คัดลอกลิงก์เเล้ว

ฝันเลือน...ที่เกรเอียร์ซาร์

โดย kiririn

เรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเพื่อส่งอาจารย์ สมัยมัธยมฮับ

ยอดวิวรวม

81

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


81

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  20 มิ.ย. 57 / 00:11 น.
นิยาย ѹ͹...

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
อ่านได้ สบายๆ แอบวายอย่างไม่เปิดเผย

เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 มิ.ย. 57 / 00:11





เกรเอียร์ซาร์ดาวเคราะห์ดวงน้อยที่อยู่ห่างออกไปในห้วงฝันของจักรวาลอันห่างไกล   ลึกลงไปในหมอกควันสีม่วงที่ปกคลุมอยู่รอบดาวเคราะห์ดวงน้อยแห่งนี้  ยังมีสิ่งมีชีวิต ที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ยุคแรกของเกรเอียร์ซาร์อาศัยอยู่    พวกเขาตั้งหมู่บ้านขึ้นมาบนดาวดวงนี้มาเกือบ 90 ปีแล้ว

บรรยากาศของดวงดาวที่ถูกเรียกขานว่า
เกรเอียร์ซาร์ นี้นั้น   ไม่แตกต่างอะไรจากดาวที่เรียกว่าโลกนัก  นอกจากชั้นบรรยากาศมักจะมีฝุ่นละอองสีม่วงปกคลุมอยู่จาง ๆ เป็นนิจ   ทำให้ท้องฟ้าของดาวดวงนี้เป็นสีม่วงอ่อนๆ  พื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวปกคลุมไปด้วยผืนน้ำจรดผืนป่ากว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ป่าของดาวดวงนี้ถูกเรียกว่าป่าสีทอง เพราะว่าใบไม้ของที่นี่แทนที่จะเป็นสีเขียว กลับกลายเป็นสีทองอร่ามส่องประกายวิบวับ ด้วยสิ่งนี้เองทำให้ป่ารกทึบของดาวเกรเอียร์ซาร์ไม่มืดสนิทแต่กลับสว่างไสวราวกับป่าของภูติพรายในเทพนิยาย

บรรดาพันธุ์พืชต่างๆบนดาวดวงนี้มีลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้มเฉกเช่นเดียวกับสีของพื้นดิน ยิ่งต้นไม้ที่มีอายุมากขึ้นเท่าใดเปลือกไม้ก็ยิ่งมีสีเข้มขึ้น พืชพรรณที่ขึ้นงอกเงยในป่านี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นพันธุ์เดียวกับที่เจริญอยู่บนโลก  ทั้งหน้าตารูปพันธ์ที่แปลกประหลาดแล้วยังความสูงใหญ่ราวกับตึกระฟ้าเนื่องว่ามีอายุหลายร้อยปี กอปรกับตลอดรายทางที่ย่ำเท้าผ่านมีต้นไม้ต้นเล็กหน้าตาไม่แตกต่างอะไรกับบรรดาไม้ใหญ่ขึ้นเรียงรายเป็นทิวแถว

ห่างไกลออกไปนอกป่าไปทางทิศตะวันออก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่  ที่นี่เป็นที่แห่งเดียวที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในโลกใบใหญ่ของเกรเอียร์ซาร์  ร่างของเด็กชายตัวเล็ก ๆ 2 คนปรากฎอยู่บนเนินหญ้า   เด็กชายที่ตัวโตกว่ามีชื่อว่า ราฟเขากำลังกวักมือเรียกเด็กชายตัวเล็กกว่าที่ชื่อ ยูรีล  เด็กน้อยมีผมสีน้ำตาลอ่อนจางจนเกือบทองกับนัยน์ตาสุกใสสีเขียวเข้มและพวงแก้มยุ้ย ๆ นั่นกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเพื่อน    วันนี้ยูรีลนัดกันไว้ว่าจะไปค้างบ้านของราฟ   เพื่อรอดูตัว 'นีเญรา' สัตว์ในฟาร์มบ้านเพื่อนคลอดลูก

 


ยูรีล..ทางนี้ราฟเด็กชายอายุราว ๆ 8-9 ขวบ เขามีผมสีดำ  นัยน์ตาสีน้ำเงินมีแววตาตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด   เขาโบกมือเรียกเพื่อนหยอย ๆ เพื่อเร่งยูรีลให้ตามมาเร็วๆ 

 


ยูรีลวิ่งเข้าไปหาเพื่อนพลางหยุดหอบหายใจเล็กน้อย ใกล้จะคลอดแล้วเหรอ?”

 


ใช่! ไปดูกันเร็วราฟว่า พลางฉุดอีกฝ่ายวิ่งไปทางฟารม์เลี้ยงสัตว์ที่อยู่ห่างออกไปทางท้ายหมู่บ้าน   ซึ่งบ้านของเขาตั้งอยู่ที่นั่นอย่างกระตือรือร้น

 


ไม่นานนักเมื่อเข้าทุ่งหญ้าในฟาร์มของบ้านราฟ   เสียง กี๊ซ! กี๊ซ! กี๊ซ!” ก็ดังออกมา   เซ็งแซ่ไปทั่วราวกับว่านีเญราพวกนั้นกำลังจับกลุ่มกันพูดคุยกันอยู่

 


ว้าว..  นีเญราเต็มไปหมดเลย  นี่...พวกมันจะรู้มั้ยว่ากำลังจะมีตัวน้อยมาเพิ่มอีกตัวยูรีลร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นตัว นีเญรา ฝูงใหญ่ วิ่งเล่นกันอยู่ในทุ่งหญ้าที่มีรั้วกั้นบริเวณเพื่อไม่ให้มันวิ่งเตลิดออกไปนอกเขตฟาร์ม

 


[นีเญรา] เจ้าสิ่งมีชีวิตที่ยูรีลกับราฟกำลังจ้องมองอยู่นั้น เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีขนาดตัวไม่ใหญ่ไปกว่าสุนัขเท่าไรนัก    มันมีขนสีฟ้าฟูฟ่องไปหมดทั้งตัว ยกเว้นที่ใบหน้า ขาและหางยาวๆ ที่มีลายดำพาดกลอนคล้ายกับเสือ   และมียังเขาเล็กๆ สองข้างลักษณะคล้ายเปลือกหอยม้วนวนอยู่บนศรีษะ

 


ไม่รู้สิ   พวกมันอาจจะบอกกันแล้วก็ได้  วันนี้ถึงเสียงดังเป็นพิเศษ

           

           
ว่าแต่ตัวไหนล่ะ? ที่จะคลอดลูกยูรีลถาม พลางกวาดสายตามองหา  สำหรับเด็กชายแล้วนีเญรามันก็หน้าตาเหมือนกันทุกตัวแหละ

           

           
มันไม่ได้อยู่ที่นี่    มันใกล้คลอดแล้วเราก็เลยแยกมันไปไว้ในฟาร์มอนุบาลสัตว์แรกเกิด   เพื่อไม่ให้ตัวอื่นรังแกลูกมัน

           

          
เหรอ? “เด็กน้อยถามอย่างตื่นเต้นเพราะไม่เคยรู้เรื่องดูแลนีเญรามาก่อน  และอีกอย่างบ้านของเขาก็ไม่ได้เลี้ยงนีเญราด้วย

           

           
ไปเถอะ..ยูรีลเดี๋ยวค่อยกลับมาดูก็ได้เดี๋ยวไปไม่ทันนะราฟหันมาเร่ง ก่อนก้าวยาวๆนำไป

           

           
รอด้วยซิเด็กน้อยรีบละสายตาจากกลุ่มนีเญรา รีบวิ่งตามเพื่อนรักไป

 

           
+++++++++++++++++++++++++++++++++

           


แม่ฮะ เวียร์เป็นไงบ้างราฟวิ่งเข้าเกาะขาชายหนุ่มคนหนึ่ง

 


มันคลอดหรือยังฮะ?”   ราฟหมายถึง เวียร์ นีเญราท้องแก่ใกล้คลอดตัวนั้น    ชายหนุ่มเห็นเข้าก็ยิ้มตอบด้วยเอ็นดู    เขามีรูปร่างเพรียวค่อนข้างไปทางบอบบาง   เขาไว้ผมยาวสีดำ มีรอยยิ้มที่อ่อนโยนอยู่เสมอ เมื่อใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกสบายใจไปด้วย ยูรีลเองก็เช่นกันเขารู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่ออยู่ใกล้แม่ของเพื่อน   

 


ชายหนุ่มชื่อ ซาฟิล เขาเป็น แม่ของราฟ เขาเป็นนักวิชาการเกี่ยวกับสัตว์ทางเกษตร  ทำหน้าหน้าที่ให้ดูแลฟาร์มแห่งนี้    ใกล้คลอดแล้วล่ะ  เดี๋ยวไปดูพร้อมแม่ก็ได้

           

           
สวัสดีครับคุณซาฟิลยูรีลทักอย่างมีมารยาท

           

           
สวัสดีจ้ะ ยูรีลซาฟิลยิ้มให้เด็กน้อย เพื่อนของลูกชาย

           

           
ทั้งสามคนเดินไปโรงเพาะเลี้ยงที่ทำไว้สำหรับนีเญราท้องแก่ และลูกอ่อนที่ยังไม่หย่านม   โรงอนุบาลสัตว์อ่อนที่ว่าทำด้วยไม้บาร์มสีน้ำตาลแดงเนื้อแข็ง  แบ่งเป็นห้องเล็กๆ  หลายๆ ห้องซึ่งแต่ละห้องนั้นมีขนาดตัวของนีเญราใหญ่กว่าไม่มากนักเราเรียกห้องสำหรับสัตว์นั้นว่า คอก   ในโรงอนุบาลสัตว์แบ่งซอยเป็นคอกเล็กไว้มากมายแบ่งเป็นสองฝั่งทางเดินมีทางเดินตรงกลาง ทั้งสามคนเดินไปจนห้องที่อยู่ในสุด

           

           
เจ้า เวียร์ นีเญราว่าท้องแก่ใกล้คลอดนั้นท้องของมันนูนโตเสียเหมือนจะระเบิดออกได้ในไม่ช้า    เวียร์นอนอยู่บนฟางแห้งนุ่มนิ่ม   โดยปกติแล้วนีเญราเป็นสัตว์เชื่องๆ แต่เวลาแบบนี้จะหงุดหงิดง่าย ทำให้ทั้งสามคนต้องเฝ้ามองอยู่ห่างๆไม่กล้าเข้าไปใกล้มากนัก

           

           
กี๊ซ..เวียร์ส่งเสียงร้องครวญครางดังลั่นฟังดูเหมือนเจ็บปวดทรมานมาก    

           

           
แม่ๆ มีน้ำอะไรไม่รู้ไหลออกมาจากตัวมันตั้งเยอะ   เอ๊ะ!! นั่นมันเลือดนี่นา!!”  ราฟหันไปเขย่าซาฟิลแรงๆ เด็กน้อยไม่เคยเห็นการคลอดกลับคิดไปว่ามันกำลังจะตาย    โดยที่ยูรีลนั้นก็ไม่แตกต่างกันเท่าไร

           

           
น้ำคร่ำมันแตก   มันกำลังจะคลอดมันไม่ได้เป็นอะไรหรอก

           

           
น้ำคร่ำ?” เด็กน้อยสองคนประสานเสียงกันทันทีเพราะไม่รู้จักว่าน้ำคร่ำคืออะไร    แต่พอรู้ว่าแม่นีเญรานั้นไม่เป็นอะไรก็เบาใจขึ้นบ้างและหันไปจดจ่อลุ้นระทึกด้วยความตื่นเต้นต่อไป   ในขณะที่ซาฟิลก็เฝ้ามองเด็กๆด้วยความเอ็นดูกึ่งขบขัน    แล้วในไม่ช้านั้นเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง

           

           
กี๊ซซซซซซซซซซซซซ....เจ้าเวียร์ร้องออกมาอย่างสุดเสียง   และในอึดใจนั้นเอง    ลูกนีเญราตัวเล็กๆ ก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากตัวแม่   

           

           
ออกมาแล้ว!!” เด็กน้อยทั้งสองพากันตาโตด้วยความตื่นเต้นปนพิศวงไม่เข้าใจว่านีเญราตัวเล็กๆ ตั้งหลายตัวนั้นเข้าไปอยู่ในท้องแม่มันได้อย่างไร

           

           
ราฟดูสิมันออกมาตั้งเยอะแน่ะ....อู้ฮูยูรีลเขย่าแขนราฟเป็นการใหญ่  จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันนับจำนวนลูกนีเญรา

           

 "1….2…3…4…..5….นั่นๆ ออกมาอีกตัวแล้ว  6 ตัว! ตั้ง 6 ตัวแน่ะ!” ยูรีลนับเจ้านีเญราตัวเล็กทั้งหลาย ที่พยายามเบียดกายเข้าชิดแม่ของมันเพื่อจะดูดนม

 


“ ..7 ตัว ตะหากนายนับใหม่สิราฟว่า

 


อ๊ะ จริงด้วย ตัวมันเล็กเลยมองไม่ถนัดเจ้าตัวน้อยแก้ตัว

 


เด็กๆ จะเข้าไปดูใกล้ๆก็ได้นะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ  แต่อย่าไปจับลูกมันเล่นก็พอแม่ลูกอ่อนมันจะดุซาฟิลบอกเด็กน้อยทั้งสอง

 


ฮะยูรีลได้ยินดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปทันที ราฟรีบตามเข้าไปติดๆ

 


ทำไมมันถึงคลอดลูกได้ทีละหลายตัวจังละฮะ ทีพวกเรายังออกได้ทีละคนเอง แถมยังไม่ได้ออกจากตัวเราแบบนี้สักหน่อยยูรีลหันไปถามซาฟิลด้วยความพิศวง    เพราะเป็นที่รู้กันว่าเด็กๆ บนดาวดวงนี้จะเกิดขึ้นมาได้ต่อเมื่อพ่อแม่ต้องการ    และพวกเขาก็เกิดมาจากหลอดแก้ว 

 


โดยหมอจะเอาบางสิ่งออกจากตัวพ่อและแม่มาทำให้เกิดพวกเขาขึ้นมา  เด็กๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร  บางทีนักวิทยาศาสตร์อาจจะใช้เวทย์มนต์เนรมิตให้เด็กเกิดขึ้นมาก็ได้    เมื่อแรกที่เด็กเกิดมาก็ยังเป็นเหมือนแค่ลูกอ็อดในไข่ที่รอเวลาให้โตเต็มไว     ด้วยเหตุนี้หมอจึงนำพวกเขาไปเลี้ยงไว้ในหลอดแก้ว   จนกว่าเด็กๆ เติบโตขึ้นมาและพร้อมจะสู่โลกภายนอกได้   และที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องช่วยกันประคับประคองแล้วล่ะ   

 


ดังนั้นราฟกับยูรีลจึงประหลาดใจเป็นอันมากที่เห็นลูกสัตว์เกิดมาจากตัวแม่   มันช่างต่างกับทฤษฏีที่ใครๆ บนดาวเกรเอียร์ซาร์รู้ๆ กันอยู่แล้ว

 


นั่นสิฮะ แม่ทำไมนีเญราถึงไม่เกิดในหลอดแก้วแบบพวกเราล่ะครับราฟฟังยูรีลถามแล้วก็ละสายตาจากเวียร์  มามองชายคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ตัวเองอย่างสงสัยเช่นกัน

 


ซาฟิลนิ่งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะต้องมาตอบคำถามที่ยากเกินเด็กของเพื่อนลูกชายถามเอา ชายหนุ่มคลี่ยิ้มไม่ตอบคำถามในทันทีเพราะกำลังเรียบเรียงความคิดอธิบายอย่างไรให้เด็กๆ เข้าใจได้ง่ายที่สุด

 


พวกลูกเคยสังเกตอะไรไหม สัตว์บนดาวดวงนี้นะ ถึงเป็นสัตว์ประเภทเดียวกันแต่มันก็แบ่งเป็นสองประเภท ก็คือตัวผู้ และตัวเมีย..”

 


ครับ  เด็กทั้งสองรับคำพร้อมกัน

 


แล้วไม่เคยสงสัยบ้างหรือ ว่าทำไมมนุษย์อย่างเราถึงมีแต่ผู้ชาย..”

 


อ้าว? ก็พวกเรามีเพศเดียวอยู่แล้วนี่ฮะ   โตขึ้นมาถึงจะเลือกว่าใครจะเป็นพ่อใครจะเป็นแม่ไม่เห็นแปลกเลย?” ราฟคิดอะไรแบบง่ายๆ แต่ยูรีลสงสัยไปมากกว่านั้น

 


คุณอาหมายความว่ามนุษย์ไม่มีตัวเมียหรือฮะซาฟิลมองเด็กน้อยที่ความคิดอ่านโตเกินด้วยความพิศวงก่อนจะยิ้มให้แล้วค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น

 


เรียกว่า [ผู้หญิง] ดีกว่านะจ๊ะชายหนุ่มยิ้มเย็นให้ลูกชาย

 


ผู้หญิง?”

 


ใช่....หมายถึงตัวเมียนั่นแหละ.....แต่สำหรับมนุษย์เราเรียกว่าผู้หญิง เหมือนที่ตัวผู้เรียกว่าผู้ชายนั่นแหละจ้ะ

 


ครับผู้หญิงก็ได้....” เด็กน้อยทวนคำด้วยความรู้สึกที่ว่าทำไมจะต้องเรียกให้มันยุ่งยากในเมื่อผู้หญิงกับตัวเมียไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน    แต่เมื่อซาฟิลบอกให้เขาเรียกว่าผู้หญิงแทนเด็กน้อยก็ยอมเรียกตาม 

 


แล้วผู้หญิงนี่ไม่เหมือนพวกเราหรือฮะ?” ราฟถามขึ้นบ้าง

 


รูปร่างโดยรวมก็ไม่แตกต่างมากเท่าไร มีเพียงบางส่วนที่ไม่เหมือนกัน ผู้หญิงจะบอบบาง สวยงาม และอ่อนแอกว่าพวกเรา

 


แล้วทำไมผมถึงไม่เคยเห็นผู้หญิงเลยล่ะครับ?” ยูรีลถาม พร้อมจ้องหน้าซาฟิลด้วยความอยากรู้เต็มที ราฟเลยพลอยมองแม่ตัวเองไปด้วย   ทำให้ชายหนุ่มต้องถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกลำบากใจว่าจะอธิบายอย่างไร   ให้เด็กๆ เข้าใจได้ง่ายและไม่มีคำถามแปลกๆ ตามมาอีก


 


เพราะไม่มีผู้หญิงบนดาวของเราน่ะสิ

 


แล้วทำไมไม่มีผู้หญิงล่ะครับ   ผู้หญิงไปไหนกันหมด?”

 


อ่า....เอ่อ....พวกเธอไปในที่ไกลแสนไกลกันหมดแล้วน่ะ....”

 


แล้วไปไหนล่ะครับ?  ไปไกลมากมั้ยครับ? แล้วจะกลับมามั้ย?  แล้วจะกลับมาเมื่อไร?  แล้วไปทำไม?” คำถามรัวเป็นชุดจากเด็กน้อยทั้งสอง   ทำให้ซาฟิลอึ้งหนักเข้าไปอีก   ยิ่งเขาจงใจใช้คำหลีกเลี่ยงมากกว่าจะอธิบายเป็นรูปธรรมกลับยิ่งทำให้เด็กๆ สงสัยหนักขึ้นไปอีก    และแล้วก็ซาฟิลตัดสินใจยิ้มหวานให้เด็กทั้งสองคนก่อนจะปัดเรื่องให้พ้นตัว

 


เรื่องนี้พวกเธอควรจะไปถามคุณตาจาเรียสโต้ดีกว่านะ ท่านอยู่มานานกว่าแม่มาก    ท่านรู้เรื่องนี้ดีกว่าแม่เยอะ

 


เมื่อซาฟิลไม่ยอมอธิบายเด็กทั้งสองคนเลยวางแผนกันว่า  ตอนบ่ายจะไปหาชายชราที่อยู่ตอนเหนือของหมู่บ้าน

 

            +++++++++++++++++++++++++++++++++

 


ในตอนบ่ายแก่ๆ เด็กน้อยทั้งสองก็มาถึงหน้ากระท่อมหลังเล็กๆ ของจาเรียสโต้ชายชราที่มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้าน   ราฟกับยูรีลคิดว่าคุณตาต้องยินดีเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเหมือนเวลาที่พวกเขาและเด็กๆ คนอื่นๆ มาขอให้เล่านิทานให้ฟังเป็นแน่  กระท่อมของชายชราที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน   หน้าบ้านต้นไม้ใหญ่ให้เงาร่มรื่นข้างๆบ้านมีโต๊ะไม้รูป 8 เหลี่ยมเอาไว้ต้อนรับแขก   


แล้วก็เป็นอย่างเช่น
ทุกครั้งที่มาหาจาเรียสโต้เขาก็นั่งเล่นอยู่กับ 'อเรลรัล' สัตว์เลี้ยงตัวโปรด    อเรลรัลเป็นสัตว์สี่เท้ารูปร่างไม่อ้วนกลมเท่านีเญร่าแต่มีรูปร่างปราดเปรียวกว่าและมีสองหาง    มันมีขนดำปกคลุมไปทั้งตัวยกเว้นที่ต้นคอนั้นมีแผงขนเป็นสีเงินยาวคลุมลงมาถึงหน้าอก   ยามที่มันยืนนั้นจะดูสง่างามมาก   นอกจากนั้นแล้วอเรลรัลยังมีหัว 2 หัว  กับหน้ายาวๆ และฟันแหลมๆคล้ายสุนัขเพียง  เพียงแต่มันมีดวงตาใหญ่ๆ ประดับไว้ตรงกลางหน้าผากแค่ศรีษะละ 1 ตาเท่านั้น  

 


โบ๋ว  โบ๋วเจ้าอเรลรัลหันมาเห็นเด็กทั้งสองก่อน จึงเห่าทักมาแต่ไกล ก่อนวิ่งเยาะๆมาหา  แล้วกระดิกหางทั้งสองแกว่งไกวไปมา    ยูรีลเห็นเข้าก็ลูบศรีษะและขนนุ่มนิ่มของมันก่อนกล่าวทักทายชายชรา

 


สวัสดีฮะ คุณตา

 


สวัสดี  ราฟ..ยูรีล  ไปไหนกันมาล่ะ ใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตานั้นยิ้มแย้มกลับมา

 


พอดีมีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อยนะครับราฟว่าและพยายามวางท่าทางเป็นผู้ใหญ่    ทั้งนี้เพราะไม่อยากถูกหัวเราะกับเรื่องราวที่ตัวเองไม่รู้ถึงต้องมาถามไถ่

 


งั้นหรือเอาสิ ตากำลังเบื่อๆอยู่พอดี ชายชราเลิกคิ้วขึ้นพลางคิดว่าเรื่องที่เด็กน้อยสงสัยคงจะไม่ใช่เรื่องทั่วๆ อย่างวิธีจับตัว 'เปเปาสร่า' เป็นแน่ๆ   จึงกวักมือให้เด็กๆ เข้ามานั่งที่โต๊ะ    เมื่อนั่งกันเรียบร้อยแล้วยูรีลก็เป็นคนเปิดฉากถาม

 


ทำไมดาวดวงนี้ถึงไม่มีผู้หญิงล่ะฮะ?” ชายชรายิ้มกับตัวเมื่อคาดเดาเอาไว้แล้วว่าเรื่องที่ทำให้เด็กทะโมนคู่นี้สงสัยจนต้องมาถามเขาถึงบ้านต้องไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่ๆ

 


ใครเป็นคนพูดเรื่องนี้กับพวกเจ้าล่ะหือ

 


จาเรียสโต้ไม่ตอบแต่ถามกลับ  เพราะคาดว่าเด็กทั้งสองคงต้องไปตั้งคำถามน่าลำบากใจแบบนี้กับใครมาก่อนแล้ว   แต่คนๆ นั้นอึดอัดใจที่จะอธิบายให้เด็กช่างซักฟังจึงโยนเรื่องมาที่เขา    ราฟไม่รอช้ารีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฟาร์มให้จาเรียสโต้ฟัง  ชายชราได้ฟังก็ลูบเครายาวของตนก่อนเอ่ยปากเล่า    เพราะคิดว่าถึงเวลาที่เด็กๆ สมควรจะเรียนรู้ได้แล้ว

 


ความจริงเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน.....มันเหมือนแค่เพิ่งผ่านมาเมื่อวันวานนี้เอง    แต่มันยาวนานเหลือเกินสำหรับข้านานเสียจนคนรุ่นราวคราวเดียวกับข้าที่รู้เรื่องนี้ตายจากไปเสียเกือบหมดแล้ว

 


อู้ฮู? ไหนบอกว่า 10 ปีเองไงตา  ทำไมฟังดูนานนักล่ะ

 


หลายสิบปี....ไม่ใช่ 10 ปี   เป็นเวลา 10 ปีที่เวียนมามันบรรจบกันหลายครั้งจนเกือบเท่าอายุของข้า เด็กทั้งสองพากันกางนิ้วมือขึ้นมานับก่อนจะเบ้ปาก

 

           
ตอนนี้ตาอายุ 118 งั้นเรื่องมันก็ต้องเกิดมาเกือบๆ ร้อยปีแล้วสิชายชราพยักหน้าแทนคำตอบ    ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด

 


"ก่อนที่พวกเราจะมาตั้งรกรากอยู่บนดาวดวงนี้    เดิมทีพวกเราเป็นมนุษย์ที่เดินทางมาจากดวงดาวที่ห่างไกลออกไป..”  ยูรีลทำตาโต

 


หมายความว่าเรามาจากต่างดาวหรือฮะ

 


ใช่แล้ว.....ดาวแม่ที่พวกเราจากมานั้น    เป็นดาวที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าครามสดใส    ไม่ได้เป็นสีม่วงอย่างท้องฟ้าของเกรเอียร์ซาร์    เป็นเคราะห์ดาวสีน้ำเงินชื่อว่าโลกจาเรียสโต้หยุดเล่าเล็กน้อยเพื่อสังเกตสีหน้าของเด็กๆ  เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยพากันตาโตด้วยความพิศวงและมีแววตาใคร่รู้ต่อ    ชายชรายิ้มน้อยๆ กับตัวเองก่อนเริ่มเล่าต่อ

 


ในขณะพวกเราออกมาสำรวจดวงดาวต่างๆในกาแลคซี่ที่ชื่อสุริยะจักรวาล    เพราะมีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง   และมีเส้นทางดวงดาวที่เชื่อมกันเราเรียกสะพานดาวนั้นว่าทางช้างเผือก

 


ตา.....ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง....ทำไมไม่ชื่อกาแลคซี่อาทิตย์จักรวาลล่ะ?  แล้วทางช้างเผือก? ที่นั่นมีช้างสีขาวบินได้ด้วยเหรอ?  ว่าแต่ช้างนี่หน้าตาเป็นยังไงเหรอ?” ราฟพูดจบประโยคก็โดนยูริอัลเขกหัวเข้าให้   เพราะไม่อยากให้เพื่อนขัดจังหวะการเล่า   

 


สุริยะมีความหมายเดียวกับดวงอาทิตย์  เพียงแต่เราเรียกมันแบบนี้เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า   สุริยะจักรวาลหมายถึงกาแลคซี่   แต่อาทิตย์หมายถึงดาวที่เผาไหม้ตัวเองจนสีแดงร้อนแรง   เหมือนพระอาทิตย์ของที่นี่เท่านั้นแหละ    ส่วนทางช้างเผือกมันไม่ได้มีช้างสีขาวบินได้หรอก   แต่ดวงดาวที่พาดผ่านท้องฟ้าจนเป็นสะพานดาว   ดูจากไกลๆ มันเหมือนมีช้างฝูงใหญ่เดินผ่านท้องฟ้าน่ะ....แล้วช้างหน้าตายังไงเหรอ?...ช้างก็ตัวใหญ่ๆ พอๆกับตัวเรนดอนกัลได้ละมัง มีหูใหญ่ๆ ไม่มีขน  จมูกยาวๆ ...ยาวมากเท่าความสูงของมันเลยทีเดียว


ราฟกับยูริอัลพยามยามนึกตามคำบอกเล่า เอาเป็นว่าเอาตัว  'เรนดอลกัล' มาตัดขนออกให้เหลือแต่ตัวผอมๆ เก้งก้าง ดูตลกเมื่อเทียบกับความสูงของมัน แล้วทำให้จมูกยาวๆ เปลี่ยนหูแหลมๆให้กลายเป็นหูใหญ่ๆแทน เด็กทั้งสองทำหน้าปุเลี่ยนๆเมื่อนึกภาพ แต่ก็พยักหน้าทำเป็นเข้าใจเพื่อให้ชายชราได้เล่าต่อ


ตากับเพื่อนๆ  11 คน มีผู้ชาย 9 คน ผู้หญิง 2 คน นั่งยานชื่อ [อเล็กซานเดรีย] เดินทางออกมาสำรวจดวงดาวนอกระบบสุริยะ  การเดินทางในอวกาศเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากพอสมควร    คณะของเราจึงมีผู้ชายมากกว่า   แต่ตอนมาถึงดาวดวงนี้ขณะที่กำลังเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ อยู่ๆก็เกิดแรงดึงดูดมหาศาล  ทำให้ยานของเราเสียหลักพุ่งเข้าชนพื้นโลกอย่างจัง  อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เราสูญเสียผู้หญิงไปหนึ่งคน   

 


คงเหลือแต่พวกผู้ชายที่แข็งแรงกว่ากับผู้หญิงอีกคนเท่านั้น   ช่วงแรกเราคิดว่าคงจะอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้เพียงชั่วคราวจนกว่าจะซ่อมยานเสร็จหรือติดต่อไปที่ดาวโลกได้    แต่ว่ายานของเราเสียหายหนักเกินกว่าที่จะซ่อมแซมและเราอยู่ห่างไกลโลกเกินกว่าสัญญาณสื่อสารไปถึงได้   ทำให้เราต้องติดค้างอยู่บนดาวที่มีท้องฟ้าสีม่วงบนดวงนี้  และเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ในโลกที่ไร้เทคโนโลยีเช่นนี้    ทำให้ความฝันที่จะกลับโลกห่าเลือนรางจนริบหรี่

 


เราจึงจำใจต้องสร้างหมู่บ้านเล็กๆ ไว้ที่นี่ชั่วคราว   แต่เมื่อพายุพัดเข้ามาอากาศก็แปรปรวนท้องฟ้ากลายเป็นสีม่วงเข้มกว่าเดิม   แม้ในอากาศฝุ่นผงก็ยังเป็นสีม่วง    ทำให้พวกเราป่วยไข้กันพวกผู้ชายที่ร่างกายแข็งแรงกว่าเป็นแค่ไข้หวัดนิดๆ หน่อย    แต่ผู้หญิงที่เหลืออยู่กับเราแค่คนเดียวเธอป่วยหนัก    เมื่อเราใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ในยานวิเคราะห์ฝุ่นสีม่วงในอากาศแล้วก็พบว่ามันเป็นอันตรายต่อเพศหญิงแต่ไม่มีผลกับเพศชาย     จึงทำให้เธอตายลงในที่สุดความหวังที่ได้กลับบ้านก็พลอยจางหายไปด้วย  

 


พวกเราทั้งเหงาและเปล่าเปลี่ยวต่างก็คิดถึงครอบครัวที่โลก    จึงพยายามสร้างครอบครัวขึ้นเพื่อปลอบใจกันเอง.....เรามีความรัก....และต้องการให้พวกเด็กๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว    เราจึงพยายามทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้   โดยสังเคราะห์สารบางอย่างในศพผู้หญิงคนสุดท้ายขึ้นมาปลูกฝังสร้างเซลล์จำลองลงในร่างของผู้ชายที่จะทำหน้าที่แม่…..”

 


ตาเซลล์จำลองคืออะไร?” ชายชราเพิ่งระลึกขึ้นมาได้ว่าเขากำลังอธิบายให้เด็กไร้เดียงสาฟังด้วยศัพท์ที่ยากเกินไป    นั่นอาจเป็นเพราะจาเรียสโต้เองก็นึกถึงวันเวลาเก่าๆ ที่ยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ

 


ก็....มันคือวิธีที่จะทำให้ผู้ชายกลายเป็นแม่ได้น่ะ.....” ชายชราใช้ถ้อยคำที่คิดว่าเด็กๆ น่าจะเข้าใจง่ายที่สุดแล้วนะ

 


แต่ว่า.....เราก็ไม่สามารถทำให้ผู้ชายท้องได้อย่างผู้หญิงจริงๆ  ที่ทำได้ก็แค่ดัดแปลงโครโมโซม X  ในตัวผู้ชาย....เอ่อมันคือ...สารชนิดเดียวในตัวผู้ชายที่มีเหมือนผู้หญิง   แต่มันก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวเราจึงต้องเอามาดัดแปลงทำให้ผู้ชายสามารถให้กำเนิด....เข้าใจหรือเปล่าชายชราเว้นวรรคการเล่าแล้วถามขึ้นมาบ้างเขาไม่แน่ใจว่าเด็กๆ จะเข้าใจจริงหรือเปล่า แต่เห็นพยักหน้ากันพรืดๆ จึงสรุปเอาว่าพอจะเข้าใจบ้างจึงเล่าเรื่องต่อไป

 


แล้วเราก็เอาโครโมโซม X  ในตัวผู้ชายที่จะเป็นแม่   มารวมกับโครโมโซม Y ของผู้ชายที่เป็นพ่อ  มารวมกันข้างนอกด้วยวิธีพิเศษแล้วเอาพวกเจ้าไปเลี้ยงไว้ในแคปซูลหลอดแก้ว   จนกว่าจะโตก็เหมือนกับนกที่รอเวลาออกจากเปลือกไข่นั่นแหละ    เด็กๆ ถึงเกิดมาได้เล่ามาถึงตรงนี้แล้วเด็กน้อยทั้งสองก็ส่งเสียงฮือฮากันใหญ่   เพิ่งเข้าใจว่าเด็กเกิดมาแบบนี้นี่เองยูริอัลกับราฟ มองตากันพลางกระซิบกระซาบว่าพรุ่งนี้ต้องไปเล่าให้เพื่อนที่โรงเรียนฟัง   เด็กรุ่นเดียวกับพวกเขาต้องยังไม่รู้เรื่องนี้แน่ๆ เลย   ทำให้ทั้งสองรู้สึกภูมิใจกับความรู้ใหม่มาก

 


เมื่อหาทางให้กำเนิดเด็กได้แล้ว     นั่นหมายความว่าความฝันของพวกเรายังไม่สิ้นสุด   แม้ว่าคนในรุ่นเดียวกับตาจะไม่สามารถกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนได้ก็ตามที      ทางเลือกสุดท้ายที่เราตัดสินใจทำก็คือดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมาบนดาวดวงนี้...และพยายามหาทางกลับโลกให้ได้ในอนาคต....แม้ว่ามันยังเป็นแค่ความฝันที่เลือนลางก็ตาม.....” ชายชราถอนหายใจในแววตาดูเศร้าสลด  แต่ครู่หนึ่งก็หันมายิ้มให้เด็กทั้งสอง

 


ไม่แน่นักบางทีลูกเจ้าหลานของพวกเจ้าอาจจะได้กลับไปยังโลก.....” แล้วจาเรียสโต้ก็นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน     คล้ายจมอยู่ในความฝันของตัวเอง    เด็กทั้งสองจึงเริ่มอึดอัดที่จะนั่งอยู่เงียบๆ   และรู้สึกว่าชายชราคงไม่ต้องเพื่อนคุยแต่ต้องการอยู่คนเดียวเงียบๆ มากกว่า    ยูริอัลกับราฟจึงขอตัวร่ำลากลับ

 


+++++++++++++++++++++++++++++++++

 


บนเนินหญ้าเลี้ยงสัตว์ในยามค่ำคืนนั้นโล่งกว้างโปร่งสบาย  ดาวบนท้องฟ้าพร่างพราวทอแสงระยิบระยับ  เด็กน้อยทั้งสองราฟและยูรีลนอนเคียงกันดูดาวบนท้องฟ้า  แล้วชี้ชวนกันว่าต้องมีดาวดวงใดดวงหนึ่งในจำนวนล้านๆ ดวงที่เป็นดาวโลกบ้านเกิดแห่งบรรพชนของตัวเอง

 


ราฟ นายคิดว่ายังไงกับเรื่องที่ตาจาเรียสโต้เล่าน่ะ.…” ราฟเอียงหน้ามองของเพื่อนของเขา

 


คิดอะไรล่ะ?”

 


ก็..นายคิดว่าอยากจะกลับไปที่โลกหรือเปล่า..หรือว่าจะอยู่ ที่นี่ต่อไป

 


มันก็ต้องอยากอยู่แล้ว เป็นใครก็ต้องอยากไปดูสักครั้งแหละว่าโลกเป็นยังไง

 


แต่ว่า..เราเกิดบนดาวดวงนี้นะ  ที่นี่ต่างหากที่เป็นบ้านเกิดของเรา  ถึงไปที่นั่นก็ไม่รู้จักใครไม่รู้จะไปทำอะไรอยู่ดี?”

 


อย่าลืมสิยูรีล พวกเราเป็นมนุษย์โลกที่แค่มาอาศัยบนดาวดวงนี้เพียงชั่วคราวต่างหาก

 


อืมม..เรื่องฉันรู้...ราฟ….แต่ว่า....แค่คิดว่าถ้านายจะไปโลกแล้วฉันต้องอยู่ที่นี่คงเหงาราฟขยี้ผมอีกฝ่ายเล่นเบาๆอย่างเอ็นดู  ก่อนลุกขึ้นยืน

 


ไม่หรอกถ้าไปเราก็ต้องไปด้วยกัน    แต่แค่พูดเล่นนี่จะไปได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลยเนอะราฟยิ้มให้ยูรีลก่อนจะดึงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นตาม

 


เอ้า กลับกันเถอะ   จะได้เวลาอาหารค่ำแล้วเดี๋ยวแม่ดุแย่เลย

 


อืมม แล้วเด็กน้อยทั้งสองคู่ก็จูงมือกันกลับยังกระท่อมหลังใหญ่ที่มีแสงไปสว่างลอดออกจากหน้าต่าง   กลิ่นของอาหารชักชวนให้เด็กทั้งสองวิ่งเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่งแข่งกันกลับบ้าน     ทิ้งเนินหญ้าและดวงดาวพราวแสงไว้เบื้องหลัง  ปล่อยให้เสียงลมเล่ากระซิบบอกถึงความฝัน   แห่งดาวสีม่วงที่ถูกเรียกว่า เกรเอียร์ซาร์ต่อไป

 





+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
















 

~fin~

 

ผลงานอื่นๆ ของ kiririn

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น