บุรพนิมิต

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 4 ภาพวันวานที่เลือนหายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    29 พ.ค. 54



ตอนที่ 4 ภาพวันวานที่เลือนหายไป


ความงดงามแห่งจันทรา มิอาจเทียบเท่าความงามล้ำค่าแห่งใจเจ้าได้เลย


            ขบวนบรรณาการออกเดินทางจากจวนท่านแม่ทัพตั้งแต่รุ่งสางท่ามกลางความหม่นเศร้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่แต่งกายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งกำลังนั่งนิ่งเงียบอยู่บนรถม้าไม่ยอมสนทนากับผู้ใดแม้กระทั่งบิดาของตนเองตลอดการเดินทางร่างเล็กบางของลี่เหม่ยเหรินดูน่าเวทนายิ่งนัก ยามเจ้าตัวนั่งกอดเข่าแล้วผินดวงหน้าออกไปนอกรถม้าอย่างเหม่อลอย


“ใกล้ถึงสระวิหคเทพแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เสียงร้องบอกของทหารนายหนึ่งดังขึ้น ยามตะวันเริ่มลับขอบฟ้าทอแสงสีส้มนวลตาดูน่าหลงใหลแต่ภายในหัวใจของคนที่โดนเอ่ยถึงกลับทุกข์ตรมไม่แพ้เจ้าร่างน้อยตรงหน้านี่เลย


“ขอบใจเจ้ามากเฉียนฝู บอกคนอื่นๆให้ระวังตัวด้วย อีกซักพัก ข้าจะเป็นคนนำขบวนเอง”


“ขอรับท่านแม่ทัพ” อีกฝ่ายรับคำในขณะที่ท่านแม่ทัพลี่ถิงฟงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนเคลื่อนกายเข้าไปนั่งใกล้บุตรสาวตัวน้อยที่ยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นเดิม


“เหม่ยเหริน” เขากล่าวพลางลูบศีรษะเล็กๆอย่างแผ่วเบาจนดวงหน้าจิ้มลิ้มจำต้องหันกลับมาสบสายตาของบิดา


“คะ? ท่านพ่อ”


“พ่อรักเจ้า”ท่านแม่ทัพเอ่ยด้วยรอยยิ้มหม่นหมองก่อนวาดวงแขนรั้งร่างน้อยเข้ามาแนบอก


“ข้ารู้ค่ะ”เด็กหญิงตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเสียจนคนเป็นบิดารู้สึกใจวูบโหวง เจ็บปร่าเกินกว่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปโดยมิได้เอ่ยคำพูดใดกับบุตรสาวให้รู้เรื่องราว


“ไม่ เจ้าไม่รู้หรอกเหม่ยเหริน” เขาปฏิเสธ “เจ้ากับแม่ของเจ้าเปรียบดั่งดวงใจของพ่อ พ่อไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องราวต่างๆและความรู้สึกนี้ให้เจ้าเข้าใจได้อย่างไร แต่พ่ออยากให้เจ้ารู้ไว้ว่าพ่อเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ”


“ข้ารู้ค่ะท่านพ่อ...ข้ารู้ โปรดอย่าได้เอ่ยคำพูดใดๆออกมาอีกเลย เพราะถึงอย่างไรท่านแม่ของข้าก็มิอาจฟื้นคืน” เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยรู้ดีว่าถึงอย่างไรนั้นท่านพ่อก็มิอาจสังหาร ชายซึ่งปลิดชีพมารดาของเธอได้อยู่ดี เพราะ เขาเป็นถึงสามีของกุ้ยเซียน พี่สาวต่างมารดาของเธอ หากชายคนนั้นตาย ลี่กุ้ยเซียนก็จะกลายเป็นหญิงม้ายทั้งๆที่ยังไม่ทันได้เข้าร่วมพิธีแต่งงาน


            ในเมื่อลงทุนถึงขนาดสังหารแม่ของนางและแอบเสพสมกันเพื่อทำลายเจ้าสิ่งที่เรียกว่า พรหมจรรย์ แล้วเธอจะยังทำสิ่งใดได้อีกหรือ ในเมื่อข้อตกลงระหว่างมนุษย์และปีศาจตนนั้น คือ การส่งตัวบุตรสาวซึ่งยังคงความเป็นพรหมจรรย์ของท่านแม่ทัพลี่แลกกับการที่เมืองเซี่ยหยาจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง มันไม่มีประโยชน์อันใดเลยจริงๆที่เธอจะต้องร้องไห้เสียใจ หรือต้องดิ้นรนหลีกหนีกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตน ท่านแม่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว จะอยู่หรือตายก็มีค่าเท่ากัน


            คำพูดที่หลุดออกมาจากร่างเล็กจ้อยส่งผลให้ท่านแม่ทัพลี่ถิงฟงตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าเพียงชั่วข้ามคืนหลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้นความคิดอ่านของบุตรสาวคนเล็กจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนแปลงอย่างน่าสลดใจจนมิอาจให้อภัยตนเองได้เลยที่ไม่สามารถปกป้องบุตรสาวและฮูหยินรองของตนได้  เหม่ยเหนียงพูดถูก ‘นางไม่น่าแต่งงานกับเขาเลย ไม่น่าเลยจริงๆ…’


“พ่อขอโทษนะลูก พ่อขอโทษ...” ท่านแม่ทัพเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ณ เวลานี้เขาหมดสิ้นถึงความอาย ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาของลูกผู้ชายมันไหลรินเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บช้ำที่เกิดขึ้นภายในหัวใจจนมิอาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆได้อีกเลยนอกเสียจากพร่ำขอโทษเจ้าร่างน้อยซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของเขาเอง


“ถึงเวลาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เฉียนฝูเอ่ยเตือน เมื่อแสงจันทราเริ่มอาบไล้ให้ความสว่างไปทั่วบริเวณแข่งกับคบเพลิงที่คณะเดินทางจุดมันขึ้นมา


“ท่านพ่อไปทำหน้าที่เถอะเจ้าค่ะ ข้า...ไม่เป็นไร” ลี่เหม่ยหรินเอ่ยขณะที่กอดร่างของบิดาไว้แน่น แม้ปากนางจะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ภายในใจของนางนั้นกลับหวาดกลัวกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าเหลือเกิน นี่จึงเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะมีแผ่นอกกว้างของบิดาคอยอยู่ดูแลและคุ้มครอง


“พ่อรักเจ้านะเหม่ยเหริน” ท่านแม่ทัพย้ำอีกครั้งขณะที่กดริมฝีปากลงบนศีรษะของบุตรสาวที่ยังคงซุกกายอยู่ในอ้อมแขน


“ข้ารู้ค่ะท่านพ่อ...เพราะข้าก็รักท่านพ่อเช่นกัน” เด็กน้อยกล่าวก่อนผละร่างของห่างจากกายของบิดาอย่างตัดใจ แล้วผินหน้าออกไปมองนอกรถม้าเช่นเดิม



            ระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ครั้งนี้ท่านแม่ทัพลี่กลับเลือกหน้าที่ มิใช่หัวใจของตัวท่านเอง



            แสงสุริยันลาลับขอบฟ้า เหล่าปักษาเริ่มโผบินกลับสู่รวงรังแต่ภายในใจของเธอนั้น กลับหดเล็กลงเข้าไปทุกที...ทุกที แม้จะแสร้งแสดงสีหน้าท่าทางเฉยชาเหมือนว่าไม่ใส่ใจ แต่ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าภายในหัวใจดวงนี้นั้นเจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหนกับสิ่งที่ตนกำลังจะต้องเผชิญ ไม่มีเลย ไม่มีผู้ใดที่จะมาสนใจใยดีกับลูกที่ไม่มีแม่คนนี้เลยสักคน จะมีก็แต่เพียงผู้คนที่อยากเอาตัวให้รอดพ้นโดยไม่สนใจว่าชีวิตของผู้อื่นจะเป็นเช่นไร ขอแค่เพียงตนปาปัญหาต่างๆทิ้งไว้ให้พ้นคอเท่านั้นเอง


            เสียงตี๋จื่อแผ่วพลิ้ว แว่วหวานมาตามสายลมท่ามกลางความมืดมนแห่งรัตติกาล ส่งผลให้ลี่เหม่ยเหรินรู้สึกสงบและอบอุ่นอย่างประหลาด ในขณะที่คนรอบข้างเริ่มมีท่าทางกระสับกระส่ายและหวั่นกลัวต่อสิ่งที่พวกตนมองไม่เห็น


“ปีศาจ!” เสียงอันตื่นตระหนกของใครคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนเกิดเสียงอื้ออึงรอบทิศทางจนท่านแม่ทัพลี่ถิงฟงจำต้องตะหวาดเสียงดังกึกก้องเพื่อควบคุมขบวนบรรณาการให้เข้าที่เข้าทางเช่นเดิม


“หุบปากของเจ้าแล้วกลับเข้าขบวนมาซะถ้ายังไม่อยากตาย จำคำบอกเล่าของข้าไม่ได้หรืออย่างไร ที่ลู่ฟูไชได้สัญญากับพวกเราไว้ว่า หากยังคงเดินในเส้นทางที่กำหนดไว้พวกเราทั้งหมดจะไม่ได้รับอันตราย” สิ้นเสียงทุ้มทรงอำนาจชายคนหนึ่งซึ่งขาดเขลาเกินกว่าจะดำรงสติปัญญาเพื่อรับฟังนั้น ได้รีบหันหลังวิ่งหนีออกไปจากขบวนอย่างรวดเร็วตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงฉีกกระฉากอันน่าสะพรึงก่อนเศษชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งของชายผู้นั้นจะตกลงสู่พื้นดิน


“ไม่นะ” ลี่เหม่ยเหรินกรีดร้องเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรอบรถม้ายามผู้คนเริ่มหวาดผวากรูกันเข้ามาเพื่อหาที่หลบภัย “ท่านพ่อ!” เด็กน้อยเรียกหาบิดาก่อนตัดสินใจวิ่งลงจากรถม้าซึ่งหยุดนิ่งตรงเข้าหาร่างสูงสง่าที่นั่งอยู่บนหลังอาชาด้านหน้าขบวนบรรณาการ


“เหม่ยเหริน เจ้าออกมาทำไม รู้หรือไม่ว่าข้างนอกมันอันตราย” ท่านแม่ทัพเอ่ยถามบุตรสาวด้วยใบหน้าที่ฉายชัดถึงความวิตกกังวลในขณะที่ลี่เหม่ยเหรินส่ายหน้า เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าว่า


“ข้าเป็นห่วงท่านพ่อ” เสียงเล็กๆเอ่ยกับบิดาในขณะที่ท่านแม่ทัพแห่งเมืองเซี่ยหยาปวดปร่าในดวงหทัย ไม่ว่าเขาจะกระทำเรื่องเลวร้ายใดๆลงไป สายเลือดอันเข้มข้นที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าท่านกลับมิเคยนึกโทษโกรธเคืองและยังคงมีความรักและห่วงใยท่านล้นพ้นเหมือนที่ผ่านๆมา


            ‘อนิจจา หรือว่าข้าควรจะพาลูกกลับไปยังบ้านของเราดี เจ้าช่วยตอบข้าทีได้ไหมเหม่ยเหนียง’ ท่านแม่ทัพคร่ำครวญอยู่ในใจก่อนโน้มกายลงอุ้มบุตรสาวขึ้นนั่งบนหลังม้าด้วยกัน


“ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องห่วงพ่อเหม่ยเหริน ทุกๆอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี” เอ่ยปลอบพร้อมทั้งลูบศีรษะของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน “เพราะถ้าหากเวลานี้คนของเราเกิดเป็นอะไรไประหว่างเดินบนเส้นทางที่ปีศาจลู่ฟูไชกำหนดไว้ พ่อจะถือเสียว่าสัญญาระหว่างเราเป็นโมฆะ และพ่อจะพาเจ้ากลับบ้านของเรา” บิดาของเด็กหญิงเอ่ยอย่างหมายมาดในขณะที่ดวงตาสีนิลงดงามเริ่มแวววาวไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ


“ท่านพ่ออย่าได้กล่าวเช่นนั้น” สองมือบอบบางของลี่เหม่ยเหรินยกขึ้นแตะสองข้างแก้มของบิดา ก่อนกล่าวเสริมว่า “ข้าเป็นถึงบุตรสาวคนเล็กของท่านแม่ทัพแห่งเมืองเซี่ยหยา ถือเสียว่าถึงเวลาที่ข้าต้องรับใช้แผ่นดินเพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูลเราเถิดค่ะ ท่านพ่ออย่าได้อับอายขายหน้าเพียงเพราะลูกสาวอันไร้ค่าของท่านเลย”


“เหม่ยเหริน...เจ้ามีค่าสำหรับพ่อเสมอ” ลี่ถิงฟงเอ่ยเสียงแผ่ว ด้วยรู้สึกเหมือนใครมาบีบดวงฤทัย ยามเลือดเนื้อเชื้อไขเอ่ยวาจาฉาดฉานเกินกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันเสียเหลือเกิน ไม่สิ ต้องกล่าวว่า นางยังมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และพร้อมน้อมรับมันไว้ผิดกับผู้ใหญ่บางคนที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบและพยายามปัดมันให้ไกลตัวโดยไม่เลือกวิถีทาง ผิดกันมาก ราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว...


“ขอบคุณมากค่ะท่านพ่อ แค่ได้เกิดมาเป็นลูกของท่านก็เป็นบุญของข้านักหนา อย่าให้สิ่งใดมาพรากความปรารถนาดีของลูกที่มีเลยนะคะ ข้าไม่อยากสูญเสียอะไรไปอีกแล้ว ขอให้ครานี้...” กลืนน้ำลายลงไปในลำคอเมื่อคำต่อมานั้นช่างเอ่ยออกมาได้อย่างยากเย็น “มีเพียงข้าและท่านแม่ที่ต้องกลายเป็นเพียงผู้เสียสละชีวิต ก็พอ...”



                  บทสนทนาอันน่าเศร้าระหว่างพ่อลูกมิอาจหลุดพ้นโสตประสาทอันแม่นยำของร่างที่ซ่อนเร้นแฝงกายอยู่ในความมืดมนแห่งรัตติกาลไปได้ เสียงหวานใสของเด็กน้อยช่างเจรจานั้นช่างไพเราะน่าฟังยิ่งนัก ดุจดั่งเสียงของนกการเวกที่คอยขับกล่อมเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันยามรุ่งอรุโณทัยมาเยือน หากเขามีเด็กน้อยคนนั้นเจ้านกปักษาสวรรค์คงหมดความจำเป็นและเขาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกักขังมันไว้ ดังนั้นนี่คงถึงเวลาปลดปล่อยมันให้เป็นอิสระเสียที ริมฝีปากสีแดงสดคลี่ยิ้มเริ่มถูกอกถูกใจของเล่นชิ้นใหม่อย่างน่าประหลาด โดยหารู้ไม่ว่า การมาเยือนของเด็กหญิงชาวมนุษย์ผู้นี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล และตลอดกาลมันช่างยาวนานและน่าเศร้าเหลือเกิน...


            “เจ้ากลัวข้าอย่างนั้นหรือ?”ลู่ฟูไชเอ่ยถามเด็กน้อยที่ยังคงนั่งก้มหน้านิ่งตลอดหนึ่งชั่วยามหลังจากที่มนุษย์เหล่านั้นนำนางมาเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการให้แก่ปีศาจอย่างเขา ก่อนทอดทิ้งเจ้าร่างน้อยไว้แล้วออกเดินทางไปไกลแสนไกลจากถิ่นที่เขาอาศัยอยู่


“ขะ...ข้า...เอ่อ เจ้าค่ะ” เสียงใสกระซิบแผ่วด้วยความหวั่นเกรง แต่ถึงกระนั้นผู้รับฟังก็ยังไม่พอใจ เนื่องจากน้ำเสียงหวานใสที่ตนต้องการได้ยินกลับเอ่ยออกมาแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงสายลม


“ว่ากระไรนะ?”


“กลัวเจ้าค่ะ” เด็กน้อยละล่ำละลักตอบ ในขณะที่ผู้เอ่ยถามยิ้มร่าอย่างพึงพอใจ


“กลัวข้ามากหรือไม่? แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องอยู่กับข้าที่นี่อยู่ดี” เป็นคำถามที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ต้องการคำตอบแถมยังแฝงไว้ด้วยความเยาะหยันเสียจนลี่เหมยเหรินแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองผู้เป็นเจ้าแห่งรัตติกาลด้วยความสนเท่ห์ ตากลมโตจ้องดวงหน้างดงามของชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังหยอกเล่นอยู่กับปักษาสวรรค์ไม่วางตาพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นว่า


“ข้าไม่ได้กลัวท่านมากมายถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานใสรื่นหูเอ่ยกับลู่ฟูไชที่ผินหน้ามามองเด็กน้อยเต็มๆตา และก็เริ่มรู้สึกเหมือนตนเองกำลังขาดอากาศหายใจรอบๆกายยามได้พินิจนัยน์เนตรใสแจ๋วซึ่งบ่งบอกถึงความสัตย์จริงเพลาที่ริมฝีปากอิ่มสีสดจิ้มลิ้มนั้นเอ่ยว่า “คนที่ผิวตี๋จื่อได้แผ่วหวานถึงเพียงนั้น ไม่มีวันทำร้ายผู้ใดได้หรอกเจ้าค่ะ แต่สิ่งที่ข้ากลัว คือเจ้าปักษายักษ์นั่นต่างหาก ถึงมันจะมีสีสันและรูปร่างที่งดงามแต่แววตาของมันกลับดูไม่เป็นมิตรกับข้าพิกล”


            รอยยิ้มบนดวงหน้าหล่อเหลาประดุจเทพบุตรเลือนหายไป หลงเหลือไว้เพียงสีหน้าจริงจังยามคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันและตามด้วยเสียงทุ้มทรงอำนาจที่เอ่ยกับเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความสนใจว่า


“เจ้าชื่ออะไร”


“ลี่เหม่ยเหรินเจ้าค่ะ”


“งดงามและเปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างนั้นหรือ น่าสนใจอย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด” ปีศาจหนุ่มรำพึง พลางยกมือขึ้นลูบขนของเจ้าปักษาสวรรค์ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย อย่างเผลอไผลจนเกิดความเงียบงันรอบกาย สุดท้ายก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแฝงแววปราณีต่อเด็กหญิงว่า “เอาเถอะ...เจ้าอย่าได้เกรงกลัวสิ่งใดภายใต้อาณาจักรของข้าไปเลยลี่เหม่ยเหริน ตราบใดที่ผืนนภายังคงอาบฉายไว้ด้วยแสงจันทรา ตราบนั้นพลังของข้าจะคงอยู่เพื่อคุ้มครองเจ้าด้วยเช่นกัน”


“แล้ว ถ้าหากแสงจันทร์เลือนหายไปล่ะเจ้าคะ” เด็กน้อยช่างเจรจาเอ่ยถามด้วยความสงสัย


“เจ้าก็อาจจะโดนยักษ์จับกิน!” คำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากสีแดงสดนั้นส่งผลให้ร่างกายของลี่เหม่ยเหรินสะดุ้งโหยง ในขณะที่ลู่ฟูไชหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีกล่าวสืบต่อไปว่า “ยังมีอีกหลายสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ลี่เหม่ยเหริน ตัวข้านั้นเป็นถึงเจ้าแห่งรัตติกาล แสงจันทรานั้นหากเลือนหายไปก็หาได้ลดพลังที่ข้ามีไม่ เพียงแต่ว่า หากท้องนภายังคงฉาบไว้ด้วยแสงเหลืองนวลของจันทรา ข้าก็สามารถเผื่อแผ่ความคุ้มครองให้แก่เจ้าได้ตลอดเวลาไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในอาณาเขตของลู่ฟูไชคนนี้หรือไม่ก็ตาม”


            ดวงหน้าขาวใสของลี่เหม่ยเหรินแหงนเงยขึ้น ตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์เนตรคมที่ทอดมองอยู่ก่อนหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ภายในจิตใจของเด็กน้อยบอกกับตนเองว่า ‘เขาเป็นคน ไม่สิ! เขาเป็นปีศาจที่ใช้ได้’ อีกทั้งความรู้สึกอบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจราวกับได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดีนั้นส่งผลให้เด็กหญิงยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายสดใสจนปีศาจหนุ่มสะดุดลมหายใจ ยามดวงหน้าหวานใสกล่าวกับตนด้วยน้ำเสียงที่ไร้แววหวาดกลัวว่า


“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลู่”


            และนั่น คือจุดเริ่มต้นเรื่องราวระหว่างเด็กหญิงกำพร้าผู้ถูกนำมาเป็นเครื่องบรรณาการให้แก่ปีศาจหนุ่มจนเกิดความผูกพันต่อกันแม้กาลเวลาผันผ่านไป สุดท้าย...โศกนาฏกรรมก็เป็นไปตามวาระแห่งตน สุดแท้แต่เบื้องบนจะกำหนดว่าชีวิตของมนุษย์และปีศาจหนุ่มผู้นี้จะดำเนินไปในวิถีทางใด สวรรค์เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ และสุดท้ายก็คงปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องของเวรกรรมแม้ว่าจะผ่านผันไปอีก กี่ภพ กี่ชาติ ก็ตาม...


@@@@@@@@@


            “ตื่นเถอะ...”เสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบอยู่ข้างริมใบหูทำให้อมิตดาค่อยๆกระพริบเปลือกตาเปิดขึ้นมาอย่างยากเย็น อีกทั้งดวงหน้าหวานยังคงซุกซบอยู่กับทรวงอกของชายหนุ่มอย่างแสนเสียดาย กิริยาอาการที่เริ่มซุกไซ้ใบหน้าไปมากับเสว็ตเตอร์ตัวหนาที่เขาสวมใส่คล้ายแมวน้อยช่างออดอ้อนนั้นส่งผลให้ถังหย่งไซว่ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี


“ขอนอนต่ออีกนิดนะ” เธอส่งเสียงพึมพำในขณะที่เปลือกตาเริ่มปิดลงอีกครั้งอย่างคนขี้เซา


“ผมก็อยากให้ทำอย่างนั้น” เขากล่าวพลางดันร่างหญิงสาวให้ออกห่างอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม “แต่การแสดง อิมเพรสชั่น ออฟ ลี่เจียงมันจบลงแล้ว คุณคงไม่อยากให้คนอื่นๆในกรุ๊ปทัวร์มองคุณไม่ดีใช่ไหมหากมาเห็นคุณนอนหลับซบอยู่กับอกผมอยู่อย่างนี้ อมิตดา”


            ดูเหมือนว่าถ้อยคำของถังหย่งไซว่จะเริ่มผ่านเข้าสู่โสตประสาท หญิงสาวจึงหายจากอาการงัวเงียกระเด้งตัวออกห่างจากร่างของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว


“ขะ...ขอโทษค่ะ” เธอกล่าวพร้อมทั้งยกมือขึ้นพนมไหว้ชายหนุ่มแล้วจัดการใช้นิ้วสางเส้นผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าทรงตามเดิมก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าชี้ที่มุมปากส่งสัญญาณอะไรบางอย่างที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ


“น้ำลายคุณไหล” เขาเอ่ยในขณะที่หญิงสาวหน้าตื่น รีบยกมือขึ้นลูบริมฝีปากและคางของตนเองอย่างรวดเร็วจนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาซึ้งอีกฝ่ายกัดริมฝีปากสกัดกลั้นเสียงเอาไว้อย่างสุดความพยายาม


“คุณหลอกฉันนี่”ดวงหน้าหวานแดงก่ำมองสบตาเขาอย่างกล่าวหา


“ผมไม่ได้หลอก แค่ตาฝาดไปเท่านั้น” เขาแย้งหน้าตาย


“ก็คุณ!”หล่อนแหว ก่อนหยุดชะงักเมื่อลูกทัวร์คนไทยคนอื่นๆเริ่มมองมาทางเธออย่างสนใจ


“เป็นความผิดของผมเองที่สายตาไม่ดี” ถังหย่งไซว่เอ่ยพลางคว้าข้อมือของหญิงสาวขึ้นมากุมไว้ “เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ”กล่าวพร้อมทั้งก้าวเดินนำหน้าหญิงสาวอย่างปกป้องไปตลอดทางที่ผู้คนเริ่มลุกออกจากที่นั่งเมื่อการแสดงอันตระการตาจบลง


            อมิตดาก้มลงมองข้อมือของตนเองที่โดนอีกฝ่ายหนึ่งจับจูงอยู่อย่างอดใจไว้ไม่ไหว เมื่อตนเองไม่สามารถหาเหตุผลใดๆมาอธิบายความรู้สึกนี้ได้เช่นกัน ว่าเพราะอะไร เธอถึงได้ยินยอมให้คนแปลกหน้าจับเนื้อต้องตัวได้ถึงขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คำตอบของคำถามเหล่านั้นดี คือ กลิ่นกายหอมสดชื่นและดวงหน้าหล่อเหลาอันเหมือนกับคนในฝันของเค้าคนนี้ เป็นคำตอบสุดท้ายที่ทำให้เธอยอมปล่อยตัวปล่อยใจไม่ว่าเขาจะพาเธอเดินไปในทิศทางใดก็ตาม ซึ่งอมิตดาเองก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยสักนิดที่จะไว้ใจใครเพียงเพราะหน้าตาและกลิ่นกาย แต่สุดท้าย...เธอก็พ่ายแพ้ให้แก่ใจของตนเอง


ตราบใดที่เราสองยังคงอยู่เคียงกัน ตราบนั้น ข้าก็มิเคยหวั่นต่อสิ่งใดๆ
มีเพียงแต่หัวใจของเจ้า ที่ข้านั้นกลัวเหลือเกินว่าจะผันแปร...


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาอัพให้แล้วค่า...ต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายไปนานมากกกกกกกกกก ช่วงนี้เป็นหน้ามรสุมของบิวจริงๆค่ะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเลย T^T ยังไงก็คิดถึงคนอ่านทุกคนนะ ไม่รู้ว่าจะมีคนรอติดตามอยู่ไหม แต่ถึงยังไงก็ขอให้คุณ รณรต โชคดีมีความสุขเช่นกันนะคะ ^^



ด้วยรัก
...รมย์ชลี...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 พฤษภาคม 2554 / 16:52
    เย้ๆ ไรท์เตอร์กลับมาอัพแล้ว  หายไปนานไม่เป็นไรค่ายังไงก็จะรออ่านนะคะ สู้ๆค่า ^_^V
    #45
    0
  2. #42 ม่านเมฆา (@geniegirl) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 เมษายน 2554 / 19:22
    อยากอ่านต่อแล้วค่ะ

    รอๆสู้ๆค่ะ
    #42
    0
  3. #41 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2554 / 12:47
    หวัดดีครับ คุณรมย์ชลี คงจะไม่ว่านะครับที่แอบเอารูปพระเอกของเรื่องมาเป็นรูปตัวเอง ที่ว่าจะรออ่านได้ไม่นานก็เพราะว่าจะทำงานถึงแค่สิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้นครับ ปลายเดือนพฤษภาคมผมก็จะเข้าวัดหัดขานนาคเตรียมตัวบวชครับ ยังไม่รู้ว่าจะได้บวชเมื่อไหร่ครับ แล้วแต่ครูบาอาจารย์ที่อุดรธานีครับ ตั้งใจว่าจะบวชถวายเป็นพุทธบูชาตลอดชีวิตครับ ก็เลยไม่ได้รีบครับเมื่อไหร่ก็ไม่ว่ากัน กะว่าปลายเดือนพฤษภาคมจะเข้าวัดที่ขอนแก่นครับ แล้วต้นเดือนมิถุนายนค่อยไปเข้าวัดที่อุดร แล้วก็จะบวชที่อุดรครับ
    #41
    0
  4. #40 Green_apple (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มีนาคม 2554 / 16:49
    ไหงมากระจึ๊งเดียวล่ะตอนนี้อ่ะ
    #40
    0
  5. #39 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มีนาคม 2554 / 21:29
    ขอบคุณครับคุณรมย์ชลี
    ถ้าไม่ว่างนาน ๆ มาอัพก็ได้ครับไม่ว่ากัน
    จะรออ่านผลงานนะครับ
    แต่คงจะรออ่านได้ไม่นานแล้วครับ
    #39
    0
  6. #36 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 19:18
    มานอนรอแล้วนะครับเนี่ย ดีใจหมดเลย
    #36
    0