คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [KnB Fanfiction] Even death can not do us part ,, Kise x Haizaki

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



.
.


เหลืองเทามีคนชอบไม่มาก  
แต่เราก็พยายามจะเขียนทุกพล็อตที่แล่นเข้ามาในหัวให้เป็นรูปเป็นร่างเข้าไว้  
อยากให้มันเป็นแสงเทียนนำทางให้แก่ลูกเรือเหลืองเทาผู้ล่องลอยอยู่ในทะเล  
หลงทางเคว้งคว้างและแสนโดดเดี่ยว  

หากผ่านมาเห็นเข้าคุณจะได้รู้ว่า  
คุณไม่ได้ชอบคู่นี้อยู่เพียงลำพัง .


.
.


เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 มิ.ย. 63 / 20:41


 

 

 

 

"เลิกกันเถอะ  เรียวตะ"





 

ตั้งแต่ตอนที่คบกัน  ก็มีอยู่บ้างที่ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าวันหนึ่งต้องเลิกกับเขา  มันจะเป็นยังไง



 

แน่นอนว่าเขาต้องเป็นคนที่ขอเลิกก่อน  คนขี้เบื่ออย่างเขาทำอะไรตามอารมณ์อยู่แล้ว  ความจริงเราทั้งคู่ไม่น่าจะได้คบกัน  ความจริงยิ่งกว่านั้นคือไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะคบกันด้วยซ้ำ  แม้กระทั่งเราสองคนเอง  เขาเป็นคนนิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในสายตาของคนอื่นๆ  ก้าวร้าว  ชอบใช้ความรุนแรง  อารมณ์ฉุนเฉียว  จุดเดือดต่ำ  ปากร้าย  พูดอะไรออกมาแต่ละอย่างไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่ประชดประชัน  ชอบแย่งของๆ คนอื่น  ไม่เคยเกรงใจ  มีอะไรหลายอย่างมากที่เขาเป็นและคนอื่นรับไม่ได้  เขาเหมือนกลุ่มหนาม  ใครเข้าใกล้ก็เจ็บตัวทั้งนั้น  ผมเคยเกลียดเขามาก  เขาเองก็เคยเกลียดผมมากเหมือนกัน

 

 

เราคบกันด้วยอารมณ์ชั่ววูบ  ก็แค่บังเอิญคนที่อยู่ตรงนั้นคือเขา  แล้วคนที่อยู่ต่อหน้าเขาในตอนนั้นก็บังเอิญเป็นผม  บังเอิญว่าเราได้เจอกันหลังเรียนจบม.ปลาย  บังเอิญเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน  (ไม่เคยคิดว่าเขาจะอยากเรียนต่อ)  บังเอิญไปกินเลี้ยงหลังบรรลุนิติภาวะแล้วมีเหล้าเข้ามาเกี่ยว  บังเอิญนอนด้วยกัน  แล้วบังเอิญว่าเซ็กซ์ครั้งนั้นมันโคตรดี  

 

 

แค่ส่วนต่อขยายของอารมณ์ชั่ววูบในวันนั้นที่ยืดยาวมาจนถึงวันนี้  ผมเคยคิดอยู่แล้วว่าเราคงอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน  วันไหนสักวันไม่ผมก็เขาคงทำบางอย่างที่อีกฝ่ายรับไม่ได้  และวันสุดท้ายของเราคงมาถึง  เขาคงเป็นคนที่บอกเลิกก่อนเพราะจุดเดือดต่ำเตี้ยเรี่ยดินและนิสัยไม่เคยยอมเป็นฝ่ายอดทนคงทำให้ฟิวส์ขาด  และวันใดวันหนึ่งเขาคงเดินมาพูดคำนี้กับผมในสักวัน

 

 

หรืออาจจะไม่ได้พูดเลยก็ได้  ตื่นเช้าขึ้นมาอีกทีอาจพบว่าเขาเก็บของออกจากห้องไปจนหมดแล้ว  และจบเรื่องของเราลงอย่างง่ายดายเหมือนตอนที่มันเริ่มต้นขึ้น



 

“เลิกกันเถอะ  เรียวตะ”



 

เสียงของเขาห้วนสั้น  พยายามจะตัดความรู้สึกส่วนลึกที่มีออกไป  แม้จะคิดเล่นๆ ไว้แล้วว่าเขาจะต้องเป็นคนพูดก่อน  แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเขาพูดออกมาจริงๆ 

 

 

“ไม่ฮะ”

“เลิกกันเถอะ”

“ไม่ฮะ”

“ฉันเบื่อนายแล้ว” 

“ไม่ฮะ  โชโงะคุง”

“ทำไมเป็นคนพูดยากนะวะ  บอกให้เลิกก็เลิกสิ!!”

“ไม่ฮะ”

 

 

ทำหน้าอะไรแบบนั้นกันเนี่ย  ทั้งๆ ที่เป็นคนบอกเลิกเองแท้ๆ  แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทำไมเหรอฮะ



 

ผมมองผ่านกระจกใสออกไปตรงหน้า  เสียงน้ำดังมาจากที่หนึ่งเหนือหัว  ผมเงยหน้ามองไม่ได้เพราะไม่อาจละสายตาไปจากเขา  เขาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง  ขาของมันถูกขันยึดกับพื้น  มือของเขาถูกจับมัดไพล่หลังเอาไว้  เสียงน้ำนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ  ขากางเกงของผมเปียก  มันค่อยๆ เปียกไล่ขึ้นมาจนเกือบจะถึงสะโพกตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว  รองเท้าผ้าใบที่ใส่อยู่นี่คงต้องทิ้งแน่ๆ  อา….อุตส่าห์ประมูลมาด้วยราคาตั้งแพง



 

เราลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ตรงนี้  ระหว่างที่กำลังงุนงงกับสถานการณ์ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมคิดว่าจำได้ดังออกมาจากลำโพงที่ซ่อนอยู่ในผนังห้อง  มันคือเสียงของสตอล์คเกอร์ที่ตามผมมานานกว่าครึ่งปี  เธอบังคับให้เราสองคนเลิกกัน  เธอบอกว่าผมต้องเป็นของเธอ  และของเธอเท่านั้น  เธอขังผมไว้ในตู้สี่เหลี่ยมที่ทำจากกระจก  มันไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก  มือทั้งสองข้างของผมถูกมัดไว้ด้วยโซ่ที่โรยลงมาจากเพดาน  เธอจับเขามัดไว้กับเก้าอี้ให้หันหน้าเข้ามา  กล้ามากที่เอามือสกปรกๆ นั่นมาแตะต้องเขาของผม  เธอบอกว่าให้เราเลิกกัน  เธอจะปล่อยน้ำลงมาเรื่อยๆ  เราต้องเลิกกันระหว่างนั้น  ก่อนที่น้ำจะค่อยๆ ท่วมสูงขึ้นมามิดหัวผม  และผมจะจมน้ำตาย  ถ้าเราเลิกกันและผมยอมบอกว่าผมเป็นของเธอ  เธอจะไว้ชีวิตเราทั้งสองคน  แต่ถ้าไม่  เธอจะฆ่าผม  จะบังคับให้เขาดูตอนที่ผมตาย  หลังจากนั้นชีวิตนี้ทั้งชีวิตเขาจะได้อยู่กับความรู้สึกผิดที่ช่วยผมไม่ได้ไปตลอดกาล

 

 

โชคดีแล้วที่เธอไม่ได้บอกว่าหลังจากผมตายเธอจะฆ่าเขาด้วย  ไม่อย่างนั้นต่อให้ตายไปแล้ว  ผมก็สาบานได้เลยว่าผมจะตามไปฆ่าเธออย่างโหดร้ายและทรมานที่สุดแน่นอน

 

 

เขาโวยวายเสียงดัง  หัวเสียกับสิ่งที่เกิดขึ้น  พยายามกระชากข้อมือตัวเองให้หลุดออกจากเก้าอี้แต่ก็ทำไม่ได้  พอน้ำถูกปล่อยลงมา  เขาก็ยิ่งร้อนรนใหญ่  เมื่อระดับน้ำสูงขึ้นมาจนถึงหัวเข่าของผม  เขาก็พูดประโยคนั้นออกมา

 

 

“เรียวตะ  ขอร้อง  เลิกกันเถอะ”

“ไม่ฮะ  โชโงะคุง”

“ต่อให้นายไม่เลิกฉันก็จะเลิก!! บ้าหรือไงเรียวตะ  ดูไม่ออกจริงๆ เหรอว่าฉันไม่เคยรักนายเลย!! จะหน้าโง่คบกับคนที่หลอกสวมเขาให้ตัวเองอยู่ทำไมวะ!! เลิกกันได้แล้ว!! พอสักที!!!”

-ใช่แล้ว  คิเสะคุง  ผู้ชายคนนี้ไม่เคยรักเธอเลย  เลิกกับเขาซะแล้วมาเป็นของฉันดีกว่า-

 

 

เสียงที่น่ารังเกียจนั่นยังคงดังออกมาจากลำโพง  ผมไม่สนใจมันแม้แต่น้อย  สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของผมมีแต่ภาพของเขา  เสียงที่ดังยินเข้าหูคือเสียงของเขาคนเดียวเท่านั้น

 

 

“เลิกกับฉันเดี๋ยวนี้!!”

“ไม่ฮะ”

“เลิกสิ!!  ไอ้เหี้ยเอ๊ย!! แกมันบ้าไปแล้วหรือไงวะ!!! เลิกกันเดี๋ยวนี้  ฉันบอกให้เลิก!!!!”

“ไม่ฮะ”

“เรียวตะ!!!!”

“ไม่ฮะ  โชโงะคุง”

 

 

ให้ตายสิ  โดนบอกเลิกซ้ำๆ นี่มันเจ็บชะมัด

 

 

ตอนแรกที่เคยคิดไว้ว่าต่อให้ต้องเลิกกับเขาผมก็คงจะไม่รู้สึกอะไร  อย่างมากก็อาจจะซึมไปสักวัน 2 วันแล้วหลังจากนั้นก็คงไปต่อกับคนอื่นได้  น่าจะต้องคิดใหม่เสียแล้ว  นี่มันเจ็บกว่าที่คิดเอาไว้อีกแฮะ…..เจ็บชะมัดเลย

 

 

“เรียวตะ  ฮึก! ขอร้องล่ะ!......ขอร้อง…...เลิกกัน….เลิกกันที”

“ไม่ฮะ”

 

 

ส่วนเขาที่ตอนแรกคิดไว้ว่าคงทำสีหน้าเบื่อหน่ายระหว่างที่พูดคำนี้  สีหน้าที่เหมือนมองขยะอะไรสักอย่างที่ตัวเองไม่ต้องการ  สิ่งที่เขาตัดสินใจว่าจะทิ้งอย่างไม่ลังเล  และคงหงุดหงิดเป็นอย่างมากเมื่อพูดคำนั้นออกมาแล้วผมยังฝืนยื้อต่อ  ไม่ยอมทำตามคำพูดของเขาแต่โดยดี  พอเขาพูดมันออกมาจริงๆ ตอนนี้กลับไม่ได้มีสีหน้าอะไรแบบที่ผมเคยคิดเอาไว้เลย  เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้  สีหน้าของคนที่กำลังกลัวอะไรสักอย่างอย่างสุดชีวิต  เด็กหลงทางที่กรีดร้องขอความช่วยเหลือ  คนที่ไม่เคยร้องไห้มาก่อนอย่างเขากำลังน้ำตาไหลพรากเต็มสองข้างแก้ม  ผู้ชายที่ศักดิ์ศรีสูงส่งแบบนั้น…..กำลังร้องไห้จนใบหน้าบิดเบี้ยวอยู่ต่อหน้าผม  ขอร้องให้ผมเลิกกับเขา

 

 

ผมเคยคิดว่าถ้าเขาร้องไห้  ไม่ว่าขออะไรผมคงต้องให้โดยไม่อาจต้านทานได้  แต่วันนี้คำขอร้องคร้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของเขาที่กำลังเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาอาบใบหน้า  ผมกลับไม่สามารถทำให้มันเป็นจริงเพื่อเขาได้เลย

 

 

น้ำนั้นขึ้นสูงมาจนกระทั่งถึงหน้าอกแล้ว  ปริมาณของมันมากกว่าที่คิด  หรือไม่ก็ตู้กระจกนี้มีขนาดเล็กกว่าที่คาด  เขาเบิกตากว้าง  ดิ้นรนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างสิ้นหวัง  ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ถูกมัดมือเอาไว้จนแน่นแท้ๆ

 

 

“เรียวตะ! ไม่! เลิกกับฉัน!! เลิกกับฉันเดี๋ยวนี้”

“พูดกี่ครั้งถึงจะฟังกันนะ  ก็บอกว่าไม่ยังไงล่ะฮะ  โชโงะคุง”

“แต่ฉันจะเลิก!! นี่!! ฉันเลิกแล้ว  สาบาน  สาบานเลยว่าจะไม่ยุ่งกับหมอนี่อีกแน่ๆ  ฉันจะลาออกจากมหาลัย  จะย้ายไปที่อื่น  จะไม่ให้ใครหาเจอ  นะ  ฉันสาบานจริงๆ  ปิดน้ำเถอะ  ฉันยอมแล้ว  แค่ฉันเลิกกับมันก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง!!”

 

 

ทำไมถึงไม่มองผมล่ะ  เงยหน้าพูดกับคนอื่นทำไม  หงุดหงิดจัง  แม้แต่วินาทีเดียวผมก็ไม่อยากให้เขาละสายตาไปจากผมเลยแท้ๆ  ไม่อยากให้เขาสนใจคนอื่นนอกจากผม  มองอะไรน่ะ  ผมอยู่ตรงนี้แท้ๆ  มองผมสิ  สนใจแต่ผม  คนอื่นจะไปสนใจทำไม

 

 

-ไฮซากิคุงพูดแบบนี้แล้วแน่ะ  ว่ายังไงเหรอคิเสะคุง-

 

 

เสียงแหลมๆ ที่น่ารังเกียจนั่นดังขึ้นอีกครั้ง  เป็นครั้งแรกที่ผมโต้ตอบมันนับตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาขึ้นมาในตู้กระจกได้  ผมตอบออกไปด้วยเสียงอันต่ำ  กร้าวแข็งเหมือนกับสัตว์ร้ายที่กำลังให้ขาหน้าตะกุยดินแล้วคำรามก้อง  คนที่ดึงความสนใจของเขาไปจากตัวผม  ไม่ว่าจะเป็นใครผมก็ไม่ให้อภัยทั้งนั้น

 

 

“ฉันไม่เลิก”

-ถ้าอย่างนั้นก็ตายซะเถอะ-

“เรียวตะ!!”

 

 

น้ำจากด้านบนที่ตอนแรกเหมือนปล่อยลงมาจากท่อ  เพิ่มปริมาณขึ้นในเสี้ยววินาทีเดียวเหมือนโดนเทลงมาทั้งอ่าง  ผมสำลักน้ำที่เข้ามาปากโดยไม่ทันได้ตั้งตัว  เขาเรียกชื่อผมเสียงดังลั่น  แต่เสียงของเขาเบาจัง  น้ำที่เพิ่มขึ้นมาท่วมหัวในเสี้ยววินาทีและถูกปล่อยลงมาเรื่อยๆ ทำให้ลืมตาไม่ค่อยขึ้นเลย  ผมมองเห็นเขาได้เลือนลาง  เขากำลังตะโกนเรียกผมอย่างสุดเสียง  สีหน้าหวาดกลัวจนถึงที่สุด  ทั้งน้ำมูกและน้ำตาไหลเต็มหน้าจนดูไม่ได้  ผมพยายามกลั้นผมหายใจไม่ให้สำลักน้ำเข้าไปมากกว่านี้

 

 

รีบมาเร็วๆ เถอะฮะ  โชโงะคุงตาบวมไปหมดแล้ว  ถ้าได้เข้าไปใกล้ๆ น่าจะเห็นว่ามันแดงมากแน่ๆ  ตะโกนเสียงดังติดต่อกันนานๆ แบบนั้นวันพรุ่งนี้ต้องเจ็บคอแน่นอน  เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอฮะว่าอย่าใช้เสียงมาก  โชโงะคุงน่ะมีอะไรก็ชอบพูดเสียงดังมาตั้งแต่อยู่ม.ต้น  ดุเท่าไหร่ก็ไม่เห็นฟังเลย

 

 

อึดอัด  ปวดหัว  หายใจไม่ออก  หูได้ยินเสียงเขาเบาลงทุกที  มีแต่เสียงของน้ำที่ดังอยู่รอบตัว  แล้วตอนนั้นเองที่ผมเห็นแสงจากประตูห้องเปิดออก  คนหลายคนวิ่งกรูกันเข้ามา  สีแดงโดดเด่นในกลุ่มคนเหล่านั้นมองเห็นได้ชัดแม้ในสติที่เริ่มจะหลุดลอย   อาคาชิจจิสินะ  ผมเห็นเขาหันไปหาสีแดงนั้น  ละล่ำละลักออกมาอย่างสติแตก

 

 

“ช่วยเรียวตะก่อน  อาคาชิ!!!”

 

 

รอไม่นานเลย  ตู้กระจกก็ถูกบางสิ่งบางอย่างฟาดจนแตกดังเปรี้ยง!!  น้ำปริมาณมหาศาลที่ท่วมหัวผมอยู่ทะลักออกไปด้านนอก  อากาศที่แทรกขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้สำลักจนตัวโยน  ใครบางคนช่วยไขกุญแจปลดโซ่ที่ตรึงข้อมือของผมออก  และประคองผมให้ค่อยๆ ทรุดลงไปนั่งพักอยู่บนพื้น

 

 

ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นอย่างแรก  อาคาชิจจิให้มีดพกเฉือนเชือกที่ผูกข้อมือของเขาให้  ทันทีที่เป็นอิสระ  เขาโผเข้ามาหาผมจนอ้าแขนรับไว้แทบจะไม่ทัน

 

 

อา....เข้ามาทำไมกัน  กระจกบาดเท้าเป็นแผลเต็มไปหมดเลย  รออีกแค่นิดเดียวผมก็จะเป็นคนเดินไปหาเองแล้วแท้ๆ  เขาร้องไห้เสียงดังอย่างละทิ้งแล้วซึ่งศักดิ์ศรีหรืออีโก้ต่างๆ ที่เคยถือเอาไว้  ตัวของเขาสั่นเทา  ผมกอดเขาแน่นจนน่าจะเจ็บ  เขาเองก็กอดผมไว้อย่างสุดชีวิตเช่นกัน

 

 

“เรียวตะ….เรียวตะ….เรียวตะ….เรียวตะ”

“โชโงะคุง…..”

 

 

อยากพูดอะไรอีกตั้งเยอะแยะ  แต่ตอนนี้เราทั้งคู่ต่างก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้นอกจากกอดกันให้แน่นที่สุดแล้วเรียกชื่อของกันและกัน  ผมรัดเขาเอาไว้ในอ้อมแขนจนแน่ใจว่าไม่ว่าอากาศสักโมเลกุลก็ไม่มีทางที่จะขั้นกลางระหว่างเรา  ลูบหัวเขาให้คลายแรงสั่น  โยกตัวช้าๆ เหมือนปลอบเด็กน้อยที่กำลังฝันร้าย

 

 

เสียงสะอื้นของเขาดังอยู่ข้างหู  เขาเรียกชื่อผม  เรียกซ้ำๆ  เบียดตัวเองเข้ามาใกล้  จากที่ใกล้อยู่แล้วให้ใกล้ขึ้นอีก  ชิดจนราวกับหลอมรวมเป็นคนๆ เดียวกัน  เขากอดผมเอาไว้อย่างนั้น  เรียกชื่อผมอีก  เหมือนกลัวว่าผมจะหายไปต่อหน้า



 

“เรียวตะ  เรียวตะ”

“ฉันอยู่นี่…..อยู่นี่แล้วฮะ  โชโงะคุง”



 

อย่ากังวลเลย  ที่รัก

 

 

ผมไม่มีวันเดินไปจากคุณ



 

ผมจะไม่มีวันปล่อยคุยไปไหน  และจะไม่มีอะไรพรากเราออกจากกันได้  



 

แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความตายก็ตาม









 

EVEN DEATH

 

CAN NOT DO US PART.

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ CoffeeMate in D

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Jayxlerx1 (@Jayxlerx1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 22:04
    ฮืออออ ในที่สุดก็เจอ!! 🎉✨
    #1
    0