ตอนที่ 24 : ตอนที่ ๒๓ สมมติฐานของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1517
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    23 มี.ค. 60

          

ตอนที่ ๒๓ สมมติฐานของรักษ์นารา




          พิมายกำลังถ่วงเวลาเจ้าสองแฝดให้รักษ์นาราอยู่


“ไหนลูกพี่บอกว่าพี่รักษ์เดินมาทางนี้ไง!!” ตุลย์เริ่มโวยวายหลังจากเดินวนไปวนมาหลายรอบแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของรักษ์นารา



“หรือว่าพี่ชายหน้าโหดจะรู้ตัวแล้วว่าเราตามมา” ติณห์เสียงดังบ้างทั้งที่ยังสอดส่ายสายตามองหาคนตัวเล็กและคนหน้าหาเรื่องไม่หยุด



ส่วนพิมายนั้น แม้ภายนอกจะดูร้อนรนไม่ต่างทว่าในใจนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว เด็กสาวตัวสูงไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอีท่าไหนเจ้าสองแสบถึงได้สืบรู้มาได้ว่ารักษ์นารามีนัดกับภาคินทร์ อาจเป็นชวินทร์ที่เผลอบอก หรือไม่ก็ทั้งคู่บังเอิญแอบไปได้ยินเข้าเอง



แต่จากการหลอกถาม พิมายแน่ใจว่าพวกมันไม่รู้ถึงวัตถุประสงค์หรือรายละเอียดใดๆ ของการนัดหมายนี้เลย ตุลย์และติณห์รู้แค่ว่ารักษ์นารากำลังจะออกไปเที่ยวกับภาคินทร์สองต่อสอง แต่แค่นั้นก็มากพอจะทำให้พวกมันสติแตกจนต้องไปลากเธอมาจากบ้านเพื่อช่วยกันขัดขวางนัดหมายนี้



ถ้าเป็นในกรณีปกติพิมายคงให้ความรวมมืออย่างเต็มที่ ทว่าครั้งนี้คงต้องถือเป็นข้อยกเว้น รักษ์นาราทุกข์ทนมาตลอดชีวิตกับความรู้สึกโหยหาพ่อผู้ไม่มีตัวตน พิมายอาจจะไม่ชอบหน้าภาคินทร์ แต่ความรู้สึกที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนรักนั้นมีมากกว่า เพราะฉะนั้นเจ้าสองแฝดพลาดแล้วแหละที่เลือกเธอมาช่วยงานนี้



“นั่น! ฉันว่าฉันเห็นหลังเจ้าภาคินทร์ไวๆ มุ่งไปทางนั้นแหละ” เธอพาเจ้าสองตัวนี้ไปเดินวนแถวย่านการค้ากับร้านขายดอกไม้มาแล้ว ต่อไปก็คงต้องเป็นตลาดสินะ



“ไหนๆ ไปไหนแล้ว!!



“พี่รักษ์ครับ! พวกผมมาช่วยพี่แล้ว!



จริงๆ แกล้งเด็กก็สนุกดีเหมือนกันนะ

 








รักษ์นาราทำได้แค่ยิ้มและพยักหน้ารับโดยไม่มีโอกาสแทรกมาพักใหญ่แล้ว



“แค่ต่อเรือจากท่าเสียมราชได้ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่หนูจะไปถึงเกาะหอไตรได้นะ เราต้องเดินเท้ากันอีกเกือบครึ่งวันเต็มๆ เพราะบนเกาะไม่มีม้าและทางก็ชันเกินไป เพราะแบบนั้นแหละชวินทร์เลยเดินทางไปกับฉันด้วยไม่ได้ แต่ถ้าจะไปต้องไปตั้งแต่เช้านะ เพราะถ้าถึงหอสมุดไม่ทันพระอาทิตย์ตกดินละก็จะเจอผีพรายกับวิญญาณตายโหงซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์สมบัติในเกาะมาหลอกหลอนแหละ ตลกดีเนอะหนูว่าไหม ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะแห่งความรู้ที่มีหนังสือเยอะที่สุดในร้อยแปดแคว้นแท้ๆ แต่ดันใช้นิทานหลอกเด็กพรรคนี้เพื่อช่วยกันขโมยเสียได้ อ่อ ยังมีอีกนะ....”



 ธีรัช ศารทูลเป็นคนผู้มากเหมือนที่ภาคินทร์เคยเอ่ยเตือนไว้จริงๆ เสียด้วย บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ



ภาพลักษณ์ของอดีตมหาปราชญ์แห่งแคว้นนิวารินต่างจากที่รักษ์นาราเคยจินตนาการไว้ค่อนข้างมาก ธีรัชเป็นชายวัยกลางคนร่างท้วม อีกนิดเดียวคงเรียกว่าอ้วนได้อย่างเต็มปาก ผมสีดำที่ยาวเรี่ยไหล่ดูยุ่งเหยิง ทว่าหนวดเคราที่ยาวถึงอกกลับถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ ผิวไม่ขาวแต่ก็ไม่ถึงกับคล้ำ สิ่งที่โดดเด่นและผิดแผกที่สุดในตัวมหาปราชญ์คนนี้ คือการที่แขนซ้ายตั้งแต่ใต้ศอกลงมาทำจากไม้



ด้วยชุดสีขาวหม่นของนิกายวิษุวัตและรอยยับย่นที่หน้าผากกับหางตา ธีรัชควรจะดูดุและเคร่งขรึม ทว่าก็เปล่า ดวงตาสีดำคู่นั้นสุกสกาวและเต็มไปด้วยประกายแห่งชีวิตมากเกินไป โดยรวมแล้วเขาจึงดูเหมือนญาติผู้ใหญ่ซึ่งใจดีและขี้เล่นมากกว่าปราชญ์จอมเจ้าเล่ห์ที่แกล้งตายเพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษี



ขณะนี้รักษ์นารากำลังนั่งอยู่ในกุฏิเจ้าอาวาส ทว่ามันเป็นกุฏิที่แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากกระดานชนวน ม้วนใบลาน และหนังสือจากหลากหลายแคว้นวางกันระเกะระกะจนแทบไม่มีที่เดิน



เธอและภาคินทร์ต้องเขย่งเท้ามาตลอดทางกว่าจะมานั่งยังชุดเก้าอี้หวายที่กลางห้องได้ ส่วนชวินทร์ทำเพียงทรุดตัวลงนั่งยังตั้งหนังสือที่กองกันอยู่ใกล้ประตู ท่าทางคุ้นเคยและพอดิบพอดีจนน่าคิดว่าเด็กหนุ่มร่างผอมเป็นคนเรียงมันไว้เองเพื่อที่จะได้ไม่ต้องฝ่าเขาวงกตและกับดักกองกระดาษเข้ามาในห้องของอาจารย์



ตอนแรกพบ ธีรัชทำแค่ยิ้มทักทายและถามชื่อของเธอ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างออกเดินธุดงค์ให้รักษ์นาราฟังอย่างละเอียดยิบจนแทบจะเหมือนเธอได้เดินไปด้วย



ภาคินทร์หาวแล้วหาวอีกอย่างไม่คิดรักษามารยาทสลับกับหยิบหนังสือแถวๆ นั้นขึ้นมากรีดดูเล่นก่อนจะโยนทิ้งไปเพื่อฆ่าเวลา ชวินทร์นั่นเหมือนจะนิ่งฟัง แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเขากำลังนั่งหลับอยู่



อันที่จริงแล้วรักษ์นาราไม่ได้เบื่อเลยสักนิด วิธีที่ธีรัชเล่าเรื่องราวต่างๆ นั้นช่างคล้ายกับมาลีไม่น้อยเลย มันมีลูกเล่น มีรายละเอียดและความสนุกสนาน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือยาวเกินไปและไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ หากเป็นในตอนปกติเธอคงฟังไปเรื่อยๆ ซึมซับเสียงทุ้มนุ่มและความเป็นไปของดินแดนที่ไม่เคยเห็น ทว่าในวันนี้เด็กสาวร้อนใจมากเหลือเกิน เธออยากเข้าใกล้ความจริงให้เร็วกว่านี้



เพราะฉะนั้น...



“คุณธีรัชค่ะ” รักษ์นาราตัดสินใจแทรก การกระทำอันเสียมารยาทที่เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะทำ “หนูได้ยินว่าคุณเคยดำรงตำแหน่งมหาปราชญ์ของแคว้นมาก่อน”



คนแกล้งตายไม่มีแม้แต่อาการสะดุ้ง เสมือนกับว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ความลับ ใครอยากจะรู้ก็รู้ไป แต่พอดูไปอีกทีรักษ์นาราก็คิดว่าเขากำลังเก็บอาการอยู่ เพราะดวงตาสีดำเหมือนเม็ดมะขามนั้นปรายไปยังลูกศิษย์ที่นั่งสัปหงกอย่างคาดโทษชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมาสบตากับเธอตามเดิม



“มันก็นานมากจนฉันเกือบลืมไปแล้วละนะ พูดแล้วก็คิดถึงจริงๆ ถึงจะเป็นงานหนักและจุกจิกไม่น้อย แต่การได้ทำงานในราชสำนักใกล้ชิดกับ....”



“คุณพอจะบอกอะไรเกี่ยวกับสิ่งนี้ได้บ้างคะ” รักษ์นาราตัดสินใจวางกระดาษใบหนึ่งลงบนโต๊ะ กระดาษที่มีรูปวาดหน้ายักษ์แสยะเขี้ยวดวงตาเบิกโพลง



และครั้งนี้ร่างท้วมถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที



“...ไปเอารูปนี้มาจากไหนกันแม่สาวน้อย รู้ตัวไหมว่าการพกมันไปมาอันตรายแค่ไหน”



รักษ์นาราเม้มริมฝีปากให้กับคำถามนั้น และภาคินทร์คงสังเกตเห็นแววลังเลปนอึดอัดใจในดวงตาของเธอได้ เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปหาชวินทร์ซึ่งตื่นพอดี ชลัชพงษ์ผู้น้องชะเง้อคอเต็มที่ พยายามจะมองให้ได้ว่าสิ่งใดกันที่ทำให้อาจารย์ของเขาหยุดพูดได้



ทันทีที่คว้าแขนน้องชายได้ ภาคินทร์ก็กล่าวอย่างกึ่งตำหนิกึ่งตักเตือน



“เสียมารยาทน่าวินทร์”



ทั้งที่ถ้าทำไม่รู้ไม่ชี้และอยู่ต่อก็จะได้รู้เรื่องราวทั้งหมดแท้ๆ ทว่าภาคินทร์ก็ไม่ทำ เด็กหนุ่มรู้ดีว่าอย่างไรรักษ์นาราก็ไม่กล้าพอจะเอ่ยปากไล่เขากับน้องชายอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเดินออกไปเองพร้อมหิ้วปีกชวินทร์ออกไปด้วย เด็กหนุ่มช่างเป็นคนรักษาสัญญายิ่งนัก เขาพูดว่าจะอดทนรอจนกว่าเธอพร้อมที่จะเล่าแล้วเขาก็รอจริงๆ เสียด้วย



รักษ์นาราลูบแผลที่โคนนิ้วโป้งขวาไปมา ในชั่วเสี้ยวเวลานั้นเธอก็ตัดสินใจได้ว่าจะขอเดิมพันอีกครั้ง



“อยู่ต่อเถอะ...”



ว่าสายสัมพันธ์ที่เธอเชื่อมั่นจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเธอดังเช่นในวันวาน



“ช่วยอยู่ต่อและฟังเรื่องราวของเราหน่อยเถอะ”



ดวงตากลมโตเบนกลับมายังร่างท้วมๆ ของมหาปราชญ์แห่งยุคสมัยอีกครั้งเพื่อตอบคำถามก่อนหน้านี้



“หนูลอกลายนี้มาจากเหรียญที่เจอเข้าโดยบังเอิญค่ะ และหนูรู้ดีว่ามันคือสัญลักษณ์ของหน่วยรากษส”



ภาคินทร์อุ้มชวินทร์มานั่งยังชุดเก้าอี้หวาย เขาสบตารักษ์นาราชั่วครู่หนึ่งเหมือนจะยืนยันให้แน่ใจว่าเขาสามารถอยู่ฟังด้วยได้จริงๆ หรือ และรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความเศร้าหมองคือคำตอบจากเด็กสาวตัวเล็ก



“รากษส? หน่วยเพชฌฆาตที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์แม่น้ำแดงน่ะเหรอครับ” ชวินทร์แสดงความสนอกสนใจอย่างไม่ปิดบัง เหมือนเด็กๆ ชาวนิวารินทั่วไป แม้จะได้รับการสั่งสอนจากมหาปราชญ์แห่งแคว้น ชวินทร์ก็ได้รับรู้เรื่องราวเพียงผิวเผินอย่างชื่อและผลของการกระทำของเหล่ายักษาเท่านั้น



“เรื่องนี้ไม่ออกสอบหรอกนะ รู้ไปก็เท่านั้นแหละแม่หนู” ธีรัชกล่าวติดตลกทั้งที่เหงื่อเริ่มไหลซึมขมับ มืออวบข้างหนึ่งดึงคอเสื้อลูกศิษย์เพื่อบังคับให้กลับมานั่งดีๆ และเป็นการเตือนไปด้วยในตัวว่าให้เลิกสนใจเรื่องนี้ได้แล้ว



“ไม่มีครูคนไหนกล้าสอนเรื่องนี้หรอกค่ะ รวมทั้งไม่มีใครกล้าพูดถึงด้วย เพราะแบบนั้นหนูถึงต้องมาถามคุณซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น”



ธีรัชมีท่าทีกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืน มืออวบอูมผายไปยังประตูห้องอย่างตัดบท “ฉันว่าหนูควรกลับไปได้แล้ว และอย่าได้เอาเรื่องนี้ไปถามใครอีก”



“ทำไมคะ มีอะไรที่บอกไม่ได้งั้นเหรอคะ”



ภาคินทร์ไม่เคยเห็นรักษ์นาราเป็นเช่นนี้มาก่อน ในความคิดของเขา เธอเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กที่ขี้อายและนุ่มนิ่ม เธอชอบทำขนมและปลูกต้นไม้ ไม่ชอบที่ๆ คนเยอะ และไม่สันทัดในการคุยกับคนแปลกหน้า ทว่าร่างบางที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาในวันนี้กลับมีท่าทีสุขุมยิ่งนัก แผ่นหลังเล็กเหยียดตรง ดวงตาจับจ้อง คำพูดเรียบง่ายทว่ากลับรุกไล่ปราชญ์แห่งแคว้นอย่างไม่ลดละ



ที่ผ่านมาคือภาพลวงตาหรือวันนี้คือเรื่องปั้นแต่งกันแน่ภาคินทร์ได้แต่สงสัย และอยู่ๆ อีกความคิดก็ปรากฏขึ้นมา หรือบางทีทั้งสองแบบนั้นแหละคือตัวตนของรักษ์นารา เพียงแต่เขายังไม่เคยเห็นก็เท่านั้น



“ฉันจะไม่ถกเถียงเรื่องคอบาดขาดตายระดับนี้กับเด็กอย่างเธอหรอกนะ” ธีรัชกล่าว รอยยิ้มลบเลือนไปจากใบหน้า เช่นเดียวกับดวงตาซึ่งถูกแทนที่ด้วยประกายหวาดหวั่น “ฉันเคยเจอคนแบบเธอมาก่อน พวกนอกคอกที่หลงเชิดชูคนผิด เห็นฆาตกรเป็นนักบุญและยึดติดอยู่กับแนวคิดที่ไร้สาระ  หน่วยรากษสอาจจะเคยเป็นวีรบุรุษมาก่อน แต่อดีตเหล่านั้นร่วงโรยไปนานแล้ว ตอนนี้พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า...”



“คนที่ถูกใส่ความ”



อีกครั้งที่รักษ์นาราแทรกขึ้นมาอย่างเสียมารยาท และประโยคนั้นทำให้ทั้งห้องถึงกับนิ่งอึ้ง



“เมื่อกี้พี่รักษ์ว่าอะไรนะครับ” ชวินทร์ถามแทนอาจารย์ผู้กำลังเบิกตากว้างและทรุดตัวกลับมานั่งที่เดิมอย่างหมดแรง



“พวกเขาถูกใส่ความ ทั้งเจ้าชายกฤตภาสและหน่วยรากษส พวกเขาถูกใส่ความว่าเป็นคนฆ่าเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ หนูอาจจะยังไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันมายืนยันคำพูดนี้ แต่หนูแน่ใจว่ามันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ” รักษ์นาราหลุบตามองมือที่กอบกุมกันอยู่บนตักเพียงชั่วครู่ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดทุกอย่างออกไป



“มันไม่สมเหตุผล ที่คนฉลาดมากๆ อย่างเจ้าชายกุฤตภาสจะเลือกใช้วิธีโจ้งแจ้งและไร้ประโยชน์อย่างการฆ่าล้างบางพระญาติเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งบัลลังก์ซึ่งจะไม่มีใครคอยช่วยค้ำจุนอีกต่อไปแล้ว พระองค์เป็นเพียงเจ้าชายลำดับสามและได้ตำแหน่งรัชทายาทมาเพราะพระเชษฐาทั้งสองพระองค์สวรรคต ลองคิดดูสิค่ะ ไม่ว่านั่นจะเป็นฝีมือของพระองค์หรือไม่...”



“มันก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี” ชวินทร์เป็นคนแรกที่ไล่ตามบทสนทนานี้ทัน เพราะภาคินทร์ยังคงมีสีหน้างงงัน และธีรัชยังนั่งหน้าเผือกสีอยู่ เด็กหนุ่มผู้เป็นวาลุกาจึงกล่าวเสริมให้ “สมมติว่าเจ้าฟ้าทรราชย์คนนั้นลอบฆ่าพระเชษฐาทั้งสองพระองค์จริงๆ แต่การจะได้มาซึ่งอำนาจในราชสำนักจนสามารถสร้างหน่วยนอกคอกอย่างรากษสได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี คงต้องอาศัยทั้งเส้นสาย กลโกงและความอดทนเป็นอย่างมาก”



“แล้วไง มันก็แปลว่าผู้ชายคนนั้นกระหายบัลลังก์อยู่ดีไม่ใช่เหรอ” ภาคินทร์ยังคงไม่เข้าใจ ชวินทร์จึงยกตัวอย่างเพิ่ม



“พี่คิดตามนะครับ นี่คือหน่วยรบที่สมาชิกเกือบครึ่งไม่ใช่ชาวนิวารินและไม่เคยผ่านการฝึกทหารใดๆ มาก่อน” นิ้วผอมชี้ไปยังกระดาษที่มีรูปวาดหน้ายักษ์ “ซ้ำยังถูกก่อตั้งขึ้นในยุคสมัยที่สงครามระหว่างแคว้นยังร้อนระอุ และผู้คนต่างตั้งแง่กังขาในความภักดีของผู้ที่ไม่ได้เกิดใต้ร่มกัลปพฤกษ์ แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าฟ้าทรราชย์ก็ยังทำให้รากษสกลายเป็นหน่วยรบที่ประสบความสำเร็จที่สุดและได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรชนแห่งแคว้นได้อยู่ดี ไม่เข้าใจเหรอครับ ผู้ชายคนนี้เป็นประเภทมากเล่ห์ ถัดเดินหมากภายในเงามืด หยิบฉวยจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้คนมาใช้งาน ให้ตายสิ...ทำไมผมไม่เคยสังเกตเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ”



ชวินทร์พึมพำอย่างเจ็บใจ ก่อนจะวิเคราะห์ต่อ



“และถ้าพระองค์ต้องการบัลลังก์จริงๆ สิ่งที่ต้องทำคือการปลงพระชมน์พระอนุชาอีกครั้งเท่านั้น ไม่ใช่การฆ่าล้างบางทุกคนจนทำให้ทุกอย่างมันเละเทะแบบนี้”



ภาคินทร์พยักหน้าอย่างรับรู้ เขาเริ่มตามทันแล้วจึงสามารถตั้งคำถามได้ “ถ้าเจ้าฟ้าทรราชย์ไม่ได้ทำแล้วใครเป็นคนสั่งฆ่าเหล่าพระญาติและป้ายความผิดให้พระองค์กัน”



“คุณรู้ใช่ไหมคะคุณธีรัช” รักษ์นาราเอ่ยปาก ทำให้ความสนใจทั้งหมดเบนกลับมายังร่วงท้วมอีกครั้ง “คุณรู้ว่าใครที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เผลอๆ อาจจะมีหลักฐานมาพิสูจน์ด้วยซ้ำ เพราะแบบนั้นคุณเลยต้องหนี ลบเลือนร่องรอยและแกล้งตาย คุณบอกชวินทร์ว่าทำไปเพราะนึกสนุกและเพื่อเลี่ยงภาษี ทั้งที่คนฉลาดและมากความรู้อย่างคุณน่าจะมีเป็นร้อยวิธีด้วยซ้ำที่จะทำให้กลายเป็นคหบดีผู้ร่ำรวยได้ เงินไม่ใช่ประเด็นหรอกค่ะคุณธีรัช ความกลัวและความรู้สึกผิดต่างหากที่ขังคุณไว้ในวัดเล็กๆ แห่งนี้”



“อาจารย์...” ชวินทร์เรียกเสียง ในขณะที่ปราชญ์แห่งยุคสมัยไม่กล่าวคำใดนอกลูบแขนซ้ายที่เสลาจากไม้ไปมาเสมือนกำลังนึกย้อนเรื่องราว และในที่สุด...



“ฉันว่าแล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง อดีตไล่ตามฉันทันจนได้” ร่างท้วมเอนพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมาลูบใบหน้าอย่างอ่อนล้า “แม่หนูฉลาดจริงๆ นะที่ประติดประต่อทุกอย่างด้วยตนเองได้ขนาดนี้ ฉลาดจนอันตรายเลยทีเดียว”



ดวงตาสีดำวาววับ สื่อความนัยน์ว่าสิ่งที่เด็กสาวรู้จะนำภัยมาสู่ตนเองได้ในสักวัน ครั้งนี้รักษ์นาราเลือกถามได้ถูกคน แต่ใครจะรู้ว่าครั้งต่อไปจะเป็นเช่นไร



“ทีนี้ตาฉันถามบ้างแหละ แม่หนูเป็นใครกันแน่” ร่างท้วมโน้มตัวมาข้างหน้าโดยแขนท้าวยันกับหน้าขา “ไม่มีเด็กปกติที่ไหนเขาอยากตามหาความจริงของเหตุการณ์นองเลือดพรรคนั้นหรอกนะ”



“หนูคงไม่ปกติจริงๆ น่ะแหละค่ะ” รักษ์นารายิ้มรับประหนึ่งมันคือคำชมทั้งที่เต็มไปด้วยถ้อยเสียดสี มือบางเอื้อมไปพลิกหน้ากระดาษ มีรูปวาดที่อีกด้านหนึ่งเช่นกัน และมันคือด้านหลังของเหรียญตรายักษาที่เธอและพิมายใช้เวลานับร้อยวันกว่าจะหาวิธีกู้คืนข้อความนั้นมาได้



“ทั้งสองรูปนี้หนูลอกลายมาจากเหรียญซึ่งแม่ของหนูเก็บรักษาไว้”



...ราพณาสูร...



คือคำๆ นั้น



“และหนูคิดว่าหัวหน้าของหน่วยรากษสคือพ่อของหนูค่ะ”




##########


          สนทนา : ขอแสดงความยินดีกับคนที่เดาคำว่า ราพณาสูร ไว้เมื่อครั้งกระโน้นนนนนนนนนนนนนน ด้วยนะคะ 555 คุณเดาได้ถูกต้องแล้ว ตอนนั้นอ่านคอมเม้นท์แล้วมันมาก มีแต่ชื่อยักษ์แปลกๆ ที่ไม่เคยรู้จักเต็มไปหมด //แทบจะแต่งนิยายใหม่ได้อีกเรื่อง 

          เกล็ดความรู้ : ราพณาสูร เป็นอีกชื่อหนึ่งของทศกัณฐ์ค่ะ ซึ่งเป็นชื่อในต้นฉบับภาษาสันสกฤต มีความหมายว่ายักษ์ชื่อราวณะ สังเกตดูคือในภาษาอังกฤษจะสะกดชื่อทศกัณฐ์เป็น Ravana ส่วนในภาษาไทยคำนี้จะหมายถึงสูญสิ้น ราบเป็นหน้ากลอง และคนไทยเองก็คุ้นกับชื่อทศกัณฐ์มากกว่า เลยทำให้นึกไม่ถึงกันเท่าไร ฟ็อกซ์เลยหยิบมาใช้ซะเลย 5555






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #854 lady-zeara (@lady-fair) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2560 / 18:11
    ชอบๆ น่าติดตามมาก
    #854
    0
  2. #556 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 20:40
     ใกล้รู้ความจริงแล้วสิ
    #556
    0
  3. #347 -S!MPLE- (@khimmonsicha) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 13:53
    เข้มข้นมากก
    #347
    0
  4. #312 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 12:58
    ธีรัช ศารทูลเป็นคน( ผู้มาก >> พูดมาก )เหมือนที่ภาคินทร์
    เคยเอ่ยเตือนไว้จริงๆเสียด้วย
    #312
    0
  5. #269 Hazylight (@rinlaby) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 12:17
    ว้าวเลย ตามหนูรักษ์ไม่ทันค่ะ555555
    #269
    0
  6. #268 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 08:57
    เราก็นึกว่า รามสูร
    #ทีมโดนหลอก
    #268
    1
  7. #267 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 23:34
    ความจริงใกล้เข้ามาแล้วรออออ
    #267
    1
  8. #266 Afradear (@00phannita00) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 23:12
    อ่านแล้วขนลุกเลยอ่ะ หลงรักแฟนตาซีไทยแล้ว (;-;)?
    #266
    1
  9. #265 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 20:31
    ชอบกิ๊ฟค่ะ 5555555555
    #265
    0
  10. #264 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 20:09
    เย่ เดาถูกกก
    #264
    0
  11. #263 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 19:55
    ตัดจบได้โหดร้ายมาก อ่านเหมือนอ่านการ์ตูนอ่ะค่ะ มีฉากตัดไปมา เนื้อเรื่องซับซ้อนและตัดจบตอนอย่างโหดร้าย ตอนนี้ไม่เน้นฉากฟินๆแต่การที่เชื่อใจกันนี่โครตดีต่อใจ ปล.จุดพลุเลยค่ะ เดาถูกอ่ะเดาถูก อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #263
    1
  12. #262 The small pencil (@sandpen) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 19:54
    ความเข้มข้นของเนื้อเรื่องหายไปทันทีที่เลื่อนมาเจอgif????
    #262
    1