[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 7 : 6 : อ่อนแรง [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,747
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 497 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

Calista εїз



6

อ่อนแรง

 

                คืนนั้นผมไม่ได้นอนที่ห้องไอ้ซัน หลังจากที่เช็ดตัวให้มันเสร็จ และรอให้มันหลับสนิท ผมก็ขับรถกลับมานอนที่หอตัวเองตอนตีสองกว่าๆ แต่กว่าจะข่มตานอนหลับได้ ก็เล่นเกือบจะตีสี่นู่นแล้ว จริงๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรล่ะนะ คนเรียนคณะอย่างผม แค่ได้นอนบ้างก็ถือว่าเป็นบุญท่วมหัวแล้วล่ะ

                ผมแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเช้า เพราะเสียงเรียกเข้ามือถือที่ดังไม่หยุด รู้สึกหงุดหงิดเล็กๆ ที่มีคนโทรมาหาแต่เช้า แต่พอกดรับสายความหงุดหงิดนั้นก็หายไปแทบจะทันที

                [ ไอ้ตรี มึงตื่นหรือยังวะ ]

                ไอ้ซันนั่นเอง

                “ยัง” ผมตอบตามตรง พลางลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ อาการแฮงค์บวกกับเวลานอนน้อยทำให้ผมรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย “มึงโทรมาทำไมแต่เช้าวะ” ผมถามต่อเมื่ออีกฝ่ายเงียบเสียงไป คงกำลังรู้สึกผิดที่โทรมาปลุกผมอยู่ล่ะมั้ง

                [ กูตื่นมาไม่เห็นมึง ก็เลยเป็นห่วง ] คำตอบของอีกฝ่ายทำให้ผมชะงักไป แม้จะรู้ว่าคำพูดนั้นไม่มีอะไรแอบแฝงนอกจากความเป็นห่วงประสาเพื่อน แต่หัวใจของผมก็แอบเต้นตึกตักไม่ได้อยู่ดี

                “กูกลับมานอนที่หอ” ผมตอบกลับไป พยายามไม่ให้เสียงตัวเองแสดงความตื่นเต้นมากเกินไป แม้ว่ามุมปากทั้งสองข้างจะยกเป็นรอยยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ก็ตาม

                [ มึงขับรถได้เหรอวะ ] น้ำเสียงของมันฟังดูประหลาดใจ

                “ได้สิ กูก็ขับไปส่งมึงที่หออยู่ไง กูไม่ได้เมาเป็นหมาแบบมึงนะครับ” ผมประชด ไอ้ซันหัวเราะนิดๆ ก่อนจะพูดต่อ

                [ เออ ยังไงกูก็ขอบใจมึงมากนะที่มาส่งกู นี่กูเมาจนจำอะไรไม่ได้จริงๆ ว่ะ ถ้าไม่ได้มึงกูคงนอนเป็นหมาอยู่ตรงกองขยะหน้าร้านแน่ๆ ]

                ผมหัวเราะและจินตนาการว่าถ้ามันต้องไปนอนอยู่ที่กองขยะจริงๆ คงจะน่าสงสารไม่น้อย

                “เออ กูถือว่ามึงเป็นหนี้บุญคุณกูนะ คราวหน้าเลี้ยงเหล้ากูด้วย” ผมบอกอย่างไม่จริงจังนัก ไอ้ซันจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทะเล้น

                [ คร้าบบบ จะจัดให้หนักเลยครับ คุณเพื่อนรัก ]

                หึ ยังนิสัยขี้เล่นไม่เปลี่ยนเลยนะ ไอ้เวรนี่

                เพราะแบบนี้แหละมั้ง ผมถึงเลิกชอบมันไม่ได้สักที...

เมี้ยวว

                เสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้นพร้อมกับเจ้าแมวลายขาวสลับดำตัวเล็กที่กระโดดขึ้นมาบนเตียง และเดินต้วมเตี้ยมมานอนบนตักผม เมื่อคืนผมกะจะปล่อยมันไปแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าติดอะไรผมนักหนา เจ้าตัวเล็กนี่ถึงได้เดินตามผมเข้าไปในลิฟต์ด้วย พอผมไล่ ก็เอาแต่ทำตาบ้องแบ๊วใส่ สุดท้ายผมก็ใจอ่อน และยอมพามันกลับมาที่หอด้วยอย่างที่เห็น หวังว่ามันจะไม่มีเจ้าของหรอกนะ ปลอกคออะไรก็ไม่มีนี่

                [ เออ ไอ้ตรี ] ผมเอาแต่ลูบหัวไอ้ตัวเล็กเงียบๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากไอ้ซัน

                “หือ?” ผมขานรับ

                [ กูว่ากูจะลองคุยกับวีดูอีกทีว่ะ ]

                “...”

                [ จริงๆ เรื่องนี้กูก็งี่เง่าเองนั่นแหละที่เอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป แต่กูรู้แล้วว่าแทนที่กูจะห้ามไม่ให้เค้าไป กูควรจะสนับสนุนความฝันของคนที่กูรักมากกว่า ]

                “...”

                 [ ถ้าเค้าอยากจะไปจริงๆ กูก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากไว้ใจเค้า แล้วก็รอ ]

                “...” ผมได้แต่นิ่งฟังอย่างเงียบงัน แม้ว่าไอ้ซันจะพูดจบแล้วก็ตาม

                [ ไอ้ตรี ] จนมันเรียกชื่อผมอีกรอบนั่นแหละ ผมถึงได้เรียกสติตัวเองกลับมา ผมแสร้งหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดติดตลก

                “หึ ต้องให้เหล้าเข้าปากก่อนใช่มั้ย มึงถึงจะคิดได้” ผมยกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าตัวเองปวดหัวเพราะแฮงก์เหล้า หรือปวดหัวกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากปลายสายกันแน่ ไอ้ซันหัวเราะเสียงดังกับคำพูดประชดประชันของผม

                [ เออ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นว่ะ ]

                “...” ผมไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ฟังน้ำเสียงมีความสุขของอีกฝ่าย พร้อมกับยิ้มบางๆ ออกมา ถึงผมจะรู้สึกปวดหนึบๆ ที่หัวใจ แต่แค่มันมีความสุขกับคนที่มันรัก แค่นั้นผมก็พอใจแล้วล่ะ

                [ งั้นแค่นี้ก่อนนะ ขอบใจมึงมากที่อดทนฟังกูพร่ำเพ้ออยู่ทั้งคืน มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกูจริงๆ ว่ะไอ้ตรี ]

                “อืม... มึงก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกู”

                สายตัดไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองเบอร์โทรเข้าล่าสุดที่เพิ่งวางสายไปด้วยหัวใจที่เหนื่อยล้าเต็มที ผมถอนหายใจและก้มมองเจ้าเหมียวที่หลับตาพริ้มอยู่บนตักพลางลูบหัวมันเบาๆ

                เมื่อไหร่กัน..ที่ผมจะเรียกมันว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปาก...  

เมื่อไหร่กัน ที่ผมจะสามารถคุยกับมัน เที่ยวกับมัน หรือให้คำปรึกษาเวลาที่มันทะเลาะกับแฟนได้อย่างสนิทใจเหมือนเพื่อนทั่วๆ ไปเขาทำกัน     

                ตอนนี้ผมชักอยากจะยอมแพ้แล้วสิ...ทำไมการแอบรักใครสักคนมันถึงได้เหนื่อยขนาดนี้วะ

               

                หลายวันต่อมา

                วันนี้เป็นวันสอบไฟนอลวันสุดท้าย รู้สึกโล่งใจไม่น้อยเลยที่ในที่สุดก็จะได้พักจริงๆ สักที แต่ก็แอบรู้สึกใจหายไม่น้อยนะ หนึ่งปีนี่มันผ่านไปเร็วจริงๆ

                ผมเดินออกจากห้องสอบมาอย่างไม่ยินดียินร้ายอะไร ในขณะที่เพื่อนหลายๆ คนกำลังจับกลุ่มกันวิจารณ์ข้อสอบที่ออกมายากกว่าที่คิด ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรือทำได้หรอกนะ แต่มันก็ผ่านไปแล้วนี่นา กังวลไปเท่านั้น เอาเวลาไปกังวลตอนเกรดออกดีกว่า

                “ปะ! กินเหล้ากัน!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมาอย่างไม่สนใจเลยว่านี่คือหน้าห้องสอบ ซึ่งมีคนบางส่วนที่ยังสอบไม่เสร็จ ผมหันไปมองไอ้เวสป้าซึ่งเป็นเจ้าของเสียงตะโกนเมื่อครู่ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เมื่อวันก่อนมันเพิ่งจะโทรมาชวนผมไปแฮงค์เอาท์ร้านประจำอยู่เลย (แน่นอนว่าผมปฏิเสธ) นี่มันกะจะไม่ให้ตับได้พักผ่อนบ้างเลยหรือไงเนี่ย

                “ไอ้ตรี!” ผมไม่น่ามองมันเลย พอหันมาสบตากับผมเท่านั้นแหละ ไอ้ตัววุ่นวายก็เข้ามากอดคอผมทันที

                “กูไม่ไปหรอกนะ” ผมดักคอไว้ เพราะรู้ว่ามันจะพูดอะไร ไอ้เวสป้าเบ้หน้าก่อนจะเอาหน้าถูไปมากับไหล่ผมเหมือนลูกแมว

                “มึงอ่ะ จบปีหนึ่งทั้งทีนะมึง ไปเหอะ นะๆๆๆ” ผมถอนหายใจ พลางผลักหัวไอ้เพื่อนตัวดีออกจากไหล่ตัวเอง ทำแบบนี้มันจั๊กจี้นะเว้ย -*-

                “กูขอคิดดูก่อนละกัน” ผมบอกปัดๆ อย่างขอไปที แต่ดูเหมือนไอ้เวสจะรู้ทัน

                “ไม่ได้! มึงตอบอย่างนี้ทีไรก็เบี้ยวกูทุกทีอ่ะ บอกมาเลยว่าจะไป จะไปๆๆๆ มึงต้องไปปป” ไอ้เวสป้าโวยวายดังลั่นจนผมรำคาญ ผมเอามือปิดปากมันก่อนจะหันไปผงกหัวขอโทษคนรอบข้างที่มองมาทางพวกเราอย่างตำหนิ แต่ถึงผมจะปิดปากมันอยู่ แต่ไอ้เวรนี่ก็ยังคงโวยวายดิ้นไปดิ้นมาไม่เลิก

                “เออ กูจะไป พอใจยัง” ผมตอบตกลงในที่สุด ก่อนจะปล่อยมือออกจากปากของไอ้เพื่อนตัวดี ไอ้เวสยิ้มกว้างก่อนจะชูนิ้วโป้งขึ้นมา

                “เออ กูพอใจละ แล้วเจอกันนะมึง” ว่าจบก็เดินกลับไปที่กลุ่มเพื่อนคนอื่นที่หัวเราะอย่างทึ่งๆ ในความขี้ตื๊อของมัน ผมถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าปลงๆ

                มีเพื่อนอย่างมันนี่น่าเหนื่อยใจชะมัด

                ผมเดินลงจากตึกเรียนที่ใช้สอบเพื่อไปยังรถตัวเอง ตอนนี้เย็นมากแล้ว แถมเป็นวันสอบด้วย ทำให้บริเวณนี้ไม่มีคนพลุกพล่านมากนัก ไม่นานผมก็เดินมาถึงรถโฟล์คสีน้ำเงินคันโปรด แต่ในขณะที่ผมกำลังจะล้วงกุญแจออกมาปลดล็อกประตู ผมก็ได้ยินเสียงของคนสองคนทะเลาะกันดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

                “ไหนบอกว่าจะเลิกบุหรี่แล้วไง!

                “ลด ไม่ได้แปลว่าเลิกสักหน่อย” ผมมองหาที่มาของเสียงซึ่งคุ้นหูสุดๆ นั่น ก่อนจะชะงักไปเมื่อพบกับชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังมีปากเสียงกันอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากตรงที่ผมยืนอยู่

                “แต่นั่นมันต่อหน้าพ่อกับแม่ฟ้านะ! ถ้าเชนไม่ให้เกียรติฟ้า ก็น่าจะให้เกียรติพ่อแม่ฟ้าบ้าง”

ผมคงจะไม่สนใจและขับรถกลับหอตามปกติ ถ้าหากว่าคนสองคนนั้นไม่ใช่คนที่ผมเจอบ่อยเหลือเกินในช่วงนี้

“...” เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองแฟนสาวของตัวเองด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไม่มีความรู้สึกอะไร จนกระทั่งร่างบางที่อยู่ตรงหน้าเริ่มร้องไห้ออกมา

“คนเฮงซวย!

“...”

“เราเลิกกันเหอะ” ว่าจบร่างบางก็วิ่งหนีไปพร้อมกับน้ำตาที่นองหน้า ท่ามกลางความตกใจของผมกับ... ไม่สิ ท่ามกลางความตกใจของผมคนเดียวต่างหาก ผมมองไปยังร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่ง สีหน้าไร้ความรู้สึก เพื่อรอดูว่าเขาจะทำยังไงต่อไปหลังจากที่ถูกบอกเลิกซึ่งๆ หน้าแบบนั้น

แต่หมอนั่นกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ และควักซองบุหรี่ยี่ห้อเดิมออกมาจากกระเป๋า พลางจุดสูบช้าๆ

ผมทึ่งนิดๆ เพราะไม่คิดว่าคนที่เพิ่งโดนบอกเลิกจะนิ่งได้ขนาดนี้ แต่ก่อนที่ผมจะทันได้คิดอะไรต่อ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยนั่น ก็ปรายตามองมาที่ผมพอดี ริมฝีปากบางพ่นควันบุหรี่สีเทาออกมา พร้อมกับขายาวๆ ที่เดินตรงมาทางนี้ด้วยท่าทางที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะมาดีหรือมาร้าย

แต่ไม่ว่าหมอนั่นจะมาดีหรือมาร้าย คำพูดที่แวบเข้ามาในหัวผมทันที่ที่เจอสถานการณ์แบบนี้ก็คือ

เวรแล้วไงไอ้ตรี!

 

เวลาผ่านไป

“อย่างน้อยก็ควรจะพูดอะไรบ้างนะ เอาแต่นั่งเงียบแบบนี้โคตรอึดอัดเลย” ผมบอกหลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงฝ่ายตรงข้ามเลย ไม่ว่าจะระหว่างขับรถ จนกระทั่งพวกเรามานั่งร้านกาแฟเล็กๆ นี่ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจิบกาแฟเอสเปรสโซที่ไม่มีน้ำตาลเจือปนเลยสักนิดด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนอะไร มีแต่ผมคนเดียวที่นั่งร้อนใจด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ไม่รู้จะพูดอะไร” เขาตอบสั้นๆ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิดเหมือนก่อนหน้านี้

ไม่ต้องแปลกใจหรอกที่พวกเรามานั่งที่ร้านกาแฟในตอนเย็นๆ แบบนี้ แทนที่จะเป็นร้านเหล้า ก็ตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดีด้วยซ้ำ คงยังไม่มีร้านเหล้าที่ไหนเปิดหรอก และที่สำคัญ ไอ้คนที่เอาแต่นั่งเหม่อลอยตรงข้ามผมนี่แหละที่เป็นคนเดินเข้ามาหาผม และบอกสั้นๆ ว่า พาไปกินกาแฟหน่อย

ผมก็บ้าจี้นะ ในที่สุดก็พาหมอนี่มาจนได้ แถมยังใจดีมานั่งเป็นเพื่อนอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่สีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้บ่งบอกว่าอยากได้เพื่อนเลยสักนิด

                “นายกับฟ้ามีเรื่องอะไรกัน” ผมถามในที่สุด

                ก็ช่วยไม่ได้ คนมันอยากรู้นี่หว่า

                “เรื่องทั่วไป” ตอบอย่างขอไปทีมาก

                ผมพ่นลมหายใจในความกวนประสาทไม่รู้เวล่ำเวลาของคนตรงหน้า ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม “ฉันได้ยินว่าเป็นเรื่องบุหรี่”

                “...” คนเย็นชาไม่ตอบอะไร แค่ยกกาแฟขึ้นจิบเงียบๆ

                “นายสูบบุหรี่ต่อหน้าพ่อกับแม่ฟ้างั้นเหรอ?” ดูเหมือนคำถามนี้จะแทงใจดำน่าดู เพราะคนที่เอาแต่ตีหน้านิ่งเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาหงุดหงิด

                “ไม่ได้สูบต่อหน้าซะหน่อย”

                “แล้ว?”

                “ฉันขอออกมาสูบข้างนอก” ตอบหน้าตาย

                ผมอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะพยายามจินตนาการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัว “คือนาย... ขอพ่อแม่ฟ้า...ออกมาสูบบุหรี่?”

                “อือ”

                “ขอแบบ ขอตรงๆ เลยอ่ะนะ?”

                “อือ”
                “บอกว่าผมขอไปสูบบุหรี่นะครับ งี้อ่ะนะ?” ผมถามย้ำประเด็นเดิมเพื่อให้แน่ใจ รู้สึกว่าดวงตาของตัวเองเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าหมอนี่ปฏิเสธ และผมเข้าใจผิด

                “อือ”

                แปะ!

                ผมตีหน้าผากตัวเองอย่างแรง มันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ เวลาที่ผมเจอเรื่องอะไรที่รู้สึกว่า บรรลัยแล้ว...

                ซึ่งคราวนี้มันเป็นอะไรที่บรรลัยจริงๆ บรรลัยครั้งใหญ่หลวงด้วย

                เวรเอ๊ย ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่าไอ้หมอนี่มันคิดอะไรอยู่วะ!

                “ทำบ้าอะไรของนายวะเนี่ย” ผมถลึงตาถาม คนตรงหน้าขมวดคิ้วอย่างรำคาญก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาจิบอีกรอบ

                “ฉันแค่แสดงความจริงใจ” คำตอบของเขายิ่งทำให้ผมปวดหัวหนักขึ้นไปอีก

                “โดยการขอไปสูบบุหรี่ต่อหน้าพ่อกับแม่แฟนเนี่ยนะ?” ผมเลิกคิ้วถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

                ตรรกะของหมอนี่มันยังไงกันวะ

                “แล้วจะให้ทำยังไง อยู่ๆ ยัยนั่นก็พาพ่อแม่มา แถมยังเอาแต่ซักไซ้อะไรนักหนาก็ไม่รู้ ฉันก็แค่...เครียดนิดหน่อย” ตอบหน้าตายอย่างไม่รู้เลยว่าตัวเองทำผิดอย่างใหญ่หลวง ผมยกกาแฟขึ้นมากระดก หวังว่ามอคค่าในแก้วจะทำให้ผมรู้สึกปวดหัวกับหมอนี่น้อยลงบ้าง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่

                “แต่อย่างน้อยก็ควรจะรอให้พ่อแม่เขาไปก่อนสิ หรือไม่ก็แค่ออกมาสูบเงียบๆ ก็ได้ จะไปขออนุญาตโต้งๆ ทำไมวะ” ผมแอบขึ้นเสียงอย่างเหลืออด ทั้งที่จริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะมาเดือดร้อนแทนเลยด้วยซ้ำ

                เชนพ่นลมหายใจเหมือนหงุดหงิด ก่อนจะควักบุหรี่เจ้าปัญหาออกมาจุดสูบ ยังดีที่พวกเรานั่งอยู่นอกร้าน ในโซนที่เขาไม่ได้ห้ามสูบบุหรี่อ่ะนะ ไม่งั้นทั้งหมอนี่ทั้งผม คงโดนเจ้าของร้านไล่ตะเพิดแน่

                “ต่อให้ออกมาสูบเงียบๆ มันก็ต้องมีกลิ่น ยังไงพวกเขาก็รู้อยู่ดีว่าฉันไปทำอะไร แล้วอีกอย่างฉันไม่ได้อยากปิดบังเรื่องสูบบุหรี่” เขาอธิบายหลังจากพ่นควันฉุนๆ ออกมา ผมถอนหายใจอย่างไม่รู้จะพูดยังไง

                จะบอกว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมาว่างั้น?

                “เรื่องแค่นี้ทำไมต้องโมโหขนาดนั้นด้วย ทีฉันอุตส่าห์ลดบุหรี่แล้ว ทำไมยัยนั่นมองไม่เห็นความพยายามของฉันมั่งวะ” เขาบ่นด้วยสีหน้าหงุดหงิดปนตัดพ้อเล็กๆ ผมแค่นหัวเราะนิดหน่อย นี่เขาเรียกพยายามแล้วเรอะ

                “ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด”

                “นายนั่นแหละที่เข้าใจยาก” ผมพูดขัด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะมองหน้าผมอย่างไม่พอใจ

                “ฉันก็แค่แสดงความจริงใจ”

                “หยุด พอเลย เลิกพูดเรื่องแสดงความจริงใจงงๆ ของนายไปเลย รู้จริงๆ หรือเปล่าเนี่ยว่าความจริงใจที่ว่ามันคืออะไร”

                “ก็ไม่โกหกไง” ยังคงตอบหน้าตาย ผมมองคนตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ

                บทจะซื่อก็บื้อซะจนคนนอกอย่างผมปวดหัวได้เหมือนกันนะ หมอนี่

                “นั่นก็ใช่ แต่บางสถานการณ์นายก็ไม่ต้องแสดงความจริงใจสุดโต่งขนาดนั้นก็ได้ ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากให้ลูกตัวเองคบกับคนขี้เหล้าขี้ยาหรอกนะ” ผมบอกอย่างจริงจัง แต่คนตรงหน้าก็ยังคงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

                “แล้วจะให้โกหกว่า ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ งี้เหรอ? จะปกปิดไปทำไม สุดท้ายก็ต้องรู้อยู่ดี สู้ให้รู้ตั้งแต่แรกไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้ตอแหลด้วย” เชนว่าพลางอัดควันเข้าปอดอีกรอบ

                เออ เอากับมันสิ ความคิดอินดี้ไปป่ะ

                “แต่ยังไงเรื่องนี้นายก็ผิด นายควรไปขอโทษฟ้า” ผมหยุดเถียงเรื่องความจริงใจอะไรนั่น และพยายามหาทางออกให้คนตรงหน้าที่ดูไม่ยี่หระอะไรเลย แม้จะเพิ่งถูกแฟนบอกเลิกมา

                “ไม่ล่ะ” ตอบทันทีอย่างไม่มีลังเล

                “แล้วจะปล่อยให้เลิกกันแบบนี้อ่ะนะ?”

                “ก็คงงั้น” ว่าพลางยักไหล่

                “ไม่เจ็บเหรอ” ผมขมวดคิ้วถาม ถึงจะเป็นคนไม่แคร์อะไรเลยก็เถอะ แต่เพิ่งถูกแฟนบอกเลิกทั้งที จะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง

                “ไม่เสียใจเหรอ?” เมื่อคนตรงหน้าไม่ตอบ ผมเลยถามต่อ หมอนี่ยังคงเงียบ ก่อนจะจี้บุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ และยกกาแฟขึ้นมาจิบ สีหน้าของเขาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่พูดออกมา

                “ฉันถามจริงๆ นะ ตกลงนายรักผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า” ผมถามในสิ่งที่สงสัยมาโดยตลอด

ถึงเวลาอยู่กับฟ้า ผมจะมองเห็นแววตาอ่อนโยนด้วยความเอ็นดูของเขาอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่อาจบอกได้เลยว่าคนตรงหน้าคิดยังไงกับเธอกันแน่ เขาเย็นชาเกินไป ปากหนักเกินไป และหัวดื้อเกินไป จนบางครั้งไอ้ความเกินไปเหล่านี้มันอาจจะก่อตัวกลายเป็นทิฐิที่ทำให้เขาไม่รู้ใจตัวเอง

“ฉันไม่รู้” เขาตอบพร้อมกับถอนหายใจ คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันอย่างหนักราวกับคำถามที่ผมถามมันยากเหลือเกิน ทำให้ผมรู้ว่า ที่หมอนี่ตอบออกมาคือความจริง เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย

ผมถอนหายใจหนักๆ ออกมาบ้าง “เรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ล่ะนะ” ผมว่าพลางลุกขึ้น

“แต่นายก็คิดเอาเองแล้วกัน ถ้านายรักเธอ ก็ควรจะไปขอโทษเธอซะก่อนที่อะไรๆ มันจะสายเกินไป”

“...”

“แต่ถ้าไม่ได้รัก... ก็ปล่อยเธอไปเถอะ” พูดจบผมก็เดินออกมาจากโต๊ะ และกำลังจะเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อจ่ายเงินในส่วนของตัวเอง

“เดี๋ยวสิ” แต่แล้วเสียงเรียบที่เรียกไว้ ก็ทำให้ผมหยุดชะงัก

ผมหันกลับไปมองคนหน้าตายที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วท่าทางยุ่งยากใจ ผมกอดอกและรอดูว่าเขาจะเอายังไง เชนสบตาผมนิ่งๆ พักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา

มือเรียวยาวล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา และกดโทรออกหาใครบางคน ซึ่งผมไม่ต้องเดาเลยว่าปลายสายเป็นใคร ไม่นาน หมอนั่นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมอีกครั้ง ก่อนที่น้ำเสียงเรียบนิ่งแสนมีเสน่ห์นั่นจะเอ่ยลงไปในโทรศัพท์

“ขอโทษครับ”

ผมยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อได้ยินแบบนั้น ก็แค่นี้เอง ทำตัวเชื่อฟังก็เป็นเหมือนกันนี่

ท่าทางซื่อๆ ของคนตรงหน้าทำเอาผมอยากจะเดินเข้าไปขยี้หัวเขาแรงๆ สักทีให้หายหมั่นเขี้ยว แต่ด้วยความที่ตระหนักว่าเขาอายุมากกว่า (ถึงจะไม่ค่อยน่าเคารพเท่าไหร่ก็เถอะ) ทำให้ผมได้แค่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในร้าน ตอนแรกผมตั้งใจจะจ่ายเงินแค่ส่วนของผมเท่านั้น แต่เห็นแก่ที่วันนี้หมอนั่นทำตัวน่ารักดีหรอกนะ เอาเป็นว่าผมจะจ่ายในส่วนของเขาให้ด้วยแล้วกัน ถือเป็นการตอบแทนสำหรับครั้งก่อนๆ ที่เวลาผมมีปัญหา เขาก็มักจะมาได้จังหวะพอดี แถมยังเป็นเพื่อนคอยปลอบใจได้อย่างดีด้วย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 497 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1958 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 12:50
    ทำไมไม่เลิกก โอ๊ยยแต่น้องให้ทำอะไรก็ยอมทำอ่ะน่าร้ากกกก
    #1,958
    0
  2. #1888 Jibangrin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 16:09
    อะไรวะะะ โอ้ยยยยย ให้ตายเถอะะะ
    #1,888
    0
  3. #1858 mmamaexx (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 21:05
    อะไรวะเนี่ยยเห้ยยังหาทางให้รักกันไม่เจอเลยย
    #1,858
    0
  4. #1736 hh_9094 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 01:08
    เลิกๆๆๆๆๆๆ
    #1,736
    0
  5. #1715 Kim-kibom (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:16
    ทำเพราะตรีบอกรึป่าว
    #1,715
    0
  6. #1400 0949427132 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 18:43
    เชน นี่เคะเรอะ ไม่น้าาาา ToT
    #1,400
    0
  7. #1300 lk-czsoung (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 12:36
    ขำเชน 55555555555555555 น่าฟัดจริงๆเหลยยยย
    #1,300
    0
  8. #1120 Sweet Time (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 17:19
    ก็ถูกของเชนนะ 6555555
    #1,120
    0
  9. #895 pannjed . (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 14:32
    นี่พี่ซื่อหรือพี่... เห้อม 5555555555555
    #895
    0
  10. #114 prang-plft (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2557 / 17:59
    เชนมุ้งมิ้งเวอร์ ชอบตอนเชนพูดครับจังงงง
    สู้ๆนะะโอลีฟฟฟฟฟฟ
    #114
    0
  11. #96 StraWBerry_ImIn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 07:33
    อ๊าก
    เป็นอะไรที่ดูเย็นชามาก
    แต่ความจริงก็สำนึกผิดอยู่ข้างใน.. เป็นคนน่ารักมากเลยค่ะ ;v; 
    #96
    0
  12. #79 Black Rook (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มีนาคม 2557 / 21:21
    อะไรจะเย็นชาปานน้านนน
    แต่น่ารักกับตรีคนเดียวอะ > <
    #79
    0
  13. #67 ThePitch (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มีนาคม 2557 / 01:10
    -//- โอยยย
    อัลไลคือพี่เชนมุ้งมิ้งกร้ากกกกกกกกกกกก
    คือชอบบบ ชอบมากกกกกกก
    เชื่อฟังตรีด้วยอ้ะะ -//- พี่เชนซึนช่ายม้าาาา โอยยย
    ปริิ่มมม 555555555555555555555555555
    #67
    0
  14. #52 MonMaSand (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 11:50
    พ่อชื่อเชน=เ- แม่ชื่อตรี=ต. ลูกชื่อเต=เ+ต. น่ารักไปแล้วนะพี่เชนนนนน ><
    #52
    0
  15. #39 yume (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 03:05
    เราชอบคนจริงใจ555 ตรงจริงๆพี่เชนนี่
    #39
    0
  16. #38 Unli_Sky (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 00:13
    สนุกมากเลยค่าาาาา~ น่ารักฝุดๆ ถ้าเรื่องนี้มีตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม หนูจะกระโดดไปซื้อยันสำนักพิมพ์ 55555555 สู้ๆนะคะพี่โอลีฟ~
    #38
    0
  17. #36 Prang' (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2557 / 20:49
    เชนจะซื่อไปและนะ -3-
    เราก็อุตส่าห์หวังให้เชนเดินมากระชากตรีไปจูบ
    T T อันนี้เริ่มไม่เข้าเบ้าและ 555555555

    รออ่านตอนต่อไปน้าา
    เมื่อไหร่เชนกับตรีจะเคมีตรงกันสักที >/////<
    #36
    0
  18. #34 XyXear* (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2557 / 16:20
    ตรีไม่ควรบอกให้เขาคืนดีกันหรอกกกกกกก
    เมื่อไหร่หนูจะได้แอ้มพี่เขาลูก!!

    รู้สักตอนนี้บรรยายได้ไหลลื่นมากค่ะ อ่านเพลินดี...
    #34
    0
  19. #33 Prang' (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2557 / 11:46
    แมวววววววว
    ตรีเอาแมวมาเลี้ยง น่ารักกก > <

    ฉากต่อไปที่เชนเดินเข้ามาแล้วกระชากตรีไปจูบใช่ป่ะละไรเตอร์
    555555555555555555ผิดๆและ 

    รออ่านตอนต่อไปน้าาา
    #33
    0
  20. #31 XyXear* (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มีนาคม 2557 / 22:35
    อยากตีหัวซัน...
    ที่เชนนิ่งเพราะมีคนใหม่ในดวงใจรึเปล่าคร๊าาาา (เค้าเอง5555555555555555)
    #31
    0