Nothingness Phantasy

ตอนที่ 3 : [บทที่ 2] คนที่ไม่มีอะไรเลย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 ส.ค. 55

   

   

[บทที่ 2] คนที่ไม่มีอะไรเลย

 

 

 

 

 

เหตุผลในการมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ...

 

นั่นสินะ 

 

แต่ไหนแต่ไรมาผมก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนั้นอยู่แล้ว 

 

 แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ทำสิ่งที่ควรจะทำ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ 

 

ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร 

 

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

            สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในสายตาของผมคือเส้นผมสีเงินสะท้อนแสงที่กำลังปลิวไสวท่ามกลางสายลมของบุคคลตรงหน้า

 

 

            สาวน้อยที่ผมไม่รู้จัก

 

 

ริมฝีปากของเธอดูราวกับกลีบกุหลาบที่กำลังจะบานในฤดูใบไม้ผลิ แก้มใสแต้มด้วยสีชมพูระเรื่อยิ่งขับให้ดวงหน้าหมดจดของเธอนั้นดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

 

 

ภายนอก เธอคงจะเหมือนกับเด็กสาวผู้ดีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง...ทว่า สิ่งที่สะกิดใจผมมากที่สุดก็คือ

 

 

ดวงตากลมโตสีแดงก่ำส่องประกายสุกสกาวราวกับอัญมณีชั้นสูง ทับทิมเม็ดงามคู่นั้นกำลังพุ่งความสนใจยังที่ๆ ผมกำลังยืนอยู่ในตอนนี้

 

 

            “แกเป็นใคร” น้ำเสียงของหล่อนเผยแววดูถูก เชิดหน้าขึ้นมองผมด้วยกิริยาท่าทางที่บ่งบอกว่าตัวเองเหนือกว่าชัดเจน

 

 

            ผมเป็นใคร...อย่างนั้นเหรอ

 

 

            มันเป็นคำถามที่ไม่ได้ยากอะไรเลยสักนิด อันที่จริงแล้วคุณอาจจะเรียกมันว่าเป็น ‘คำถาม’ ไม่ได้ด้วยซ้ำ ก็แค่การแนะนำตัวที่ควรจะเอ่ยก่อนการสนทนาทุกครั้ง สิ่งที่สาวน้อยคนนี้ต้องการจะรู้ก็แค่ 'ชื่อที่คุณควรจะเอ่ยเป็นมารยาทแก่คนที่คุณสนทนาด้วย

 

 

เพียงแต่ว่า ผมกลับจำมันไม่ได้...ชื่อของตัวเอง

 

            ชื่อของผมเอง...

 

      

ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ สาวน้อยแปลกหน้าจ้องสำรวจผมเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะปริปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

ไม่อยากตอบงั้นเหรอ...” 

 

           

            ความจริงอันโหดร้าย ไม่ใช่ว่าผมจะไม่อยากตอบคำถามของเธอ จริงๆแล้ว คงต้องบอกว่า สาเหตุที่ผมไม่สามารถตอบคำถามของเธอได้ คงจะเป็นเพราะว่าไม่รู้คำตอบของคำถามนั้นมากกว่า ซึ่งถ้าหากตอบไปตามความจริงว่า ‘ผมไม่รู้’ รับประกันได้เลยว่าผลที่ตามมามันก็คงจะไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่นัก

 

 

            ทบทวนความจำกันก่อน จากทฤษฎีแล้ว ชื่อ คือคำพูดที่ใช้เรียกแทน สร้างขึ้นมาเพื่อบ่งบอกตัวตน อุปกรณ์ชิ้นเอกที่ใช้แสดงความเป็นปัจเจกบุคคล และยังเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยลืมกัน...

 

 

 เอ่อ แต่ปัญหาของเรื่องคือผมลืมมันไปแล้วนี่สิ...

 

 

            อาจจะเป็นเพราะเธอเห็นผมไม่มีทีท่าจะตอบคำถามของเธอ หรือผมทำหน้าตาสับสนกับคำถามที่ไม่จำเป็นต้องคิดมากเกินไปก็เป็นได้ จึงทำให้ความอดทนของสาวน้อยตรงหน้ามาถึงขีดจำกัดในที่สุด

 

 

หึ...ก็ดี ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ

 

 

            พูดจบเธอก็ยกมือขึ้นจับอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้า กระตุกข้อมือเล็กน้อย ก่อนจะกระชากบางอย่างขึ้นมาชี้ที่ใบหน้าของผมด้วยความรวดเร็ว

 

 

สิ่งที่ปรากฏขึ้นบนเรียวแขนอันบอบบางคืออาวุธประหลาดๆ รูปร่างเหมือนกับดาบคมเดียว ซึ่งถ้าหากคุณถามว่า ‘ในสายตาของผม คิดว่ามันคืออะไร’ ละก็ คงจะพออธิบายได้เลาๆ ว่า

 

 

ถ้าคุณเอาดาบมารวมร่างกับมีด คุณก็จะได้มัน อาวุธแปลกๆที่ดูเหมือนดาบแต่ดันเล็กพอๆ กับมีด

 

ขอสรุปไว้ที่นี้ว่ามันคือดาบสั้น...

 

 

 

             “ถ้าอย่างนั้น แกก็หายไปทั้งอย่างนั้นละกัน !”

 

 

            ฟุ่บ !

 

 

            ร่างของเธอหายวับไปกับตาทั้งสองข้างชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะมาปรากฏที่ด้านหน้าของผมอย่างรวดเร็ว

 

 

            ‘หายวับไปกับตา’ อาจจะเป็นความเห็นที่ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก แต่จากสายตาของผมนั้น สาวน้อยคนนั้นเหมือนกับ ‘หายตัวมาปรากฏอยู่ข้างหน้า’ มากกว่า ‘พุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว

 

 

            สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ภาพสองภาพที่ซ้อนทับกันอย่างไม่ค่อยปะติดปะต่อกันเท่าไหร่นัก จากที่ร่างของเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ห่างราวๆ ห้าเมตร ภายในช่วงเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าของผม

 

 

            ท่ามกลางความหวั่นไหวระคนประหลาดใจที่พรั่งพรูเข้ามา ณ ช่วงเวลานั้นความรู้สึกบางอย่างก็ได้ทะลักเข้ามาที่ทรวงอกของผม มันเป็นความรู้สึกคลื่นไส้ราวกับกำลังจะอาเจียนเอาทุกสิ่งออกมา ความรู้สึกอันหนาวเหน็บที่แสนจะทรมานยิ่งกว่าฤดูหนาวใดๆที่ผมเคยเจอ

 

 

ความรู้สึกที่ขณะนี้มันได้เข้าไปแทนที่ตำแหน่งที่เคยเป็นหัวใจของผม...

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่แล้ว

 

 

ผมตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความงัวเงีย เนื่องจากมรสุมอันบ้าคลั่งที่พัดพาสายฝนเข้ามาทางหน้าต่างประกอบกับหยดน้ำจำนวนมากที่กำลังตั้งใจทำหน้าที่ของพวกมันอย่างขยันขันแข็งใน การ ‘ทดลองทางวิทยาศาสตร์’ ที่กำลังจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่โดยหัวข้อการทดลองที่ว่า

 

 

แปรสภาพห้องนอนของเด็กหนุ่มผู้โชคร้ายให้กลายเป็นอ่างจากุซซีขนาดยักษ์

 

 

เฮ่อ...ผมคงจะลืมที่พ่อบอกว่าฝนจะตกไป หรืออันที่จริง ผมอาจจะไม่ได้ใส่ใจตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

 

 

แน่นอน ไม่ใช่ว่าสิ่งที่พ่อพูดเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่เพราะผมเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว

 

 

คนประเภทที่ไม่เคยใส่ใจกับทุกสิ่ง หรืออาจจะพูดเข้าข้างตัวเองได้ว่า ทุกสิ่งก็มีค่าเท่าๆ กันในสายตาของผมหมด 

 

 

ซึ่งก็ด้วยความเท่ากันของทุกๆ อย่างนั่นเอง อะไรๆ จึงไม่มีค่าพอที่จะกลายเป็นความฝัน

 

 

หากคุณได้ของที่ตัวเองไม่เห็นค่า ของที่ในสายตาคุณมองว่ามันไร้ความหมาย ประโยชน์ที่มันสามารถทำได้ก็จะยิ่งน้อยตามลงไปด้วย แต่ถ้าคุณเลือกที่จะปล่อยให้คนอื่นได้รับมันไป เมื่อตกอยู่ในมือของคนที่ต้องการมันจริงๆ ของชิ้นนั้นอาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเขาก็เป็นได้

 

 

ด้วยเหตุนั้น ผมจึงเลือกที่จะไม่สนใจกับทุกสิ่ง เพราะคงมีคนที่เห็นค่าของ ‘ทุกสิ่ง’ มากกว่าตัวผม

 

 

...สุดท้าย ผมจึงกลายเป็นคนที่ไม่มี ‘ความฝัน

 

 

ผมไม่ว่าอะไรหากหลายคนอาจมองว่าผมเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก เย็นชา เมินเฉยกับโลกแห่งความเป็นจริง

 

 

นั่นเพราะผมเป็นคนแบบที่ว่ามาจริงๆ...

 

 

แต่ก็ใช่ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองแปลกกว่าคนอื่นเช่นกัน คงเหมือนกับว่าโลกทั้งใบที่ผมใช้ชีวิตอยู่...โลกที่ผมมองเห็นมันเป็นแบบนี้ และถ้าหากมีคนบอกให้ผมเปลี่ยนมุมมอง หรือปรับความคิดซะใหม่

 

 

ผมคงทำไม่ได้หรอก

 

 

ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนรู้ว่าธรรมชาติสร้างนกมาให้บินบนท้องฟ้า สร้างปลาให้แหวกว่ายในมหาสมุทร หากคุณพยายามไปฝืนธรรมชาติของมัน โดยการจับนกมาว่ายในน้ำ หรือจับปลาขึ้นไปบินบนท้องฟ้า คงจะรู้กันใช่ไหมว่าผลที่เกิดขึ้นตามมาจะเป็นยังไงกับปลาที่โดนปล่อยลงมากลางอากาศ หรือนกที่โดนจับกดน้ำ

 

 

ใช่ พวกมันก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

 

 

ชีวิตทุกชีวิตล้วนมีความแตกต่าง และผมก็ไม่ต้องการจะไปก้าวก่ายมัน พอๆกับที่ไม่ต้องการให้ใครมาก้าวก่ายชีวิตของผม

 

 

 

ซ่า...

 

ท้องฟ้าในตอนนี้ยังคงมืดครึ้ม ผมกำลังนั่งสะลึมสะลือดูข่าวพยากรณ์อากาศบนทีวีท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกหนักอย่างรุนแรงภายนอกหน้าต่าง

 

 

พายุไต้ฝุ่นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ’ คือพาดหัวข่าวที่อยู่บนหน้าจอในขณะนี้

 

 

ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า อาจจะเป็นแค่การโฆษณาหลอกลวงของนักข่าวในการเพิ่มเรตติ้งคนดูก็เป็นได้ แต่จากสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ต้นสนข้างบ้านที่เห็นได้ชัดเจนว่ามันกำลังลู่ลงทำมุมเกือบเก้าสิบองศา แผ่นป้ายโฆษณาห้างเปิดใหม่ที่ขณะนี้ลอยขึ้นไปติดบนหลังคาของร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตรงหัวมุม

 

ก็คงมีเค้าความจริงบ้างละนะ

 

 

ไม่นานไฟก็ดับ... ผมจึงตัดสินใจที่จะลงไปชั้นล่างเนื่องจากสภาพห้องนอนของตัวเองที่อาจจะเลวร้ายพอๆกับอากาศภายนอก

 

 

ห้องรับแขกชั้นล่างมืดจนมองไม่ค่อยจะเห็นอะไร แต่มันก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก เนื่องจากบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ผมอยู่มาทั้งชีวิต

 

 

ลมกรรโชกพัดเข้ามาทันทีที่เปิดประตูทำเอาร่างของผมถึงกับเซไปข้างหลังเล็กน้อย ก่อนจะพยายามทรงตัวกลับมายืนตามปกติ มองซ้ายมองขวาแล้วจึงค่อยๆล้มตัวลงนั่งทอดสายตาไปยังพายุฝนด้านนอก

 

 

อา...ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกมาสูดอากาศนอกบ้านในตอนกลางคืนแบบนี้

 

 

ราตรีที่ผู้คนมักจะจินตนาการไปต่างๆ นาๆ ถึงสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด

 

 

ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ผมเคยหวาดกลัวเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีหรือวิญญาณ

 

 

วิญญาณอันลึกลับที่คุณไม่สามารถเข้าใจได้ หรือความอาฆาตแค้นของคนตายที่ก่อตัวมาเป็นผีร้าย

 

 

ใช่ ผมกลัว แต่ผมก็สนุกไปกับมัน

 

 

อาจเพราะมันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ยิ่งรวมกับความลี้ลับอันน่าพิศวงที่อยู่เบื้องหลังยิ่งทำให้มันน่าดึงดูด

 

 

คิดได้ถึงตรงนี้ ผมก็รู้สึกแปลกใจที่ตัวเองในอดีตเคยเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความฝัน

 

 

แล้วทำไมตัวผมในปัจจุบันถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้นะ...

 

 

กึก...กึก

 

 

          เสียงบางอย่างดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดทำให้ผมตื่นขึ้นมาสู่ความเป็นจริง 


             
ผมสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองทางต้นเสียง

 

            นั่นมัน อะไรกัน...

 

            ผมไม่อาจแน่ใจได้ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของผมเป็นความจริงหรือจินตนาการ

 

            เงาตะคุ่มที่กำลังกวักมือเรียกให้ผมไปหา...

 

            ถ้าเกิดเห็นของแบบนี้ในตอนเด็ก ผมคงจะจับไข้หัวโกร๋นไปหลายวัน หรือไม่ก็รีบวิ่งแจ้นไปหาพ่อในทันที

 

 

            แต่ในปัจจุบัน เรื่องผีก็เป็นแค่เรื่องงมงายพิสูจน์ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปหวาดกลัวอะไร

 

 

            ผมเดินกลับเข้ามาในบ้าน มองหาร่มคันใหญ่ที่พ่อผมมักจะวางทิ้งไว้ข้างๆ โซฟารับแขก

 

 

            ความตื่นเต้นที่ผมเคยมีกับเรื่องสยองขวัญ ในตอนนี้มันกลับกลายเป็นเพียงแค่ความชินชาไปหมดแล้ว

 

 

            ผมเดินออกจากบ้านพร้อมกับกางร่มที่อยู่ในมือ สภาพพื้นถนนหน้าบ้านที่ถูกสายฝนกระหน่ำทำให้กลายเป็นแอ่งน้ำจำนวนมากนั้นค่อนข้างจะลำบากในการเดินอยู่เอาการ

 

 

            ผมสาวเท้าเข้าไปใกล้เงานั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และในตอนที่ผมเกือบจะเดินไปถึงเงานั่น

 

 

มันก็หันมาทางผมอย่างรวดเร็ว


 

            โครงกระดูก...ไม่ใช่ เป็นแค่คนแก่ที่ผอมจนดูเหมือนโครงกระดูก

 

 

ทำเอาผมขวัญกระเจิงหมด...

 

 

            สักพักเมื่อตั้งสติได้ จึงเอ่ยคำถามออกไปว่า “มีอะไรเปล่า ลุง มายืนตากฝนหน้าบ้านคนอื่นแบบนี้น่ะ

 

 

            ลุงคนนั้น แกใช้สายตาจับจ้องกลับมาที่ผมด้วยแววตาแปลกประหลาด คงต้องบอกว่าเป็นแววตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนี้เลยก็ว่าได้

 

 

            “น่าสนใจ...” คือคำที่ชายแก่เอ่ยออกมาเป็นคำแรก

 

 

            “น่าสนใจอย่างนั้นเหรอ อะไรที่น่าสนใจละ ลุง” ผมถามกลับไป 

 

 

            “อะไรที่ทำให้เธอบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้นะ พ่อหนุ่ม” เสียงอันแหบแห้งที่เล็ดลอดออกมาจากปากของชายชราทำเอาผมถึงกับขนลุก

 

 

             "บิดเบี้ยว..." หมายความว่ายังไงกัน

 

 

            คุณลุงหัวเราะ ผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่มันหมายความว่ายังไง แต่ถ้าหากคุณเจอเข้ากับสถานการณ์ประหลาดๆที่มีคนแก่ยืนหัวเราะท่ามกลางพายุฝน

 

 

ขอให้คำแนะนำว่าอย่าไปยุ่งด้วยจะดีที่สุด

 

 

            “เอ่อ...ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ผมไปก่อนนะ ลุง” ตัดบทเสร็จ ผมก็หันหลังเตรียมจะมุ่งหน้าเข้าไปในบ้านในทันที หากเพียงแต่มือของชายชราคนนั้นกลับเอื้อมมารั้งที่แขนของผมไว้

 

 

            “เดี๋ยวก่อนสิ พ่อหนุ่ม” ชายชรายิงฟัน ก่อนจะยกแขนที่ดูไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงขึ้นจับไหล่ทั้งสองข้างของผมไว้อย่างเหนียวแน่น

 

 

            แขนบางๆที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลจนทำให้ผมไม่อาจขยับเขยื้อนได้

 

 

            “ที่เธอต้องการ คือ ‘ความฝัน’ ใช่ไหม

 

 

            ความฝัน

 

 

            ผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่ต้องการมัน แต่ผมก็ไม่ได้อยากได้มันถึงขนาดที่จะยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะเอามันมา

 

 

            ผมสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่มีความฝัน...

 

 

            “ผมไม่ต้องการอะไร” 

 

 

            ชายแก่ส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง แต่ก็ยังคงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูมีความสุข

 

 

 “เธอช่างน่าสนใจจริงๆ

 

 

จากความรู้สึกหวาดระแวงในตอนแรก ตอนนี้มันได้มาเปลี่ยนเป็นสัญชาติญาณระแวดระวังภัยที่บอกผมว่า คุณลุงคนนี้...

 

 

อันตราย

 

 

ผมไม่เคยบอกใครเรื่องความรู้สึกของผม เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครรู้

 

 

ลุงเป็นใคร

 

 

รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของชายแก่ผู้นั้น

 

 

ลุงเป็นใครไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือ เธอเป็นใครต่างหากละ พ่อหนุ่ม

 

 

ผมเป็นใคร...

 

 

คำถามง่ายๆ ที่พอมาคิดถึงเรื่องนี้ ผมถึงเพิ่งจะเข้าใจว่า

 

 

อา ผมเป็นใครกันนะ ถ้ามีใครจะพูดถึงคนอย่างผมแล้วละก็ เขาจะต้องนึกถึงคนประเภทไหนกัน คนที่ไม่มีความฝัน หรือ คนที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่สิต้องเป็น คนที่ไม่มีความรัก เอหรือว่า คนที่ไม่มีความเกลียด กันนะ คนที่... คนที่...

 

 

คนที่ไม่มีอะไรเลย

 

 

ไม่ต้องกลัวไปหรอก พ่อหนุ่ม ลุงน่ะรู้จักเธอดี” ชายคนนั้นยกมือขึ้นลูบหัวของผมอย่างอ่อนโยน

 

 

ลุงรู้จักผม งั้นเหรอ…”

 

 

ใช่ ลุงรู้จักเธอ... ลุงรู้จักเธอตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดมา ลุงรู้จักเธอตั้งแต่ก่อนที่ตัวตนของเธอจะถูกสร้างขึ้นมาเสียอีก

 

 

เธอเป็นคนสุดท้ายแล้วนะ” เขาพูดต่อ

 

 

คนสุดท้าย...

 

 

ใช่ คนสุดท้าย

 

 

ตอนนี้ในหัวของผมกำลังโล่งไปหมด ว่างเปล่าจนราวกับว่าไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ภายในก้อนความนึกคิดที่เรียกว่า

 

 

เรียกว่า...อะไรนะ

 

 

เอาละ ได้เวลาแล้ว ลุงขอเอ่ยลาเธอตรงนี้เลยละกัน

 

 

เอ่ยลา…”

 

 

ใช่ เอ่ยลา ขอให้การเดินทางของเธอราบรื่นละ พ่อหนุ่ม ไม่ว่ามันจะเป็นยังไงก็ตาม

 

 

            “การเดินทาง...ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น...ยังไงก็ตาม

 

 

            “ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม” เขายิ้ม

 

 

            “ลุงคงจะต้องไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง เราสองคนจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน...” ทันทีที่พูดจบ ร่างของเขาก็ขยับเคลื่อนที่ไกลขึ้นไปเรื่อยๆ

 

            “เดี๋ยวก่อนสิ ลุง” ผมพยายามวิ่งตามไปท่ามกลางมรสุมและความมืดมิดที่ปกคลุมท้องฟ้า สั่งการขาทั้งสองให้ขยับก้าวอย่างสุดความสามารถ

 

 

            น่าแปลกที่แม้ชายคนนั้นดูจะอายุมากกว่าผมสี่ถึงห้ารอบ แต่เขากลับสามารถขยับขาเดินเร็วกว่าผมที่วิ่งสุดฝีเท้าได้อย่างง่ายดาย

 

 

เป็นเวลาไม่นาน ชายแก่ก็ได้ทิ้งระยะห่างจนลับหายไปจากสายตาของผมในที่สุด

 

 

ผมตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในบ้านท่ามกลางความรู้สึกที่สับสนปนเปกันมั่วไปหมด

 

            ชายชราคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาถึงรู้จักผม รู้จักบ้านผม แล้วยังการเดินทางราบรื่นนั่น...

 

ระหว่างที่กำลังคิดถึงเรื่องต่างๆ ผมก็เริ่มถอดเสื้อผ้าเตรียมตัวที่จะอาบน้ำ เนื่องมาจากสภาพปัจจุบันที่คงจะบอกได้เต็มปากว่าไม่ต่างอะไรกับ ‘ลูกหมาตกน้ำ

 

 

            กระแสน้ำร้อนไหลผ่านหน้าช่วยให้สมองของผมกระจ่างขึ้นมาเล็กน้อย ความคิดที่เคยตื้อตึงก็เริ่มจะกลับเข้าที่

 

 

            ช่วงเวลาตอนนั้นผมรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง และสาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็อาจจะเป็นเพราะคุณลุงคนนั้น

 

 

            ไม่สิ มันจะต้องเป็นเพราะคุณลุงคนนั้นอย่างแน่นอน...

 

 

            จัดการทำความสะอาดร่างกายเสร็จเรียบร้อย ผมก็กลับมาที่อ่างจากุซซี...ห้องนอนของผมอีกครั้ง

 

 

            แม้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจ และบางสิ่งผมอาจจะไม่มีวันเข้าใจมันก็ได้ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งหมดนั้น ส่งผลให้ร่างของผมเข้าสู่ภวังค์ในที่สุด

 

และนั่นก็คือทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะมาอยู่ที่นี่

 

 

           

            ดาบของสาวน้อยคนนั้นกำลังปักค้างเติ่งที่หน้าอกของผม เธอมองดูมันด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทราวกับว่าการพรากชีวิตของคนอื่นเป็นสิ่งที่เธอทำมันเป็นปกติ

 

 

กิริยาชินชาเหมือนกับว่าผมก็แค่เหยื่อผู้โชคร้ายอีกรายหนึ่งของเธอ

 

 

            เมื่อเห็นเหยื่อทรุดลงไปที่พื้น มือทั้งสองของเธอจึงค่อยๆ กระชากดาบเล่มนั้นออกจากตัวผม...

 

           

 

            ผมกำลังจะตาย คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

 

 

            ผมกำลังจะตายทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองชื่ออะไร

 

 

            ชื่อ...ผมชื่ออะไรนะ

 

 

            สมองที่อาจจะหยุดการทำงานได้ทุกเมื่อค่อยๆ พยายามเดินเครื่องประมวลผลครั้งสุดท้าย

 

 

            ชื่อที่ไม่รู้ว่าผมได้มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ 



            ชื่อที่เป็นสิ่งเพียงสิ่งเดียวที่สามารถระบุตัวตนของผม

 

 

            ชื่อที่ผมไม่รู้แม้แต่ความหมายของมัน

 

 

            อา...ผมจำได้แล้ว ชื่อที่แสนว่างเปล่าของผม

 

 

            “พวกมนุษย์สวะ ไม่ควรค่าแก่การลงมือซะด้วยซ้ำ” เจ้าของเรือนผมสีเงินสบถกับตัวเองด้วยความหงุดหงิด มองดูร่างที่นอนกองอยู่ตรงหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไป

 

 

ทว่า ทันทีที่เธอกำลังจะมุ่งหน้าออกไปนั้น มือของร่างที่ไม่ควรจะขยับตัวได้กลับเอื้อมมาจับขาของเธอไว้

 

 

            กรี๊ด!!!

 

 

            สาวน้อยสะดุ้งตัวไปข้างหลังอย่างรวดเร็วพร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้

 

            ศัตรูคือร่างของคนที่เธอเพิ่งจะแทงทะลุที่หัวใจไปหยกๆ สัตว์ประหลาดที่ตอนนี้มันกำลังค่อยๆ ทรงตัวยืนขึ้นมาอย่างช้าๆ

 

 

            “บะ...บ้าน่า” เสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากคู่สวยเจือไปด้วยความหวาดกลัว “กะ...แกเป็นอะไรกันแน่ !!!”

 

 

            ผมเป็นอะไร...นั่นสินะ

 

 

            มือของเธอค่อยๆ เลื่อนไปจับที่อาวุธประจำตัว ก่อนจะตัดสินใจยกมันขึ้นแทงซ้ำไปยังจุดเดิมอย่างรวดเร็ว

 

 

            ฉึก !

 

 

            ได้ผลไหม...

 

 

            ทว่า ร่างของคนผู้นั้นยังคงไม่หยุดการทำงาน ขยับเคลื่อนที่เข้ามาใกล้อย่างไม่หยุดราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ร่างของเขากำลังโดนดาบของเธอปักคาหัวใจอยู่

 

 

            “ผมขอโทษที่ไม่ได้เอ่ยแนะนำตัวตั้งแต่ตอนแรก” เขาก้มหัวลงขออภัยอย่างสุภาพ

 

 

 

            แน่นอนว่าสิ่งที่เขาได้รับคือเสียงละล่ำละลักที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเด็กผู้หญิงอย่างไม่เป็นภาษา

 

 

            เด็กหนุ่มค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบดาบที่ปักอยู่บนหน้าอกของเขาออกมา ส่งมันคืนให้เธอพร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่ตรงมุมปาก

 

 

            “ผมชื่อวอยด์

           

 

 

 

 

    

   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #13 ผู้ไร้นาม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2555 / 20:05
    ชื่อวอยด์เหรอเนี่ย
    บิดเบี้ยวจริงๆเลย เป็นคนที่น่าหงุดหงิดจริงๆ
    เกิดเป็นคนครอบครองสมองและความรู้ที่ยิ่งใหญ่ทั้งทีดันทำตัวว่างเปล่าซะได้
    //โดนภาษาอันงดงามของไรต์เตอร์กก่ลอมจนอินจัด
    #13
    0
  2. #7 alice doll (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2555 / 20:28
    นุกๆๆอะอัพนะเนื้อเรื่องนุกดีคิกๆ
    #7
    0
  3. #5 ผ่านมาอ่าน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2555 / 16:22
    เปิดเรื่องมาได้น่าสนใจมากครับ พระเอกที่ไม่มีอะไรเลย

    กับชื่อที่เกี่ยวกับความว่างเปล่า ที่เป็นธีมหลักของเรื่อง

    กำลังรอลุ้นว่าจะดำเนินเรื่องต่อไปแบบไหน . . .
    #5
    0