Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 11 : [ Day 6 ] 10-04 • Lausanne - CERN - Geneva ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ธ.ค. 57


 

Day 6

10-04-xx

,, Lausanne - CERN - Geneva ,,

 


 

 

ตื่นขึ้นมาใกล้เกินไป

อัสนีคิดว่าเขาเข้าใจความหมายของประโยคนั้นแล้ว

มันใกล้... ใกล้จนเกินไปจริงๆ ใกล้จนวินาทีแรกที่รู้สึกตัวตื่นเขาถึงกับชะงัก อย่างแรกที่สัมผัสได้คือลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับใบหน้า ก่อนจะตามมาด้วยกลิ่นแชมพูหอมอ่อนๆ อย่างที่สัมผัสได้ทุกครั้งเมื่อเข้าใกล้วินเซนต์ เสียแต่ครั้งนี้มันชัดเกินไป หอมจนติดจมูก และทำให้อัสนีลืมตาตื่นได้อย่างชะงัดที่สุด

และภาพแรกที่ปรากฏขึ้นมาบนกรอบตาท่ามกลางแสงสลัวของยามราตรี คือแพขนตาที่ปิดสนิท แนบอยู่กับผิวแก้ม อัสนีกะพริบตาอีกทีหนึ่ง รอจนสายตาเคยชินกับความมืด ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นจะต้องรอให้เห็นชัดกว่านี้ก็รู้ว่าใคร

ก็แล้วจะมีใครอีกล่ะ

วินเซนต์...

ชายหนุ่มเหลือบมองขอบเตียงฝั่งของตัวเองนิดหนึ่ง เอาให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ไปล้ำเขตอะไรอีกฝ่ายก่อน พอดีจังหวะกับตอนที่คนข้างกายเบียดเข้ามาใกล้อีกนิด ซุกกับไหล่เขาแล้วหลับต่ออย่างไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว

เขานอนคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะปลุกอีกฝ่ายให้กลับไปนอนฝั่งตัวเองดีๆ ดีหรือไม่ หรือจะย้ายที่นอนแทนเสียเองดี แต่เห็นท่าทางหลับสนิทเหมือนเด็กๆ นั่นแล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจไปครามครัน

หนุ่มลูกครึ่งซุกเข้ามาอีกนิด ถึงจะตัวใหญ่ไปหน่อย แต่มองๆ ไปก็เหมือนลูกแมวขาดความอบอุ่นน่ารักๆ สักตัว คิดได้แค่นั้นก็ชะงักไปนิดหนึ่ง คำว่าน่ารักลอยอยู่ในความคิดเขามากเกินไปแล้วเวลามีวินเซนต์อยู่ข้างๆ

แต่ความจริงเขาก็ไม่ได้ถืออะไรนักหรอกนะ...

กลิ่นแชมพูหอมๆ ยังโรยติดมาด้วยทุกครั้งที่หายใจเข้า ระผ่านมากับเส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่นุ่มกว่าที่คิด

อัสนีพยายามหลับตา

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ กลิ่นหอมๆ นั่นติดอยู่ในหัวเขาไปจนจบวัน

เมื่อเช้าตอนที่กำลังเบลอๆ งัวเงียแบบเพิ่งตื่นก็เผลอคว้าเข้ามากอดเหมือนกัน แต่ดีที่ตั้งสติทันแล้วพลิกตัวหนี ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครรู้ มีแต่ตัวเขาเองนี่แหละที่ชักรู้สึกว่ามันผิดปกติ

อัสนีรู้ว่ามันฟังค่อนข้างโรคจิต แต่ให้ชักตายเถอะ เขาไม่รู้ว่าวินเซนต์กล้าเรียกตัวเองว่าเนิร์ดได้ยังไง หรือวัฒนธรรมมันต่างกัน เพราะถ้าคนแบบนี้มาอยู่ในประเทศไทยรับรองว่ามีสาวๆ ตามกันเกรียวแน่

หรือมันผิดที่วินเซนต์มีลักษณะทุกอย่างพอดีกับชีวิตเขา...

แค่คุยกันได้ถูกคอพอดี ระดับเสียงเบาแต่ว่าได้ยินพอดี นิ่งเงียบแต่ว่าไม่มากไปจนเกินพอดี มีกำแพงกั้นขวางแต่ไม่น่าอึดอัด มีระยะห่างที่ยอมให้เขาเข้าไปใกล้ได้พอดี

 

ไม่ใกล้ไป ไม่ไกลไป -- พอดีสำหรับเขา

 

อาจไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนอีกเช่นกันที่จะทำแบบนี้ได้

อัสนีเรียกมันว่าการถูกชะตา หรือบางทีอาจจะไม่ใช่แค่นั้น

 

วินเซนต์มีทุกอย่างให้เขาเหลียวมอง

 

โปรแกรมของพวกเขาวันนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนัก เช็กเอ้าท์ตอนสายๆ แล้วขับผ่านไปหาอะไรกินในเมืองโลซาน เพื่อเลยต่อเข้าเมืองเจนีวา หลังจากนอนริมทะเลสาบชื่อเดียวกันนี้จากอีกฝั่งฟาก -- ถ้ามองจากแผนที่จะเห็นทะเลสาบวางเป็นรูปจันทร์เสี้ยวคว่ำ มี Montreux อยู่ที่มุมขวา ลากขึ้นไปตามแนวโค้งด้านบน จนไปจบกับเจนีวาที่มุมซ้ายพอดี

เมขลาเห็นบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างชายหนุ่มสองคนที่อยู่เมื่อวานหายไปแล้วก็ใจชื้น ชวนคุยอะไรต่ออะไรไปได้เรื่อยเปื่อย จริงๆ อัสนีก็รู้หรอกนะว่าทำไมจู่ๆ แม่น้องสาวตัวดีถึงได้คอลไปหาจูเลียน ความห่างเหินของวินเซนต์เมื่อวานชวนประสาทเสียไม่ใช่น้อยเลย และแม่สาวน้อยคงเกร็งน่าดูที่ต้องฝืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หล่อนเป็นคนตรง รับรู้ความรู้สึกคนอื่นได้ง่าย อัสนีเลยต้องจำใจทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้ได้แนบเนียนยิ่งกว่า

 

ตอนขับรถ ดวงตาเขาจับที่ถนน และได้แต่หวังว่าตอนเดินเที่ยว มันจะมีไว้มองสถานที่ท่องเที่ยว

ไม่ใช่คนข้างๆ...

 

ใกล้เที่ยง พวกเขาหาที่จอดรถแล้วลงไปเดินในเมือง บริเวณจัตุรัส Place de le Palud ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ที่นี่นานนัก แค่เดินในจัตุรัสนิดหน่อย แวะไปดูน้ำพุแห่งความยุติธรรมกลางถนนคนเดินในเขตเมืองเก่า แล้วเดินตัดบันไดไม้ที่ทำไว้เพื่อขึ้นไปยัง Cathedral แห่งเมืองโลซาน

วินเซนต์ยังไม่เบื่อโบสถ์ อัสนีดีใจที่เป็นแบบนั้น





 

พวกเขาหาอะไรกินกันง่ายๆ ตามร้านค้าแถวนั้น ไม่ได้กินเป็นกิจลักษณะเท่าไรนัก ซึ่งไม่มีใครถือสา ก่อนที่จะมุ่งหน้าเลยต่อไปยังเจนีวาเป็นเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ เมขลาส่งเสียงงุ้งงิ้งอยากแวะดูโน่นนี่ อัสนีเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็ถอนหายใจ หันไปสบตาวินเซนต์เป็นเชิงถาม แต่หนุ่มลูกครึ่งกลับมองเมินไปเสีย

แต่ไม่อึดอัด

บ้าชะมัด อัสนีเริ่มเกลียดตัวเองที่ความรู้สึกไวกับอะไรพวกนี้

 

แล้วพอเผลอคิด บางอย่างมันก็หยุดคิดไม่ได้

 

พวกเขาเอ้อระเหยกันอยู่ที่โลซานจนถึงบ่ายสอง ขับเลียบทะเลสาบแบบไม่เร่งรีบอะไร กว่าจะไปถึงที่หมายก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสี่แล้ว  ก่อนที่วินเซนต์จะแปลกใจนิดหน่อยที่คนขับรถไม่ได้เลี้ยวเข้าโรงแรม หากแวะเข้าที่อาคารหลังใหญ่หลังหนึ่ง เป็นโดมไม้สีน้ำตาลสนิม เรียงตัวเป็นทรงเกือบกลมแบบที่มองครั้งเดียวก็รู้ว่าอะไร

CERN?” วินเซนต์กะพริบตา “นายสนอะไรพวกนี้ด้วยเหรอ”

“เปล่า แค่เปลี่ยนบรรยากาศเฉยๆ” คนถูกถามหันกลับไปยิ้มให้อย่างแนบเนียนนัก “ได้ยินว่ามีพวกนิทรรศการจัดให้เข้าฟรีได้อยู่ ถ้ามีก็เข้า ไม่มีก็ไม่เป็นไร”

“แอนโธนี่”

“หือ?”

วินเซนต์หยุดเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงว่าไม่มีอะไร

 

ไม่มีอะไร

ไม่มีทาง, วินเซนต์มีทุกอย่างนั่นแหละ

 

โชคร้ายนิดหน่อยที่ชั้นนิทรรศการปิดปรับปรุงไปเป็นส่วนใหญ่ มีเปิดให้เข้าไปดูได้แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษ เหมือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เน้นด้านดาราศาสตร์และฟิสิกส์เสียมาก อัสนีเลยปล่อยเมขลาไปวิ่งดูโน่นดูนี่ตามประสาคุณเธอเร็วๆ สักรอบ ยัยตัวยุ่งนี่สนใจไปทุกเรื่องจริงๆ ไม่มีข้อยกเว้นเลย ขอให้ได้เล่นได้เดินเถอะ ส่วนวินเซนต์ดูจะไม่มีความสนใจในเรื่องอะไรพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

เพื่อนร่วมทางของเขาคนนี้อาศัยอยู่ในอดีต ไม่ใช่อนาคต




 

“ไม่ต้องห่วงฉันหรอก เดี๋ยวฉันรออยู่แถวนี้แหละ” ลูกครึ่งอังกฤษว่าพลางไล่ให้เขาเดินตามน้องสาวไป “นายเข้าไปดูเถอะ”

“ไม่ล่ะ ฉันอยู่เป็นเพื่อนนายดีกว่า” อัสนียักไหล่พลางหยิบชาเย็นกระป๋องที่กดมาจากโลซานขึ้นมาเปิดดื่ม เอนตัวพิงกับรั้วกั้นด้านหน้าอาคารแล้วยิ้มให้ “ไม่รังเกียจนะ?”

วินเซนต์มุ่นคิ้วใส่เขา ไม่ตอบ แต่หลบตาอีกแล้ว วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรนักหนา ขยันหลบตาเขาเสียเหลือเกิน เขาต่างหากที่อยากหลบหน้า กลิ่นสบู่หอมๆ กับผมนิ่มๆ นั่นยังติดอยู่ในความทรงจำอยู่เลย

 

อัสนีไม่ชอบนัก แต่ถ้าหลบไปพร้อมใบหูแดงๆ แบบนั้น เขาว่าก็ไม่เลวร้ายเท่าไร

 

วินเซนต์ให้คำอนุญาตเมขลาเรียบร้อยแล้วว่าไม่ต้องเกรงใจ เขาเองก็อยากได้เวลายืนนิ่งๆ รับลมเฉยๆ เหมือนกัน แถวนี้เองก็ลมเย็นใช่เล่น สาวน้อยคนเดียวในทริปเลยกระดี๊กระด๊าไปเดินเล่นตามใจอยาก ปล่อยพวกเขาสองคนเลยยืนรอกันอยู่เงียบๆ

ชายหนุ่มชาวเอเชียหยิบกล้อง D-SLR คู่กายขึ้นมาเปิดไล่ลบรูปที่ไม่ต้องการไปเรื่อยๆ ฆ่าเวลา แอบเห็นคนข้างๆ เหลือบมองอยู่เช่นกัน แต่อัสนีตัดสินใจไม่ทักอะไร ทำเหมือนไม่รู้ไปอย่างนั้น รอจนกว่าอีกฝ่ายจะเริ่มอึกอักแล้วพึมพำออกมาก่อนเอง

Anthony...

Yes?”

“May I...er... take a look?”

Sure. หนุ่มไทยหัวเราะ “แต่รูปซ้ำเยอะหน่อยนะ ฉันยังลบไม่หมด”

“นายเล่นกล้องมานานรึยัง”

“ก็นานแล้ว ตอนนี้รับจ้างหาเงินพิเศษอยู่ด้วยนะ” อวดสรรพคุณตัวเองเสร็จสรรพก็โคลงศีรษะ “สนใจจ้างไหม”

“ขอเก็บไว้พิจารณาก็แล้วกัน”

“แล้วที่นายถ่ายมาเป็นไงบ้าง”

Not bad.” วินเซนต์ยักไหล่ “ได้เท่าที่กล้องคอมแพ็คทำได้นั่นแหละ”

“กล้องเดี๋ยวนี้ก็ดีออก”

ชายหนุ่มสองคนเลยแลกกล้องกันไปเปิดดู จำนวนรูปของวินเซนต์น้อยกว่าเขามากทั้งๆ ที่มีรูปเก่าปะปนอยู่ด้วย ก็สมแล้วน่ะนะ วินเซนต์ดูชอบมองอะไรด้วยดวงตามากกว่าผ่านจอเลนส์ เขาเลื่อนไปเรื่อยๆ จนตัวเลขที่มุมกล้องย้อนกลับมาหยุดอยู่ที่เลข 1

อัสนีค้างไว้ที่รูปนั้น เป็นรูปหญิงสาวคนหนึ่งถ่ายคู่กับพุ่มกุหลาบสีชมพูพุ่มใหญ่ หล่อนดูเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่กะอายุไม่ถูก ผิวขาว ผมสีทองหยักศกน้อยๆ ทิ้งตัวลงมาเคลียบ่า ดวงตาเฉี่ยว หากรอยยิ้มบนใบหน้าทำให้ดูไม่ดุสักเท่าไรนัก

เขามอง แต่ไม่ถาม

วินเซนต์เหมือนจะสังเกตเห็นว่าเขาหยุดอยู่นานผิดปกติจึงเหลือบสายตากลับมามอง พอเห็นเข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัสนีเลื่อนภาพหนีกลับไปยังภาพที่เพิ่งถ่ายมาเมื่อเช้าแทน

ความเงียบทิ้งตัวลงนานมาก แล้วสุดท้ายวินเซนต์ก็เอ่ยขึ้นก่อน

“รูปแม่ฉันเอง”

อัสนีพยักหน้ารับ “ยังสาวอยู่เลยนะ”

“ส่วนใหญ่ก็ทักกันแบบนั้น” ตอบพลางยักไหล่อีกที “กับอีกทีก็บอกว่าฉันไม่เหมือนแม่เลย แต่ก็นั่นแหละ แม่ฉันเป็นคนอังกฤษแท้”

อัสนีเลื่อนภาพกลับมามอง กดซูมเข้า

 

“ฉันว่าเหมือนนะ” เสียงเปรยทุ้มนุ่ม “ตอนยิ้ม ตานายเหมือนแม่”

 

เขาเงยหน้ากลับขึ้นมามอง, แล้ววินเซนต์ก็หน้าแดง

อัสนีชะงัก

ไม่ใช่ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายหน้าแดง เพียงแต่ไม่เคยเห็นแดงขนาดนี้ ชัดเจนขึ้นมาบนผิวแก้มที่คล้ำสำหรับคนอังกฤษแต่ขาวสำหรับคนไทย ลามไปถึงใบหู แดงแบบที่...

อัสนีกลืนน้ำลายไม่ลงคอ แล้ววินเซนต์ก็รีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดหน้า  เช็ดปากเช็ดจมูกอะไรแก้เก้อไปเรื่อย ไม่ยอมสบตาด้วย งึมงำไม่เป็นภาษา เสียงแหบพร่าแบบที่ชวนให้ทุกคนหันกลับมาฟัง

“นายเป็นคนแรกที่พูดแบบนี้”

หนุ่มไทยกัดฟัน กำมือตัวเองแน่นไม่ให้เผลอดึงแขนอีกฝ่ายที่ปิดหน้าอยู่ออก ไม่ ไม่ มันไม่น่าเป็นไปได้ มันไม่น่าจะส่งอิทธิพลรุนแรงขนาดนี้ ไม่น่า...

เป็นอะไรไป อัสนี แค่นี้ก็ทำตกม้าตายเสียการควบคุมไปได้ ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นใครเขินต่อหน้าเสียหน่อย เขาทำคนอื่นๆ เขินก็บ่อยไป ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็เถอะ

 

แต่นี่มัน...

ไม่ไหว เขาต้องเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะคุมตัวเองไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ

 

“วินเซนต์ ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม”

เจ้าของชื่อยังไม่ยอมหันมา แต่ตอบรับเสียงอ่อนๆ ตะกุกตะกัก “อะ...อะไร”

“นายอยู่คนเดียวหรือเปล่า” พูดไปแล้วก็ชะงักเมื่อเห็นคิ้วเข้มของวินเซนต์ขมวดเข้าหากัน “ไม่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ แถวบ้านฉัน เราอยู่กับพ่อแม่จนกว่าจะแต่งงาน บางทีแต่งแล้วยังอยู่ด้วยกันอยู่เลย” อัสนียิ้มขัดหน้าทัพไว้ก่อน ใจเย็นๆ ไว้ “ฉันแค่อยากรู้ว่าปกติที่อังกฤษย้ายออกกันตอนไหน”

“พวกนายไม่ย้ายออกกันหรือ” คราวนี้วินเซนต์เป็นฝ่ายถามกลับบ้าง ท่าทางจะพยายามควบคุมสีหน้าตัวเองแต่ไม่ค่อยสำเร็จเท่าไร “ฉันอยู่คนเดียวตั้งแต่สิบแปด แม่ฉันอยู่กับแม่บ้าน”

“อ้อ แล้วก็หาพาร์ทไทม์ทำ?”

“เคยทำที่ร้านอาหาร ตอนนี้ทำงานพิเศษอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กับห้องสมุด” เป็นคำตอบ “แต่เงินไม่พอมาเที่ยวหรอก นี่เงินแม่”

อัสนีชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเผลอยิ้ม เขามีเพื่อนเป็นคนต่างชาติและคิดว่าพอจะรู้จักวัฒนธรรมบางอย่างของคนอังกฤษอยู่บ้าง... ชาวตะวันตกถือตัวเกินกว่าจะยืดอกยอมรับว่าโตแล้วยังใช้เงินของพ่อแม่ ผิดกับวัฒนธรรมเอเชียที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

วินเซนต์เบนตากลับมาจนได้ในที่สุด แลเห็นแววเว้าวอนบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ กับความคาดหวังบางอย่างที่อัสนีพอจะอ่านออก มันเป็นสายตาของการรอคอย รอคำดูถูก รอความเหยียดหยาม รออย่างเคยชินเสียมากกว่าจะเป็นหวาดกลัว จะว่าลองใจก็คงไม่ผิด

หนุ่มไทยยิ้มให้เหมือนเดิม วินเซนต์เหมือนจะสะดุ้งไปนิดหนึ่ง ใบหูขึ้นสีเรื่อจางๆ ระหว่างหันหนีอีกรอบ

“ไม่เห็นเป็นไร ค่าที่พักกับค่ารถนี่พ่อฉันก็ออกให้ แต่ค่ากินค่าเที่ยวต้องจัดการเอง” อัสนีชิงสารภาพก่อน ยักไหล่ “ท่านอยากให้ฉันได้ออกมาเห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง ให้เที่ยวซะก่อนที่จะเที่ยวไม่ไหว แล้วรถนี่ก็ฝึกขับไว้ เก็บเงินได้เองเมื่อไรค่อยขับพาท่านเที่ยว”

“พ่อนายบอกอย่างนั้นหรือ”

“ก็นะ เขาแค่อยากให้ฉันเที่ยวสบายๆ มากกว่า” ชายหนุ่มยักไหล่ “จริงๆ ฉันว่าเขาไม่อยากได้เงินคืนหรอก เขามีเงินใช้แหละ แต่ฉันกะว่าไว้ทำงานได้เมื่อไร ฉันจะเอาไปใช้หนี้” แล้วก็ยิ้ม “ถ้าเขาไม่อยากได้ก็พาเขาเที่ยวแทน”

ลมเย็นพัดวูบ วินเซนต์ก้มมองรูปถ่ายในกล้อง D-SLR ที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ

“ตอนสาวๆ แม่ฉันชอบไปเที่ยว” หนุ่มลูกครึ่งยอมเล่าในที่สุด “แต่ตอนนี้ท่านไม่ยอมออกจากบ้าน แล้วส่งฉันไปแทน”

“มันแทนกันได้หรือ”

“ฮื่อ แต่ก่อนฉันเคยลองทำอะไรๆ ให้ไปเยอะเหมือนกัน ของขวัญอะไรก็ให้ไปหมดแล้ว” อีกฝ่ายตีหน้าปั้นยาก “แต่ท่านดูมีความสุขที่สุดตอนที่ฉันเอารูปถ่ายระหว่างเที่ยวให้ดู กับตอนที่เล่าอะไรๆ ให้ฟัง พอท่านยื่นเงินมาให้เที่ยว ฉันก็เลยเที่ยว”

“หือ...”

“ฉันรู้ ฉันรู้” วินเซนต์พึมพำ “ลูกแหง่ใช่ไหม”

“ไม่นี่ นายก็หาเงินเองได้ไม่ใช่เหรอ”

“แต่ที่ใช้อยู่นี่ไม่ใช่เงินฉัน”

“แถวเอเชียแบบนี้ไม่แปลกนะ”

“แปลกสำหรับอังกฤษ”

“ไม่แปลกสำหรับฉัน”

 

หัวใจสั่น วินเซนต์บอกตัวเองว่าเขาคิดไปเอง อัสนีก็บอกตัวเองเช่นกันว่าเขายังควบคุมตัวเองได้

ก่อนที่คนอังกฤษจะกระแอมเบาๆ กลับเข้าเรื่อง

 

“ไว้หาคืนได้ฉันค่อยเอาไปคืนแม่” เขาเล่าต่อ “แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ขี้เกียจอธิบายให้คนอื่นฟัง เวลามาเที่ยวเลยไม่ค่อยได้บอกใคร มันสบายใจดี”

อัสนีหัวเราะขำ “แต่นายก็เล่าให้ฉันฟัง”

“พอเที่ยวเสร็จเราก็ไม่เจอกันแล้วนี่”

 

พูดเองก็ใจหายเอง แต่คนฟังใจหายกว่า

 

สมองบอกว่าพวกเขาเพิ่งรู้จักกันแค่หกวัน มันจะอะไรกันนักหนา หากลางสังหรณ์กลับกระซิบบอกว่าไม่ควรปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่มีเหตุผลหรือตรรกะรองรับ ก็แค่สังหรณ์ลึกๆ ว่ายังไม่อยากให้จบลง

มันไม่ได้ชัดเจนจนระบุออกมาเป็นคำว่าชอบ แต่สภาพการณ์ทั้งหมดทำให้ไปบรรจบที่คำคำนั้น

การท่องเที่ยวก็เหมือนกับการหยุดเวลา หนีโลกแห่งความเป็นจริง สมองกับหัวใจเลยเผลอเล่นไปตามกระแสของ ความไม่จริง นั่น หลงคิดว่ายังอยู่ในความฝันที่ทำอะไรก็ได้...

 

“อะ เจอแล้วๆ รอกันนานมั้ย~”

 

เสียงใสๆ ระรื่นหูของเมขลาดังขึ้นจากประตู กระตุกคนสองคนให้หลุดจากภวังค์ อัสนีดึงมือตัวเองกลับมาซุกใส่กระเป๋ากางเกงได้ทันเวลา ก่อนที่มันจะเอื้อมออกไปดึงใครบางคนให้เข้ามาในระยะที่ใกล้กว่าแค่ คนรู้จัก

วินเซนต์หันไปทักทายราวกับเรื่องเมื่อครู่เพียงแค่ฝันไป พร้อมกับเลื่อนรูปในกล้องให้คุณเธอดูกลบเกลื่อน เมขลาจะสังเกตหรือไม่ อัสนีไม่รู้ แต่ดีแล้วที่ให้หล่อนอยู่กับวินเซนต์

“เอ๊ะ หน้าแดงจัง ไม่สบายเหรอคะ”

...หรืออาจจะไม่ดี

อัสนีหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ ระหว่างที่หนุ่มลูกครึ่งบอกปัดไปว่าไมเกรนขึ้นนิดหน่อย เปิดโอกาสให้สารถีประจำทริปได้จังหวะแทรก

“งั้นรีบเอาของไปที่โรงแรมกันเถอะ เผื่ออยากพักจะได้พักเลย ดีไหม”

คนป่วยกะทันหันแค่พยักหน้า ส่งกล้องคืนให้แล้วเดินนำไปเลย ปล่อยเมขลาให้มองเพื่อนร่วมทางทั้งสองคนสลับกันไปมาอย่างแปลกใจ

 

อัสนีไม่คิดจะอยู่ไขข้อความข้องใจของน้องสาว

เขามีปัญหากับตัวเองมากกว่ากันนัก.

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

แต่พอไปถึงโรงแรม เช็กอินแล้วจริงๆ ท่าทางแกล้งป่วยของวินเซนต์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เจ้าตัวดูอยากจะออกไปเดินเล่นในตัวเมืองมากกว่านั่งอุดอู้อยู่ในห้อง ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้ อัสนีเข้าใจดีว่าการนั่งมองหน้ากันอยู่ในห้องเงียบๆ หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ มันจะยิ่งทำให้อึดอัดเข้าไปใหญ่

อึดอัด...?

ก็ไม่ แค่... แปลก...

 

ใช่ แค่แปลกเท่านั้น

 

เกือบห้าโมงแล้ว พวกเขาไม่มีอะไรทำนอกจากเดินเล่นรอร้านอาหารเปิด ทะเลสาบเป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการเดินฆ่าเวลา มันมีลม มีสวน มีที่ให้เดิน มีต้นไม้ และมีความเงียบผิดกับในตัวเมือง เป็นคนละบรรยากาศกับการเดินดูของในเขตเมืองเก่าที่ได้สัมผัสชีวิต ได้เห็นผู้คน

ที่ข้างทะเลสาบสีน้ำเงิน พวกเขาได้เห็นตัวเอง






 

ลมพัดเอาไอเย็นจากผิวน้ำขึ้นมาด้วย อัสนีไม่กระตือรือร้นกับเจนีวามากนักแต่ก็ถ่ายรูปอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคงจะหนีไม่พ้นนาฬิกาแดดที่สร้างขึ้นมาจากดอกไม้ เป็นแลนด์มาร์กแห่งหนึ่งที่รวมนักท่องเที่ยวมากมายให้เข้ามาถ่ายรูปคู่ด้วย

ชายหนุ่มเผลอนึกถึงวันที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นาฬิกา วันนั้นวินเซนต์ยืนอยู่กลางนาฬิกาแดดที่ใช้มนุษย์เป็นเสาหลัก

 

หรือบางที, บางที

เวลาของพวกเขาอาจจะหยุดลงตั้งแต่ตอนนั้น

 

“วินเซนต์ถ่ายรูปด้วยกันไหมคะ”

“ไม่เป็นไรครับ เชิญเลย” คำปฏิเสธอย่างสุภาพดังมาจากที่ไกลๆ วินเซนต์ดูจะไม่ชอบการยืนอยู่หน้ากล้องเท่าไรนัก “เดี๋ยวผมถ่ายให้ก็ได้”

เมขลาไม่ตื๊อ ก็ยังดี หล่อนไม่วุ่นวายอะไรกับพ่อหนุ่มลูกครึ่งคนนี้มากนัก จำได้ว่าเพื่อนหล่อนหลายคนก็เป็นแบบนี้ แม่ตัวยุ่งเลยรู้ดีพอสมควรว่าคน introvert ไม่ชอบอะไร

วินเซนต์ยกกล้องขึ้นมา, อัสนีเองก็อดไม่ได้เช่นกัน

 

กล้องดีกว่ามนุษย์ ตรงที่หยุดเวลาได้

หยุดความทรงจำเอาไว้ตรงนั้น

 

อัสนีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นบ้าอะไรขึ้นมา คงต้องโทษแบบเดียวกับที่วินเซนต์เคยโทษไว้เมื่อวานนั่นแหละ ว่าเมื่อเช้าพวกเขาสองคนตื่นขึ้นมาใกล้กันมากเกินไป อะไรที่พยายามจะไม่สังเกตก็เลยเผลอติดอยู่ในสายตาจนได้

หนุ่มไทยหวนนึกไปถึงห้องพักในโรงแรม ห้องพักรอบนี้เล็กกว่าคราวก่อน เป็นเตียงคู่สองเตียง ซึ่งแน่ล่ะ เมขลาคงได้ยึดครองไปเป็นของตัวเองแน่ๆ ไม่เตียงใดก็เตียงหนึ่ง เหลือทิ้งอีกหนึ่งไว้ให้กับพวกเขา มันใหญ่เกินไปสำหรับหนึ่งคน แต่ไม่กว้างมากนักสำหรับสอง...

อัสนีถอนหายใจยาว

 

คืนนี้เขาควรจะรีบข่มตาหลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้... และคืนต่อๆ ไปด้วย...

 

 

xxxxxxxxxx

 





From Writer:

กรี๊ด ขอโทษที่หายไปนานแบบนานมากจนไม่รู้จะนานยังไงยังงี้ค่าาาา T T //กราบรอบทิศ แง
สารภาพตรงๆ ว่าตันค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเรารู้สึกว่าเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนไว้แรกสุดมันยืดกว่าที่คิด เราอยากเขียนให้มันช้า แต่ด้วยความที่มันช้าเรื่องเลยเอื่อย ตอนนี้เลยเอามานั่งโละใหม่ว่าจะทำยังไงให้มันเร็วขึ้นดีแต่ไม่เปลี่ยนอารมณ์เดิม โฮ ต้องขอโทษที่หายไปด้วยจริงๆ ค่ะ

ตอนนี้เลยหันมาเติมพัฒนาการซะหน่อย ไม่งั้นเรื่องจะไม่เดินเอา

ขอบคุณนักอ่านทุกๆ คนที่ยังรอ คอยทวง คอยถาม และฝากความคิดถึงมาให้นะคะ แง รักทุกคนมากๆ ค่า T////T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #112 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 11:05
    พัฒนาการมากค่ะ(ฮา) หวานมากกก แต่ก็ครึ้มมาก รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าทั้งสองคนรักกันได้เร็วๆ ก็ดีน้าาา~
    #112
    0
  2. #88 Nil[Night] (@nisharee_kom) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มีนาคม 2558 / 12:27
    ยังรอเรื่องนี้อยู่เน้อ~ คืนนี้จะนอนหลับกันมั้ยนี่ ฮ่าๆๆไ
    #88
    0
  3. #85 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 09:45
    งื้ออออออออ
    อ่านซ้ำรอบเท่าไหร่ไม่รู้...รู้แต่รออยู่นะคะะะะ>3<
    #85
    0
  4. #84 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2557 / 19:51
    ตอนแรกหนูว่าหนูพลาดที่ลูปjibun rockตอนอ่าน

    แต่หนูว่าเยี่ยมค่ะ หนูเอาหัวโขกโต๊ะตามจังหวะเลยค่ะ แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

    //เขินน เขินนนน เขินไปตายยยยยยยยยย*เอาหัวโขกแบบฮาร์ดคอร์* ฟฟฟฟฟ ฟีลลิ่งมุ้งมิ้งแบบอยู่ในช่วงกำลังจะฟอลอินเลิฟนี่มันฟิน มาก มาก มากกกกกกกกกกกกกกก

    ชอบตอนคุยกันมาก คือ แต่ละคำที่พูดกันนี่ดูแบบ....เฟลิร์ต โดยเฉพาะอัส คุณคะ เขาไม่เขินก็ตายด้านแล้วคุณ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ถ้าหนูเป็นอัสนี่ยั้งมือไม่ทันแน่ๆค่ะ วินซ์เขินเป็นอะไรที่น่าขย้ำอย่างเลอค่า ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    พ่อเจ้าประคุณรุนช่องเขินได้น่ารักสามล้านโลก โฮกกกกกกกกกก //ส่งจิตอยากขย้ำไปให้อัส/ขย้ำแทนเลาที/ขย้ำซะ/ขย้ำขย้ำขย้ำ *กล้องตบ*



    ปล.ตอนวินซ์ซุกๆเข้ามานี่แทบอยากมุดจอเข้าไปแทรกกลางเลยค่ะ //กำเดาไหลไปตาย

    ปล2. อัส มันไม่ใช่ถูกชา มันคือโชคชะตานำพาเรามารักกัน /แต่เราก็หากันจนเจอ /กล้องกระแทกหน้า 
    #84
    0
  5. #83 เก้าอี้น้อย (@zabow) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2557 / 23:14
    อ่านแล้วฟินนน>W<
    #83
    0
  6. #82 angle-wing (@angle-wing) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2557 / 23:02
    เห็นเรื่องนี้อัพละแทบกรี๊ด คิดถึงๆๆ
    #82
    0
  7. #81 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 17:13
    ยินดีต้อนรับกลับมานะค้าาาา
    อ่านแล้วเขินมากเลยตอนนี้ ไนท์ว่าจังหวะเรื่องดีมากเลยอ่ะ คือไม่เร็วไม่ช้าเกินไป แบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนความรู้สึกของอัศนีต่อวินซ์ที่ไม่มากเกินแต่ก้ไม่น้อยเกิน คือกำลังพอดี แล้วยังเหตุให้ต้องมีหน้าแดง แหม่ น่ารักจริงวินซ์น้อยๆ ฮุฮิฮุฮิ อยากรู้จริงว่าคืนนี้จะเป็นยังไง การที่เตียงมันแคบเกินสองคนเนี่ย >//////<
    #81
    0
  8. #80 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 17:12
    ยินดีต้อนรับกลับมานะค้าาาา
    อ่านแล้วเขินมากเลยตอนนี้ ไนท์ว่าจังหวะเรื่องดีมากเลยอ่ะ คือไม่เร็วไม่ช้าเกินไป แบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนความรู้สึกของอัศนีต่อวินซ์ที่ไม่มากเกินแต่ก้ไม่น้อยเกิน คือกำลังพอดี
    แล้วยังเหตุให้ต้องมีหน้าแดง แหม่ น่ารักจริงวินซ์น้อยๆ
    ฮุฮิฮุฮิ
    อยากรู้จริงว่าคืนนี้จะเป็นยังไง การที่เตียงมันแคบเกินสองคนเนี่ย >//////<
    #80
    0
  9. #78 BD_FC_Reborn&LSK (@playzzz1) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 17:32
    อย่าโกรธน้าแต่...อัพหัวปีท้ายปีเลย
    5555+

    วินเซนต์ยังน่ารักเสมอเลย >//<
    อยากเห็นตอนสมหวังเร็วๆจัง
    รอต่อไปค่ะ  ><
    #78
    0
  10. #77 My_Winter (@tuator_joker) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 16:53
    ขุ่นพระ!!! คืบหน้าค่ะ ฮาา
    ฉากหน้าแดงนี่มันอิ๊อ๊ะมากเลยค่ะ
    จะจับวินซ์มาฟัด ฮือออ~~~
    ส่วนอัสนีปล่อยให้ฮีข่มใจต่อไป... และคืนต่อ ๆ ไป
    เหนื่อยหน่อยนะคะ 555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 ธันวาคม 2557 / 16:59
    #77
    0
  11. #76 dark-violin (@dark-violin) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 07:37
    อัสนีหวั่นไหวให้เห็นกับเขาบ้างแล้วววว เขินแทนวินซ์ เขินแทนอัสค่ะ _/////_
    #76
    0
  12. #75 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 07:27
    บรรยากาศตอนนี้ดูจะหวานๆแต่ก็รู้สึกหน่วงๆไปในตัวแฮะเพราะความรู้สึกของพระ-นายล่ะมั้ง
    ปล.ถึงจะหายไปนานแต่ไรท์ก็ไม่ทำให้คนอ่านผิดหวังค่ะจุ๊บๆ
    #75
    0
  13. #74 mygirl (@fushsia) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 21:08
    อร้ายยยย มาต่อแล้ว สารภาพค่ะว่าตามอ่านมานาน แต่เพิ่งมาเม้นท์แรก55555
    รักพ่อหนุ่มวินเซนต์เวลาเขีนนี่น่ารักน่าหยิกชะมัด แต่ก็ชอบอัศนะ ขี้เล่นดี
    พอมาอยู่ด้วยกันแล้วลงตัวมาก ๆ รอไรเตอร์ต่อไปนะคะ><
    #74
    0
  14. #73 malwar (@malwar) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 22:44
    มันอาจะช้า แต่ก็เป็นสเน่ห์ของนิยายกลิ่นไอท่องเที่ยวนะค่ะ  เรื่อยๆละมุนมีอะไรให้อมยิ้มชอบจังหวะเรื่องนี้มากเลย
    #73
    0