คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Love Actually รักนาย...ผู้ชายในฝัน (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 9 : บทที่9 : งอนง้อขอคืนดี


     อัพเดท 23 พ.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/รักหวานแหวว
Tags: ชายในฝัน, กำมะลอ, แผนรัก, เล่ห์รัก, ณเดชน์, ญาญ่า, กลรัก, แบรร์รี่, อุรัสสยา, อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/napoonnovels/story/view.php?id=770711#ixzz1sIsPqXR3
ผู้แต่ง : Aislin/อิซลิน/ณปุณ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aislin/อิซลิน/ณปุณ
My.iD: https://my.dek-d.com/Aislin
< Review/Vote > Rating : 90% [ 3 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 6,191
105 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 19 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Love Actually รักนาย...ผู้ชายในฝัน (สำนักพิมพ์ Happy Banana) ตอนที่ 9 : บทที่9 : งอนง้อขอคืนดี , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 384 , โพส : 3 , Rating : 100% / 3 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 
บทที่ 9

 


           
ตฤณกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคออย่างยากเย็น สายตาเคลือบแคลงระคนสงสัยไม่ไว้ใจประดังประเดเข้ามา ราวกับดาบที่กำลังทิ่มแทงตัวเขาจนพรุน ชายหนุ่มหันไปพบสายตาว่างเปล่าของมัณดาวีย์แล้วส่ายหน้าเป็นเชิงว่าตัวเองก็ไม่รู้สร้อยเพชรนี้มาอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไร เจ๊วินนี่ระบายลมหายใจเฮือกอย่างโล่งอก ในที่สุดก็พบของที่หายไปเสียที ที่นี้ก็เหลือแต่การตั้งคำถามกับจำเลยเท่านั้น


               
“สร้อยนี้มันไปอยู่ในกระเป๋าคุณอตินได้ยังไงคะเนี่ย”


               
“มิ้นท์ผิดเองแหล่ะค่ะ พอดีมิ้นท์มัวแต่ห่วงเจ็บขาก็เลยลืมไปสนิทว่าตัวเองเป็นคนเอาสร้อยข้อมือนี้ไปใส่ในกระเป๋าฝากคุณอตินเอาไว้” จู่ๆมัณดาวีย์ก็พูดโพล่งขึ้นมาตัดหน้าตฤณ “มิ้นท์เห็นว่าตะขอสร้อยมันหลวมไปหน่อยน่ะค่ะ ก็เลยกะว่าจะเอาไปเปลี่ยน มิ้นท์ไม่ได้เอากระเป๋ามาด้วย ก็เลยถือโอกาสใส่ไว้ในกระเป๋าคุณอตินเสียเลย” หญิงสาวอธิบายด้วยสีหน้าเก้อๆ ก่อนจะลงท้ายด้วยการขอโทษทุกคนที่ทำให้ตื่นตระหนกและเลยพลอยทำให้เสียเวลาในการค้นหาสร้อยอันเนื่องมาจากความสะเพร่าของตัวเองแท้ๆเลยเชียว


                เจ๊วินนี่รีบผ่อนคลายสถานการณ์ด้วยการบอกว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว วันนี้ให้ซ้อมแค่นี้ก่อนก็พอ จากนั้นก็อนุญาตให้ทุกคนกลับบ้านได้ จะเหลือก็แต่สตาร์ฟที่จะทำหน้าที่เคลียร์พื้นที่เท่านั้น


                มัณดาวีย์ถอนหายแรง ส่วนตฤณก็หันมองหญิงสาวด้วยแววตาขอบคุณ อย่างน้อยมัณดาวีย์ก็ไม่เชื่อว่าเขาเป็นขโมย อีกทั้งเธอยังออกรับหน้าแทนเขาด้วย ถ้าหากว่าทุกคนเชื่อในสิ่งที่เห็นแล้วคิดว่าเขาเป็นเจ้าคนขี้ขโมยจริงๆ อย่างนี้เขาจะมองหน้าคนอื่นได้อย่างไรกัน ตฤณนึกไม่ออกและไม่อยากจะนึกเลย


                ระหว่างที่จะไปส่งมัณดาวีย์ที่บ้านวิวัฒน์วรากร หญิงสาวนั่งเงียบมาตลอดทาง พอตฤณถามอะไรก็เป็นแบบถามคำตอบคำ ดวงตาสีดำสนิทนั้นทอประกายครุ่นคิดบางอย่าง หวังว่ามัณดาวีย์จะไม่คิดว่าเขาเป็นขโมยเหมือนกับคนอื่นๆหรอกนะ


                เมื่อถึงบ้านแล้ว มัณดาวีย์เปิดประตูรถลงไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ตฤณรีบตามลงไปแล้วเดินอ้อมไปดักหน้าหญิงสาวเอาไว้ ถามถึงสิ่งที่ในใจกำลังกลัว


                  “คุณเป็นอะไรมัณดาวีย์ อย่าบอกนะว่าคุณก็เชื่อว่าผมเป็นขโมย” ตฤณสบตาคู่นั้นแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น “ผมไม่ได้ขโมยสร้อยข้อมือนั่น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาอยู่ในกระเป๋าผมได้ยังไง”


               
“อย่าปากแข็งอีกเลยอติน ถ้าไม่ใช่นายแล้วจะเป็นใคร นายเป็นคนเดียวที่อยู่ใกล้ชิดฉันที่สุด บางทีนายอาจจะร้อนเงินจนคิดอะไรตื้นๆอย่างการขโมยสร้อยเพชรไปขายก็ได้”


               ตฤณมองมัณดาวีย์อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง สิ่งที่เขาคิดมันก็เป็นจริงจนได้ มัณดาวีย์ไม่เชื่อที่เขาพูดเลย
“อีกอย่างนะ สร้อยเส้นนั้นหากเอาไปขายใช้หนี้ให้เพื่อนนาย คงมีเงินเหลือเก็บอีกมากโข”


                 นี่มัณดาวีย์เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ตฤณเท้าสะเอวด้วยความเซ็งกับความคิดของมัณดาวีย์ที่พยายามโยงเอาเรื่องนู่นนี่มาปนกับจนมั่วซั่วไปหมด คนตกเป็นจำเลยลองตั้งคำถามขึ้นบ้าง


                     “แล้วผมจะไปขโมยตอนไหนไม่ทราบ”


                
“ใครจะไปรู้ นายอาจจะเผลอขโมยตอนฉันกำลังห่วงเรื่องเจ็บข้อเท้าก็ได้ ถ้าคิดจะขโมยยังไงมันก็ไม่เลือกที่ ไม่เลือกวิธีการหรอก”


                 คำพูดของหญิงสาวทำให้ตฤณขบฟันแน่น ถึงเขาจะเป็นจิตรกรไส้แห้งยังไงก็ยังไม่คิดมีความคิดอยากจะลักกินขโมยกินมาก่อน ผู้หญิงคนนี้กำลังดูถูกเขาอีกแล้ว


                มัณดาวีย์มองอาการนั้นก่อนจะหยักยิ้มมุมปาก คงจะโกรธที่เธอเผลอไปจี้ใจดำเข้าเต็มๆ


                    “แล้วถ้าคุณคิดว่าผมเป็นขโมย ทำไมถึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยด้วย ทำไมไม่จับผมส่งตำรวจเลยล่ะ”


               
“ที่ฉันเข้าไปช่วยแก้หน้าให้นายตอนนั้นก็เพราะไม่อยากให้ตัวเองต้องเสียชื่อต่างหาก คนเขาจะมองยังไงหากว่าผู้ชายที่ฉันกำลังคบอยู่ดันเป็นขโมย นายคิดว่าฉันจะยังรักษาหน้าตัวเองในฐานะประธานของสยามอัญมณีได้อีกเหรอ”


                ตฤณมองมัณดาวีย์ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่กำลังประดังเข้ามาในอก ตอนแรกเขายังนึกดีใจคิดว่าที่เธอออกโรงปกป้องเขาก็เพราะว่าเธอเชื่อว่าไม่ผิด แต่ที่ไหนได้ มัณดาวีย์ก็คิดเหมือนคนอื่น


                    “คุณก็ห่วงแต่ตัวเองนั่นแหล่ะ”


                หญิงสาวเฉยชากับคำพูดนั้นก่อนย้อนกลับที่ทำให้ตฤณต้องขบฟันอีกรอบ


                  “แล้วมันจริงไหมล่ะ” เมื่อได้ยินคำถามแบบนั้น อารามน้อยใจทำให้ตฤณโพล่งออกไป


               
“ถ้าคุณคิดอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้นผมก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวอีก” ตฤณเว้นวรรคหอบหายใจแรง “ผมเป็นคนขโมยสร้อยเพชรเส้นนั้นเอง เพราะอยากจะช่วยไอ้ดอน นี่ใช่ไหมคือสิ่งที่คุณอยากจะฟังนักหนา” ตฤณยิ้มหยัน ไม่สนใจสีหน้าที่อึ้งไปของมัณดาวีย์ ชายหนุ่มค่อยๆถอยหลังไปที่รถก่อนจะดึงกุญแจรถออกมาแล้วยื่นให้เจ้าของตัวจริงที่รับไปด้วยมือที่กำลังบังคับไม่ให้สั่นระริก “เอาคืนไปสิ เดี๋ยวจะหาว่าผมขโมยของคุณอีก”


               
“นายอติน” มัณดาวีย์อุทานออกมาเบาๆ เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทำแบบนี้


               
“ผมขอถอนตัวจากไอ้เรื่องบ้าๆนี้ก็แล้วกัน พอกันทีกับการเล่นละครเฮงซวยของคุณ ลาก่อน...มัณดาวีย์” ตฤณเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินห่างออกไปเรื่อยๆ มัณดาวีย์เม้มริมฝีปากด้วยความหนักใจ ลึกๆเธอก็ไม่เชื่อว่าตฤณจะทำแบบนี้ แต่ด้วยหลักฐานที่มันโจ่งแจ้งคาตาทำให้เธอไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นายทำแบบนั้นจริงๆหรือเปล่าอติน


               
“พี่นนท์คะ มิ้นท์มีเรื่องอยากจะให้พี่นนท์ช่วยเช็คให้หน่อย”

 

 



                เมื่อมัณดาวีย์เล่าเรื่องที่สร้อยเพชรถูกขโมยให้ศรารัตน์ฟัง หญิงสาวก็ออกอาการไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะเป็นฝีมือของตฤณ


               
“นายอตินเนี่ยนะจะขโมยสร้อยเพชร ฉันว่าคงเข้าใจผิดกันแหงๆ นายนั่นดูท่าจะเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีจะตาย คงไม่ทำเรื่องที่ลดเกียรติลดศักดิ์ศรีตัวเองหรอก”


               
“คนที่เข้าตาจนเดือดร้อนและกำลังต้องการเงินยอมทำได้ทุกอย่างนั่นแหล่ะ”


               
“ดูเหมือนแกจะปักใจเต็มที่เลยนะว่านายนั่นเป็นคนผิด” ศรารัตน์ตั้งข้อสังเกตจับผิดมัณดาวีย์ แต่อีกฝ่ายรีบท้วง


               
“ก็หลักฐานมันคาตา ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วใครผิดใครถูกกันแน่”


               
“พี่เห็นด้วยกับศรานะ ตอนที่แกโทรมาบอกครั้งแรกก็ทำเอาอึ้งเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่คิดว่านายอตินนั่นจะทำอยู่ดีนั่นแหล่ะ” ชานนท์หันไปพูดกับมัณดาวีย์ “พี่ให้คนไปลองสืบเรื่องนี้ดูแล้ว อีกไม่นานก็คงจะได้เรื่องว่านายอตินเป็นขโมยจริงๆหรือเปล่า”


                พูดไม่ทันขาดคำ เสียงมือถือของชานนท์ก็ดังขึ้นทันทีราวกับจะรู้ ชายหนุ่มเดินเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์อีกด้านหนึ่งของห้องทำงาน มัณดาวีย์มองตามด้วยความอยากรู้เช่นกัน


                ชานนท์คุยโทรศัพท์อยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะวางสายไป
“ได้เรื่องแล้ว” หันไปบอกศรารัตน์และมัณดาวีย์ “นายอตินเป็นผู้บริสุทธิ์” คำพูดนั้นยังความดีใจมาให้กับมัณดาวีย์ไม่น้อยที่รู้ว่าตฤณไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นจริง แต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกไม่ดีที่ไปพูดกล่าวหาชายหนุ่มแบบนั้น เธอผิดเองที่ตัดสินคนก่อนที่จะพิสูจน์เรื่องราวให้กระจ่าง


               
“แล้วตกลงใครเป็นขโมย” ศรารัตน์ถามบ้าง


               
“นางแบบในนั้นน่ะแหล่ะ ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดในห้องหลังเวทีและตัวกล้องที่อยู่บนเวที” เมื่อเห็นว่าศรารัตน์และมัณดาวีย์รอฟังอยู่ ชานนท์ก็ขยายความ “ดูจากกล้องวงจรปิดแล้ว สร้อยน่าจะตกหล่นอยู่บนเวทีตอนที่ยัยมิ้นท์สะดุดหกล้ม นางแบบนั่นบังเอิญเห็นแล้วก็แอบเก็บสร้อยเอาไว้ แล้วทีนี้ภาพจากกล้องอีกตัวในห้องด้านหลังเวทีมันก็เป็นหลักฐานมัดตัวนางแบบคนนั้นเพราะว่าตอนก่อนที่พวกสตาร์ฟจะค้นสัมภาระ นางแบบคนนั้นคงเห็นว่าจวนตัวก็เลยเลือกที่จะทำลายหลักฐานด้วยการทิ้งสร้อยไป เบี่ยงประเด็นให้สร้อยไปอยู่ที่คนอื่น เพราะว่าหากตรวจพบคาหนังคาเขา ก็จะไม่มีใครสนใจไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดอีก แล้วเธอก็คิดว่าตัวเองคงจะรอด”


               
“สรุปว่านายอตินก็เลยซวยไป เพราะยัยนางแบบนั่นดันเลือกกระเป๋าเขา” ศรารัตน์สรุปให้ ซึ่งชานนท์ก็พยักหน้าน้อยๆ ชายหนุ่มหันไปทางหญิงสาวอีกคน


               
“นายอตินก็เลยกลายเป็นแพะไปโดยปริยาย”


               
“แล้วนางแบบคนนั้นล่ะ” มัณดาวีย์ถามต่อ เธออยากจะรู้ว่าเมื่อได้หลักฐานแบบนี้ ชานนท์จัดการอย่างไรต่อไป “จับส่งตำรวจหรือเปล่าคะ” ชายหนุ่มส่ายหัวแล้วบอก


               
“แค่ตักเตือนไปทางต้นสังกัด พี่ไม่อยากให้ถึงตำรวจ กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เปล่าๆ อีกอย่างแกก็ออกหน้าไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนเอาสร้อยใส่ในกระเป๋าใบนั้นเอง ฉันไม่อยากให้แกหน้าแตกเพราะต้องการปกป้องอติน”


                 มัณดาวีย์มองชานนท์แบบขอบคุณ ญาติผู้พี่ของเธอคนนี้ทำงานได้หมดจดสมกับที่เธอไว้ใจเขาให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้บริษัทสยามอัญมณีคงได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไปแล้ว


                 “ทางต้นสังกัดก็รับปากว่าจะจัดการลงโทษนางแบบคนนั้นให้ แล้วก็ไม่ต้องห่วงด้วย พี่สั่งให้คนที่รู้เรื่องนี้ปิดปากหมดแล้ว”


                        มัณดาวีย์พยักหน้าก่อนเอ่ยเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกผิดที่เอ่อขึ้นในใจ เธอเข้าใจตฤณผิดไป
“แล้วฉันจะทำยังไงดี”


                   ศรารัตน์รู้ว่าเพื่อนหมายถึงเรื่องของอติน จากที่ฟังมัณดาวีย์เล่า ดูท่าทางอตินคงจะโกรธมากที่หญิงสาวไปกล่าวหาเขาแบบนั้น ถึงขนาดคืนรถและบอกถอนตัวออกจากการเล่นละครลับ ลวง พรางครั้งนี้

อีกทั้งงานแฟชั่นโชว์ก็คือพรุ่งนี้แล้ว หากอตินไม่ยอมช่วยแล้วมัณดาวีย์จะทำอย่างไรดี ไหนจะเรื่องงานแล้วก็ต้องมานั่งตอบคำถามไม่รู้จบของผู้เป็นมารดาอีก


               
“แกควรจะไปขอโทษเค้า” ชานนท์แนะนำซึ่งศรารัตน์ก็คิดว่าน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ “เรื่องนี้แกก็ผิดจริงๆนั่นแหล่ะยัยมิ้นท์”


                มัณดาวีย์นั่งหน้าหดเหลือแค่สองนิ้ว ในใจก็นึกไปถึงอาการโกรธระคนน้อยใจของตฤณเมื่อวานนี้ สายตาของเขาที่มองเหมือนจะตัดพ้อที่เธอไม่เชื่อกำลังแจ่มชัดอยู่ในหัว
“แกกับพี่นนท์ก็รู้ว่าฉันไม่เคยต้องคอยง้อต้องคอยขอโทษใคร แม้แต่พี่กร ฉันก็ยังไม่เคยต้องลงทุนไปง้อขนาดนี้”


               
“งั้นแกก็ตัดสินใจเองแล้วกัน จะไปง้อไปขอโทษนายอติน หรือว่าจะทนมองเห็นงานแฟชั่นโชว์ต้องล่มไปกับตาพร้อมกับเสียงก่นด่าของแม่แก”

 

 



                ถ้าให้มัณดาวีย์ต้องเลือกจริงๆ เธอขอเลือกอย่างแรกดีกว่า สาเหตุก็เพราะเธอเองก็รู้ตัวว่าคราวนี้เธอทำเกินไป แล้วถ้าหากงานแฟชั่นโชว์ไม่มีตฤณล่ะก็ คำถามร้อยแปดคงประดังประเดเข้ามาจนเธอต้องอ่วมอรทัยแน่ๆ อย่างน้อยก็คำถามจากคุณทิพย์อาภาผู้เป็นมารดากับพวกบรรดาสตาร์ฟรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานเดินแบบนั่นแหล่ะ หลายคนคงจะตั้งคำถามว่าบัดนี้คู่รักสุดหล่อของมัณดาวีย์ วิวัฒน์วรากรหายไปไหนเสียแล้ว กรณีร้ายที่สุดก็คือมารดาเธออาจจะเค้นคำตอบจนจับโกหกได้ว่าที่แท้แล้วตฤณก็แค่เพียงชายหนุ่มที่เธอจ้างมาอุปโลกน์เป็นแฟนหลอกๆเท่านั้นเพื่อกันไม่ให้มารดาจับเธอคลุมถุงชนกับผู้ชายที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน...ตฤณ เหมราชโยธิน


                รู้ตัวอีกเธอ มัณดาวีย์ก็กำลังยืนอยู่ที่หน้าบ้านเช่าของตฤณ หญิงสาวพยายมเค้นสมองเตรียมคำพูดเอาไว้มากมายเผื่อจะได้เอาออกมาใช้เวลาเจอหน้าตฤณ แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปเป็นนาทีจนถึงชั่วโมง มัณดาวีย์ก็ยังไม่กล้าเอื้อมมือไปกดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านเสียที


               
“คุณนั่นเอง มาทำอะไรที่นี่” มัณดาวีย์มองดอนที่กำลังเดินมาที่ประตูด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับเท่าไหร่ หญิงสาวเดาได้ลางๆว่าตฤณคงจะเล่าเรื่องเมื่อวานให้เพื่อนรักฟังแล้ว รวมถึงเรื่องที่เธอไปกล่าวหาว่าตฤณขโมยสร้อยเพื่อเอาไปให้ดอนขายใช้หนี้แทนแม่


               
“ฉันมาหาอติน เค้าอยู่หรือเปล่า” มัณดาวีย์รวบรวมความกล้าถามออกไป ตั้งแต่เด็กจนโต เธอยังไม่เคยรู้สึกประหม่าเท่าวันนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะหญิงสาวกำลังรู้สึกถึงชนักที่ติดหลังอยู่ก็เป็นได้ “ฉันอยากจะมาขอโทษที่เข้าใจเค้าผิดไป”


                ดอนแค่นเสียงหึให้ลำคอก่อนจะพูดตัดบทว่าตฤณไม่อยู่บ้าน ให้หญิงสาวกลับไปได้แล้ว แต่มัณดาวีย์ไม่ยอมแพ้และก็ไม่เชื่อด้วยว่าตฤณไม่อยู่บ้าน เพราะเจ้ารถคุณปู่ของเขาก็ยังจอดอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน


                มัณดาวีย์เงยหน้ามองขึ้นไปยังหน้าต่างชั้นสองของบ้าน ก่อนสายตาจะสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งทันที หญิงสาวจำได้แม่นว่ามันเป็นดวงตาสีน้ำตาลของตฤณ เพียงชั่วครู่ร่างนั้นก็หายไปจากบริเวณกรอบหน้าต่าง การกระทำนั้นทำให้มัณดาวีย์ยิ่งมั่นใจว่าตฤณคงยังไม่หายโกรธเธอง่ายๆแน่ แต่ก็สมควรอยู่หรอกที่ชายหนุ่มจะโกรธ


               
“ขอฉันเข้าไปรอในบ้านได้ไหมคะ” มัณดาวีย์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อน แต่คำพูดถัดมาของดอนก็ทำให้เธอปั้นสีหน้าไม่ถูก


               
“อย่าดีกว่า ถ้าหากว่าคุณเกิดมาทำของมีค่าตกหล่นในบ้าน เดี๋ยวจะมาหาว่าพวกผมเป็นขโมยอีก” ดอนพูดพร้อมกับจะเดินเข้าบ้าน มัณดาวีย์รีบเรียกเอาไว้ก่อนจะพูดเสียงดังราวกับจงใจให้คนที่อยู่บนชั้นสองของบ้านได้ยินด้วย


               
“ฉันรู้นะว่าเพื่อนนายอยู่ในบ้าน ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องพบอตินให้ได้ ต่อให้ต้องยืนรอทั้งคืนฉันก็จะรอ”

 

 



                มัทรีมองอาการเดินเป็นเสือติดจั่นของตฤณแล้วต้องส่ายหน้า เธอเป็นเพื่อนกับตฤณมานานก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายหัวแข็งใช่ย่อยเลย ในใจตฤณเองก็คงอยากจะลงไปคุยกับมัณดาวีย์ให้รู้เรื่อง แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคงวางฟอร์มใจแข็งไม่เลิก สาวห้าวเหลือบตาหันไปมองดอนบ้าง แต่ดอนก็แค่พยักเพยิดให้โดยไม่ได้พูดอะไร เพราะยังฉุนไม่หายกับเรื่องที่มัณดาวีย์ลากเอาเรื่องหนี้สินของแม่เขาเข้าไปพัวพันแล้วก็มองเพื่อนรักของตนว่าเป็นโจรขโมยสร้อย ดอนอยากจะตะโกนใส่หน้ามัณดาวีย์เหลือเกินว่า ถ้าเอาจริงๆแล้ว ด้วยฐานะเหลือเกินเหลือใช้ของลูกชายคนโตทายาทเหมราชโยธิน รับรองไม่มีทางตกต่ำไปเป็นพวกลักกินขโมยกินแน่


               
“ยัยนั่นยืนรอแกมาหลายชั่วโมงแล้วนะ ป่านนี้คงขาแข็งจับสนิมไปแล้วแหล่ะ” มัทรีพูดเปรยๆแต่ตฤณยังคงเฉยเมยทำไม่สนใจ “แกจะไม่ลงไปเจอกับเขาหน่อยเหรอวะไอ้ติน” คนถูกถามยังคงไม่ตอบอะไร แต่กลับตั้งเฟรมผ้าใบทำท่าจะเขียนรูปแทน มัทรีถอนหายใจแรงกับคนปากแข็ง


                เวลาผ่านไปเรื่อยๆจากตอนสาย กลายเป็นบ่ายและค่ำในที่สุด ดอนมองลงไปด้านล่างก็ยังเห็นมัณดาวีย์ยืน นิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน ชายหนุ่มนึกทึ่งในความอดทนของหญิงสาวไม่น้อย ในใจก็นึกสงสารอีกฝ่าย ความหมันไส้เมื่อตอนที่มัณดาวีย์มาถึงบ้านนี้ใหม่ๆเริ่มจางหายไปจนสิ้น ดอนหันไปมองตฤณที่กำลังจดจ่ออยู่กับการลอกลายลงบนกระดาษ แต่เขาก็เดาได้ไม่ยากว่าจิตใจของตฤณตอนนี้ก็คงไม่ได้อยู่ที่รูปวาดเบื้องหน้าแน่ๆ


               
“ยัยนั่นยืนตั้งแต่สายยันเย็น ไม่ปวดฉี่ปวดขี้บ้างหรือไงวะเนี่ย” ดอนแกล้งถามแต่ตฤณก็ตอบเรียงเรียบอย่างไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก


               
“ถ้าอยากจะยืนอยู่ตรงนั้นทั้งคืนก็ปล่อยให้ยืนไปเถอะ อย่าไปสนใจเลย”


               
“ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอวะไอ้ติน เค้าก็บอกเองว่าเค้าอยากมาขอโทษแกที่เข้าใจผิด” มัทรีพูดแต่ก็โดนผู้ชายใจแข็งตอกกลับมาแทบจะทันทีที่พูดจบ


               
“ผู้หญิงคนนั้นก็ดีแต่ตบหัวแล้วก็ลูบหลัง ที่มายืนรออยากจะเจอหน้าขอโทษฉันก็เพราะกลัวตัวเองเสียหน้าในงานแฟชั่นโชว์พรุ่งนี้ไง” ตฤณไม่ละสายตาจากรูปที่กำลังวาดอยู่


               
“แต่แกก็ยอมให้ผู้หญิงคนนี้ตบหัวลูบหลังทุกครั้งนี่นาไอ้ติน”


               
“ไอ้มัท” ตฤณวางดินสอที่กำลังร่างแบบอยู่ทันที ดวงตาสีน้ำตาลวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกโกรธที่แม้แต่ตัวเอง ก็ยังไม่แน่ใจว่าโกรธเพราะเรื่องอะไร เพราะเรื่องคำพูดของมัทรีหรือว่าเรื่องที่ตัวเองเป็นจริงอย่างที่เพื่อนรักว่ากันแน่


               
“เอาเถอะ ป่วยการที่จะพูด แล้วแต่แกก็แล้วกัน” มัทรีเสียงอ่อนลงเป็นเชิงขอโทษ ที่จริงมันก็เป็นเรื่องของตฤณ เป็นสิทธิ์ของตฤณที่จะเลือกเอาเองว่าจะลงไปหรือไม่ลงไปพบกับมัณดาวีย์ แต่ด้วยความที่มองออกว่ามัณดาวีย์เองก็เป็นผู้หญิงที่ดื้อรั้นหัวแข็งไม่น้อยไปกว่าตฤณ การที่หญิงสาวยอมลงทุนง้อขนาดนี้ก็ถือว่ายอมอ่อนข้อให้มากแล้ว ซึ่งความจริงข้อนี้ตฤณจะรู้หรือเปล่า เธอเองก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งยากให้มากความอีก กลัวว่าจะขัดใจกับเพื่อนรักเปล่าๆ


                ด้วยความที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว บางคืนก็จะมีฝนตกบ้างเล็กน้อย แต่ว่าคืนนี้ดูเหมือนฟ้าจะไม่เข้าข้างมัณดาวีย์ เสียงฟ้าร้องครืนๆพร้อมกับเมฆดำที่คลี่ขยายปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้างทำให้หญิงสาวเองก็เดาได้ว่าฝนคงจะตกหนักในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ มัณดาวีย์เงยหน้ามองไปยังหน้าต่างชั้นสองของบ้าน เธอรู้ว่าตฤณกำลังมองเธออยู่จากบนนั้นเช่นกัน มัณดาวีย์ส่งสายตาไม่ยอมแพ้ให้ชายหนุ่มที่มองตอบกลับมาด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนที่เม็ดฝนขนาดใหญ่จะตกกระทบโดนร่างกายของเธอจนเปียกปอนไปทั้งตัวราวกับกำลังอาบน้ำ จากเบาเป็นหนัก สุดท้ายมัณดาวีย์ก็รู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังยืนอยู่ใต้น้ำตกที่ไหลแรงและพร้อมจะพัดพาเธอไปกับสายน้ำได้ทุกเมื่อ...เธอไม่มีวันยอมแพ้ผู้ชายคนนั้น


                ตฤณมองมัณดาวีย์ที่กำลังยืนตากฝนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆแต่หญิงสาวก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนท่ายืน แววตาของเธอที่มองมาเมื่อครู่เป็นแววตาโชนแสงกล้าที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยเห็น และก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เห็นจากผู้หญิงที่ชื่อมัณดาวีย์ ถามว่าเขาโกรธเธอไหมกับเรื่องเมื่อวานที่เธอพูดจาหาว่าเขาเป็นขโมย คำตอบในใจตฤณก็คือโกรธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชายหนุ่มก็คงเหมือนกับดอนที่ค่อยๆคลายโทสะจนเบาบางลง แต่ด้วยความใจแข็งของตัวเองที่ไม่ชอบยอมแพ้ใครง่ายๆมันทำให้ตฤณเลือกที่จะวัดใจกับมัณดาวีย์ว่าในสงครามประสาทนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะ และดูเหมือนว่าเขาจะ...แพ้แล้ว


                ชายหนุ่มเจ้าของบ้านรีบจ้ำอ้าวลงบันไดไปยังชั้นหนึ่งทันที มัทรีหันไปอมยิ้มกับดอนเป็นเชิงว่า เห็นไหมล่ะ ไอ้ตินก็ยังยอมให้ผู้หญิงคนนั้นตบหัวแล้วลูบหลังทุกครั้งไป ดอนหัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่เพื่อนรักทั้งสองจะพากันไปแอบดูที่หน้าต่าง


                ตฤณเปิดประตูบ้านแล้วเดินฝ่าสายฝนออกไปหามัณดาวีย์ที่กำลังก้มหน้ายืนตัวสั่นอยู่ข้างรถยนต์คันหรูที่เธอเคยให้เขาใช้ เมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหน้า มัณดาวีย์จึงเงยหน้ามองผู้มาใหม่ช้าๆ เธอนึกเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นตฤณ หญิงสาวเอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความหนาวเหน็บจากการยืนตากฝนมานาน


               
“ฉันขอโทษ” มัณดาวีย์มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อตอนที่ตนกำลังอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของตฤณ



Aislin : สวัสดีทุกคนจ้า มาอัพนิยายต่อให้แล้วเนอะ  อ่านให้สนุกนะคะแล้วก็ฝากคอมเม้นท์ติชมให้กำลังใจด้วยเน้อ นักเขียนอย่างเราจะได้มีแรงอัพนิยายต่อไป 55

                ตอนนี้โรงเรียนทยอยเปิดเทอมแล้ว ใครที่ยังเรียนอยู่ก็ตั้งใจเรียนแล้วกันนะจ้ะ ส่วนใครที่จบแล้วและกำลังรอสมัครงานก็ขอให้ได้เน้ออ (อวยพรตัวเองไปในตัว) อิอิ ว่างๆก็มาอ่านนิยายของเราคลายเครียดกันไปก่อน หุหุ

                 ส่วนตอนนี้ก็แอบหวานตอนท้ายๆๆ มีการไปง้อท่ามการสายฝนที่โปรยปรายด้วยง่ะ ^ ^ พระเอกของเราก็ทำใจแข็งไปได้ทั้งๆที่ใจอ่อนยวบตั้งแต่เห็นนางเอกมาง้อที่หน้าประตูบ้านแล้ว อย่างนี้เรียกว่ายอมตั้งแต่หน้าประตู ฮิฮิ :))

ปล. ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ แล้วจะมาอัพให้เนอะ อย่าลืมคอมเม้นท์ให้บ้างนะจ้ะ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Love Actually รักนาย...ผู้ชายในฝัน (สำนักพิมพ์ Happy Banana) ตอนที่ 9 : บทที่9 : งอนง้อขอคืนดี , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 384 , โพส : 3 , Rating : 100% / 3 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 3 : ความคิดเห็นที่ 59
น่ารักอะ ^^
Name : clockcodie < My.iD > [ IP : 27.130.51.209 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 สิงหาคม 2555 / 02:06
# 2 : ความคิดเห็นที่ 20
โห นางเอกสุยอดเลย พระเอกก็ใจแข็งมากๆๆ มาต่อไวๆนะคะ :))
Name : Whatever < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Whatever [ IP : 223.204.58.186 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 09:38
# 1 : ความคิดเห็นที่ 19
ท้ายสุดนายอตินก็ยอม...
Name : ลิลลี่ อีสเตอร์ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ลิลลี่ อีสเตอร์ [ IP : 110.49.234.31 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 พฤษภาคม 2555 / 15:41
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android