Nothingness Phantasy

ตอนที่ 4 : [บทที่ 3] สิ่งแปลกปลอม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ส.ค. 55


[บทที่ 3] สิ่งแปลกปลอม

 

 

 

 

 

เวลาอยู่ตัวคนเดียวเธอ...รู้สึกโดดเดี่ยว ไหม


 

ไม่ครับ


 

เวลาไม่มีใครอยู่ข้างๆ เธอ...รู้สึกเหงา ไหม


 

ไม่ครับ


 

เวลาคนสำคัญที่สุดกำลังจะจากไป เธอ...รู้สึกเสียใจไหม


 

ไม่ครับ...



ผมไม่รู้สึกอะไรเลย

 

 

            ท่ามกลางผืนป่าในชนบทอันแสนห่างไกล หากลองมองผ่านหมู่แมกไม้รกชัฏที่ปกคลุมอาณาเขตกว้างขวางแห่งนี้ไปสุดลูกหูลูกตา ลึกเข้าไปข้างในป่าดงดิบร้อนชื้น ณ บริเวณใจกลางของภาพวาดสีเขียวอ่อนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยจิตรกรรมเอกชื่อก้องโลกนามว่า

 

ธรรมชาติ

 

ที่แห่งนั้นปรากฏกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เดียวดายตัดขาดความเจริญรุ่งเรืองจากเมืองน้อยใหญ่ภายนอกอย่างสิ้นเชิง

 

โดดเดี่ยว...แต่กลับให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวายิ่งกว่าสถานที่ไหนๆ

 

กระแสลมเย็นสดชื่นที่คอยพัดผ่านอาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่นำพามนต์เสน่ห์แห่งชีวิตมาสู่ที่แห่งนี้ แต่หากว่าไร้ซึ่งบรรดาพฤกษาเขียวขจีและลำธารที่เป็นต้นกำเนิดของธรรมชาติแล้วละก็ มันคงเป็นได้แค่เพียง

 

            สายลมที่ว่างเปล่า

 

            แสงสว่างที่เกิดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดส่งผลให้เด็กหนุ่มต้องยกมือขึ้นมาบังมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผิวบางเริ่มสัมผัสไออุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือทั้งสองข้างบ่งบอกว่าที่มาของแสงนั้นคือ

 

            ดวงอาทิตย์

 

            เด็กหนุ่มค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ นัยน์สีดำสนิทก็เริ่มจะรับรู้สิ่งต่างๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

            ห้องสี่เหลี่ยมลักษณะไม่คุ้นตา สิ่งของเครื่องใช้ทำจากไม้รูปทรงประหลาดดูไม่เหมือนกับบ้านที่เขาเคยอยู่เลยสักนิด ทั้งกลิ่นพืชพรรณธรรมชาติที่ลอยเข้ามากระทบกับจมูก ยิ่งช่วยบอกได้เป็นอย่างดีว่าที่นี่ ไม่ใช่เมืองที่เขาอาศัยอยู่อย่างแน่นอน

 

ผืนป่าเขียวชอุ่ม อาจจะเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากที่ๆ เขาอาศัยอยู่

 

            เมืองขนาดใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

 

            เทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้พลังงานจากสิ่งแวดล้อมในการพัฒนา

 

            ‘ความเจริญรุ่งเรืองที่แลกมาด้วยธรรมชาติ

  

            ทั้งหมดคือโลกแห่งความจริงอันแสนโหดร้าย วัฏจักรที่คุณแก้ไขอะไรไม่ได้นอกจากจำใจยอมรับมัน

 

            ใช่...ปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องช่วยกันดูแลรักษา แต่ตอนนี้ปัญหาที่จำเป็นจะต้องได้รับแก้ไขอย่างเร่งด่วนยิ่งกว่านั้นก็คือ...

 

ตกลงว่าผมอยู่ที่ไหนนะ

 

 

            ร่างสูงจับกระทะสีดำอย่างทะมัดทะแมง สะบัดมันขึ้นเป็นจังหวะด้วยท่วงท่าที่งดงาม เรือนผมสั้นสีน้ำตาลดูเปล่งประกายท่ามกลางเปลวไฟที่กำลังลุกโชน เหงื่อที่ผุดขึ้นตามผิวหนังของชายผู้นั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ผลงานบนกระทะเหล็กที่เขาใช้แรงกายและแรงใจในการสร้างสรรค์ขึ้นกำลังจะเสร็จเรียบร้อยในที่สุด

 

            “ฉันบอกนายไปตั้งหลายรอบแล้วไง แซ็ค” สาวน้อยร่างเล็กพยายามเขย่งตัว ชะโงกศีรษะให้สูงกว่าโต๊ะขนาดยาวที่อยู่ตรงหน้า ในขณะที่ปากของเธอก็พร่ำพูดออกมาว่า “หมอนี่น่ะโดน ‘เรกกะ’ แทงทะลุหน้าอกแต่มันกลับไม่เป็นอะไรเลย

 

            “ครับๆ คุณหนูโซล” เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงตอบปัดๆ ในขณะที่มือทั้งสองข้างของเขากำลังสาละวนกับอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างขะมักเขม้น 

 

            เห็นอีกฝ่ายตอบกลับมาแบบขอไปที เจ้าตัวจึงทำหน้าบูดบึ้งพร้อมกับส่งเสียงขัดขึ้นมาอีกครั้งว่า “หน้าตานายเหมือนคนที่เชื่อฉันมากเลยงั้นสิ...

 

           “แค่กๆ...

 

ชายหนุ่มกระแอมไอเล็กน้อย ปกปิดสีหน้าที่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ว่า

 

 ‘แหม อย่ามาล้อเล่นกันแบบนั้นสิ เด็กโง่’ 

 

แต่สายตาของเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ส่งกลับมายังเขานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังราวกับว่าสิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง

 

            ...คงไม่หรอกน่า

 

            “เอาละๆ ถ้าเป็นอย่างที่คุณหนูบอกละก็ อีกไม่นานเขาคงจะตื่นขึ้นมาใช่ไหมละครับ” ว่าพลางยกมือขวาลูบหัวสาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างอ่อนโยน พลางหรี่ไฟบนกระทะลง

 

            “แน่นอนอยู่แล้ว” คุณหนูตัวน้อยกอดอกยิงฟันอย่างภาคภูมิใจ เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงบางอย่างได้ดังขึ้นมาจากห้องข้างๆ

 

            กึก...กึก

 

          “ฉันบอกแล้ว ไง ว่ามันเป็นเรื่องจริง... แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดจบ มือของชายตรงหน้าก็ได้เอื้อมมาปิดปากของเธอไว้สนิท

 

            “เงียบก่อน คุณหนู” แซ็คยกนิ้วจุ๊ปาก กระซิบเบาๆ ให้เด็กผู้หญิงตรงหน้าฟังว่า “ตอนนี้อย่าพึ่งพูดอะไร ตามผมมาก่อน

 

โซลพยักหน้า แล้วจึงทำท่ารูดซิบปิดปากเพื่อเป็นการบอกว่า ‘ฉันจะไม่ส่งเสียงแน่นอน

 

            แซ็คตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะมุ่งความสนใจไปยังห้องข้างๆ ตอนนี้สิ่งที่เขาอยากจะรู้เป็นที่สุดคือ ทำไม คนผู้นั้น สิ่งมีชีวิตตนนั้นถึงสามารถทนรับ ‘เรกกะ’ ได้ถึงสองครั้งโดยที่ไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย

 

            ทำไม...ทำไมกัน

 

            เรื่องเหลวไหลพรรค์นั้น มันไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด !

 

           

            บานประตูถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า เนื่องจากผู้มาเยือนไม่ต้องการจะทำให้บุคคลที่อยู่ในห้องตื่นตกใจ เขาค่อยๆ คืบคลานไปยังเตียงนอนที่ร่างของคนผู้หนึ่งกำลังขยับไหวตัวเล็กน้อย

 

            ชายหนุ่มค่อยๆ เลื่อนศีรษะขึ้นเหนือเตียงเพื่อสำรวจ 'อสุรกายอมตะตรงหน้า ซึ่งเพราะอะไรก็มิทราบได้ ช่างเป็นเวลาประจวบเหมาะกับที่เจ้าของร่างนั้นหันมาสบตากับเขาพอดี

 

ดวงตาสีดำของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยด้วยความสับสน มันกำลังจ้องเขม็งมาที่ใบหน้าของแซ็คราวกับว่าต้องการจะเฟ้นหาคำตอบของ ‘ความสับสน’ ทั้งหมด

 

โกหกน่า...

 

ความว่างเปล่าที่จะฉีกกระชากจิตใจให้ขาดสะบั้นนั่น

 

ดาบในตำนานเล่มนั้นทำอะไรคนผู้นี้...ไม่ได้ อย่างนั้นเหรอ

 

            “เธอคือ...วอยด์

 

            “ครับ ผมชื่อ วอยด์” สัตว์ประหลาดไร้เทียมทานตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ

 

น่าแปลก เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กคนนี้ คำถามที่เคยผุดขึ้นเต็มสมอง ปริศนาที่คั่งค้างในใจ ทุกข้อสงสัยที่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข มันกลับอันตรธานไปหมด ประหลาดจริงๆ ...ราวกับว่าคำถามทุกคำถาม

 

ไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

 

มองหน้ากันไปสักพัก แซ็คจึงเพิ่งจะรู้สึกว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันแสนจะพิลึกพิลั่น เพศผู้สองคนจ้องหน้ากันอย่างดูดดื่ม ชวนอึดอัดจนทำให้เขาต้องเอ่ยคำพูดเพื่อยุติความกระอักกระอ่วนนี้ไว้ก่อนที่มันจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

 

เธอชอบกินปาเอย่า* ไหม

 

ครับ?”  

 

 

โต๊ะ รับประทานอาหารในวันนี้ถูกจับจองด้วยสองบุคคลที่ดูจะมาจากพื้นเพที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ คนหนึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสั้น กำลังนั่งหลบมุมอยู่ภายใต้เก้าอี้ไม้ที่ดูยังไงก็ไม่ได้ช่วยให้การซ่อนตัวของเธอประสบผลสำเร็จเลยสักนิด

 

ในขณะที่วอยด์ผู้ซึ่งอยู่ในชุดนอนปาจาม่าสีเทา กำลังมองไปรอบๆด้วยความสนใจ สิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือรูปภาพประหลาดๆติดอยู่บนผนังทั้งสี่ด้าน ตู้เก็บของลักษณะเก่าแก่โบราณ กระจกลายหยาบซึ่งกั้นระหว่างภายในกับนอก และอุปกรณ์เครื่องใช้คร่ำครึหลายอย่างที่ดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่


 

เก็บรายละเอียดรอบตัวจนพอใจแล้ว เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนไปสำรวจสภาพการแต่งตัวของเด็กผู้หญิงที่พยายามขดตัวหลบสายตาเขาอย่างลำบากลำบน 

 

กระโปรงบานขาสั้น...แบบมีกลีบ กับเสื้อแขนกุดสีดำที่ดูเหมือนชุดของวัยรุ่นทั่วๆ ไป

 

เด็กสก๊อย...?

 

            อีกคนละ

 

พลันดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไปจับจ้องที่ชายหนุ่มหน้ามนในเสื้อแขนยาวที่กำลังจะยกจานใส่อาหารมาเสิร์ฟ

 

            เชิ๊ตสีขาวดูเข้ากันดีกับกางเกงสแลคสีดำสนิท ในขณะที่บริเวณหน้าอกของชายคนนั้นปรากฏเนคไทสีดำที่ถูกผูกไว้อย่างหลวมๆ ไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่นัก

 

            นักศึกษาปีหนึ่ง...?

 

เข้าสู่ห้วงแห่งความคิดได้ไม่ทันไร ข้าวผัดสีเหลืองอร่ามก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแดง ทำให้เขาต้องหันเหความสนใจมายังเมนูเด็ดตรงหน้าเนื่องจากกลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาเตะจมูกของมันนั้นช่วยเรียกน้ำย่อยจำนวนมากในกระเพาะอาหารให้ออกมาได้อย่างดีทีเดียว

 

พูดไปก็เหมือนชมตัวเอง แต่ผมมั่นใจในฝีมือการทำอาหารมากนะครับ” แซ็คว่า

 

อา...ครับ” วอยด์ตอบกลับ จ้องสำรวจไปสักพัก แล้วจึงเริ่มขยับยกช้อน ลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าในที่สุด

 

หงับ

 

ทันทีที่ลิ้นของเขาสัมผัสกับเม็ดข้าว หนุ่มน้อยก็สะดุ้งตัวขึ้นมาด้วยความตกใจ

 

นี่มัน...” ดวงตาสีดำสนิทเบิกโพลง

 

เม็ดข้าวที่ผ่านกรรมวิธีการหุงอย่างพิถีพิถัน จากนั้นจึงถูกนำลงไปผัดกับน้ำมันด้วยไฟแรง ก่อนจะนำมาคลุกเคล้ากันอย่างดีกับเครื่องปรุงรสและวัตถุดิบสดใหม่จากทะเล

 

ความเค็มของปลาหมึกเข้ากันได้ดีกับรสหวานของหอมใหญ่สับที่ซ่อนอยู่ในเม็ดข้าวอันอ่อนนุ่ม กลิ่นเนยที่แฝงตัวอยู่ยิ่งช่วยขับรสชาติของทุกอย่างให้กลมกล่อมมากขึ้นไปอีก

 

อา...รสอร่อยที่ละลายในปากนี่มันราวกับว่าผมกำลังล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์ยังไงยังงั้น

 

เห็นอาหารของตนถูกคนอื่นรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ชายหนุ่มก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ร่างสูงหันหลังเดินเข้าไปในห้องครัวสักพักหนึ่ง จากนั้นจึงเดินออกมาพร้อมกับถาดใส่แก้วน้ำดื่มสองแก้ว วางใบหนึ่งลงที่เบื้องหน้าของโซล สาวน้อยผู้ซึ่งกำลังใช้ช้อนติดเครื่องยนต์สี่จังหวะตักข้าวผัดใส่ปากอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกใบถูกส่งมาให้หนุ่มน้อยนามว่าวอยด์ ผู้ที่ค่อยๆละเลียดอาหารเข้าปากทีละคำเพื่อที่จะได้ลิ้มรสชาติอย่างเต็มที่

 

เธออาจจะยังไม่รู้จัก...แต่ผมชื่อ แซ็ค” ชายหนุ่มกล่าวแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะทิ้งตัวลง นั่งเอนหลังสบายๆที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

 

ยินดีที่ได้รู้จักครับ แซ็ค” วอยด์พยักหน้ารับ

 

ส่วนเด็กผู้หญิงที่นั่งหลบมุมอยู่ตรงนั้นชื่อว่าโซล ผมคิดว่าเธอคงรู้จักกันแล้ว” เขาบุ้ยปากไปทางเด็กผู้หญิงที่นั่งโจ้ข้าวผัดอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

 

ครับ” แน่นอนว่าเขาจำได้ เพราะสาวน้อยคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่

 

แทงทะลุหัวใจของเขา

 

 

รับประทานอาหารกันเสร็จสิ้น แซ็คก็จัดการทำความสะอาดโต๊ะและเก็บกวาดเครื่องครัวเป็นเวลาสักครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งสามจะทยอยกันออกมายังโต๊ะม้าหินอ่อนภายนอกบ้าน

 

วอยด์สังเกตเห็นว่าเด็กสก๊อย...ไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับเขาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จนแม้กระทั่งเวลาที่เธออยู่ด้วยกันในขณะนี้ ก็ยังคงพยายามหลบหน้าแทบตาย เหมือนกับเด็กตัวเล็กๆที่กลัวคนแปลกหน้ายังไงยังงั้น...จะยกเว้นก็แต่ตอนกินข้าวเท่านั้นแหละ

 

ความจริงแล้วคนที่ควรจะทำท่าทางแบบนั้นควรจะเป็นเขา เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่โดนสาวน้อยแปลกหน้าแทงดาบทะลุหัวใจจนมิดด้าม

 

ไม่ว่าจะมองมุมไหน ผมก็ควรจะเป็นฝ่ายที่แสดงความหวาดกลัวออกมามากกว่า

 

 

            ทั้งสามชีวิตจับจองที่นั่งของตนเสร็จสิ้น มวลอากาศรอบๆ ก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าสถานการณ์ในตอนนี้เริ่มจะเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ก่อนแซ็คจะเอ่ยคำถามจุดประเด็นร้อนออกมาว่า “เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เธอใช้เวทมนตร์...ไม่ใช่สินะ เธอเป็นใครกันแน่

 

เขาเป็นใคร...คำถามที่ถูกถามบ่อยจนทำให้วอยด์ต้องส่ายหน้ายอมแพ้ทันทีที่ได้ยิน แต่ไม่เป็นไร คราวนี้หนุ่มน้อยได้เตรียมคำตอบที่สมบูรณ์แบบเอาไว้แล้ว

 

ผมเป็นนักเรียนมัธยมปลายครับ

 

“...”

 

 ‘งงเป็นไก่ตาแตก’ คือสุภาษิตที่น่าจะนำมาอธิบายภาพของชายหนุ่มตรงหน้าได้เป็นอย่างดี คิ้วเข้มของคนผู้นั้นถูกขมวดเข้าหากันจนเกือบจะกลายเป็นเส้นตรงสองเส้น 



            เห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าเอ๋อรับประทาน วอยด์จึงตัดสินใจที่จะขยายความต่อว่า

 

ให้ชัดเจนขึ้นอีกก็...ผมเป็นนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนเอกชนชื่อดังในย่านธุรกิจแถบตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับเขตการปกครองพิเศษส่วนท้องถิ่นที่เป็นตัวแบ่งพื้นที่ระหว่างชายแดนภาคกลางและภาคตะวันออก...” พูดจบเขาก็หันกลับไปหาแซ็ค...

 

ที่ดันทำหน้าตาสับสนยิ่งกว่าเดิมซะอีก 

 

นักเรียนมัธยมปลาย...” ชายหนุ่มพูดกับตัวเอง

 

แปลกมาก ผมว่าผมรู้จักอาชีพทั้งหมดของพวกมนุษย์แล้วนะ แต่อาชีพ 'นักเรียนมัธยมปลาย' นี่มัน...

 

ไม่เคยได้ยินจริงๆ

 

ข้ามเรื่องอาชีพของเธอไปก่อนก็แล้วกัน” แซ็คเกาศีรษะแกรกๆ ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรออก หันไปสั่งโซลที่กำลังนั่งเกร็งตัวสั่นอย่างกับเจ้าเข้า “คุณหนู ส่งเรกกะมาให้ผมหน่อย

 

            ร่างเล็กหันมามองอย่างไม่แน่ใจ สบสายตาก่อนจะมั่นใจว่าบุคคลตรงหน้าเอาจริง จึงยกมือขึ้นจับ ‘อากาศ’ ตรงหน้า

 

            ด้ามจับสีเงินค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า มือเรียวของสาวน้อยกระชับมันแน่น มองดูดาบเล่มนั้นด้วยแววชิงชังพลางกระชากมันออกมาสุดแรงก่อนจะโยนให้ชายหนุ่มผู้ซึ่งอยู่ตรงหน้ารับ

 

            ดาบในตำนานงี่เง่าที่เธอไม่เคยจะพิศวาสมันเลย

 

            ดาบที่แม้จะรังเกียจเท่าไหร่แต่มันก็เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่เธอมี

 

            “วอยด์ เธอคงจะเคยเห็นมันมาแล้วใช่ไหม” เขาพูด วางดาบสั้นสีเงินทอดยาวบนโต๊ะหินอ่อนให้เด็กหนุ่มดู

  

            “...ครับ” คู่สนทนาพยักหน้า

 

            เห็นอีกฝ่ายตอบรับ ชายหนุ่มจึงเริ่มสาธยายต่อ “ดาบเล่มนี้มีชื่อว่า...

 

“ Rekaerbdnim ” ริมฝีปากคู่สวยของบุคคลที่เงียบจนถึงเมื่อสักครู่ขยับส่งเสียงขึ้นมาทันที

 

แต่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้พวกมนุษย์รู้สักหน่อยนี่ แซ็ค ยังไงดาบนั่นมันก็เป็นความลับของ ‘พวกเรา’ นะ” สาวน้อยแย้งอย่างไม่เห็นด้วย เธอลุกขึ้นเหยียดดวงตาคู่งามใส่วอยด์ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ประกายตาที่ทอดยาวมาสู่เด็กหนุ่มนั้นราวกับกำลังจะบอกว่าเขาเป็นเพียง ความผิดพลาด...

 

ตัวตนที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่

 

อีกอย่าง หมอนี่ไม่มี ‘มานา’ ถึงบอกไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดี จริงไหม” จบประโยคด้วยการยิ้มเยาะอย่างออกนอกหน้า

 

อย่าเสียมารยาทสิครับ คุณหนู” ร่างสูงส่งสายตาห้ามปรามใส่หนูน้อยตัวดี แต่เกิดสะดุดใจกับคำพูดของเธอเล็กน้อย จึงถามต่อว่า “เรื่องที่เขาไม่มี ‘มานา’ น่ะ แน่ใจเหรอครับ…”

 

แน่นอน...ไม่ใช่แค่ไม่มีมานาอย่างเดียว หมอนี่ยังไม่มี ‘อาร์ติแฟค’ อะไรเลยด้วย” เธอเอ่ยปากบอกหลักฐานชัดเจน

 

มันเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหมละ...ฉันก็รู้ มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางป้องกันเรกกะโดยที่ไม่มีแม้แต่ อาร์ติแฟค หรือ มานา...แต่สิ่งมีชีวิตเจ้าของเรื่องบ้าบอคอแตกแบบนั้นก็กำลังนั่งอยู่ตรงหน้านายนี่ไง

 

ถ้าจะให้ฉันพูดตรงๆ หมอนี่ก็เหมือนกับ ‘สิ่งแปลกปลอม’ ที่ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละ” สาวน้อยเจ้าของเรือนผมสีเงินสรุปเสียงดังทิ้งท้าย ก่อนเดินกระแทกเท้าออกจากวงสนทนาไป...
 

 

            สายลมค่อยๆ พัดผ่านเข้ามาปะทะกับความเงียบที่เข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ สองชีวิตยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนราวกับรูปปั้นหินสลักท่ามกลางกระแสเวลาที่ค่อยๆ ไหลผ่านไปเรื่อยๆ



            หากแต่ไม่มีคำพูดใดๆ ถูกเอ่ยออกมาจากปากของพวกเขาทั้งสอง...

 

            ยังคงรังเกียจมันอยู่สินะ...โซล

 

            ทั้งมนุษย์และความว่างเปล่า ที่แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างจากเธอไป

 

……………………………………………………………………………………………………..

 

Paella หรือ ปาเอย่า เป็นข้าวผัดของชาวสเปนแถบชายฝั่งตะวันออก มีลักษณะคล้ายกับข้าวผัดซีฟู๊ดของบ้านเรา แต่ใช้ข้าวเม็ดยาวแทนข้าวสวย และใช้เนยผัดแทนน้ำมัน ซึ่งผมคิดว่าอาจจะมีผู้อ่านบางท่านเคยเห็นหรือเคยรับประทานมันมาแล้วก็ได้

 

และที่ลงนิยายช้าๆ ตัวผมก็ขออภัยด้วย เนื่องจากติดสกายริม เอ๊ย สอบกลางภาค... 

 

 ขออภัยแล้วก็ขอขอบคุณทุกๆท่านที่กำลังติดตามอยู่ด้วยครับ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #19 alice doll (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 21:40
    อัพๆๆๆๆ
    #19
    0
  2. #14 ผู้ไร้นาม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2555 / 20:09
    สนุกมากกกก >  <
    รู้สึกรำคาญพระเอกจริงๆ อยากตบซักเปรี้ยงให้ความบิดเบี้ยวนั่นกระเด็นหายไปกับสายลม
    ปริศนาเริ่มพอกพูน
    #14
    0
  3. #10 UpBlack (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2555 / 18:04
    สนุกเหมือนกันน่ะครับ
    #10
    0
  4. #1 Clairvoyance (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2555 / 17:55
    หนุกๆๆๆ รออัฟพต่อ
    #1
    0