Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 11 : [ 09 ] คนไม่เคยมีความรักจะไม่รู้จักความรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 415
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 ก.ค. 57

 
 
09.
คนไม่เคยมีความรักจะไม่รู้จักความรัก

 

 

ผมเคยปรามาสพ่อไว้ว่าพ่อต้องใช้เล็บก้อยมองแน่ๆ ถึงได้คิดว่าไอ้เด็กคุณฤทธิ์นี่น่ารัก

เล็บก้อยพ่อนี่แม่นดีว่ะ ผมยอมก็ได้

 

 

คุณยมบาลครับ ช่วยด้วย

อย่าส่งกลับมาบอกผมอีกนะว่าคุณไม่ใช่ศิราณี คุณนั่นแหละต้นเหตุ

เอาเขี้ยวมันกลับไปนรกเดี๋ยวนี้เลยครับ

 

 

พฤทธิ์ยังไม่ได้เริ่มสืบเพราะมีเบาะแสไม่พอ มีไปถามเกี่ยวกับบริษัทของพ่อนิดหน่อยแต่ไม่ได้ความอะไรมาก ซ้ำความทรงจำของกวินก็มีแค่เรื่องที่บ้านทั่วไป แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวันที่เกิดเหตุแบบจะๆ มีแค่การคาดเดาลอยๆ ที่ฟันธงไม่ได้อย่างที่กวินเองก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ

เจ้าทุกข์บอกว่าไม่เป็นไร ไม่รีบ แต่เด็กหนุ่มเริ่มคิดแล้วว่าเขาอาจจะคิดผิดที่คิดจะช่วยไอ้วิญญาณเร่ร่อนตนนั้น ไม่สิ เขาคิดผิดที่คิดจะช่วยคนทุกคนรอบข้างนั่นแหละ ไม่ว่าจะใครก็ตามเหอะ

“น้าาา นะนะนะไอ้ฤทธิ์ กูกราบมึงล่ะ ไปเป็นเพื่อนกูเหอะนะ กูยังทำใจไปคนเดียวไม่ได้อะ”

“ไม่เอาโว้ย”

“ริดดดดด กูกับมึงก็เป็นเพื่อนกันมานานนะเว้ยยย กูติดสินบนด้วยไอ้เกมล่าสุดที่มึงอยากได้นั่นเลยก็ได้ เดี๋ยวกูเอาแผ่นแท้ให้เลยนะ นะนะนะ สงสารกูเถอะนะ”

“เกมนั้นป๋าซื้อให้มึงไม่ใช่เรอะ ไม่ได้ซื้อเอง โกงนี่หว่า”

“โหย คือมึงต้องเข้าใจความแกลบกูนะ กูเล่นของแท้มาได้ถึงขนาดนี้ก็สุดยอดฉิบหายแล้ว กูยกให้มึงทั้งเกมเลยนะเว้ย กูจะไม่มีไว้เล่นเองเลยนะเว้ย”

ถ้าไม่ติดว่าพฤทธิ์เตรียมจะเสยเท้าใส่ เกรียงไกรคงลงไปก้มกราบแทบเท้าเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองแล้ว ดูเอาเถอะ นี่เขาอุตส่าห์ลงทุนปีนข้ามหน้าต่างแอบมาขอร้องอีกฝ่ายอยู่ได้ราวครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ยังไม่สำเร็จสักทีจนหูลู่หางลู่ หงอยจนไม่รู้จะหงอยยังไงได้อีก ในขณะที่ฝั่งคนถูกขอร้องก็ใจแข็งเป็นหินได้อย่างไม่น่าเชื่อ

วิญญาณเร่ร่อนที่พักอาศัยอยู่ด้วยก็เลยเริ่มจะรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว

“คุณก็สงเคราะห์เขาหน่อยซี่ น่าสมเพชตายชัก”

เสียงทุ้มห้าวๆ ของกวินได้ผลชะงัดนักต่อโสตประสาทเจ้าของห้อง พฤทธิ์แทบสะดุ้งทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้น่าตกใจอะไรมากมาย ตวัดสายตามองวิญญาณข้างกายขวางๆ โชคดีที่เกรียงไกรง่วนอยู่กับการก้มหน้าขอร้องเลยไม่ทันสังเกต

“เออ ไปก็ได้วะ”

“เฮ้ย จริงเด้” เกรียงไกรผงกศีรษะขึ้นมามองหน้าน้ำตาแทบไหล “โอย ขอบคุณมาก ไม่มีมึงนี่กูจะอยู่ยังไงวะ เพื่อนแท้จริงๆ นะมึงเนี่ย!

“มึงต้องหยุดกรี๊ดนะครับไอ้เก่ง กูเห็นละคันตีนโว้ย!!” พฤทธิ์แยกเขี้ยววับแล้วเอาเท้ายันอีกฝ่ายออกไปห่างๆ “ไปที่ไหนเมื่อไรนะ”

“ห้างเปิดใหม่ที่กูบอกมึงตอนปีใหม่ไง พรุ่งนี้สิบเอ็ดโมง”

“ฮะ มึงยังไม่ได้ไปอีกเรอะ ชวนกูตั้งแต่มิดเทอม นี่จะไฟนอลแล้วนะเว้ย”

“ยังว่ะ รอบนั้นกูบอกไปว่ากูไม่ว่าง” เกรียงไกรยิ้มเจื่อน ก่อนจะรีบถอยห่างๆ แล้วแก้ตัวรัวๆ เมื่อเห็นสายตาวิบวับของคู่สนทนา “ก็... ก็กูไม่กล้าไปคนเดียวอะ! มึงไม่เคยมีความรักมึงไม่เข้าใจกูหรอกครับสัส อยู่กับคนอื่นมันไม่เท่าไรโว้ย แต่กูอยู่กับป๋าสองคนแล้วกูเกร็ง! กูทนไม่ได้!!

“แล้วจะเป็นแฟนกันได้เรอะ”

“ไม่ว่ะ” อีกฝ่ายเดาะลิ้นเบาๆ เบ้หน้า “กูไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว”

“แล้วเกร็งทำไมว้า”

“โอย ยอมรับก็ได้--- กูเขิน!! โอเคมั้ยครับ!!

ประโยคสุดท้ายมาพร้อมน้ำเสียงเอ็กไซต์จัดๆ พานจะลากสีเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงบนใบหน้ากันหมด พฤทธิ์ตีหน้าเหยเก มองเพื่อนสนิทที่หน้าแดงไปถึงหูถึงคออย่างขยะแขยงปนสมเพช แอบเหลือบมองกวินนิดหนึ่งอย่างขอความช่วยเหลือ เสียแต่ไอ้ผีตัวดีกลับแค่ยิ้มๆ แล้วโบกมือไปมาเป็นเชิงว่าเรื่องนี้จะไม่ยุ่ง

“ปัญหาเพื่อนคุณ คุณจัดการเอง”

พฤทธิ์ยิ่งแยกเขี้ยว บัดซบสิ เขาเป็นคนหนึ่งล่ะที่แทบไม่เคยคิดเรื่องรักเรื่องใคร่เลย

ก็ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้เขาจะไม่ไปเป็นกระดูกขวางคอใครก็แล้วกัน...

 

 

แต่จริงๆ จะว่าเป็น กขค. คงก็พูดได้ไม่เต็มปากหรอกนะ

คนที่ไปสะดุดตาสะดุดใจไอ้เก่งเข้าคือป๋าวิน -- วิธาน หวังฤทัย -- อาตี๋ลูกชายเจ้าของร้านคอมพิวเตอร์แถวบ้าน อายุมากกว่าพวกเขาสามปี กำลังจะเรียนจบปีสอง แกสนิทกับพวกเด็กๆ ด้วยความที่ช่วยนั่งเฝ้าร้านให้เตี่ยแกตลอดวันหยุดตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่แถวนี้ คุ้นหน้าคุ้นตามาตั้งแต่พฤทธิ์ยังไม่ขึ้นมัธยม เกรียงไกรที่บ้าเกม นั่งเฝ้าร้านเกมจนแทบจะเป็นบ้านหลังที่สองอยู่แล้วเลยยิ่งสนิทกันเข้าไปใหญ่

“หือ คนเนี้ยเหรอ” กวินเปรยเมื่อเจอหน้ากัน ช่วงสองสามเดือนที่อยู่ด้วยกันมาพฤทธิ์ไม่ได้แวะร้านเกม เขาเลยไม่ค่อยคุ้นกับวิธานนัก แค่เห็นผ่านๆ คุ้นๆ ตาตอนเดินสวนกันเท่านั้น “เพื่อนคุณนี่ก็ตาถึงนะ”

พฤทธิ์เหล่มองหน้ามันอย่างอึ้งๆ “แกเคยส่องผู้ชายด้วยเรอะ”

“เปล่า แต่ผมเคยมีเพื่อนที่มันส่อง ถ้ารู้จักกันมันชวนไอ้หนุ่มนี่ไปบ้านมันแน่ๆ ล่อเก้งซะขนาดนี้”

เจอดอกนี้เข้าไปพฤทธิ์ไม่รู้จะตอบยังไงดีเลย จะว่าไปหน้าตาของวิธานก็ล่อมันทุกเพศนั่นแหละ แกขาวแบบลูกจีน หน้าตี๋ๆ แต่ไม่จืด จมูกคม คิ้วเข้ม อาจจะเพราะได้ผมยาวเรี่ยบ่าที่มัดรวบไว้กับตาเรียวๆ ที่ซ่อนอยู่หลังแว่นนั่นช่วยไว้ด้วย หุ่นก็ระดับกลางๆ ไม่ผอมไม่บึ้ก แต่เพราะค่อนไปทางสูงเลยทำให้ดูตัวใหญ่กว่าคนทั่วไปอยู่สักหน่อย ถ้ากวินไม่ทักเขาก็เพิ่งสังเกตนี่แหละว่าวิธานหน้าตาดีไม่น้อยเลย

 

แต่พฤทธิ์ค่อนข้างเชื่อว่าที่เกรียงไกรมันชอบของมันอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพราะความคุ้นเคย สนิทสนม หรือแค่อะไรผิวเผินอย่างหน้าตาหรอก

 

เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ กวินเลยสงบปากสงบคำเอาไว้แค่นั้นแล้วลอยตามไปเงียบๆ บางทีก็แอบแตะหลังคอเกรียงไกรบ้างให้ขนลุกเล่นเวลาเจ้าตัวทำท่าจะเกร็งจนเกินไป พฤทธิ์เห็นแล้วก็ได้แค่แอบขำ กลั้นหัวเราะอยู่กึกๆ แล้วเดินเลี่ยงออกมาห่างๆ ดูเหมือนกวินจะสนุกสนานกับการแกล้งเกรียงไกรมากกว่าแกล้งเขา ก็อย่างว่าล่ะนะ เป้าหมายและความน่าแกล้งมันต่างกันเยอะโขอยู่

จริงๆ ออกมาเที่ยวบ้างก็ดี หลังจากที่กวินเล่าเรื่องครอบครัวตัวเองให้เขาฟัง พฤทธิ์ก็รู้สึกได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างขวางๆ พวกเขาเอาไว้อยู่ตลอด เหมือนกำแพงบางๆ ที่ชวนให้อึดอัดอย่างประหลาด ไม่ได้ทำให้ห่างขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใกล้เข้ามามากขึ้นอีกเช่นกัน

“ฤทธิ์ ฤทธิ์ นี่เอ็งฟังอยู่รึเปล่าเนี่ย”

“หือ อะไร” พฤทธิ์หันกลับไปมองหน้าเพื่อน กะพริบตาปริบๆ “เมื่อกี้ถามว่าไงนะ”

“จะกินอะไรกัน” วิธานเป็นคนตอบแทน หัวเราะเบาๆ “ว่าแต่ไหงคุณมาด้วยเนี่ย ผมนึกว่าเก่งจะมาคนเดียวซะอีก”

“อ๋อ มันบังคับ---”

“ฤทธิ์มันจะมาซื้อของอะไรแถวนี้พอดีครับป๋า ใช่มั้ย” เกรียงไกรแทรกขึ้นมาทันควัน ประโยคหลังที่หันมาถามนี่แอบกระแทกศอกใส่ไอ้เพื่อนเราเผาเรือนไปแทนการแก้แค้น พฤทธิ์แยกเขี้ยววับ ชิ่งเปลี่ยนเรื่องกันหน้าด้านๆ ยังงี้ ไอ้เก่งมันคิดว่าคนฉลาดๆ อย่างวิธานจะดูไม่ออกหรือยังไง แต่พี่แกก็แค่กลั้นยิ้มแล้วพยักหน้ารับไปตามเรื่องตามราว

“เออๆ แล้วจะกินอะไรกัน ผมเลี้ยงเอามั้ย ไหนๆ ผมก็เพิ่งปิดโปรเจ็คไฟนอลไปทั้งที”

“อื้อหือ โคตรป๋าจริงๆ แบบนี้ยอมเป็นอีหนูให้เลี้ยงจนวันตายเลยครับ” เกรียงไกรแทบจะยกมือไหว้ท่วมหัว เรื่องเงินนี่เรื่องใหญ่จนความหน้าด้านวิ่งนำหน้าความเขินไปสามร้อยโยชน์ แต่แน่ล่ะว่าพฤทธิ์ไม่ปล่อยให้โอกาสแขวะลอยหายไปต่อหน้าต่อตาหรอก

“กล้าให้เขาเลี้ยงปะเหอะ”

“กล้าโว้ย เลี้ยงผมเหอะป๋า ถือซะว่าทำบุญทำทานให้เด็กตาดำๆ ช่างหัวฤทธิ์มันเหอะ” สวนกลับพลางก็เอามือยันหัวเพื่อนออกไปพลาง ฉีกยิ้มใส่คนอายุมากที่สุดตรงนั้น “บ้านมันมีเงิน เลี้ยงผมคนเดียวก็พอ เนอะๆ”

“ถ้าเลี้ยงคุณคนเดียว ผมเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ก็ได้” ราคาเท่ากับเลี้ยงข้าวเด็กสองคนพอดี

“ไม่เอา! ผมไม่ได้เอาเงินมา!” พฤทธิ์ยกมือเป็นปางห้ามญาติแทบไม่ทัน “เดี๋ยวเด้ แล้วไหงป๋าลำเอียงเลี้ยงไอ้เก่งคนเดียววะครับ จะจัดหนักก็จัดให้มันสุดหน่อยเซ่”

โวยวายไปได้เท่านั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ผสมโรงมาจากวิญญาณข้างกาย ไม่รู้อะไรมันไปกระทบถึงความทรงจำ รอยยิ้มอ่อนโยนบ้าๆ นั่นของกวินเลยเผลอฉายขึ้นมาในกระบอกตา เล่นเอาพฤทธิ์หยุดการคุยเล่นไปกะทันหัน บ่นงึมงำอะไรเบาๆ ปล่อยให้เกรียงไกรเป็นคนเลือกร้านอาหารเสียเอง ไม่หือไม่อืออะไรอีก

 

บางที... ไอ้กำแพงบางๆ ที่กั้นขึ้นมาระหว่างเขากับกวินอาจจะเกิดจากตัวเขาเองนี่แหละ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและจะทำลายมันลงไปได้ยังไง

 

พวกเขาสามคนไปจบอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น พฤทธิ์เลือกที่จะเงียบเป็นส่วนมาก ไม่ใช่เพราะกลัวจะไปเป็นก้างขวางคอหรอก แต่พอเกรียงไกรกับวิธานเริ่มเปิดปากพูดถึงเรื่องเกมเขาก็ไปไม่เป็นแล้ว ไอ้เล่นก็เล่นนะ แต่ไม่ได้ลงลึกอะไรเยอะแยะเหมือนกับสองคนนี้

จริงๆ จะเข้าไปแทรกก็ได้ แต่เด็กหนุ่มไม่มีความรู้สึกอยากแทรกเลยสักนิด

ใกล้จบ ม.5 แล้ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มใกล้เข้ามา คนที่คิดจะรับตรงเข้าไปเลยมาเริ่มอ่านหนังสือเอาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ถึงข้อสอบกลางจะจัดในช่วงเทอมสองของ ม.6 แต่นับเอาจริงๆ ก็เหลือเวลาอีกอย่างมากแค่แปดเดือน พวกเด็กรับตรงก็ยิ่งเหลือเวลาน้อยกันเข้าไปใหญ่

เกรียงไกรเป็นอีกคนที่มีปัญหากับที่บ้าน เพื่อนเขาคนนี้มีปัญหามาตั้งแต่เลือกสายการเรียนแล้ว ทะเลาะกันหนักหนาจนพฤทธิ์คิดว่าไอ้ที่เขาเจอน่ะมันแค่จิ๊บๆ ที่เกรียงไกรยังหัวเราะได้อย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว เขาเลยไม่อยากเข้าไปขัดรอยยิ้มนั่น รอยยิ้มแบบเด็กๆ ที่ทำให้อยากปกป้องไว้เหมือนน้องชายคนหนึ่ง

 

วิธานมีหน้าที่ดูแลรอยยิ้มนั่นมาตั้งแต่ต้นแล้ว และคงเป็นคนเดียวที่ทำให้เกรียงไกรหัวเราะได้จริงๆ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

 

พฤทธิ์ไม่เคยมีความรัก เขาคิดอย่างมากแค่ว่ามันก็แค่เรื่องธรรมชาติ บทมันจะมาเดี๋ยวมันก็มาเอง บทมันจะใช่เดี๋ยวมันก็ใช่ ไม่เคยพยายามและไม่เคยคิดว่าจะต้องมี เลยไม่เคยมีแฟนเป็นจริงเป็นจังกับเขาสักคนอย่างเพื่อนคนอื่นๆ -- โอเค -- เขาเคยมีแฟนอยู่ครั้งหนึ่ง แต่แป๊บเดียวก็เลิกกันไป เพราะเด็กหนุ่มว่าถ้าคบแค่แก้ว่าง ไม่ได้จริงจัง ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นหรอก ยังไม่เคยรู้สึกอะไรกับใครมากไปกว่าเพื่อนธรรมดาๆ เสียด้วย

“แล้วอ่านหนังสือช่วงนี้เป็นไงบ้าง”

“ก็เรื่อยๆ เฮ้ย เมื่อวานพ่อชมผมด้วยนะเว้ย เก่งป้ะล่ะ”

“พูดแบบนี้คืออะไร อยากให้ผมชมใช่มั้ย”

“ไม่... เอ่อ...” ใบหูนั่นแดงขึ้นมาจนสังเกตได้ เกรียงไกรแยกเขี้ยว ก้มหน้างึมงำ “ใช่--- ใช่ก็ได้”

วิธานหัวเราะรับ เอื้อมมือไปขยี้ผมสั้นๆ ของอีกฝ่ายเบาๆ แล้วเบนความสนใจกลับไปยังอาหารตรงหน้าต่อ ในขณะที่มุมปากของคนถูกลูบหัวขยับองศาขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ รุนแรงจนต้องเผลอกัดปากตัวเองไม่ให้ฉีกยิ้มงี่เง่าๆ ออกมา

พฤทธิ์เหลือบมองพลางคีบชิ้นหมูทอดเข้าปากเงียบๆ

ความรักงั้นหรือ

อาจจะเป็นอย่างที่เห็นอยู่นี่ก็ได้

“เดี๋ยวผมไปรอข้างนอกนะ” เสียงห้าวๆ ของกวินดังแว่วขึ้นมาใกล้ๆ หู พฤทธิ์เกือบสะดุ้ง “อยู่ในร้านอาหารนานๆ แล้วกิเลสงี้พุ่งปรี๊ดเลย ถึงผมไม่หิวผมก็อยากกินนะ”

เด็กหนุ่มลอบพยักหน้ารับเบาๆ ทีหนึ่ง ร่างโปร่งแสงของกวินเลื่อนลอยห่างออกไป ห้างสรรพสินค้าที่นี่เป็นเขตปลอดผีใช้ได้ ไม่เห็นแม้แต่เงาวูบๆ เลือนๆ ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นปกติเขาก็ดีใจหรอกนะ หากตอนนี้มันกลับโหวงๆ แปลกๆ พิลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกวินขอตัวห่างออกไป

แล้วอะไรที่มันไม่ปกติ พฤทธิ์ตอบไม่ได้

 

 

ไฮไลท์ของวันนั้นคือเกมเซ็นเตอร์ แน่ล่ะ คนบ้าเกมสองคนชวนออกไปเที่ยว มันจะไปที่ไหนได้นอกจากเกมเซ็นเตอร์

ผ่านไปเกือบสองเดือน เกมตู้เฮอร์เรอร์ที่เกรียงไกรชวนเขาเล่นตั้งแต่ตอนปีใหม่ก็กลายเป็นเกมเก่าไปแล้ว จำนวนคนที่มาเล่นเลยน้อยลงไปตามกระแสที่เริ่มตก ไปมุงกันอยู่รอบเกมใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามามากกว่า

พฤทธิ์ไม่ได้แลกเงิน แค่กวาดตามองไปรอบๆ เวลามาเกมเซ็นเตอร์เขาเล่นอยู่ไม่กี่เกม ประเภทแข่งรถทั้งหลายกับเกมดนตรี แนวเฮอร์เรอร์ยิงผียิงซอมบี้นี่ไม่ใช่สไตล์เขาเท่าไรนัก เสียแต่มันไปตรงกับแนวถนัดของเกรียงไกรและวิธานเข้าเนี่ยสิ

เกมเล่นได้ทีละสองคน มากันซะสาม ก็บอกแล้วว่าจะเอาเขามาทำบ้าอะไร

“ป๋า ผมไปรอที่ร้านหนังสือข้างๆ นี่นะ”

“อ้าว คุณไม่เล่นเหรอ” วิธานหันมาถามอย่างแปลกใจ “ผมนั่งดูให้ก็ได้นะ”

“ไม่เอา คนเก่งๆ มันก็ต้องอยู่ในเกมดิวะ ไปช่วยไอ้เก่งมันเล่นเหอะ ผมจะมาหาหนังสืออ่านอยู่แล้ว” โกหกกันหน้าตาย “เล่นไปเหอะป๋า ไม่ต้องเกรงใจผม ผมเลือกหนังสือนาน”

“เอางั้นเหรอ” คนอายุมากกว่าก้มมองนาฬิกาข้อมือ “งั้นสักบ่ายสามผมพาไปกินขนมละกัน”

“อู๊ย มากับป๋านี่ลาภปากฉิบหาย กราบครับ” พฤทธิ์หัวเราะ ยกมือไหว้แล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไป “เสร็จแล้วไปเรียกผมนะ ไม่ไปไหนหรอก”

“แปลกนี่ ผมนึกว่าคุณอยากเล่นเกมซะอีก” กวินเปรยขึ้นมาระหว่างที่เดินตรงเข้าไปในร้านหนังสือขนาดใหญ่ใกล้ๆ กัน พฤทธิ์ไม่ตอบ ปล่อยให้วิญญาณหนุ่มลอยไปลอยมาพลางหรี่ตาลง “อารมณ์ไหนเนี่ย”

คนถูกถามยังคงไม่ตอบ ร่างวิญญาณเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่มันที่สาธารณะ

 

พฤทธิ์หยุดยืนที่หน้าชั้นหนังสือเกี่ยวกับพวกดีไซน์ เล่มแรกที่หยิบขึ้นมาเป็นหนังสือรวมภาพของฝรั่ง ส่วนใหญ่เป็นการจัดวางและออกแบบตัวอักษรสไตล์กราฟิตี้ ลักษณะลายเส้นคุ้นๆ คล้ายคลึงกับสีที่พ่นอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์คู่กาย กวินเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ท่าทางเด็กนี่จะชอบงานดีไซน์เป็นจริงเป็นจังซะแล้ว

เขาเป็นคนมีเพื่อนมาก และพวกเด็กที่หัวมาทางศิลป์แบบนี้มีอาการเหมือนกันหมด คือเมื่อไรที่ได้มองสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสายงานตัวเอง สายตาจะไม่หยุดนิ่งเลย รูปภาพรูปเดียวง่ายๆ ที่คนทั่วไปกวาดมองเพียงสามวินาที ดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับหยุดอยู่เกือบนาทีแล้ว ค่อยๆ จับไปตามเส้น มองจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา วนกลับมาทางซ้าย วนซ้ำๆ ดูการเคลื่อนไหวของสีและเส้นราวกับจะวาดตาม

กวินเผลอยิ้ม พฤทธิ์ไม่เหมาะกับการเป็นวิศวกรเลย ไม่เหมาะตั้งแต่เกิดมาแล้ว

“คุณเคยคิดจะเรียนสถาปัตย์บ้างไหม”

เขาหลุดถามออกไปเบาๆ คนถูกถามชะงักไปนิดหนึ่ง เหลือบสายตาจากหน้ากระดาษขึ้นมามองหน้าเขาแวบหนึ่ง ท่าทางอยากตอบอะไรสักอย่างแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้

แล้ววินาทีที่วิญญาณหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายจะเบนกลับไปสนใจรูปตรงหน้าต่อ พฤทธิ์กลับล้วงเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสียบหูฟัง ทำเป็นกดอะไรมั่วซั่วอยู่สองสามที

“ฮัลโหล เออ ฉันเอง” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาดังๆ ไม่ได้สบตาเขา “เฮ้ย เขี้ยว อย่าเงียบดิวะ”

ดวงตาสบเข้า กวินยิ่งยิ้ม

และนั่นยิ่งทำให้พฤทธิ์แทบลืมหายใจ

เขากลืนน้ำลายไม่ลงคอ รีบตวัดสายตากลับมามองงานดีไซน์ตรงหน้าต่อ พยายามจำกัดกรอบสายตาของตัวเองไม่ให้ไปเห็นเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายเข้า ให้ตายชักเถอะ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อที่จะได้คุยกับมันได้ ไม่ใช่ให้มันมายิ้มให้เขาแบบนี้... แบบเดียวกับคราวนั้น...

ไม่ เขาไม่ชอบรอยยิ้มนั่น ไม่ชอบเลยสักนิด

“ลูกไม้คุณนี่แพรวพราวขึ้นทุกวันนะ” แว่วเสียงกลั้วหัวเราะของกวินดังมาจากที่เดิม ไม่สิ ใกล้เข้ามากว่าเดิมอีกนิดหน่อย “เอ้า ว่าไง ไม่สนใจเรียนสถาปัตย์บ้างเหรอ”

“ไม่ว่ะ ฉันดูงานกราฟฟิคได้ แต่ดูงานสถาปัตย์ไม่เป็น” พฤทธิ์ตอบ พยายามเข้าข้างตัวเองว่าเสียงเขายังฟังปกติอยู่ “งานมันคนละสายกัน”

“คุณชอบศิลปะไม่ใช่เหรอ เรียนสายวิทย์มาด้วยนี่”

“ทำไมทุกคนต้องแปลผลเด็กสายวิทย์ที่ชอบศิลปะว่าจะต้องชอบงานสถาปัตยกรรมวะ”

กวินชะงักไปนิดหนึ่ง ในขณะที่อีกฝ่ายปิดหนังสือดังปับ เดินเลี่ยงไปหาเล่มอื่นขึ้นมาเปิดต่อ เป็นการปิดบทสนทนาไปในตัวโดยไม่จำเป็นจะต้องพูด กวินเอื้อมไปตบหลังศีรษะไอ้เด็กตรงหน้าเบาๆ แล้วถอนหายใจยาว

“ว่าแต่สองรูปนี้มันต่างกันตรงไหนวะ ผมแยกไม่ออก”

“สีมันต่างกัน ล้อดีเทลเก่งฉิบหาย” นั่นเปลี่ยนเรื่องกันแบบหน้าด้านๆ แต่พฤทธิ์ก็ยอมเปลี่ยนตามแต่โดยดี “เออ เขี้ยว ปกติแกเข้าร้านหนังสือจะหาอะไรอ่านวะ”

“ผมไม่ค่อยได้เข้าว่ะ ถ้าจะมาก็มาอยู่แต่แถว CD เพลง”

“หืม หาอะไรฟัง?”

“เปล่า มายืนตากแอร์ฟังเพลงฟรี ลูปทั้งอัลบั้มน่ะ”

“เฮ้ย แล้วทำไมไม่อยู่บ้าน”

“แต่ก่อนก็ทำยังงั้นหรอก แต่พอจบมาแล้วไปทำงานผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน Front โรงแรมที่ผมทำงานอยู่ตอนนั้นก็เปิดแต่ Ballad ผมนี่จะเป็นบ้าตาย”

“ปกติฟังอะไรวะ”

“ร็อค ฮิพฮอพ อินดี้ แล้วแต่อารมณ์ ผมชอบเสียงเบสกับกลองหนักๆ แบบที่คุณฟังอยู่ทุกวันนี้ก็โอเคนะ”

“มิน่าไม่เคยบ่น” อีกฝ่ายโคลงศีรษะ สายตาไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพกราฟฟิคตรงหน้าอีกแล้ว สายหูฟังนั่นมีประโยชน์ทีเดียว “แต่ก่อนแม่ฉันบ่นแทบตายเลยนะเรื่องเปิดเพลงเสียงดัง แต่แพ้เสียงยัยลินเลยเลิกบ่นไป”

“แฝดคุณฟังร็อค?”

“หน้าไม่ให้ใช่มั้ยล่ะ” พฤทธิ์หลุดหัวเราะออกมา น่าจะเป็นเสียงหัวเราะอย่างสบายใจครั้งแรกของวันนี้ “แกคงไม่เคยได้ยินหรอกมั้ง ยัยลินชอบใส่เฮดโฟนเอามากกว่า บอกว่าไม่หนวกหูใครดีแต่ฟังร็อคหนักกว่าฉันอีก เห็นหน้ายังงั้นฟังเมทัลเป็นด้วยนะ ฉันยังฟังไม่ไหวเลย”

ก็อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองหรอกว่าเสียงหัวเราะนั่นมาจากเขา แต่กวินรู้ดี ความอ่อนโยนแบบนั้นเกิดจากความรักตลอดสิบหกปีนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก ในฐานะของพี่ชายที่รักและเอ็นดูน้องสาวมาก ไม่ใช่แค่อะไรผิวเผิน พบเจอกันแค่สองสามเดือนอย่างเขา

แต่ก็อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่หรอกนะ ว่าที่ยอมอ่อนลงได้ขนาดนี้น่ะ เพราะใคร...

กวินหลับตา ซบหน้าผากเข้ากับบ่าของอีกฝ่ายโดยไม่มีบอกกล่าว ทำเอาพฤทธิ์เผลอสะดุ้งสุดตัวกับสัมผัสเย็นเฉียบเหนือซอกคอ เกือบหลุดอุทานออกมาอย่างตกใจแล้วแต่กลั้นเสียงเอาไว้ได้ก่อน รีบตวัดสายตาขวางๆ มองร่างที่ซ้อนอยู่ด้านหลังแล้วแยกเขี้ยววับ

“อะไรของแกวะ!

“คุณต้องหยุดทำตัวแบบนี้ได้แล้ว”

“ก็ถามว่าอะไร!

“คุณต้องทำให้ผมหยุดคิดถึงพี่ชายผม”

เขาไม่ได้โกหกนะ แค่พูดไม่หมด อะไรหลายอย่างยังไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงตอนนี้

พฤทธิ์ขบกรามแน่น ยกมือดันศีรษะโปร่งแสงออก ทำทีเป็นเกาบ่าตัวเองแล้วเดินเลี่ยงห่างออกไปสองสามก้าว กวินก้มหน้ายอมรับเงียบๆ พอจะเข้าใจว่าไอ้ที่เผลอทำไปเมื่อครู่มันแปลก เร็วเกินไป ผิดจังหวะเกินไป...

“พี่ชายบ้าอะไร ฉันเด็กกว่าแกตั้งหกปี”

หากเสียงพึมพำนั่นดังขัดจังหวะความคิดขึ้นมาเสียก่อน วิญญาณหนุ่มเลิกคิ้วนิด สังเกตเห็นใบหูที่ขึ้นสีแดงเรื่อๆ กับท่าทีกระอักกระอ่วนพิลึกนั่นแล้วก็พอจับทางได้ นั่นไม่ใช่สัญญาณของความรังเกียจ ไม่ใช่ท่าทางของคนขยะแขยงเสียด้วย

นั่นเพียงพอแล้ว

กวินไม่ตอบอะไร ทิ้งไว้แค่เสียงหัวเราะเบาๆ แทนคำตอบรับ มากพอจะทำให้พฤทธิ์ลอบมองอยู่ชั่ววินาทีแล้วเสหลบ เด็กหนุ่มไม่เคยคิดถึงความรัก เวลาเห็นเกรียงไกรเขินวิธาน เขาก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าจริงๆ มันรู้สึกยังไง ต้องคิดก่อนหรือว่ามันเป็นไปเอง แค่เห็นหน้าจะทำให้ใจเต้นแรงขึ้นได้จริงไหม จะทำให้ทำอะไรไม่ถูกจริงหรือเปล่า

แล้วไอ้คำว่าชอบ... แค่ไหนที่เรียกกันว่าชอบ

 

แล้วแบบนี้... เรียกอะไร...

 

 



From Writer:




#น้ำตาจะไหลลืมใส่แผลเป็นอิเขี้ยว............... #มโนไปว่ามีรอยบากพาดหน้าลงไปยันคอเลยละกันนะคะ #กราบส์

อันนี้เป็นรูปแถมค่ะ แฮ่กๆ
คือจริงๆ แค่อยากลองปาดสีฉากเล่นๆ กับเขาดูบ้าง (ไม่ค่อยสำเร็จแฮะ..) พอดีตอนที่วาดเพิ่งแต่งตอนนี้จบ เลยยกฉากในร้านหนังสือมาเลยก็แล้วกัน~ พยายามให้เป็นร้านหนังสือในห้างน่ะนะคะ ไม่รู้ดูออกกันรึเปล่า 55555
ส่วนป๋าวินกับอิหนูเก่ง... เพิ่งเคยได้เขียนถึงสองคนนี้แบบเป็นจริงเป็นจังที่ไม่ใช่แก๊กสั้นๆ แฮะ ป๋าแกล้อหล่อค่ะ (ฮา)

ไม่ได้อัพนาน ตอนในสต๊อกก็เหลือน้อยลงทุกที... //ไม่นะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #93 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 22:07
    เอาเลยลูก ไปกราฟฟิคเลยลูก ไนท์คนนี้ขอเป็นป๋าดันให้เอง!!!!
    #93
    0
  2. #74 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 16:00
    น่าร๊ากกกกกก~>///<
    #74
    0
  3. #73 LinLin de Rabbit (@Sa_Ya) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 17:20
    น่ารักอ่ะค่ะ อรั๊ยๆๆๆๆๆ ว่าแต่เราติดนิสัยเหมือนฤทธิ์เลยค่ะ เวลามองภาพๆนึงนี่ใช้เวลากับมันมาก ยิ่งภาพที่ชอบนี่นะ โอ๊ยยยยยย
    #73
    0
  4. วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 19:24
    แอร๊ยยย เริ่มรู้สึกรักกันแล้วสินะ
    #72
    0
  5. #71 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 05:55
    ป๊ะริดเขินนนนนนนน แอร้ยยยยยย
    #71
    0
  6. #70 สายฝนที่โปรยปราย (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 22:34
    คุณปะริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    เค้าเรียกซึนเจ้าค่ะ

    น่ารักอ่าาาาาาาา
    #70
    0
  7. วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 17:20
    น่ารักอ่ะฤทธิ์///กรี๊ด!!!!!!!!!
    #69
    0
  8. #68 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 16:54
    เรียกว่าซึนพะย่ะค่ะ องค์ชาย//ไม่ใช่โว้ย ฤทธิ์น่าร้ากกกกกกกกกก เขี้ยวก็น่าร้ากกกกกกก อรั้ยยยยยยยย เขินแปป
    #68
    0