บุรพนิมิต

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 3 เหยื่อแห่งรัตติกาล 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    28 ก.พ. 54

  


ตอนที่ 3 เหยื่อแห่งรัตติกาล


สิ่งที่ข้าเฝ้าปรารถนา... คือ จันทรา หาใช่สุริยัน



            เสียงพูดคุยยังคงดังอื้ออึ้งต่อเนื่องกันมาจนถึง 1 ชั่วยามที่เด็กผู้หญิงตัวน้อยอย่างลี่เหม่ยเหรินจำต้องมานั่งจุมปุ้ก คอยแหงนใบหน้าขึ้นมองบิดาและมารดาสลับกันไปมา รวมไปถึงคนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ที่ยังคงถกเถียงกันไม่หยุดหย่อนนานนับสองชั่วโมงอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ดวงหน้าหวานใสเริ่มฉายแววเหนื่อยหน่าย จากที่นั่งคุกเข่าเรียบร้อยก็เริ่มยืดแข้งยืดขาเมื่อความเมื่อยล้าเริ่มมาเยือน



“ข้าไม่ยอมนะท่านพี่ เหตุใดจำต้องส่งเหม่ยเหรินลูกข้าไปให้เจ้าปีศาจนั่นด้วย!” สตรีผู้มีใบหน้างดงามเอ่ยกับสามีของนางด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าก่อนเอื้อมมือออกมาโอบกอดร่างน้อยไว้แนบอก


“เหม่ยเหนียง เจ้าช่วยสงบสติอารมณ์แล้วฟังข้าอธิบายก่อนได้หรือไม่” แม่ทัพลี่เอ่ยกับฮูหยินรองของตนด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความหนักอึ้งในหัวใจไม่แพ้กัน


“ข้าไม่ฟัง!” นางว่า “เหม่ยเหรินยังเล็กนัก ท่านพี่ทำกับข้ากับลูกเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านไม่รักเราสองคนแม่ลูกเลยใช่ไหม ถึงได้ทำกับเราถึงเพียงนี้”


“ลี่เหม่ยเหนียง!” ท่านแม่ทัพตะหวาดเสียงกร้าว จนคนอื่นๆที่อยู่ภายในบ้านต่างพากันเงียบกริบ หน้าซีดด้วยความหวาดกลัว


“ท่านพี่...ข้าว่าใจเย็นๆกันก่อนเถอะค่ะ”แม่นางกุ้ยเหลียนผู้มีศักดิ์เป็นถึงฮูหยินใหญ่ของท่านแม่ทัพลี่เอ่ยกับสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางเอื้อมมือออกมาแตะต้นแขนแกร่งอย่างแผ่วเบา “ค่อยๆพูด ค่อยๆจา กันดีกว่านะคะ เหม่ยเหนียงเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน นางจึงมิอาจเข้าใจได้ถึงการเสียสละเพื่อบ้านเมืองและคนส่วนรวมเหมือนข้าหรือท่านหรอกค่ะ”


            ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากอิ่มสีแดงสดของฮูหยินใหญ่ ส่งผลให้ลี่เหม่ยเหนียงจ้องมองสตรีที่ยังคงความงามและความเย่อหยิ่งอยู่เป็นนิจไม่วางตา  ความรู้สึกคิดถึงบิดาเอ่อท้นขึ้นมาจับใจ นางไม่น่าดื้อรั้นแต่งงานกับท่านแม่ทัพลี่ผู้นี้เลยจริงๆ


“ใช่…ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านที่ไม่รู้จักทำเพื่อแผ่นดินและส่วนรวม แล้วเหตุใดธิดาของขุนนางผู้สูงศักดิ์เยี่ยงท่านจึงมิยอมส่งกุ้ยเซียนให้ลู่ฟูไชไปเสียเล่า” นางกล่าวอย่างยอมรับ ประสานสายตากับฮูหยินใหญ่ซึ่งๆหน้าปราศจากความเกรงกลัวก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “หรือเป็นเพราะ...นางมิใช่สาวพรหมจรรย์ พวกท่านถึงได้หันมากดดันเด็ก 6 ขวบอย่างลูกสาวข้าแทน”


“เจ้า!”


“พอทีเถอะกุ้ยเหลียน!” เสียงของท่านแม่ทัพลี่เอ่ยปรามภรรยา ก่อนจะหันไปไล่คนอื่นๆ “พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าต้องการเจรจากับเหม่ยเหรินเพียงลำพัง”


“ท่านพ่อ...”


“พาแม่ของเจ้าออกไปด้วยด้วยกุ้ยเซียน อย่าให้ข้าต้องเอ่ยอะไรซ้ำสองอีกเลย”


“เจ้าค่ะ...” บุตรสาวคนโตรับคำก่อนจะหันไปพยุงมารดาที่กำลังมีสีหน้ากราดเกรี้ยวจนเกินกว่าจะบรรยายให้เดินออกจากห้องโถงใหญ่ไปพร้อมๆกัน


            เสียงบานประตูห้องที่ถูกปิดตามหลังส่งผลให้ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างผึ่งผายของท่านแม่ทัพค้อมลู่ลงทันตา ยามทรุดร่างลงนั่งเคียงข้างฮูหยินรองนางอันเป็นที่รักของตน


“เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรเหม่ยเหนียง”


“ท่านย่อมรู้คำตอบของข้าดีถิงฟง” นางกล่าว น้ำตาไหลพรากยามกอดใบหน้าของเด็กน้อยไว้แนบอกแล้วพรมจูบลงบนเส้นผมสีดำขลับของลี่เหม่ยเหรินที่ยังคงนั่งมองบิดาและมารดาอย่างไม่ค่อยเข้าใจ


“ท่านแม่ร้องไห้ทำไมคะท่านพ่อ?” เสียงใสๆเอ่ยถามบิดาที่ตอนนี้เอื้อมมือออกมาลูบศีรษะเล็กๆอย่างแสนรัก ดวงตายาวรีของท่านแม่ทัพเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ ยามมองไม่เห็นหนทางที่จะช่วยบุตรสาวของตนได้เลย


            ลี่ถิงฟงส่ายหน้า ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆกับบุตรสาว มีเพียงอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรัดร่างของภรรยาและเหม่ยเหรินไว้แน่น ด้วยมิอาจสรรหาคำพูดใดๆเพื่อบรรยายความรู้สึก ณ ช่วงเวลานี้ที่เขามีได้เลย


“ข้าไม่น่าแต่งงานกับท่านเลย” ลี่เหม่ยเหนียงเอ่ยแทรกความเงียบงันและเสียงสะอื้นขึ้นมาอย่างแผ่วเบาในขณะที่อ้อมแขนของท่านแม่ทัพกลับรัดแน่นขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของนาง


“เหตุใดเจ้าเอ่ยเช่นนั้น” นางไม่ตอบ มีเพียงแต่อาการเม้มริมฝีปากแน่นก่อนเบือนหน้าหนีจนท่านแม่ทัพลี่ร้อนใจ “เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรเหม่ยเหนียง เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร เจ้าถึงจะพอใจ!” เขาเอ่ยถามภรรยาซ้ำๆเหมือนแผ่นเสียงตกร่องพลางจับบ่าบอบบางทั้งสองข้างแล้วเขย่าไปมา จนนางเงยหน้าขึ้นแล้วตอบเขาด้วยน้ำเสียงและแววตาเด็ดเดี่ยวว่า


“สังหารข้าสิ นั่นคือทางเลือกเดียวที่ท่านมี ท่านแม่ทัพลี่ถิงฟง...”



ความเงียบงันชวนอึดอัดแผ่กว้าง คล้ายดั่งม่านหมอกแห่งความไม่เข้าใจที่ขยายอาณาเขตโอบล้อมร่างของสามคนพ่อแม่ลูกเอาไว้ให้ห่างออกจากกัน ก่อนน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมดุดันของบุคคลที่สามจะดังขึ้น สั่นสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในห้องอย่างสิ้นเชิง


“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเป็นคนมอบมันให้เจ้าเอง!” กระบี่สีเงินวาววับที่พุ่งลงตวัดฉับลงบนต้นคอของฮูหยินรองแห่งตระกูลลี่ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของท่านแม่ทัพและบุตรสาวที่มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ส่งผลให้ร่างบอบบางและศรีษะของลี่เหม่ยเหนียงขาดออกจากกันไปคนละทิศทางท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่โดนหยาดเลือดของมารดาสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าและเสื้อผ้าของนาง


“ท่านแม่!”


            เฮือก! อาการผวาท่ามกลางความมืดมิดจนสะดุ้งสุดตัวส่งผลให้คนที่นอนเคียงข้างโอบกระชับวงแขนรัดร่างบางให้แน่นขึ้นก่อนจะลูบเส้นผมยาวสยายของหญิงสาวที่ยังคงนอนซุกซบอยู่กับอกอุ่นไปมาอย่างแผ่วเบา อ่อนโยน พลางกระซิบกระซาบถ้อยคำลงบนใบหูของแม่ร่างบางที่ยังคงนอนกระสับกระส่ายบ่ายหน้าไปมาจนกระทั่งนิ่งสงบลงอีกครั้งเพียงแค่ได้ยินคำพูดเพียงไม่กี่คำที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากของบุรุษผู้เป็นเจ้าชีวิตตน ปีศาจแห่งรัตติกาล ‘ลู่ฟูไช’


            “คุณมิตรฟื้นแล้วค่ะ คุณมิตรฟื้นแล้ว!” ปนัดดาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี หลังจากที่ชายหนุ่มรูปงามแปลกหน้าคนนั้นก้มลงกระซิบกระซาบกับร่างบางที่สลบไสลไม่ได้สติไปไม่กี่คำ อมิตดาก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างกับมีเวทมนต์เลยทีเดียว


“คุณดา...นี่มิตรเป็นอะไรไปคะ แล้วที่นี่ที่ไหน?” อมิตดาที่ยังคงมีแววสับสนมึนงงอยู่ในนัยน์ตาเอ่ยถามเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์ด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อเห็นว่ารอยยิ้มกว้างของอีกฝ่ายเหือดหายไป แทนที่ด้วยใบหน้าซีดขาวของปนัดดาและคนอื่นๆยกเว้นไกด์นำเที่ยวที่มองมาทางเธอด้วยสีหน้าตื่นตะลึง


“มีอะไรกันเหรอคะ?” เธอเอ่ยถาม หันหน้าไปรอบๆรู้สึกตัวว่าเท้าของเธอมันลอยๆจากพื้นชอบกลก่อนจะอุทานเสียงดัง แล้วลนลานดิ้นขลุกขลักออกจากอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบอุ้มเธอไว้ในทันที  “ว้าย! คุณเป็นใครน่ะ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”


“เขาเป็นคนช่วยคุณมิตรไว้ตอนที่คุณมิตร เอ่อ...สลบไปน่ะค่ะ” ไกด์สาวตอบแทนชายหนุ่มที่ค่อยๆผ่อนร่างของอมิตดาลงพื้นด้วยท่าทีทะนุถนอมไม่นำพาต่อน้ำเสียงแหลมสูงของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มกลับมามีเลือดฝาดจนดูมีสุขภาพดีอีกครั้ง


“อย่างนั้น...เหรอคะ”เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้เขาอย่างคนรู้สึกผิด “ขอบคุณมากค่ะ” กล่าวพร้อมทั้งยกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งจ้องมองหน้าเธอไม่วางตา อย่างว่า...หน้าตาท่าทางแบบนี้ ก็คงโกรธที่เธอไปแสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดีใส่เขาล่ะนะ อมิตดาคิดอย่างสำนึก


“พี่มิตรหายแล้วเหรอคะ?” เด็กหญิงไข่มุกเอ่ยถามแทรกความเงียบงันของกลุ่มทัวร์ไทยที่ยังคงไม่มีใครกล้าสนทนากับพี่สาวคนสวยคนนี้เลยสักคน


“ค่ะ...พี่มิตรไม่ได้เป็นอะไรแล้วค่ะ ที่สลบไปคงเป็นเพราะไม่ชินกับอากาศหนาวๆมากกว่า” อมิตดายิ้มร่า ทรุดตัวลงตอบเด็กน้อยด้วยใบหน้าแจ่มใสขณะที่ไข่มุกโพล่งคำพูดออกไปดังๆ พร้อมกับคิ้วเข้มของเด็กหญิงที่ขมวดมุ่นว่า


“พี่มิตรพูดภาษาอะไรคะ ไข่มุกฟังไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ” 



“คะ? ทำไมไข่มุกถามอย่างนั้นล่ะคะ”’งุนงง มองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ จนสุดท้ายเสียงทุ้มนุ่มของผู้ชายที่เป็นคนช่วยเธอไว้ก็กล่าวตอบเพื่อเฉลยทุกๆอย่างที่เธอสงสัยว่า


“คุณกำลังพูดภาษาจีน เด็กผู้หญิงคนนี้ก็เลยฟังไม่เข้าใจ”


“ไม่จริง ฉันจะพูดภาษาจีนได้ยังไงในเมื่อ...” เอ่ยแย้งทันควัน


“แต่คุณมิตรกำลังพูดภาษาจีนจริงๆค่ะ” ไกด์สาวช่วยยืนยันเป็นภาษาเดียวกันอีกครั้ง ในขณะที่อมิตดาหุบปากฉับกลอกตาไปมา พยายามตั้งสติเพื่อแยกแยะเสียงและสำเนียงที่ตนเองได้ยิน แม้ตอนนี้จะเริ่มรู้สึกปวดหัวจนแทบทนไม่ไหวแล้วก็ตาม นิ้วเรียวยาวถูเข้ากับขมับทั้งสองข้าง นวดคลึง พลางหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าราวกับว่าตนเพิ่งได้พบเจอกับเรื่องอะไรที่หนักหนาสาหัสมากระนั้นแหล่ะ


“คุณควรไปพบแพทย์” ถังหย่งไซว่เอ่ยหลังจากยืนจ้องมองหญิงสาวที่กำลังนั่งหลับตาอยู่นาน “หรือไม่ก็ควรพักผ่อนมากๆ”


“ฉัน...คิดว่า...ควรพักผ่อน” อมิตดาค่อยๆเอ่ยคำพูดออกมา ช้าๆชัดๆ เพื่อบังคับให้สมองที่กำลังสับสนมึนงงกลับมาใช้การได้ปกติตามเดิม และก็ถือว่าเธอทำได้ดี เพราะตอนนี้ไกด์สาวและบรรดาคนไทยรอบข้างเริ่มพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อหญิงสาวกลับมาพูดภาษาแม่ดังเดิม


“ถ้าคุณเดินไหว” ชายหนุ่มกล่าวด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำขณะที่เอื้อมมือออกไปพยุงร่างบอบบางอันไร้เรี่ยวแรงของอมิตดา แต่หญิงสาวกลับสะบัดกาย ส่ายหน้า พร้อมทั้งเอ่ยขัดความหวังดีของชายหนุ่มอย่างถือดีว่า


“ฉันเดินไหว”


“แน่ใจ?”


“แน่...มั้งคะ” พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนเอ่ยเสียงอ่อยเมื่อผุดลุกขึ้นยืนแล้วพบว่าทิวทัศน์รอบด้านมันหมุนวน เอนเอียงไปหมดจนชายหนุ่มแปลกหน้าต้องถลาตัวเข้ามาประคองเธอไว้


“คุณไม่ควรฝืนทำอะไรเกินตัว” เสียงทุ้มนุ่มตำหนิหญิงสาวอยู่ข้างหู ในขณะที่หัวใจของอมิตดาเต้นตึกตัก นี่มันชักจะมากเกินไปเสียแล้ว เหตุใดเขาจึงต้องเหมือนกับผู้ชายที่อยู่ในความฝันของเธอด้วยนะ


“ฉันไม่ได้ฝืน” หล่อนกล่าวปฏิเสธด้วยน้ำเสียงดื้อรั้น “มันอาจเป็นเพราะฉันรีบลุกขึ้นยืนก็ได้”


            ถังหย่งไซว่ส่ายหน้า คร้านที่จะเอ่ยวาจาตอบโต้ใดๆเมื่อได้ยินคำพูดแก้ตัวของหญิงสาว เขาทำเพียงแค่สัมผัสต้นแขนเธอเพื่อช่วยพยุงตัวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันไปเอ่ยกับไกด์สาวชาวไทยด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจเป็นกันเอง แต่...อมิตดากลับเบือนหน้าเบ้ปากใส่แผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างไม่ชอบใจ ที่เขาเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของเธอมากเสียจนเกินงาม


“เดี๋ยวคุณจะพาลูกทัวร์ลงไปชมโชว์ อิมเพรสชั่น ออฟ ลี่เจียง* ใช่หรือเปล่าครับ?”


“ใช่ค่ะ” ไกด์สาวตอบเสียงแผ่ว หน้าแดง เหมือนคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยามได้เห็นรอยยิ้มบาดหัวจิตหัวใจของเขา


“ถ้าอย่างนั้น...” ถังหย่งไซว่ว่าพลางยกข้อมือขึ้นเพื่อดูนาฬิกา “คุณคงต้องรีบหน่อยแล้วล่ะครับ ถ้าไม่อยากให้โปรแกรมทัวร์ผิดเพี้ยนไปจนรวนไปหมด เพราะเท่าที่ผมจำได้โชว์จะเริ่มตอนประมาณ 10 โมง”



“ตายจริง!” ไกด์สาวอุทานเสียงดัง ก่อนรีบหันไปแจ้งลูกทัวร์คนอื่นๆและเช็คชื่อทุกคนทันทีเพื่อป้องกันความผิดพลาด ในขณะที่ถังหย่งไซว่ยิ้มกริ่ม เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างช่างเข้าที่เข้าทางดีเหลือเกิน อาป๊าของเขาพูดถูกว่า ผลที่ได้รับจากการรอคอยมักจะหอมหวาน จนกว่าจะถึงวันนั้น จงอย่าเดินไปในหนทางที่ผิดก็พอ  และเขาก็ไม่มีวันที่จะปล่อยความฝันซึ่งกลายเป็นความจริงอยู่ตรงหน้า หลุดหนีหายไปจากชีวิตอย่างแน่นอน


            อมิตดา ชีวิตคุณนับจากนี้เป็นของผมตลอดไป...สาบานด้วยเกียรติทั้งหมดของถังหย่งไซว่ ชั่วนิจนิรันดร์ จะไม่มีอะไรมาพรากเราจากกันเพราะผมไม่วันยินยอม... ไม่ยอมเป็นคนดี เหมือนกับในความฝันที่ผ่านๆมาอีกแล้ว ไม่มีทาง!


“เอ่อ...คุณสองคนรู้จักกันอย่างนั้นเหรอคะ?” ปนัดดาเอ่ยถามอมิตดาขณะที่เหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่เธอจำได้ขึ้นใจโดยมีสุธิดาแอบอยู่ด้านหลังเธออย่างกล้าๆกลัวๆ ก็คงกลัวคุณมิตรนั่นแหล่ะนะ ปนัดดาคิดอย่างเหนื่อยใจยามเพื่อนสนิทจิกเล็บลงบนต้นแขนของเธอ


“ครับ” เขาชิงเป็นฝ่ายตอบรับด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำก่อนจะเบือนหน้ามายังอมิตดาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มมีเลศนัยว่า “ในความฝัน...เราพบกันทุกค่ำคืน”


            คำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักสวยได้รูปส่งผลให้ลมหายใจของอมิตดาขาดห้วง กายสั่นสะท้านขนอ่อนลุกชัน จ้องมองดวงหน้าหล่อเหลาเขม็งอย่างเอาเป็นเอาตาย เขา...พูดความจริงหรือแค่แกล้งล้อเธอเล่นกันแน่นะ


“ยะ...อย่างนั้นเหรอคะ” ปนัดดาเอ่ยตะกุกตะกัก หน้าแดงซ่านคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอการจีบกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยเย้าอย่างคนอารมณ์ดีปนอยากรู้ว่า “แล้วเป็นฝันดีหรือฝันร้ายคะ”


            ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วอึดใจอย่างใช้ความคิดโดยไม่ยอมละสายตาไปจากดวงหน้าหวานของอมิตดาที่มองมาทางเขาอย่างรอคอยคำตอบ ตากลมโตของหญิงสาวมีแววสับสนอย่างเห็นได้ชัดแต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังตัดสินใจตอบออกไปตามความรู้สึกจริงๆว่า


“มันเป็นฝันร้ายครับ” เขาตอบในขณะที่อมิตดากัดริมฝีปากแน่น “ร้ายจนถึงขนาดที่ทำให้ผมรู้สึกว่านอนหลับได้ไม่เต็มตา และเมื่อตื่นขึ้นมาก็ได้แต่พร่ำขอบคุณสวรรค์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเพียงแค่ ความฝัน เท่านั้นเอง”


“งั้นที่เราได้พบเจอกัน สำหรับคุณมันคงเป็นฝันร้ายที่กลายเป็นจริงสินะ” หญิงสาวโพล่งออกมาด้วยความน้อยใจและรู้สึกขัดเคืองใจตนเองที่อ่อนไหวไปกับชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าที่หน้าตาเหมือนกับหย่งไท่ของเธอเหลือเกิน


“คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกอมิตดาว่าผมรู้สึกยังไง เพราะสายตาของคุณมีไว้เพื่อมอง เขา แค่เพียงผู้เดียว...”ถังหย่งไซว่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตายาวรีสีนิลงดงามคู่นั้นอัดอั้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผลให้ผู้จ้องมองอย่างเธอรู้สึกใจหาย คล้ายกับเธอได้กระทำบางสิ่งที่ร้ายแรงต่อเขาลงไปอย่างมิอาจให้อภัย คล้ายดั่งเจ้านกน้อยอันน่าหลงใหลซึ่งสามารถทำให้ราชสีห์เจ็บตัวเพียงแค่ได้เหลียวมอง


“ฉันขอโทษ...” อมิตดาพึมพำไล่หลังร่างสูงสง่าที่เดินหายลับไปหลังจากที่เอ่ยคำพูดปริศนาเสียดแทงหัวใจของเธอเอาไว้แล้วหันหลังให้เธอโดยไม่หันกลับมาเหลียวมอง ณ ช่วงเวลานี้ เธอไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจะต้องรู้สึกผิดต่อชายหนุ่มมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งๆที่ในความฝัน ทุกๆครั้งที่ได้พบเจอกัน เธอนั้นมีเพียงแต่ความรู้สึกยินดีและรักเขาจนความรู้สึกนั้นมันเอ่อล้นออกมาจากหัวใจ แล้วเหตุใดในโลกแห่งความเป็นจริง หย่งไท่ ที่เธอได้พบเห็นถึงได้ดูแตกต่างจากภาพฝันเสียเหลือเกิน เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน...


            การแสดงบนเวทีกลางแจ้งสุดอลังการดูจืดชืดไปถนัดตา แม้วันนี้ท้องฟ้าจะเปิดจนมองเห็นภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นฉากหลังก็ตามแต่ภายในหัวใจและสมองของอมิตดากลับเต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกว้าวุ่นหัวใจ เขาเป็นใคร แล้วเธอจะได้พบเขาอีกไหม? หญิงสาวได้แต่สะบัดภาพของดวงหน้าและคำพูดครั้งสุดท้ายของเขาให้ออกไปจากหัวใจ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาดูโชว์ให้สมกับที่ต้องจากบ้านเมืองมาไกลเพื่อให้ได้ยลความงดงามของดินแดนมังกร


“ขอผมนั่งด้วยได้ไหม?” เสียงทุ้มนุ่มที่ดังขึ้นเหนือศีรษะส่งผลให้ดวงหน้าหวานแหงนเงยขึ้นทันควัน ก่อนจะชะงักค้างเมื่อได้เห็นดวงหน้าของผู้มาเยือนเต็มๆตา


“ถ้าฉันตอบว่าไม่ คุณจะเดินหนีไปนั่งที่อื่นไหม?” เธอย้อนถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย ขณะที่อีกฝ่ายยิ้มอ่อนอย่างขอลุแก่โทษเธออยู่ในที


“ผมผิดที่ทำกิริยาแบบนั้น แต่คุณต้องเข้าใจว่ามันไม่ง่ายเลยสักนิดกับการจัดการความรู้สึกนี้” เขากล่าวขณะทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ ก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนล้ายามทอดสายตาไปยังการแสดงเบื้องหน้าว่า “ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณมันยุ่งยากมากเกินกว่าจะเข้าใจ”


“ฉันไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร” หญิงสาวเอ่ยหลังจากนั่งนิ่งเงียบอยู่นาน สำหรับเธอการได้พบกับเขา ผู้ชายที่อยู่ในความฝัน มันช่างเป็นความรู้สึกที่น่ายินดีเหลือเกินแต่ไอ้อาการปวดหนึบในหัวใจยามมองสบสายตากับเขาตรงๆแบบนี้มันคืออะไรกันนะ เธอรู้แค่เพียงว่า ดวงตาของผู้ชายคนนี้ยามจ้องมองเธอมันช่างแตกต่างจากหย่งไท่ ที่อยู่ในความฝันของเธอเสียเหลือเกิน


“คุณชอบกลางวันหรือกลางคืน?” เขาเอ่ยถามเธอด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่อมิตดานิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนเอียงศีรษะลงน้อยๆอย่างใช้ความคิด


“หมายถึงแสงสว่างและความมืดใช่ไหม”


“แล้วแต่คุณจะเข้าใจ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่เธอคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด สายลมพัดผ่านนำพากลิ่นหอมละมุนประดุจสายฝนอันชุ่มช่ำท่ามกลางลำเนาไพรที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของหมู่มวลดอกไม้นานาพันธ์ผสมผสานกันอย่างลงตัว ผู้ชายคนนี้ กลิ่นตัวหอมอย่างที่พวกเพื่อนๆของปนัดดากล่าวไว้ไม่มีผิด


“ฉันชอบเวลากลางคืน เพราะมันสงบและเย็นสบายเหมาะแก่การนอนพักผ่อน” เธอกล่าว “แต่ฉันก็ชอบแสงสว่าง เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจเวลาที่ฉันฝันร้าย การได้เห็นแสงสว่างมันมักจะหมายความว่าสิ่งเหล่านั้นใกล้จบลงเต็มที”


“คุณเคยฝันร้ายด้วยหรือ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นข้างหู ในขณะที่เธอรู้สึกได้ถึงมือหนาและท่อนแขนแข็งแรงที่ยื่นออกมาโอบกอดเธอโดยอัตโนมัติและสัมผัสต้นแขนเธออย่างแผ่วเบา ปลอบประโลมเสียจนหญิงสาวเอนกายพิงศีรษะเข้าหาอกหนาอย่างลืมตัว


“นานๆครั้ง มันมักจะเป็นภาพที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก จากนั้นก็รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกออกจากกันเป็นชิ้นๆ จนฉันเจ็บปวดไปหมด และมันจะจบลงทุกครั้งที่มีแสงสว่างเจิดจ้าเกิดขึ้นตรงหน้า นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบแสงสว่าง” กายของชายหนุ่มเกร็งขึ้นทันควัน กรามบดเข้าหากันเป็นสันนูนเมื่อเขาเข้าใจได้ดีถึงคำบอกเล่าเกี่ยวกับความฝันอันเลวร้ายของเธอ “แต่ฉันก็เคยฝันเห็นคุณ” หล่อนกล่าวทำลายความเงียบงันในขณะที่ถังหย่งไซว่ยังคงลูบไล้ต้นแขนเธออย่างเผลอไผลส่งผลให้หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายเสียจนเกือบเข้าสู่นิทรารมย์ “จริงๆแล้วต้องพูดว่าเหมือนคุณมากกว่า” เจ้าหล่อนพึมพำออกมาในขณะที่หนังตาเริ่มหรี่ปรือ ริมฝีปากอิ่มอ้าออกกว้างเป็นรูปตัวโอยามเจ้าตัวหาวหวอดๆ ง่วงงุนผิดวิสัยจนอดคิดไม่ได้ว่า ชายหนุ่มคนนี้กำลังร่ายมนต์อะไรใส่เธอ


“ทำไมถึงใช้คำว่าเหมือน ทำไมคุณไม่คิดว่าผมคือผู้ชายคนนั้นล่ะ” เขาเอ่ยถามขณะที่เกยคางสากลงบนเส้นผมหนานุ่มของหญิงสาวที่นั่งหลับตาพิงอกของเขานิ่งคล้ายคนที่กำลังเคลิ้มหลับ


“สายตา...”เธอว่า “สายตาของคุณไม่เหมือนกัน...” และนั่นคือคำพูดสุดท้ายที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มสีสดของอมิตดาก่อนที่สติของหญิงสาวจะพร่าเลือน


“ถ้าเช่นนั้น ผมขอเป็นพระจันทร์ในหัวใจของคุณได้ไหมอมิตดา เพราะแสงจันทราไม่มีวันทำให้มนุษย์แสบตา แต่ก็สามารถให้แสงสว่างเจิดจ้าแก่สายตามนุษย์ได้ในคืนวันเพ็ญ”ถังหย่งไซว่กล่าวกับแม่ร่างบางในอ้อมแขนที่ตอนนี้กำลังหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ “ผมจะทำเช่นไรกับคุณดี ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือตอนนี้ คุณก็มักจะเห็นผมเป็นที่นอนเหมือนเดิม...” ชายหนุ่มพึมพำก่อนจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของหญิงสาวโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนนับร้อยที่กำลังจ้องมอง


ไร้เจ้า ไร้ซึ่งความหวัง เช่นนั้น ข้าจักมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อผู้ใด



 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
*Impression Lijiang Show = เป็นการแสดงบนเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ กำกับโดย จางอวี้โหมว ประกอบไปด้วยนักแสดงซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ตามภูเขาหิมะมังกรหยกถึง 500 คน และมีม้าที่ใช้ในการแสดงถึง 100 ตัว
          

    What do get when you combine 500 actors, 100 horses, a 360-degree open-air theatre stage at 10, 170 feet above sea level with Yulong Snow Mountain in the back? Well, think Cirque De Soleil meets Stomp at the Calgary Stampede! Depending on the season, shows are either at 1:30 PM or 10:00 AM and 1:30PM. The only word that comes to mine to describe the music, choreography and magnificent outdoor setting is “incomparable”.
    Tickets are 172 Yuan and should be purchased in the Ganhaizi area where and when you purchase your cable car lift tickets. Though free hats are handed out as you enter, on a sunny day you’ll definitely want some head or other covering. As the theatre fills you can find excellent seats often ignored by going to the end of the amphitheatre area and then doubling back to a center seat on the upper tier. There is an unobtrusive English translation that simulcasts with the show. The park is somewhat limited in terms of restaurants and food. The one large restaurant in the Ganhazi area is usually crowded with tour groups so you may want to consider bringing some snacks of your own.


To TOP



100% แล้วค่า ขอโทษนะคะที่ปล่อยให้รอนาน สัญญาว่าต่อไปนี้จะอัพให้อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ตอนค่ะ ^^

คิดถึงคนอ่านนะคะ
รมย์ชลี...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #43 พี่หริ (@mangosteen) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2554 / 18:56
    อ่านแล้วซึ้งมาก ไม่รู้จะบรรยายยังไงดีเลยจ้ะน้องบิว
    #43
    0
  2. #35 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 / 18:55
    แค่รู้ว่าจะมาอัพสัปดาห์ละตอนก็ทำให้หัวใจคนที่รออ่านมีความสุขแล้วครับ
    #35
    0
  3. #32 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:50
    มาทีละนิดก็ยังดีครับ
    แต่ก็จะรออ่านนะครับ
    #32
    0
  4. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 / 16:53
    เย้ๆพี่บิวมาอัพแล้ว ช่วงนี้อากาศแปรปรวนจริงๆนะคะพี่บิว เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว รักษาสุขภาพด้วยนะค้า
    #31
    0
  5. #29 A Little Palm (@palmm_m) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มกราคม 2554 / 19:35
    ง่า สั้นจัง

    มาเร็วๆนะค่ะ
    #29
    0
  6. #28 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2554 / 19:53
    รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมาลงให้สักกะที
    ไม่สงสารคนรอเลยหรอ.....
    เฮ้ย........
    รออยู่นะครับ
    #28
    0
  7. #27 ธัญรีย์ (@jubjangxiongmao) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2554 / 22:05
    มาเม้นให้จร้า

    น่าสนุกดีจ๊ะ   แล้วมาอัพอีกนะค่ะ 
    #27
    0
  8. #26 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2554 / 21:46
    อารมณ์ค้างเลยเรา แต่ก็จะรอนะครับ
    #26
    0