นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [KnB Fanfiction] Christmas Song ; Kise x Haizaki

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เหลืองเทาควรแมสได้แล้ว 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 10 มี.ค. 63 / 23:49


 

 

. [Oneshot]  Christmas Song

. Kise Ryouta x Haizaki Shougo 

. PG

. Composed by CoffeeMate in D 

 



 

Note :: เหลืองเทาหลังจบ Winter Cup ปีแรกที่ไฮซากิแพ้ให้กับคิเสะ  ไม่มีอะไรมาก  ไม่รู้ด้วยว่าจะมีคนอ่านหรือเปล่า  แต่แค่เขียนฉากน่ารักๆ ของเหลืองเทาบ้าง  นิมิตในหัวชัดเจนอยู่แล้ว  ไม่เขียนตอนนี้ก็ไม่รู้จะเขียนตอนไหน ทั้งหมด 18 หน้า ใช้เวลาเขียนวันเดียวเสร็จ  อยากแต่งโดยใช้เพลงนี้เป็นตีมมานาน  ขออนุญาตแทรกอาคาฟุริหน่อยนะคะ  





 





 

“ขอโทษนะฮะ  แต่คนนี้เขามากับผมล่ะ”



 



 

โตเกียวเอกิ….คริสต์มาส

 

 

ไฮซากิ โชโงะที่ถึงแม้บ้านเกิดจะอยู่ที่นี่แต่ตอนนี้ไปเรียนม.ปลายไกลถึงชิซึโอกะไม่ได้อินกับวันเทศกาลที่บนถนนมีแต่ไฟโง่ๆ ให้คนที่แต่งตัวโง่ๆ ใส่ที่คาดผมเขากวางมาเดินดูพร้อมกับเปิดเพลงที่ได้ยินจนเบื่อลั่นถนนแบบนี้เท่าไหร่หรอก  เพียงแค่วันอย่างนี้น่ะนอกจากต้องทนรำคาญเพราะคนเยอะหน่อย  ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้างคือผู้หญิงเยอะ  แถมแต่ละคนก็ค่อนข้างง่าย  ชีวิตที่รายล้อมแต่พวกตัวผู้ที่น่ารำคาญของไฮซากิ โชโงะอยากได้ผิวนุ่มๆ ตัวหอมๆ ของผู้หญิงมาทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยบ้าง  ไม่จำเป็นจะต้องไปจบที่เตียงก็ได้  แค่ได้และเล็มนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอก็พอใจแล้ว

 

 

แล้วตรงหน้าเขาก็กำลังมีผู้หญิงแบบที่ว่ายืนอยู่ด้วยถึง 2 คน  เป็นพี่สาวเรียนมหาลัยที่รูปร่างหน้าตาแบบเดียวกับที่เขาชอบทั้งคู่  คนนึงผมยาวม้วนเป็นลอนสวย หน้าอกขนาดพอดีมือ ส่วนอีกคนตัดผมสั้นดูทะมัดทะแมง นมเล็กไปหน่อยแต่เอว  สะโพก กับขายาวเรียวนั่นก็พอจะแทนกันได้  หลังจากนี้ไฮซากิกำลังจะพาเธอทั้งคู่ไปคาราโอเกะ  ถ้าสถานการณ์เป็นใจอาจจะได้ไปต่อกับคนใดคนหนึ่งในนั้น  หรือถ้าโชคดีมากๆ ก็อาจจะได้ทั้งสองคนเลยก็ได้  แต่พอถึงช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังจะเริ่มสนุกขึ้นมาแล้วแท้ๆ  ก็ดันมีแขนของใครก็ไม่รู้ยื่นเข้ามาพาดคอเขาจากด้านหลัง  น้ำเสียงที่ต่างจากปกติที่เคยได้ยินเพราะมันถูกทำให้ทรงเสน่ห์ด้วยความตั้งใจของเจ้าตัวทำให้ผู้หญิงสองคนนั้นเงยหน้ามองแล้วนิ่งค้างไปเหมือนต้องมนต์เลยทีเดียว  เฮ้ย! ไม่ตลก  นี่มันเหยื่อของเขานะเว้ย!!

 

 

“แค่มาสายไปหน่อยเดี๋ยวเอง  อย่าโมโหจนเทนัดไปเที่ยวกับคนอื่นอย่างนี้สิโชโงะคุง”

“......เรียวตะ!”

 

 

เด็กหนุ่มตัวสูงไล่เลี่ยกัน  ผมสีทองเป็นประกาย  โครงหน้าเรียวได้รูป  ปากบางเหมือนผู้หญิงพอๆ กันกับดวงตาที่ขนตายาวเฟื้อยอย่างกับปัดมาสคาร่า  แต่สีอำพันที่อยู่ด้านในนั้นกลับคมกริบจนคุมความหวานเอาไว้ได้อยู่หมัด  ต่างหูสีเงินที่ใส่ไว้แค่ข้างเดียวให้ทั้งความรู้สึกขี้เล่นและเป็นผู้ใหญ่ในคราวเดียวกัน  อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียนหรือชุดวอร์ม  แต่เป็นกางเกงยีนส์ขายาวกับเสื้อเชิ้ตทับด้วยคาร์ดิแกนกับโค้ทตัวยาวอีกชั้น  คอมบิเนชั่นเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร  แค่หน้าตาก็โดดเด่นอยู่แล้ว  รูปร่างยังสูงลิ่วเพราะเป็นนักบาส  บวกกับดวงตาที่เปลี่ยนสีได้ตามแสงตกกระทบ  บางทีเป็นสีน้ำผึ้ง  บางทีก็เป็นสีอำพัน  เพราะไอ้หมอนี่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังไฮซากิจึงมองเห็นแค่เสี้ยวใบหน้าที่น่าแกว่งหมัดไปกระทบเสียจริงๆ  เขาไม่รู้ว่ายัยโง่ 2 คนตรงหน้านี้มองเห็นคิเสะ เรียวตะเป็นอย่างไร  แต่ที่แน่ๆ  ดูจากดวงตาที่เยิ้มไปหมดนั่นก็พอจะรู้ได้ว่าเหยื่อของเขากำลังจะหลุดมือไปแล้ว

 

 

“ใครเขานัดอะไรกับแกวะ!!”

“น่าๆ  โชโงะคุง  เลิกโวยวายแล้วไปกันเถอะ  หนาวจะตายอยู่แล้ว”

“เฮ้ย!! ปล่อยสิเว้ย!!”

“เอ่อ…..”

 

 

พอถูกแขนที่ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักลากให้หันหลังกลับไปด้วยกัน  เสียงหวานๆ ที่ไฮซากิอุตส่าห์คิดว่าคืนนี้ทั้งคืนคงดังเจื้อยแจ้วอยู่ข้างตัวเขาให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยก็เอ่ยแทรกขึ้นมา  คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเอสแห่งทีมบาสไคโจเหมือนจะกระชับวงแขนที่ล็อคคออีกฝ่ายแน่นขึ้นไปอีกแล้วตั้งท่าจะเดินไปเลยโดยไม่สนใจ  แต่ไฮซากิขืนตัวเอาไว้สุดชีวิต  ใครจะไปกับแกฟระ  ฉันจะไปเที่ยวกับแม่พวกนี้  ส่วนแกน่ะจะไปตายที่ไหนก็ไปไป๊!!

 

 

“เป็นเพื่อนกันเหรอคะ  ทางนี้ก็มี 2 คนเหมือนกัน  ครบคู่พอดี  ถ้ายังไงไปเดินเที่ยวด้วยกันไหมคะ”

 

 

บอกแล้วว่าพี่สาวพวกนี้น่ะรู้งาน  ไฮซากิหันกลับไปก็เห็นใบหน้าสวยหวานที่แต่งแต้มเครื่องสำอางในปริมาณที่พอเหมาะเรื่อด้วยสีเลือดฝาดอย่างน่ามองแล้ว  บวกเพิ่มเข้าไปอีกด้วยกิริยายกมือขึ้นปัดปลายผมไปทัดหู  พวกหล่อนช่างรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีและรู้ว่าทำยังไงถึงจะดูน่ารักในสายตาคนอื่นได้  นับว่าเป็นเหยื่อประเภทที่ให้ความรู้สึกดีที่สุดเวลาเคี้ยว  คนที่ไม่ยอมปล่อยมือออกจากคอเขาเสียทีก็ต้องรู้เหมือนกัน  ถ้าไอ้เวรนี่เป็นผู้ชาย  ยังไงก็ต้องจับความรู้สึกได้สิวะ

 

 

แต่นอกจากแขนที่แข็งเหมือนคีบจะหนีบคอเขาแน่นจนหันไปไหนมาไหนแทบไม่ได้แล้ว  คิเสะ เรียวตะยังปฏิเสธสะพานที่ทอดมาให้เห็นชัดๆ ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มสว่างไสวอีกต่างหาก

 

 

“ขอโทษนะฮะ  แต่วันนี้มีธุระสำคัญที่ต้องไปทำกับคนๆ นี้แค่ 2 คนน่ะ  ไปเที่ยวด้วยไม่ได้จริงๆ  ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน”

“เอ๋…..”

 

 

ไฮซากิน่ะได้ยินเสียงร้องอย่างเสียดายดังมาจากด้านหลังในตอนโดนคนที่จำไม่เคยได้ว่านัดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ลากให้เดินไปด้วยกันต่อ  ร่างสูง 188 cm ดิ้นขลุกขลักแต่ดันสู้แรงคนที่สูงกว่ากันแค่เซนเดียวไม่ได้  เสียงของสองสาวที่ความจริงต้องมาเดินอยู่ข้างๆ เขาแล้วตอนนี้ดังตามหลังมา

 

 

“เท่จัง  ตัวก็สูงด้วย  เป็นนักกีฬากันหรือเปล่านะ”

“คนนึงเป็นนายแบบไม่ใช่เหรอ  ฉันจำได้  คิเสะเรียวที่ยูมิจังชอบพูดถึงบ่อยๆ ไง”

“เอ๊ะ!! จริงเหรอ!!?? มี Instragram รึเปล่าน่ะ ”

“ลองหาดูเร็ว  ว่าแต่สองคนนั้นเป็นเพื่อนกันเหรอเนี่ย  สุดยอดไปเลยเนอะ  หล่อทั้งคู่เลยจริงๆ”

“หึๆๆๆ”

 

 

เสียงหัวเราะเบาๆ ที่ดังอยู่ข้างหูทำเอาเปลือกตาไฮซากิกระตุกยิกๆ  ยังไม่ทันได้ไหวตัวทำอะไรก็มือไอ้เวรตัวที่เดินอยู่ข้างๆ ก็ไหลจากไหล่ไปโอบอยู่ที่เอวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้ว  เสียงของผู้หญิงสองคนที่ได้ยินจากด้านหลังเงียบกริบ  ไฮซากิขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้า  กำหมัดฟาดหัวทองๆ ของอีกฝ่ายแบบไม่แม้แต่จะยั้งแรง

 

 

“โอ๊ย!! เจ็บนะ  โชโงะคุง”

“ทำบ้าอะไรของแกวะ!! จะอ้วก!! ขนลุก!! ไปห่างๆ เลย!!!”

“ใจร้ายยยยยย  ฉันเป็นนายแบบนะ  ถ้าหน้ามีแผลขึ้นมาจะทำยังไง”

“เรื่องของแกสิวะ!!”

 

 

ไฮซากิ โชโงะเป็นคนจุดเดือดต่ำ  เรื่องนี้ไม่ว่าใครต่างก็รู้ดี  แถมยังเป็นคนไม่เคยควบคุมตัวเอง  ทั้งความรุนแรงและเรื่องอื่นๆ ที่ปกติไม่มีใครทำ  เขากล้าที่จะทำทั้งหมดโดยไม่เคยสนหัวใคร  ไอ้ผู้ชายหัวทองนี่มันกวนประสาทไฮซากิมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว  เสียงของอดีตคนเกือบจะได้เป็นคิเซกิเซไดพูดหลังจากโดนลากออกมาจาก Hunting ground อย่างไม่เต็มใจนั้นทั้งแหบและต่ำ  ดังรอดไรฟันเหมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้าย  ใครที่ไม่ใช่คนโง่ก็ควรจะรู้แล้วว่าตอนนี้ไฮซากิโมโหจริงๆ  ปกติแล้วคนในทีมฟุคุดะโซโกคนอื่นๆ ได้ยินอย่างนี้ไม่ว่าใครก็รีบหนีให้ห่างจากไฮซากิแล้ว  มีแต่ไอ้หมาขนทองตัวนี้เท่านั้นแหละที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเอาเสียเลย

 

 

“น่าๆ  อย่าเพิ่งโมโหสิฮะ  โชโงะคุง”

“เห็นหน้าแกใครมันจะอารมณ์ดีได้วะ  แม่ง  เสียอารมณ์  จะไปไหนก็ไปเลยไป!!”

“เอ๋~  นานๆ จะได้เจอกันทั้งที  อ่ะ…..แต่ฉันกับโชโงะคุงก็เพิ่งจะเจอกันไปนี่นา ได้ดู Winter Cup รอบสุดท้ายมั้ยฮะ  อาคาชิจจิกับคุโรกจจิน่ะสุดยอดไปเลยเนอะ”

“ใครจะสน  ฉันเลิกเล่นบาสแล้ว”

“จริงเหรอ?”

 

 

คำถามที่ไม่มีใครตอบ  ไฮซากิจิ๊ปากเสียงดังอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของคิเสะที่หางตา  ตอนแรกว่าจะเดินเที่ยวให้หนำใจสักหน่อย  เพราะอยู่ดีๆ ไอ้หมอนี่ก็โผล่มานั่นแหละ  นอกจากจะเสียผู้หญิงไปตั้งสองคนแล้ว  แค่เห็นหน้าคนที่เกลียดที่สุดในโลกก็ทำให้อารมณ์ดีๆ กลับตาลปัดไปหมด  ไม่เอาแล้ว  ช่างหัวคริสต์มาสแม่งสิ

 

 

ขายาวๆ ของไฮซากิเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน  จากที่เดินไปตามทางเดียวกันกับที่ทุกคนมุ่งหน้าไป  ไฮซากิกลับตั้งใจจะตัดผ่านกลุ่มคนเพื่อกลับสถานีรถไฟเสียอย่างนั้น  เล่นเอาอีกคนที่อยู่ข้างๆ รีบคว้าแขนเอาไว้แทบไม่ทันเลยทีเดียว

 

 

“เดี๋ยวก่อนสิ! จะไปไหนน่ะ โชโงะคุง”

“ใครใช้ให้แกบังอาจเอามือมาจับฉันวะ  ฉันจะกลับแล้ว!”

“เอ๋~~ เพิ่งจะ 2 ทุ่มเองนะ โชโงะคุง  คริสต์มาสมันเพิ่งจะเริ่มต้นเองไม่ใช่เหรอ”

“หมดอารมณ์แล้ว”

“อยู่ด้วยกันก่อนสิ โชโงะคุง”

“แกเลือกเอาระหว่างให้ฉันกลับดีๆ ตอนนี้ หรือให้ฉันลากแกไปซ้อมจนพอใจก่อนค่อยกลับ เอาแบบไหนดี หา เรียวตะคุง”

“ไม่เอาทั้งสองแบบเลยไม่ได้เหรอ”

 

 

ยิ้มบางๆ ของไอ้คนตรงหน้านี่ทำให้เขาขนลุกแล้วขนลุกอีก  มันอะไรกันวะ  คิเสะ เรียวตะมันช็อคแพ้ Winter cup มาจนสมองกลับเลยหรือไง  ปกติเขากับอีกฝ่ายเป็นเหมือนไฟกับน้ำมัน  อยู่ใกล้กันทุกอย่างก็ไหม้เป็นจุล  ทั้งๆ ที่สไตล์การเล่นบาสเรื่อยไปจนถึงความสามารถพิเศษก็คล้ายกันเกือบทั้งหมด  แต่ดันเป็น 2 คนที่เกลียดกันมากที่สุด  เขายังคงไม่ยอมรับอีกฝ่ายแม้จะแพ้ให้กับไคโจไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ก็ตาม  ไม่ว่ายังไงคิเสะ  เรียวตะก็เป็นคนที่ไฮซากิ โชโงะเกลียดขี้หน้ามากที่สุด  ทั้งในอดีตที่ผ่านมา  ปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่นี่  และในอนาคตต่อจากนี้ไป และไฮซากิเองก็เคยมั่นใจว่าอีกฝ่ายก็คิดแบบเดียวกัน

 

 

แต่ไอ้การตามติดเป็นเห็บเกาะตูดหมานี่มันคืออะไรวะ  ต่อยไปทีนึงแล้วยังไม่ยอมถอยอีก  มันต้องให้จับมาซ้อมจริงๆ ใช่ไหม  ต้องให้ลงไม้ลงมือให้ได้ใช่ไหม  หา  เรียว~ตะ~คุง~~

 

 

“ถ้าโชโงะคุงกลับตอนนี้  ฉันจะส่งรูปนี้ไปให้กับเพื่อนร่วมทีมของโชโงะคุงทุกคนเลยนะ”

 

 

คำพูดที่อยู่ดีๆ ก็โพล่งออกมาของคิเสะทำเอาคนฟังปรับอารมณ์ไม่ทันไปวูบหนึ่ง  อีกฝ่ายแย้มรอยยิ้มการค้า  ชูโทรศัพท์มือถือที่กำลังเปิดภาพของใครสักคนให้เห็นในระดับที่สายตาจะมองถนัด  ไฮซากิจะไม่สนใจแล้วในตอนแรก  แต่เพราะความรู้สึกคุ้นๆ เลยยอมเสียเวลาเพ่ง  ทันทีที่ตาโฟกัสเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายโชว์ให้ดูได้ถนัด  ดวงตาสีเทาก็เบิกกว้าง

 

 

“เฮ้ย!!”

 

 

มันคือภาพของเขาที่กำลังก้มหน้าเล่นกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อะไรสักอย่าง  มองดีๆ แล้วมันคือหมาสีดำที่อยู่ในกระบะหลังรถซาเล้งคันหนึ่ง  จำได้แล้ว  ก่อนแข่ง WC ไฮซากิกลับบ้านที่อยู่โตเกียวก่อน  ตอนที่กำลังเดินผ่านร้านขายเบอร์เกอร์ร้านนึงเขาเห็นไอ้รถประหลาดคันนี้จอดอยู่ด้านหน้า  หูเหมือนจะได้ยินเสียงอะไรสักอย่างตะกุยไม้กระดานดังแกร่กๆ  พอชะโงกหน้ามองก็เจอหมาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง  ที่หยุดยืนมองก็เพราะมันหน้าตาเหมือนเท็ตสึยะต่างหาก  ไม่ใช่ว่าไฮซากิจะเกิดมีใจเมตตาปราณี  รักสัตว์และสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ขึ้นมาเสียเมื่อไหร่  แต่ภาพที่ถ่ายออกมาได้นั่น…..ถ้ามันแพร่ออกไปล่ะก็  รับรองว่าชื่อเสียงแยงกี้ของเขาจะต้องเละเทะไม่มีชิ้นดีอย่างแน่นอน

 

เพราะมุมมองที่ดูก็รู้ว่าแอบถ่ายนั่นมันทำให้มองเห็นเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แม้จะตัวสูงแต่ก็ยอมย่อขาลงมาให้เจ้าสุนัขตัวเล็กกว่าเงยหน้ามองได้ถนัด  มือที่กำลังยื่นออกไปดูยังไง๊ยังไงก็เหมือนกำลังจะลูบหัวปุกปุยนั่นด้วยความเอ็นดู  ยังไม่นับแสงของพระอาทิตย์ที่มีเมฆบังซึ่งส่องลงมาอย่างนุ่มนวล  ตกกระทบเสี้ยวหน้าของเขาในมุมที่พอดิบพอดี  ทำให้โครงหน้าที่เหมือนตัวร้ายในละครดูอ่อนโยนขึ้นหลายเท่า  แม้แต่ไฮซากิเห็นตัวเองแล้วยังตกใจ  พวกคนอื่นนอกจากเขาได้เห็นภาพนี้แล้วคงช็อคจนเป็นลมแน่ๆ

 

 

“เขาบอกว่าคนที่รักสัตว์ไม่มีใครเป็นคนไม่ดีนะฮะ โชโงะคุง”

“ไม่ได้รักโว้ย!! แค่จะก้มหยิบมันมาดูใกล้ๆ เฉยๆ  ว่าแต่แกไปเอารูปนี้มาจากไหน  แล้วนี่มันรูปแอบถ่าย….เฮ้ย!! นี่แกเป็นพวกสตอล์กเกอร์เหรอวะ!!!”

“ไม่ใช่สักหน่อย!......รูปนี้ถ่ายมาได้ยังไงน่ะฉันไม่รู้หรอก  แต่ถ้าถามว่าไปเอามาจากไหนล่ะก็….ฉันได้รูปนี้มาจากอาคาชิจจิล่ะ  ส่วนอาคาชิจจิก็น่าจะได้มาจากโมโมจจิอีกที”

“หนอย…...โมโมอิ!! แล้วแกจะเก็บรูปฉันเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือทำไมวะ  ขนลุก!”

“ก็แค่คิดว่าน่าจะมีโอกาสเอามาทำประโยชน์อะไรได้ในอนาคตบ้าง  ไม่น่าเชื่อเลยนะฮะว่าโอกาสนั้นมันจะมาถึงเร็วขนาดนี้”

 

 

หนอยยยยย ไอ้สารเลว

 

 

ไฮซากิกำหมัดแน่น  อยากคว้าโทรศัพท์เครื่องนั้นมาโยนลงพื้นแล้วกระทืบให้หน้าจอแตกละเอียด  เอาแบบที่มันจะเปิดขึ้นมาไม่ได้อีกเลย  แต่เหมือนนกรู้  เจ้าของมือถือขยับมือวูบเดียว  โทรศัพท์เครื่องนั้นก็หายกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของอีกฝ่าย  หมดโอกาสที่ไฮซากิจะแย่งมาได้อีกต่อไป

 

 

“ถ้ายอมมาด้วยกันดีๆ  ก่อนกลับบ้านฉันจะลบรูปนั้นให้ก็ได้  แต่ถ้าไม่ยอมมาด้วยกัน รูปนั้นจะโดนส่งเข้าอีเมลของสมาชิกทุกคนในทีมฟุคุดะโซโกทันทีไม่ว่าจะเป็นเรกูล่าหรือไม่ก็ตาม  ตกลงไหมฮะ”

“...........แกต้องการอะไรกันแน่  เรียวตะ”

“ไม่มีอะไรมากหรอกฮะ  แค่อยากจะเดินเที่ยววันคริสต์มาสกับโชโงะคุงก็เท่านั้นเอง  ไม่นานหรอก  แค่สักชั่วโมงเดียวก็ได้”

 

 

หมาป่าสีเทามองรอยยิ้มบางๆ ของคนตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก  ก่อนจะถอนหายใจดังเฮือก

 

 

“แค่ชั่วโมงเดียวก็พอใช่ไหม”

“ฮะ  แค่ชั่วโมงเดียว  ฉันสัญญา”

“..........ถ้าเกินจากนั้นฉันต่อยแกตามจำนวนวินาทีแน่”

 

 

แล้วไฮซากิก็เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทก่อนเริ่มต้นออกเดินไปทางเดิมโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง  เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายรีบวิ่งตามมาจากด้านหลัง  ประสาทหูที่ค่อนข้างดีจับเสียงพึมพำว่าขอบคุณฮะได้เบาๆ  แต่ไฮซากิทำเป็นไม่ได้ยิน

 

 

“ว่าแต่  มือหนักจริงๆ เลยนะฮะ  กลับบ้านไปมันต้องบวมแน่เลย  นี่เท้าที่โดนโชโงะคุงเหยียบตอนแข่งก็ยังไม่ค่อยหายดีเลยนะ  เพราะใครก็ไม่รู้ฉันถึงไม่ได้ลงแข่งกับมิโดริมัจจิ  WC ปีนี้ไคโจได้แค่ที่ 3 ซะอย่างงั้น”

“อ้อเหรอ  สมน้ำหน้าด้วยนะ”

“มันเจ็บจริงๆ นะฮะ  โชโงะคุง”

“ก็ตั้งใจจะทำให้เจ็บไงล่ะวะ  อย่างแกน่ะวิ่งไม่ได้ไปตลอดชีวิตเสียเลยก็ดี”

“แล้วโชโงะคุงเจ็บหรือเปล่าฮะ”

“.....................”

“ตรงมุมปาก….ยังมีรอยแตกอยู่เลย”

 

 

ไฮซากิเงียบกริบ  

 

 

แผลที่มุมปากนี่เป็นฝีมือของอาโอมิเนะ  ไดกิ  ความจริงแล้วหลังจบแมทซ์ที่แข่งกับไคโจ  ไฮซากิตั้งใจดักรอคิเสะที่หน้าโรงยิม  อยากจะต่อยหน้าสักหมัดให้หายแค้น  แต่ดันโดนไดกิที่เดาทางออกมาเจอเข้าแล้วซัดหน้าเขาไปหนึ่งหมัดเต็มๆ เสียก่อน  มึนจนเห็นดาว  ความอยากแก้แค้นคิเสะหายวูบ  สุดท้ายเขาก็เดินกลับไปพร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิด  ล้มเลิกความคิดที่จะเล่นนอกกติกาไปโดยปริยาย

 

 

ไม่คิดว่าคิเสะ เรียวตะจะถามคำถามนั้น  ถ้าหมอนี่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็น่าจะมีความเป็นไปได้อย่างเดียว….ไดกิเล่าให้ฟังสินะ  เหอะ  แล้วหมอนี่ยังมีหน้ามาเดินดูไฟวันคริสต์มาสกับคนที่เกลียดตัวเองจนถึงขั้นจะดักทำร้ายร่างกายอย่างเขาอีก  ถ้าไม่ใช่มองโลกในแง่ดีจนในสมองมีแต่ทุ่งดอกไม้  ก็ต้องเป็นคนหน้าด้านหน้าทนอย่างไม่แพ้ใครในโลกนี้แล้ว

 

 

“ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เหรอ  ขอโทษนะฮะ  ทำให้อึดอัดเลย”

“จะพูดหรือไม่พูดอะไรแค่อยู่กับแกก็รู้สึกอึดอัดทั้งหมดนั่นแหละ”

“เหรอฮะ  แย่จัง  แต่สาวๆ คนอื่นเขาบอกว่าชอบอยู่กับฉันกันนะ?”

“ถ้าอย่างงั้นก็ไปอยู่กับแม่พวกนั้นเสียสิ!!  ฉันเองก็อยากเดินเที่ยวกับผู้หญิงมากกว่าแกเหมือนกันโว้ยยยย คริสต์มาสทั้งทีทำไมต้องมาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวผู้อย่างแกด้วยวะ”

 

 

นั่นแหละคือเรื่องที่ไฮซากิไม่เข้าใจมากที่สุด  อันที่จริงเขาเกลียดคิเสะมากเกินกว่าจะเสียเวลาทำความเข้าใจ  ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของหมอนี่จะเป็นเพราะเหตุผลอะไรเขาไม่อยากรู้  ตอนนี้ต้องการเพียงอย่างเดียวคือขอให้หนึ่งชั่วโมงมันจบลงเร็วๆ  แล้วเขาจะได้กำจัดคิเสะ เรียวตะไปให้พ้นจากคลองสายตาเสียที

 

 

“โชโงะคุงนี่น้า  ไม่ได้เจอกันนาน  อย่าทำตัวเหินห่างกันขนาดนี้สิฮะ”

“จำไม่เห็นจะได้ว่าเคยไปสนิทกับแกตอนไหน”

“ช่วงม.ต้นก็ 1 on 1 กันตั้งหลายรอบนี่นา”

“ที่แกแพ้ทุกรอบน่ะเหรอ เรียวตะ”

“แต่รอบนี้ชนะแล้วนะ”

 

 

คิเสะพึมพำเบาๆ  ไฮซากิร้องเหอะ! กะอีแค่ชนะได้ครั้งเดียว  เขาไม่เป็นเดือดเป็นร้อนหรือเจ็บใจอะไรขนาดนั้นหรอกน่ะ  ความจริงสำหรับเขาบาสเก็ตบอลก็เป็นแค่ของเล่นฆ่าเวลาอยู่แล้ว  ไม่ได้คิดจะเป็นจริงเป็นจังอะไร  หลังจากนี้ก็ตั้งใจว่าจะเลิกเล่นแล้วด้วย  เพราะฉะนั้นไอ้หมาขนสีทองนี่จะชนะหรือแพ้ใครอีกสักกี่ครั้งก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาทั้งนั้นแหละ

 

 

“โชโงะคุงจะเลิกเล่นบาสแล้วจริงๆ เหรอฮะ”

“เรื่องของฉัน  ไม่เกี่ยวกับแก”

“อย่าเพิ่งเลิกเลยฮะ  มาเล่นด้วยกันอีกเถอะ”

“นั่นก็ไม่เกี่ยวกับแกเหมือนกัน”

“ฉันน่ะชอบ….บาสเก็ตบอลของโชโงะคุงนะ  ถึงแม้ว่าจะดูนิสัยไม่ดีไปหน่อย แต่นอกจากฉันแล้ว  ตอนที่อยู่ในสนามโชโงะคุงก็ไม่เคยทำร้ายใครจริงๆ เลยนี่นา”

“ก็ถ้าอัดอีกฝ่ายด้วยบาสเก็ตบอลได้  ก็ไม่ต้องลงมือต่อยให้เสียเวลาไม่ใช่เรอะ”

 

 

รอยยิ้มของโชโงะคุงน่ะเห็นกี่ทีก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวร้ายที่หลุดออกมาจากในละครจริงๆ  ไฮซากิได้ยินอีกฝ่ายพูดพึมพำ  ฉันจะยิ้มแบบไหนก็ไม่ใช่ธุระอะไรของแก  เขาตอบกลับ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับมาอัดฉันด้วยบาสเก็ตบอลอีกสักครั้งสิ”

“...................”

“รอโชโงะคุงอยู่นะฮะ”

 

 

ไฮซากิไม่ตอบ  ไม่รู้ว่าทำเป็นไม่ได้ยิน  ไม่รับรู้  ไม่รับฟัง  หรือว่ายังไม่มีคำตอบให้จริงๆ  คิเสะยิ้มบางๆ อีกครั้งก่อนจะยอมเปลี่ยนเรื่อง

 

 

“ว่าแต่  เท้าที่โชโงะคุงเหยียบน่ะมันเจ็บจริงๆ นะฮะ  โค้ชบอกว่าอาจจะต้องใช้เวลารักษาตัวอีกนานเลยกว่าทุกอย่างจะกลับมาอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม  ทุกวันนี้โดนสั่งห้ามวิ่ง ห้ามซ้อม  ให้หยุดพักจนกว่าจะเปิดปีใหม่เลยด้วย  แม้แต่สตรีทบาสยังห้ามแอบไปเล่นเลย”

“ใครถาม”

“ไม่มีหรอกฮะ  แค่อยากบอกไว้  เผื่อมีคนรู้สึกผิดเฉยๆ”

“อา…..คนรู้สึกผิดเหรอ  มีสิ  ฉันเอง  รู้สึกผิดมากๆ เลย  รู้สึกผิดที่รู้งี้วันนั้นน่าจะเหยียบให้แรงกว่านี้  เอาให้แกเดินออกมาสร้างความวุ่นวายให้คนอื่นแบบนี้ไม่ได้  วันนั้นที่เหยียบเบาไปน่ะฉันรู้สึกผิดจริงๆ”

 

 

คิเสะฟังแล้วก็ส่ายหน้า

 

คนๆ นี้นี่….ไม่น่ารักเอาซะเลย

 

 

“ยังจะกล้าพูดอีกนะ  โชโงะคุง”

 

 

มือใหญ่ยกขึ้น  ตั้งใจจะวางลงบนศีรษะที่เต็มไปด้วยผมถักสีดำของอีกฝ่ายแล้วขยี้แรงๆ ให้สมใจอยากแต่กลับถูกปัดทิ้งดังเพี้ยะเสียก่อน

 

 

“จะทำอะไร”

“เอ๋?  ขอจับหน่อยก็ไม่ได้เหรอ”

“ใครจะให้แกบังอาจมาจับซี้ซั้วจนผมฉันเสียทรงวะ  กว่าจะถักได้แต่ละเส้นนี่มันลำบากนะโว้ย”

“เอ๊ะ?  โชโงะคุงทำผมทรงนี้เองเหรอ”

“ทำเองก็บ้า  พี่ชายทำให้ต่างหาก”

“หา?  พี่ชาย?”

“เออน่ะสิ”

“โชโงะคุงมีพี่ชายด้วยเหรอ”

 

 

คนถูกถามจิ๊ปากอีกรอบเมื่อผู้ชายผมสีทองที่เดินอยู่ข้างๆ ทำหน้าเหมือนมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับ 8 ของโลก  ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเลย  แค่เขาบอกอีกฝ่ายว่ามีพี่ชายก็เท่านั้นเอง

 

 

“เออ! เป็นช่างทำผม  บอกแค่นี้พอใจหรือยังล่ะ  คิเสะ  เรียวตะซามะ”

“เห….แบบนี้ก็ดีเลยนะ  จะเปลี่ยนทรงผมบ่อยแค่ไหนยังไงก็ได้ ว่าแต่  ผมสีดำนี่ย้อมเอาเหรอ  จำได้ว่าผมจริงๆ ของโชโงะคุงเป็นสีเทาใช่ไหมฮะ”

“เออ”

“จะย้อมทำไมก็ไม่รู้  ผมสีเดิมก็สวยดีออก”

 

 

ไฮซากิเหลือบตามองคนข้างๆ  พวกเขากำลังเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย  รอบด้านเป็นดวงไฟนับแสนล้านดวงที่ประดับประดาอย่างสวยงามสมกับที่เป็นวันคริสต์มาส  แต่ทั้งคิเสะและไฮซากิต่างก็ไม่มีใครสนใจจะหยุดถ่ายรูปเลย  สงสัยเหมือนกันว่าไอ้หนึ่งชั่วโมงนี่คิเสะ  เรียวตะตั้งใจจะทำอะไร ไม่ใช่ว่าไม่มีแผนอะไรเลยหรอกนะ

 

 

“ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน  ไม่เกี่ยวกับแก”

 

 

พูดคำนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

 

 

“จับไม่ได้เลยเหรอฮะ  มันจะหลุดเหรอ”

“ก็ไม่ได้หลุดง่ายขนาดนั้น  แต่มีโอกาสจะหลุด  ถ้าหลุดต้องไปเก็บเข้าช่อใหม่  นาน  รำคาญ”

“ดูรักษายากเนอะ”

“เออสิ  จะสระก็ต้องใช้เวลา  เป่าไม่ดีก็ชื้นอีก  ต้องไล่เป่าทีละช่อ  ทำไปเรื่อยๆ ผมหลุดออกมาก็ต้องนั่งถักเก็บเข้าไปใหม่  เวลานอนก็เจ็บหัวด้วย”

 

 

ไฮซากิได้ยินเสียงคิเสะพึมพำว่า  ลำบากขนาดนี้แล้วจะทำทำไม

 

 

“ทุกวันนี้ก็ต้องใช้ไดร์เป่าผมเหรอ”

“เออ”

“โชโงะคุงที่ดูแลตัวเองมากขนาดนั้น….พูดอีกแง่นึงก็น่าจะเป็นภาพที่เกินคาดเหมือนกันนะ”

 

 

ทีแรกอิมเมจในหัวเกี่ยวกับไฮซากิของคนหลายคนอาจจะเป็นผู้ชายที่ไร้ระเบียบแบบแผน  ไม่ดูแลตัวเองให้สมกับคุณลักษณะที่ไม่เข้ารีดเข้ารอยของอีกฝ่าย  แต่การเลือกทำทรงผมที่ต้องเสียเวลาดูแลเป็นอย่างมากไม่งั้นจะทำให้ดูสกปรกได้ในทันทีแบบนี้เปลี่ยนความคิดของคิเสะไปได้นิดหน่อย  โชโงะคุงที่นั่งอยู่หน้ากระจกเป็นชั่วโมงๆ เพื่อค่อยๆ ใช้ไดร์เป่าผมแต่ละช่อให้แห้งเหรอ…..จะว่าไปแล้วก็อยากลองเห็นดูสักครั้งเหมือนกัน

 

 

“แล้วผมทรงนี้  ถ้าไม่อยากทำแล้วมันจะแก้ได้ไหม”

“หา?  แก้หมายถึงแกะออกน่ะเรอะ”

“อืม”

“แกออกมาก็ไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว  การทำผมเดรดร็อคมันต้องยี  ต้องขูดผมออกมาเป็นก้อนๆ  ต่อให้คลายเปียออกแล้วรีดยังไงผมก็ไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม”

“แล้วแบบนี้ต้องทำยังไงน่ะ”

“ตัดอย่างเดียว”

“เอ๋!!?? หมายความว่าถ้าจะเปลี่ยนทรงโชโงะคุงก็จะต้องหัวเกรียนเหรอ”

“มันก็ต้องเป็นอย่างงั้นแหละ”

“ทำไมก่อนทำไม่ปรึกษาใครเลยล่ะฮะ  โถ่”

 

 

ก็บอกแล้วนะว่ามันเป็นเรื่องของฉัน  ไม่! ใช่! เรื่อง! ของ! แก!  

 

 

เวลายังไม่ทันจะถึงหนึ่งชั่วโมง  ไฮซากิก็ต้องพูดประโยคนี้แล้วเป็นล้านครั้ง  ถึงได้บอกไงว่าไม่อยากจะเห็นหน้าหมอนี่  ครบชั่วโมงเมื่อไหร่  คอยดูนะ  เขาจะลบไอ้รูปอัปปรีย์นั่นแล้วเผ่นขึ้นรถไฟแบบไม่หันหลังกลับเลย

 

 

กำลังเดินคิดอะไรเพลินๆ  ประมาทไปหน่อย  รู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายที่เคยอยู่ข้างๆ มาตลอดก็เข้ามาใกล้เสียจนจะเอนตัวออกก็ไม่ทันเสียแล้ว  ขาที่ตอนแรกก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมายของไฮซากิหยุดนิ่งเหมือนมีใครกด Pause  รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่กลางหัว

 

 

คิเสะ  เรียวตะกำลังชะโงกหน้าเข้ามาหาเขา  กดปลายจมูกลงบนกลุ่มผมกลางกระหม่อมอย่างอุกอาจที่สุด…..และขณะนี้เขาสองคนกำลังเดินอยู่บนถนนด้านหน้าสถานีรถไฟโตเกียว!!!

 

 

“ไอ้!!!!.....ทำอะไรของแกวะ!!!!!”

“อืม….หอมจริงๆ ด้วย  ไม่มีกลิ่นอับเลย  ความจริงตอนแรกก็ได้กลิ่นแชมพูจางๆ อยู่แล้วล่ะ  แต่พอได้ดมใกล้ๆ แล้วกลิ่นมันชัดมากกว่าจริงๆ  ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเลยสินะฮะ  โชโงะคุง”

“ขนลุก!! จะอ้วก!!! เรียวตะ….ออกไปห่างๆ เลยนะ ไม่ต้องมาเดินใกล้ฉัน  คิดว่าเป็นพระเอกนิยายหรือไงวะ  ไอ้การกระทำแบบเมื่อกี้น่ะเก็บไว้ทำกับผู้หญิงโง่ๆ พวกนั้นของแกเถอะโว้ย”

 

 

ผู้ชายตัวสูงๆ สองคนมาหอมหัวกันหน้าโตเกียวเอกิ  แค่คิดก็ผะอืดผะอมแล้ว  ถ้าเขาเป็นคนเห็นภาพแบบนั้นล่ะก็คงอยากควักลูกตาตัวเองออกมาล้างแน่ๆ  แต่ไอ้คนที่บอกว่าตัวเองเป็นนายแบบที่มีคนรู้จักมากมายมันกลับดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเลย

 

 

“คนอื่นเขาจะหันมามองก็เพราะโชโงะคุงเสียงดังนั่นแหละ  เดินต่อเถอะ  จะได้ไม่มีใครสงสัยไง”

“แล้วแกจะทำอะไรฉันอีกหรือเปล่า  ออกไปเดินไกลๆ เลยนะ  ไม่ต้องเข้ามาใกล้!!”

“คนเยอะขนาดนี้  จะให้เดินไกลกันได้ยังไง”

“ทำไมจะไม่ได้  นู่นเลย  ไปเดินอยู่ตรงนู้นไป!!”

“เดี๋ยวก็หลงกันหรอก  โชโงะคุง”

“ดี! ให้มันหลงไปเลย  ฉันจะได้กลับบ้าน!”

“ไม่ครบหนึ่งชั่วโมงรูปจะโดนปล่อยนะ”

“โธ่โว้ย!!”

 

 

สุดท้ายก็เป็นคิเสะที่ฮัมเพลงในลำคอขณะเดินไปเรื่อยๆ บนฟุตบาทที่เต็มไปด้วยแสงสีทอง  ที่อยู่ข้างๆ ในระยะไหล่แตะโดนกันคือผู้ชายที่ในอดีตมีผมสีเทาสวย  สวยเหมือนดวงตา  ไฮซากิ โชโงะนั้นแม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูเป็นนักเลงหัวไม้  แต่หากจับมานั่งเงียบๆ แล้วพิจารณาเครื่องหน้าแต่ละชิ้นดีๆ แล้วจะพบว่าอีกฝ่ายประกอบไปด้วยความหล่อเหลาลงตัวไปหมด  ทั้งผิวขาวจัดแบบลูกคนรวย  ดวงตาเย่อหยิ่งสีเทาสวย  ปลายจมูกเชิดรั้น  ริมฝีปากสีอมส้มอย่างคนสุขภาพดีที่มักมีรอยยิ้มเย้ยหยั่นปรากฏอยู่ตลอดเวลา  

 

 

พอตอนนี้เปลี่ยนเป็นย้อมดำทั้งหัวแล้วถักผมเป็นเปียติดหนังหัวแบบพวกคนดำชอบทำแล้วยิ่งเพิ่มความถ่อยเถื่อนให้อีกฝ่ายได้มากขึ้นหลายเท่า  ทว่าภาพลักษณ์อีกด้านที่คิเสะเพิ่งได้รู้ในวันนี้ก็ทำให้อดจะยิ้มขำด้วยความเอ็นดูไม่ได้  ไฮซากิ โชโงะที่ทุ่มเทเวลาดูแลรักษาทรงผม  ที่คิเสะบอกว่าอยากเห็นสักครั้งน่ะ  เขาไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ

 

 

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราทั้งสองคนเริ่มพูดว่าเกลียดกัน  อาจจะเป็นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังไม่ทันได้เจอกันเลยก็ได้  มิโดริมัจจิเคยเล่าให้ฟังว่าโชโงะคุงบอกว่าเกลียดเขาตั้งแต่ได้ยินชื่อครั้งแรก  พูดตรงๆ ว่าสัญชาตญาณสัตว์ป่าของอีกฝ่ายน่ะน่าประทับใจมากจริงๆ  แต่คิเสะก็เหมือนกัน  ตอนที่ได้ยินคนอื่นเล่าถึงสมาชิกทีม 1 ที่ชอบโดดซ้อม  เปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น  มีปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรง  เป็นคนที่ทำให้กัปตันทีมอย่างนิจิมุระเซมไปกับรองกัปตันอย่างอาคาชิจจิหนักใจมากที่สุด  แต่ถึงอย่างนั้นความสามารถที่มีก็มากพอที่จะทำให้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้เล่นตัวจริง  ได้ยินแบบนั้น  ในใจของคิเสะก็ปักธงไว้แล้วว่าเขาจะต้องแย่งตำแหน่งเรกูล่ามาจากคนๆ นี้ให้ได้  ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่ทันได้เห็นหน้าผู้ชายที่ชื่อไฮซากิ โชโงะเลย

 

 

แล้วยิ่งเวลาผ่านไป  เขากับโชโงะคุงก็ยิ่งแตกหักกันมากเข้าไปอีกเรื่อยๆ  (ทั้งๆ ที่ตั้งแต่ตอนแรกก็ไม่ได้เข้ากันได้แต่อย่างไรก็ตาม)  เหมือนคิเสะเองก็มีอคติแต่เฉพาะกับไฮซากิ  ส่วนอีกฝ่ายก็จ้องแต่จะหาเรื่องเขา  ผู้หญิงคนแล้วคนเล่าที่อีกฝ่ายแย่งไปเป็นของตัวเองนั่นคิเสะไม่ได้ซีเรียสอะไรเท่าไหร่หรอก เพราะความจริงก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไรอยู่แล้ว  แต่ที่เจ็บใจมากที่สุดคืออีกฝ่ายถูกไล่ออกจากชมรมไปในทันทีที่อดีตกัปตันทีม..นิจิมุระ ชูโซไปเรียนอเมริกา  และหลังจากนั้นไฮซากิก็ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาอีกเลย  หมาป่าสีเทาตัวนี้หายไป….ทิ้งตำแหน่งตัวจริงคนสุดท้ายของคิเซกิเซไดเอาไว้ให้เขา  ทั้งๆ ที่คิเสะยังไม่เคยเอาชนะไฮซากิในการแข่ง 1 on 1 ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

 

หลังจากนั้นก็เกิดอะไรขึ้นหลายอย่าง  จนกระทั่งได้มีโอกาสมาเจอกับไฮซากิอีกครั้งในการแข่ง Winter cup รอบนี้  ตอนนั่งดูวิดีโอการแข่งขันกับทีมในห้องชมรมแล้วมองเห็นผู้ชายผมสีดำวิ่งอยู่ในสนาม  คิเสะยังจำไม่ได้ในทันทีว่าคนๆ นี้เป็นใคร  เพราะไฮซากิที่เขาคุ้นตาเป็นคนตัวสูงที่มีผมสีเทาสวย  เวลาโดนแสงในโรงยิมส่องกระทบมามันเป็นประกายดูศักดิ์สิทธิ์แบบที่คนละขั้วกันกับเจ้าของเลย  แต่ตำแหน่ง Power Forward ของฟุคุดะโซโกเป็นผู้ชายผมดำ  ถักผมเปียติดหนังหัว  คิเสะจำไม่ได้ในทีแรกก็จริง  แต่หลังจากที่ได้เห็นความสามารถกับรอยยิ้มที่คุ้นตาแล้ว  เขาถึงกับลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนเก้าอี้ด้านหลังแทบจะล้มลงไปกองกับพื้น

 

 

‘คนๆ นี้’

 

 

ยังจำเสียงของตัวเองในวันนั้นได้ดี  เมื่อได้เจอแล้วถึงเพิ่งจะรู้สึกว่า….ที่ผ่านมาเขารอที่จะได้เห็นโชโงะคุงบนสนามอีกครั้งมาตลอด  โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ทันได้รู้ตัวเลย

 

 

อีกฝ่ายน่าจะเริ่มกลับมาเล่นบาสเก็ตบอลอีกครั้งตอนเทอม 2 ของม.ปลาย  ฟุคุดะโซโกนั้น  ตอนแรกก็เป็นโรงเรียนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร  อยู่นอกสายตามาโดยตลอด  แต่แค่มีโชโงะคุงเข้าไปร่วมอยู่ในทีมเท่านั้น  ถึงแม้จะมีสไตล์การเล่นที่ไม่สนหัวใครแม้แต่เพื่อนที่อยู่ทีมเดียวกัน  ชอบทำเหมือนทุกคนขัดแข้งขัดขาตัวเอง  บุกลุยเดี่ยวและใช้ความสามารถของคนๆ เดียวนำทีมขึ้นมาตลอด  แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ารอบ Winter cup จนกระทั่งมาแข่งกับไคโจอย่างพวกเขาในรอบรอง 4 ทีมสุดท้าย  

 

 

ผู้เล่นคนอื่นๆ ของฟุคุดะโซโกก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่นัก  แต่ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือฝีมือไม่ถึงขั้นจะพาตัวเองมาจนถึงระดับนี้ได้แน่  ถ้าไม่มีอดีตหนึ่งในทีมปาฏิหาริย์อย่างไฮซากิ  โชโงะอยู่ด้วย  แต่โชโงะคุงก็โชโงะคุงเถอะ  เดาได้เลยว่าตามสไตล์ของอีกฝ่ายล่ะก็  ไม่มีทางแน่ที่จะมาซ้อมบาสเก็ตบอลอย่างเข้มงวดและจริงจังรวมกับสมาชิกคนอื่นๆ เขา  โชโงะคุงคงยื่นขอเสนอแข่ง 1 on 1 กับทุกคนในทีมตัวเอง….อาจจะไม่ใช่ 1 on 1 แต่เป็น 4 on 1 ก็ได้…..การแข่งขันที่ทุกคนรวมทีมกันสู้ไฮซากิคนเดียว  ซึ่งไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรที่อีกฝ่ายจะชนะหรอก  พอชนะแล้วก็บอกว่าทุกคนความสามารถน้อยกว่าตัวเอง  ไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งหรืออะไรได้  แล้วหลังจากนั้นก็โดดชมรมเป็นว่าเล่น  โผล่มาแต่เฉพาะวันที่มีแข่ง แล้วก็อาจจะแข่งแค่แมทช์สำคัญๆ ที่จะทำให้ตัวเองได้สู้กับคิเซกิเซไดก็ได้ ก็เป้าหมายของโชโงะคุงคือการขโมยตำแหน่งทีมปาฏิหาริย์มาจากพวกเขาคนใดคนหนึ่งแล้วเอากลับไปเป็นของตัวเองเหมือนเดิมนี่นา

 

 

คิเสะคาดเดาความหละหลวมในการฝึกซ้อมของอีกฝ่ายได้จากกล้ามเนื้อร่างกายที่ลดน้อยลง  เมื่อครู่นี้ได้กอดไหล่กับโอบเอวไปจึงได้รู้  โชโงะคุงตัวบางลงมาก  แต่ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็ยังไล่ต้อนไคโจไปจนเกือบจะจนมุม  สมแล้วที่เคยได้ชื่อว่าเป็นอดีตทีมปาฏิหาริย์  คนที่เคยเป็นเจ้าของเก้าอี้นั่งของเขา   ทั้งๆ ที่ไม่ได้ฝึกซ้อมจริงจังยังเก่งขนาดนี้  แล้วถ้าไฮซากิ โชโงะเกิดเอาจริงเรื่องบาสเก็ตบอลขึ้นมา มันจะขนาดไหน เรื่องเซนส์และสัญชาตญาณต่างๆ ของอีกฝ่ายอยู่ในระดับที่เป็นเลิศอยู่แล้ว  ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถขโมยท่าชู้ตของคนอื่นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นอย่างนี้หรอก  สกิลของคิเสะน่ะยังเป็นแค่การลอกเลียนแบบ  แต่ของไฮซากิไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงท่าต่างๆ ที่ลอกมาให้เป็นแบบอย่างของตัวเอง  ทำให้เจ้าของท่าที่มองเห็นท่านั้นผิดจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง  จนกระทั่งไม่สามารถใช้ท่าดังกล่าวได้อีก  หรือต่อให้ใช้ความแม่นยำก็ไม่มีวันเท่าเดิม  

 

 

เห็นอีกฝ่ายกลับมาวิ่งอยู่ในสนามบาสแบบนี้อีกครั้ง  คิเสะก็รู้สึกดีใจยิ่งกว่าอะไร  

 

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง  แต่ไฮซากิยังคงไม่ทิ้งกีฬาบาสเก็ตบอล  ถ้าเป็นไปได้….หลังจากนี้เขาก็อยากแข่งกับอีกฝ่ายอีกครั้ง….หลายๆ ครั้ง  สู้กันจนกว่าจะล้มลงไปข้าง  ไม่ว่ากี่รอบต่อกี่รอบ  ถ้าเป็นไฮซากิ  โชโงะล่ะก็  เขาคงแข่งด้วยได้ทั้งชีวิตโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย

 

 

คิเสะน่ะ….ขึ้นชื่อในเรื่องของความสดใส

 

 

ไม่ว่าใครที่ชอบเขาต่างก็พูดเป็นเรื่องเดียวกันว่าคิเสะคุงเหมือนพระอาทิตย์  ร่าเริง  สดใส  คาแรกเตอร์ของเขาที่คนทั่วไปเห็นก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน  ถ้าเป็นคนที่ตัวเองยอมรับก็จะกระดิกหางเข้าหาเหมือนโกลเด้นรีทรีฟเวอร์  ทั้งอ้อนทั้งน้วยจนโดนอาโอมิเนะกับคุโรโกะหาว่าน่ารำคาญอยู่บ่อยครั้ง  แต่กลับกัน  ถ้าเป็นคนอื่นที่คิเสะไม่ได้รู้สึกอะไร  ดวงตาสีอำพันก็จะเย็นชาและฉายแววดูถูกอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเจ้าตัวจะตั้งใจแสดงออกแบบนั้นจริงๆ หรือไม่ก็ตาม

 

 

แต่ไฮซากิ โชโงะเป็นตัวตนที่อยู่ตรงกลางระหว่างนั้น  

 

 

จะถามว่าคิเสะ เรียวตะนับถือไฮซากิ โชโงะไหม….ก็น่าจะตอบได้ว่าไม่ใช่  เพราะคนที่คิเสะนับถือเขาจะเรียกอีกฝ่ายด้วยนามสกุลแล้วลงท้ายว่าจิ  แต่ไฮซากิเป็นคนเดียวที่เรียกด้วยชื่ออย่างไม่มีความรู้สึกตะขิดตะขวงอะไรเลย  แต่ไฮซากิเป็นตัวตนที่คิเสะรู้สึกดูถูกอยู่ตลอดเวลาไหม?  ก็ไม่อีกเช่นกัน  เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ชมรมบาสเก็ตบอลเทย์โค  คนอย่างคิเสะไม่เคยท้าแข่งแล้วเอาชนะไฮซากิได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

 

ถ้าอย่างนั้น  สำหรับคิเสะแล้ว  ไฮซากิคืออะไรล่ะ

 

 

ลองถามคำถามนั้นออกมาตอนนี้  นายแบบหนุ่มคงจะตอบว่า  “เป็นคนที่สามารถเป็นตัวของตัวเองด้วยได้โดยไม่ต้องสนใจอะไร” ล่ะมั้ง

 

 

เพราะอยู่กับไฮซากิ  เขาไม่ต้องพยายามทำตัวให้เป็นที่รักก็ได้  ไม่ต้องยิ้มอยู่ตลอดเวลา หรือไม่ต้องกลัวว่าถ้าแสดงกิริยาที่ไม่ดีออกไปจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดใจหรือเปล่า  คิเสะสามารถแสดงด้านที่ไม่ดีของตัวเองให้ไฮซากิเห็นได้  ถือเป็นการปลดปล่อยความเครียดที่ดีทางหนึ่ง  เพราะฉะนั้นเมื่อมานึกย้อนดูแล้ว  คิเสะจึงพบว่าเขาค่อนข้างชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่กับไฮซากิสองต่อสองมากทีเดียว  

 

 

ในวันที่อีกฝ่ายหายตัวไป  มันเหมือนกับทิ้งรูบางอย่างเอาไว้ในใจเขาอย่างที่เจ้ารูนั่นไม่มีวันถูกถมให้เต็มได้  ไม่มีใครทำได้ทั้งนั้น นอกจากตัวไฮซากิเอง คิเสะเพิ่งรู้ซึ้งว่าตัวเขามองเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบไหน  แต่ยังไม่ค่อยอยากจะยอมรับมันเท่าไหร่นัก  จนกระทั่งได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายอีกครั้งใน DVD บันทึกการแข่งขันที่ผ่านมาของฟุคุดะโซโกนั่นแหละ

 

 

เสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำด้วยความยินดีทำให้คิเสะรู้สึกตกใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน  ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะรู้สึกอย่างนี้  แต่เหมือนที่ใครๆ เขาว่า…..ความรู้สึกนี้คือความรู้สึกที่ไร้เหตุผลมากที่สุดในโลก  ครั้งหนึ่งที่คิเสะเคยได้ยินโมโมอิพูดประโยคนั้นออกมา  เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่ามันหมายความว่ายังไง  จนกระทั่งได้เจอเองกับตัวจึงรู้  มันช่างไร้เหตุผลมากจริงๆ เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงรู้สึกกับผู้ชายที่เดินอยู่ข้างๆ อย่างนี้  มันเริ่มต้นจากตรงไหน  ก่อกำเนิดมาได้ยังไง  คิเสะตอบไม่ได้เลย  เพียงแต่รู้ตัวอีกทีมันก็ปรากฏอยู่ตรงนั้น  ชัดเจนจนไม่สามารถเบือนสายตาหนีไปตรงไหนได้อีกแล้ว

 

 

หลังจบการแข่งขัน Winter cup รอบนั้น  ไม่ว่าจะพยายามมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจออีกฝ่ายบนที่นั่งไหนในอ้ฒจรรย์เลย  คนอย่างไฮซากิน่ะนะ  คิเสะคิดไว้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องไม่มาดูแมทช์ของคิเซกิเซไดคนอื่นแน่ๆ  เมื่อพิธีรับรางวัลในวันสุดท้ายจบลง  และคิเสะได้รับการปลดปล่อยจากระยะเวลากักตัวเพื่อให้เท้าที่เจ็บดีขึ้นได้อย่างเร็วที่สุด  สิ่งแรกที่เขาทำคือโทรศัพท์ไปหาอาคาชิ  บอกสิ่งที่อยากได้  แลกกับการติดหนี้บุญคุณลูกชายคนเดียวของอดีตไซบัตสึที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งเกาะญี่ปุ่น  อาคาชิชอบบอกว่าไม่ต้องการสิ่งตอบแทนของความช่วงเหลือในตอนนี้  แต่ในอนาคตข้างหน้าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อไหร่ก็อย่าลืมแล้วกันว่าติดหนี้อะไรเอาไว้

 

 

น่ากลัว….น่ากลัวจริงๆ

 

 

ไม่รู้ว่าในวันที่อาคาชิต้องการให้เขาใช้หนี้ขึ้นมาจริงๆ คิเสะจะต้องสูญเสียอะไรบ้าง  แต่อยากให้ไฮซากิรู้เอาไว้….รูปแอบถ่ายอีกฝ่ายเล่นกับเท็ตสึยะนิโกะหน้าร้านมาจิบะน่ะ  เขาต้องยอมขายวิญญาณให้ปีศาจเพื่อแลกมันมาเชียวนะ  ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางยอมลบไปง่ายๆ หรอก  คิเสะจะลบรูปนี้ที่มีอยู่ในมือถือของเขาต่อหน้าอีกฝ่ายตามสัญญา  แต่ถึงจะหายไปจากมือถือ  แต่ในคอมพิวเตอร์  มือถือสำรอง  อีเมล  Twitter Instragram  สารพัดที่เก็บข้อมูลต่างๆ คิเสะก็คัดลอกรูปนี้ไปใส่ไว้ในนั้นหมดแล้ว ถ้าไฮซากิไม่จ้างแฮกเกอร์มากวาดล้างรูปใบนี้ให้ครบทุกสื่อโซเชียล  ก็ไม่มีวันที่มันจะหายไปแน่นอน  คิเสะเอาหัวตัวเองเป็นประกันเลย

 



 

ได้เดินข้างๆ อีกฝ่ายในวันคริสต์มาสแบบนี้รู้สึกเหมือนเป็นความฝัน  ไฮซากิที่ยอมเป็นเด็กดีเดินอยู่ข้างๆ เขาอย่างไม่ดื้อ  ไม่วุ่นวาย  ถ้ามีอีกฝ่ายอยู่ด้วยกันตลอดเวลาเหมือนอย่างตอนนี้ก็คงจะดี  แต่หลังจากหนึ่งชั่วโมงนี้ผ่านไป  คิเสะต้องกลับคานาซาวะ  ส่วนไฮซากิก็อยู่ชิสึโอกะ  ระยะทางไม่ไกล  แต่ทว่าก็ไม่ได้ใกล้  โอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกันอีกทีแบบนั้น….จะมีอีกทีเมื่อไหร่กันนะ

 

 

ยิ่งดึก  จำนวนคนที่ออกจากบ้านมาดูไฟวันคริสต์มาสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น  คู่รักหลายสิบหลายร้อยคู่ที่เดินผ่านพวกเขาไป  คิเสะพยายามอยู่ใกล้ๆ ไฮซากิให้มากที่สุด  แต่ก็ระมัดระวังไม่ให้ใกล้จนทำอีกฝ่ายอึดอัดด้วย  ไหล่สองข้างแตะกันเบาๆ หลายครั้ง  นายแบบหนุ่มช่วยดึงอีกฝ่ายให้หลบกลุ่มคนบ้างเมื่อเดินผ่านบริเวณที่การจราจรหนาแน่น  ไม่ค่อยมีใครพูดอะไร เขาไม่รู้ว่าไฮซากิกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว  แต่กับคิเสะนั้น  เขากำลังพยายามเก็บบรรยากาศ  ภาพที่เห็น  เสียงที่ได้ยิน  กลิ่นที่สัมผัส  ไออุ่นที่เหมือนจะสัมผัสได้แต่ก็สัมผัสไม่ได้ที่รู้สึกอยู่ตรงหัวไหล่ข้างที่อยู่ติดกัน  จดจำทุกอย่างเอาไว้  เพื่อให้หลังจากหมดหนึ่งชั่วโมงนี้ไป  เขาจะได้นำความทรงจำนี้กลับมาเล่นซ้ำใหม่ในความฝันได้ตราบนานเท่านาน

 

 

ทั้งสองคนหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าต้นคริสต์มาสใหญ่โตต้นหนึ่ง  แหงนหน้ามองจนคอตั้งบ่า  มันถูกประดับประดาด้วยไฟดวงเล็กๆ จนสว่างไสวสวยงาม  บรรยากาศคืนวันคริสต์มาสนั้นไม่เหมือนคืนในฤดูหนาวธรรมดาๆ คืนอื่น  มันทั้งมีความศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยเวทมนต์  คิเสะโตเกินกว่าจะเชื่อเรื่องซานต้าคลอสแล้ว  แต่บางครั้งบางส่วนในใจก็ยังมีความรู้สึกว่า….หากเขาอธิษฐานกับต้นคริสต์มาสต้นนี้อย่างจริงจัง  ความปรารถนาที่ต้องการอาจเป็นความจริงขึ้นมาได้ก็ได้

 

 

เสียงเพลงที่เหมาะกับวันคริสต์มาสถูกเปิดจากลำโพงของร้านค้าร้านหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากนั้น  เพราะตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็หยุดเดินเหมือนกันพอดี  จึงได้ยินคำร้องและท่วงทำนองของมันอย่างชัดเจน  คิเสะยืนนิ่ง….ไฮซากิเองก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนกัน  

 

 

ทว่าเมื่อเพลงจบลงผู้ชายที่มีผมสีทองกำลังจะเอ่ยปาก  ไฮซากิก็รีบแทรกขึ้นมาในทันที

 

 

“อย่าพูดออกมาเชียวนะ”

“................”

 

 

คำพูดที่ตั้งใจจะเอ่ย….ยังไม่ได้เปล่งเสียงออกมาเป็นอักษรตัวแรกก็ต้องเก็บกลับลงไปในลำคอเหมือนเดิม  คิเสะยิ้มบางๆ

 

 

“ทำไมล่ะ”

“เอาเป็นว่าอย่าพูดก็แล้วกัน”

 

 

รู้ด้วยว่าเขาจะพูดอะไร  

 

 

สมกับที่เป็นโชโงะคุง  สัญชาตญาณเฉียบคมไม่เปลี่ยน  คิเสะยังคงยิ้มบางๆ เหมือนเช่นเดิม  แต่ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากริมฝีปากคู่นั้นอีกแล้ว




 



 

ยืนดูต้นคริสต์มาสด้วยกันสักพัก  ต่างคนต่างก็หันหลับแล้วเดินกลับทางเดิมโดยไม่ต้องมีใครพูดอะไร  ขากลับนี้เงียบกว่าขาไปมาก ทั้งคิเสะและไฮซากิต่างก็มองตรงไปด้านหน้า  สีเขียวที่เป็นสัญลักษณ์ของ JR Line เริ่มปรากฏขึ้นในคลองสายตา  และขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  คิเสะเหลือบตามองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่อยู่บนเสาไฟด้านข้าง  

 

 

หนึ่งชั่วโมงใกล้จะหมดลงแล้ว

 

 

“เลิกทำหน้าแบบนั้นเสียทีได้ไหม”

 

 

อยู่ดีๆ คนที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาอีกรอบ  คิเสะกระพริบตาปริบๆ

 

 

“หน้าแบบไหนเหรอฮะ”

“หน้าเหมือนหมาหงอย  เหมือนคนไม่มั่นใจ  เห็นแล้วแม่งโคตรคิโม่ย  ฉันน่ะเกลียดแกตอนที่ชอบทำสีหน้ามั่นๆ ไม่สนหัวใครที่สุด  แต่หน้าตาเหมือนกลัวอะไรก็ไม่รู้อยู่ตลอดเวลานี่เกลียดมากกว่าอีก”

 

 

ไฮซากิดูหงุดหงิดมาก  แต่ในขณะเดียวกันคิเสะก็ไม่รู้ตัวว่าเขาทำสีหน้าแบบนั้นออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่  

 

 

ทั้งที่ตั้งใจแต่งตัวเท่ๆ มาเดทกับอีกฝ่ายเพื่อให้โชโงะคุงไม่ต้องรู้สึกอายคนอื่นเขาแท้ๆ เชียว



 

 

ใช่…..ที่คิเสะอยู่กับไฮซากิวันนี้มันคือการเดท

 



 

คน 2 คนเดินเที่ยวด้วยกันในวันคริสต์มาส  ถ้าไม่ใช่เดทแล้วมันจะเรียกว่าอะไร  คิเสะเป็นคนลากไฮซากิออกมาจากกลุ่มสาวๆ พวกนั้น  ความเป็นจริงถ้าไม่มีเขาอีกฝ่ายคงได้ทำอะไรๆ กับใครสมใจอยากไปแล้ว  เพราะฉะนั้น……..

 

 

ก่อนจะครบกำหนด 1 ชั่วโมง  ยังเหลือเวลาอยู่อีก 10 นาที

 

 

“เฮ้ย!!”

 

 

โกลเด้นรีทรีฟเวอร์สีทองที่หลายคนบอกว่าใต้แผ่นหนังนั้นคือหมาป่าคว้าข้อมือคนตัวสูงไล่เลี่ยกันลากเข้าไปหลบในตรอกเล็กๆ ข้างทางที่เกือบจะมืดสนิทเพราะไฟถนนส่องเข้ามาไม่ถึง  ผลักอีกฝ่ายเบาๆ ให้แผ่นหลังแนบกับกำแพงเย็นๆ  มือข้างหนึ่งยันผนังใกล้กับใบหน้าของไฮซากิเอาไว้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนี

 

 

“จะทำอะไรวะไอ้---------”

 

 

ก็เดทน่ะ….เวลาที่มันใกล้จะจบลงแล้ว  ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะบอกลากัน  มันก็ต้องปิดท้ายด้วยจูบใช่ไหม

 

 

‘ถ้าไม่จูบ  จะรู้สึกกังวล’

 

 

ผู้หญิงที่คิเสะเดทด้วยคนหนึ่งเคยพูดกับเขา  หลังจากนั้นคิเสะก็จูบผู้หญิงทุกคนหลังจากเดทเสร็จตลอดมา  ไม่ว่านั่นจะเป็นการเจอกันแค่ครั้งเดียว  หรือเป็นคนที่กำหนดไว้แล้วว่าจะไม่สานต่ออะไรมากไปกว่านี้ก็ตาม  มันเหมือนเป็นมารยาทที่ผู้ชายต้องทำให้ผู้หญิง  เหมือนเป็นหน้าที่  โชโงะคุงเที่ยวเล่นกับคนอื่นมามากกว่าเขา  คิเสะคิดว่าอีกฝ่ายก็คงจะรู้ธรรมเนียมนี้และปฏิบัติอยู่ด้วยเช่นกัน

 

 

วันนี้เขากันตัวไฮซากิให้มาเดทด้วย  ทำให้อีกฝ่ายไม่ได้ไปเที่ยวเล่นกับคนอื่น  ดังนั้นการกระทำอะไรที่ไฮซากิควรได้รับในวันนี้  เขาก็น่าจะต้องเป็นฝ่ายมอบให้แทน

 

 

จูบนี้ก็เช่นกัน

 

 

“อึก!”

 

 

เสียงอึกอักที่ดังในลำคอของคนตรงหน้าทำให้คิเสะบดริมฝีปากของตัวเองลงบนกลีบปากสีอมส้มของอีกฝ่ายหนักหน่วงขึ้น  จูบกับผู้หญิงคนอื่นอาจจะแค่เป็นมารยาท  แต่กับไฮซากิน่ะต่างออกไป  หัวใจเขาเต้นเร็วเหมือนมีมือมาทุบอก  คิเสะพยายามไม่แนบลำตัวเข้ากับอีกฝ่ายมากนักเพราะไม่อยากให้จับได้ว่าตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นจะตายอยู่แล้ว  ต่อให้ก่อนหน้านี้จะจูบใครต่อใครมาเป็นร้อยก็ตามเถอะ

 

 

แนบฝ่ามือลงกับผิวแก้มของอีกฝ่าย  เพราะไฮซากิถักผมเปียสั้นติดหนังหัว  ปลายนิ้วทุกนิ้วของคิเสะถึงสัมผัสกับผิวเนื้อของอีกฝ่ายได้อย่างถนัดถนี่  รู้สึกได้ว่าคนในอ้อมแขนสะดุ้งเฮือก  อากาศหนาวทำให้นิ้วของคิเสะเย็นเฉียบ  ซึ่งนั่นคงทำให้ไฮซากิรู้สึกตกใจ

 

 

น่ารัก……

 

 

ริมฝีปากผละออกมาแค่อากาศกั้นก่อนจะเอียงใบหน้าปรับองศาแล้วแนบจูบเข้าหาใหม่  ปลายลิ้นกวาดไล่ไปตามกลีบนุ่มหยุนก่อนจะอาศัยช่องว่างเล็กๆ ที่อีกฝ่ายเผยอออกเพื่อรับอากาศหายใจสอดเข้าไปควานหาความหวานล้ำด้านในบ้าง  ไฮซากิเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่เพียงไม่นาน  เมื่อวิธีการขยับริมฝีปากของคิเสะนั้นทั้งหวานเชื่อมและแฝงไปด้วยความท้าทาย  ศักดิ์ศรีของคนที่คิดว่าตัวเองเป็นหมาป่าเหมือนกันก็ทำให้ไฮซากิ โชโงะตกหลุมพรางที่ขุดเอาไว้ดังโครม  ผู้ชายที่ตัวเล็กกว่าคิเสะแค่ 1 เซนขยับริมฝีปากจูบตอบ  ปลายลิ้นที่ถูกดูดอยู่ฝ่ายเดียวจนชาเริ่มตอบโต้บ้างอย่างไม่มีใครยอมใคร

 

 

นายแบบผมสีทองสว่างได้แต่หัวเราะในใจเบาๆ 

 

 

 

แบบนี้มันก็มีแต่จะทำให้รู้สึกดีขึ้นไปอีกเท่านั้นล่ะฮะ  โชโงะคุง

 

 



 

ทั้งที่เดินออกห่างจากร้านขายเสื้อผ้าใกล้ๆ กับต้นคริสต์มาสมาไกล  แต่ด้วยความที่วันนี้เป็นวันคริสต์มาส  และเพลงของวง Back Number ก็เป็นชื่อเดียวกันกับวันนี้พอดี  มันถึงได้ถูกเปิดให้ได้ยินอีกครั้งโดยลำโพงของร้านไหนสักร้านไม่ใกล้ไม่ไกลนี้  ท่วงทำนองที่คุ้นเคยดังเข้าหู  ต่อให้ไม่ได้เป็นแฟนคลับมาก่อน  แต่เพลงที่ถูกเปิดวนทุกครั้งที่ถึงวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีก็ทำให้จำเนื้อร้องได้แม่นโดยปริยาย




 



 

จำนวนครั้งที่คิดถึงเธอ

หัวใจนี้ที่เจ็บปวดเมื่อเราไม่ได้พบกัน

ทุกอย่างมันพยายามบอกให้รู้ว่าฉันคิดกับเธอยังไง

ไม่ต้องหรอก เรื่องแค่นี้ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ

ต่อให้ขอพรกับซานต้าไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

 

 

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เธออยู่ข้างๆ

อยากให้อยู่ตรงนี้ไม่ต้องไปไหน

อยากให้คิดแต่เรื่องของฉันโดยไม่ต้องคิดถึงใคร

แต่ถ้าพูดเรื่องนี้ออกไปก็คงจะดูไม่ดีสินะ

แถมมันจะยาวเกินไปอีกต่างหาก  ถ้าอย่างนั้นสรุปให้ฟังเลยแล้วกัน

 

 

ฉันชอบเธอ




 



 

เข็มนาฬิกาขยับไปข้างหน้า 1 นาที

 

 

เงา 2 ร่างในตรอกที่ไม่มีใครสนใจยังคงแนบกันสนิท




 



 

เหลืออีก 9 นาทีจึงจะครบหนึ่งชั่วโมง




 




 

END 




 





 

Christmas Song - Back Number 

 

เหลืองเทาควรแมสได้แล้ว

 

 

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเช็คคำผิดให้นะคะ  วันนี้ขอนอนก่อน







 

#CmficS 

 







 

    

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ CoffeeMate in D

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 18:32

    อดใจไม่เม้นไม่ได้เลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งฟิคเรื่องนี้มานะคะ💜💜 ถึงไฮซากิจะดูเกลียดคิเสะแค่ไหนแต่ชั่วโมงเดียวนี่ก็มีค่าสำหรับเจ้าโกลเด้นเขามากนา ทำๆไปเถอะ นี่ไง ได้จูบด้วย โอ้ย เขิน


    ส่วนตัวเราชอบการบรรยายว่าโกลเด้นห่มหนังหมาป่าของไรท์มากเลยค่ะมันแบบว่าเห็นภาพ ดูสดใสนะ แต่ก็ไม่ได้ว่าสดใสสุด มีเย็นชา มีอะไรด้วย แล้วก็ชอบการบรรยายลักษณะตัวละครรวมถึงเรื่องที่อยากจะหยุดเวลาไม่ให้เดินไปต่อ มีเวลาเพียงชั่วโมงเดียวมากๆเลยค่ะ แต่ทำไมถึงเขินตอนเขาแข่งจูบกันล่ะเห้ย มันแบบ โอ้ย


    ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ ทีมเมะลูกหมาต้องแมสค่ะ

    #6
    0
  2. วันที่ 23 เมษายน 2563 / 20:55
    ขอบคุณที่เเต่งมาให้อ่านนะคะ! อ่านเเล้วคือต้องไปฟังเพลงback numberต่อเลย บรรยากาศมันได้มาก ชอบความไม่ยอมกันของทั้งคู่มากๆ เเล้วก็ชอบภาพที่ไฮซากิคุงเล่นกับนิโกวด้วย คงน่ารักมากเเน่ๆ
    #5
    0
  3. #4 goldman2 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 18:03
    ชอบคู่เหลืองเทาเหมือนกัน ขอบคุณที่แต่งนะคะ
    #4
    0
  4. #3 Got852
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 23:56
    ชอบความขายวิญญาณให้ปีศาจมาก55555 เราชอบเหลืองเทาเหมือนกันค่ะแต่หาอ่านยากมากโครตๆเลย

    ขอบคุณที่แต่งนะคะ
    #3
    0
  5. วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 01:17
    สนุกมากกกกก อ่านแล้วเขินง่า☺️☺️
    #2
    0
  6. วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 00:08
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-08.png ชอบมากเลยค่ะ!!!
    #1
    0