลย ซุนกวนได้แต่ถอนใจแล้วกล่าวว่า “ถ้าหากท่านอาจารย์เตียวอยู่ที่นี่ คงโต้แย้งทูตของจ๊กก๊กได้ แล้วฝ่ายเราคงไม่พ่ายแพ้เช่นนี้”

วันถัดมา ซุนกวนจึงส่งทูตไปขอให้เตียวเจียวกลับมา เตียวเจียวมาเข้าเฝ้าแล้วแต่แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วจะกล่าวลาซุนกวน แต่ซุนกวนถึงกับยอมคุกเข่าล้มเบื้องหน้าเพื่อหยุดรั้งเขาไว้ เตียวเจียวจึงต้องนั่งลงแล้วกล่าวว่า

“เมื่อครั้งอดีต องค์ไทเฮา (นางง่อก๊กไท่ มารดาเลี้ยงของซุนกวน) และท่านอ๋อง (ซุนเซ็ก) ได้มอบหมายให้ข้าพระองค์ช่วยเหลือฝ่าบาท ข้าพระองค์จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของขุนนาง เพื่อช่วยสนับสนุนพระองค์ให้เป็นจอมคนผู้เที่ยงธรรม ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงได้แต่นึกถึงพระองค์ตลอด แต่ข้าพระองค์นั้นคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก หัวใจของข้าพระองค์ทุ่มเทให้การทำเพื่อบ้านเมืองจนถึงวาระสุดท้าย ดังนั้นการให้เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้เพื่อแสวงหาเกียรติยศให้ตนเองนั้น คงมิอาจทำได้” ได้ฟังแล้ว ซุนกวนจึงกล่าวขออภัยต่อเตียวเจียว

จากเรื่องนี้ ได้แฝงนัยยะคือ เตียวเจียวไม่ต้องการเสียเวลาไปหาชื่อเสียงจากการโต้วาทีกับทูตของจ๊กก๊กให้เสียเวลา หรือหากจะวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งก็คือ เตียวเจียวมีความถือดีในตนเอง และต้องการใช้โอกาสนี้สั่งสอนซุนกวน ซึ่งเรื่องนี้ออกจะสุ่มเสี่ยงมาก

  ปีค.ศ.236 ซุนกวนทราบข่าวว่ากองซุนเอี๋ยนได้ก่อการกบฏขึ้นที่เลียวตั๋ง แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นเอียนอ๋อง เนื่องจากดินแดนคาบสมุทรเลียวตั๋งนั้นอยู่ห่างไกลขึ้นไปทางเหนือ (เกือบถึงบริเวณเกาหลีในปัจจุบัน) แต่ก็สามารถใช้ทัพเรือเดินทางจากง่อก๊กขึ้นไปถึงได้ เวลานั้นซุนกวนคิดจะส่งเตียวปิดและหูอัน สองขุนนางให้ทำหน้าที่เป็นทูตไปเข้าพบกองซุนเอี๋ยน แต่เตียวเจียวเกรงว่าหากส่งทูตทั้งสองไป พวกเขาอาจจะโดนสังหาร จึงเห็นว่าการทำเช่นนั้นมีแต่จะโดนคนทั่วหล้าหัวเราะเย้ยหยันได้

ซุนกวนได้โต้เถียงกับเตียวเจียวในเรื่องนี้อย่างมาก แต่เตียวเจียวก็ย้ำการตัดสินใจของตนอย่างแน่วแน่ ซุนกวนมีความเห็นในเรื่องนี้เป็นตรงกันข้าม เมื่อโดนแย้งหนักเข้าก็โกรธยิ่งนัก จึงเดินลงจากบัลลังก์แล้วชักกระบี่พลางตวาดว่า “ผู้คนทั้งปวงในง่อล้วนแสดงความเคารพภักดีเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในพระราชวังแห่งนี้ แต่เมื่อพวกเขาออกจากวังไปแล้ว พวกเขาก็ให้ความเคารพต่อตัวเจ้า และข้าเองก็ยังให้ความเคารพต่อเจ้าเช่นกัน กระนั้นเจ้าแทบจะไม่เคยเห็นด้วยกับข้าในหลายเรื่องแล้วยังแสดงเช่นนั้นต่อเบื้องหน้าของผู้คนทั้งหลาย ซ้ำยังทำให้ข้าต้องหวาดระแวงเสมอราวกับว่าข้าทำสิ่งใดผิดไปเสียอีก”

เตียวเจียวถลึงตาจ้องซุนกวนแล้วโต้แย้งโดยไม่หวาดเกรงว่า “ถึงแม้ข้าพระองค์จะรู้ดีว่าถ้อยคำของข้าพระองค์ไม่ค่อยรื่นหูต่อฝ่าบาทนัก แต่เหตุผลที่ข้าพระองค์ผู้โง่เขลานี้ยังคงถวายความภักดี ก็เพราะในสองหูของข้าพระองค์ยังคงก้องไปด้วยถ้อยคำสุดท้ายขององค์ไทเฮาที่รับสั่งให้ดูแลฝ่าบาทให้ดี” จากนั้นเตียวเจียวก็ร่ำไห้ น้ำตาไหลอาบเต็มใบหน้า ซุนกวนจึงขว้างกระบี่ลงพื้นแล้วพยุงเขาขึ้นมา แต่กระนั้นซุนกวนก็ยังยืนยันที่จะส่งทูตทั้งสองคนไปอยู่ดี เตียวเจียวทราบโกรธมากที่คำแนะนำของเขาไม่เป็นผล จึงแจ้งว่าล้มป่วยแล้วขอออกจากราชการ เอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน ปิดประตูขังไว้จากข้างในไม่ยอมออกมา

ผลคือ ทูตทั้งสองที่ส่งไปโดนกองซุนเอี๋ยนสังหารทิ้งตามที่เตียวเจียวเตือนไว้จริงๆ ซุนกวนจึงพยายามมาขออภัยต่อเตียวเจียวที่ไม่เชื่อ แต่เตียวเจียวก็ไม่ยอมออกมานอกบ้าน ซุนกวนเปิดประตูเข้าไปในบ้านแล้วส่งเสียงเรียก แต่เตียวเจียวปฏิเสธที่จะออกมาพบ แล้วแจ้งว่าเขายังป่วยอยู่ ซุนกวนจึงให้จุดไฟเผาประตูบ้านเพื่อบีบให้เตียวเจียวออกมา แต่เขาก็ยังคงดึงดังไม่ออกมาอยู่ดี เตียวเจียวยิ่งปิดประตูบ้านหนาแน่นขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ไฟก็ยิ่งโหมแรงขึ้น ซุนกวนจึงต้องให้คนเร่งดับไฟ บุตรชายทั้งหมดของซุนกวนช่วยกันพาเตียวเจียวออกมาทางประตูบ้าน ซุนกวนให้นำราชรถมาพาตัวเขากลับไปที่พระราชวังแล้วกล่าวขออภัย เมื่อไม่มีทางเลือก เตียวเจียวจึงต้องกลับมารับราชการอีกครั้ง

 เตียวเจียวเป็นผู้ที่มีท่วงท่าสง่างาม แลดูน่าเกรงขาม ซุนกวนถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อเรากล่าววาจากับท่านอาจารย์เตียวคราใด เราก็มักกลัวว่าจะกล่าววาจาไม่ถูกต้อง” แล้วผู้คนในง่อก๊กก็ค่อนข้างให้ความยำเกรงต่อเตียวเจียวมากเช่นกัน

ปีค.ศ.236 เตียวเจียวล้มป่วยแล้วสิ้นชีพลงด้วยอายุ 81 ปี เขาสั่งเสียให้แต่งศพของเขาด้วยเสื้อผาธรรมดา และให้จัดพิธีอย่างเรียบง่าย ซุนกวนแต่งกายไว้ทุกข์ให้เขาด้วยตนเอง แล้วอวยยศย้อนหลังให้เป็นพระยาอักษรสาร บุตรชายคนโตคือเตียวเฉิงจึงได้รับตำแหน่งสืบต่อมา 

 

อธิบายเสริม

            ในจดหมายเหตุบทประวัติเตียวเจียวนี้ จะพบว่าแทนไม่ได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ในเรื่อ่วงที่เตียวเจียวได้เป็นแกนนของกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นในการเสนอให้ซุนกวนยอมจำนนต่อโจโฉ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดศึกผาแดง แต่จะพบว่าเรื่องราวในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีบันทึกปรากฏไว้ในบทชีวประวัติของคนอื่นๆอีกหลายคน ไม่ว่าจะในประวัติของ จิวยี่ โลซก อุยกาย จึงเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

เรื่องที่เตียวเจียวเสนอให้ยอมจำนนต่อโจโฉ นับว่าส่งผลเสียหายต่อตัวเขามาอีกหลายสิบปี เพราะแม้ว่าเขาจะได้ชื่อว่าเป็นยอดเสนาบดีอาวุโสของง่อก๊ก ได้รับความเคารพจากซุนกวนมากเพียงใด แต่ก็ทำให้เขาไม่มีความก้าวหน้าในตำแหน่งขุนนางไปมากกว่าที่เป็นอยู่ หลังจากนั้นเขาได้เสนอความเห็นที่สำคัญในหลายเรื่อง แต่ก็มักจะจบลงที่การโต้แย้งกับซุนกวนอย่างรุนแรง ทั้งนี้อาจเพราะซุนกวนไม่ค่อยเชื่อมั่นที่จะทำตามคำแนะนำของเตียวเจียวในทีแรกเท่าไรนัก  

            เตียวเจียวนับว่าเป็นยอดเสนาบดีคนสำคัญที่ช่วยก่อร่างสร้างรากฐานให้ง่อก๊กมาตั้งแต่เริ่มต้น ถือว่าเป็น 1 ใน 4 สกุลใหญ่ที่ช่วยค้ำจุนบัลลังก์ให้สกุลซุน ได้แก่ สกุลเตียว โกะ จู ลก ซึ่งบุตรหลานของเตียวเจียวก็ยังคงรับราชการเป็นขุนนางสำคัญในง่อก๊กสืบต่อมา




สรุปข้อแตกต่างเรื่องราวของเตียวเจียว ระหว่างจดหมายเหตุและนิยาย


1.ในนิยายสามก๊ก ก่อนซุนเซ็กจะสิ้นลมได้สั่งเสียความให้กับซุนกวนว่า “เรื่องภายในให้ปรึกษาเตียวเจียว เรื่องภายนอกให้ปรึกษาจิวยี่” ซึ่งในจดหมายเหตุไม่ได้มีคำกล่าวนี้ปรากฏไว้ชัดเจนเท่าไรนัก แต่ซุนเซ็กก็ได้มอบคำสั่งเสียไว้ว่าให้ซุนกวนฟังคำแนะนำจากเตียวเจียวและจิวยี่นั้น เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง

2.ในนิยายสามก๊ก อาจถือได้ว่าเตียวเจียวเป็นขุนนางใหญ่ของง่อก๊กที่ผู้คนจดจำชื่อและเรื่องราวได้มากที่สุดคนหนึ่ง แต่ค่อนข้างจะไปในทางลบว่า เป็นขุนนางอาวุโสที่มีความขี้ขลาดตาขาวและรักชีวิตมากกว่า เพราะเตียวเจียวเป็นแกนนำของเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ได้เสนอให้ซุนกวนยอมจำนนต่อโจโฉก่อนหน้าจะเกิดศึกผาแดง ซึ่งในนิยายจะมีการเสริมเรื่องราวที่ขงเบ้งเดินทางมาเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับซุนกวน แล้วระหว่างนั้นได้เปิดฉากโต้วาทีกับเหล่าขุนนางของง่อก๊กหลายคน แม้เตียวเจียวจะเป็นนักโต้วาทีชื่อดังของง่อก๊ก แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับคำว่ากล่าวของขงเบ้ง สุดท้ายแล้วซุนกวนจึงยอมเปิดศึกกับโจโฉแล้วจับมือเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ในที่สุด

แล้วในนิยายยังมีกล่าวว่า นับแต่นั้นซุนกวนก็ไม่ค่อยใส่ใจฟังคำของเตียวเจียวต่อไปอีก แต่แท้จริงแล้วในจดหมายเหตุจะพบว่าซุนกวนยังให้ความสำคัญกับคำแนะนำของเตียวเจียวอยู่เรื่อยมา เพียงแต่มักจะไม่กระทำตามที่เตียวเจียวเสนอขึ้นมาในทีแรกเท่าไรนัก และมักจะมีปากเสียงกันบ่อยครั้งนั่นเอง    

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #1561 Sakchai (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:09
    เตียวเจียวมีความภักดีและฉลาดหลักแหลม สมควรเป็นครูสอนบัณฑิตทั้งหลายหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้นำองค์กรได้



    แต่ตัวเขาก็ยังมีข้อเสียในด้านของการขาดการพลิกแพลง พึ่งพาตัวบทตำรามากเกินไป ไม่นำมาประยุกต์ใช้ ทำให้ไม่เกิดความยืดหยุ่นหรือค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ที่ดีกว่า



    เพราะด้วยอายุที่มากและถือว่าตัวเองเรียนมาเยอะ บุคคลอย่างเตียวเจียวจึงเหมาะที่จะรับฟัง แต่การนำมาปฏิบัติหรือใช้งานเท่าที่จำเป็นแต่ตามสมควร
    #1561
    0
  2. #1507 Chennarong Kongkha (@eistie) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 06:15
    ไม่มีสุมาเต็กโชให้อ่านหรอครับ
    #1507
    0
  3. #1139 Neutral (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 19:14
    รู้สึกชอบในการทำหน้าที่ปิดทองหลังพระ ของเตียวเจียว และ โกะหยง มากๆ
    #1139
    0