Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 10 : [ 08 ] เหตุผลที่มากกว่าแค่คำว่ารัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    19 พ.ค. 57

 
 
08.
เหตุผลที่มากกว่าแค่คำว่ารัก

 

 

ผมยอมรับครับ ผมมันงี่เง่าจริงๆ นั่นแหละ ถ้าทำตามที่ท่านยมบาลแนะนำมาตั้งแต่แรกเสียก็สิ้นเรื่อง

พอได้ระบายแล้วมันสบายใจจริงๆ นะ

ทุกเรื่องเลย

 

 

คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าสักวันเขี้ยวจะต้องเล่าเรื่องของมันให้ผมฟัง

แบบนี้ขี้โกงกันนี่หว่า โกงสลัดเป็ดเลย

 

 

“คุณรู้จักพ่อผมแค่ไหน”

กวินถามก่อนที่จะเริ่มต้นเล่า พฤทธิ์ถดตัวออกห่างจากอ้อมแขนอีกฝ่ายไปอีกหน่อยให้คุยกันได้ถนัดพลางขมวดคิ้วมุ่น พยายามนึกย้อนความทรงจำ

“ไม่รู้สิ ฉันก็เคยเจอลุงก่อแค่ตอนเด็กๆ” คนถูกถามว่า เสียงไม่มั่นใจนัก “ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับลุงแกมากด้วย รู้แค่ว่าเป็นคนขับรถของพ่อ แล้วก็บ้านแกเป็นไร่ลิ้นจี่”

“สาเหตุที่ลาออก?”

“อ้าว ไม่ใช่กลับไปช่วยงานที่ไร่เหรอ”

“ผมเคยเล่าแล้วใช่ไหม ว่าพ่อกลับมาตอนที่ผมกำลังจะเอนท์พอดี” กวินถามกลับ “พ่อกลับมาตอนแม่ตาย บ้านผมไม่สนิทกัน โดยเฉพาะผมกับพ่อ จริงๆ แล้วผมกับพี่ก็ด้วย แต่หมัดของสองคนนั้นเบาฉิบหาย ต่อยทีไรไม่เคยเจ็บ”

“ลุงก่อเนี่ยนะต่อยแก” พฤทธิ์ทวนคำอย่างประหลาดใจ ภาพลุงก่อที่เขาจำได้คือชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่ง ผิวคล้ำเข้ม กร้านแดดและหยาบสากแบบชาวไร่ แกอายุมากกว่าพ่อเขาแค่ปีเดียวแต่ริ้วรอยชัดเจนกว่ากันมาก เคยเข้าใจว่าเป็นเพราะแกยิ้มเก่ง คนที่ยิ้มให้เขาทุกครั้งที่เจอหน้าก็คือลุงก่อนี่แหละ

กวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ไม่ได้เจ็บร้าวอะไร พฤทธิ์พอจะจับได้ว่ามีแววเอ็นดูกับขบขันแฝงมาอยู่ด้วย... ก็เพิ่งได้สังเกตนี่แหละว่ากวินหัวเราะเหมือนบิดาแท้ๆ ของตัวเองมาก ทั้งองศาของมุมปากและดวงตา เหมือนแม้กระทั่งหัวคิ้วที่คลายออกจากกันนั่น

“ถ้าผมบอกว่าคำที่พ่อพูดกับผมบ่อยที่สุดคือ กูน่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากมึงตั้งแต่เกิด คุณจะไม่ตกใจกว่าหรือไง นั่นประโยคคลาสสิกของพ่อผมเลยนะ”

เด็กหนุ่มคนฟังกลืนน้ำลายเอื๊อก หน้าตาเหยเกไปอย่างปิดไม่มิด

“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

“ก็ประมาณนั้น ผมเองก็ไม่ชอบนักหรอก ไอ้ผู้ชายที่กลับบ้านปีละห้าวัน อีกสามร้อยหกสิบวันที่เหลือไปเลี้ยงแต่เด็กที่ไหนไม่รู้ที่ไม่ใช่ลูกตัวเอง” ว่าแล้วก็ยักคิ้วใส่คู่สนทนาอย่างจงใจยั่ว “ไอ้เด็กดีเลิศประเสริฐศรีที่ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีดีอะไรสักแค่ไหนน่ะ”

เจตนากระแทกแดกดันกันชัดๆ แต่ฟังไม่หยามเหยียดอย่างประหลาด พฤทธิ์ตีหน้าปุเลี่ยนๆ แปลกๆ กลับไปไม่กล้าสบตาเขาเหมือนช่วงสองสามวันแรก ถามเสียงอ่อย

“...นี่แปลว่าตอนวันแรกๆ ที่เจอกัน แกกะจับฉันโยนลงจากหน้าต่างชั้นสองจริงจังดิ”

“จริงจังสิครับ”

เก๊กขู่หน้าซีเรียสได้แค่สามวินาทีก็หลุดขำพรืดเมื่อเห็นพฤทธิ์ทำหน้าสะพรึงยิ่งกว่าเห็นผี (เพราะปกติก็เห็นอยู่แล้ว) ตางี้แทบเหลือก อ้าปากพะงาบๆ เหมือนอยากด่าแต่ด่าไม่ออก เรียกได้ว่าถ้ากรี๊ดอัดได้ไม่เกรงใจคงกรี๊ดแบบไม่กลัวเสียมาดแมนไปแล้ว

พฤทธิ์แยกเขี้ยววับกับเสียงหัวเราะห้าวๆ ของอีกฝ่าย หากก็ต้องยอมรับว่าใจชื้นขึ้นเยอะที่มันดูไม่บอบช้ำกับรอยแผลในใจอย่างที่ควรจะเป็น ถึงจะไม่รู้ก็เถอะว่าทำไมมันถึงทำใจได้

“แล้วไงต่อ” เขาเบี่ยงกลับเข้าเรื่อง “ลุงก่อมีศัตรูเยอะรึไง”

“ไม่มีหรอก ทั้งชีวิตพ่อก็มีแต่ไร่กับบ้านคุณ จริงๆ เขารักบ้านคุณยิ่งกว่าที่รักบ้านตัวเองอีก ถ้าใครจะทำอะไรบ้านคุณก็ผมนี่แหละ ไม่ใช่พ่อหรอก”

“สรุปแกมันก็วิญญาณอาฆาตดีๆ นี่หว่า!

“ถ้าอาฆาตจริงผมหักคอคุณไปตั้งแต่วันแรกแล้ว ไม่ทนอยู่ด้วยให้ปวดกบาลแบบนี้หรอก!” กวินดีดหน้าผากอีกฝ่ายแรงๆ หันไปสบถกับตัวเองเบาๆ “แล้วชื่อคุณที่เป็นเบาะแสก็ไม่ได้ทำให้ผมจำอะไรขึ้นมาได้เล้ย...”

พฤทธิ์ลูบหน้าผากป้อยๆ ส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคออย่างไม่พอใจนัก

“ก็พยายามจะช่วยอยู่นี่ไง”

“ช้าไป ผมจำบางเรื่องขึ้นมาได้แล้ว”

เป็นคำสวนที่เล่นเอาคนอยากช่วยหันมามองหน้าขวับ นั่นไม่ใช่สีหน้าของคนที่โทษตัวเองหรือรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ มีแค่ความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจล้วนๆ ส่งกลับมาให้เห็น กวินเห็นหน้ามันแล้วก็หมั่นไส้นัก เริ่มรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าขึ้นทุกทีๆ ที่คุยกับไอ้เด็กคนนี้

โดนเด็กมันลูบคมเข้าให้ไม่รู้ตัวแล้วไง

“คุณยมบาลบอกแกเหรอ ทำไมจู่ๆ ก็จำได้”

“มันก็มีเงื่อนไขนิดๆ หน่อยๆ ในการฟื้นความทรงจำให้ร่างวิญญาณน่ะนะ ผมเข้าใจว่าคงโดนกระทบกระเทือนที่หัว ตอนวิญญาณหลุดจากร่างเลยมีบางส่วนตกค้างอยู่ในกายเนื้อ ไม่ได้เชื่อมต่อมากับผมด้วย” กวินก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมยอมตอบกลับไปง่ายๆ ทั้งที่ใจจริงอยากกวนประสาทต่ออีกหน่อย เอาเป็นว่าเห็นแก่แววตาซื่อๆ นั่นก็แล้วกัน “วิธีที่ง่ายที่สุดก็ถามท่านยมบาล หรือไม่ก็กลับเข้าร่าง”

“แกติดสินบนอะไรคุณยมบาล”

แล้วดูมันฟันธงเขาซิ เห็นเขาเป็นคนยังไง

“ไปถามท่านยมบาลเองก็แล้วกัน สนิทกันไม่ใช่เรอะ” เห็นส่งอีเมล์ไปฟ้องบ่อยๆ เคยสงสารท่านยมแกบ้างไหมที่ต้องมานั่งอ่านอีเมล์อะไรไร้สาระเนี่ย แต่ช่างเถอะ “ตอนแรกผมจำอะไรในช่วงหนึ่งเดือนก่อนตายไม่ได้เลย แต่ตอนนี้เริ่มมีรางๆ ในหัวแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ช่วงสองสามวันก่อนหน้าจะเกิดเรื่อง”

“แล้วแกตายยังไง”

“เขาบอกว่าผมเมาแล้วออกไปเดินกลางถนน แล้วรถก็ชน”

พฤทธิ์เข้าใจว่า เขา คนนั้นคงเป็นคุณยมบาล พยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงให้เล่าต่อ

“ส่วนเหตุการณ์นั้นผมจำอะไรได้ไม่แม่นนักหรอก มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป สมองยังไม่ทันได้เก็บข้อมูลก็หยุดหายใจไปเลย ที่จำขึ้นมาได้คือก่อนหน้านั้นผมทะเลาะกับพี่คม -- พี่ชายผม -- แล้วผมก็ออกมาจากงานศพพ่อ แต่เรื่องของเรื่องคือผมเลิกเหล้ากับบุหรี่เด็ดขาดแล้วหลังจากที่พ่อเสีย”

“ตอนนั้นแกยังขอบุหรี่ฉันอยู่เลย”

“อย่าเอาอะไรมากกับผีความจำเสื่อมได้ไหม ผมก็เลิกแล้วนี่ไง”

“ทำไมเลิก”

“พ่อไม่ชอบ”

พฤทธิ์ชะงักไป ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแนวนี้จากปากของคนตรงหน้า กวินเองก็ดูกระดากตัวเองพิลึกเหมือนกันเลยหันไปสบถอะไรพึมพำคนเดียว ยกมือขึ้นลูบหลังคอไปเรื่อยแก้เก้อ หัวคิ้วที่คลายออกมามากแล้วกลับไปขมวดเข้าอีกหน

“ช่างเถอะ” ร่างวิญญาณตัดบทไปอีกเรื่องหนึ่งก่อนที่สถานการณ์จะชวนให้อึดอัดไปมากกว่านี้ ซึ่งไอ้คนที่อึดอัดน่ะเขาเอง ไม่ใช่พฤทธิ์หรอก “ผมจำได้แค่ว่ารถของพ่อเบรคแตก ตำรวจบอกว่ารถมันเก่ามากแล้ว แต่ผมจำได้ว่ารถของพ่อเพิ่งออกจากอู่ ผมตงิดๆ อยู่ว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ด้วย แต่ผมยังนึกไม่ออก”

“ค่อยๆ คิดก็ได้เว้ย อย่าไปเร่ง” อีกฝ่ายปลอบ จำมาจากประโยคคลาสสิกในละครหลังข่าวที่แม่ชอบดู เออ ก็เห็นทุกเรื่องที่มีคนความจำเสื่อมมันเล่นแบบนี้นี่หว่า ตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นยังไงเขาไม่รู้หรอก แต่แค่วิญญาณความจำเสื่อมมันก็พ้นเรื่องที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ไปตั้งนานแล้ว “แต่สรุปแล้ว แกจะบอกว่าลุงก่อถูก... เอ้อ... ฆาตกรรม?”

“ครับ” กวินตอบ เสียงจริงจังขึ้น “และเชื่อว่าผมเองก็โดนด้วย วันที่ผมทะเลาะกับพี่ในงานศพพ่อ คือก่อนที่วิญญาณผมจะออกจากร่างวันหรือสองวันได้ ช่วงเวลาแค่นั้นผมไม่มีทางหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้แน่ว่าพ่อผมถูกฆาตกรรมจริง และผมไม่มีวันฆ่าตัวตายก่อนจะหาคำตอบเจอ”

“เดี๋ยวสิ แต่แกบอกว่าลุงก่อไม่มีศัตรูไม่ใช่เรอะ” พฤทธิ์แย้งขึ้นมา ขมวดคิ้วมุ่น “แล้วนี่ฉันก็ไม่ได้ว่านะ แต่ครอบครัวแกไม่ใช่เศรษฐีพันล้านที่มีทรัพย์สมบัติอะไรให้แย่งชิงด้วย เขาจะทำอะไรลุงก่อทำไม”

“แล้วคุณลืมไปหรือเปล่า ว่าพ่อคุณมีศัตรูทางธุรกิจกี่คนกัน”

คนฟังสะอึกไป

“แกจะบอกว่าพ่อฉันเป็นสาเหตุ?”

ดวงตาสองคู่สบเข้า พฤทธิ์เผลอกัดริมฝีปากล่างแน่นเข้าอย่างเผลอไผล บัดซบ เขาต้องสบตากับไอ้ดวงตาไร้แววนั่นอีกแล้ว และมันกำลังมองตรงมาราวกับจะอ่านให้ทะลุไปถึงในหัวสมอง มองมาราวกับจะกดดันให้เขายอมรับความผิดให้ได้...

ผิดที่เกิดมาในครอบครัวที่อีกฝ่าย เกลียด ที่สุดในโลก...

“ที่คุณบอกว่าจะช่วยผม คุณจริงจังแค่ไหนครับ” กวินเปรยถาม หากคู่สนทนากลับไม่ยอมปริปากใดๆ จนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยต่อไปเสียเอง “ผมเดาเอาเองว่าผมกับพ่อคงบังเอิญไปได้ยินอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับบริษัทพ่อคุณ อะไรสักอย่างที่ทำให้ถึงตาย ซึ่งคนทำก็เป็นไปได้อยู่แค่สองฝั่ง คือถ้าไม่ใช่คนของศัตรูพ่อคุณ ก็เป็นคนของพ่อคุณเอง”

พฤทธิ์ยังเลือกที่จะเงียบ กวินพ่นลมหายใจเบา

“ผมไม่คาดหวังให้คุณเห็นด้านมืดของพ่อคุณหรอก”

ราวประโยคศักดิ์สิทธิ์ สีหน้าลังเลของพฤทธิ์พลันเปลี่ยนไปกะทันหัน เหลือแค่แววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวบางอย่างของคนที่ตัดสินใจแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเพียงการตัดสินใจในชั่วเสี้ยววินาทีก็ตาม

 

“ฉันไม่คาดหวังว่าฉันจะได้เห็นด้านมืดของพ่อฉันหรอก” เขาสวนกลับ “ฉันจะช่วยแก”

 

คราวนี้กวินเลิกคิ้วสูง พฤทธิ์แยกเขี้ยววับ ยกมือขึ้นชี้หน้าพลางเอ่ยเสียงเด็ดเดี่ยว

“แกคิดว่าฉันจะปล่อยให้แกกล่าวหาพ่อฉันลอยๆ รึไง” เด็กหนุ่มถามเสียงเครียด ติดจะกระชากหน่อยๆ อย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าแกอยากรู้อะไร ฉันจะถามให้ ถ้าแกสงสัยอะไร ฉันจะแอบไปสืบให้ ถ้าพ่อฉัน... เลว... ฉันจะเห็นด้วยตาฉันเอง ไม่ใช่ผ่านปากของแก”

ตาสบเข้าอีกรอบ

แต่ความขบขันกลับแล่นผ่านดวงตาของคนฟัง

“ไม่หรอก พ่อผมไม่โง่ แกไม่ทำงานให้คนเลวแน่ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่คนที่ฆ่าคนอื่นได้ลงคอ” กวินหัวเราะเบาๆ “ผมเชื่อยังงั้น”

“เฮ้ย!” อีกฝ่ายแทบเสียเส้นยิ่งกว่าเหยียบเบรครถกะทันหัน พฤทธิ์กะพริบตาปริบๆ อยู่ชั่ววินาทีก็หรี่ตา มองหน้าเขาเขม็งเหมือนอยากกระโจนเข้ามาต่อยให้หายแค้น “เมื่อกี้แกลองใจฉันเรอะ!

“เปล่า แค่พูดถึงความเป็นไปได้” วิญญาณหนุ่มปัดข้อกล่าวหาออกจากตัวเองหน้าตาเฉย “ไม่เอาน่า อย่าหงุดหงิดนักเลย ผมเองก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”

คนถูกปรามแทบคำราม

 

“แกเล่นพ่อฉัน!

“ผมก็ไม่อยากให้พ่อผมตายเพื่อฆาตกรหรอกน่า!

“แต่บางเรื่องไม่ต้องพูดก็ได้นี่โว้ย!

 

พฤทธิ์ตะคอกกลับจนเสียงแหบ ก่อนจะชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เผลอสบเข้ากับใบหน้านิ่งๆ ของคนโดนด่าแล้วก็เม้มริมฝีปากแน่นเข้า สบถอะไรออกมาไม่เป็นภาษาสองสามคำระหว่างที่ขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด

กวินส่งเสียงชิเบาๆ ทีหนึ่งพลางยกสันมือขึ้นถูปลายจมูก

“...ขอโทษครับ”

“ไม่หรอก ฉันด้วย” พฤทธิ์งึมงำ ยังไม่ลูบผมซีกขวาของตัวเองให้เรียบลง ปล่อยให้ฟูเป็นรังนกไปแบบนั้น “ฉันแค่ไม่ชอบให้คนมาพูดถึงบ้านฉันเสียๆ หายๆ”

“เรื่องปกติแหละครับ” อีกฝ่ายยกมือขึ้นยอมแพ้ เอ่ยตรงๆ “ผมผิดเอง คุณไม่เคยว่าพ่อผม รักพ่อผมยิ่งกว่าผมอีก ผมปากเสียเอง”

เด็กหนุ่มนั่งหน้าคว่ำกับคำขอโทษ นึกเกลียดกวินขึ้นมาที่ไม่งี่เง่าเถียงกับเขาต่อ บัดซบ แบบนี้เขาก็ดูเหมือนเด็กไปเลยน่ะสิ เขาไม่ชอบเลยเวลามีคนมาทำตัวเป็นผู้ใหญ่อยู่ใกล้ๆ แม้ผู้ใหญ่ที่ว่านั่นจะแก่กว่าเขาจริงๆ ก็เถอะ

กวินแก่กว่าเขาหกปี ที่บ้านไม่สนิทกัน พ่อแม่เสียหมดแล้ว ตัวเองก็เสียไปแล้วด้วย

มันไม่แปลกหรอกถ้าเจออะไรแบบนี้เข้าแล้วจะสิ้นลาย เลิกบ้า หยุดงี่เง่าแล้วเป็นผู้ใหญ่กับเขาขึ้นมาได้บ้าง แต่พฤทธิ์ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี อยากสบถอะไรออกมาอีกแต่พูดไม่ถูก เลยได้แต่แยกเขี้ยวคำรามใส่อย่างหงุดหงิดแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คว้าหมอนขึ้นมาฟาดๆ ไอ้คนร่วมห้องแทนการแก้แค้น

กวินปล่อยให้อีกฝ่ายฟาดจนพอใจแล้วแย่งหมอนมาไว้ แรงพี่แกก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ ฟาดหมอนมาทีทำเอาวิญญาณบอบช้ำไปได้เหมือนกัน

“เห็นผมเป็นผีแล้วฟาดเอาๆ เลยนะ”

“ฉันหมั่นไส้” พฤทธิ์ยังแยกเขี้ยวไม่เลิก เอาหมอนอีกใบขึ้นมาวางทับหน้าตัวเองแล้วนอนแผ่อยู่อย่างนั้น ส่งเสียงอู้อี้ “ฉันไม่ชอบแกจริงๆ ว่ะ ให้ตายชักเถอะ”

“ก็ไม่จำเป็นต้องชอบนี่ ไม่ได้ขอ” แต่ไอ้ฝีปากยังงี้น่ะไม่อยากนับมันเป็นผู้ใหญ่เล้ย “แล้วคุณจะเอายังไงต่อ”

“หืม”

“จะช่วยผมต่อไหม”

เด็กหนุ่มหยิบหมอนบนหน้าตัวเองออก ยันตัวเองลุกกลับขึ้นมานั่งหน้าตาหงุดหงิด

“ไม่รู้” เขาตอบเสียงห้วน “ฉันมีทางเลือกด้วยเรอะ”

กวินหัวเราะรับเบาๆ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงผ่อนคลายนักเมื่อเห็นหน้ามุ่ยๆ ของอีกฝ่าย เขาสังเกตเห็นมาสักพักแล้ว พฤทธิ์เป็นคนโกรธง่ายแต่หายเร็ว หัวไวก็จริงแต่ยังเด็ก ยังงี่เง่าอยู่ตามประสาวัยรุ่นทั่วๆ ไป ยังเห็นอะไรได้ไม่กว้าง และยังมองอะไรได้ไม่ลึก เจออะไรก็สวนกลับไปตรงๆ ทั้งอย่างนั้น

แต่นั่นเพียงพอแล้วสำหรับเขา

 

“เขี้ยว”

“ครับ”

“เล่าเรื่องที่บ้านให้ฟังหน่อยได้มั้ย”

นี่ก็อีกหนึ่งอย่างที่มาแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม กวินเลิกคิ้วสูง ถามกลับ

“ทำไมครับ”

“ก็... เผื่อจะมีอะไรเป็นเบาะแสได้ไง”

ประโยคสุดท้ายเสียงฟังอ่อนลงหน่อยแถมไม่ยอมสบตากันอีกต่างหาก ดวงวิญญาณขยับยิ้มรับบางๆ หยุดคิดใคร่ครวญสะระตะอยู่ได้ไม่ถึงนาทีก็จำยอม ลอยมานั่งข้างๆ

พฤทธิ์น่ะยังเด็ก... เด็กมาก แต่แรงดึงดูดนั่นก็มากตามไปด้วย แล้วพอตัดเรื่องที่เขาเคยอคติตั้งแต่เด็กๆ มาได้ ไอ้แรงดึงดูดพรรค์นั้นก็ไม่น่ารังเกียจสักเท่าไรหรอก

“เอาเรื่องอะไรล่ะ”

“อะไรก็ได้ แบบ...” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาแก้มเก้อๆ หน้าตาคร่ำเครียดยิ่งกว่าตอนผิดใจกันเมื่อกี้เสียอีก ดูท่าจะฟอร์มจัดจริงๆ นั่นล่ะ “แบบ... เอ่อ... มีใครบ้าง ที่บ้านทำอะไร อะไรเงี้ย”

“บ้านผมไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจหรอก” กวินหยุดคิดไปนิดหนึ่ง “ไร่ลิ้นจี่ที่ต่างจังหวัดเป็นของฝั่งแม่ผม ส่วนพ่อทำงานกับที่บ้านคุณตั้งแต่ยังหนุ่มๆ พี่ชายผมอายุมากกว่าผมสองปี ไม่ถูกกันเท่าไร ไม่รู้ผมอคติไปเองว่าพ่อรักพี่มากกว่าหรือว่ามันเป็นไปเองตามธรรมชาติ”

“ธรรมชาติไม่ได้สร้างคนให้มาเกลียดกันนะเฮ้ย”

“แต่มันสร้างผมมาแบบนั้นนะ หมายถึงสมัยเด็กๆ” เขายักไหล่ เงยหน้าขึ้นมองเพดาน “ผมทำอะไรนิดหน่อยก็โดนด่า ผมไม่ชอบฟัง จริงๆ ผมว่าผมก็ไม่ชอบฟังทุกอย่างที่พ่อกับแม่เล่านั่นแหละ เขาเล่าถึงแต่คุณ บ้านคุณ พ่อคุณ ไม่เคยถามผมสักคำว่าอยากฟังไหม”

พฤทธิ์ส่งเสียงอะไรในลำคอเหมือนสำลัก แต่อีกฝ่ายจงใจทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเล่าต่อไป

“ตอนเด็กๆ ผมเคยอิจฉานะ แต่พอผมเพิ่งขึ้น ม.ต้น ผมด่าไปว่า ก็ช่างแม่มันสิวะ แล้วออกจากบ้านไปเลย กลับมาอีกทีพ่อก็กลับกรุงเทพฯ แล้ว นั่นน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พ่อเลิกพูดชื่อคุณพัสกรกับคุณพิพัชนะ” นัยน์ตาสีเทาอ่อนเหลือบมองคนข้างกาย “แล้วพ่อก็เริ่มหันมาพูดถึงคุณแทน”

รอบนี้คนโดนพาดพิงสำลักออกมาจริงๆ แล้ว อากาศกับน้ำลายนี่ก็เป็นตัวทำร้ายหลอดลมได้เหมือนกัน

“แต่ตอนนั้นผมเริ่มชินซะแล้ว ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบบ้านคุณนะ แต่ผมไม่คิดว่าบ้านคุณผิดอะไร ผมไม่ชอบที่พ่อผมเอาแต่แคร์คนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัวตัวเองมากกว่า” เล่าพลางก็เอื้อมมือไปช่วยลูบหลังอีกฝ่ายไปพลาง เสียงเรื่อยๆ เหมือนเป็นแค่เรื่องธรรมดาสามัญเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญ “ตอนที่แม่ป่วย พ่อก็ไม่อยู่ พี่ก็เหมือนโดนพ่อไซโคไปแล้ว ตอนนั้นผมอยู่สัก ม.6 ได้มั้ง แล้วพ่อก็กลับมาอยู่ที่ไร่แทนแม่ ผมไม่ได้คุยด้วยนักหรอก พี่คมผมก็ห่างๆ ไปตอนที่เขาขึ้นมหาวิทยาลัย”

กวินเว้นวรรคไปอีก ขมวดคิ้วเข้า

“ไม่น่ามีอะไรแล้วนะ พ่อไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอกหลังจากนั้น วันๆ ก็อยู่ไร่ คุมคนงาน เข้าไปในเมืองบ้าง แต่พ่ออยู่อย่างสันโดษมาตลอดตั้งแต่แม่ผมเสีย ผมเลยนึกไม่ออกว่าพ่อจะไปก่อเรื่องอะไรให้ใครเล่นงานได้ ยกเว้นแต่จะมีเอี่ยวกับศัตรูของคุณพัสกร เพราะพ่อผมก็ทำงานเป็นคนสนิทมานาน รู้อะไรๆ ในบริษัทก็เยอะ”

“บริษัทของพ่อเหรอ...”

พฤทธิ์เปรยขึ้นมาลอยๆ เป็นคำแรกหลังจากหยุดเงียบมานาน ดวงตาเหม่อไปยังทิศที่ตั้งห้องทำงานของผู้เป็นบิดา กวินหยุดเล่าไปแค่นั้น ปล่อยความเงียบให้ทิ้งลงมาระหว่างกัน ให้สมองของพฤทธิ์หมุนไปให้เต็มที่โดยไม่มีอะไรรบกวน หารู้ไม่ว่าเจ้าตัวเกลียดความเงียบแบบนี้เสียยิ่งกว่ามีคนพูดทำลายสมาธิเสียอีก

 

เพราะความเงียบแบบนี้... อ้างว้าง...

 

“เขี้ยว...”

“ครับ”

“มาอยู่ข้างๆ ฉัน ไม่อึดอัดเหรอวะ” เด็กหนุ่มเสี่ยงถาม ท่าทางไม่มั่นใจ “เป็นฉัน ฉันทนอยู่กับคนที่ฉันเกลียดมานานขนาดนี้โดยไม่รู้สึกอะไรไม่ได้นะเว้ย”

คิ้วเข้มของกวินเลิกขึ้นนิดหนึ่งอย่างไม่คาดคิด ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่ไม่ได้คาดถึงยิ่งกว่า

“ก็เคย” อีกฝ่ายยอมรับ “แต่ตอนนี้คิดว่าไม่แล้ว”

พฤทธิ์หันกลับมาสบตาด้วยอย่างคลางแคลง “มันง่ายขนาดนั้น?”

“พอผมหยุดหายใจ ทุกอย่างก็ง่ายหมดนั่นแหละ” กวินโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ อธิบายให้ว่า “ผมเคยบอกคุณไปแล้วว่าผมไม่ใช่วิญญาณอาฆาต... วิญญาณปกติธรรมดาอย่างเรามีที่เหลือพอแค่สำหรับ ห่วง เท่านั้นแหละครับ ไม่มีที่มากพอไว้ให้เกลียดชัง”

“แต่...”

วิญญาณที่ผูกพันธะด้วยเอื้อมมาดันหน้าผากเขาเบาๆ แทนคำพูดให้เงียบ

 

“ผมกลับมาเพราะห่วงพ่อ ไม่ได้กลับมาเพื่อเกลียดใคร”

 

พฤทธิ์ปัดมืออีกฝ่ายออกพลางถูหน้าผากตัวเองแรงๆ ราวกับจะพยายามทำให้ไอเย็นที่ค้างคาอยู่หายไป ปากก็บ่นอะไรงึมงำไปด้วย จับใจความหลักๆ ได้ว่า

“จะเกลียดฉันก็ไม่ได้ว่าซะหน่อยนี่หว่า...”

กวินเผลอยิ้มอย่างเอ็นดู แรงดึงดูดนั่นกำลังลากเขาให้เข้าไปโคจรใกล้ๆ อีกแล้ว

“ผมบอกแล้วไง พ่อผมไม่โง่หรอก”

“เกี่ยว... เกี่ยวอะไรกับลุงก่อวะ”

 

“พ่อน่ะรักคุณมากนะ และถ้าพ่อจะรักใครสักคน พ่อต้องมีเหตุผลมากกว่าแค่คำว่ารัก” เขาลดเสียงอ่อนลง เอื้อมมือไปดีดหน้าผากนั่นซ้ำเข้าที่เดิมเบาๆ “และผมคิดว่าผมเจอเหตุผลนั่นแล้ว”

 

พฤทธิ์สะอึกไปนิดหนึ่ง คว้าหน้าผากตัวเองหมับแล้วรีบก้มหลบโดยไม่ได้ตั้งใจ นึกประณามอยู่เงียบๆ คนเดียวว่ารอยยิ้มอ่อนโยนแบบนั้นมันขี้โกงชะมัด มันอยู่เหนือกว่าเขาเห็นๆ แกล้งเยาะเย้ยกันชัดๆ และทำให้จังหวะชีพจรเขาเต้นผิดสเต็ปขึ้นมากะทันหันด้วย

ก็แค่สบตา... ตาที่ว่างเปล่า ตาที่ไร้แวว แต่ดวงตานั่นเล่นเอาลมหายใจเผลอสะดุดไปชั่ววินาทีโดยไม่รู้ตัว...

เด็กหนุ่มรีบกระเด้งตัวขึ้นจากเตียง คว้ากระเป๋านักเรียนได้ก็ลากไปกองบนโต๊ะทำงานแล้วหันหน้าเข้ากำแพง หยิบสมุดหนังสืออะไรออกมาพล่านไปหมด

“ไหนว่าไม่มีการบ้านไง” เสียงกวินแซวมาจากทางด้านหลัง พฤทธิ์ตบโต๊ะดังปัง

“ฉันลืม!!

เขาคว้าหนังสือเตรียมเอนท์ขึ้นมาพลิกเปิดระหว่างขีดเส้นลากไปมั่วๆ บนกระดาษทด พยายามยัดโจทย์ปัญหาที่แก้ค้างมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเข้าไปในสมอง วิเคราะห์คำถามอย่างแสนยากลำบาก

 

เหตุผลอะไร เหตุผลอะไร

ไม่ พฤทธิ์คิดว่าเขาไม่อยากรู้มันในตอนนี้ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ในตอนที่เขาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองไม่ได้นั่นแหละ.

 

   



From Writer:

ความรักที่เราอยากให้ฤทธิ์กับเขี้ยวมีต่อกัน มีเหตุผลมากกว่าแค่คำว่ารักค่ะ

หายไปนาน แฮ่ๆ หายไปติ่ง Tiger & Bunny the Movie2: The Rising มาค่ะ (จริงๆ ตอนนี้ก็ยังติ่งอยู่) บอกตรงๆ ว่าอาการสาหัสมากจนเขียนอะไรต่อไม่ออกเลยค่ะ ฟีลลิ่งไม่มา ไทบันดาเมจรุนแรงเกินไปปปปปปป //ปิดหน้า
บังเอิญหายหัวไปนาน ไปเที่ยวมานิดหน่อยด้วยแหละค่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ เอามาต่อให้อีกหน่อยละกันเนอะ จะได้ไม่ค้างคา (หรือค้างคากว่าเดิม?)
ยังไงก็ขอให้สนุกสนานกันเหมือนเดิมนะคะ! XD



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #92 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 21:52
    น่ารักอ่ะสองคนนี้ >////<
    #92
    0
  2. #66 ดินสอไม้ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2557 / 10:24
    น่ารักมากก ไรท์สู้ๆนะคะ
    #66
    0
  3. วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 21:00
    รีบมาต่อเร็วๆน้าาาาา ฟินมากกกกก ชอบ แต่งสนุกมากจ้า^[]^b
    #65
    0
  4. #64 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 21:25
    เขี้ยวบ้าาาาาาาา บากะบากะบากะะะะะะ *ตบตีด้วยท่าสาวน้อย*

    สารภาพรักทางอ้อมอีกเเล้ว โอ๊ย อิผีหล่อ ฟฟฟฟฟฟฟฟ ตอนที่บรรยายรอยยิ้มนี่ละลายใจสาวมากนะนาย ฮืออออออ เเดมมมม

    ป๊ะริ๊ดก็โมเอ้ไปนะคะ หน้าซุกหมอนคืออัลไลลลลลลลลลล//ชาบูจิตวิญญาณดิ๊กกิ้ๆ

    คู่นี้เวลาคุยกันดูคุยกันมีเหตุผลมากกก คุยกันเย็นๆบึ้มใส่กันเเปีบเดียวก็กลับที่ ฮาก เเบบนี้เเต่งไปอยู่กันยันตายลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือ---//คอนเวิร์สอัดหน้า



    #64
    0
  5. #63 LinLin de Rabbit (@Sa_Ya) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 21:57
    หึๆๆๆๆ น่ารักไปนะหนุ่มน้อย
    #63
    0
  6. #62 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 18:14
    คุณพฤทธิ์น่าร๊ากกกกกกก~>//<
    #62
    0
  7. #61 arolis tranzee (@sengoku) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 17:32
    น่ารัก -///-
    #61
    0
  8. #60 ชานัวร์ (@keratikan) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 17:23
    แหม่ไอนิสัยเถียงไม่ได้แล้วเอาหน้าซุกหมอนนี้มันคุ้นๆน่ะค่ะ5555555
    #60
    0
  9. #59 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 17:12
    แหมๆ หนุ่มๆเค้าจีบกันเรอะ ฮ่าๆ XDDDD
    #59
    0