[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 8 : 7 : เพื่อนร่วมห้อง [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 383 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

Calista εїз




7

เพื่อนร่วมห้อง

 

                ตอนนี้ผมอยากได้หนังสือ ฝึกยังไง ให้แมวเชื่อง ชะมัด

                ตั้งแต่ผมเอาเจ้าตัวเล็กมาเลี้ยง ไม่มีวันไหนเลยที่มันจะไม่ตะกุยตะกายนู่นนี่จนข้าวของของผมพัง ล่าสุดเจ้าตัวแสบก็เพิ่งจะข่วนและแทะปลอกหมอนของผมจนต้องเปลี่ยนเป็นรอบที่สี่แล้ว จะมีแมวที่ไหนซนขนาดนี้อีกมั้ยเนี่ย ให้ตายเถอะ

                “เจ้าเหมียว มากินข้าว” ผมบอกหลังจากเทอาหารเม็ดใส่ชามเรียบร้อยแล้ว ไม่นานเจ้าแมวก็หยุดเล่นและวิ่งตรงมากินอาหารโปรดของมันด้วยท่าทางร่าเริงอย่างน่าหมั่นไส้

                จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนรักสัตว์อะไรนักหรอก ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเกลียด แถมตอนนี้ผมยังรู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กตรงหน้านี่น่ารักน่ามันเขี้ยวจริงๆ

                ก๊อกๆ

                ผมละสายตาจากเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะเดินไปที่หน้าห้องเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่มีคนมาเคาะประตูห้องผมเลยก็ว่าได้ เพราะผมไม่มีรูมเมท แถมเพื่อนก็ไม่เคยมาหา เป็นคนเดียวในคณะที่เช่าหอนี้อยู่อีกต่างหาก

                ก๊อกๆๆ

                “ครับ มาแล้วครับ” ผมขานรับเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาอีกรอบ และรีบเดินไปเปิดประตู

                แกรก

                ผมเปิดประตูออกไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กๆ แต่แล้วความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ และตกใจแทน เมื่อได้เห็นหน้าผู้มาเยือน

                “ไง” เสียงทักทายเรียบนิ่ง ดังมาจากเจ้าของใบหน้าเรียบเฉย ที่ผมไม่ได้เจอมาเกือบอาทิตย์ และไม่คิดว่าจะเจอเลยตลอดสองเดือนที่ปิดเทอม

                “นาย?” ผมพูดได้แค่นั้น เพราะไม่รู้จะเอ่ยอะไรจริงๆ กับการที่อยู่ๆ หมอนี่ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าแบบนี้

                เมี้ยววว

                ในขณะที่ผมยังคงยืนอึ้ง เสียงเจ้าตัวเล็กที่ควรจะมีความสุขอยู่กับการกินอาหารเช้ากลับดังขึ้นมา พร้อมกับขาสั้นๆ ของมันที่วิ่งเข้ามาคลอเคลียกับขาของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมด้วยท่าทีที่เชื่องกว่าตอนอยู่กับผมซะอีก

                ตกลงแกเป็นแมวใครกันแน่เนี่ย

                “นี่นายเอามันมาเลี้ยงด้วยเหรอ”

                เชนเลิกคิ้วมองเจ้าลูกแมวน้อยก่อนจะนั่งยองๆ ลงเพื่อลูบหัวมันที่ยังคงเอาแต่คลอเคลียเขาไม่เลิก ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นว่านอกจากกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่ที่เขาถือมาด้วยมือข้างหนึ่งแล้ว ยังมีกระเป๋าเป้อีกใบ ที่เจ้าตัวสะพายเอาไว้บนหลังอีกต่างหาก ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ผมก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ของการปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของคนตรงหน้า

                “เดี๋ยวนะ...นี่อย่าบอกนะว่านาย มาที่นี่เพราะ...” ไม่ต้องรอให้ผมพูดจบ ร่างสูงก็ยืนขึ้นพร้อมกับอุ้มเจ้าเหมียวเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะสบตาผม แล้วพูดประโยคที่เหมือนกับที่อยู่ในใจของผมเด๊ะ

                “ฉันขอมาอยู่ด้วยสักสองเดือนสิ”

                “...”

                นั่นไงล่ะ

                นี่พระเจ้ากำลังเล่นตลกกับผมอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย

                 

                เวลาผ่านไป

                หลังจากที่โวยวายอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายผมก็ทำอะไรไอ้ผู้ชายที่แบกกระเป๋าเสื้อผ้ามาจนถึงห้องแล้วไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะ

                เชนบอกกับผมว่าพ่อแม่ของฟ้าจับได้แล้วว่าทั้งสองคนอยู่ห้องเดียวกัน ถึงทั้งสองคนจะเป็นแฟนกันก็เถอะ แต่ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากจะให้ลูกสาวอยู่กินกับผู้ชายก่อนแต่งงานหรอก (แต่ผมว่าไม่ทันแล้วนะ) และที่สำคัญ หมอนี่ก็เพิ่งก่อคดีเรื่องบุหรี่ไปเมื่อไม่นานนี้เอง ไม่แปลกที่พ่อแม่ของฟ้าจะไม่ชอบขี้หน้าเขา เลยไล่ตะเพิดออกมาอย่างที่เห็น

                และเพราะเพื่อนในคณะคนอื่นๆ ก็พากันกลับบ้านไปหมด แถมไอ้ซันน้องรหัสหมอนี่ก็เพิ่งจะหอบเสื้อผ้าตามวีไปอเมริกาตั้งแต่สอบเสร็จ ทำให้เขาไม่มีที่พึ่งที่ไหนแล้ว... นอกจากผม

                อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่าแจ็กพ็อตมันมาลงที่ผมได้ไง แต่เพราะโรคปฏิเสธคนไม่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร สุดท้ายก็เลยตกปากรับคำยอมให้เขามาอยู่ห้องง่ายๆ อย่างที่เห็น

                “แล้วเพื่อนในวงของนายไม่มีใครอยู่สักคนเลยเหรอ” ผมถามขณะกำลังรินน้ำให้แขก (ที่ไม่ได้รับเชิญ)

                “อยู่” หมอนั่นตอบโดยที่ยังคงเล่นกับเจ้าเหมียว “แต่อยู่กับเมียพวกมัน”

                ได้ยินดังนั้นก็ร้องอ๋อออกมาเบาๆ เหอะ คนเดี๋ยวนี้มันยังไงกันเนี่ย ยังไม่ทันแต่งงานก็อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาหมดแล้ว โลกมันหมุนเร็วเกินไปจริงๆ  

                “แน่ใจจริงๆ เหรอว่าจะมาอยู่ที่นี่” ผมถามพลางยื่นแก้วน้ำให้คนที่นั่งขัดสมาธิเล่นกับแมวอยู่บนเตียง เชนเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วมองผม เหมือนจะเตือนว่าผมเคยถามคำถามนี้ไปไม่ต่ำกว่าสองรอบ

                ก็คนมันสงสัยจริงๆ นี่หว่า

                “แน่ใจ” เสียงเรียบตอบและวางแก้วน้ำที่ดื่มแล้วไว้บนโต๊ะข้างเตียง

                “แต่ห้องฉันมันเล็กนะ”

                “อือ”  

                “ห้องน้ำก็เล็ก”

                “อือ”

                “ไม่มีทีวีด้วย”

                “ฉันไม่ชอบดูทีวี”

 อ่า ดูจากท่าทางแล้วก็คงไม่ชอบดูจริงๆ นั่นแหละ

                “แล้วก็...”

                “พอเหอะ” พอผมจะพูดขึ้นมาอีก ก็ถูกเขาขัดซะก่อน เชนปล่อยเจ้าตัวเล็กเป็นอิสระแต่มันก็ยังคงร้องเหมียวๆ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนอนหลับตาพริ้มบนตักหมอนั่นอีกจนได้  

“ถ้าไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วย ก็แค่บอกมา ไม่ต้องหาข้ออ้างหรอก” ไม่พูดเปล่า เชนยังลุกขึ้นโดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าเหมียวที่นอนอยู่บนตักจะหล่นลงบนฟูกและเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงงๆ

                ร่างสูงเดินไปหยิบกีตาร์คู่ใจ และกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองที่วางอยู่มุมห้อง ก่อนทำท่าจะเดินออกไป

                “เฮ้ย เดี๋ยวดิ” แต่ไม่รู้อะไรดลใจ ผมจึงเรียกหมอนั่นเอาไว้ ทั้งที่ควรจะดีใจแท้ๆ ที่เขาเปลี่ยนใจไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว

                ให้ตายเถอะ ผมล่ะเกลียดความใจอ่อนของตัวเองจริงๆ  

                “ถ้าไม่มีที่ไปจริงๆ อยู่ที่นี่ก่อนก็ได้” ผมพูดออกมาในที่สุด ร่างสูงหันกลับมาก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กๆ

                “ก็แค่นั้น” สีหน้าเจ้าเล่ห์ของคนตรงหน้าทำให้ผมเบ้หน้าทันที

                เมื่อกี้หมอนี่แค่แกล้งทำเป็นจะไปเพื่อให้ผมรั้งไว้สินะ ผมอยากจะเอื้อมมือไปบีบคอเขาจริงๆ เมื่อร่างสูงโยนกระเป๋าลงที่เดิม ก่อนจะเดินกลับมาเล่นกับเจ้าเหมียวที่นั่งทำตาแป๋วอยู่บนเตียง

                เหอะ! น่าหมั่นไส้ทั้งคนทั้งแมวเลย ให้ตายสิ

                “แต่นายต้องช่วยแชร์ค่าห้องนะ” ผมบอกเมื่อนึกขึ้นได้ ผมไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะให้เขามาอยู่ฟรีๆ หรอกนะ

คนกวนประสาทยักไหล่เหมือนจะบอกว่าไม่มีปัญหา และเอาแต่เล่นกับแมวต่อ

                “แล้วก็ นายต้องนอนพื้นด้วย” ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง คราวนี้เจ้าของดวงตาเรียวคมเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วมองผม

                “ก็ห้องนี้มันมีเตียงเดียว แถมเล็กอีกต่างหาก จะให้นอนเบียดกันได้ไง ส่วนฉันก็เป็นเจ้าของห้อง ควรได้สิทธิ์นอนบนเตียง” ผมยื่นคำขาด เชนยังคงขมวดคิ้วมองอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างจำยอม

                “ยังไงก็ได้” ว่าพลางยักไหล่

ยอมง่ายจังแฮะ แต่ก็ดีแล้วล่ะ คิดจะมาอาศัยห้องคนอื่นอยู่ ก็ต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้ จะได้อยู่กันง่ายๆ นะไอ้น้อง (แน่นอนว่าพูดได้แค่ในใจเท่านั้น)

                เมื่อเคลียร์เรื่องแชร์ห้องเสร็จแล้ว ผมก็ปล่อยให้หมอนี่เล่นแมวต่อไป ก่อนจะเดินไปหาอะไรทำตามประสา แต่ห้องนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากมายนักหรอก เล็กกว่ารูหนูแบบนี้ ผมก็แค่ทำสิ่งที่ผมทำเป็นประจำ นั่นก็คือ ทำความสะอาด มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนอยู่คนเดียวนะ ที่ต้องทำเรื่องอะไรพวกนี้ด้วยตัวเอง ถึงผมจะเป็นผู้ชายก็เถอะ แต่ก็ไม่มีตำราเล่มไหนบัญญัติไว้นี่ว่าผู้ชายห้ามทำงานบ้าน

เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมทำงานบ้านเก่งกว่าเพื่อนผู้หญิงบางคนด้วยซ้ำ

                “มันชื่ออะไร”

                “ฮะ?” ผมถามเสียงหลง เมื่ออยู่ๆ คนที่นั่งเงียบอยู่นานก็ถามขึ้นมาขณะที่ผมกำลังล้างจานอยู่

เอ๊ะ หรือผมแค่หูแว่ววะ

“ฉันถามว่าเจ้าตัวเล็กนี่ชื่ออะไร” ร่างสูงที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหมุนตัวมาทางผมพลางชูเจ้าเหมียวขึ้นมา

ชื่อ...?

เออว่ะ! ตั้งแต่เก็บเจ้านี่มาเลี้ยง ผมยังไม่ได้ตั้งชื่อให้มันเลยนี่หว่า ลืมไปซะสนิทเลยแฮะ

“นี่อย่าบอกนะว่ามันยังไม่มีชื่อ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที เมื่อเห็นปฏิกิริยายืนอึ้งของผม ผมหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะบอกตามตรง

“เออ”

“แล้วปกติเรียกมันว่าอะไร” ร่างสูงยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นอีกอย่างแปลกใจ ก่อนจะปล่อยเจ้าเหมียวลงกับเตียง แต่มันก็ยังคงเดินวนไปวนมารอบๆ ตัวเขาอยู่ดี

เห่อกันจังนะ น่าหมั่นไส้ชะมัด

“ก็เรียก...” ผมนึก “เจ้าตัวเล็ก เจ้าเหมียว... ไอ้แมวโง่...” ผมพูดชื่อที่ผมใช้เรียกเจ้าแมวตัวเล็กจอมแสบ (ชื่อสุดท้ายนั่น ผมเอาไว้เรียกมันเวลามันทำข้าวของพังน่ะ) จริงๆ มันยังมีอีกหลายชื่อเลยนะ แต่ตอนนี้ผมคิดได้เท่านี้จริงๆ

“น่าสงสารจริงๆ นะแก” คราวนี้หมอนั่นหันไปพูดกับเจ้าเหมียวพร้อมกับขยี้หัวมันเบาๆ ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็เหมือนจะชอบใจ เลยกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักให้เขาลูบหัวต่อ ผมเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่เห็นได้ยากของคนตรงหน้า ก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาบ้าง ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนท่าทางห่ามๆ อย่างหมอนี่จะรักสัตว์กับเขาเป็นด้วย

“ถ้าพ่อแกไม่ตั้งชื่อให้ เดี๋ยวฉันก็ตั้งให้เองก็ได้เนอะ”

เฮ้ๆ ผมบอกตอนไหนว่าผมเป็นพ่อมันน่ะฮะ!

แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะดูท่าคนหน้าตายจะไม่ได้สนใจผมเลย หมอนั่นยังคงนั่งลูบหัวเกาคางให้เจ้าเหมียว พร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิด

“ชื่ออะไรดีวะ” ผมหัวเราะเมื่อเห็นเขาทำท่าคิดหนักเกินจำเป็น ผมล้างมือก่อนจะเดินไปนั่งบนเตียงและมองเจ้าเหมียวที่ทำหน้าเคลิ้มอยู่พร้อมกับพยายามนึกชื่อให้มันบ้าง

“พ่อชื่อตรี ลูกก็ต้องชื่อ...ตอเรส ดีมะ?” เงยหน้าขึ้นมาถามหน้าตาย

หือ แน่ใจนะว่านี่คิดแล้ว?

“ไม่เอา ชื่อกระแดะไป ไม่เหมาะกับแมวฉัน” ผมเบ้หน้าพลางเอื้อมมือลูบหัวเจ้าตัวเล็กบ้าง ให้หมอนี่เป็นคนคิดชื่อคงไม่ไหวหรอกมั้ง ผมคิดเองดีกว่า

ชื่อผมออกจะไทยๆ ดังนั้นผมก็อยากให้เจ้าเหมียวของผมชื่อไทยด้วย อืม...

“เตดีมั้ย?”

นั่นไม่ใช่เสียงผมหรอก

ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียงทุ้มที่ทำหน้าเหมือนกับชื่อที่ตัวเองเพิ่งพูดมามันเป็นอะไรที่เข้าท่าสุดๆ ซึ่งผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่

“ทำไมต้องชื่อเต” ผมถาม มันฟังดูประหลาดจะตาย

                “เพราะมันมีสระเอ” ตอบสีหน้าจริงจัง

                ผมขมวดคิ้ว “เกี่ยวอะไร?” ชื่อผมมีต.เต่า หมอนี่ก็เลยตั้งชื่อเจ้าเหมียวให้มี ต.เต่า อันนี้ผมเข้าใจ แต่สระเอนี่มาไง?

                “เพราะฉันชื่อเชน” ร่างสูงยังคงตอบหน้าตาย

                ผมยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก แต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะไม่อยากตอบคำถามอะไรแล้ว เขาอุ้มเจ้าเหมียวขึ้นมาพร้อมกับยัดเยียดชื่อที่เพิ่งตั้งใหม่ให้ไม่ยอมหยุด

ตอนนั้นเองที่ผมเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก

               

เพราะฉันชื่อเชน

 

 เชน...ตรี... เต?

...

...!!

เดี๋ยวๆ นี่ผมคิดบ้าอะไรเนี่ย ทำไมหมอนั่นจะต้องเอาชื่อผมกับชื่อเขามาผสมกันด้วยเล่า ไร้สาระจริง! ผมหยุดความคิดโง่ๆ ของตัวเองแล้วหันไปมองคนหน้าตายที่กำลังเล่นกับแมวด้วยใบหน้าที่ดูอารมณ์ดีกว่าทุกที แล้วเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้มาก่อน

เตเหรอ?

หึ แมวบ้าอะไรเนี่ย ชื่อไม่ได้มีความน่ารักเอาซะเล้ย

 

วันต่อมา

ผมคิดว่าผมจะนอนไม่หลับซะอีก เพราะการมีคนอื่นมานอนอยู่ในห้องมันควรจะทำให้ผมรู้สึกไม่ชินสิ แต่ตรงกันข้าม พออาบน้ำเสร็จ หัวถึงหมอนปุ๊บ ผมก็หลับเป็นตายจนถึงเช้าเลยทีเดียว ส่วนหมอนั่น ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาหลับไปตอนไหน เพราะล่าสุดก่อนที่ผมจะหลับไป ผมยังเห็นเขาออกไปนั่งสูบบุหรี่ ดีดกีตาร์อยู่ที่ระเบียงอยู่เลย

ผมตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงเช้า เพื่ออาบน้ำแต่งตัว วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเรียนซัมเมอร์ ถึงจะมีเรียนตอนสิบเอ็ดโมงนู่นก็เถอะ แต่ผมก็มักจะตื่นมากินข้าวเช้าเวลานี้ประจำอยู่แล้ว (ยกเว้นวันไหนที่มีเรียนแปดโมงเช้าน่ะนะ) ผมทำกับข้าวง่ายๆ อย่างต้มจืดและไข่เจียว แล้วใช้โต๊ะญี่ปุ่นเล็กๆ แทนโต๊ะกินข้าวที่ไม่สามารถยัดเข้ามาไว้ในห้องแคบๆ นี่ได้

ก่อนจะลงมือกินผมไม่ลืมที่จะนำชามอาหารแมวมาไว้ข้างตัวแล้วเทอาหารแมวลงไปให้เจ้าเต (ถึงผมจะไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่ แต่เรียกๆ ไปเดี๋ยวก็คงชินปากเองนั่นแหละ) เจ้าตัวเล็กวิ่งมาด้วยความกระตือรือร้นเหมือนทุกที แต่หลังจากที่กินไปได้ไม่กี่คำมันก็เงยหน้ามองผมนิ่งๆ ก่อนจะวิ่งออกไป

เป็นอะไรเนี่ย

ผมถามตัวเองในใจ พร้อมกับมองตามเจ้าเตไป ก่อนจะกระจ่างขึ้นมาเมื่อเห็นมันวิ่งไปยังร่างที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มข้างเตียง ขนาดผมทำครัวเสียงดังขนาดนั้น ยังไม่ยอมตื่นอีก เชื่อเขาเลยแฮะ

เมี้ยวว

เสียงแหลมเล็กร้องขึ้นมาพลางใช้เท้าเล็กๆ สะกิดใบหน้าคมที่โผล่พ้นผ้าห่มมาแค่ครึ่งหน้าอย่างพยายามจะปลุก แต่ว่าแค่สะกิดจะไปตื่นได้ยังไง ต้องข่วนสิ ข่วนเลยเจ้าเหมียว เอาให้หน้าหล่อๆ ของหมอนั่นได้แผลสักแผลสิ หมั่นไส้มานานละ

เมี้ยววว

แต่แทนที่เจ้าเตจะกางเล็บออกมาข่วนอย่างที่ใจผมปรารถนา เจ้าตัวเล็กกลับขยับเข้าไปใกล้และแลบลิ้นออกมาเลียใบหน้าเนียนใสของหมอนั่นแทน

“อื้อ” และดูเหมือนมันจะได้ผล เมื่อร่างใต้ผ้าห่มขยับตัวพร้อมกับครางขึ้นมาด้วยความรำคาญ ผมมองใบหน้ามู่ทู่ของคนที่ขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลังตาอยู่ด้วยความรู้สึกขบขันเล็กๆ ยอมรับตามตรงเลยว่าการได้เห็นใบหน้าตอนตื่นนอนของหมอนี่เป็นอะไรที่อะเมซิ่งสุดๆ สำหรับผม

“อย่าเพิ่งกวนน่า” เสียงเข้มเอ็ดเจ้าตัวแสบพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง

แต่มีหรือที่เจ้าเตจะยอม มันกระโดดขึ้นไปนอนบนตัวของร่างหนา ก่อนจะร้องเหมียวๆ ไม่หยุด จนหมอนั่นต้องดึงผ้าห่มลงมาอีกรอบพร้อมกับพยายามลืมตาสู้แสงขึ้นมามองเจ้าตัวเล็ก

เมี้ยววว

“ฮ่ะๆ โอเคยอมแล้ว เจ้าตัวแสบ” ผมคิดว่าเขาจะโมโหและโยนเจ้าเตไปไกลๆ เสียอีก แต่ผิดคาด เสียงทุ้มกลับบ่นกลั้วหัวเราะ ก่อนจะดึงเจ้าเตไปกอดไว้แน่นด้วยความมันเขี้ยวแทน

พอเห็นแบบนั้นผมก็อดไม่ได้แต่จะหัวเราะออกมา หนึ่งคนกับหนึ่งตัวนี่เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีจริงๆ คนที่เป็นพ่อเจ้าเตน่าจะเป็นหมอนี่มากกว่านะ ไม่ใช่ผมหรอก ก็มันเล่นติดเขาซะขนาดนั้น

“ทำอะไรน่ะ” ดูเหมือนผมจะเผลอมองนานเกินไปจนเขารู้ตัวจึงมองกลับมาพร้อมกับลุกขึ้น ร่างสูงที่อยู่ในเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงนอนสบายๆ เดินมาทางผมด้วยสีหน้าที่ยังงัวเงียอยู่ พร้อมกับเจ้าเหมียวที่วิ่งนำมากินอาหารของตัวเองเมื่อสิ้นสุดภารกิจปลุกคนขี้เซาแล้ว เชนนั่งลงที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะญี่ปุ่น พลางก้มลงมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะขมวดคิ้วมองผมอย่างตำหนิ

“ไม่ชวน”

ผมยักไหล่ตอบ “ก็เห็นหลับอยู่”

ถึงผมกับหมอนี่จะอยู่ห้องเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตื่นมาพร้อมกัน กินข้าวพร้อมกัน ทำอะไรพร้อมๆ กันสักหน่อย ต่างคนต่างอยู่ อยากทำอะไรก็ทำนั่นแหละดีแล้ว จะได้ไม่มาก้าวก่ายซึ่งกันและกันไง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ใจดำถึงขนาดจะไม่ทำกับข้าวเผื่อเขาหรอกนะ ผมทำเผื่อสำหรับสองคนอยู่แล้ว ยังไงก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรูมเมทกันแล้วนี่

                “เอาข้าวหรือเปล่า” ผมถามเมื่อเห็นคนตรงหน้ามองอาหารท่าทางเหมือนอยากกิน แต่ดวงตาทั้งสองข้างก็เหมือนจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ เชนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหาวออกมาหวอดใหญ่

                ผมว่าหมอนี่น่าจะไปนอนต่อมากกว่ามานั่งกินข้าวนะ

                แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เดินกลับไปที่ครัวเพื่อตักข้าวใส่จานให้ร่างสูงที่นั่งหน้าง่วงอยู่ ตอนผมกลับมาก็เห็นหมอนี่หาวเป็นรอบที่สองก่อนจะขยี้ตาไปมาและขมวดคิ้วทำหน้ามู่ทู่เหมือนยังไม่อยากตื่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครบังคับให้ตื่นซะหน่อย

                เวลาตื่นนอนใหม่ๆ นี่เหมือนเด็กเลยแฮะ สลัดคราบนักดนตรีสุดเท่ที่ผมเคยเห็นไปอย่างกับเป็นคนละคน

                ผมกับเชนต่างคนต่างกินข้าวในจานของตัวเองไปเงียบๆ เขาไม่พูดอะไรสักคำ ในขณะที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกอึดอัด ผมเคยได้ยินนะว่า เวลาที่คนเราอยู่กับคนแปลกหน้า เรามักจะต้องพยายามหาคำพูดขึ้นมาคุยอยู่เสมอเพื่อลดความรู้สึกอึดอัดลง แต่กับหมอนี่กลับไม่เป็นแบบนั้นแฮะ อาจเป็นเพราะผมชินกับนิสัยไม่ค่อยพูดค่อยจาของเขาไปแล้วก็ได้มั้ง

                “จะไปเรียนเหรอ” สงสัยว่าผมจะจ้องเขานานเกินไป (อีกแล้ว) ร่างสูงถึงได้เงยหน้าขึ้นมา และถามพลางมองชุดที่ผมใส่

                “อือ”

                “แล้วจะกลับมาตอนไหน”

                “ตอนเย็น” ผมตอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ตอนค่ำนายจะไปไหนหรือเปล่า เพราะฉันมีเล่นดนตรีที่บาร์ต่อคงกลับมาอีกทีดึกๆ นู่น” ผมถามต่อ

                นอกจากจะอยู่ที่นี่เพื่อเรียนซัมเมอร์แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ได้กลับบ้านเพราะผมจะอยู่ทำงานพิเศษที่ร้านของพี่เอซึ่งผมไปเล่นดนตรีให้เป็นประจำ ผมทำงานที่นั่นมาตั้งแต่ตอนที่รู้ตัวว่าสอบติดและต้องย้ายเข้ามาอยู่เชียงใหม่ เพราะชีวิตหลังสอบติดมันว่างเกินไป ผมก็เลยตั้งใจจะหางานทำ ซึ่งงานที่ง่ายที่สุดสำหรับผมก็ไม่หนีพ้นดนตรีนี่แหละ โชคดีที่พี่เอเองก็เรียนจบมาจากคณะสถาปัตย์ฯ ที่นี่เหมือนกัน จึงค่อนข้างจะเอ็นดูผมอยู่พอสมควร พี่เขาเข้าใจว่าคณะเราทำงานหนัก ก็เลยอนุญาตให้ผมลาได้ เวลามีโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ หรือไม่ว่างที่จะมาเล่นให้ที่ร้านจริงๆ

                “ฉันเองก็ต้องไปเล่นดนตรีเหมือนกัน” เชนตอบเสียงเรียบ

                อา นั่นสินะ

                “ถ้างั้นก็ไปพร้อมกันเลยมั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันขับไปส่ง” ผมเสนอ ร่างสูงเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะยักไหล่

                “เอากุญแจห้องไว้ที่นายก่อนแล้วกัน เผื่อจะไปไหน แต่นายคงไม่ได้มีธุระอะไรตอนบ่ายหรอกใช่มั้ย ฉันฆ่านายแน่ถ้ากลับมาแล้วเข้าห้องไม่ได้” ผมเตือนไว้ก่อน

                “อือ” เขาตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจนกระทั่งกินข้าวหมด  

                “ไม่ต้อง” แต่อยู่ๆ คนที่นั่งเงียบอยู่นานก็พูดขึ้นมาตอนที่ผมกำลังจะลุกขึ้นเอาจานเปล่าของตัวเองไปเก็บ มือหนาเอื้อมมือมาแย่งจานข้าวของผมไปรวมกับจานข้าวที่กินหมดแล้วของตัวเองและชามกับข้าวที่เหลือแต่น้ำซุป ก่อนจะมองหน้าผมนิ่งๆ

                “ให้ฉันทำตัวมีประโยชน์บ้างเหอะ” เขาพูดก่อนจะลุกขึ้น และเดินเอาจานชามทั้งหมดไปเก็บที่ครัว ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าขี้ริ้วผืนเล็กมาเช็ดโต๊ะญี่ปุ่นและพับเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ พอกลับไปที่ครัวก็พบว่าร่างสูงกำลังง่วนอยู่กับการล้างจาน ซึ่งท่าทางของหมอนี่ก็บ่งบอกให้รู้ว่าเขาคงไม่ใช่คนที่ทำงานบ้านเป็นสักเท่าไหร่

                “ไม่เคยล้างจานหรือไง” ผมถามขณะยืนกอดอกพิงตู้เย็นมองร่างสูงที่ยืนล้างจานอย่างเงอะๆ เงิ่นๆ อยู่

                “เคย แค่ครั้งเดียว”

                “ครั้งเดียว? คงไม่ได้หมายถึงครั้งนี้หรอกนะ” ถ้าเป็นงั้นจริงเขาไม่เรียกว่าเคยหรอก

                “เปล่า เคยตอนเด็กๆ” ร่างสูงตอบพลางขมวดคิ้วมองจานในมือที่ทำท่าจะลื่นหล่นกลับเข้าไปในอ่างทุกเมื่อ “แต่ฉันแพ้น้ำยาล้างจาน แม่ก็เลยไม่ให้ล้างอีก” คำพูดต่อมาของคนตรงหน้าทำเอาผมถึงกับเหวอไปเลย

                “เฮ้ย! แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเล่า!” ผมร้องอย่างตกใจก่อนจะเดินเข้าไปดึงมือเขาออกจากอ่างล้างจานที่เต็มไปด้วยฟอง “เวรๆๆ จะเป็นไรมั้ยเนี่ย รู้ว่าตัวเองแพ้แล้วจะสะเหล่อมาล้างจานทำไมวะ” ผมขึ้นเสียงด้วยความตกใจ ก่อนจะเปิดน้ำ และจัดการล้างมือให้ร่างสูงที่เอาแต่ยืนนิ่งท่าทางไม่สะทกสะท้านเท่าไหร่

                โอ๊ย ใจเย็นไปมั้ยวะ มือตัวเองนะเว้ย!

                “คันหรือเปล่า แสบมือมั้ย มียามั้ยเนี่ย” ผมเงยหน้าถาม รู้เลยว่าหน้าตาตัวเองกำลังซีเรียสขนาดไหน แต่คนที่ควรจะเดือดร้อน กลับมองท่าทางตื่นตระหนกของผมด้วยแววตาขบขัน

                ยังจะมีหน้ามาขำ ถ้าเกิดมือเขาเป็นอะไรไปจะทำยังไงเนี่ย เขาต้องใช้มือคู่นี้เล่นกีตาร์นะ!

                “ไม่ได้แพ้รุนแรงซะหน่อย ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” เขาว่าพลางอมยิ้ม ผมขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

                “แน่นะ? ไม่ต้องไปหาหมอแน่นะ” ร่างสูงพยักหน้าเบาๆ เป็นการยืนยัน ก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปทางมือตัวเองที่ถูกผมจับไว้ทำให้ผมรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำเรื่องงี่เง่าอะไรอยู่

                ผมปล่อยมือออกจากฝ่ามือหนาทันที ก่อนจะถอยหลังออกมาหลายก้าว นี่ผมไม่ได้จะหลอกจับมือเขานะ! ไม่ใช่เลยสักนิด อย่าเข้าใจผิด ผมก็แค่ตกใจเท่านั้น

                “นาย!” ผมชี้หน้าร่างสูงที่ยังคงยืนอมยิ้มไปพลางเช็ดมือตัวเองไปพลางด้วยใบหน้าที่รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ “ต่อไปนี้ห้ามล้างจานอีก เข้าใจมั้ย” ผมยื่นคำขาด

                ผมเองก็เป็นนักดนตรีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมจึงเข้าใจดีว่ามือทั้งสองข้างของเรามันสำคัญมากแค่ไหน ถึงจะไม่ใช่มืออาชีพอะไรก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็คงไม่มีใครอยากเลิกเล่นดนตรีที่ตัวเองรักเพียงเพราะมือพังจากน้ำยาล้างจานโง่ๆ นี่หรอก จริงมั้ย

                “หึ นายนี่เหมือนแม่ฉันไม่มีผิด”

                แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าผมจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักนิด เพราะเมื่อเห็นท่าทางซีเรียสเกินไปของผม หมอนี่ก็หัวเราะออกมาน้อยๆ อย่างกับผมเป็นตัวตลก

                “นี่ฉันจริงจังนะเว้ย!” ผมโวยอีกรอบ คนตรงหน้าเลยหยุดขำ (แต่ก็ยังอมยิ้มอยู่ดี!) ก่อนจะเอื้อมมือที่ถูกเช็ดจนแห้งแล้วมาวางไว้บนหัวผม ก่อนจะตบเบาๆ สองที

                “โอเคๆ ต่อไปนี้จะไม่ล้างจานอีกแล้วครับ พอใจยัง?”

                ผมชะงักไปพักใหญ่ เพราะรับไม่ทันกับการกระทำของคนตรงหน้า แล้วอยู่ๆ ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ช่วงนี้...หมอนี่ยิ้มง่ายผิดปกติหรือเปล่าเนี่ย?

“มีเรียนกี่โมง” เจ้าดวงตาของสีน้ำตาลอ่อนเอ่ยออกมาทำให้ผมได้สติ และถอยห่างออกมา

                “สะ...สิบเอ็ด” ผมตอบอึกอัก ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะอึกอักทำไม ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง นาฬิกาบอกเวลาสิบโมงสิบ เหลืออีกตั้งห้าสิบนาทีแน่ะกว่าจะถึงเวลาเรียน

                แต่ผมกลับรู้สึกว่าผมควรจะพาตัวเองออกจากห้องไปได้แล้ว

                “ฉันว่า ฉันไปก่อนดีกว่า” ว่าจบผมก็เดินไปคว้าตำราเรียน พร้อมกับของใช้ที่จำเป็นและเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องมาทันที ผมปิดประตูเสียงดังกว่าทุกครั้ง แถมยังรีบเดินมากจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ

นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย?

                ผมได้แต่ถามตัวเองในใจก่อนจะยกมือขึ้นมากุมแก้มทั้งสองข้างของตัวเองที่กำลังร้อนผ่าว แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าสองมือนี้เพิ่งจะจับมือหมอนั่นมาหมาดๆ  

ผมก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง... นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมได้สัมผัสกับฝ่ามือหนาอย่างจริงจัง

มันหยาบอย่างที่ผมคิดจริงๆ ด้วยแฮะ แถมยัง...ใหญ่กว่าฝ่ามือของผมตั้งเยอะแน่ะ...



------------------------------------------------------------

บอกอีกรอบว่าฉบับรีไรต์ไม่ได้เปลี่ยนมากเนอะ ส่วนใหญ่แก้สำนวนกับตัดอีโมติค่อนให้อ่านง่ายขึ้น

ใครกลับมาอ่านซ้ำก็ขอบคุณมากเลยค่า

ส่วนใครที่เพิ่งเข้ามาอ่านก็ยินดีต้อนรับเนอะ 

เราอัพรวดเดียวไม่ไหวก็เลยปิดตอนหลังๆ ไว้ก่อน ยังไงก็ใจเย็นๆ น้า

เดี๋ยวจะทยอยอัพเรื่อยๆ จนจบแน่นอนค่า ^^


-- Martian --

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 383 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1959 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 13:05
    ชอบความตั้งชื่อลูกของพี่เชนนนนน
    #1,959
    0
  2. #1889 Jibangrin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 16:19
    โธ่ 5555555
    #1,889
    0
  3. #1810 Mon M'liwan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 19:53
    กลับมาอ่านรอบ 2 แล้วค่าาาา
    #1,810
    0
  4. #1805 iwasjustalittle (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 12:20
    นุ้งเตตต
    #1,805
    0
  5. #1784 _bebebeam_e (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:51
    ชอบน้องเหมียว
    #1,784
    0
  6. #1737 hh_9094 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 01:21
    เริ่มๆแล้ววว
    #1,737
    0
  7. #1716 Kim-kibom (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:23
    ใจสั่นแทนตอนจับมือกัน 555
    #1,716
    0
  8. #1652 31032528 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 06:01
    น่าติดตามน่าค้นหา พึ่งเข้ามาอ่านค่ะ
    #1,652
    0
  9. #1121 Sweet Time (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 17:29
    โอ้ยน่าร้ากกกก
    #1,121
    0
  10. #896 pannjed . (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 14:53
    เจ้าเหมียวววว น่าเอ็นดูจริงๆลูก งือ แล้วพี่เชนนี่อะไร ยิ้มง่ายเนอะช่วงนี้
    #896
    0
  11. #115 prang-plft (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2557 / 18:17
    สองเดือน ไม่รอดชัวๆ 555
    มีแมวเชื่องน้าา แมวบ้านลุงหนูเชื่องมากกก น่ารักสุดๆ
    สนุกมากเลยพี่ พยายามต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้
    #115
    0
  12. #97 StraWBerry_ImIn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 07:35
    พี่เชนจะน่ารักไปไหนน่ารักสุดๆ
    ไม่อยากขคิดถึงตอนที่กลับคืนดีกับแฟนเจ้าตัวเลย T3T นิยายเรื่อยๆแบบนี้มีเคล้าดราม่าได้ด้วย (?????) ฮือ.. #ตออนนี้เขาหวานกัน เอ็งมานั่งดราม่าอะไร55555

    ชอบค่ะ
    ><

    #97
    0
  13. #68 ThePitch (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2557 / 01:17
    ฟินตายยยยยยยยยยยยย -//////////-
    ตั้งแต่ชื่อเจ้าเหมียว เชน + ตรี = เต
    โอยยยยย มุ้งมิ้งขนาดนี้
    ไม่คิดว่าเชนจะมุ้งมิ้งกับแมวได้นึกว่าจะโวยวายยย
    หนูอยากได้ผช แบบนี้ กรีดร้องงงง 5555555
    อ่านไปยิ้มไปโอยย ปวดแก้มมมม
    ฮั่นแน่ๆ ที่ตรีออกมาก่อนเวลาเพราะเขินละซิ๊ 55555555555
    #68
    0
  14. #60 maracy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 23:24
    เชน + ตรี = เต โอ้ยยยยยยยยย นี้มันครอบครัวสุขสันต์ชัดๆ
    #60
    0
  15. #57 Prang' (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 19:03
    ตรีนี่แม่บ้านแม่เรือนจริงๆ 55555
    เหมาะกับเชนนน >/////<

    รออ่านตอนต่อไปน้าาา
    #57
    0
  16. #53 XyXear* (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 15:11
    ตรีตกหลุมรักแล้วแน่ๆๆ

    อยากสิงแมวจุง -.,-
    #53
    0
  17. #49 yingsdu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 10:12
    เนื้อหาน่ารักมาก รออ่านนะคะ :)
    #49
    0
  18. #48 yume (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 09:27
    ^O^
    #48
    0
  19. #47 yume (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 09:26
    อะหึอะหึ.มาอยู่ด้วยกันแบบไม่ทันต้ังตัว.ชอบมากจ้า
    #47
    0
  20. #45 yume (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 09:23
    อะหึอะหึ มาอยู่ด้วยกันแบบไม่ทันต้ังตัว ชอบมากๆจ้า
    #45
    0
  21. #44 kenumber (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 02:10
    ชอบเรื่องนี้สุดอ่ะ
    เนื้อหาน่ารักแบบง่ายๆดี?
    อยากให้มีฉากฟินๆ
    ระหว่างเชน กับตรี อีกเยอะเลยอ่ะชอบจัง >.<

    รอติดตามอยูน้ะค่ะไรต์ <3

    ปล.คนอ่านน้อยไม่เป็นไรเราเป็นกำลังใจให้ค้าาาา
    #44
    0
  22. #42 XyXear* (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 20:48
    อยากฟัดแมววววววววว ฮืออออออ
    ตั้งชื่อให้แมวเหมือนตั้งชื่อให้ลูกเลยนะคะ 55
    #42
    0
  23. #41 (เร้นลับ) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 19:43
    เชนน่ารักไปไหมนะ แอร๊ยยยยยย หลงเลยตู
    ทำไมเวลาอยู่กับ 'เต' เชนดูน่ารักจัง หรือพี่จะเปลี่ยนไปเป็น พ่อ แล้วให้ตรีเป็น แม่ ละเนี้ย กิ๊วๆ
    #41
    0
  24. #40 Prang' (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 19:36
    งือออออ ไม่ไหวแล้ววววว
    เชนน่ารักกกกกกฝุดๆ 
    อยากได้ทั้งเชนทั้งแมวเลยยยย
    >////////<


    รออ่านต่อน้าาา
    #40
    0