Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 12 : [ Day 7 ] 11-04 • Mont Blanc ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 มี.ค. 58


 

Day 7

11-04-xx

,, Mont Blanc ,,

 


 

 

 

แม่ไม่เคยเล่าถึงพ่อ

“เราต่างกันเกินไป” เบลินดา มารดาเขาเคยเล่ามากที่สุดก็แค่นั้น “เวลาบนโลกไม่เคยหมุนเท่ากัน แล้วแม่ก็พบว่าเวลาของแม่หมุนอยู่ที่นี่ -- ในอังกฤษ -- ไม่ใช่อีกฝั่งของโลก”

วินเซนต์ไม่เคยถามต่อว่าอีกฝั่งของโลกของพ่ออยู่ที่ไหน รู้แต่แม่เหงา แม่ยังรัก ยังคิดถึง แต่แม่ไม่คิดจะกลับไปหาหรือใช้ชีวิตอยู่ด้วย... อย่างที่ชายหนุ่มฟังแล้วก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมหล่อนถึงตัดสินใจแบบนั้น

เขาไม่เคยเข้าใจความรัก

เพื่อนในวัยเดียวกันมองความรักเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นง่ายๆ ที่ไหนก็ได้ กับใครก็ได้ ง่ายพอๆ กับเซ็กส์ เมื่อวินเซนต์ไม่เคยไหลไปตามกระแสวังวนนั้น คนส่วนใหญ่เลยมองเขาว่าหัวโบราณ คร่ำครึ เนิร์ด เก็บตัว และรักสันโดษเกินไป

แต่เขาเห็นความรักมาแล้ว รักของแม่ในดวงตาที่ไม่สมหวัง

 

“เราต่างกันเกินไป”

 

เขาจึงได้เพียงสงสัย ว่าความรักมันง่ายเหมือนอย่างที่คนวัยเดียวกันคนอื่นๆ เห็นกันหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ, ไม่ใช่สำหรับเขา.

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

โลกของเขาเดินช้าลง

ทุกครั้งที่ได้หยุดพักจากชีวิตประจำวัน เปลี่ยนที่ เปลี่ยนเพื่อนร่วมทาง เปลี่ยนจังหวะการดำเนินชีวิต เวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ มันเร็วเหมือนติดปีก หากในขณะเดียวกัน วันหนึ่งวันกลับคล้ายจะถูกยืดออก จากยี่สิบสี่ชั่วโมงอาจกลายเป็นยี่สิบห้า หรือยี่สิบหก หรือเท่าไรวินเซนต์ไม่ทราบ รู้แต่ว่ามันนานขึ้นกว่าเดิม

เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ กลับรู้สึกเหมือนสอง ทั้งๆ ที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันผ่านไปเร็วราวกะพริบตา

หลังจากหลงหายเข้าโบสถ์และปราสาทไปนาน พวกเขาก็ย้อนกลับมาที่ภูเขาหิมะอีกตามเคย ส่วนหนึ่งเพราะแม่สาวน้อยหนึ่งเดียวของกลุ่มมาตะแง้วๆ พี่ชายอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันว่ายังไม่ได้ไปแตะหิมะกับเขาบ้างเลย ในขณะที่สองหนุ่มได้ปีนยอดเขา Jungfrau กันมาแล้วตั้งสองวันติดๆ แถมยังได้เล่นสกีอีกต่างหาก อัสนีจึงเปลี่ยนแผน เลื่อนจากที่ตั้งใจว่าจะออกกันเที่ยงๆ ให้เร็วขึ้นมาอีกนิด ให้แม่เจ้าประคุณได้มีเวลาซึมซับยอดเขา Mont Blanc ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้มากหน่อย

วันนี้น่าจะเป็นเพียงวันเดียวที่พวกเขาเดินทางออกนอกเขตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ข้ามเข้าไปถึงเมือง Chamonix ในแคว้นที่เรียกว่า Rhône-Alpes ตามชื่อแม่น้ำโรนและเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ติดพรมแดนที่เชื่อมต่อกับสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี

วินเซนต์ไม่เคยไปฝรั่งเศสมาก่อน แต่อัสนีเล่าว่าเคยมาปารีสเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่พ่อของอีกฝ่ายยังทำธุรกิจติดต่อกับหุ้นส่วนในยุโรป แต่เป็นงานอะไร หนุ่มลูกครึ่งไม่คิดจะถามเมื่ออัสนีเล่าต่อไปอีกว่าพอแก่ตัวลง คนเป็นพ่อก็เปลี่ยนมาทำงานศิลปะอยู่กับบ้าน เขียนกวีบ้าง วาดภาพบ้าง เป็นความฝันเล็กๆ น้อยๆ ทดแทนสมัยหนุ่มที่ขาดหายไป

“ความโรแมนติกนี่มันอยู่ในสายเลือดเนอะ” เมขลาแซวไว้อย่างนั้น อัสนีหัวเราะ

“พ่อแท้ๆ ของเราก็ได้ยินว่าเป็นจิตรกรนี่” ชายหนุ่มยิ้ม “พี่จำได้แต่ว่าสมัยเด็กๆ ในบ้านมีแต่กลิ่นสี”

“ทำไมหนูจำอะไรไม่ได้เลยน่ะ”

“ยังเด็กเกินไปมั้ง”

“พวกนายนี่เก่งนะ”  หนุ่มลูกครึ่งพูดแล้วก็ชะงักไปนิดหนึ่งอย่างเพิ่งรู้สึกตัวว่าหลุดปาก รีบเสตาหลบพลางงึมงำอยู่ในลำคอ “ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะ”

Don’t be so serious.  It’s a pleasure to hear that.”

 

วินเซนต์กลืนน้ำลายไม่ลงคอ นั่นไม่ใช่คำพูดตามมารยาทแน่ๆ

แล้วอัสนียินดีอะไร

 

ต้องรักและภูมิใจในตัวเองมากเท่าไร จึงจะยิ้มได้แบบนั้น...

 

Chamonix เป็นเมืองเล็กๆ ที่โด่งดังในฐานะเมืองสกีระดับโลก มีสกีรีสอร์ตผุดขึ้นเต็มไปหมดจากตำแหน่งที่รายล้อมด้วยภูเขาหิมะ ช่วงฤดูหนาวคงคึกคักกว่านี้ไม่น้อย

พวกเขาเช็คอินกับโรงแรมก่อนจะทำอย่างอื่นอีกเช่นเคย มันง่ายต่อการเดินทาง จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องเก็บข้าวของ อีกทั้งยังไม่มีแพลนว่าจะขับรถไปไหนต่อไหนเสียด้วย แค่จอดค้างไว้ที่โรงแรมแล้วออกเดิน

รถเช่าเทียบเข้าที่จอดรถของโรงแรมตอนประมาณเที่ยงกว่า ทำเวลาได้ดีกว่าที่คิดไว้ แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวแบบนี้คือพวกเขามักจะให้เวลากับการเดินมากเกินไป... ไม่ค่อยนิด เพราะรู้ตัวอีกทีก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง พวกเขาเสียเวลาเดินหาของกินราคาไม่แพงนานเกินไปหน่อย ค่าครองชีพแถวนี้โหดใช่ย่อย ทางเลือกที่ดีที่สุดจึงตกเป็นของซูเปอร์มาร์เก็ต Super U ที่มีอยู่เพียงสาขาเดียวในเมือง

 

เวลาผ่านไปเร็ว

เร็วจนน่ากลัว

 

เมขลาทำตาเป็นประกายเมื่ออัสนีชี้ไปทางสถานี Aiguille du Midi แล้วถามว่าจะขึ้น Mont Blanc วันนี้เลยไหม คิวขึ้นกระเช้ายังคงคึกคักดีแม้หิมะจะหยุดตกไปแล้ว หลายคนมาในสภาพพร้อมไปเล่นสกีและสโนว์บอร์ด แลเห็นอุปกรณ์แบบนักเดินเขาอยู่บ้างประปรายระหว่างยืนรอ




 

วินเซนต์เงยหน้ามองความสูงแล้วใจหวิวๆ มันไม่เหมือนกับตอนขึ้น Jungfraujoch ตรงที่ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่ากันมาก จับกระเช้าเคเบิลขึ้นไปสองต่อ ไม่ต้องมีรถไฟ... แต่สมญานาม เคเบิลคาร์ที่ชันและน่ากลัวที่สุดในโลก ก็ไม่ได้ช่วยเขาสักเท่าไรเลย โดยเฉพาะชั่ววินาทีที่ตัวกระเช้าเคลื่อนผ่านแท่นเชื่อมเคเบิล โคลงเคลงและทำให้ช่องท้องโหวงวูบ... มันไม่ช้าจนรู้สึกมั่นคง ไม่เร็วจนหวาดเสียวเหมือนรถไฟเหาะ แต่มากพอจะทำให้ใจสั่นและรู้สึกเหมือนไม่มีวันจบสิ้นได้

อัสนีเหลือบมองเขาก่อนจะถึงคิวซื้อตั๋ว เปรยถาม

“นายโอเคนะ?”

“โอเค”

วินเซนต์ฝืนตอบไปด้วยเสียงที่มั่นใจเกินความเป็นจริงไปเล็กน้อย แต่บ้าหรือเปล่า... ใครจะกล้าพลาดยอดเขา Mont Blanc เมื่อมาเหยียบถึงที่แล้วแบบนี้ ไม่ใช่เขาแน่ๆ คนหนึ่งล่ะ

ธรรมชาติไม่เคยสร้างสรรค์สิ่งใดซ้ำสอง ไม่มียอดเขาไหนที่เหมือนกัน

หาก Jungfrau เป็น Top of Europe แล้ว Mont Blanc ก็สูงเลยขึ้นไปอีกกว่าเจ็ดร้อยเมตร โชคดีที่พวกเขาสามคนพอใจกับแค่จุดชมวิวธรรมดาๆ ไม่ต้องออกไปผจญหิมะอะไรมากนัก เพราะแค่ระดับความสูง 3,842 เมตรเหนือน้ำทะเลนี่ก็แย่แล้ว จะให้ไปสู้กับตัวเลข 4,807 เมตรไหวได้ยังไง

“วินเซนต์แพ้ความสูงเหรอคะ”

“นิดหน่อยครับ”

“งั้นฉันไม่ควรกวนมากสิเนี่ย” เมขลาฉีกยิ้มมาให้ “ไม่เสี่ยงทำคุณปวดหัวดีกว่าเนอะ”

 

จุดชมวิวรอบนี้สูงกว่าคราวก่อนเกือบสามร้อยเมตร นี่สิถึงจะเรียกว่า Top of Europe ของแท้

 

หนุ่มลูกครึ่งเบนดวงตาสีน้ำตาลอ่อนออกไปนอกกระเช้าเคเบิล -- เพิ่งต้นฤดูใบไม้ผลิ -- อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว บริเวณตีนเขาจึงกลับเข้าสู่สภาพป่าตามปกติ เห็นสีเขียวๆ ปนน้ำตาลกระจายไปทั่ว ก่อนที่หิมะจะค่อยๆ กลืนกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ ตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น จนสุดท้ายเหลือเพียงแค่สีขาวของหิมะกับสีน้ำตาลเข้มของก้อนหินที่ตัดกัน

วินเซนต์ไม่แน่ใจว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่ดวงตาของอัสนีจับอยู่ที่เขา แทนที่จะภาพสวยๆ ของภูเขาภายนอกที่รายล้อม เขาพยายามไม่สนใจ มือจับราวเหล็กไว้แน่น ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ที่มีคนเต็มเคเบิลที่จุได้ถึง 72 คนนี่... ใจหนึ่งก็อึดอัด แต่มันอาจจะดีกว่ามีกันโหรงเหรงอยู่แค่สามคนก็ได้

สถานีกลางอยู่ที่ความสูง 2,310 เมตร สูงและชันพอจะให้นักกีฬากระโดดร่มมาเล่นแถวนี้ได้ แต่ที่ผ่านมาก็แค่เรียกน้ำย่อย... ความหวาดเสียวจะเริ่มจากตรงนี้เป็นต้นไปต่างหาก ความชันเกือบตั้งฉากนั่นทำให้คนกลัวความสูงเป็นบ้าไปได้เลย




 

ชายหนุ่มครางเบาๆ อัสนีที่ยืนอยู่ข้างๆ คงจะได้ยินจึงขยับยิ้มนิดมุมปาก กระซิบถามที่ข้างหู

Need a hug?”

ชาวอังกฤษหันมองตาขวาง งึมงำคำต่อว่ากลับไปไม่ได้ศัพท์นัก แต่คนเอเชียเพียงแค่หัวเราะ ตบบ่าเขาเบาๆ... ฝ่ามือเปล่าๆ ที่ไม่ได้สวมถุงมือข้างนั้นหนักแน่น มั่นคงอย่างน่าประหลาด -- ก็แปลก -- เขาไม่คุ้นกับการแตะเนื้อต้องตัวใครเลย เขามีเพื่อนสนิทไม่มากพอจะให้เข้ามาใกล้ได้ขนาดนี้

“ไม่อยากนึกสภาพขากลับเลย” วินเซนต์พึมพำ อีกฝ่ายหัวเราะอีกครั้ง

“น้องๆ รถไฟเหาะเลยล่ะ”

 

ไม่ต้องถึงขั้นกอดหรอก แค่จับมือไว้สักหน่อยก็น่าจะเป็นความคิดที่ดี แม้ความคิดจะเป็นได้แค่ความคิดก็ตาม

วินเซนต์สูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกตลอดการเดินทาง

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ที่อุณหภูมิลบสององศา ลมหายใจกลายเป็นสีขาว

ฟ้าโปร่งเป็นสีฟ้าจัดอยู่เหนือหัวขึ้นไปอีกนิดเดียวเท่านั้น แสงแดดช่วยทำให้อุ่นขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย แต่ไม่มากพอจะเอาชนะความหนาวเหน็บของหิมะที่สั่งสมอยู่รอบด้านไปได้ วินเซนต์ดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดปาก ก่อนจะซุกมือในกระเป๋าเสื้อโค้ทแบบไม่คิดจะดึงออกมาอีกเลย

บรรยากาศบนสถานี Aiguille du Midi ไม่เหมือนกับบน Jungfraujoch เมื่อครั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกสดชื่นแต่นิ่งสงบ เย็นเฉียบเหมือนลมหายใจแรกที่สูดอยู่กลางเทือกเขาหิมะ ครึกครื้นและสนุกสนาน หาก Mont Blanc กลับดูอบอุ่นเป็นกันเองกว่า ระหว่างที่รอคอยให้คนมาเยี่ยมเยือนและค้นหาอยู่เงียบๆ

อาจจะเพราะสถานีด้านบนมีที่ให้เดินเล่นมากกว่า Jungfraujoch พอเดินออกไปก็จะพบดาดฟ้าเป็นชั้นๆ เปิดกว้างให้เดินเล่น หาที่ถ่ายรูปได้ตามสะดวก แต่ถ้าจะขึ้นไปบนจุดชมวิวสูงสุดต้องทะลุผ่านเขาไปขึ้นลิฟต์อีกต่อหนึ่ง อันที่จริงสามารถนั่งกระเช้าต่อไปอิตาลีได้เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่มันออกจะอยู่นอกกำหนดการณ์ของพวกเขามากไปนิด

อัสนีก้มดูนาฬิกาข้อมือ

“อีกสักชั่วโมงค่อยมาเจอกันที่ร้านอาหารตรงนี้เป็นไง” ชายหนุ่มถาม “อนุญาตให้วิ่งเล่นได้ อย่าตกเขาก็แล้วกัน”

“พี่อัสแย่” เมขลาหัวเราะคิก “งั้นหนูไปเดินเล่นนะ”

“ทำไมวันนี้จู่ๆ ก็เดินแยกกัน” วินเซนต์เลิกคิ้วหลังจากที่สาวเจ้าวิ่งดุ๊กๆ หายไปแล้วอย่างสบายอารมณ์ ไม่มีท่าทีว่าจะพ่ายให้กับอากาศบางๆ บนนี้เลยแม้แต่น้อย อัสนียักไหล่

“เดี๋ยวอึดอัดตาย เด็กนั่นไม่ได้ติดพี่นักหรอก ปล่อยให้วิ่งเล่นไปเถอะ” ว่าแล้วก็ยิ้มให้ “ฉันว่าจะอยู่ถ่ายรูปแถวๆ นี้ก่อน นายจะไปบ้างก็ได้นะ ไม่เป็นไรใช่ไหม”

I’m not a kid.”

ดวงตาสีนิลพราวระยับ วินเซนต์รีบหลบตา ซุกหน้าลงกับผ้าพันคอที่คลุมสูงจนเกือบถึงจมูก “งั้นเดี๋ยวเจอกัน”

 

บางทีอาจจะต้องออกมาห่างๆ บ้าง

ก่อนที่เวลาจะเดินไปเร็วกว่านี้

 



 

เมขลาตรงดิ่งขึ้นไปยังจุดสูงสุดก่อน แต่วินเซนต์ไม่อยากเสี่ยงตัวเองขึ้นไปสูงกว่านี้ ขืนไปล้มอยู่บนนั้นตั้งแต่แรกๆ มีหวังอดเดินเที่ยวข้างล่าง ชายหนุ่มจึงเดินช้าๆ ลัดเลาะไปตามทางเดินเหล็กที่อ้อมไปอีกฝั่งหนึ่งของยอดเขา เลยจากสถานีที่ตรงสู่ Helbronner ในอิตาลีไปอีก ตรงไปยังจุดชมวิว Rebuffat ที่เล็กและอยู่ต่ำกว่า

ก็ Mont Blanc มองเห็นได้ด้วยมุมเดียวเสียเมื่อไร

หิมะสีขาวสะอาดเกาะเต็มข้างทาง ดูเบาและนุ่มฟูเหมือนน้ำตาลป่น วินเซนต์เก็บรูปไว้สองสามรูปพอเป็นพิธี เอาไว้ให้แม่เขาดูตอนกลับไปอังกฤษ ก่อนจะเก็บความทรงจำที่เหลือด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว

ทุกอย่างนิ่งเงียบ น่าแปลกที่มีนักท่องเที่ยวน้อยมากเดินมาทางนี้ ส่วนใหญ่จะไปออกันอยู่ที่ด้านบนสุดเสียหมด นานๆ จะมีสวนกลับมาสักคนหนึ่ง

เขาชอบความเงียบ

จุดชมวิวที่ว่าอยู่ไกลพอสมควร แต่การเดินเงียบๆ คนเดียวก็เพลินกว่าที่คิด วินเซนต์เดินไปเรื่อยๆ เขามีเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มในการซึมซับความสวยงามและเงียบสงัดนี่ ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไร เป็นความสงบอันคุ้นเคยหลังจากที่ไม่ได้เจอมานาน... นับตั้งแต่รู้จักกับสองพี่น้องชาวไทยคู่นั้น

มันไม่ได้อึกทึกวุ่นวายหรือน่ารังเกียจ โลกก็แค่กว้างขึ้นอีกนิด สว่างขึ้นอีกหน่อย ไม่รุนแรงจนแสบตา แต่ก็ไม่น้อยเกินไปจนไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

พ้นจากหิมะหย่อมหนึ่งที่คลุมเป็นอุโมงค์ไว้ เลี้ยวขึ้นบันไดไปอีกไม่กี่ขั้นเป็นจุดชมวิว Rebuffet แว่วเสียงคนพูดคุยเบาๆ ระหว่างที่วินเซนต์ก้าวออกไป

แล้วก็ต้องชะงัก

 

“เดี๋ยวมีคนมา”

“คนเมื่อกี้เดินกลับไปแล้ว”

“ก็นั่นแหละ เดี๋ยวมีคนมาอีก คุณจะทำไง”

“แล้วเมื่อกี้ใครท้าฉันนะ?”

 

หนุ่มลูกครึ่งถอยหลังพรวดๆ กลับเข้าไปในอุโมงค์ หน้าร้อนผ่าวขึ้นโดยไม่ได้เจตนา ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่คิดว่าจะเห็นอะไรที่ไม่ควร... เห็น...

“วินเซนต์?”

แล้วจะโผล่มาทำไมตอนนี้...

บางทีรสนิยมและความคิดของพวกเขาสองคนก็คล้ายกันเกินไปหน่อย ไม่คิดว่าอัสนีจะเลี่ยงมาเดินเงียบๆ คนเดียวทางนี้เหมือนกัน เดินค่อนข้างเร็วเสียด้วย หรือไม่ก็เขานั่นแหละที่เดินช้าเอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน วินเซนต์ก็ไม่คิดว่านี่เป็นเวลาดีที่จะคุยกันเสียงดัง

เขากลับคำสาบานของตัวเองที่ว่าจะไม่เอามือออกจากกระเป๋าเด็ดขาดขึ้นมาจรดนิ้วกับริมฝีปาก อัสนีเลิกคิ้วสูง เดินผ่านหน้าเขาไปชะโงกมองจุดชมวิวเงียบๆ แล้วก็ร้อง อ้อ... แบบไม่มีเสียง ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้อย่างขบขัน

“ก็ว่ามาหยุดอะไรตรงนี้” ตาสีดำคู่นั้นพราวระยับขึ้นมาอีกแล้ว “เขินเหรอ”

“ไม่อยากกวนเขา”

“ฉันนึกว่าคนยุโรปจะคุ้นกับอะไรแบบนี้”

“ไม่เหมาะสมนักหรอกในอังกฤษ” วินเซนต์ดึงผ้าพันคอสูงขึ้นไปอีก ร่องรอยสีแดงเรื่อๆ แต้มอยู่บนโหนกแก้มและใบหู “อาจจะปกติในฝรั่งเศส -- หรือเนเธอร์แลนด์ -- หรือสเปน -- ที่ไหนก็แล้วแต่ -- แต่ไม่ใช่ที่อังกฤษ”

“ไม่ใช่ที่ไทย” อัสนียอมรับ “แต่ก็เข้าใจหรอกนะ แถวนี้คนน้อย” กวาดสายตามอง “และโรแมนติกเป็นบ้า”

มาพูดอะไรตรงนี้...

วินเซนต์อยากจะสวนกลับแต่ไม่อยากสบตา บ้าชะมัด เขาลบภาพที่บังเอิญเห็นเมื่อครู่ไปไม่ได้ คนส่วนใหญ่บนเกาะอังกฤษไม่มีปัญหากับเกย์หรือเลสเบี้ยน -- ตัวเขาเองไม่มีปัญหา -- แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะเห็นได้ในที่สาธารณะ หรือที่ใดก็ตามที่ไม่มีหลังคาหรือกำแพงปิดกั้น

แล้วจูบนั่น...

มันก็แค่จูบธรรมดา ไม่ถึงขั้นเสียหายหรือต้องไล่ไปเปิดห้อง เพียงแค่... ออกจะใกล้ชิดมากเกินไปหน่อยสำหรับมาตรฐานของเขา...

 

บ้าที่สุด บ้าที่สุด บ้าที่สุด

 

ใบหน้าของอัสนีไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย วินเซนต์ยิ่งเกลียดตัวเอง เขากัดกระพุ้งแก้มด้านในโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างเริ่มเครียดขึ้นมาหน่อยๆ เขาไม่คุ้นกับการแสดงความรัก ต่อให้เป็นแค่ประจักษ์พยานก็เถอะ

มือเย็นๆ ของอัสนีคว้าหมับเข้าที่ข้อแขน วินเซนต์เผลอสะดุ้ง ก่อนจะเงยหน้าไปเห็นจำเลยสองคนเดินสวนกลับมา คนที่ดูเด็กกว่าหน้าแดงขึ้นเมื่อเห็นพวกเขา ท่าทางตระหนกและกระดากไม่น้อย หากอัสนีไม่ได้ทักอะไรให้ทั้งวินเซนต์ทั้งเด็กนั่นขวัญเสียไปกว่านี้ แค่ดึงเพื่อนร่วมทางให้เดินตามไปเงียบๆ ไม่แม้แต่จะสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

จุดชมวิวเงียบไปมากเมื่อไม่มีคน อัสนีหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาถ่ายรูปโดยไม่ได้พูดอะไร วินเซนต์สำลักลมสำลักอากาศอยู่สองสามทีระหว่างพยายามควบคุมสติ ใบหน้ายังร้อนไม่หาย และถ้าหน้าเขายังไม่หายแดง ก็โทษความหนาวของยอดเขาไปเลยเต็มประตู

 





 

You’re against them?”

หลังจากเงียบไปนาน อัสนีก็เปรยขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มองหน้า วินเซนต์ส่ายศีรษะ

“เรียกว่าไม่คุ้นก็แล้วกัน”

“ไม่รังเกียจนะ?”

“ไม่นี่”

 

“ถ้าฉันเป็นล่ะ?”

 

วินเซนต์ขมวดคิ้วเข้า คราวนี้เขายอมเบนนัยน์ตาไปสบด้วย หากไม่คิดว่าตัวเองจะอ่านแววตาของอัสนีออก... ใครบอกว่าเขาเป็น introvert อยู่ฝ่ายเดียว อัสนีเองก็มีวิธีปิดตัวเองจากโลกภายนอกได้มากพอๆ กับเขานั่นแหละ

“ก็คงไม่” เป็นคำตอบ “แค่ถามหรือพูดจริง”

“ไม่รู้สิ” หนุ่มไทยยักไหล่ “อาจจะทั้งคู่ ฉันแค่ไม่ปิดกั้นใคร”

“อ้อ”

 

ทุกอย่างเงียบไป แล้วอัสนีก็ยิ้ม

 

You’re against me?”

เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่เคยได้ยิน ไม่มีวี่แววประชด เสียดสี หรือแม้แต่ลองใจ ก็แค่คำถามธรรมดาๆ ที่ทำให้หัวใจคนฟังกลับมาเต้นในจังหวะปกติ

“We declared war because we were scared of difference.” วินเซนต์วาดยิ้มรับนิดหนึ่ง บางเบาจนแทบมองไม่เห็น “ฉันไม่คิดว่ามีอะไรบนโลกนี้ที่แปลก เราแตกต่างกันทุกคน ฉันจำไม่ได้ว่าเคยมีเรื่องดีเกิดขึ้นเมื่อเรากลัวความแตกต่าง มันเป็นพื้นฐานของสงคราม และมันไม่สนุกเลย”

“การเหยียด -- เหมารวม -- สงคราม--- เข้าใจง่ายดี” อัสนีหัวเราะเบาๆ “Are you scared of difference?”

“No.” คำตอบชัดเจน “It’s in human nature, but I try not to.”

อัสนีสบตาเข้า หยัดยิ้ม

“ถ้าทุกคนบนโลกคิดแบบนี้ได้บ้างก็คงดี”

“แต่ถ้าเหมือนกันทุกคน แล้วโลกนี้จะเหลืออะไร” ลูกครึ่งอังกฤษยักไหล่ “วิชา Debate คงสนุกน้อยลงเยอะ”

คนฟังหัวเราะพรืด

คนเรียนประวัติศาสตร์เป็นแบบนี้กันหมดหรือเปล่าอัสนีมองไกลออกไป น่าสนุกดีนะ เรียนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต อยู่ในปัจจุบัน ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเวลา...

“หลับอยู่หลังหนังสือเรียน...”

“You slept?”

“Not me.  Most of my friends did.”

You’re different from everyone I know.”

“You’re scared?”

อัสนีส่ายศีรษะเบาๆ กับคำเย้านิ่งๆ เสียงอ่อนลงจนแทบจะเป็นกระซิบ

 

Nah, I like it.”

 

อีกแล้ว

อัสนีต้องหยุดเอ่ยคำว่าชอบ โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ ด้วยน้ำเสียงแบบนี้...

 

จู่ๆ เวลาก็เดินช้าขึ้นมากะทันหัน วินเซนต์รีบเบือนหน้าหนี และสาบานว่าเขาไม่ได้หน้าแดง ภาพ Mont Blanc ไกลลิบๆ ดูจะน่าสนใจขึ้นมาผิดปกติ

หัวสมองหยุดคิดและพยายามไม่นึกถึง แต่ส่วนลึกในจิตใจยังคงดังก้อง

 

มันง่ายเกินไป,

สำหรับความรัก.

 

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

 



From Writer:

รูปมองต์บลังรูปสุดท้ายนั่นมาจากจุดชมวิวด้านบนสุดนะคะ ถ้ามาจาก Rebuffat มุมกล้องจะต่ำกว่านี้อีกหน่อย แต่พอดีไม่ได้ถ่ายจากตรงนั้นมา
อันนี้เป็นแผนที่สถานีค่ะ


Chamonix อยู่ทางขวาล่าง ขึ้นมาตรงสถานีตรงตึกเบอร์ 2 ค่ะ ส่วนสถานีเคเบิลต่อไปอิตาลีคือเบอร์ 4 ถ้าเดินเลาะตามทางสีเทาๆ ไปจะเป็น Rebuffet คือเบอร์ 5 ทางซ้ายล่างค่ะ
และแถวนี้โรแมนติกจริงๆ นะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ //เขิลล์ //เจอคนแสดงความรักกันบนนี้จริง แต่เราไม่ได้เจอหนุ่มๆ จูบกันหรอกนะคะ 555555555555

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #113 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 14:59
    นึกว่าเจอจริงซะอีกนะคะ 555 วินเซนต์กำลังแย่แล้ววว~ โดนแดเมจมากกว่าทุกทีนะคะ(ฮา) อัพต่อเร็วๆ น้าาา
    #113
    0
  2. #97 Zero-b (@korinasai) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 เมษายน 2558 / 17:16
    จิกหมอน!!
    #97
    0
  3. #94 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 12:22
    กรีดร้องงงงง อัพแล้ววว
    มาพร้อมความฟินสุดยอด รักมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะเออออออออออออออออออ
    น่ารักมากอ่ะ แล้วตอนถามๆกันอีกว่าโอเคกับเกย์กับเลสเบียนมั้ย นี่คือเลียบๆเคียงๆถามเผื่อตัวเองด้วยสินะอัศจ๋าาาาาาา
    น่ารักเกินไปแย้ว >/////<
    ขอบคุณนี่มาอัพนะค้า

    ps. ภาพสวยมากๆ
    #94
    0
  4. #93 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มีนาคม 2558 / 02:15
    /////V/////นึกว่าตาฝาดอรั๊ยยยยยยเรื่องนี้ที่รอคอย
    อ่านซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้วเรื่องนี้ มันนุ่มๆฟูๆในอกดีจังค่ะ
    เราชอบบรรยากาศขแงวินซ์กับอัสม๊ากมาก
    ถึงช่วงนี้จะดูอึดอัดนิดหน่อย...กำลังอยู่ในช่วงรู้ใจตัวเองกันนี่นา~
    แถมยังเป็นกับคนแปลกหน้าที่คิดว่าพอจบทริปก็แยกกันอีกT3T
    แต่ยังไงเราก็ชอบบรรยากาศของคู่นี้อยู่ดีมันดูอะไรๆก็ลงตัว
    อะไรที่เหมือนก็ดูเข้ากัน อะไรที่ต่างก็รับกันได้>/////<
    ทั้งสองคนไม่ใช่แค่เหมือนกันเลยเข้ากันได้ แต่ว่าทั้งคู่กลับคิดว่าความต่างของอีกฝ่ายมันลงตัวซะงั้น ตรงนี้แหละที่อบอุ๊นอบอุ่น
    ว่าแต่...อัสขารีบๆจีบหนูวินซ์ด่วนๆน๊าาาาา:) หยอดเข้าไปๆเดี๋ยวพ่อหนุ่มเขาก็ใจอ่อนเองคริๆๆ
    อีกอย่างอัสนายทำเราเขินนายอีกแล้วนะ เขินแทนวินซ์อ้ะ////A////
    ส่วนวินซ์นายก็ทำตัวน่ารักไปแล้วววว เจอคนจูบกันแค่นี้ทำเป็นเขินนนน เดะก็บอกให้อัสจูบนายมั่งเลย//นี่คือสิ่งที่หวัง เมื่อไหร่น้อความหวังดค้าจะเป็นจริงT.T
    ปล.เราคิดว่านี่แทบจะเป็นหนึ่งในเม้าที่ยาวที่สุดที่เราเคยเม้นเลยล่ะค่ะ
    รอติดตามการเดินทางของวินซ์ อัสกับเมฆเสมอนะคะ
    #93
    0
  5. #92 angle-wing (@angle-wing) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มีนาคม 2558 / 02:14
    หายไปนานมากคิดถึงๆๆ
    #92
    0
  6. #90 malwar (@malwar) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มีนาคม 2558 / 08:34
    ฟินนนนน.ชอบอย่างรุนแรง ภาษาจังหวะเหอๆๆเพ้อเลย
    #90
    0
  7. #89 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มีนาคม 2558 / 23:29
    //ตีเบลอเรื่องเห็นมองบลังต์แล้วหิวไป
    อัสสสสสสส ข่นบ้าาาาาาาาา ทำไมนายพูดแต่ละคำมันถึงได้แดเมจแรงขนาดนี้ นี่เขินตบหมอนหนักมากกกกกกก need a hug อะไร I like อะไร เดี๋ยวเหอะะ พูดอะไรเกรงใจหัวใจวินซ์(และคนอ่าน)บ้าง บากะะะะะ
    ส่วนวินซ์ แง ทำไมยิ่งอ่านนายยิ่งน่ากิน กลัวความสูงว่าแดเมจแล้ว เขิลตอนครูกับศิษย์บ้างคู่สวีทกันนี่คนอ่านกรี๊ดเป็นบ้าไปเลยข่ะะะะ //นี่ลุ้นมากว่าให้อัสทำตาม อะเฮื้ออออ
    แล้วตอนพูดถึงเรื่องเรียนนั่น---วินซ์นี่ไทป์กบฏเงียบๆสินะคะ แงงงง น่ามันเขี้ยวเป็นที่สุดดดดดดด //แต่ชอบความคิดเรื่องdifferenceนะ โฮก
    ปล.ปล่อยเมฆไปวิ่งเล่น อัส นี่น้องนะไมใช่โกลเด้น ฟฟฟฟฟ
    ปล2.มองบลังต์ชื่อน่ากินแล้วสวยด้วย แงงงงง อยากเที่ยวววววว อย่างแต่งฟิคเที่ยวววววว แงงงงงงงงง
    #89
    0