[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 10 : 9 : ความเปลี่ยนแปลง [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 453 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

Calista εїз



9

ความเปลี่ยนแปลง

 

                หลายวันต่อมา

                วันนี้ผมตื่นตั้งสิบโมงกว่า เพราะดันละเมอกดปิดนาฬิกาปลุกซะงั้น อย่าว่าแต่กินข้าวเช้าเลยแม้แต่อาบน้ำยังแทบจะไม่ทันด้วยซ้ำ ผมเข้าห้องเรียนไปในสภาพกระเซอะกระเซิงแถมยังง่วงสุดๆ อีกต่างหาก ทั้งที่ก็นอนเยอะกว่าทุกวัน ผมเดินหาวออกมาจากห้องเรียนหลังจบคลาสแรก แต่ก็ยังเหลืออีกสองวิชาแน่ะ แถมตึกเรียนยังอยู่คนละโยชน์อีก

เฮ้อ ขี้เกียจขับรถชะมัด

                “กูอาศัยรถมึงไปด้วยนะไอ้ตรี” ไอ้เวสเดินมากอดคอผม ตอนเรียนอยู่ก็เห็นมันบ่นๆ อยู่ว่าเมื่อเช้ารถเสียจนต้องอาศัยเพื่อนคนอื่นมาเรียน

                “อือ เอาดิ” ผมตอบเนือยๆ พร้อมกับหาวอีกรอบ ทำไมถึงได้ง่วงขนาดนี้เนี่ย

                “พี่นิวไม่ต้องไปส่งฟ้าทุกที่ก็ได้นะคะ ฟ้าไปไหนมาไหนเองได้” ผมชะงักฝีเท้าลง เมื่อได้ยินเสียงหวานคุ้นหูของใครบางคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดมา

                “จะให้พี่ทิ้งฟ้าไว้ได้ไง พ่อแม่เราฝากเราไว้ให้พี่ดูแลนะ” เสียงทุ้มของใครอีกคนเอ่ยตอบ ก่อนที่ผมจะเห็นเจ้าของเสียง ซึ่งเป็นผู้หญิงร่างบางที่ผมคุ้นหน้าดี แต่อีกคน เป็นผู้ชายแว่นหนาท่าทางสุภาพที่ผมไม่รู้จัก

                ...ไหนหมอนั่นบอกว่า ฟ้าถูกพ่อกับแม่บังคับให้กลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปแล้วนี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

                “พี่นิวไม่ต้องสนใจคำพูดพ่อกับแม่ฟ้ามากก็ได้ค่ะ พวกท่านแค่พูดไปอย่างนั้นเองแหละ” ใบหน้าสวยกลอกตาราวกับไม่สบอารมณ์ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยิ้มละมุนและเอื้อมมือไปลูบผมเธอเบาๆ

                “เรานี่ดื้อไม่เปลี่ยนเลยน้า แบบนี้พี่เอาไปฟ้องคุณลุงกับคุณป้าดีมั้ย เผื่อท่านจะเปลี่ยนใจ แล้วพาเรากลับบ้าน”

                “อย่านะ...!” ร่างบางกำลังจะแย้งขึ้นมา แต่แล้วเธอก็หยุดชะงักไป เมื่อดวงตาสวยหวานหันมาสบตากับผมที่ยืนจ้องอยู่เข้า ท่าทางเธอดูอึ้งไปจนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับขมวดคิ้วและมองมาทางผมอย่างแปลกใจ

“มีอะไรหรือเปล่าฟ้า?” ผู้ชายแว่นหนาเตอะถาม แต่แทนที่จะตอบ ผู้หญิงคนนั้นกลับเดินมาทางผม ด้วยใบหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

                “ตะ...ตรี” เธอเรียกชื่อผมเบาๆ

                “ครับ” ผมยิ้มตอบ แม้จะรู้ตัวว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ไม่จริงใจเลยก็ตาม

                “มะ...มันไม่ได้มีอะไรอย่างที่นายคิดนะ พอดีว่า...”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” ผมขัดขึ้นก่อนที่เธอจะพูดจบ ท่าทางของผู้หญิงคนนี้ก็พอจะทำให้ผมเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร

“ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นหรอก” ผมยิ้มให้เธออีกรอบ ก่อนจะเดินผ่านมา ไอ้เวสป้าที่หยุดเดินพร้อมผม ก็เดินตามมาด้วยท่าทางงงๆ เหมือนกัน

“เดี๋ยวสิ” เสียงหวานเรียกเอาไว้ ผมจึงหยุดเดิน แต่ก็ไม่ได้หันกลับไป “ไม่ว่านายจะยุ่งหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ไม่มีผลอะไรหรอก...”

“...”

                “เพราะเชนเขารู้เรื่องนี้แล้ว...” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ไม่นานผมก็หันกลับไปยิ้มให้ใบหน้าสวยหวานที่เจือไปด้วยความกังวลของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนกับเพื่อนร่วมห้องของผม

                “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะครับ”

                คราวนี้ผมเดินจากมาโดยที่ไม่มีใครรั้งเอาไว้อีก ไอ้เวสเอ่ยปากถามทันทีที่เราเดินพ้นจากรัศมีการได้ยินของสองคนนั้นว่าผมไปรู้จักอดีตดาวคณะวิศวะฯ อย่างฟ้าได้ยังไง แต่ผมก็ตอบแบบขอไปทีเพราะขี้เกียจเล่า และอีกอย่าง ความคิดของผมก็มีแต่คำพูดของผู้หญิงคนนั้นวนไปวนมาอยู่

                หมอนั่นรู้เรื่องนี้แล้วงั้นเหรอ?

รู้ยังไง รู้ว่าแฟนแอบมีผู้ชายคนอื่นหรือว่าอะไร?  

แล้วเขาไม่ว่าอะไรบ้างเหรอ หลายวันมานี้เขาก็ดูปกติดีนี่ ไม่ได้มีท่าทีว่าทะเลาะกับแฟนหรือจับได้ว่าแฟนนอกใจเลยสักนิด นี่มันยังไงกันแน่เนี่ย ไม่เห็นจะเข้าใจเลย

 

                06.23 P.M.

                ถึงผมจะไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเท่าไหร่ แถมยังบอกผู้หญิงคนนั้นไว้แล้วด้วยว่าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่... มันก็อดสงสัยไม่ได้นี่หว่า

                ผมแทบไม่เป็นอันเรียนเลย เมื่อในหัวมีแต่คำถามว่า ตกลงหมอนั่นรู้เรื่องที่แฟนแอบคบซ้อนแล้วหรือยังไง ผมพยายามคิดข้อสันนิษฐานอื่นนะ แต่มันก็ไม่เข้าท่าเลยสักความคิด ผมคิดด้วยซ้ำว่าหมอนั่นจะใจดีถึงขนาดยอมให้แฟนตัวเองคบคนอื่นไปพร้อมกันได้ ซึ่งนั่นมันเป็นอะไรที่โคตรงี่เง่าเลย คนอย่างเขาไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นหรอก

                และเพราะความสงสัยที่มีมากเกินไป ทำให้ผมตัดสินใจแล้วว่า พอกลับมาถึงหอ ผมจะถามเชนให้รู้เรื่องให้ได้

                แกรก

                ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับคิดว่าควรจะเริ่มด้วยคำถามแบบไหนดี แต่ทันทีที่ประตูเปิดออกผมก็ต้องเบิกตากว้างกับภาพที่เห็น

                ฉ่าา!!

                “โอ๊ย!

                “เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ” ผมถามด้วยความตกใจ ก่อนจะโยนข้าวของไว้บนเตียง และวิ่งเข้าไปหาร่างสูงที่ยกตะหลิวขึ้นมาป้องกันตัวจากน้ำมันเดือดจัดที่ปะทุขึ้นมาอย่างกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด

                ผมดับเตาที่ถูกเปิดในระดับแรงสุด ก่อนจะแย่งตะหลิวจากมือของร่างสูงมาตักซากไข่เจียวไหม้ๆ ออกจากกระทะใส่จานที่วางอยู่ข้างเตา โดยไม่สนใจน้ำมันที่ปะทุออกมาลวกแขนตัวเองเลยสักนิด พอเหตุการณ์ระทึกขวัญสงบลงแล้ว ผมก็หันมาขมวดคิ้วใส่ร่างสูงที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่

“ทำบ้าอะไรของนายวะ” ผมเอ็ด เมื่อกี้ผมเห็นคาตาเลย ตอนที่หมอนี่สาด (เขาสาดจริงๆ นะ) ไข่เจียวลงไปในกระทะที่มีเสียงน้ำมันเดือดปุดๆ ทำให้มันปะทุออกมาเป็นน้ำมันคลั่งอย่างที่เห็น แถมไฟที่แรงเกินไปก็ทำให้ไข่ไหม้แทบจะทันทีที่ลงกระทะไปด้วยซ้ำ

“ก็... หิว” ร่างสูงตอบสั้นๆ พลางเกาคางเก้อๆ ผมถอนหายใจด้วยความระอา ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อไล่กลิ่นไหม้  

“แล้วทำไมไม่ออกไปซื้อกินเล่า เซเว่นก็อยู่ไม่ไกลซะหน่อย” ผมบอก และหันมามองซากไข่เจียวไหม้ๆ ที่ดูยังไงก็ไม่มีทางกินได้ที่อยู่ในจาน

“ขี้เกียจ” ตอบสั้นๆ พลางลูบแขนกำยำที่มีรอยแดงเป็นจ้ำๆ จากการถูกน้ำมันลวกไปมา

คงจะแสบไม่น้อยเลยสินั่น

“เป็นไงล่ะ ผลจากความขี้เกียจ” ผมเบ้หน้า แล้วเดินไปเปิดตู้เย็น และหยิบน้ำแข็งหลอดก้อนเล็กที่มีอยู่ในตู้วางไว้บนผ้าเช็ดหน้า และเดินกลับไปหาหมอนั่นอีกรอบ

“เอาแขนมา” ร่างสูงยื่นแขนมาออกมาตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ผมจัดการประคบเย็นลงบนจุดแดงๆ ที่เกิดจากน้ำมันลวกพวกนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเนียนใสของคนที่ยังคงเอาแต่ยืนนิ่งอยู่

“โดนลวกหน้าหรือเปล่า” ผมกวาดสายตามองทั่วใบหน้า และพบว่ามันไม่ได้มีรอยแดงอะไร

                ก็ดีแล้วล่ะนะ ถ้าหน้ามาเสียโฉมเพราะโดนน้ำมันเจียวไข่กระเด็นใส่นี่ คงไม่มีใครสงสารหรอก

                “นายนี่...” ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียงทุ้มที่ขมวดคิ้วมองผมด้วยสีหน้าอ่านยาก “เหมือนแม่จริงๆ” แต่คำพูดต่อมาของเขาก็ทำเอาผมอยากจะเอาน้ำแข็งฟาดปากคนตรงหน้าสักที

                “ไปหายาไป กล่องพยาบาลอยู่ในลิ้นชักข้างเตียงน่ะ” ผมถอยออกห่างจากร่างสูงเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ใกล้เกินไปแล้ว ก่อนจะไล่เขาออกไปจากโซนครัวนี่ และเริ่มเก็บกวาดสิ่งที่คนตัวโตทำเละเทะไว้ นี่เจียวไข่หรือมีใครเอาระเบิดมาปาวะ ทำไมมันถึงได้เละขนาดนี้เนี่ย

                แต่แทนที่จะออกไปหายาทาตามที่ผมบอก ร่างสูงกลับเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าห่อน้ำแข็งที่ผมวางเอาไว้บนเคาน์เตอร์ขึ้นมา แล้วขมวดคิ้วนิดๆ

                “มันต้องประคบเบาๆ ใช่มั้ย” เขาถาม ในขณะที่ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

                “จะประคบตรงไหน ฉันว่าฉันก็ประคบให้แล้วนี่ นายไปหายาทาได้แล้ว” ผมบอก และพยายามไล่เขาอีกรอบ แต่คนตรงหน้ากลับยังคงยืนนิ่ง

                “ยัง ยังประคบไม่เสร็จ” เขาบอก

                “ตรงหนะ...!” ผมชะงักไปทันที ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือหนาคว้าเข้ามาที่แขนผมโดยไม่ทันตั้งตัว “ฮะ...เฮ้ย ไม่ต้อง” ผมค้าน และถอยห่างออกมา อยู่ๆ หัวใจก็เต้นตึกตักจนผมทำตัวไม่ถูก

                แต่ร่างสูงกลับขมวดคิ้วมองผมเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็กดื้อ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา “อย่าดื้อน่า แม่เจ้าเต”   

                ไม่รอให้ผมได้แย้งอะไร มือหนาก็ดึงมือผมให้ยื่นออกไปอีกรอบ แถมคราวนี้จับไว้แน่นจนผมดึงหนีไม่ได้อีก ผมเลยจำต้องปล่อยให้เขาเอาน้ำแข็งประคบตามจุดแดงๆ บนแขนของผมที่เพิ่งโดนน้ำมันลวกมาเช่นกัน ใบหน้าเรียวก้มลงมาจนแทบจะสิงลงไปในแขนของผมอยู่แล้ว แถมคิ้วเข้มยังชนกันจนแทบจะขมวดเป็นปมอยู่กลางหน้าผากอีกต่างหาก

ผมมองใบหน้าตั้งใจจนดูเป็นเคร่งเครียดของคนตรงหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมา จนเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามอง แต่แทนที่จะถามว่าผมขำอะไร เสียงทุ้มกลับถามอีกคำถามหนึ่งแทน

                “เจ็บมั้ย” ผมส่ายหน้า ก่อนจะดึงแขนตัวเองกลับมาเพราะเขาเริ่มคลายมือที่จับไว้แล้ว

                “ฉันไม่เป็นไรหรอก โดนจนชินแล้ว แค่นี้ไม่ระคายเคืองผิวเลยสักนิด” ผมถอยห่างออกมาอีกก้าว ก่อนจะออกปากไล่คนตรงหน้าเป็นครั้งที่สาม

                “นายไปทายาเถอะ ก่อนที่มันจะพอง เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน” ผมบอก คราวนี้ร่างสูงพยักหน้า ก่อนจะเดินไปหายที่กล่องพยาบาลตามที่ผมบอก

                ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไข่สองฟองออกมาจากตู้เย็น ผมมักจะมีอาหารสดเตรียมไว้ในตู้เย็นอยู่เสมอเพราะชอบทำอาหารกินเอง แถมวันนี้ผมไม่ต้องไปเล่นดนตรีที่ร้านด้วย ยังไงผมก็ต้องลงมือทำอาหารเย็นอยู่แล้ว

                ผมหยิบวัตถุดิบอีกสองสามอย่างเพื่อทำอย่างอื่นนอกจากไข่เจียว แต่ในขณะที่กำลังจะเตรียมอาหาร สายตาผมก็เหลือบไปเห็นหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์เข้า ผมเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัยนิดหน่อย ก่อนจะเดินไปเปิดดูและพบว่าข้างในมีข้าวสารที่แช่น้ำอยู่เรียบร้อย แต่แน่นอนว่ามันไม่มีทางสุก ผมมองไปยังร่างสูงที่กำลังแกล้งเอายาหลอดเล็กๆ ไปอังจมูกเจ้าเตเล่นด้วยใบหน้านิ่งสนิท แล้วอดถอนหายใจออกมาอีกรอบไม่ได้ จริงๆ ผมอยากจะถอนหายใจให้กับความไม่เอาไหนของหมอนั่นอีกสักร้อยๆ ครั้งให้เขาได้ยินเลยด้วยซ้ำ

                ให้ตาย คนบ้าอะไร หุงข้าวแต่ไม่เสียบปลั๊ก คงจะได้กินหรอกนะชาตินี้

 

                เวลาผ่านไป

                หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ผมก็ไปอาบน้ำและทายาที่แขนของตัวเองบ้าง ผมไม่ได้โดนเยอะด้วยแหละ มันเลยไม่สาหัสอะไร ผมเดินไปเปิดตู้เย็นหาน้ำกินพร้อมกับเช็ดผมที่เปียกของตัวเองไปด้วย แต่อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจากคนที่นั่งเล่นกีตาร์อยู่ข้างเตียง

                “หัวเราะอะไร” ผมขมวดคิ้วถาม เกลียดจริงๆ นะเวลาที่หมอนี่หัวเราะหรือแสยะยิ้มโดยไม่มีเหตุผลเนี่ย

                “เปล่า” ว่าพลางยักไหล่ และทำท่าจะก้มหน้าเล่นกีตาร์ต่อ แต่ผมก็ยืนกอดอกมองอย่างไม่ยอมปล่อยผ่าน จนร่างสูงต้องเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบ แต่คราวนี้เขากลับมองด้วยสายตาแปลกๆ เล่นเอาผมทำหน้าไม่ถูกเลย

                “คิดว่าจะผอมกว่านี้ซะอีก” ประโยคสั้นๆ ที่ออกมาจากปากหมอนั่นทำให้ผมถึงกับอ้าปากค้าง และมองร่างกายของตัวเองที่กำลังเปลือยท่อนบนอยู่

                ใช่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปลือยท่อนบนต่อหน้าเขา เพราะผมรู้สึกรำคาญมากจริงๆ ที่ต้องแต่งตัวเต็มทุกครั้งที่อาบน้ำเสร็จ แถมการใส่เสื้อหลังสระผมทันที มันก็ทำให้เสื้อของผมเปียก จนบางครั้งต้องถอดเปลี่ยนตัวใหม่เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นผมเลยตัดสินใจว่าต่อไปนี้ผมจะไม่แคร์แล้ว ผมจะทำอะไรก็ทำ อยากใส่แค่บ็อกเซอร์แค่ตัวเดียวมันก็เรื่องของผม ก็นี่มันห้องผมนี่

                แต่ดูสายตาหมอนั่นดิ แถมยังคำพูดร้ายกาจนั่นอีก!

                “นายว่าฉันอ้วนเหรอ” ผมโวย คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความข้องใจ

                “เปล่านี่” ตอบพลางก้มหน้าเล่นกีตาร์อย่างไม่สนใจ

                “แล้วที่พูดหมายความว่าไงวะ” ไม่ผอมมันก็แปลว่าอ้วนไม่ใช่เรอะ

                จริงอยู่ว่าช่วงหลังๆ มานี้ ผมยุ่งมาก และแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย ทำให้ไอ้แพ็คที่เคยมีมันก็ค่อยๆ หายไป แต่ก็ไม่ถึงกับอ้วนซะหน่อยนี่หว่า

                “ก็นึกว่าจะผอมกว่านี้” คนกวนประสาทพูดประโยคเดิมออกมาโดยไม่เงยหน้ามองผมเลยสักนิด

                ผมได้แต่สบถพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อในตู้มาใส่ เออ ใส่เต็มตลอดก็ได้วะ ต่อไปนี้ต่อให้ผมเปียกจนโชกจนเสื้อชุ่มไปทั้งตัวผมก็จะไม่ถอดเสื้อต่อหน้าหมอนี่อีกเด็ดขาดเลย

                “ฮืม...” แต่ขณะที่ผมกำลังก่นด่าคนกวนประสาทอยู่ในใจ เจ้าตัวกลับฮัมเพลงแปลกๆ ออกมา ผมหันกลับไปมองก็พบว่าเขากำลังดีดกีตาร์เบาๆ และเขียนโน๊ตลงในสมุดที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยท่าทางตั้งใจ

                “แต่งเพลงอยู่เหรอ” ผมถาม และเดินไปนั่งบนเตียง

                “อือ” ร่างสูงตอบสั้นๆ ก่อนจะเกากีตาร์ และฮัมเพลงออกมาเบาๆ อีก

                ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยได้ยินเขาร้องเพลงหรอกนะ (เขาเป็นคอรัสของวงเลยล่ะ) แต่ก็ไม่คิดว่าจะแต่งเพลงอะไรกับเขาเป็นด้วย

                “แต่งเป็นด้วยเหรอ” ผมอดถามไม่ได้ ร้อยวันพันปีผมไม่เห็นเขาแต่งเพลงเองเลยนะ ปกติก็เห็นเล่นแต่เพลงของนักร้องดังๆ นี่นา

                “กำลังลองดู” เขาตอบ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมเป็นเชิงรำคาญ ผมเลยเงียบไป ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ลองดูก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งเป็นสินะ

                “ฮืม...” ผมหลับตาฟังเสียงฮัมเพลงเบาๆ ของคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล ทำนองเพลงมันฟังดูหวานกว่าเพลงร็อคหนักๆ ที่เขาเคยเล่นทำให้ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย

                “เพลงรักเหรอ” ผมตะแคงตัวไปทางที่หมอนั่นนั่งอยู่ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันหน้ามาสบตา ก่อนจะยักไหล่ ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกันจนต้องถอยออกมา

                “ยากชะมัด” สบตาได้ไม่นาน เขาก็เบือนหน้ากลับไปก่อนจะเอนหัวพิงลิ้นชักที่อยู่ด้านหลัง

                “แต่งไปทำไม” ผมเลิกคิ้ว มีบางครั้งที่ผมแต่งเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าเคร่งเครียดขนาดนี้

                “กะว่าจะลงประกวด” เขาตอบสั้นๆ และก้มหน้าลงดีดกีตาร์ในมืออีกรอบ ผมมองสีหน้าเคร่งเครียดของเขาก่อนจะหัวเราะเบาๆ

                “จะแต่งเพลงมันต้องทำใจให้สบายๆ แล้วปล่อยให้ทำนองมาตามฟีลดิ จะไปเครียดทำไม” ผมบอก ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเจ้าเตที่กระโดดขึ้นมานอนบนเตียงข้างๆ ผมพอดี “เนอะเจ้าเต” ผมถามความเห็น แต่เจ้าตัวเล็ก (ที่ตอนนี้เริ่มไม่เล็กแล้ว) ก็เอาแต่ขดตัวนอน ไม่สนใจผมสักนิด

เออ ฉันไม่ใช่พ่อแกนี่

                “ก็อยากแต่งให้เสร็จเร็วๆ มันใกล้จะถึงวันแล้ว” เจ้าของเสียงทุ้มตอบ ผมเลยหันกลับไปคุยกับเขาต่อ

                “เขาให้แต่งเพลงเองเหรอ”

                “อืมเพลงช้าหนึ่งกับเพลงเร็วหนึ่ง เพลงเร็วไอ้เตอร์มันแต่งไว้แล้ว แต่เพลงช้านี่สิ” เขาถอนหายใจเบาๆ ท่าทางกลุ้มใจไม่น้อยทีเดียว

                “จำเป็นต้องเป็นเพลงรักด้วย?” ผมถามต่อ หมอนั่นส่ายหน้า

                “ก็ไม่ต้องหรอก” เขาตอบพลางหันหน้ามามองผม “ก็แค่... คิดว่าถ้าเป็นเพลงรักได้ก็คงจะดี” คำตอบของคนตรงหน้าทำให้ผมถึงกับชะงักไป

ผู้ชายอย่างเรา จะพยายามแต่งเพลงรักไปทำไมล่ะ... ถ้าไม่ใช่เพื่อให้กับคนที่เรารัก

                “แต่งให้ฟ้าเหรอ” ผมถามออกไปโดยที่ตัวเองไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำ เชนหันมาเลิกคิ้วมองผม เหมือนตกใจนิดหน่อย ก่อนจะหันกลับไป และยิ้มมุมปากออกมาแวบหนึ่ง

                “อืม” เขาตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้าดีดกีตาร์ต่อ แม้มันจะเป็นคอร์ดเดิมวนไปวนมาเหมือนเขาคิดอะไรไม่ออกก็ตาม

                ท่าทางแบบนั้น ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเมื่อกลางวันขึ้นมา...

               

เชนเขารู้เรื่องนี้แล้ว...

               

                อา ผมอุตส่าห์ลืมมันไปแล้วนะ ทำไมหมอนี่ต้องทำให้ต่อมอยากรู้อยากเห็นของผมทำงานขึ้นมาด้วยเนี่ย ให้ตายสิ

                ผมมองหน้าของคนที่กำลังขมวดคิ้วคิดทำนองเพลงรักอย่างจริงจัง พร้อมกับคำถามที่ยังค้างคาใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะถามออกมาดีหรือเปล่า ผมจ้องเขานิ่งนานจนกระทั้งเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันกลับมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เหมือนจะตั้งคำถามว่าผมมองเขาทำไม ผมจึงถอนหายใจหนักๆ ออกมา ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย

                “มีอะไรหรือไง” ท่าทางของผมทำให้เสียงทุ้มเอ่ยถามเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์

                ผมเงียบไปสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง “นายรู้จักคนที่ชื่อนิวหรือเปล่า” ในที่สุดก็ทนความอยากรู้ของตัวเองไม่ไหวจนได้

                “นิวไหน” ร่างสูงขมวดคิ้ว

                “นิวที่เป็นผู้ชาย ตัวสูงๆ ใส่แว่น...” ผมตอบพลางนึกภาพของผู้ชายที่ผมเพิ่งเจอไปเมื่อกลางวัน “แล้วก็ดูเหมือนจะสนิทกับฟ้า” ผมบอกออกไปแบบนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผมไม่ควรเอ่ยชื่อฟ้าออกไป

                เวรแล้วไงไอ้ตรี พูดอะไรไม่คิดอีกแล้ว!

                ผมมองหน้าเชน และรอลุ้นปฏิกิริยาของเขา รู้สึกหวั่นใจเล็กๆ เมื่อคนตรงหน้าขมวดคิ้ว และมองมาที่ผมด้วยความแปลกใจ “พี่ชายข้างบ้านของฟ้าน่ะเหรอ?”

                “ฮะ” แต่ประโยคต่อมาของหมอนี่ก็ทำให้ผมถึงกับเหวอ “พี่ชายข้างบ้าน?”

                “อืม” เขาพยักหน้า “เห็นว่ารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ฟ้าไว้ใจมาก ก็เลยฝากดูแล เพราะพี่เขาเองก็เรียนนิติศาสตร์อยู่ที่นี่เหมือนกัน”

                “...” ผมเงียบไป ไม่รู้จะพูดยังไง

พี่ชายข้างบ้านงั้นเหรอ?

                “ที่พ่อแม่ยัยนั่นยอมให้เรียนซัมเมอร์ได้ก็เพราะหมอนั่นเรียนด้วย แถมยังรับปากว่าจะเป็นไม้กันหมาคอยกันฉันไว้ให้อีก หึ ตลกชะมัด ทั้งๆ ที่ฉันเป็นแฟนแท้ๆ” เขาแสยะยิ้ม แม้แววตาจะไม่ได้ยิ้มไปด้วยก็ตาม

                “แล้วนายจะทำยังไง” ผมถาม รู้สึกกลุ้มใจแทนจริงๆ ถ้าเป็นปัญหาอื่นมันคงจะแก้ง่ายกว่านี้ แต่นี่หมอนี่กำลังถูกกีดกันจากพ่อแม่ของแฟนตัวเอง เป็นผมคงจะจนปัญญาไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ

                “ก็ไม่เห็นต้องทำไง” ว่าพลางยักไหล่ และวางกีตาร์ลง “ถึงไม่เจอ ก็ยังโทรคุยกันได้ เฟสไทม์กันได้ นี่มันสมัยไหนแล้ว” เขาพูดติดตลก พลางหันมายิ้มมุมปากใส่ผม

                “แล้วก็นะ หมอนั่นคงกีดกันได้ไม่นานหรอก พอเปิดเทอมยังไงฉันกับฟ้าก็ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว เผลอๆ ฉันได้อยู่กับฟ้ามากกว่าไอ้พี่นิวอะไรนั่นเสียอีก”

                ผมมองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจความคิดเขาสักเท่าไหร่ ทำไมถึงได้คิดอะไรง่ายๆ แบบนี้นะ แล้วถ้าเกิดระหว่างที่ไม่เจอกัน ความรักของฟ้ากับหมอนี่ ถูกผู้ชายคนนั้นแทรกกลางขึ้นมาจะทำยังไง ถึงดูท่าทางเขาจะไม่ค่อยแคร์อะไรก็เถอะ แต่ผมรู้นะว่าเชนเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรโดยสิ้นเชิง ถึงจะทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่การกระทำบางอย่างของหมอนี่ ก็บ่งบอกว่าเขากำลังพยายามอยู่

                “ช่วงนี้ฉันไม่เห็นนายสูบบุหรี่เลยนะ” ผมถามขึ้นมาเมื่อเห็นเขาหยิบกล่องใส่หมากฝรั่งขึ้นมา ใช่ ความพยายามของหมอนี่ที่ผมหมายถึง ก็คือเรื่องนี้แหละ

                หลายวันมานี้ผมไม่เห็นเขาสูบบุหรี่ต่อหน้าเลย จริงอยู่ที่ผมไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา แต่ผมลองสังเกตดูแล้ว ไม่ว่าจะในที่เขี่ยบุหรี่ หรือตรงระเบียงที่เขาน่าจะออกไปสูบ กลับไม่มีก้นบุหรี่ยี่ห้อแพงที่ผมคุ้นตาเลยสักมวน แถมตอนที่เขาออกไปซ้อมดนตรี ผมก็เห็นกล่องบุหรี่ของเขาวางทิ้งไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือด้วย ผมคิดว่าจะถามเขาหลายรอบแล้ว แต่ตอนนี้ผมพอจะเข้าใจความหมายของมันแล้วล่ะ

                “อืม” ร่างสูงตอบสั้นๆ โดยที่ยังเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่

                “ทำไมล่ะ” คราวนี้คนตรงหน้าหันมาขมวดคิ้วมองผมอย่างแปลกใจที่ผมถาม

                “ไม่ดีหรือไง ไหนนายเคยบอกว่าไม่ชอบกลิ่นบุหรี่นี่” เขาแสยะยิ้มนิดๆ

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ผมรู้นะว่าเหตุผลจริงๆ มันคืออะไร

                “นายเลิกเพราะฟ้าเหรอ” ผมถามต่อ คนตรงหน้าเลยขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ก่อนจะตอบเบาๆ

                “ก็แค่อยากลองดู ว่าจะเลิกได้หรือเปล่า” เขาตอบอย่างเบี่ยงประเด็นพลางเกาคางเก้อๆ

                หมอนี่กำลังพยายามอยู่จริงๆ สินะ 

                “ถ้าเลิกได้ นายจะทำยังไงต่อ”

                เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองผมพลางทำท่าครุ่นคิด “ก็คง... เข้าไปคุยกับพ่อแม่ยัยนั่นอีกครั้งล่ะมั้ง”

ผมมองคนตรงหน้าที่ยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเลื่อนตัวลงนอนอีกรอบ ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ผมรู้สึกดีนะที่เขาจะทำอะไรดีๆ เพื่อคนรัก

แต่... ไม่รู้สิ อีกใจผมก็รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่

“ถ้างั้นก็พยายามเข้าแล้วกัน”

ผมบอกสั้นๆ ก่อนจะพลิกตัวไปอีกด้าน และจบบทสนทนาด้วยการหลับตาลง ในใจของผมภาวนาอย่าให้ความพยายามที่เขาทำมันสูญเปล่า อย่าให้ข้อสันนิษฐานที่ไม่ดีของผม มันเป็นความจริงขึ้นมา  

ไม่อย่างนั้น ผมคงแอบรู้สึกผิดไม่น้อย ...ที่ครั้งหนึ่งผมเองก็เคยบอกให้เขาแคร์ผู้หญิงคนนั้น



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 453 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1961 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 13:36
    ที่เลิกบุหรี่นี่เพราะฟ้าหรือเพราะน้องเอ่ยยย
    #1,961
    0
  2. #1890 Jibangrin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 16:47
    อู้วววววววว
    #1,890
    0
  3. #1873 Beom_0601 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 17:53
    บางทีอยู่แบบไม่รู้เรื่องจะดีมากกับตัวเองนะตรี
    #1,873
    0
  4. #1798 phrphimlx7 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 00:44
    ตรีเริ่มมีใจเเล้วววว
    #1,798
    0
  5. #1739 hh_9094 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 09:15
    ยังไม่มีแววจะชอบกันเลย ตรีเจอแค่คนมีแฟน พี่เชนนี่ก็งงๆไม่รู้พี่แกรักแฟนหรือเปล่า
    #1,739
    0
  6. #1592 _Rungruedee_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 17:55
    ทำไมตรีต้องเจอเเต่คนที่มีเเฟนอยู่เเล้วอะ
    #1,592
    0
  7. #1478 pommys (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:55
    ทำไมรู้สึกว่าเวลาเชนอยู่กับตรี แล้วเชนออกจะดูสาวอ่ะ
    #1,478
    0
  8. #1123 Sweet Time (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 17:50
    เลิกเลย เลิกเลยยย เลิกกกกก
    #1,123
    0
  9. #899 pannjed . (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 15:39
    มีการน้อยใจเจ้าเตด้วย 5555555555555
    #899
    0
  10. #242 mybookworm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มีนาคม 2559 / 16:09
    ตรีนายเอกเกิ้นนน=[]=;;
    อยากรู้จังว่านายเชนจะบอกรักกับตรียังไง คงให้เจ้าเตเป็นพ่อสื่อแน่นอนนนน
    #242
    0
  11. #179 SodaN+N (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 12:21
    เริ่มหวานเบาๆๆ ^0^
    #179
    0
  12. #117 prang-plft (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มีนาคม 2557 / 19:02
    อยากอ่านตอนที่ขอคบจุงเบยยยยยย
    รออออออออ รอตอนถัดไปอยู่นะค้าาาาา
    สู้ๆนะพี่โอลีฟ ^^
    #117
    0
  13. #110 pooddleboy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มีนาคม 2557 / 14:16
    สรุปที่เชนจริงจังกับฟ้าเพราะรักหรือเพราะตรีกันแน่
    เหมือจะเห็นแววกลัวเมียมาแต่ไกลเชียว555++

    ปล.ทีฟ้าขอร้องแทบตายทำไมเชนไม่ทำแต่อเป็นตรีกลับเชื่องซะ
    เหมือนจะเริ่มรักกันแต่ไม่รู้ตัวทั้งสองคนรึป่าว
    #110
    0
  14. #109 Prang' (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 21:17
    มาม่าเริ่มโชยมาและ 

    แต่ก็เชียร์ให้เชนเลิกกับฟ้าเลยอยู่นะ 55555
    มาชอบแม่เจ้าเตอีกกว่าเนาะ ฮิฮิ 
    > <
     

    #109
    0
  15. #108 (เร้นลับ) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 20:17
    ปมมาม่าโชยมา ตะหงิดๆ แล่ววววววววววววววววววววว
    ยัยฟ้าคะ อย่ามาทำบรรยากาศมุ้งมิ้งระหว่างพ่อแม่เจ้าเตฝืดเคืองซิยะ
    #108
    0
  16. #106 yingsdu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 18:52
    เริ่มเกลียดยัยฟ้าและ อย่ามาทำให้ตรีของชั้นเสียใจ คิดมากนะย่ะ !!!!
    #106
    0
  17. #105 Zizo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 16:32
    แม่เต น่ารักอ่ะ มาต่อเรวๆน่ะค่ะ
    #105
    0
  18. #104 XyXear* (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 13:25
    ที่เชนบอกว่าตรีเหมือนแม่...

    แม่ทูลหัวอ่ะป่าวววว แอร๊ยยยยยย

    น่ารักค่ะ รอตามๆ เมื่อไหร่จะรักกันน้า
    #104
    0
  19. #103 kenumber (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2557 / 01:18
    ติดตามอยู่น้าาาาา
    พี่เชน เธอมีอะไรๆแล้วน้ะ?
    สนุกมากเรื่องนี้ติดตามค้ะ >.<
    #103
    0
  20. #99 yingsdu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 11:43
    พี่เชนยังคงคอนเซ็ปต์มุ้งมิ้งเหมือนเดิม 
    แอร๊ยยย อ่านแล้วเขิลเลออะ รออ่านๆนะคะ :D
    #99
    0