[EXO] Beauty And The King ❀LUMIN&TAOHUN

ตอนที่ 2 : ❀BeautyKing 02 - I know who I am, I remember who I was.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    24 มี.ค. 58



Chapter 02

I know who I am, I remember who I was.

 

ข้าเป็นนางสนม

มีหน้าที่เพียงถวายงานและปรนนิบัติต่อองค์จักรพรรดิ เป็นเพียงแค่หนึ่งในพระสนมของพระองค์ที่มีอีกเป็นนับหลายพันคน สนมมากมายที่มีเพียงไว้แค่ประดับบารมีและมอบความสุขสมให้กับพระองค์เพียงแค่ชั่วคืน

เกือบสามชั่วโมงแล้วที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ ได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ ขยับเปลี่ยนท่าไปมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลุกออกไปจากที่นั่งเลย ส่วนพระองค์ก็ยังคงทรงงานอยู่เช่นเดิม เราไม่แน่ใจว่างานมันเยอะแค่ไหน แต่เวลาเกือบสามชั่วโมงที่ผ่านมานี้พระองค์ก็ยังคงง่วนอยู่แต่กับงาน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราทำได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา

“เจ้าเบื่อหรือ เห็นถอนหายใจเสียหลายรอบ

เราแทบสะดุ้งเฮือก นี่เราเผลอแอบถอนหายใจดังไปจนองค์จักรพรรดิได้ยินเลยหรือ

เราแค่ไม่ชอบนั่งนานๆ

เราได้แต่อุบอิบตอบกลับไป

งั้นเจ้าก็ลุกเดินสิ ห้องก็ตั้งกว้าง เราไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อยหากเจ้าจะลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง

ก็ในขณะที่พระองค์ทรงงาน เราจะเดินไปเดินมาให้รบกวนสมาธิพระองค์ได้อย่างไรกันเล่า

พระองค์พูดเสียง่าย เราจะกล้าเดินไปเดินมาในขณะที่พระองค์ทรงงานได้อย่างไร แค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ยังเกร็งเสียขนาดนี้ กลัวว่าจะเผลอไปทำอะไรไม่ถูกใจพระองค์เข้า

เกรงใจเราหรอกหรือ แต่ทำไมตอนเจ้าหนีเรา เจ้าไม่เห็นเกรงใจเราแบบนี้บ้างล่ะ

แล้วทำไมตอนนั้นพระองค์ไม่ยอมปล่อยให้เราเดินไปไหนได้ตามใจอย่างเช่นนี้ตอนนี้บ้างล่ะ

ยอกย้อนเราหรือ

ทรงมิอาจหรอกพระองค์

คนตัวเล็กก้มหน้าพูดเสียงเบา รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าของลู่หาน ทั้งเถียงทั้งยอกย้อนอยู่เห็นๆ ยังจะปฏิเสธได้อีกว่าเปล่า พอเหมือนจะถูกดุก็ก้มหน้างุดเสียจนเขาดูเหมือนคนใจร้ายที่กล้าดุลูกแมวตัวเล็กอย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแม้แต่น้อย

ถ้าเจ้าเบื่อ ไม่อยากอยู่ที่นี่ ก็ออกไปเดินเล่นข้างนอกก็ได้ เราไม่รั้งเจ้าไว้แล้วหรอก

ร่างเล็กครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัวเบาๆ ตอบกลับมา

หากเดี๋ยวเราออกไปได้ไม่ทันถึงห้านาที พระองค์ก็ทรงให้นางกำนัลไปตามเรากลับมาอีกเหมือนคราวนั้น เราไม่เดินออกไปเพื่อเดินกลับมาหรอก

นั่นแปลว่าเราอยากให้เจ้าอยู่ด้วยกับเรา

จักรพรรดิทรงรู้จักวิธีพูด และราวกับรู้เป็นอย่างดีว่าควรพูดอย่างไรถึงจะทำให้เราเหมือนกับคนหาคำพูดไม่เจอเช่นนี้ เราทำได้แค่เพียงการไม่ตอบอะไรกลับมาไป ในขณะที่จักรพรรดิยิ้มเหมือนพอพระทัยนักที่เห็นเราต่อปากต่อคำไม่ขึ้นเช่นนี้

ช่วยอยู่กับเรามิได้หรือ แค่นั่งเป็นเพื่อนเฉยๆ เท่านั้นเอง

ทรงไม่พูดเปล่า แต่กลับจ้องหน้าเราเสียจนเราต้องหลุบตาลงต่ำ

เราก็ยังไม่ได้ลุกไปไหนเสียหน่อยนี่

เราแปลว่าเจ้าตอบตกลง

บางที เราก็ไม่ชอบสายตาที่พระองค์มองมาจนทำให้เราตั้งตัวไม่ถูก...

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูบานใหญ่ดังขึ้นสามครั้ง ทำให้สายตาที่จับจ้องเราอยู่ละออกไป จักรพรรดิทรงพาสายตาไปยังหน้าบานประตูที่ค่อยเปิดออก ร่างของนางกำนัลสี่คนเดินก้มศรีษะเข้ามาประกบกับเด็กหนุ่มร่างบางที่อยู่ตรงกลาง ป๋ายเซียนเดินมาหยุดอยู่เพียงกลางห้องและโค้งคำนับให้กับจักรพรรดิที่นั่งอยู่เหนือกว่า

ถวายบังคมฝ่าบาท

ร่างแบบบางโค้งคำนับลงอย่างนอมน้อมและเปล่งน้ำเสียงไพเราะออกมา

"มาหาเราถึงที่นี่ เจ้ามีอะไรหรือ"

จักรพรรดิทรงวางงานในมือ และเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างให้ความสนใจ หยักริมฝีปากขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ แวบนึงที่ใจเรากระตุก แต่ก็เพียงแวบนึงเท่านั้น

"ข้าทรงได้ยินนางกำนัลพูดกันว่าท่านเรียกสนมมาเข้าเฝ้าโดยให้นั่งเฉยๆ อยู่เช่นนั้น ข้าเกรงว่าจะเป็นการรบกวนสนมชั้นล่างมากเกินไปก็เลยมาหาท่านถึงที่นี่"

'สนมชั้นล่าง' ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ได้แต่ก้มหน้าลงเพียงเท่านั้น

"สำหรับเรา สนมทุกคนก็มีศักดิ์เท่ากันทั้งนั้น การที่เจ้าถูกแต่งตั้งให้เป็นถึงสนมเอก มิได้หมายความว่าเจ้าจักพูดได้ว่าสนมที่มิได้ถูกแต่งตั้งจักต้องเป็นสนมชั้นล่าง"

คำพูดนิ่งเรียบที่คนพูดพูดอย่างมาอย่างใจเย็น เพียงเสี้ยววิที่ป๋ายเสียนเสมองคนที่นั่งก้มหน้าอยู่ แล้วก็ดึงสายตากลับมาในเสี้ยววิ

"ขออภัยฝ่าบาท ข้าทรงพูดอย่างไม่ตรึกตรอง อย่าถือโทษโกรธกระหม่อมเลย"

"ข้ามิได้ถือโทษโกรธเจ้าหรอก หากเจ้าไม่มีอะไรแล้ว เราขอทรงงานต่อได้หรือไม่"

"ถ้าอย่างนั้นข้าขอทูลลา แต่หากท่านมีอะไรทรงเรียกตัวเราได้ตลอดเวลา"

องค์จักรพรรดิเพียงพยักหน้ารับ ร่างอรชรของป๋ายเซียนโค้งคำนับให้อีกครั้งก่อนจะเดินออกไปพร้อมนางกำนัลติดตามตัว จนกระทั่งร่างของป๋ายเซียนลับตาพ้นบานประตูไป องค์จักรพรรดิจึงหันไปมองพระสนมที่ยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งที่ตอนนี้ทำเพียงแค่ก้มหน้าหลบตาเขา

"เจ้าไม่ใช่สนมชั้นล่าง"

ร่างเล็กก็ยังคงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา จึงไม่ทันได้เห็นสายตาที่พระองค์ทรงทอดมอง

"เจ้าเป็นสนมของเรา"

สนมที่มีอีกเป็นร้อยพันใช่หรือไม่พระองค์...

"หากเรามองเจ้าเป็นแค่สนมถวายงานในวัง เราคงไม่เพียรเรียกตัวเจ้าเสียทุกวันทั้งที่เจ้าทรงหนีเราอยู่เช่นนี้"

น้ำเสียงที่ราวกับเป็นบทเพลง ช่างแตกต่างกับประโยคนิ่งเรียบเมื่อคู่เสียจริง สนมร่างเล็กถึงกับใจแกว่ง น้ำเสียงเช่นนี้นั้นมีผลต่อก้อนเนื้อที่เต้นตุบตับอยู่ข้างในมากเหลือเกิน

"ตำแหน่งพวกนั้นมิได้มีความหมายอันใดเลยซิ่วหมิน"

คนตัวเล็กได้แต่ประท้วงอยู่ในใจ พระองค์ทรงคิดมาก่อนหรือเปล่าว่าการเลือกใช้น้ำเสียงแบบนั้นจักสามารถทำให้คนฟังถึงกับนิ่งเงียบไม่เถียงสิ่งใดได้ถึงเพียงนี้

แต่หากคนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาเพียงนิด ก็จักเห็นสายตาที่องค์จักรพรรดิทอดมองมาจนแทบทำให้เกือบลืมหายใจ

"เราเรียกหาเจ้าเสียทุกวัน เจ้ายังคิดว่าตำแหน่งพวกนั้นสำคัญอีกหรือ"

ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นในทีที่จักรพรรดิทรงหลบซ่อนแววตาไว้ได้ทันที ร่างเล็กไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกไป เพียงแค่ตระหนักได้อีกครั้งว่าหมู่นี้ชักจะใจเต้นบ่อยเกินไปเสียแล้ว

 



 

เจ้าเคยได้ยินถึงหน้าที่หนึ่งหรือไม่

บุคคลที่มีหน้าที่เพียงต้อนรับใครต่อใครด้วยเรือนร่างที่ผ่านมือใครมาไม่รู้ต่อกี่คน จนความสกปรกเปื้อนไปเสียทั่วทั้งร่าง ต่อให้จับล้างน้ำอีกกี่พันครั้ง รอยด่างก็ไม่จางไม่จากผิว ซ้ำแต่จะยังคงเป็นรอยตำหนิอยู่เช่นเดิม

ร่างบางนั่งยังคงนั่งอยู่บนเตียงหลักจากจมดิ่งลงไปกับสายตาคู่นั้น ราวกับแหวกว่ายลงไปยังก้นทะเลที่กระแสน้ำยังคงดึงขาให้ยิ่งจมลึกลงไปอีกเป็นหมื่นไมล์ใต้น้ำ

ข้าพยายามพาตัวเองหลุดออกมาจากกระแสน้ำวนนั้น รวมทั้งพยายามควมคุมหัวใจตนเองไม่ให้เต้นแรงเกินไปจนเจ็บไปเสียทั้งอก

ข้าจมน้ำลึกเกินไปแล้ว

"ปกติเจ้าต้อนรับแขกด้วยการนั่งนิ่งเช่นนี้หรือ"

เสียงของเขาที่เปล่งออกมาปลุกข้าให้หลุดออกจากภวังค์ ข้าเผลอหายไปกับดวงตาคู่นั้นเสียจนเกือบหาทางกลับไม่ถูก

"ขออภัยกระหม่อม ข้ามิได้ตั้งใจ"

ข้าลุกขึ้นเพื่อก้มหัวลงให้กับเจ้าของดวงตาที่ข้าเผลอไผลให้ หากแต่คนตรงหน้าเพียงแค่เดินผ่านข้าไปเพื่อนั่งลงบนเตียงที่ข้าเพิ่งลุกขึ้นมา

"เจ้าอยากทำไหม"

คำถามถูกส่งออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาของเขาจับจ้องมายังข้า สบลึกลงไปจนข้าเกือบจะหลุดหายลงไปอีกรอบ ข้าไม่ได้สะอาดจนไม่เข้าใจว่าคำถามที่คนตรงหน้าส่งมาหมายถึงเรื่องใด หากแต่ข้ากลับเขินอายกับคำพูดตรงไปตรงมาของเขา

"ข้าถูกส่งมาเพื่อปฏิบัติต่อท่าน หากท่านมิอยากข้าก็จะนั่งอยู่เพียงเฉย แต่หากท่านต้องการ ข้าก็จักปฏิบัติต่อท่านอย่างตามพระทัยท่าน"

ข้าเอ่ยในขณะที่ข้านั่งลงต่ำกว่า สิ่งหนึ่งที่ข้าถูกพร่ำสอนมาตลอดคือการอย่ายืนอยู่เหนือกว่าคนที่สูงศักดิ์กว่า

"นั่นคือหน้าที่เจ้าอย่างนั้นหรือ"

"ใช่กระหม่อม"

"มีค่าแค่เพียงเท่านั้นเองหรือ"

ข้าเพียงแค่ก้มหัวลง และยอมรับว่าตัวข้ามีค่าแค่เพียงนั้น                                 

"ถ้าข้าบอกว่าอยากให้เจ้าปรนนิบัติข้าตอนนี้ เจ้าก็จะทำใช่หรือไม่"

"...ใช่กระหม่อม"

น้ำเสียงจากประโยคที่เขาพูดทำให้ข้าตอบออกไปไม่ได้เต็มเสียง น้ำเสียงที่ราวกับเป็นเข็มหมุดตอกข้าไปเสียทั้งตัว

"เป็นถึงดอกไม้งาม แต่กลับลดค่าตัวเองเหลือเพียงหุ่นกระบอก ขยับไปตามเส้นเชือกที่ใครก็ไม่รู้เป็นคนเชิด เจ้านี่ช่างโง่เง่านัก"

ดวงตาคู่ที่ข้าเผลอไผลมองมาที่ข้าอย่างดูแคลน พื้นที่ข้านั่งอยู่ราวกับจะเลื่อนลงต่ำไปอีก

"ห้าปีผ่านไป เจ้าก็ยังคงเป็นโสเภณีอย่างนั้นหรืออู๋ซือชุน"

ร่างบางที่นั่งอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่เดิม แววตาตระหนกและราวกับอะไรสักอย่างแตกหักพังลงข้างในเสียจนคล้ายกับตึกสูงใหญ่ถล่ม

เสียงเล็กกรีดร้องอยู่ภายใน ไม่ได้นะ... ข้าไม่อยากให้เขาจำข้าได้ หรืออย่างน้อย ก็ไม่ใช่ในฐานะต้อยต่ำเช่นนี้

"เจ้า... จำข้าได้อย่างนั้นหรือ"

เสียงเล็กเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก ราวกับคนที่หาเสียงตัวเองไม่เจอ

"ห้าปีที่ผ่านมา เจ้ามิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แปลกอย่างนั้นหรือหากข้ายังคงจำเจ้าได้"

ร่างบางราวกับดอกไม้ต้องลมที่แก่นก้านอ่อนแรงจนหมดกำลังจะยึดเหนี่ยว ความรู้สึกสั่นไหวทะลุผ่านก้อนเนื้อในอกเสียจนร้าวไปทั้งแถบ

"ข้า... เพียงแค่รอเจ้า"

เอ่ยออกไปด้วยความรู้สึก...

"สายลมพัดไปตามทิศ น้ำไหลไปตามสาย ฤดูยังเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ห้าปีผ่านไป เจ้าคิดว่าจะไม่มีสิ่งใดที่ผ่านไปด้วยหรือ"

...แต่มิได้คิดว่าคำตอบที่จะได้กลับมามันจะเป็นของคมจนบาดลึกเช่นนี้

"เจ้ายังสวยเช่นเดิม ดอกไม้ที่งดงามของข้า..."

ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียง คุกเข่าหนึ่งข้างลงตรงหน้าร่างบางที่เพียงแต่ก้มหัวลงอย่างต่ำต้อยเช่นนั้น เอื้อมมือออกไปเชยคางดวงหน้าที่เคยคุ้นให้ได้มองเต็มสองตา

"หากแต่เจ้าก็ยังคงดูบอบช้ำมากเสียจนข้าไม่อาจจะแตะต้อง"

มือที่ไล้ไปตามแก้มเมื่อครู่ผละออก ซือชุนมองมือของคนตรงหน้าที่ไกลออกไป ทั้งที่อยู่เพียงนี้ แต่ไม่อาจแตะต้องอย่างนั้นเลยหรือ

"ซือชุน..."

เสียงเรียกอย่างอ่อนโยนแบบที่ข้าเคยได้ยิน...

 

'ซือชุน...'

เสียงเรียกอย่างอ่อนโยนถูกเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกทะนุถนอม หวงจื่อเทาโอบกอดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกอย่างกลัวว่าจะเผลอทำหลุดมือจนหายไป

'หือ'

เจ้าของชื่อครางตอบพลางขยับตัวให้จมลงไปกับความอบอุ่นของอ้อมกอด

'หากข้าได้เป็นจักรพรรดิ ข้าจะสามารถช่วยเจ้าหลุดออกมาจากหน้าที่บ้าบอนั่นได้ใช่หรือไม่'

'ข้า...ไม่แน่ใจ'

หรืออันที่จริง เขาแค่ไม่อยากให้เจ้าของอ้อมแขนนี้เป็นอะไรเช่นนั้น... ยศที่สูงศักดิ์เช่นนั้น หากเจ้าเป็น เจ้าจะสามารถลดตัวลงมาหาข้าได้อย่างไร

'ข้าจะเป็นจักรพรรดิ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องทนทุกข์เช่นนี้ รอข้าก่อนนะ เพียงแค่เจ้ารอข้า ข้าสัญญา ว่าข้าจะทำเพื่อเจ้าให้ได้

หากแต่เขาไม่รู้ ว่าอำนาจมากมายของจักรพรรดินั่นมิสามารถใช้ได้ตามใจชอบ หากแต่เขาไม่รู้ ว่าการเป็นจักรพรรดิที่เขาคิดว่าจะทำได้ทุกอย่าง กลับทำตามดั่งใจเขาไม่ได้แม้สักอย่าง

 

"ข้าทำได้แล้ว..."

"...."

"หากแต่ข้าไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้"

ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เขาเคยคิดมันจะกลายเป็นแค่ความฝันลอยลม เมื่ออำนาจมากมายในมือไม่อาจทำตามใจชอบได้

"เจ้ามิน่าจำข้าได้เลย..."

ไม่อยากให้เขาจำได้ เพราะเขาจะได้ลืมว่าตัวข้านั้นยับเยินเพียงใด

ตำหนักเฟยเซียน

ทรงอยู่เฉยๆ สิเพคะ หากทรงไม่อยู่นิ่งเช่นนี้ วันนี้จะแต่งตัวเสร็จมั้ยเพคะ

หลิ่งเหลียนบ่นออกมาในขณะที่มือทั้งสองข้างก็ยังคงพยายามสวมใส่ผ้าทอสีม่วงเข้มให้พระสนมที่ทรงขยับตัวไปมาอย่างไม่อยู่เฉย ดวงตากลมจ้องมองออกไปข้างนอกหน้าต่างที่เปิดอ้าออก มองเหล่ามวลวิหกที่บินโผนไปมาอย่างสนใจ ในขณะที่มือสองข้างก็ชี้นกชี้ไม้เสียจนลำบากเหล่านางกำนัลที่ต้องช่วยแต่งกายให้อย่างยากลำบาก

หลิ่งเหลียน ดูนกพิราบเหล่านั้นสิ ช่างสวยงามเหลือเกิน

เสียงเล็กๆ ชักชวนให้ทอดมองหมู่วิหกที่กางปีกอยู่บนนภา ทั้งๆ ที่ตัวเล็กเพียงแค่นั้น แต่กลับได้ท่องไปเกือบทั่วฟ้า

เพคะ นกพิราบเหล่านั้นงดงามมากเพคะ แต่ตอนนี้ทรงอยู่นิ่งๆ ก่อนนะเพคะ

หลิ่งเหลียน! ดูนกตัวนั้นสิ มีสีตั้งสามสี งดงามยิ่งนัก

เหล่านางกำนัลแทบจะปลิวไปตามแรงพระสนมตัวเล็กที่วิ่งไปเกาะขอบหน้าต่างเพ่งมองนกตัวที่บอก หลิ่งเหลียนถอนหายใจดังเฮือก ตัวก็เล็กแค่นิดเดียว แต่ฤทธิ์ช่างล้นหลามเสียเหลือเกิน หากถึงจะแอบถอดถอนหายใจ เหล่านางกำนัลก็ยังคงยิ้มให้กับแผ่นหลังของพระสนมตัวน้อยที่กำลังสนใจกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่มีลำตัวสีขาว หากแต่ที่แผงคอกลับมีสีชมพู สีเขียว และสีส้มปะปนกันอยู่อย่างลงตัว  ดวงตากลมจ้องพินิจนกสีสวยตัวนั้น รอยยิ้มหวานประดับขึ้นบนริมฝีปากจนดวงตากลมคู่นั้นหยี

นกตัวเล็กเอย เจ้าช่างมีอิสระมากเสียจนเราอยากจะขอแบ่งมาเพียงสักเศษเสี้ยว เราแค่อยากทราบว่าจะรู้สึกเช่นไร หากเราได้โบยบินอยู่บนนภาเช่นเจ้า คงจะดีมิใช่น้อย หากข้าได้เห็นโลกนอกรั้วสีทองนี้บ้าง หรืออย่างน้อยเพียงเจ้าจักสามารถเล่าให้เราฟังได้บ้างแค่นั้นก็คงเพียงพอ

หลิ่งเหลียน เราอยากมีปีกบ้างเหลือเกิน

เสียงเล็กพึมพำออกมาในขณะที่ดวงตาก็ยังคงจับจ้องไปที่นกตัวน้อยที่โผปีกบินออกไปแล้ว หลิ่งเหลียนก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ และยื่นมือออกไปกอบกุมมือน้อยๆ ไว้ในมือ

"ดั่งความฝันของคนทุกคนเพคะ หากแต่พระองค์มีเพียงแค่สองพระบาทก็สามารถก้าวไปได้ในทุกทีแล้วเพคะ

สองเท้าหรือจะสู้หนึ่งปีกบิน เพียงแค่ก้าวเท้าออกนอกราชวังดั่งใจหวังยังมิเคย

องค์จักรพรรดิเสด็จ!

เสียงขันทีจากนอกตำหนักดังเข้ามาถึงในทางเดินตำหนักจนแม้แต่ในห้องหับ เหล่านางกำนัลที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบกระวีกระวาดเร่งไม้เร่งมือแต่งกายให้พระสนมเสียจนเสร็จเรียบร้อย

ถวายบังคมฝ่าบาท

ทันทีที่ประตูเปิดเหล่านางกำนัลทั้งหลายก็คุกเข่าลงก้มคำนับ องค์จักรพรรดิก้าวเข้ามาในขณะที่พระสนมก็โค้งตัวลงคำนับด้วยเช่นเดียวกัน

ลุกขึ้นยืนเถิด แล้วเราขออยู่กับพระสนมเพียงลำพังได้หรือไม่

เหล่านางกำนัลลุกขึ้น โค้งตัวทูลลาก่อนจะเดินออกจากห้องไป เหลือเพียงแค่จักรพรรดิและพระสนมที่ยังคงยืนก้มหน้าอยู่

"เผยพระพักตร์หน่อยมิได้หรือ พบกันทีไรเจ้าก็เอาแต่ก้มหน้า มิแม้แต่เงยพระพักตร์ขึ้นมองเราแม้ครั้ง"

เสียงละมุนของจักรพรรดิเปล่งวาจาออกมาอย่างนุ่มนวลราวกับปุยเมฆบนทิฆัมพร พระสนมตัวน้อยค่อยๆ เผยดวงหน้าขึ้น แต่ก็ยังทำได้เพียงแค่ทิ้งสายตาไว้อยู่ระดับหัวไหล่ แก้มกลมๆ นั่นก็แดงเสียจนเขาคิดว่าเป็นมะเขือเทศผลโต องค์จักรพรรดิทรงยิ้มขัน มองคนตัวเล็กที่แทบจะก้มหน้างุดลงไปอีกครั้ง

"เจ้านี่ช่างหยอกล้อง่ายเหลือเกิน ตรัสเพียงนิดเดียวก็เขินอายถึงเพียงนี้"

"เขินอายคืออย่างไร เรามิได้เขินอายอย่างที่พระองค์ทรงตรัสเสียหน่อย"

"พระปรางทรงขึ้นสีเสียจนคล้ายผลมะเขือเทศเช่นนี้ เจ้ายังปฏิเสธอีกหรือ"

ว่าไปพลางยิ้มขำ แถมเห็นแก้มคู่นั้นก็อยากจะเอื้อมมือไปหยิกเล่นเสียอีก

"สุริยันช่วงนี้กลมโตมากเหลือเกินพระองค์ และแดดก็แรงเสียจนบาดผิว ในยามที่อากาศร้อนเช่นนี้ มิแปลกที่สีโลหิตจะฝาดขึ้นบนพระปรางนะกระหม่อม"

กลีบปากเล็กยังคงขยับเรียงคำออกมา วาจาเอ่ยเปรียบเปรยเพียงแค่ข้อแก้ตัว เสียงเล็กเสียงน้อยที่ได้ฟังผสมกับท่าทางราวกับลูกแมวผยศนั่นทำให้รู้สึกอยากฝังเขี้ยวเสียจริง

"หากข้าถกเถียงเรื่องฎีกากับขุนนาง เพียงมีเจ้าทรงเอ่ยคำ ขุนนางฝ่ายไหนก็คงมิอาจขัดเป็นแน่"

"พระองค์ทรงมิได้กำลังตรัสเป็นนัยว่าเราช่างถกช่างเถียงใช่หรือไม่"

"จะไปว่าเช่นนั้นได้อย่างไร"

กล่าวในขณะที่ทรงลอบขำ มองดวงหน้าเล็กที่เริ่มมุ่ยและริมฝีปากที่เหมือนจะเชิดขึ้นเล็กน้อย

"แล้วเสด็จมาด้วยพระองค์เองทรงมีเรื่องอะไรสำคัญหรือ"

"อ๋อ..."

องค์จักรพรรดิสะดุ้งเพียงเล็กน้อยหากแต่เก็บท่าทีไว้ได้ทันเมื่อนึกขึ้นได้ถึงเหตุผลที่เสด็จมา จักรพรรดิทรงกระแอมกระไอเล็กน้อย มือสองข้างไพล่หลังในขณะที่แผ่นหลังก็ยืดตรงขึ้น

"เรากำลังทรงพระราชดำเนินน่ะ เดินผ่านตำหนักเฟยเซียนก็ทรงแวะมา"

"เช่นนั้นหรือ"

คนตัวเล็กเพียงแค่ขานรับและมิเอ่ยสิ่งใดต่อ เมื่อทราบแล้วว่าพระองค์แค่ทรงผ่านมา องค์จักรพรรดิที่ทรงเห็นเช่นนั้นแล้วก็เพียงแต่คลายมือที่ไพล่หลังอยู่ออกหากแต่ไม่รู้จะจัดการเช่นไรกับพระหัตถ์ที่ดูอยู่ไม่เป็นที่เสียจนดูน่าเกะกะ

มืออุ่นร้อนของพระองค์เอื้อมมาแตะแผ่วเบาที่ต้นแขนเล็ก ดวงตากลมกระพริบถี่ สายตามองไปยังมือหนาที่สัมผัสผ่านเนื้อผ้าทอ

"อันที่จริง เราตั้งใจเสด็จมาที่ตำหนักเฟยเซียน"

ดวงตากลมที่กระพริบถี่เมื่อคู่ราวกับแข็งค้างไปเสียแล้ว ความรู้สึกอบอุ่นผ่านเพียงแค่เนื้อผ้ากั้นบางเบาหากแต่ราวกับอาบไปทั่วร่าง

"เรื่องสลักสำคัญที่เจ้าทูลถาม เราคงหมายถึงเจ้าที่พำนักอยู่ที่ตำหนักนี้ล่ะมั้ง"

หรือบางทีอาจเป็นเพราะคำที่พระองค์ทรงตรัส พระหทัยจึงราวกับรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับกายจนจังหวะการเต้นเกือบสะดุด หากแต่สายตามิได้พลันเห็นตำหนักสวยหลายเรือนเรียงรายกันยาว พระหทัยก็คงมิเสียหลักจนกลายเป็นจังหวะเพียงแผ่ว

"สิ่งใดที่เรากลัวที่สุดทรงทราบหรือไม่กระหม่อม"

นัยน์ตาคู่สวยทอดยาวออกไป แววตาที่ระยิบระยับต้องกับแสงแดดเมื่อครู่เลือนลาง

"หากเมื่อใดที่พระองค์เสด็จมา แล้วเมื่อนั้นกลายเป็นความเคยชิน"

"..."

"จนกระทั่งเริ่มต้นรอคอย"

"..."

"หากแต่พระองค์มิเสด็จมาอีกแล้ว"

สายตาที่มองทอดออกไปค่อยๆ ถูกพากลับมาสบกับพระเนตรที่ทอดมาก่อนอยู่แล้ว

"เช่นนั้นจึงเป็นความกลัวเมื่อเราตระหนักได้ว่ามันจะเจ็บปวด"

มิอาจหยั่งถึงแม้พระเนตรของพระองค์จะยังคงมองมาที่กระหม่อม นัยน์ตาคู่สวยเช่นนี้หวานหยดเสียจนราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ แม้จะอยากลิ้มลองเพียงใดแต่ก็มิอาจสู้พิษร้ายไหว

 

'ดวงดารามีนับร้อยบนนภา บุษบาอีกนับล้านบนผืนดิน'

จึงรักไม่ได้ เมื่อเราก็เพียงแค่หนึ่งในสนมเหลือคณานับของพระองค์

 

หอบุปผานางโลม

ร่างบางเหยียดลุกขึ้นจากเตียง ผ้าไหมผืนสวยกองอยู่ปลายเท้า มือเรียวจับอาภรณ์ที่ถูกปลดร่วงจากกายเมื่อชั่วยามที่ผ่านมาขึ้นสวมใส่ดังเดิม ร่องรอยจากการกระทำเมื่อคืนปรากฎอยู่บนผิวขาว สีแดงเป็นจ้ำและรอยช้ำที่อยู่บนตัว 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ร่างของชงไฉ่และคณิกาอีกนางจะเดินเข้ามา ร่างของหญิงชราก้าวมาช่วยพยุงร่างบางของซือชุนให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับนำซือชุนให้เดินออกจากห้องไป เท้าคู่สวยปราศจากสิ่งใดรอง ก้าวไปตามแผ่นไม้เย็นเยียบโดยมีมือของชงไฉ่ช่วยประคองอยู่ไม่ห่าง หากแต่เพียงก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว รองเท้าคู่สวยก็หยุดลงตรงหน้า ซือชุนพาสายตาขึ้นไปมองดวงตาคู่สีดำสนิทที่ทอดลงมา แผ่นหลังของซือชุนโน้มลงเช่นเดียวกับชงไฉ่ที่ก้าวถอยหลังออกไปและก้มลงโค้งคำนับให้แก่บุคคลตรงหน้า

"ทำหน้าที่ของเจ้าเสร็จแล้วหรือ"

"เช่นนั้นกระหม่อม" กล่าวรับพลางค้อมศรีษะก่อนจะเอ่ยต่อ "เสด็จมาถึงหอนางโลมเช่นนี้ มีอะไรหรือกระหม่อม"

"ข้าจะไม่อ้อมค้อม ข้าอยากดูว่าหน้าที่เจ้าทำอะไรบ้างในแต่ล่ะวัน จะให้ข้าตามติดเจ้าหนึ่งวันได้หรือไม่"

"อยากทรงทราบว่าหน้าที่ของกระหม่อมทรงทำอะไรบ้างเช่นนั้นหรือ"

ทรงหมายถึงการที่จะรับรู้ถึงหน้าที่สกปรกของเขามากกว่านี้ใช่หรือไม่

"หากแต่หน้าที่ข้านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการปรนนิบัติด้วยร่างกาย ยังทรงอยากทราบถึงสิ่งใดอีกหรือ"

"ข้าอยากเห็นวิธีการทำงานของเจ้า"

คนตรงหน้ายังคงยืนยันคำเดิม ซือชุนจึงพยักหน้าลงในขณะที่มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่ด้านหน้า

"ได้กระหม่อม เพียงแต่ตอนนี้ข้าต้องไปล้างตัวก่อน ข้าจะให้นางคณิกาพาท่านไปประทับที่เรือนรับรองด้านหลัง แล้วข้าจะตามไปไม่ช้า"

ซือชุนโค้งตัวลงทูลลาก่อนจะก้าวผ่านไป ในขณะที่หวงจื่อเทาเบี่ยงตัวหลบเพื่อหลีกทางให้คนร่างบางได้เดินผ่านไป สายตาเข้มไล่ลงมองทั่วทั้งกายสุดจรดปลายเท้า แผ่นเท้าเปลือยเปล่าย้ำไปกับความเย็นของผืนไม้ ยามที่ฝ่าเท้ายกขึ้นปรากฎสีชมพูที่ผิวเนื้อจากอุณหภูมิที่สัมผัส ร่างบางเดินลับไปสุดสายตา จื่อเทาลากสายตาตัวเองกลับมา นางคณิกาที่อยู่ด้านหลังก้มหัวลงเป็นเชิงคำนับก่อนจะผายมืออย่างอ่อนน้อมเชิญให้เดินไปอีกทาง

 

 

"ผู้นั้นมิใช่กษัตริย์จากแคว้นปกครองอื่นหรือ"

ชงไฉ่เอ่ยถามเมื่อเดินจากมาแล้ว ข้าพยักหน้าลงและตอบ

"ใช่ ผู้นั้นแหละ"

"รวมถึงเป็นราชอาคันตุกะที่เจ้าบริการเมื่อคืนก่อนด้วยใช่หรือไม่"

ข้าพยักหน้าลงอีกรอบ

"เอ๋ แต่ข้าว่าข้าคุ้นหน้าอย่างไรไม่รู้ เหมือนเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว"

ข้าไม่ได้ตอบสิ่งใด ปล่อยให้ความสงสัยของชงไฉ่ผ่านข้าไป ข้าก้าวเท้าเข้าไปเมื่อเหล่าคณิกาเลื่อนเปิดประตูไม้ออก ก่อนจะช่วยกันปลดอาภรณ์ที่สวมอยู่ออกจากกายข้า ก้าวเท้าลงอ่างไม้สักที่ใส่น้ำไว้จนเกือบเต็ม ก่อนที่เหล่าคณิกาทั้งหลายจะช่วยกันขัดผิวข้าเพื่อชำระสิ่งสกปรกจากเมื่อคืน

กลีบดอกไม้ลอยอยู่เหนือผิวน้ำส่งกลิ่นหอมชวนชื่นใจ น้ำเย็นๆ สัมผัสกระทบกับผิวเนื้อ เป็นเกือบช่วงครึ่งชั่วยามที่ข้าแช่ตัวอยู่ในอ่างไม้ ข้าลุกขึ้นจากการแช่ตัว ก้าวเท้าลงบนบันไดขั้นเล็กจากอ่างไม้  ตลับยาสมุนไพรเปิดออก เนื้อยาทาลงบนรอยช้ำทั่วตัว เมื่อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ถูกสวมใส่ลงบนตัวข้าก็เป็นอันเสร็จสิ้น

"รีบเถิด ฝ่าบาทรอท่านอยู่ที่เรือนรับรอง" นางคณิกาที่พาเขาไปยังเรือนรองเมื่อเวลาที่ผ่านมาเอ่ยบอกข้า ข้าพยักหน้ารับก่อนจะออกก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองที่อยู่ทางด้านหลัง เดินผ่านเสียงกามรมณ์ที่ดังลอดมาให้ได้ยินตลอดการเดินอยู่ภายในหอนางโลม ภาพชินคือร่างกายที่มีสภาพเสื้อผ้าหลุดรุ่ยไม่เรียบร้อย และเสียงหัวเราะอย่างสบอารมณ์ของบุรุษ

"ฝ่าบาท ทรงรอนานหรือไม่"

ข้าก้มลงโค้งคำนับให้กษัริย์แห่งแคว้นปกครองเมื่อเดินมาถึงที่ที่ทรงประทับอยู่

"ข้ากำลังเพลิดเพลินกับบริการเชียวล่ะ"

ซือชุนมองนางคณิกาที่ขนาบข้างหวงจื่อเทาเพียงแค่ปรายตา

"ทรงสนพระทัยสิ่งใดในหน้าที่สกปรกเช่นนี้หรือ อยากให้ข้าแนะนำสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่"

"เจ้าแค่ทำเช่นที่เจ้าทำทุกวันนั้นแหละ ข้าอยากเห็น"

ซือชุนอาจจะคิดไปเอง หากแต่สายตาคู่นั้นกลับจ้องมองมาที่เขาอยากท้าทาย แสงแวววับในดวงตาคู่สีดำสนิทเปล่งประกายราวกับดวงตาของจิ้กจอกที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด

"ทำอย่างที่เจ้าทำ ราวกับว่าข้าไม่ได้อยู่ที่นี้"

 

'สายลมพัดไปตามทิศ น้ำไหลไปตามสาย ฤดูยังเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ห้าปีผ่านไป เจ้าคิดว่าจะไม่มีสิ่งใดผ่านไปด้วยหรือ'

 

หากเป็นก่อนช่วงที่เวลาได้ถูกพัดไปเสียงทุ้มคุ้นหูนี้จะขอร้องมิให้ข้าทำสิ่งใดโดยลืมคิดถึงมิใช่หรือ...

'โปรดอย่าทำเช่นนั้น ราวกับว่าเจ้าลืมคิดถึงข้า'

 

ห้าปีที่ผ่าน หลายสิ่งได้ผ่านไปด้วยมากเหลือเกิน

เช่นเจ้าที่ตอนนี้ราวกับเป็นใครที่ข้ามิเคยรู้จัก ราวกับคนเมื่อห้าปีที่แล้วกลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียทันตา ราวกับข้าหลงรักใครที่ข้ามิเคยแม้รู้จัก

"ได้กระหม่อม ข้าจะทำเช่นที่ข้าทำมาตลอด"

ร่างบางโค้งตัวลง หลบเลี่ยงสายตาที่เคยเวียนว่ายอยู่ในนั้นด้วยการเลือกที่จะมองเพียงลาดไหล่แทนการสบตา

ซือชุนเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนที่นั่งที่ห่างออกไปจากที่หวงจื่อเทาประทับอยู่ เช่นทุกครั้งที่ซือชุนเพียงนั่งอยู่ที่เดิม ราวกับดอกไม้ในแจกันที่รอคนมาเชยชม หวงจื่อเทามองตามร่างแบบบางที่เดินออกไปนั่งอีกที่เสียจนไกลตา คอเล็กเชิดขึ้นอย่างวางท่า รวมถึงมือสองข้างที่วางประสานกันที่หน้าตัก วางตัวเสียราวกับนางพญาผีเสื้อ หากที่จริงกลับเป็นเพียงดอกผกาที่เปลี่ยนมือจนช้ำ

"หากเจ้ายังไม่มีแขก จะทำหน้าที่ของเจ้ากับข้าก่อนก็ได้นะ"

อดที่จะพูดเช่นนั้นออกไปไม่ได้เมื่อเห็นร่างโอนเอนนั้นนั่งอยู่ไกลออกไป ทั้งที่จริงแล้วอยากเพียงแค่ให้มานั่งอยู่ใกล้สายตาอีกหน่อย

"บริการข้าสิ แบบที่เจ้าถนัดน่ะ"

คำเอ่ยที่ได้ยินเช่นนั้น ซือชุนลุกขึ้นและพาร่างของตัวเองไปยังเจ้าของวาจา ทิ้งตัวลงนั่งข้างตัว ท่าทีแข็งขืนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวาน ทำหน้าที่ปรนนิบัติได้อย่างดีเยี่ยมอย่างที่รู้จักหน้าที่นี้มาตลอด

"ทรงประสงค์สิ่งใดหรือกระหม่อม ข้าจะทรงจัดหามาให้"

เสียงหวานละมุนเอ่ยอย่างอ่อนนุ่ม ดวงตาเรียบไม่มีสิ่งใดเมื่อครู่กลับกลายเป็นน้ำผึ้งที่หยาดเยิ้มอยู่ในดวงตาคู่สวย หวงจื่อเทามองคนร่างบางตรงหน้าและเผลอหลุดลอยไปกับมารยาที่มอบมา

กิริยาเช่นนี้มิใช่ซือชุนที่เคยอยู่ในอ้อมกอดเขา ซือชุนคนนั้นอ่อนหวานหากแต่ไม่หยาดเยิ้ม ซือชุนคนนั้นทั้งหัวแข็งหากแต่บริสุทธิ์ด้วยคำพูดจาอย่างซื่อตรงจากใจ หากแต่ซือชุนคนนี้กลับแข็งกระดางเสียจนเย็นเยียบและยกหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมใส่

ดั่งวาจาที่เขาเคยเอี้อนเอย ห้าปีผ่านไป สิ่งใดย่อมตกหายไประหว่างทาง

"หากข้าต้องการเด็กหนุ่มเมื่อห้าปีก่อน เจ้าจะจัดหามาให้ข้าได้หรือไม่"

เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซือชุนเผยรอยยิ้ม ไม่มีทีท่าใดกับประโยคเมื่อครู่

"ทรงมิได้หรอกกระหม่อม เช่นเดียวกับที่ข้าก็มิอาจพบเจอบุรุษเมื่อห้าปีก่อนเช่นกัน"

เสียงหวานยังคงเปล่งวาจาอยู่ต่อไป ในขณะที่ร่างกายก็ทำหน้าที่ปรนนิบัติอย่างต่อเนื่อง

"สายน้ำไหลผ่านไปไกลมากเพียงนั้นเลยหรือ"

หวงจื่อเทารำพัน ทอดสายตามองคนร่างบางที่บริการอยู่ไม่ห่าง

"เหมือนกับขอนไม้ใหญ่ล้มอยู่กลางลำธาร หากแต่สายน้ำกลับไหลผ่านมิแลเหลียว"

ดวงตาคู่นั้นจ้องเข้าสบกับดวงตาของจื่อเทา ความหวานหยดเมื่อครู่ราวกับต้องความเย็นจัดจนถูกแช่แข็ง

"ในขณะที่ข้ารออยู่ที่เดิม เจ้าก็ผ่านไปไกลเสียแล้ว"

ร่างบางหยุดการกระทำทุกอย่าง ความอ่อนหวานเมื่อครู่คืนสู่ความเย็นเยียบอีกครา ซือชุนลุกขึ้นยืนและโค้งทูลลา

"ขอตัวก่อนกระหม่อม ถึงเวลาที่ข้าต้องต้อนรับแขกแล้ว"

จื่อเทามองตามร่างของซือชุนที่เดินไปต้อนรับแขกอย่างที่ว่า บุรุษร่างสูงใหญ่ผายมือเข้าโอบเอวคนร่างบางที่เคยนั่งอยู่ข้างเขา รอยยิ้มประดับอยู่บนดวงหน้า ซือชุนแสดงท่าทีอ่อนช้อยและกิริยางดงาม อีกครั้งที่หน้ากากถูกสวมและเล่นไปตามบท ร่างกายที่เป็นของเขาก็เป็นของคนอื่นเมื่อถูกจับต้องทุกตารางนิ้ว หญิงนครโสเภณีที่ซือชุนเป็น

 

'ราวบุปผาเปื้อนดินใครเหยียบย้ำ แสนชอกช้ำซ้ำระทมจมโคตม'

จึงรักไม่ได้ เมื่อข้าก็แค่โสเภณีแปดเปื้อนมิอาจเอื้อมหรือเชยชมสุริยา

 


#ฟิคหญิงงาม

 

Talk

เรื่องนี้อัพช้าค่ะแง้ อยากอัพเร็วๆ นะ แต่เป็นแนวที่ไม่เคยแต่งมันเลยไม่ค่อยไหลลื่นเลย555555 ฮุนตอนนี้ในเรื่องอายุ 23 ค่ะ จื่ออายุ26เนอะ ไว้เจอกันอีกห้าสิบเปอร์เซ็นที่เหลือค่ะ
 

Talk#2

70%ไปก่อนนะคะ มาช้าแล้วยังน้อยอีกอีนี่555555555555 นี่ไปสอบมาแหละ เหมือนชีวิตจบไปล่ะหลังสอบเสร็จรู้สึกไร้อนาคต555555555 ที่เหลืออัพวันเสาร์เนอะ เจอกันค่า แท้กฟิคได้นะคะ เม้นได้นะ เค้าอยากอ่าน55555

Talk3

แต่งจบถึงกับปวดหัว ไม่ได้แต่งยาวเลยนะแต่ทำไมถึงรู้สึกใช้เวลากับมันเยอะเหลือเกิน แล้วนี่ทำไมรู้สึกว่าประคองเรื่องยากจัง ทำไมต้องเปิดเรื่องเครียดๆ งี้ด้วย5555555 รู้สึกต้องการเรื่องเฮฮาอ่ะโอ้ย55555555 มีพล็อตนึงอยู่ในหัวหลังจากเปิดเรื่องนี้ไปแล้ว อยากแต่งอันนั้นมาก แต่เรื่องนี่เพิ่งเปิด เนื้อเรื่องก็ยังไม่เดินไปไหน เพราะงั้นก็ต้องต่อสู้กับเรื่องนี้ต่อไป นี่เหนื่อยมากแต่งทีเหมือนโดนดูดพลังงานชีวิต เครียดตาม555555 มีเผลอๆ พูดๆ ไป ติดคำแบบในฟิคไปพูดอีก ควรมีสติกว่านี้นะ

ขอโทษสำหรับการอัพช้านะคะ เรื่องนี้แต่งด้วยแรงสปีดเต่ามาก จะพยายามอัพเกรดนะ5555555 เจอกันตอนสามค่ะ

 

O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

215 ความคิดเห็น

  1. #143 S.N.L.L (@sunlikelay) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 18:46
    คือน้ำตาไห คือสงสารหมินแลฮุนมาก รักผู้ชายที่อยู่สูงเกินเื้อมไม่ได้แบบนี้ โฮๆๆๆๆ ช่างดราม่าเหลือเกิน
    #143
    0
  2. #123 soundofsilence (@soundofsilence) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 17:47
    ภาษาสวยมากกกไก่ล้านแปดตัวเลยค่ะ เราชอบการเปรียบเทียบในเรื่องมากๆ มันดึงให้หลายฉากเข้าถึงอารมณ์มาก ตอนเทาฮุนพูดจาตัดพ้อกันนี่เรากระซิก กัดผ้าห่มเลย สงสารเคะเรื่องนี้เหลือเกินแต่ละคน รักไม่ได้... ;___;
    #123
    0
  3. วันที่ 26 มีนาคม 2558 / 00:03
    พี่ลู่รักน้องแล้วใช่ปะถ้ารักก็ตั้งเปนมเหสีดิ 

    เทาฮุนหน่วงจุง
    #107
    0
  4. #74 ทีมสนมซิ่ว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:41
    เวลาจักรพรรดิพูดกับสนม

    เราว่าไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์ก็ได้นะคะ

    นอกจากจะเปนเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน ศักดิ์พอกัน

    เราไม่แน่ใจนะคะ แค่อยากแนะนำให้ดูเรื่องการใช้คำพูด

    เรื่องมันดีมาก อ่านแค่สองตอนเราก็รู้สึกว่าติดแล้ว

    อยากให้มันสมบูรณ์ >.
    #74
    0
  5. #73 ทีมสนมซิ่ว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:20
    รู้สึกได้ถึงความรักของลู่ที่มีต่อสนม

    เวลาเขาอยู่กันสองคนดูน่ารักมาก อ่านแล้วเขิน

    แต่..ในวังไม่ได้มีกันแค่สอง

    แค่ตอนที่แล้วที่แบคโผล่มา ก็โดนเหยียดซะขนาดนั้น

    ไม่อยากจะคิดในตอนที่ตัวละครเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ T T

    แอบคิดว่า ที่ให้หมินอยู่ตำแหน่งแค่นี้มีเหตุผลอะไรมั้ย

    มันดูปลอดภัยรึปล่าว ยิ่งมีตำแหน่งสูงก็ยิ่งมีคนจ้องทำร้ายงี้



    ขอบคุณค่ะ

    #73
    0
  6. #71 DarkCornell (@fai-cornell) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:34
    คู่ลู่หมินดูน่ารักมากอ่ะ ><
    #71
    0
  7. วันที่ 27 มกราคม 2558 / 01:56
    คือเหมือนจื่อเทาอยากได้ซือชุนคนเดิมกลับมา เขาอยากได้ซือชุนคนเดิมไปเคียงข้างใช่มั้ย แต่ซือชุนกลับบอกว่าไม่ได้ ในเมื่อจื่อเทายิ่งใหญ่เกินไป แล้วตัวเองต่ำต้อย โสสม แบบนี้ใช่มั้ย โฮรรรรรรรรรรรรร ;;A;; จื่อเทาจะทำยังไงต่อ จะเปลี่ยนความคิดซือชุนได้ม้อยยยยยย

    THX Writer!!
    #69
    0
  8. #68 seelovepp (@seelovepp) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 23:59
    สู้ๆค่ะไรท์ตามอ่านอยู่นะ
    #68
    0
  9. #67 mini_ray (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 22:47
    ง่าาาา ชอบมากเลย ใช้ภาษาสื่อความหมายได้ชัดเจนมากอ่ะ เราอินกับ ความรักที่ดูน่าสงสารที่สุดของพระสนมกับหญิงงามเมือง T^T ต้องห้ามใจจริงๆ 'รักไม่ได้' เด็ดขาด T\T
    #67
    0
  10. #66 HANXBENZ (@doggilike) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 16:14
    อย่ามาแตะตัวลูกเรานะ ฮือ ออกไปให้หมดๆๆๆๆ ซื่อซุนของขุ่นแม่น่าฉงฉานที่สุดเยยยยยย แง้ ถ้าพี่เทาไม่คิดจะทำให้เซฮุนดีขึ้นไปมากกว่านี้ก็อย่ากลับมาเลยยยยยยยย
    #66
    0
  11. #65 PiiProud (@papraw9) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 03:08
    สงสารมินซอกกับเซฮุน
    #65
    0
  12. #64 Monsterbun (@phattaraporn-90) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 18:02
    ภาษาสวยมากอ่านที่นี่เคลิ้มมากเลย
    #64
    0
  13. #62 minhan (@fa_lumin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มกราคม 2558 / 11:37
    งื้อออออ!!! ค้างอ่ไรต์ มาต่อเร็วๆน่ รอยุวๆ ^^
    #62
    0
  14. #61 Best Before (@lovelove-ft) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มกราคม 2558 / 10:43
    โหยย ติดตามค่าติดตาม!!
    #61
    0
  15. วันที่ 22 มกราคม 2558 / 00:37
    พระสนมมาแนวเศร้าเลยทีนี้ เศร้าทุกคู่ทำไงดี หนทางที่จะรักกันจะเป็นยังไงงงงง

    THX Writer!!
    #60
    0
  16. #59 nastsi (@loveclashforever) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มกราคม 2558 / 20:02
    ใช่ แค่สนมคนโปรด
    #59
    0
  17. #58 ms.nuum (@buntita-555) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มกราคม 2558 / 19:14
    ป๋ายเซียนน่ากลัวอ่ะ คงไม่ใช่คนประเภทโวยวายจนเสียตำแหน่งแต่เหมือนคนร้ายเงียบมากกว่า เรากลัวมากเลยว่าป๋ายเซียนจะทำไรมินิ ไรท์สู้ๆนะ
    #58
    0
  18. #57 ChunchulL (@chunchull) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มกราคม 2558 / 11:51
    เพราะอะไรนางสนมถึงเอาแต่หนีองค์จักรพรรดิไม่กลัวบทลงโทษเลยสินะแบ้วองค์จักรพรรดินี่มีพระมเหสีรึยังอ่ะหรือตอนนี้มีแค่สนมยั้วเยี้ยแบบยังไม่ได้เลือกมเหสีงี้??? ความน่ากลัวของสนมนี่เยอะจริงป๋ายเซียนไม่ใช่คนเดียวหรอกที่น่ากลัวเราว่ายังมีอีกเย๊อะะะะยิ่งตอนนี้ซิ่วหมินเป็นคนโปรดด้วยนางต้องเจอคนเกลียดเยอะแน่ๆ ส่วนฮุนๆน่าสงสารมากเลยง่ะแต่อีกนัยหนึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ฮุนเลือกเพื่อจะเจอเทาอีกครั้งอ่ะ แต่ตอนที่สองคนคุยกันนี่เรางงๆเพราะมันมีปมสินะรอครึ่งที่เหลือค่ะ😁😁😁😁
    #57
    0
  19. #54 CHANNii (@kamzaaa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มกราคม 2558 / 17:05
    ฮุนน่าสงสารสุด จริงๆ
    #54
    0
  20. #52 nastsi (@loveclashforever) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มกราคม 2558 / 00:22
    งืออ จักรพรรดิ ทรงหยอด นางสนมซิ่วหรอเพคะ เขินแทนเลย ชอบๆ
    #52
    0
  21. #50 Kt88 (@popo810) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 22:28
    คู่เทาฮุนจะเศร้าไรงงงงี้ ลู่หมินก็หวานน้ำตาลขึ้นจอ
    #50
    0
  22. วันที่ 12 มกราคม 2558 / 21:29
    รอออ
    #48
    0
  23. #47 PNM_มมม (@panimew04) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 10:55
    โอ้ยยยยย สนุกมากกกกก สนุกมากที่สุดของที่สุด!!!!!!!!!!!!!!! กรี๊ดดดด รอนานแต่พออ่านแล้วมันก็คุ้มค่ากับการรอคอยมาก ความเจ็บปวดของแต่ละตัวละคร ไรเตอร์สามารถสื่อออกมาได้อย่างชัดเจน ของมินซอกคือ เค้าอยากจะเป็นนกที่บินออกไปในที่ต่างๆได้แต่ก็ถูดจับใส่กรง คนที่ดื้อรั้นแบบนั้นทำให้รู้สึกอึดอัดมากเป็นธรรมดาแต่ว่าก็ดูกลับเป็นคนโปรดของจักรพรรดิไปซะอย่างงั้น อาจจะด้วยเพราะนิสัยดื้อรั้นแบบนั้นทำให้จักรพรรดิเลยถูกใจกว่าใคร กล้าเถียงแล้วก็ปฏิเสธเหมือนแมวน้อยอะไรอย่างงี้ ไรเตอร์บรรยายออกมาเห็นภาพแมวน้อยมากจริงๆ ชอบมากกกก ส่วนเซฮุนนี่หนักเลย ต้องเป็นโสเภณีอย่างปฏิเสธไม่ได้แต่ว่าดันตกหลุมรักจื่อเทามานานแล้วดันมาโป๊ะแตกตรงที่จื่อเทาไม่สามารถรักกลับได้เพราะตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นมากแต่ฮุนก้ยังเป็นโสเภณีเหมือนเดิม แต่ให้ฟีลว่าฮุนไม่อยากทำแล้วแต่เลือกไม่ได้ป่าวคะ แล้วดันโดนเทาพูดอย่างนี้ใส่อีก โอ้โห่ จี๊ดเลยค่ะ ;_____; ทั้งหมดที่เราพูดมา เราไม่รู้ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่านะคะ ออกแนวเพ้อกับความคิดตัวเองมากไป 5555555555 ไรเตอร์สุ้ๆนะคะ!!!! ^0^
    #47
    0
  24. วันที่ 12 มกราคม 2558 / 05:00
    แต่ละคู่ โอโห แบบฟีลหน่วงเลย มินซอกใสซื่อมากเลยนะ ป๋ายเซียนนี่ร้ายใช่มั้ย พี่ลู่เอ้ย เป็นถึงเจ้าเมือง จะทำไงต่อไป ดูท่าจะพอใจมินซอกอยู่ไม่น้อย คู่เทาฮุน มองไม่เห็นความเป็นไปได้หนักกว่าอีก สงสารน้องฮุน

    THX Writer!! 
    #46
    0
  25. #45 PiiProud (@papraw9) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 02:53
    เรื่องนี้สนุกอ่ะ มาต่อไวๆนะคะ
    #45
    0