วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 25 : ข้อแลกเปลี่ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ต.ค. 61

 


 



ตอนที่ 25

ข้อแลกเปลี่ยน

 

 

 

 

 

“ว่าอะไรนะ? แกจะไม่ไปทำงานบายเออร์ที่สิงคโปร์งั้นหรือ?” คุณวิชาญถามเสียงดังลั่น

เมื่อเขาเข้าไปบอกกับท่าน ปฏิเสธงานที่กำลังจะได้รับเสนอในที่ประชุม ซึ่งอยู่ต่อหน้าคณะกรรมการบริหารบริษัท และผู้ถือหุ้นที่เป็นคนนอกด้วย มันคงยากที่จะพูดกว่าคุยกันเป็นส่วนตัวเหมือนที่เขาเข้ามาบอกท่านในห้องทำงานของประธานกรรมการสูงสุดตอนนี้

“ครับ...โปรเจคดิเวอลอปเม้นต์นี่ผมดูแลมาแต่แรก แล้วจู่ๆ คุณปู่จะไปยกให้คนอื่นทำต่อได้ยังไง เท่ากับให้คนอื่นมาชุบมือเปิบงานที่ผมอุตส่าห์บากบั่นฟันฝ่ามาแต่ต้น”

“แกพูดอะไรของแกฮะเจ้ารุต วาคิมก็น้องแกไม่ใช่ใครอื่น แล้วเรื่องบายเออร์ที่สิงคโปร์ แกเป็นคนเสนอโปรเจคนี้มาเอง กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะไปทำนักหนาไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนใจ ในเมื่อที่นั่นแกก็ได้ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบายเออร์”

“ผมอยากทำงานที่ทำอยู่ให้เสร็จ”

“แล้วงานที่สิงคโปร์ล่ะจะให้ใครทำ ในเมื่อฉันไว้ใจแกที่สุด” ถึงวิศรุตจะไม่ได้ดั่งใจเรื่องผู้หญิง แต่เรื่องงานก็ไม่เคยเสีย รอบคอบ ละเอียดละออและไว้ใจได้

“ก็ให้วาคิมไปทำสิครับ หมอนั่นกำลังไปดูงานบริหารที่อเมริกา กลับมากำลังไฟแรง เหมาะที่จะลุยงานบุกเบิก”

“แต่วาคิมไม่ได้มีประสบการณ์”

“เรื่องประสบการณ์มันเรียนรู้กันได้ครับ จะว่าไปเขาเก่งกว่าผมเสียด้วยซ้ำ มาทำงานที่บริษัทไม่ถึงปี ยังก้าวพรวดพราดขึ้นแทนตำแหน่งผมได้เสียแล้ว จำได้ว่าตอนที่ผมจบมาทำงานใหม่ๆ คุณปู่ยังให้ผมไปตากแดดตากลมดมสีอยู่ที่โรงงานตั้งหลายเดือน แต่ดูเหมือนวาคิมจะพลาดประสบการณ์ดีๆ อย่างผมนะครับ”

ถ้อยคำเชิงประชดนั่น ทำให้เจ้าสัววิชาญเริ่มได้คิด จริงอย่างที่วิศรุตพูด แต่ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ท่านอยากให้วาคิมก้าวขึ้นมาสานต่องานของพี่ชาย เพราะวางแผนที่จะวางมือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า งานที่หลานๆ ควรเรียนรู้มากที่สุดก็คือการเป็นหัวหน้างาน รู้จักวางแผน ควบคุมและบริหารคนและงาน

“พูดอย่างนี้หมายความว่า หัวเด็ดตีนขาดยังไง แกก็จะไม่ไปสิงคโปร์ใช่ไหม?”

“ครับ”

“แกจะงัดข้อกับฉัน เพื่ออะไรเจ้ารุต?”

“ผมไม่อยากไป อยากทำงานที่รับผิดชอบอยู่ตอนนี้ให้เสร็จด้วยตัวเอง และผมก็ไม่อยากห่างแฟนผมไปอยู่ไหนไกลๆ ด้วย เรื่องนี้ปู่น่าจะเห็นใจผม”

“เฮอะ!” ท่านหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย

“เหตุผลหลักของแกคือเรื่องนี้เสียมากกว่าสินะ นี่คงจะหลงแม่ดารานั่นหัวปักหัวปำขนาดหนักสิ ถึงกล้ามางัดข้อเอากับฉัน แกคิดผิดแล้วล่ะเจ้ารุต” ท่านว่าอย่างขุ่นเคืองใจ มองเขาอย่างผิดหวังยิ่งนักเพราะหมายมั่นปั้นมือเอาไว้มากกับหลานชายคนโต

“ผมว่าคุณปู่น่าจะเข้าใจเหตุผล และไม่คิดจะพรากคนรักไปจากกันหรอกใช่ไหม?”

“เสียใจด้วยวิศรุต แกโตแล้ว ควรจะรู้จักแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว รู้จักลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรมาก่อน มาหลัง ฉันไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของแก ยังไงเสียแกก็ต้องไปคุมบายเออร์ที่สิงคโปร์”

“แต่ผมกำลังจะแต่งงานนะครับ” เขายื่นคำขาดสุดท้ายที่บีบคั้นตัวเองอย่างไม่มีทางเลือกเช่นกัน

“นี่แกจะทำให้ฉันหัวใจวายเหมือนเจ้ายุทธให้ได้ใช่ไหม?” ท่านเอ็ดตะโรสวนกลับมาดังลั่นห้อง

“คุณปู่ฟังผมก่อนสิครับ เพราะผู้หญิงที่ผมจะแต่งงานด้วยคือแพรวพิชชา หลานของปู่ยุทธนั่นแหละ” ยื่นไม้ตายสุดท้ายที่เชื่อว่ายังไงผู้เป็นปู่ก็ไม่มีทางปฏิเสธเป็นแน่

“อะไรนะ?” เรียกว่าเจ้าสัวถึงกับช็อกตาค้างไปเลยกับเรื่องที่ได้ยิน

“แพรวพิชชาต้องดูแลโรงเรียนอนุบาล และยังจะปู่ยุทธอีกคน เธอคงจะย้ายตามผมไปสิงคโปร์ด้วยไม่ได้แน่ๆ คุณปู่เองก็รู้ น่าจะเห็นใจกันหน่อย”

“นี่แกพูดบ้าอะไร แล้วแม่ดาราที่แกคั่วอยู่นั่นล่ะ?”

“ผมกับเวสิตาห่างกันไปสักพักแล้ว ผมก็เลยไปทำความรู้จักคนโปรดของคุณปู่ไง แล้วก็ดันเกิดชอบเธอขึ้นมาจริงๆ”  เขาพูดออกมาหน้าตาย อารมณ์ไม่ได้ร่วมไปกับคำที่เอื้อนเอ่ยออกจากปากเลยให้ตายเถอะ

“นี่แกพูดจริงหรือ? แกเพิ่งรู้จักกับหนูแพรวไม่เท่าไหร่ จะถึงขั้นตกลงปลงใจแต่งงานกัน มันไม่เร็วไปหรอกหรือ?”  คุณวิชาญถามสีหน้าฉงน ยังไม่เชื่อในทันที

ก็จะไม่ให้ท่านแปลกใจได้ยังไง เพราะเคี่ยวเข็ญมันอยู่เป็นนานสองนานก็ไม่เคยสนใจไยดีหรือได้รับการตอบสนอง แล้วเวลาเพียงชั่วเดือนที่รู้จักกับแพรวพิชชา จะถึงขั้นตกลงปลงใจแต่งงานกัน มันน่าประหลาดไหมล่ะ?

“โธ่! คุณปู่ครับ เรื่องของหัวใจ มันไม่มีช้าหรือเร็วหรอก ปู่ก็อยากอุ้มหลานอยู่ไม่ใช่หรือครับ ผมเองก็ไม่รู้จะรออะไรเจอคนถูกใจก็อยากแต่งงานสร้างครอบครัวกันเสียให้เรียบร้อย เวลาที่เหลือจะได้เอามาทุ่มเทกับงานให้เต็มที่”

ฟังเหตุผลแล้วท่านก็ไม่อยากเชื่อ แต่ก็ห้ามความยินดีไม่ได้ เมื่อสิ่งที่เคยคิดหวังและตั้งใจเอาไว้มาหลายปี กำลังจะได้รับการสานต่อและตอบสนองเป็นจริงขึ้นมา

“นี่แกไม่ได้ล้อปู่เล่นใช่ไหม?” แววยินดีปรีดาฉายชัดอยู่ในดวงตาขุ่นสีน้ำข้าว

“เรื่องใหญ่อย่างนี้ผมจะล้อคุณปู่เล่นได้ยังไงกัน? ชีวิตของผมทั้งชีวิตเชียวนะครับ...แต่งงานนี่น่ะ” พูดไปหัวใจก็กระตุกวาบ ลุ้นที่จะต้อนใครอีกคนให้เข้าตามแผนการด้วย

“แล้วนี่หนูแพรวตกลงจะแต่งงานกับแกแล้วงั้นหรือ?” พอได้ฟังอย่างนั้นก็รีบถามอีกเรื่องที่ยังสงสัยอยู่

“เธอก็ขอเวลาคิดดูก่อน พูดเหมือนปู่แหละว่ามันค่อนข้างเร็ว แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ยังไงผมแน่ใจว่า ไม่เกินเดือนหน้าเราต้องแต่งงานกันแน่ๆ”

“เดือนหน้า! แกจะบ้าหรือไง? เวลาแค่เดือนเดียวนี่นะ จะเตรียมงานแต่งทันหรือ? คนรู้จักปู่มีไม่ใช่น้อย แล้วยังจะฝั่งข้างเจ้ายุทธอีกล่ะ ไหนจะต้องตัดชุดเจ้าสาว จะเลือกของชำร่วย จองที่จัดงาน อาหาร เครื่องดื่ม เชิญแขก ไม่มีทางทันหรอก” ดูเหมือนเจ้าสัวกำลังตื่นเต้นยินดี และคิดแผนการงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นฉากๆ เลยทีเดียว เรียกว่าอาการหนักกว่าคนจะเป็นเจ้าบ่าวเองเสียอีก จนเขามั่นใจว่าท่านยินดีมากทีเดียว

“ก็คุณปู่อยากให้ผมมีหลานให้อุ้มทันใจ จะรออะไรอยู่ล่ะครับ เราไม่ต้องจัดงานใหญ่โตนักหรอก แค่จัดเล็กๆ พอให้เป็นพิธี เชิญแต่คนในครอบครัวก็น่าจะพอ ตัวแพรวพิชชาเองเธอก็ไม่ได้อยากให้จัดงานใหญ่โตอะไรให้สิ้นเปลือง อยากให้เรียบง่ายที่สุด แค่ทำบุญเลี้ยงพระ ให้ญาติผู้ใหญ่หลั่งน้ำสังข์ แล้วก็ส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอก็เป็นอันเรียบร้อย”

อันที่จริงเขาไม่อยากให้พิธีรีตองอะไรเลย เพราะไม่ได้คาดหวังอะไรกับการแต่งงานในครั้งนี้ มากไปกว่าการจะยึดอำนาจในการต่อรองกับคุณวิชาญเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน และการยอมรับในบริษัทก็เท่านั้น

“เฮ้ย! ทำอย่างนั้นจะได้ยังไงกัน เจ้ายุทธเป็นถึงนายทหารเก่าคนรู้จักเยอะแยะ และหนูแพรวนี่ปู่ก็อยากได้มาเป็นหลานสะใภ้มาตั้งนานแล้ว จะทำอะไรเล็กๆ ไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยก็ต้องให้เกียรติฝ่ายหญิงเขา และให้สมฐานะหน้าตาของทั้งสองฝ่าย” ท่านแย้งอย่างเห็นเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

“ก็ผมอยากรีบแต่งนี่ครับ” เขาทำตัวเหมือนกามนิตหนุ่มใจร้อนอดรนทนรอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

“บ๊ะ! ไอ้เจ้านี่ ใจร้อนเสียจริง นี่ถ้าแกได้ดั่งใจอย่างนี้มาตั้งนาน ปู่ก็คงไม่ต้องคิดมากหงุดหงิดให้ปวดหัว” ว่าหน้าชื่นบานยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว

“งั้นผมขอให้ปู่เป็นคนไปสู่ขอแพรวพิชชากับปู่ยุทธให้ผมวันหยุดนี้เลยนะครับ”

“ถ้าแกกับหนูแพรวตกลงกันแล้วก็เอาสิ” รีบรับลูกอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่า

“เดี๋ยวก่อน แล้วไม่ต้องดูฤกษ์ดูยามกันหรือไร ไม่ได้ๆ เดี๋ยวปู่จะไปปรึกษาพระอาจารย์เกียรติก่อน” เอ่ยถึงพระเกจิดังที่นับถืออยู่

“โธ่! ปู่ครับ ฤกษ์ดีก็คือฤกษ์สะดวกนี่แหละ”

“เอาน่า...ฉันรู้ว่าแกใจร้อน แต่จะทำอะไรรีบๆ เร่งๆ มันไม่ดีหรอก อย่างน้อยก็ให้มันสบายใจทั้งสองฝ่าย ในเมื่อจะมีงานมงคลทั้งที ปู่รับรองว่าจะหาฤกษ์ที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดให้แกอย่างแน่นอน ไม่ต้องกลัว” เจ้าสัวเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีแบบที่เขาไม่เคยเห็นมานานแล้ว

ดูเหมือนกว่าแผนการของเขาจะสะดวกราบรื่นโยธิน และดีกับทุกฝ่าย ยิ้มในหน้าของคุณวิชาญตอนนี้ ยืนยันว่าท่านกำลังแฮปปี้มีความสุขสุดๆ

วิศรุตยิ้มเครียดขึ้นมา ไม่รู้เขาควรดีใจดีไหมเมื่อเห็นอาการดีใจจนออกนอกหน้าของผู้เป็นเป็นปู่ที่พร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดการงานแต่งงานทั้งหมดให้เขา หวังแต่ว่าแพรวพิชชาคงจะไม่หักหน้ากันตอนอยู่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่

ไม่ใช่สิ เขาจะต้องทำให้เธอตอบตกลง อย่างไม่มีทางปฏิเสธได้ เพราะสัปดาห์หน้าวาคิมก็จะกลับมาเมืองไทยแล้ว

แผนปิดประตูตีแมวนี่ ต้องสำเร็จสถานเดียว เขาจะไม่ยอมรับผลลัพธ์เป็นอย่างอื่นเป็นอันขาด

ผู้ชายอย่าง วิศรุต มหาดำรงค์กิจ ลองว่าอยากได้อะไร อยากทำอะไร ต้องได้ ต้องสำเร็จสถานเดียวเท่านั้น

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น