เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 397,015 Views

  • 1,581 Comments

  • 949 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,203

    Overall
    397,015

ตอนที่ 46 : ไทสูจู้ จื่ออี้ (Taishi Ci) - ยอดขุนพลผู้รักษาวาจาสัตย์ (ปรับปรุงเนื้อหา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7966
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 ม.ค. 59



ไทสูจู้ จื่ออี้ (ไท่สื่อฉือ)

“ยอดขุนพลผู้รักษาวาจาสัตย์”

 

จากจดหมายเหตุชีวประวัติไทสูจู้ โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Taishi Ci)

 

            ไทสูจู้ หรือ ไท่สื่อฉือ (Taishi Ci) ชื่อรอง จื่ออี้ (Ziyi) เกิดปีค.ศ.167 เป็นชาวหวง เมืองตงไหล มณฑลซานตุง เฉินโซ่วบันทึกว่า เมื่อวัยเยาว์ไทสูจู้ได้ศึกษาร่ำเรียนแล้วไปสอบเข้ารับราชการ เป็นขุนนางในตำแหน่งเลขาธิการของเจ้าเมืองที่บ้านเกิด มีหน้าที่รายงานเรื่องราวต่างๆกลับไปยังราชสำนักฮั่น

ครั้งหนึ่ง เจ้านายของไทสูจู้ได้ทะเลาะกับเจ้าเมืองซึ่งเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่กว่า ทั้งสองจึงพากันส่งฎีกาไปถึงราชสำนักเพื่อร้องทุกข์ โดยสมัยนั้นมีธรรมเนียมว่า ใครส่งฎีกาได้ก่อนจะถือว่าได้เปรียบ เพราะการพิจารณาคดีส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากกฎีกาของคนที่ส่งมาก่อน ด้านขุนนางของเจ้าเมืองได้ส่งคนนำสารไปแล้ว แต่เจ้านายของไทสูจู้นั้นส่งไปช้ากว่า จึงกังวลว่าการส่งสารช้าไปจะไม่เป็นผลดีนัก จึงเลือกไทสูจู้ซึ่งตอนนั้นเป็นขุนนางชั้นล่างที่มีอายุเพียง 21 ปีให้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารให้  

            ไทสูจู้เร่งควบม้าเดินทางตลอดทั้งวันและคืนโดยแทบไม่หยุดพัก จนกระทั่งมาถึงนครหลวงลกเอี๋ยง แต่ระหว่างนั้น เขาก็ได้พบกับผู้ส่งสารของอีกฝ่ายกำลังเตรียมส่งฎีกาเช่นกัน ขุนนางของอีกฝ่ายไม่รู้จักไทสูจู้ เขาจึงหลอกถามและขอดูสารของอีกฝ่าย เมื่อได้เห็นแล้วเขาก็ลงมือทำลายทิ้ง แล้วเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายว่าตนได้รับคำสั่งให้มาขัดขวางการส่งสารของเจ้าเมือง แต่ครั้งนี้คงทำเกินกว่าเหตุ กลับไปคงถูกลงโทษได้ และเมื่อสารถูกทำลาย อีกฝ่ายก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน ดังนั้นสู้หนีไปพร้อมกันน่าจะดีกว่า

แต่ก่อนจะหนีไปจากเมือง ไทสูจู้ก็แอบไปส่งสารของตนก่อน ดังนั้นเจ้านายของไทสูจู้จึงชนะคดีไป และเจ้าเมืองก็ไม่พอใจในตัวเขามาก เขาจึงต้องหลบหนีไปอยู่ที่เลียวต๋ง แต่ชื่อเสียงของไทสูจู้ในความเป็นยอดคนที่มีไหวพริบปฏิภาณ ก็โด่งดังจนกลายเป็นที่รู้จักในหมู่ขุนนางและเจ้าเมืองแถบนั้นแล้ว

ขงหยงเจ้าเมืองปุดไฮ ได้ทราบวีรกรรมของไทสูจู้แล้วก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ขงหยงจึงส่งคนไปเยี่ยมมารดาของไทสูจู้ แล้วรับอุปการะนางเป็นอย่างดี เพราะไทสูจู้ได้ชื่อว่าเป็นบุตรกตัญญูที่รักและดูแลมารดาของตนอย่างมาก

ระหว่างนั้น โจรผ้าเหลืองได้ก่อการขึ้นที่เมืองปุดไฮ ขงหยงได้รับคำสั่งจากส่วนกลางให้นำทัพปราบปรามโจรผ้าเหลืองที่ตู้ฉาง แต่ทัพของขงหยงกลับโดนโจรผ้าเหลืองปิดล้อมไว้ ระหว่างนั้นไทสูจู้ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมมารดาที่บ้านพอดี นางจึงให้ขอเขาไปช่วยเหลือขงหยง เพราะขงหยงดีต่อนางตลอดมา

            ไทสูจู้เริ่มออกเดินทางเป็นเวลาสามวันติดต่อกัน จนกระทั่งถึงตู้ฉาง จึงลอบฝ่าวงล้อมเข้าไปพบกับขงหยงในยามวิกาล ไทสูจู้จึงขอทหารส่วนหนึ่งจากขงหยงเพื่อนำไปสู้กับโจรผ้าเหลือง แต่ขงหยงไม่เชื่อคำแนะนำของไทสูจู้ จึงตัดสินใจรอการช่วยเหลือจากภายนอก แต่ก็ไม่มีความช่วยเหลือมา นับวันโจรผ้าเหลืองก็ยิ่งเสริมกำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ขงหยงจึงคิดจะส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากเล่าปี่ที่เมืองผิงหยวน แต่ก็ไม่มีใครที่มีความสามารถพอจะฝ่าวงล้อมของโจรผ้าเหลืองออกไปได้

ไทสูจู้จึงอาสาเป็นคนส่งข่าว แต่ขงหยงทัดทานไว้ว่า “โจรผ้าเหลืองปิดล้อมพวกเราไว้แน่นหนานัก งานนี้นับว่ายากเกินกำลังไป”

ไทสูจู้ตอบกลับว่า “ครั้งอดีต ท่านขงหยงให้ความเมตตาแก่มารดาของข้ายิ่งนัก นอกจากคำขอบคุณที่นางมีให้แล้ว การที่มารดาส่งข้ามาเพื่อช่วยเหลือท่าน ก็เพราะรู้ว่าข้ามีความสามารถจะกระทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงลงได้ หากครั้งนี้ข้าไม่สามารถตอบแทนความเมตตาที่ท่านเคยมีให้แล้ว ข้าย่อมจะสร้างความผิดหวังแก่มารดายิ่งนัก”

ไทสูจู้ยืนยันหนักแน่น ขงหยงจึงยอมมอบภารกิจเสี่ยงตายนี้ให้ เมื่อถึงรุ่งเช้า ไทสูจู้พร้อมคนติดตามสองคนก็ควบม้าออกทางประตูเมืองใหญ่ ไทสูจู้ถือเกาทัณฑ์แล้วให้คนติดตามแบกเป้าตามมาด้านหลัง โจรผ้าเหลืองที่ตั้งค่ายอยู่นั้นเกิดความแปลกใจและพากันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ไทสูจู้อาศัยจังหวะนั้นข้ามคูเมือง วางเป้าลงและข้ามกลับมา แล้วก็เริ่มยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่เป้าพวกนั้นอย่างแม่นยำ หลังจากใช้เวลาพักใหญ่ เมื่อลูกเกาทัณฑ์หมดลงแล้ว เขาก็กลับเข้าเมือง รุ่งเช้าวันต่อมาก็ทำเช่นเดิมเหมือนเมื่อวาน โจรผ้าเหลืองบางส่วนลุกมาดู แต่ส่วนใหญ่ต่างพากันหลับต่อโดยไม่สนใจ

ไทสูจู้ทำเช่นนั้นติดต่อกันสองวัน จนพวกโจรผ้าเหลืองไม่สนใจจะดูแล้วนอนหลับกันหมดแล้ว ไทสูจู้จึงอาศัยจังหวะนั้นควบม้าแล้วตะลุยฝ่าพวกโจรผ้าเหลืองออกมาได้ เมื่อพวกโจรผ้าเหลืองติดตามมา เขาก็ยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่จนล้มตายเป็นอันมาก พวกโจรผ้าเหลืองที่เหลือจึงไม่กล้าไล่ติดตามต่อ เพราะสองวันที่ผ่านมาพวกเขาเห็นฝีมือการยิงเกาทัณฑ์อันแม่นยำของไทสูจู้มาก่อนแล้ว

ไทสูจู้เร่งเดินทางมาถึงเมืองผิงหยวนแล้วเข้าพบเล่าปี่ เพื่อขอกำลังไปช่วยเหลือ ไทสูจู้กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีนามว่าไทสูจู้ เป็นชาวเมืองตงไหล ข้านั้นไม่ได้มีความเกี่ยวพันหรือสัมพันธ์ทางสายเลือดแต่อย่างใดกับท่านขงหยง และก็มิได้เป็นญาติมิตรใกล้เคียงกันด้วย แต่ข้ามีความหวังและแรงบันดาลใจเช่นเดียวกับท่านขงหยง เมื่อท่านขงหยงทุกข์ร้อน ตัวข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกันด้วย มาบัดนี้แถบกวนไห่กำลังประสบกับความวุ่นวาย โจรผ้าเหลืองกำลังคุกคามเมืองของท่านขงหยง หากแม้นไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอกแล้ว ท่านขงหยงย่อมตกอยู่ในอันตราบคับขันเป็นแน่ ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านเล่าปี่ว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ท่านเล่าปี่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังเดือดร้อนอยู่เสมอ ท่านขงหยงนั้นเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญยืนหยัดต่อต้านโจรผ้าเหลือง ท่านได้ส่งข้าพเจ้าฝ่าคมหอกและคมดาบเพื่อมาวิงวอนขอความช่วยเหลือจากท่านเล่าปี่ ซึ่งเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเราในเวลานี้”

เมื่อเล่าปี่ได้ฟังเรื่องราว ก็มีสีหน้าขึงขังจริงจัง แล้วตอบกลับว่า “ท่านขงหยงแห่งปุดไฮจะได้รับทราบว่า ในโลกนี้ยังมีตัวข้าเล่าปี่อยู่ด้วย” ว่าแล้ว เล่าปี่ก็เคลื่อนทัพราวสามพันคนไปช่วยเหลือขงหยง ตามคำขอร้องของไทสูจู้ในทันที

เมื่อพวกโจรผ้าเหลืองทราบว่ามีกองทัพหนุนเคลื่อนทัพมาช่วยเหลือ จึงพากันถอนกำลังออกไป หลังจากขงหยงได้รับความช่วยเหลือแล้ว เขาก็กล่าวยกย่องไทสูจู้อย่างสูงมาก ขงหยงกล่าวว่า “แม้ท่านยังเยาว์วัย แต่ก็นับเป็นสหายของข้าพเจ้า” จากนั้นเมื่อเรื่องสงบลงแล้ว มารดาของไทสูจู้ก็กล่าวยินดีที่ไทสูจู้ยอมเสี่ยงตายช่วยเหลือขงหยงครั้งนี้

ในเวลานั้น ไทสูจู้มีความต้องการจะรับใช้เล่าอิ้วเจ้าเมืองเอียวจิ๋ว เพราะเป็นคนพื้นเพบ้านเดียวกัน ไทสูจู้ได้เดินทางข้ามแม่น้ำแยงซีไปขอพบกับเล่าอิ้ว ซึ่งเวลานั้นเล่าอิ้วกำลังจะเผชิญหน้ากับทัพของซุนเซ็กที่หมายจะบุกปราบดินแดนกังหนำพอดี

เหล่าขุนนางแนะนำให้เล่าอิ้วแต่งตั้งไทสูจู้ให้ขึ้นเป็นแม่ทัพ แต่เล่าอิ้วกลับปฏิเสธเพราะเกรงว่าจะโดนคนหัวเราะเยาะ

(สาเหตุหนึ่งอาจเพราะเวลานั้นไทสูจู้เพิ่งมีอายุเพียง 29-30 ปี นับว่ายังอายุน้อยมากสำหรับคนที่จะรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพ แล้วเขายังไม่ได้เคยมีผลงานเป็นนายทหารคุมกองทัพที่ใดมาก่อน)

ดังนั้นเล่าอิ้วจึงเพียงแต่งตั้งให้ไทสูจู้เป็นนายกองทำหน้าที่ควบคุมทหารเพื่อออกตรวจลาดตระเวนแทน

วันหนึ่ง ไทสูจู้ควบม้าออกลาดตระเวนเพียงลำพัง เวลานั้นซุนเซ็กก็นำกองทหารส่วนตัวราวสิบสามคนออกมาลาดตระเวนด้วยตนเอง ทั้งสองจึงได้เผชิญหน้ากัน หน่วยของซุนเซ็กนั้นมีเหล่าขุนพลอย่าง อุยกาย ฮันต๋ง ซงเขียน ร่วมติดตามมาด้วย

แต่ไทสูจู้ก็ไม่หวั่นเกรง เขาควบม้าเพียงลำพังบุกตะลุยโจมตีใส่ซุนเซ็กทันที แล้วไทสูจู้และซุนเซ็กก็เข้าดวลกันตัวต่อตัว ซุนเซ็กแทงใส่ม้าของไทสูจู้แล้วคว้าแย่งเอาหอกสั้นที่ไทสูจู้พกไว้ด้านหลังไปได้ แต่ไทสูจู้ก็สามารถแย่งชิงเอาหมวกเกราะของซุนเซ็กมาได้เช่นกัน แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะสามารถลงมืออะไรได้มากกว่านั้น กองทหารของทั้งสองฝ่ายก็ติดตามมาสมทบได้ทัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงต้องยุติแล้วแยกย้ายกลับค่ายของตนไป

แต่ในที่สุด ไทสูจู้และเล่าอิ้วก็พ่ายศึกแก่ซุนเซ็ก พวกเขาต้องหนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองอี้เจี๋ยงแล้วไปหลบซ่อนอยู่ที่ง่อหู เนื่องจากที่แห่งนั้นมีปราการธรรมชาติเป็นผาสูง ยากแก่การตีให้แตกได้ เล่าอิ้วจึงประกาศตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองตันหยาง ในเวลาเดียวกัน ซุนเซ็กก็สามารถแผ่ขยายอิทธิพลไปสู่ดินแดนทางตะวันออกในแถบซวนเฉิงได้ ทำให้เขาสามารถครอบครองดินแดนแถบเกงจิ๋วทางตะวันออกไว้ได้แทบทั้งหมด เหลือเพียงหกหัวเมืองทางฝั่งตะวันตกของเกงจิ๋วเท่านั้น

ฝ่ายไทสูจู้ได้เคลื่อนทัพมาตั้งค่ายแถบเกงจิ๋ว เขาได้รับกำลังเสริมจากชนเผ่าในภูเขาแถบนั้นมาร่วมด้วยเป็นอันมาก ฝ่ายซุนเซ็กตัดสินใจนำทัพมาทำศึกกับไทสูจู้ด้วยตนเอง ผลคือทัพของไทสูจู้เป็นฝ่ายแพ้และโดนจับตัวได้ในที่สุด

เมื่อไทสูจู้โดนนำตัวมาอยู่ต่อหน้าซุนเซ็ก ซุนเซ็กได้ตัดเชือกที่พันธนาการไทสูจู้ออกแล้วกุมมือเขาไว้แน่น พลางกล่าวว่า “ยังจำครั้งที่เราทำศึกกันที่เซิ่นถิงได้หรือไม่ หากเจ้าจับตัวข้าได้ในครั้งนั้น จะปฏิบัติกับข้าเยี่ยงไร”

ไทสูจู้ตอบกลับว่า “ใครจะรู้ได้เล่า”

แล้วซุนเซ็กก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “แต่นี้ไป ข้าและเจ้าจะแบ่งปันทุกสิ่งร่วมกัน”

จากนั้นไทสูจู้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพลผู้ตรวจตรากองทัพ

แล้วซุนเซ็กก็ขอให้ไทสูจู้ไปรวบรวมแล้วเกลี้ยกล่อมทหารของเล่าอิ้วที่แตกทัพกันไปแล้วให้เข้ามาอยู่ในทัพของตนแทน แต่เหล่านายทหารและขุนนางของซุนเซ็กต่างกลัวว่า ไทสูจู้ไปครั้งนี้แล้วคงจะไม่กลับมาหา ซุนเซ็กตอบว่า “แม้นหากไทสูจู้จากข้าไปจริง เขาจะสามารถแสวงหานายคนใดเช่นข้าได้อีกเล่า”

แล้วซุนเซ็กก็จัดงานเลี้ยงส่งไทสูจู้แล้วถามว่า “ท่านไปครั้งนี้ กี่วันถึงจะกลับ”

ไทสูจู้ตอบว่า “ข้าจะกลับมาหานายท่านภายใน 60 วัน”

ซึ่งเมื่อครบกำหนดเวลา ไทสูจู้ก็กลับมาหาซุนเซ็กจริงๆตามที่ลั่นวาจาไว้

หลังจากนั้น ไทสูจู้ก็ได้รายงานสถานการณ์ของหัวเมืองต่างๆที่เคยเป็นของเล่าอิ้ว เวลานั้นฮัวหิมได้รับช่วงเป็นผู้นำต่อจากเล่าอิ้วแทน แต่หัวเมืองทั้งหลายต่างก็ไม่ยอมเชื่อฟังคำของฮัวหิม ซุนเซ็กทราบเรื่องก็ถือเป็นโอกาสจะบุกยึดอี้เจี๋ยงมาให้ได้ และก็ทำได้สำเร็จ

            ในขณะเดียวกัน หลานชายของเล่าเปียวแห่งเกงจิ๋วคนหนึ่งนามว่า เล่าผวน เขามีชื่อเสียงว่าเป็นยอดขุนพลที่มีความเก่งกาจกล้าหาญในการทำศึก เขาได้พยายามก่อความวุ่นวายขึ้นในหัวเมืองของง่อก๊กโดยรอบ ซุนเซ็กจึงแต่งตั้งให้ไทสูจู้เป็นเจ้าเมืองเจี้ยนฉาง แล้วนำทัพเข้าปราบปรามเล่าผวนจนพ่ายแพ้ แล้วไม่กล้าเข้ามารุกรานในกังหนำอีกเลย

            เฉินโซ่วบันทึกเสริมท้ายว่า ไทสูจู้นั้นมีรูปร่างสูงราว 7 ฉือ ไว้เคราสวยงาม เปี่ยมด้วยพละกำลังมหาศาล วงแขนมีกำลังมาก สามารถแบกเกาทัณฑ์ที่หนักแล้วง้างยิงได้อย่างรุนแรงและแม่นยำโดยไม่พลาดเป้าเลยแม้แต่น้อย

มีบันทึกเสริมว่า ครั้งหนึ่งไทสูจู้และซุนเซ็กได้ทำศึกสู้รบกับพวกโจร หนึ่งในกลุ่มโจรได้ตะโกนท้าสู้จากบนยอดหอคอยของกำแพงเมือง ไทสูจู้จึงยกเกาทัณฑ์ขึ้นแล้วยิงใส่โจรคนนั้นจนร่างปักติดกำแพงเมือง ภาพที่ปรากฏนั้น ทำให้เหล่าทหารนับหมื่นในกองทัพพากันโห่ร้องยินดีและยกย่องฝีมืออันเหนือล้ำของไทสูจู้ จากนั้นมาชื่อเสียงในความเป็นยอดมือเกาทัณฑ์ผู้ไร้เทียมทานจึงได้โด่งดังไปทั่วหล้า

เมื่อโจโฉทราบเรื่องราวนี้ ก็ส่งกล่องจดหมายปิดผนึกมาให้ ภายในกล่องนั้นกลับไม่มีจดหมาย แต่มีเพียงแค่ใบตังกุยเท่านั้น ซึ่งมันมีความหมายว่า “ควรจะหวนกลับมา” เผยซงจือแทรกว่า การส่งใบตังกุยนั้น ผู้ส่งได้แฝงนัยยะที่ต้องการให้ผู้รับมาอยู่กับตน เป็นการเชื้อเชิญรูปแบบหนึ่ง ในความหมายนี้ ยังสื่อถึงการบอกให้ไทสูจู้กลับไปยังถิ่นเกิดในจงหยวนที่ภาคกลาง เพื่อให้มาสวามิภักดิ์ต่อตนแทน

ปีค.ศ.206 (ตรงกับปีเจี้ยนอันที่ 11) ไทสูจู้ได้สิ้นชีพลง เชื่อว่าด้วยอายุเพียง 41 ปี ไทสูเฮียงบุตรชายของเขาจึงได้รับตำแหน่งเป็นนายพันกองทหารม้าต่อมา

เผยซงจือแทรกบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายง่อก๊ก ซึ่งมีเนื้อหาที่ซุนกวนได้กล่าวยกย่องและอาลัยต่อไทสูจู้อย่างยิ่ง หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้วว่า ไทสูจู้เป็นบุรุษผู้เกิดมาเพื่อเป็นดั่งดาบคู่กายให้แก่ผู้ที่จะเป็นฮ่องเต้ เหตุใดเขาจึงต้องมาสิ้นชีพเช่นนี้ด้วย ทั้งที่ความมุ่งหวังที่จะเข้าชิงอำนาจในแผ่นดินของข้ายังไม่ทันได้ลุล่วงเลย”

นอกจากนี้ในบางตำนานนั้น บรรดาขุนพลของง่อก๊ก ไทสูจู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีฝีมือยุทธ์ในการรบสูงสุด เทียบเคียงกับซุนเซ็ก และเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการยิงเกาทัณฑ์ได้อย่างแม่นยำเป็นอันดับต้นๆในยุคนั้นด้วย

 

อธิบายเสริม

เผยซงจือแทรกเชิงอรรถจากบันทึกประวัติศาสตร์วุยก๊ก เกี่ยวกับเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไทสูจู้และซุนเซ็ก รวมถึงเรื่องที่ไทสูจู้ยอมสวามิภักดิ์ไว้เพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ที่ไทสูจู้พ่ายแพ้ที่เซิ่นถิงแล้วโดนซุนเซ็กจับตัวได้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยนั้นมาก เป็นที่ร่ำลือถึงสายสัมพันธ์อันแข็งแกร่งแน่นแฟ้นระหว่างไทสูจู้และซุนเซ็ก รวมถึงมุมมองของทั้งสองที่แตกต่างกันในเรื่องของขุนพลที่พ่ายศึกแล้ว

หลังจากโดนจับตัวแล้ว ไทสูจู้ก็ได้กล่าวต่อหน้าซุนเซ็กว่า “ขุนพลที่พ่ายศึกและโดนจับตัวได้นั้น เท่ากับไม่เหลือคุณค่าใดอีกแล้ว”

แต่ซุนเซ็กกลับแสดงมุมมองที่ต่างออกไปว่า “ครั้งอดีตกาล แม่ทัพหันซิ่นได้รับการยกย่องว่าเป็นจ้าวแห่งกลยุทธ์การทำศึก เป็นแม่ทัพคู่บารมีของพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น บัดนี้ข้าอยากจะถามถึงสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีเกียรติยศในมุมมองของเจ้า”

ว่าแล้วไทสูจู้ก็กล่าวว่า “”บรรดาทหารของเล่าอิ้วได้แตกพ่ายกระจัดกระจายไปคนละทาง พวกเขาเสียขวัญกำลังใจไปแล้ว จึงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะรวบรวมกำลังพลของพวกเขาให้กลับมาเป็นกองทัพได้อีกครั้ง ข้าหวังว่าจะได้ประกาศความเป็นผู้ทรงธรรมของท่าน แล้วเรียกระดมพลให้พวกเขากลับมารวมตัวเป็นกองทัพได้อีกครั้ง แต่ข้าเกรงว่าท่านอาจจะมิยอมให้ดำเนินการตามนี้ก็เป็นได้”

ซุนเซ็กคุกเข่ารับแล้วกล่าวตอบว่า “นี่ตรงกับสิ่งที่ข้าหมายปองนัก ข้าจะให้เวลาเจ้าไปทำเรื่องนี้ แล้วจะรอเจ้ากลับมาจนกระทั่งถึงช่วงเย็นของวันถัดไป” บรรดานายทหารของซุนเซ็กเกรงว่าไทสูจู้ไปครั้งนี้แล้วจะไม่กลับมาอีก แต่ซุนเซ็กไม่กังวล แล้วกล่าวว่า “ไทสูจู้นับเป็นยอดบุรุษผู้เปี่ยมด้วยชื่อเสียงเกียรติยศ เขามีคุณธรรม และมีศักดิ์ศรี ดังนั้นเขาจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังแน่นอน”

วันถัดมา ซุนเซ็กได้จัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่เพื่อฉลองชัยชนะ สั่งจัดเตรียมเหล้าและอาหารอย่างดี จนกระทั่งถึงเวลาที่อาทิตย์ทอดสูงขึ้นเหนือศีรษะในยามเที่ยง ไทสูจู้ก็กลับมาตามคำมั่นที่ให้ไว้ ซุนเซ็กมีความยินดีมาก นับแต่นั้นมาก็มักปรึกษาหารือเรื่องการทำศึกกับไทสูจู้อยู่เสมอ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #1467 แหล่มเลย (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 / 12:08
    ในนิยาย ตายตอนซุนกวนบุกหับป๋าครั้งแรก (หลังเซ็กเพ็กหมาดๆ) ฝ่ายวุยทำกลศึก หลอกว่าทหารของเตียวเลี้ยวจะฆ่าเตียวเลี้ยว ให้ฝ่ายง่อบุกมาช่วย ไทสูจู๊หลงกลเลยยกทัพบุกเมือง เลยโดนธนูรุมยิงตาย



    แต่ใน ปศ. ป่วยตายก่อนศึกเซ็กเพ็กหลายปีครับ
    #1467
    0
  2. #1217 white wind (@joeejakkbo) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2554 / 12:52
    ชอบไทสูจู้กับซุนเซ็กง่าT^T กุยแ ก ด้วย
    #1217
    0
  3. #721 DoctoRJackle (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 11:37
    สรุปว่า



    ไทสูจู้



    ตายก่อนศึกเซ็กเพ็กหรอครับ



    ผมเคยเล่นเกม



    เหมือนว่าจะตายในศึกหับป๋านะ



    ที่ว่าโดนธนูรุมยิงตายอ่ะ



    ว่ายังไงครับ



    ^^
    #721
    0