คัดลอกลิงก์เเล้ว

[KnB Fanfiction] BE MINE ll Akashi x Furihata

ตระกูลอาคาชิมีความลับบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังความรุ่งโรจน์มามากว่า 100 ปี สิ่งที่ทำให้-อาคาชิ-แข็งแกร่งเหนือผู้ใดและมีเพียงทายาทสายตรงเท่านั้นที่จะได้ล่วงรู้

ยอดวิวรวม

3,941

ยอดวิวเดือนนี้

4

ยอดวิวรวม


3,941

ความคิดเห็น


42

คนติดตาม


184
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  17 เม.ย. 60 / 17:06 น.
นิยาย [KnB Fanfiction] BE MINE ll Akashi x Furihata

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้






ยาวมาก.......

เตือนไว้ก่อนว่ายาวมากมาก . 









.
.
.
.

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 เม.ย. 60 / 17:06





[One shot] BE MINE

Kuroko no Basket Fanfiction

Pairing : Akashi Seijuurou x Furihata Kouki

Rating : PG

Story by CoffeeMate in D

 

 

 

 

เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยดังสะท้อนอยู่ในโรงยิม  หยาดเหงื่อที่อาบไล้ทั่วตัวเพราะการฝึกซ้อมที่เข้มงวดนั้นถูกเช็ดออกด้วยผ้าขนหนูทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายลดลง  อาคาชิ  เซย์จูโร่เปิดริมฝีปากเล็กน้อยเพื่อช่วยหายใจ  ไหล่กว้างขยับขึ้นลง  ในโรงยิมตอนนี้มีเพียงเขากับสมาชิกตัวจริงของทีมราคุซันอีก คนที่เหลือเท่านั้น  คนคือมิบุจิ  เรโอะ  และโคทาโร่....ใน ราชันย์ไร้มงกุฎที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้น  อีก คนคือปี ที่อยู่ทีม มาได้สักพักแล้วแต่เพิ่งเข้ามาเป็นตัวจริงแทนมายุสึมิ  จิฮิโระที่เพิ่งจบการศึกษาออกไป  การฝึกซ้อมที่เหน็ดเหนื่อยจนแทบอยากสลบเป็นเมนูตามปกติของราคุซัน  ยิ่ง winter cup ปีที่แล้วพวกเขาเสียแชมป์ให้เซย์รินก็ยิ่งทำให้ต้องเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมเป็น เท่า  ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่หลังจากการฝึกซ้อมทุกวัน  พวกเขาทั้งหมดจะมีสภาพแบบนี้  แม้แต่อาคาชิ  เซย์จูโร่ก็ยังไม่มีทีท่าสบายๆ เหมือนอย่างเคย

 

แต่แม้จะเหนื่อย  ท่าทางสง่างามอย่างคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวดก็ไม่เคยพังทลาย  อาคาชิสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งก่อนอาการเหนื่อยหอบจะหายไป  เขาดึงผ้าขนหนูออกจากศีรษะ  ก้มลงเก็บขวดน้ำขึ้นมาจากม้านั่ง

 

 

“จะกลับแล้วหรือ  เซย์จัง”

 

 

มิบุจิ  เรโอะที่เพิ่มดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ที่เหลือในขวดจนหมดเอ่ยถามขึ้น  อาคาชิพยักหน้าเรียบๆ

 

 

“จะว่าไป  เซย์จังเคยบอกเอาไว้ว่าวันนี้มีธุระสินะ”

 

 

ใน ราชันย์ไร้มงกุฎเหลือบตาขึ้นมองเพดานโรงยิมแล้วเอ่ยเหมือนจะทวนความจำตัวเอง  อาคาชิถือขวดน้ำไว้มือหนึ่ง  ส่วนมืออีกข้างเป็นผ้าขนหนู  ตัวจริงของทีมราคุซันที่ยืนกระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโรงยิมหันมามองทางเขาหมด  บางส่วนยังคงถือลูกบาสเก็ตบอลเอาไว้ในมือ

 

 

“จะอยู่ซ้อมกันต่อใช่ไหม”

 

 

อาคาชิหันไปถามมิบุจิ  เรโอะ

 

 

“อื้อ  เหมือนทุกวันนั่นล่ะ”

 

“อย่าหักโหมมาก  ฉันจะไม่อยู่ วัน  ระหว่างนั้นโค้ชจะเป็นคนดูแลเรื่องการฝึกซ้อมให้  เรโอะ...ฝากดูเรื่องทีม ด้วย”

 

 

ชายร่างโปร่งผมสีขนกาพยักหน้ารับ

 

 

“อื้อ  เข้าใจแล้ว  ไปดีมาดีนะ เซย์จัง”

 

 

อาคาชิยกมือขึ้นนิดหนึ่งเป็นเชิงบอกลาก่อนจะเดินหายเข้าไปทางห้องล็อกเกอร์โดยมีคนอื่นๆ ที่เหลือมองตาม

 

 

“น่าแปลกเหมือนกันนะที่หมอนั่นเลิกซ้อมเร็วขนาดนี้  แถมตั้งแต่พรุ่งนี้ก็จะหยุดเรียนตั้ง วัน”  ฮายามะ  โคทาโร่พูดขึ้นอย่างสงสัย

 

“แปลกตรงไหนกันยะ  คนเราก็ต้องมีธุระที่ทำให้ต้องหยุดเรียนกันบ้างสักครั้ง ครั้งนั่นแหละ”

 

“แต่เรโอะเน่  คราวก่อนฉันโดนเรียกไปห้องพักครูแล้วแอบเห็นเอกสารของอาคาชิที่วางอยู่บนโต๊ะแถวนั้นพอดี  เทอมที่แล้วหมอนั่นเข้าเรียน 100% ไม่มีขาดเลยสักครั้งนะ  ชมรมก็มาซ้อมทุกวันเลยไม่ใช่หรือไง”

 

“บ้าไปแล้ว  ต่อให้เป็นคนที่ตั้งใจเรียนแค่ไหนก็ต้องเคยโดดวิชาโอคาโมโตะสักครั้ง ครั้งกันบ้างละน่า”

 

“เซย์จังเขาเป็นเด็กดี  ไม่ได้เหลวแหลกเหมือนนายหรอกย่ะ”

 

 

มิบุจิ  เรโอะกรีดนิ้วชี้หน้าเนบุยะที่หมุนลูกบาสเล่นอยู่บนนิ้วชี้  แต่แล้วก็ลดมือลงเท้าเอวแล้วถอนหายใจเฮือก

 

 

“แต่ก็จริง  ปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นธุระสำคัญแค่ไหนเซย์จังก็ไม่เคยถึงขั้นต้องหยุดเรียนเลยสักครั้ง”

 

“ใช่มั้ยล่ะๆๆๆ”

 

 

ฮายามะ โคทาโร่รีบพูดขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น

 

 

“สงสัยจริงๆ ว่าธุระที่ว่านั่นคืออะไร”

 

“นั่นสินะ  แต่ใครจะไปรู้” 

 

 

เรโอะยักไหล่แล้วตบมือดังๆ

 

 

“เอ้าๆ วันนี้หอปิดเร็วด้วยนะยะ! เลิกคุยกันแล้วกลับไปซ้อมได้แล้วพวกนาย” 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทางเดินมืดๆ ที่มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องปรากฏร่างสมส่วนของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดนักเรียนราคุซันเต็มยศ  เสื้อผ้าเรียบกริบแทบไม่มีรอยยับแม้จะผ่านเวลามาแล้วทั้งวัน  ผมสีแดงที่สะท้อนกับแสงจันทร์งดงามจนดูราวกับเป็นภาพวาดที่หลุดออกมาสู่โลกความเป็นจริง  อาคาชิเดินตรงไปที่ประตูใหญ่ของโรงเรียนที่เปิดไว้เพียงนิด  เอ่ยขอบคุณพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คอยอำนวยความสะดวกให้  เมื่อก้าวออกมาด้านนอก  รถยุโรปคันหรูก็จอดรออยู่หน้าโรงเรียนพร้อมกับคนรถที่ยืนประสานมือรออยู่ด้านข้างด้วยความสุภาพ

 

อาคาชิก้าวขึ้นไปนั่ง  ประตูรถถูกปิด  เพียงครู่เดียวหลังจากนั้นโรลส์รอยซ์คันหรูก็เคลื่อนตัวออกไป

 

 

 

 

ใช้เวลา ชั่วโมงจากเกียวโตถึงโตเกียว  เมื่อรถยุโรปคันสีดำวาวจอดสนิทในคฤหาสน์หลังใหญ่ก็เป็นเวลา 5ทุ่มพอดี

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ  นายน้อย”

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ  นายน้อย”

 

 

คนรับใช้ที่คุ้นหน้าหลายต่อหลายคนยืนเรียงกันอยู่เบื้องหลังบานประตูใหญ่  พรมราคาแพงนุ่มเท้าลาดปูไปตามทาง  คฤหาสน์หลังใหญ่สว่างไสวด้วยแสงไฟ  อาคาชิ  เซย์จูโร่ก้าวอย่างมั่นคงไปตามทางเดินนั้นโดยไม่ได้หยุดคุยกับใครเลยแม้แต่คนเดียว  ที่ปลายทางของผู้คน  ชายสูงอายุคนหนึ่งก้าวออกมา

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ  นายน้อย”

 

“อา...”

 

 

เสียงที่ไม่ได้ทุ้มต่ำแต่กลับมีอำนาจประหลาดในการควบคุมคนเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย  นัยน์ตาสีแดงคู่คมมองตรงไปด้านหน้าอย่างแน่วแน่

 

 

“คุณพ่อล่ะ”

 

“คุณท่านวันนี้ติดภารกิจด่วน  ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ครับ  ท่านสั่งว่าให้เริ่มทุกอย่างตามที่กำหนดได้เลยโดยไม่ต้องรอ”

 

 

อาคาชินิ่งเงียบไปนิด  แต่ในใจไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ทั้งความผิดหวังหรือหวั่นไหว  หัวใจของเขาเรียบเฉยเฉกเช่นเดียวกับผู้ที่แข็งแกร่งพอจะยืนอยู่ด้วย ขาของตนได้โดยไม่ต้องพึ่งบิดา  แม้จะอายุเพียง 17 และอยู่แค่ชั้นมัธยมปลาย  แต่ความเฉียบขาดและมั่นคงไม่สั่นคลอนของอีกฝ่ายทำให้สายตาของใครต่อใครที่ได้เห็นล้วนแต่เป็นประกายด้วยความชื่นชมและศรัทธา  นายน้อยของตระกูลอาคาชิทำให้ทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองสามารถมั่นใจได้ว่า  หากวันใดวันหนึ่งพวกเขาต้องสูญเสียอาคาชิ  มาซาโอมิไปอย่างกะทันหันเหมือนครั้งที่สูญเสียนายหญิงของบ้าน  เซย์จูโร่จะสามารถนำพาตระกูลใหญ่และธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่อยู่ภายใต้การดูแลไปในเส้นทางที่รุ่งโรจน์ได้อย่างถูกต้องและมั่นคง  เหมือนเช่นผู้นำตระกูลคนอื่นๆ ที่ผ่านมาได้ทำ  ดวงตาคู่นั้น...และเรือนผมสีแดงนั่นคือสิ่งพิสูจน์ 

 

 

และการได้มาซึ่งความรุ่งโรจน์นั้น...สิ่งที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นเดียวกัน

 

 

 

“ใกล้ถึงเวลาหรือยัง”

 

 

ชายสูงวัยค้อมศีรษะรับ

 

 

“จวนได้เวลาแล้วครับ  ขอเชิญที่ห้องใต้ดิน  พิธีกำลังจะเริ่มต้นแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

ตระกูลอาคาชิมีความลับบางอย่างที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต  ความลับที่อยู่เบื้องหลังความรุ่งโรจน์ของ-อาคาชิ-มากว่า 100 ปี  สิ่งที่ทำให้-อาคาชิ-แข็งแกร่งและยืนอยู่เหนือผู้ใด  ความลับที่มีเพียงทายาทสายตรงเท่านั้นที่จะได้รับรู้  พิธีกรรมเก่าแก่จะถูกจัดขึ้นเมื่อพระจันทร์เต็มดวงอยู่กึ่งกลางท้องฟ้าในวันเวลาที่ถูกกำหนดไว้  และมีเพียงทายาทที่มีผมสีแดงเท่านั้น  ที่จะมีสิทธิ์ได้เข้าร่วมพิธี

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ตระกูลนักรบเก่าแก่ได้รับพรจากเทพจิ้งจอก  ครั้งหนึ่งระหว่างที่แม่ทัพผู้นำตระกูลยกทัพทำสงครามกับศัตรูที่อยู่แดนไกล  เขาได้ช่วยชีวิตจิ้งจอกที่ต้องธนูเอาไว้ให้มีชีวิตรอด  หลังจากนั้นในคืนวันเพ็ญ  ได้ปรากฏร่างหญิงสาวลึกลับที่มีผิวขาวดุจแสงจันทร์และมีเรือนผมนิ่มสวยสีน้ำตาลเช่นเดียวกับขนของจิ้งจอกตัวนั้น  หญิงสาวประกาศว่าตนมาเพื่อตอบแทนคุณ  แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา  ไม่ว่าสงครามไหนที่กองทัพของเขาเคลื่อนผ่านล้วนแต่ได้มาซึ่งชัยชนะทั้งสิ้น  แม่ทัพที่เก่งกล้าสามารถอยู่แล้วเมื่อยิ่งมีพรจากเทพจิ้งจอกก็ยิ่งยังความรุ่งโรจน์มาสู่ต้นตระกูล  เขาประกาศรับหญิงสาวผู้นั้นเป็นภรรยา  และให้กำเนิดลูกหลาน  สืบทอดเชื้อสายต่อไป

 

พรนั้นได้ตกมาสู่ปัจจุบัน  ทายาททุกคนที่มีผมสีแดงจะต้องเข้าพิธีหนึ่งเมื่ออายุครบ 17 ปี  เมื่อพระจันทร์ลอยสูงถึงกึ่งกลางท้องฟ้าในวันที่ถูกจารึกไว้ในบันทึก  พิธี ผูกพันธะสัญญา’ จะเริ่มต้นขึ้น

 

เด็กหนุ่มที่มีผมสีแดงเปล่งประกายยืนอยู่กลางประรำพิธีที่เป็นลานกว้าง  มีคบเพลิงจุดโดยรอบให้แสงสว่างไสว  กลิ่นกำยานอบอวลไปทั่ว  ณ. ห้องๆ นี้มีเขาอยู่เพียงลำพัง  กับวงเวทย์ใหญ่ที่ถูกวาดไว้กลางห้อง  น้ำเสียงที่ไม่ได้ทุ้มต่ำแต่ฟังลื่นหูและมีเสน่ห์ดึงดูดคนที่ได้ฟังกำลังเอ่ยท่องคาถาหนึ่งไหลเรื่อยเป็นทำนอง  อาคาชิหลับตาลง  สายลมที่ไม่มีที่มาที่ไปพัดวนอยู่ในห้องใต้ดินกว้างใหญ่  ไล้ปลายเส้นผมให้ไหวขยับ  แสงจันทร์ที่สาดลงมาจากช่องที่ถูกเจาะไว้กระทบวงเวทย์นั้นให้เรืองแสงประหลาด  ริมฝีปากได้รูปพึมพำคาถา  อาคาชิยกกริชเงินที่ถืออยู่ในมือข้างหนึ่งขึ้นมา  กรีดฉับเข้าที่ฝ่ามือ  ยืดแขนออกไปกลางวงแล้วคว่ำลงให้เลือดสีแดงก่ำหยดลงด้านล่าง  หยดเลือดกระทบพื้นส่งเสียงดังฉ่าพร้อมกับเดือดเป็นฟอง  หมอกหนารวมตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า  มนต์ตราดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย

 

 

“ด้วยเลือดนี้...ข้าขออัญเชิญ”

 

 

เปรี้ยง!!

 

 

เสียงฟ้าฟาดดังกึกก้องทั้งที่ไม่มีวี่แววของเมฆแม้แต่สักกลุ่มก้อนเดียว  ควันกำยานลอยฟุ้งเต็มห้องเหมือนใส่สารกระตุ้นจนมองอะไรแทบไม่เห็น  คบไฟที่อยู่รอบด้านวูบไหวเหมือนจะดับ  ห้องใต้ดินตกอยู่ในความมืดชั่วครู่หนึ่งก่อนเปลวไฟจะติดพรึบขึ้นมาอีกครั้ง  อาคาชิลืมตาขึ้น  รอบด้านหมอกยังหนา  แต่กลิ่นอายที่แปลกออกไปทำให้รู้ว่า  นอกจากเขาแล้ว  ในห้องนี้ยังมีใครอยู่อีกคน

 

นัยน์ตาสีแดงคู่คมมองสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยความสงบนิ่ง  ไม่มีแม้แต่หนึ่งร่องรอยของความสั่นไหว 

 

แม้จุดเริ่มต้นจะดูสวยงามเหมือนเทพนิยายรัก  แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป  ตามคำสั่งที่ถ่ายทอดกันมานั้น  ร่างแปลงของเทพจิ้งจอกที่ถูกอัญเชิญมานี้จะตกเป็นสมบัติของผู้ทำพิธี  ถือเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของเจ้าบ้านคนต่อไปแต่เพียงผู้เดียว  เขาจะสามารถทำอะไรกับผู้หญิงคนนี้ก็ได้  จะรับเป็นภรรยาต่อไปหรือแค่เลี้ยงไว้ดูเล่นอย่างเดียวก็สุดแล้วแต่ 

 

ช่างเป็นข้อตกลงที่แสนจะไม่เท่าเทียม  แม้เทพจิ้งจอกไม่ได้โชคดีเหมือนครั้งแรกที่มาปรากฏตัว แต่สิ่งที่ไม่มีทางเปลี่ยนไปคือคำสั่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มงวด  ประวัติของตระกูลก็มีการพูดถึงอยู่มากมาย  เมื่ออาคาชิมีเจ้าบ้านที่มีผมสีแดง  ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้นจะมีหญิงสาวผมสีน้ำตาลถูกบันทึกอยู่ด้วยเสมอ   ไม่ว่าเธอจะได้รับยกย่องให้ออกหน้าออกตาในสังคมหรือไม่ก็ตาม

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่ข้างกายของกัปตันทีมราคุซัน  เขามีหญิงสาวมากมายต่อแถวรอให้ชอคโกแลตวันวาเลนไทน์  และมีอีกบางส่วนที่ใจกล้าพอจะเดินเข้าไปขอเวลากับเขาเพื่อสารภาพรัก  แต่ที่ผ่านมาอาคาชิยังไม่เคยตอบรับใคร  เขาไม่เคยมีความสนใจเรื่องความรัก  ไม่ได้เป็นเพราะยึดติดเรื่องที่ว่าผู้นำตระกูลจะมีร่างแปลงของเทพจิ้งจอกเหมือนเป็นคู่หมั่นหมายกันมาตั้งแต่เกิด  แต่เป็นเพราะความตั้งใจของเขาเองต่างหาก

 

เรื่องแต่งงานกับใครสักคนเป็นเพียงหน้าที่หนึ่งสำหรับอาคาชิเท่านั้น   เขาต้องการเพียงแค่ผู้หญิงที่มีมารยาท  เรียบร้อย  ดูมีราคา  ไม่สร้างความรำคาญหรือปัญหาให้กับเขา  หากมีคุณสมบัติตามนี้ละก็  อีกฝ่ายจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น  ไม่เว้นแม้แต่ร่างแปลงของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ก็ตาม

 

 

หมอกหนาค่อยจางลง  ร่างเงาใครคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางหมอกนั้น  อาคาชิหรี่ตาลงนิด  สายลมแผ่วที่ยังพัดวนช่วยทำให้หมอกจางลงเร็วขึ้น

 

เสียงครางเบาๆ ดังจากกลางห้อง  อาคาชิขมวดคิ้วเล็กน้อย  น้ำเสียงนั้นไม่ได้กังวานเหมือนระฆัง  หรือฟังดูแว่วหวานอย่างสุภาพสตรีเลยแม้แต่นิดเดียว  ถ้าจะให้พูดตรงๆ  มันดูทุ้มต่ำเกินกว่าจะเป็นเสียงของหญิงสาวด้วยซ้ำ  แถมยังคุ้นหูอย่างประหลาด  ดวงตาสีแดงคมกริบยิ่งเพ่งมองลงไปในกลุ่มหมอกนั้นมากขึ้น  แล้วอาคาชิ   เซย์จูโร่ก็เบิกตากว้าง

 

 

ร่างในหมอกไม่ได้ใส่ชุดกิโมโนแบบญี่ปุ่นหรือยูคาตะหลวมหลุดไหล่เหมือนอย่างที่ใครๆ มองเห็นเวลาพูดถึงเทพจิ้งจอกในจินตนาการ  กลับกันมันดันเป็นเสื้อยืดตัวเก่าๆ ที่คอย้วยแล้วกับกางเกงวอร์มธรรมดาที่หาได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป  รูปร่างบางกว่าเขาแต่ไม่ได้มีส่วนโค้งเว้าเหมือนผู้หญิง  เรือนผมที่ตัดสั้นระต้นคอนั้นมีสีน้ำตาลตรงกับคำกล่าวอ้างจริง  แต่นอกจากนั้นแล้วไม่มีสิ่งใดที่ใกล้เคียงกับคำว่าเทพจิ้งจอกเลยสักนิดยกเว้นหูกับหางที่กำลังขยับเคลื่อนไหว   ที่ห่างไกลสุดๆ คือดูอย่างไรก็ไม่ใช่ผู้หญิงแน่ๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้น  หากความทรงจำของเขาไม่ผิดพลาด (ซึ่งมันไม่มีทางผิดพลาด)  คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือคนที่เขาเคยพบหน้ามาก่อนแล้ว  แม้ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่ก็จดจำใบหน้าได้เป็นอย่างดี  หนึ่งในทีมที่ทำให้คนอย่างอาคาชิ  เซย์จูโร่ได้รู้จักกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิต

 

 

ผู้เล่นเบอร์ 12 ของเซย์ริน....ฟุริฮาตะ  โคคิ

 

 

ดูเหมือนว่าไม่ได้มีแต่อาคาชิเท่านั้นที่ตกใจ  เทพจิ้งจอกที่หน้าตาเหมือนผู้เล่นของเซย์รินอย่างกับแกะขยี้ตานิดๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองรอบตัวอย่างงุนงง  เมื่อมองเห็นเขา  หมอนั่นก็เบิกตากว้างแล้วอุทานอะไรออกมาสักอย่าง  นั่นยิ่งทำให้อาคาชิแน่ใจว่าคนๆ นี้ไม่ใช่แค่ใครสักคนที่บังเอิญหน้าเหมือน  แต่เป็นนักกีฬาของเซย์รินคนนั้นตัวจริงเสียงจริง 

 

พริบตาเดียวใบหน้าที่งุนงงของฟุริฮาตะก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก  ยิ่งเมื่อรู้ว่านอกจากจะอยู่ในที่ๆ ตัวเองไม่รู้จักแล้ว  บนศีรษะยังมีหูเล็กๆ ข้างที่งอกออกมาแทนใบหูอย่างมนุษย์ที่เคยมี  แถมที่ด้านหลังพวงหางนุ่มก็ยังสะบัดไปมา

 

 

“อ...เอ๋?”

 

 

ฟุริฮาตะคลำๆ บนหัวตัวเอง  คว้าหางที่โบกอยู่ขึ้นมาดูชัดๆ แล้วเบิกตากว้าง

 

 

“เอ๋~!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

 

xxxxxxxxxxxxxxxx

 

 

 

 

 

 

“มันเกิดอะไรขึ้น”

 

 

คำถามที่เอ่ยปนถอนหายใจนั้นหากเป็นใครที่ได้มองเห็นท่าทางหมดสภาพที่หาดูได้ยากของคุณชายที่ปกติแล้วจะเนี้ยบอยู่ตลอดเวลาอย่างอาคาชิ  เซย์จูโร่ก็คงจะอยากถามคำถามนี้เช่นกัน  อาคาชินั่งพิงหลังกับเก้าอี้ตัวใหญ่  เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ยับไปหมดทั้งตัว  เนคไทคลายออกให้หลวม  กระดุมเม็ดบนก็ถูกปลด 2-3 เม็ด  ลำคอขาวมีรอยข่วนคล้ายๆ กับเล็บแมวและรอยนั้นก็ปรากฏเช่นกันอยู่ที่หลังมือ  เขาเท้าข้อศอกกับโต๊ะเล็กด้านข้างแล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งคลึงขมับที่กำลังปวดตุบๆ ของตัวเอง

 

 

ต้นเหตุที่ทำให้นายน้อยตระกูลอาคาชิมีสภาพแบบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน  แต่คือคนที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงกลางห้องนั่นเอง  ฟุริฮาตะนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม  ลมหายใจเข้าออกดูสงบนิ่งเป็นจังหวะ  เปลือกตาหลับพริ้มดูสบายใจจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับที่ทำให้คฤหาสน์อาคาชิต้องเผชิญกับความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

เรื่องมันเริ่มมาจากตอนที่คนด้านนออกได้ยินเสียงฟุริฮาตะร้องอยู่ในห้องเลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา  ทีนี้ก็เกิดเป็นความวุ่นวายเพราะเมื่ออีกฝ่ายเห็นประตูเปิดออกและมีคนที่ไม่รู้จักมากมายแห่กรูเข้าหา  คนที่ตกใจจนสติหลุดอยู่แล้วก็ยิ่งกระเจิดกระเจิงเข้าไปใหญ่  ฟุริฮาตะลุกขึ้นจะวิ่งหนีออกจากห้อง  แต่ดูเหมือนนอกจากหูกับหางที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว  พละกำลังของอีกฝ่ายก็เพิ่มขึ้นมาด้วย  และไม่ใช่แค่คนอื่นเท่านั้นที่รับมือไม่ถูก  แม้แต่เจ้าตัวเองก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน 

 

แค่ตอนแรกที่จะดีดตัวลุกขึ้นนั่ง  ร่างทั้งร่างก็พุ่งขึ้นกระแทกเพดานแล้วตกลงมาดังอั่ก!  พอเป็นแบบนั้นนัยน์ตาสีน้ำตาลก็ยิ่งเบิกกว้างอย่างลนลาน  ฟุริฮาตะสะบัดตัวหนีจากคนที่เข้ามาล้อมจะออกไปทางประตู  อาคาชิยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่นักแต่ร่างกายก็ขยับไปตามสัญชาตญาณก่อนแล้ว  เขาเอาตัวเข้าขวาง  ดูเหมือนฟุริฮาตะจะค่อนข้างกลัวเขาอยู่ไม่น้อยเลยอาละวาดได้ไม่เต็มแรงเท่าไหร่  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฝากรอยเล็บไว้ตามส่วนต่างๆ บนร่างกายอย่างที่เห็น  พออีกฝ่ายหลุดออกไปข้างนอกได้ก็ยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่  ข้าวของตกแตกเสียหายเพราะอีกฝ่ายยังกะกำลังตัวเองไม่เป็นเลยทำให้วิ่งชนนู่นชนนี่ไปหมด  กว่าจะจับตัวได้ก็เล่นเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่ถอนหายใจอีกครั้ง

 

 

แค่เดินทางจากเกียวโตกลับมาโตเกียวก็เหนื่อยพออยู่แล้ว  ยังต้องมาออกแรงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้  แถมแผนที่วางไว้ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดอีกต่างหาก  เค้าลางของเรื่องวุ่นวายที่ดูท่าว่าจะคงตามมาอีกมากทำให้คนที่ปกติจะใจเย็นอย่างเขาอดที่จะหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน

 

 

“มีใครอธิบายได้บ้างว่าหมอนี่มาได้ยังไง”

 

 

เด็กหนุ่มพูดขณะที่ยังคลึงขมับของตัวเองอยู่อย่างนั้น  พ่อบ้านคนเก่าแก่ของเขามีสีหน้าลำบากใจเหมือนกัน  แต่ก็นับว่าดูสงบสมกับเป็นมืออาชีพ  เรื่องที่ว่ามีคนนอกแอบบุกเข้ามาในคฤหาสน์คงเป็นไปไม่ได้  เพราะทางเข้าออกของห้องใต้ดินนั้นมีเพียงทางเดียว  มิหนำซ้ำหูและหางกับเล็บที่ยาวและคมกว่าปกตินั้นก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดว่าหมอนี่คงเป็นเทพจิ้งจอกที่เขาอัญเชิญมาเองกับมือ  เพียงแต่ปัญหาก็คือ  ไม่เคยมีใครบอกว่าเทพจิ้งจอกจะมีร่างแปลงเป็นผู้ชาย  แถมยังเป็นคนที่อาคาชิเคยเห็นหน้าค่าตามาเป็นอย่างดีเสียด้วย

 

 

กัปตันทีมราคุซันถอนหายใจ  เขาเคยคิดว่าร่างแปลงของเทพจิ้งจอกคงเป็นใครสักคนที่ไม่มีที่มาที่ไปหรือหลักฐานทางสังคม  แต่นี่ไม่ใช่  หมอนี่เป็นคนที่เขารู้จัก  มีเพื่อนพ้องและครอบครัว  มีประวัติที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้  ไม่ใช่คนที่เขาจะจัดการอะไรกับชีวิตหมอนี่ได้ตามแต่ใจอย่างที่คิด  ที่สำคัญคือ  เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวยุ่งเสียด้วย

 

 

“พิธีกรรมทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์หรือเปล่าครับ  นายน้อยเซย์จูโร่”

 

 

นัยน์ตาสีแดงสวยโชนแสงขึ้นมาทันที  น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

 

 

“จะบอกว่ามันเป็นความผิดของผม........”

 

“หามิได้ครับ  นายน้อย”

 

 

พ่อบ้านที่ถูกมองด้วยสายตาคู่นั้นก้มหน้าหลบวูบแล้วรีบกล่าวขออภัย  อาคาชิรู้สึกหงุดหงิด ปกติแล้วนิสัยของเขาที่แสดงออกต่อคนภายนอกจะสุภาพเยือกเย็น  ตัวเขาอีกคนที่ตอนนี้หลับไปแล้วต่างหากที่จะเป็นฝ่ายอารมณ์ร้อนและค่อนข้างก้าวร้าว  การสูญเสียการควบคุมตัวเองแบบนี้เป็นอะไรที่เขาไม่สบอารมณ์เลยแม้แต่น้อย  แต่ก็ไม่ใช่ช่วยไม่ได้  ไม่ว่าอย่างไรเขาทั้ง คนก็คือ “อาคาชิ  เซย์จูโร่”  จะมีลักษณะนิสัยซ้อนทับกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  แถมกลับมาเหนื่อยๆ เจอแต่เรื่องที่ไม่เป็นตามแผน  มิหนำซ้ำเกือบสว่างแล้วก็ยังไม่ได้หลับได้นอนแบบนี้  เป็นใครก็ต้องน็อตหลุดกันบ้างเป็นธรรมดา

 

 

หันกลับไปมองเตียงที่อยู่กลางห้อง  เห็นอีกคนนอนหลับสบายแล้วก็ยิ่งรู้สึกขุ่นมัวในใจอยู่นิดหน่อย

 

 

“ทำอะไรสักอย่าง”

 

 

อาคาชิสั่งสั้นๆ

 

 

“หาคำตอบมาให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

“ครับ”

 

 

พ่อบ้านค้อมหัวรับก่อนมองไปทางเตียงกว้างนั่น

 

 

“แล้วคนๆ นี้....?”

 

“ให้อยู่ที่นี่นี่แหละ  หาคนมาเฝ้าด้วย  อย่าให้ทำเรื่องยุ่งอีก  พรุ่งนี้ผมจะจัดการเอง”

 

 

อาคาชิลุกขึ้น  ปลดเนกไทที่หลวมอยู่แล้วให้หลุดออกจากคอ  ท่าทางแสดงให้เห็นชัดว่ายอมแพ้แล้วสำหรับคืนนี้  พ่อบ้านของเขากำลังสั่งคนให้เฝ้าเทพจิ้งจอกที่หลับไปแล้วอย่างดี  เน้นย้ำว่าให้รักษาระยะห่างด้วยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตกใจจนเตลิดไปอีกรอบ  อาคาชิกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง  จนกระทั่งได้ยินพ่อบ้านสั่งคนให้สืบหาว่าเทพจิ้งจอกที่นอนสบายอยู่บนเตียงนั้นมีตัวตนที่สามารถตรวจสอบได้หรือไม่  และเป็นใครมาจากไหน

 

 

“ฟุริฮาตะ  โคคิ”

 

“.......ครับ?”

 

“เขาชื่อฟุริฮาตะ  โคคิ  หาทางติดต่อกับครอบครัวของเขาด้วย”

 

 

วูบแรกอาคาชินึกถึงคุโรโกะ  หากติดต่ออดีตเพื่อนร่วมทีมที่ตอนนี้อยู่เซย์รินอาจทำให้ได้เบอร์ติดต่อกับทางบ้านของฟุริฮาตะเร็วขึ้น  แต่เมื่อนึกถึงความยุ่งยากของการต้องตอบคำถามมากมายที่จะตามมาแล้ว  ทางเลือกนั้นเก็บเอาไว้ทีหลังดีกว่า 

 

 

“นายน้อยรู้จักคนๆ นี้ด้วยหรือครับ”

 

“อา....”

 

 

เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินจากไปโดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก

 

 

 

 

 

 

xxxxxxxxxxxxxxxxx

 

 

 

 

 

 

ฟุริฮาตะ  โคคิลืมตาขึ้นอีกครั้งในตอนสาย....

 

 

แดดด้านนอกส่องเข้ามาจนทั่วทั้งห้องสว่างไสวโดยไม่ต้องเปิดไฟ  สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานห้องนอนที่ไม่คุ้นตาเสียเลย  เขากระพริบตาปริบๆ อยู่ 2-3 ครั้ง  เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างเตียง

 

 

  “ตื่นแล้วหรือ”

 

 

เมื่อหันไปมองทางต้นเสียง  ฟุริฮาตะมองเห็นร่างสมส่วนนั่งอยู่ตรงนั้น  ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด  บนตักมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่  หน้าที่ถูกคั้นเอาไว้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายคงจะอ่านมาจนกระทั่งถึงเมื่อครู่นี้ที่เขาเริ่มลืมตา  เพราะเพิ่งตื่นหัวสมองเลยเหมือนจะยังทำงานได้ไม่เต็มที่  ต้องใช้เวลาสักพักกว่าฟุริฮาตะจะเห็นชัดว่าอะไรเป็นอะไร

 

 ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ลากมาวางไว้ข้างเตียงที่เขานอนอยู่คือเด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน  ท่าทางสุภาพ  ใบหน้าหล่อเหลากับนัยน์ตาคมกริบและเรือนผมสีแดงเพลิง  ใบหน้าที่ติดอยู่ในใจและในความฝัน  แต่ถ้าจะให้ระบุชัดเจนว่ามันเป็นฝันแบบไหน  บอกได้คำเดียวว่าคงเป็นฝันร้ายมากกว่าฝันดี

 

 

“อ..อ..อ...อาคาชิ๊~!

 

“มันเป็นเรื่องที่ต้องตกใจมากขนาดนั้นเลยหรือไง”

 

 

เจ้าของชื่อขมวดคิ้วนิดๆ  แต่แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ เหมือนเลือกที่จะไม่ใส่ใจ

 

 

“ความรู้สึกตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

 

“เอ๋?”

 

 

ฟุริฮาตะดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่าไหร่นัก  แต่อาคาชิไม่รอจนกว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจ  เขาวางหนังสือที่อ่านค้างไว้ลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นไปนั่งข้างเตียง  เอื้อมมือจับปลายคางของฟุริฮาตะแล้วเชยขึ้น  พลิกซ้ายพลิกขวาให้เห็นชัด

 

 

“หูกับหางยังไม่หายไปสินะ”

 

“เฮ้เดี๋ยว!

 

“ฟันนี่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกหรือเปล่า”

 

“อ....อาคาชิ?”

 

“เล็บ...ดวงตา...ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี่เกิดขึ้นในคืนเดียวสินะ”

 

“เฮ้!

 

 

สรุปว่าจากการสำรวจด้วยตาเปล่า  สิ่งที่ดูผิดแปลกไปจากมนุษย์ปกตินอกจากหูกับหางที่งอกออกมาอย่างเห็นได้ชัด  กับเล็บที่งอกยาวออกมาจากปลายนิ้วแล้ว  ยังมีเขี้ยวที่แหลมออกมานิดหน่อย  กับนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ใสขึ้น  แก้วตากลายเป็นขีดเล็กๆ คล้ายกับตาแมว  อาคาชิเคยสบตากับฟุริฮาตะครั้งหนึ่ง...ไม่สิ...ครั้ง  ในวันแรกของการแข่ง Winter Cup และในระหว่างการแข่งรอบชิงชนะเลิศ  จำได้ว่าดวงตานั้นแม้จะคู่โตแต่แก้วตาก็ยังเป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป  เมื่อคืนเหตุการณ์ค่อนข้างชุลมุนแถมยังเป็นช่วงเวลากลางคืน  ฟุริฮาตะก็ทำไฟในบ้านแตกไปหลายดวง  เขาถึงไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านนี้ตั้งแต่แรก

 

นอกจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเหมือนคนปกติ  ไม่ว่าจะอุณหภูมิร่างกายหรือความรู้สึกตอนที่สัมผัส  ร่างเนื้อแท้ๆ ที่อยู่ต่อหน้าเขา  ชวนให้อดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้อย่างไร

 

 

“ฟุริฮาตะคุง....สินะ”

 

 

เมื่อถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ  อีกฝ่ายก็พยักหน้าตื่นๆ

 

 

“อ..อื้อ  เอ่อ....อาคาชิ...คุง?”

 

“ฉันชื่ออาคาชิ  เซย์จูโร่  เราเคยเจอกันเมื่อปลายปีที่แล้ว  จำได้ไหม”

 

 

ฟุริฮาตะพยักหน้าอีกครั้ง

 

 

“ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่”

 

“คำถามนั้นฉันก็อยากจะรู้”

 

 

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง  เพราะฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่รู้เรื่องพิธีกรรมหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเทพจิ้งจอกด้วยเช่นกัน  อาคาชิถอนหายใจนิดๆ  ทีแรกนึกอยากจะตัดบทแล้วบอกให้อีกฝ่ายพักผ่อน  แต่พอเห็นท่าทางเหมือนคนใกล้จะสติแตกของฟุริฮาตะแล้วก็รู้สึกสงสาร  อีกฝ่ายคงตกใจมากที่อยู่ดีๆ ก็ตื่นขึ้นมาแล้วเจอแต่เรื่องประหลาดกับร่างกายตัวเอง  ถ้ายิ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลยแบบนี้คงทำให้สับสนน่าดู  เขาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ  แต่ดูเหมือนยิ่งได้ฟัง  ฟุริฮาตะก็ยิ่งแพนิคมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

“หมายความว่าฉัน...จะต้อง...ต..ต..ต..แต่ง.....”

 

“เปล่า”

 

 

ชายหนุ่มผมสีแดงช่วยให้ฟุริฮาตะจบประโยคง่ายขึ้นด้วยการตัดบทสั้นๆ ระหว่างที่อีกฝ่ายพยายามจะพูดคำๆ หนึ่งแต่ไม่ว่าอย่างไรคำนั้นก็ไม่ยอมหลุดออกมาจากปากเสียที

 

 

“มันอาจจะมีอะไรสักอย่างที่ผิดพลาด  ฉันจะไปจัดการเรื่องพวกนั้น  แล้วเราจะส่งนายกลับบ้าน”

 

 

สีหน้าของฟุริฮาตะดูโล่งใจขึ้นมาทันทีเมื่ออาคาชิพูดประโยคนั้น

 

 

“ถ้านายยังไม่สะดวกใจที่จะออกไปไหน  ฉันจะให้แม่บ้านเป็นคนเอาอาหารขึ้นมาให้  นายสามารถอยู่ในห้องนี้ได้จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะเรียบร้อย”

 

 

อาคาชิเห็นอีกฝ่ายจับใบหูตัวเองอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่  แต่ก็พยักหน้า

 

ร่างสมส่วนถอยออกห่างจากเตียงอีกครั้ง  รู้สึกดีที่อย่างน้อยฟุริฮาตะก็พูดง่าย  ไม่ได้สร้างเรื่องวุ่นวายเหมือนเมือคืนอีก  อาคาชิตั้งใจจะอกไปจัดการเรื่องทุกอย่างที่ยุ่งยาก  รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับบิดาและค้นหาว่าทั้งหมดนี่มันมีอะไรผิดพลาดตรงไหน

 

แต่ในวินาทีที่เขาก้าวออกไปจนกระทั่งฝ่ามือวางลงบนลูกบิด  ปัญหาที่แท้จริงก็เกิดขึ้น

 

 

“ฮิ๊!....อึ่ก!.....อ..เอ๊ะ?”

 

 

เสียงร้องที่ฟังประหลาดทำให้อาคาชิหันกลับไปมอง  ฟุริฮาตะที่ก่อนหน้านี้ยังดูมีอาการปกติดี  ตอนนี้กลับสันไปทั้งตัวอย่างหาสาเหตุไม่ได้  แม้แต่เจ้าตัวเองก็ดูจะตกใจเหมือนกัน

 

 

“เอ๊ะ?”

 

 

คนตัวเล็กกว่าใช้มือสั่นๆ สัมผัสตัวเอง  ดวงตาที่เหมือนแมวคู่นั้นดูตื่นตกใจ  ลมหายใจก็ถี่กระชั้นขึ้น  ฟุริฮาตะเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเหมือนเด็กหลงทางที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ

 

อาคาชิละมือออกจากลูกบิดแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องใหม่

 

 

“เป็นอะไร?”

 

“ม...ไม่รู้เหมือนกัน”

 

 

ฟุริฮาตะหัวเราะแหะๆ  พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่เหงื่อซึมชื้นเต็มหน้าผากไปหมดแล้ว

 

 

“ค.....คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง  อาคาชิคุงไปเถอะ  ขอโทษด้วยนะที่ทำให้ต้องเดินกลับมา”

 

“.......แน่ใจนะ”

 

“อืม....”

 

 

รอยยิ้มนั้นเหมือนคนฝืนยิ้มทั้งที่จริงๆ แล้วอยากร้องไห้  แต่เพราะอีกฝ่ายยืนยันแบบนั้น  อาคาชิเลยยอมพยักหน้าแล้วทำท่าจะเดินออกไปอีกรอบ  แต่พอกลับไปถึงหน้าประตู  เสียงร้องของฟุริฮาตะก็ดังขึ้นอีก

 

 

“อ....อาคาชิ”

 

 

เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาปนเสียงสะอื้น

 

 

“ขอโทษ...พอลองคิดดูอีกทีแล้ว....กลับมาตรงนี้เถอะ”

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้  และค่อนข้างกลายเป็นความวุ่นวายสำหรับอาคาชิอยู่พอดู  เพราะฟุริฮาตะตัวสั่นและเหมือนกลัวอะไรสักอย่างจนจะร้องไห้ทุกครั้งที่เขาทำท่าจะห่างออกไป  ทีนี้มันเลยกลายเป็นความยุ่งยากเพราะเขาไม่อาจไปทำธุระอะไรที่ไหนได้  ตัวฟุริฮาตะเองก็ทั้งกลัวทั้งเกรงใจอาคาชิอยู่แต่พออีกฝ่ายจะห่างออกไปตัวก็สั่นอย่างไม่ห้ามไม่ได้  ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจแท้ๆ  ทั้งที่พยายามควบคุมสติตัวเองแล้วแต่อาการสั่นก็ไม่ลดลงเลย  สุดท้ายก็ได้แต่นั่งน้ำตาคลอด้วยความรู้สึกผิดและความตกใจ  นัยน์ตาสีน้ำตาลใสๆ คู่นั้นดูสับสนและทำอะไรไม่ถูก

 

อาคาชิมองสภาพของคนที่กำชายเสื้อของเขาแน่นอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วก็ลอบถอนหายใจเบาๆ  

 

ใกล้เกินไป...ใกล้จนทำให้รู้สึกอึดอัด 

 

ปกติแล้วอาคาชิเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงและค่อนข้างรักษาระยะห่างกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม  คนใกล้ตัวของเขาทุกคนรู้เรื่องนี้ดี   นี่ยิ่งเป็นคนที่เคยเห็นหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง  อยู่ดีๆ ต้องมาตัวติดกันตลอดเวลาแบบนี้  คนที่ไม่เคยชินกับการมีใครอยู่ใกล้ๆ อย่างอาคาชิย่อมต้องอึดอัดเป็นธรรมดา

 

 

“สรุปว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”

 

 

พูดแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเอง  อาคาชิไม่เคยต้องเจอกับเหตุการณ์ที่หาคำตอบไม่ได้หลายครั้งติดๆ กันแบบนี้  สถานการณ์ที่ต้องอยู่นิ่งๆ เพราะไม่มีข้อมูลอะไรทำให้รู้สึกอารมณ์เสียอย่างบอกไม่ถูก 

 

ร่างสมส่วนนั่งอยู่ข้างเตียง  มีฟุริฮาตะที่นั่งทับขาตัวเองอยู่ไม่ห่างออกไปนัก  เหมือนอีกฝ่ายก็รู้ดีว่าเขาไม่ค่อยชอบให้มีใครเข้าใกล้เลยพยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด  แต่ถึงบอกว่ามากที่สุดแต่เท่าที่ทำได้ก็เพียงแค่นั่งห่างออกไปสักหนึ่งช่วงแขนพอให้สามารถเอื้อมถึงกันได้  ปลายนิ้วเกาะชายเสื้อเชิ้ตของอาคาชิเอาไว้เหมือนเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวที่มี  ฟุริฮาตะสูดน้ำมูกนิดนึงแล้วพึมพำขอโทษเบาๆ

 

 

“ผมยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ครับนายน้อย”

 

 

ชายสูงวัยที่เป็นพ่อบ้านคนเก่าแก่ค้อมตัวอย่างขออภัย  ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมายเพราะนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครเคยเจอมาก่อน  ตระกูลอาคาชิไม่มีทายาทที่มีเรือนผมสีแดงมาหลายชั่วอายุคนแล้ว  คนล่าสุดที่ถูกบันทึกไว้คือปู่ทวดของเขา  ซึ่งป่านนี้ก็ไม่อยู่ให้ไถ่ถามแล้ว  พอพยายามติดต่อกับพ่อแม่ของฟุริฮาตะ  โคคิ  อีกฝ่ายก็บอกว่าทั้ง ท่านได้ตั๋วเครื่องบินฟรีไปฮันนีมูนอีกรอบกันที่ฮ่องกง  ส่วนพี่ชายคนเดียวที่ทำงานอยู่ที่ฮอกไกโดก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อะไรมากไปกว่าพวกเขาเลย 

 

 

“ผมลาเรียนได้แค่ วันเท่านั้น”

 

 

อาคาชิพูดเรียบๆ  เป็นคำสั่งกลายๆ ว่าจะทำอย่างไรก็ได้ให้ได้คำตอบมาให้เร็วที่สุด  ดวงตาคู่คมหันกลับมามองคนที่ยังก้มหน้างุดอยู่บนเตียง  เอ่ยถาม

 

 

“นายเองก็ขาดเรียนนานๆ ไม่ได้ไม่ใช่หรือ”

 

 

ฟุริฮาตะพยักหน้า

 

 

“อืม  ไม่ได้ลามาก่อนล่วงหน้าด้วย  แล้วยังมีชมรมที่หยุดไม่ได้อีก”

 

“จะได้หรือไม่ได้ก็คงต้องหยุดแล้ว  สภาพแบบนี้จะไปโรงเรียนยังไง”

 

 

เขาขมวดคิ้ว  แล้วฟุริฮาตะก็พยักหน้าเศร้าๆ อย่างยอมรับในชะตากรรม  ดวงตาที่เปลี่ยนไปนั้นถ้าใช้คอนแทคเลนส์ก็คงพอจะกลบเกลื่อนได้  แต่หูกับหางนั่นไม่ว่าอย่างไรก็คงปิดไม่มิด  ตราบใดที่ยังทำให้ร่างกายกลับเป็นปกติเหมือนเดิมไม่ได้ก็คงปล่อยให้ใครเป็นสภาพแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ  อีกอย่าง  ในสถานการณ์ที่ฟุริฮาตะไม่สามารถอยู่ห่างจากเขาได้อย่างนี้  จะใช้ชีวิตปกติกันได้อย่างไร  เขาเองก็มีธุระที่จะต้องทำอีกมาก  ทั้งเรื่องที่โรงเรียนและเรื่องของชมรม  จะหอบหิ้วอีกฝ่ายไปด้วยทุกที่ก็คงไม่ได้  อีกแค่ วันอาคาชิจะต้องกลับไปที่เกียวโต  ถ้ายังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ละก็....

 

 

“ถ....ถ้าไม่สะดวกละก็  อ...อาคาชิกลับไปที่เกียวโตก็ได้นะ  ส่งฉันกลับบ้าน.....”

 

 

นัยน์ตาคู่คมที่หันไปทางอื่นแล้วตวัดฉับกลับมามองทันใด

 

 

“อยู่ห่างจากฉันได้หรือไง”

 

“ฮิ๊!....”

 

 

ฟุริฮาตะสะดุ้งเฮือก  อาคาชิไม่ได้ตั้งใจแต่ดูเหมือนว่าเขาจะทำให้อีกฝ่ายกลัวเข้าเสียแล้ว  คนตัวเล็กกว่าเขานิดหน่อยนั่งตัวแข็ง  แต่มือสั่นๆ ยังคงเกาะชายเสื้อเอาไว้ไม่ปล่อย

 

 

ทั้งที่ตัวเองอยู่ห่างจากเขาไม่ได้แท้ๆ  ยังจะพูดแบบนั้นออกมาได้อีกนะ หมอนี่

 

 

“ขอโทษ.....”

 

 

อาคาชิถอนหายใจเป็นรอบที่เทาไหร่แล้วก็ไม่รู้ของวันเมื่อฟุริฮาตะพึมพำออกมาพร้อมกับก้มหน้าลง  กัปตันทีมราคุซันหันไปมองพ่อบ้านนิดหนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะค้อมหัวลงอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องไป  เขารอจนกว่าเสียงปิดประตูจะดังขึ้นก่อนจะหันกลับมา  วางมือบนผมสีน้ำตาลที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเทพจิ้งจอกเบาๆ  ใบหูเล็กขยับสะบัดเหมือนตกใจนิดๆ

 

 

“นอนซะ”

 

 

อาคาชิสังเกตได้ว่าดวงตาของอีกฝ่ายปรือหลุบเหมือนจะปิดไม่ปิดแหล่มาพักหนึ่งแล้วแต่เจ้าตัวทนเอาไว้    หลังจากความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นคงทำให้บางอย่างในร่างกายยังไม่กลับเข้าที่  ฟุริฮาตะใช้เวลานอนในวันๆ หนึ่งมากกว่าคนปกติอย่างเห็นได้ชัดและความง่วงนั้นก็ไม่อาจต้านทานได้เสียด้วย  เมื่อคืนนี้หลังจากที่เตลิดไปทั่วบ้าน  พอถูกเขาจับตัวได้  อยู่ดีๆ อีกฝ่ายก็ทำท่าเหมือนง่วงมากๆ แล้วผล็อยหลับไปทั้งๆ อย่างนั้นเลยเหมือนกัน

 

 

ฟุริฮาตะ  โคคิเงยหน้ามองเขาเหมือนยังกังวลอะไรสักอย่าง  แต่พออาคาชิจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นอย่างหนักแน่นแล้ว  อีกฝ่ายก็ยอมขยับตัวลงนอนบนเตียง  หลับตาลงแค่ไม่กี่วินาทีแล้วหลังจากนั้นลมหายใจก็สม่ำเสมอ  เป็นสัญญาณว่าตกลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

 

 

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ  อาคาชิยังวางฝ่ามือลงบนเรือนผมของอีกฝ่าย  ขณะที่ปลายนิ้วของฟุริฮาตะก็ยังกำชายเสื้อของเขาเอาไว้หลวมๆ  หางตามีหยาดน้ำซึมชื้น

 

จะว่าไม่เห็นใจเลยก็ไม่ใช่  ลักษณะนิสัยของฟุริฮาตะ  แค่มองปราดเดียวเขาก็รู้  ขี้กลัว  ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง แต่หากถึงเวลาที่ต้องทำก็จะทำอย่างจริงจัง  อาคาชิจำได้ถึงสายตามุ่งมั่นตอนประกบกับเขาในนัดชิงชนะเลิศของ Winter cup  ทั้งๆ ที่รู้ว่าสู้ไม่ได้  แต่หมอนี่ก็ยังยืนหยัดไม่ยอมถอย  นับเป็นความกล้าหาญที่น่าชื่นชม

 

แต่ครั้งนี้คงเกินกำลังจริงๆ  ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายกับสถานการณ์ที่ประดังเข้ามาหลายอย่างโดยไม่ทันได้ตั้งตัวคงทำให้ฟุริฮาตะรู้สึกสับสน  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความเข้มแข็งเหมือนเมื่อครั้งอยู่ในสนามจะไม่สามารถทำมาใช้กับเรื่องนี้ได้  เพียงแค่อีกฝ่ายยังควบคุมตัวเองไม่ให้สติแตกเหมือนครั้งแรกที่ปรากฏตัวอยู่กลางห้องใต้ดินในคฤหาสน์ของเขาคืนนั้นได้ก็นับว่าดีมากแล้ว

 

แม้จะไม่ถนัดกับการให้คนอื่นเข้ามาอยู่ในโลกของตัวเองเท่าไหร่  แต่เพราะเห็นใจคนอย่างฟุริฮาตะ  โคคินั่นแหละ  ที่ทำให้อาคาชิยอมใจดีกับอีกฝ่ายจนถึงตอนนี้

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเบาๆ  อาคาชิละมือออกจากเรือนผมสีน้ำตาล  สอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู  เบอร์ที่ขึ้นโชว์อยู่ตรงหน้าจอเป็นเบอร์ที่ไม่ได้รับการบันทึกเอาไว้  แต่ตัวเลขยาวเหยียดนั้นทำให้พอจะเดาได้ว่าปลายสายต่อมาจากต่างประเทศ  นัยน์ตาคู่คมเหลือบมองคนที่ยังคงหลับสนิท  เมื่ออีกฝ่ายหลับไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กับเขาเท่าไหร่  มือที่ใหญ่และดูแข็งแรงจากการซ้อมบาสเก็ตบอสอย่างหนักวางทับหลังมือที่ยังกำเสื้อของเอาไว้ของฟุริฮาตะแล้วค่อยๆ ปลดออกเบาๆ  ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกไปด้านนอกห้องเพื่อกดรับสาย

 

 

“อาคาชิ  เซย์จูโร่ครับ”

 

 

เมื่อเอ่ยชื่อตัวเองออกไปเช่นนั้น  ปลายสายก็เงียบลงชั่วอึดใจ  ก่อนเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลและอ่อนโยนของหญิงสาวคนหนึ่งจะดังตอบกลับมา

 

 

“สวัสดีค่ะ  ดิฉันชื่อฟุริฮาตะ  มิยูกิ  เป็นแม่ของโคคิค่ะ”

 

 

 

 

 

xxxxxxxxxxxxxxxx

 

 

 

 

 

 

 

พี่ชายของฟุริฮาตะ  โคคิติดต่อกับพ่อแม่ที่อยู่ฮ่องกงได้ด้วยวิธีอะไรสักอย่าง  อาคาชิจึงได้รับโทรศัพท์ทางไกลสายนี้ในทันทีหลังจากที่คุณนายฟุริฮาตะหาวิธีโทรกลับเข้ามาในประเทศได้  ทุกสิ่งทุกอย่างที่สงสัย  ถูกอธิบายทั้งหมดด้วยโทรศัพท์สายนี้เอง

 

คุณนายฟุริฮาตะเล่าว่า  ทุกวันนี้ไม่มีเทพจิ้งจอกหลงเหลืออยู่แล้ว  ที่มีอยู่เป็นเพียงลูกครึ่งมนุษย์เท่านั้น  ฟุริฮาตะ  โคคิได้สายเลือดเทพจิ้งจอกมาจากเธอ  ปกติแล้วคนที่สืบทอดสายเลือดนี้จะมีเพียงแค่ผู้หญิงเหมือนๆ กับที่เด็กผมสีแดงที่เกิดในตระกูลอาคาชิจะมีแต่เด็กผู้ชาย  ตอนตั้งท้องโคคิเธอคิดว่าเด็กที่จะเกิดมาคนนี้ต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆ  เพราะลูกคนโตเป็นผู้ชายไปแล้ว  แต่เมื่อผลอัลตราซาวน์ออกมากลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้

 

 

ตอนแรกดิฉันคิดว่าสายเลือดของเราจะเจือจางไปแล้ว  โดยที่มีดิฉันเป็นคนสุดท้าย  เพราะโคคิเกิดมาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง  ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วสายเลือดนั้นจะยังอยู่

 

 

น้ำเสียงที่ให้ความรู้สึกสงบใจอธิบายช้าๆ

 

 

ลูกชายของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ

 

“ตอนนี้นอนหลับอยู่ครับ”

 

 

อาคาชิตอบกลับอย่างสุภาพ

 

 

อย่างนั้นหรือคะ

 

 

 คุณนายฟุริฮาตะพึมพำผ่านสายโทรศัพท์มาเบาๆ

 

 

เขาคงตกใจมาก  ดิฉันไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังมาก่อนเพราะไม่คิดว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

 

“ค่อนข้างขวัญเสียอยู่ครับ”

 

 

อาคาชิพูดตามสภาพที่เห็นจริงๆ

 

 

ช่วงนี้คงอาจจะมีไข้อยู่บ้าง  คงต้องขอฝากโคคิไว้สักคืน  แล้วดิฉันจะส่งพี่ชายเขาไปรับกลับมาบ้าน ขอให้เขาได้สงบใจสักนิดแล้วดิฉันจะส่งเขาคืนให้แน่ๆ  ได้ไหมคะ

 

“คงจะยากหน่อยครับ”

 

อาคาชิซัง....?

 

 

เมื่อเขาตอบไปตามตรง  น้ำเสียงของคุณนายฟุริฮาตะก็ฟังดูหนักใจอยู่เล็กน้อย

 

 

มีเรื่องไม่สะดวกอะไรอย่างนั้นหรือคะ

 

“ไม่ใช่เรื่องไม่สะดวกของทางนี้หรอกครับ  พอดีว่า.....”

 

 

อาคาชิอธิบายคร่าวๆ ถึงอาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นของฟุริฮาตะ  รวมถึงเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายมีอาการสั่นทุกครั้งที่อยู่ห่างจากเขาด้วย

 

 

เอ๊ะ?

 

 

คุณนายฟุริฮาตะอุทานออกมาคำหนึ่ง

 

 

 

หมายความว่า  ยังทำพิธีกันไม่สมบูรณ์อย่างนั้นหรือคะ

 

 

 

 

พิธีผูกพันธะสัญญา  หากจะทำให้สมบูรณ์แบบนั้น  ต้องมีการผูกพันกันระหว่างสายเลือดของอาคาชิที่มีผมสีแดงกับเทพจิ้งจอกที่ถูกอัญเชิญมา  ส่วนวิธีการผูกพันที่ว่าต้องทำแบบไหนนั้นคงไม่ต้องให้ถึงกับอธิบายอย่างละเอียด  เพราะมีพิธีกรรมแบบนั้นถึงต้องรอจนกว่าทายาทตระกูลอาคาชิจะมีอายุครบ 17 ปี  อาคาชิ  เซย์จูโร่รู้เงื่อนไขในการทำพิธีกรรมทุกอย่างแล้ว  เพียงแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ทำให้คืนนั้นเขาไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องทำ  และทำให้พิธีกรรมยังไม่สมบูรณ์

 

ถ้าเป็นใครที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคงหลับหูหลับตาทำโดยไม่คิดอะไรได้อยู่หรอก  แต่นี่อีกฝ่ายดันเป็นคนที่เคยเห็นหน้าค่าตาเป็นอย่างดี  มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง  จากที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ก็กลับรู้สึกกระอักกระอวนขึ้นมาทันที

 

คุณนายฟุริฮาตะบอกว่าหากทำพิธีกรรมให้สมบูรณ์  หูกับหางและสิ่งผิดปกติทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายของฟุริฮาตะก็จะหายไป  แต่ถ้าหากไม่ทำก็มีแต่ต้องรอให้มันหายไปเอง  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใช้เวลานานเท่าไหร่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเทพจิ้งจอกหลังจากนั้น 

 

3-4 ชั่วโมงต่อมาหลังจากที่ฟุริฮาตะตื่นขึ้นก็มีโอกาสได้คุยกับแม่ของตัวเองในที่สุด  อาคาชินั่งอยู่ข้างเตียง  มองคนตัวเล็กกว่าเขาเล็กน้อยโวยวายในโทรศัพท์มือถือพร้อมกับใบหน้าซีดเผือดสลับกับแดงก่ำแล้วรู้สึกสงสารขึ้นมาตงิดๆ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้

 

 

“ครับ?”

 

 

เมื่อฟุริฮาตะยื่นมือถือคืนมาให้ทั้งที่มือยังสั่นเทา  อาคาชิก็เอื้อมมือรับโทรศัพท์ของตัวเองมาแนบหู

 

 

ตอนแรกคิดว่าจะรับโคคิกลับมาที่บ้าน  แต่ถ้าพิธีกรรมยังไม่สำเร็จแบบนี้ก็คงช่วยไม่ได้  ถ้ายังไงขอฝากโคคิด้วยนะคะ  อาคาชิซัง  เรื่องลาเรียนหรืออะไรพวกนั้นดิฉันจะเป็นคนจัดการให้เองค่ะ

 

“ครับ”

 

 

พูดคุยกันอีก 2-3 คำ  ปลายสายก็ขอตัววางไป  อาคาชิหันกลับไปมองคนที่ตั้งแต่เช้าจนป่านนี้ยังไม่ได้ลุกออกจากเตียง  ฟุริฮาตะยังคงหน้าเสียนิดๆ  ทั้งตกใจทั้งทำอะไรไม่ถูก  แล้วตอนนี้ดวงตาที่ฉ่ำน้ำนั้นก็แฝงความกลัวด้วยอีกอย่าง  ฟุริฮาตะสบตากับเขา  ยังไม่ทันที่อาคาชิจะพูดอะไรอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าหวือ  ปฏิเสธสุดชีวิต  เหมือนจะกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดออกจากปากด้วยซ้ำว่ากำลังปฏิเสธเรื่องอะไรอยู่  แต่เขาก็พอจะเดาได้

 

อาคาชิถอนหายใจนิดหนึ่ง

 

 

“แล้วจะทำยังไง”

 

“ม...ไม่รู้  แต่ไม่เอา”

 

“มันอาจจะอยู่อย่างนี้ไปตลอดชีวิตเลยนะ”

 

“แม่บอกว่าเดี๋ยวมันก็จะหายไปเองไม่ใช่เหรอ!!!!

 

 

อีกฝ่ายร้องเสียงหลง

 

 

“แต่ก็ไม่รู้จะใช้เวลาเท่าไหร่”  อาคาชิขมวดคิ้วดุ  “ฉันไม่มีเวลาว่างพอจะตัวติดกับนายตลอดไปหรอกนะ ฟุริฮาตะ”

 

“ทำไมไปๆ มาๆ มันกลายเป็นความผิดของฉันล่ะ!

 

“นายมีสายเลือดของเทพจิ้งจอกจริงๆ ไม่ใช่หรือไง”

 

“เลือกเองไม่ได้สักหน่อย!

 

“.......ฉันก็ไม่ได้เลือกที่จะเกิดเป็นอาคาชิเหมือนกัน”

 

“................”

 

 

ความเงียบห่มคลุมเข้ามา  ฟุริฮาตะทำหน้าเหมือนจะโกรธๆ แต่ก็รู้สึกผิดอยู่นิดหน่อยกับคำพูดของเขา  อาคาชิถอนหายใจอีกครั้ง  ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดประโยคนั้นออกมา  แต่เพราะเรื่องของอีกฝ่ายนั่นแหละทำให้หลุดปากออกมาอย่างช่วยไม่ได้  เขาไม่ได้มีความไม่พอใจอะไรกับการเกิดมาในตระกูลนี้  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นอาคาชิผูกมัดเขาไว้ให้มีอิสระน้อยกว่าคนอื่นๆ ในช่วงวัยเดียวกันจริงๆ  แม้หลังจากพ่ายแพ้เซย์รินในการแข่งขันวินเทอร์คัพจะเหมือนเป็นตัวปลดล็อคให้ได้รู้จักกับความพ่ายแพ้และทำให้ภาระบางอย่างที่อยู่บนบ่าลดน้อยลงกว่าเดิมก็จริง  แต่โซ่ตรวนของ “อาคาชิ” ที่พันแขนขาล่ามตัวเขาไว้ก็ใช่ว่าจะหายไป

 

 

“ไว้ค่อยคิดกันทีหลังก็แล้วกัน”

 

 

อาคาชิเปรยขึ้นมาเบาๆ  ฟุริฮาตะสะดุ้ง 

 

 

“ไม่ว่ายังไงก็ไม่เอาใช่ไหมล่ะ”

 

 

ไม่ถึงกับต้องให้บอกแล้วว่าไม่เอาอะไร  เพราะฟุริฮาตะก็รู้เรื่องทั้งหมดดีแล้ว  คนถูกถามส่ายหน้าหวือ

 

 

“งั้นก็ไว้ค่อยคิดทีหลังนั่นแหละ”

 

“.........ได้เหรอ”

 

“ก็นายไม่ยอมไม่ใช่หรือไง”

 

 

อาคาชิไม่ได้อยากจะกอดผู้ชายเป็นพิเศษ  ยิ่งเป็นผู้ชายที่ไม่เต็มใจยิ่งไม่เคยมีความคิดอยากจะทำ  ถึงต่อจากนี้อาจจะต้องลำบากหน่อยเพราะอยู่ห่างจากอีกฝ่ายไม่ได้  แต่เรื่องนั้นก็เอาไว้ค่อยคิดกันทีหลังแล้วกัน

 

ฟุริฮาตะเหลือบตามองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วหลุบลง  พึมพำเบาๆ

 

 

“ขอโทษนะ”

 

“อืม....”

 

 

พอตอบไปแบบนั้น  ไหล่ที่แข็งเกร็งของฟุริฮาตะก็ดูผ่อนคลายลง  สีหน้าก็ดูโล่งใจขึ้นในที่สุด

 

 

“.....ขอบคุณ”

 

 

คำตอบเบาๆ กับท่าทางที่ดีขึ้นทำให้อาคาชิรู้สึกพอใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง  เขากวาดสายตามองร่างที่ยังคงอยู่ในชุดนอนตัวเดียวกับเมื่อวาน  คิดอะไรนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยถาม

 

 

“หิวหรือยัง”

 

“ก็....นิดหน่อย”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปอาบน้ำ  แล้วออกมาทานข้าวเถอะ  ฉันจะบอกเด็กให้ยกมาให้”

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากวันนั้น  คนทั้งคฤหาสน์อาคาชิก็ได้ภาพความสัมพันธ์ที่แสนประหลาด  ที่หากไม่เห็นกับตาตัวเอง  ต่อให้ใครมาพูดให้ฟังกี่คนก็คงไม่เชื่อ

 

นายน้อยของบ้านที่ปกติแล้วจะเว้นระยะห่างระหว่างตัวเองกับคนอื่นเสมอ  ตอนนี้กลับมีใครอีกคนอยู่ใกล้ๆ เหมือนเป็นเงาตามตัว  เพราะฟุริฮาตะอยู่ห่างจากอาคาชิไม่ได้  จึงจำเป็นต้องอยู่ข้างตัวอีกฝ่ายตลอดเวลา  ไม่ว่าจะทานข้าว  อาบน้ำ  หรือแม้แต่ตอนนอน  อันที่จริงฟุริฮาตะก็รู้ตัวเองดีว่าทำแบบนี้คงเป็นการรบกวนอีกฝ่าย  แต่ทุกครั้งที่ กลิ่น’  ของอาคาชิห่างออกไป  จมูกที่ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าก็ได้กลิ่นใหม่ที่ทำให้รู้สึกไม่สงบใจและกลัวจนช่วยไม่ได้  ตามปกติแล้วอาคาชินี่แหละคือสิ่งที่ฟุริฮาตะรู้สึกกลัวที่สุด  เนื่องจากความประทับใจแรกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ตอนเจอกันวันแรกในการแข่ง Winter Cup  แม้ว่าหลังจากนั้นบรรยากาศรอบตัวของอีกฝ่ายจะดูนุ่มนวลขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่ได้ลบภาพความทรงจำที่น่ากลัวนั้นได้เลย  แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร  กลิ่น’ ของอีกฝ่ายกลับทำให้รู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก 

 

มันไม่ใช่กลิ่นของครีมอาบน้ำหรือแม้แต่โคโลญจน์  เป็นกลิ่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน  จะว่าเหมือนดอกไม้ก็ไม่ใช่  แต่มันทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย  กลิ่นที่ผูกมัดตัวเขาเอาไว้  และโอบล้อมจนปลูกฝังความรู้สึกบางอย่างให้เกิดขึ้นในจิตสำนึก  ฟุริฮาตะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเป็นเจ้าของ  มีแค่อีกฝ่ายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ขาดทุกอย่างทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเขา  เป็นความรู้สึกที่เหมือนจะอึดอัดแต่ก็สบายใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน  เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร  แต่ฟุริฮาตะรู้สึกราวกับว่านี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น  ชีวิตแบบปกติที่เคยเป็นมาของเขาต่างหากที่แปลกประหลาด  ฟุริฮาตะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเขาคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว  เขาเคยได้กลิ่นนี้มาแล้ว  เมื่อนานแสนนาน  เพียงแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยได้กลิ่นแบบนี้มาจากที่ไหน

 

พอจมูกไวกว่าปกติอย่างที่ว่า  กลิ่นอื่นซึ่งไม่ใช่กลิ่นหอมของอาคาชิเลยทำให้รู้สึกไม่สงบใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น  ผลสุดท้ายก็กลายเป็นว่าต้องตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา  ครั้งแรกที่อาคาชิสั่งให้ไปอาบน้ำ  ฟุริฮาตะทำท่าจะเดินเข้าไปแต่พอห่างไปได้หน่อยก็ดันตัวสั่นขึ้นมา  สุดท้ายก็ถึงขนาดต้องให้อาคาชิมายืนรอถึงหน้าห้องน้ำจนกระทั่งอาบเสร็จเลยทีเดียว 

 

หลังจากนั้น  นอกจากเวลาทานอาหาร  ตอนที่อาคาชิอ่านหนังสือ  หรือตอนทำงานที่จะอยู่ใกล้ๆ กันเป็นปกติแล้ว  เวลาอาบน้ำฟุริฮาตะก็จะรอจนกว่าอีกฝ่ายทำธุระอะไรเสร็จก่อนค่อยไปอาบด้วยกัน  ทีแรกก็รู้สึกประหม่านิดหน่อย  แต่ยังไงก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน  แถมห้องอาบน้ำของคฤหาสน์อาคาชิก็ค่อนข้างกว้างขวาง  ให้ความรู้สึกโอ่อ่าประหนึ่งห้องอาบน้ำสาธารณะจนช่วยให้ความรู้สึกเขินอายหายไปได้มากเลยทีเดียว

 

ก่อนนอนในคืนที่ ฟุริฮาตะก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง  เพราะจำความรู้สึกที่ตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่คนเดียวบนเตียงกว้างๆ และห้องว่างเปล่าไม่มีใครได้  อาคาชิเหมือนจะรู้สิ่งที่อีกฝ่ายคิด  เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องร่างสมส่วนจึงเดินตรงดิ่งไปนั่งที่เตียงทันทีโดยที่ฟุริฮาตะไม่ต้องพูดอะไรสักคำ

 

อาคาชินั่งเอนหลังพิงหัวเตียงอ่านหนังสือเหมือนเป็นกิจกรรมปกติ  ฟุริฮาตะที่ไม่รู้จะทำอะไรปีนขึ้นเตียง  นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ  ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้  ความเงียบชวนให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมานิดหน่อย  อาคาชิรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเหลือบมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ   เขาพูดเบาๆ ทั้งที่ดวงตายังอยู่กับตัวหนังสือที่กำลังอ่าน

 

 

“ง่วงหรือยัง”

 

 

ฟุริฮาตะรีบส่ายหน้า

 

 

“ฮื่อ  ยังไม่ง่วงเท่าไหร่”

 

“ถ้าง่วงจะนอนก่อนก็ได้”

 

 

เขาหยิบรีโมทมากดปิดไฟในห้องแล้วเปิดแต่โคมเล็กๆ ข้างตัว  หรี่แสงให้แค่พอมองเห็นแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ  ฟุริฮาตะที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไมค่อยๆ กระเถิบตัวลงนอนบนเตียง  ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคอ

 

 

“ปกติอาคาชินอนที่ไหนเหรอ”

 

“ห้องนี้นี่แหละ”

 

“เห....”

 

 

จมูกของฟุริฮาตะนั้นไวต่อกลิ่น  อันที่จริงแล้วไม่ต้องมีอาคาชิตัวจริงอยู่ใกล้ๆ  ขอแค่ได้มีเสื้อผ้าหรืออะไรสักอย่างที่มีกลิ่นของอีกฝ่ายอยู่ด้วยก็พอจะทนได้  แต่ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาในตอนนี้นั้นเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้กลับมาคฤหาสน์สักเท่าไหร่  ต่อให้ห้องนี้จะเป็นห้องที่เขาใช้นอนเวลากลับมาจริงแต่ก็ถูกทิ้งให้ว่างเอาไว้เป็นปี  ผ้าห่มปลอกหมอนก็ซักใหม่อยู่ตลอดเวลา  เลยไม่ค่อยมีกลิ่นประจำตัวของเขาหลงเหลืออยู่เท่าไหร่

 

ถามเรื่องนู่นนี่พอเป็นมารยาท 2-3 คำเสร็จ  ฟุริฮาตะก็เงียบลง  หลังจากที่อาคาชิอ่านหนังสือที่อยู่ในมือจบไปได้ครึ่งเล่ม  หันกลับมาอีกทีอีกฝ่ายก็หลับไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากกลับมาที่เกียวโต  อะไรๆ ก็ดูดีขึ้นนิดหน่อย

 

 

อยู่โตเกียวได้ วัน  อาคาชิที่ลาเรียนไว้แค่นั้นก็กลับมาที่ราคุซัน  ซึ่งแน่นอนว่ามีฟุริฮาตะตามติดมาด้วย  ส่วนฟุริฮาตะนั้น  แม่ของอีกฝ่ายโทรศัพท์ไปลาที่โรงเรียนด้วยตัวเองให้เป็นเวลา สัปดาห์เรียบร้อยแล้วโดยอ้างว่ามีธุระของครอบครัว  เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ ใน สัปดาห์นี้คงไม่มีปัญหาอะไร 

 

อาคาชิใช้เส้นสายนิดหน่อยในการนำอีกฝ่ายขึ้นไปเก็บไว้บนห้อง  ราคุซันเป็นโรงเรียนชั้นดี  หอพักแต่ละห้องกว้างขวางพอสมควร  (แม้จะเล็กกว่าห้องคฤหาสน์อาคาชิแต่ก็ยังถือว่าใหญ่กว่าหอพักทั่วไป)  นักเรียนพักแค่ คนต่อห้อง  มีห้องน้ำในตัว  เรื่องอาหารการกินนั้น  เนื่องจากสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ของฟุริฮาตะ  ทำให้ดูเหมือนว่าระบบการกินอาหารจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย  อีกฝ่ายทานอาหารแค่ครั้งเดียวแล้วสามารถอยู่ได้ไปอีกหลายวัน  เลยไม่ค่อยยุ่งยากกับเรื่องนี้เท่าไหร่

 

ระหว่างวันอาคาชิจะให้ฟุริฮาตะอยู่เงียบๆ ในห้อง  อ่านหนังสือหรือเล่นอินเตอร์เน็ตอะไรก็ตามเป็นการแก้เบื่อแล้วแต่อีกฝ่ายจะต้องการ  ขอเพียงแค่อย่าส่งเสียงดังหรือเดินออกมาข้างนอกก็พอ  แล้วหลังจากที่เสร็จจากการทำกิจกรรมอะไรต่างๆ เรียบร้อยแล้ว  เขาจะกลับเข้าห้องมาอีกครั้งในตอนค่ำ  หรือวันไหนที่เร็วหน่อยก็จะเป็นตอนเย็น  

 

ห้องที่หอพักของอาคาชิเล็กกว่าที่คฤหาสน์มาก  แถมเขายังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตลอดเวลา ปี  กลิ่นของเขาติดอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่นอน  หมอนหรือผ้าห่ม   ต่อให้ตัวเขาไม่อยู่  ฟุริฮาตะก็สามารถอยู่คนเดียวได้อย่างสบาย  ตั้งแต่กลับมาที่ราคุซันอีกฝ่ายก็ค่อนข้างว่าง่ายไม่มีปัญหาอะไรมาก   ทุกอย่างเลยเป็นไปได้ด้วยดี  แม้ไม่มีท่าทีว่าหูกับหางรวมถึงทุกอย่างที่ผิดปกติทั้งหลายของฟุริฮาตะจะหายไปเลยก็ตาม

 

 

หลังจากคืนนั้นที่ฟุริฮาตะปรากฏตัวในห้องใต้ดินของคฤหาสน์อาคาชิ  เขาก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่อาจมีที่มาจากพลังและคำอวยพรที่ได้จากการทำสัญญากับเทพจิ้งจอก  นับตั้งแต่คืนนั้น  ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เขาทำล้วนสำเร็จได้อย่างราบรื่น  แม้แต่เรื่องที่คิดว่าคงต้องออกแรงสักหน่อยกว่าจะสำเร็จก็ผ่านพ้นไปได้โดยที่เขาไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากเลยด้วยซ้ำ  ปกติแล้วต่อให้ไม่ต้องอาศัยคำอวยพรจากเทพจิ้งจอกอาคาชิก็สามารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว  แต่หากทุกอย่างผ่านไปได้ง่ายๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่าดีเหมือนกัน  อย่างน้อยก็ทำให้มีเวลาซ้อมบาสเก็ตบอลได้มากขึ้นกว่าเดิม

 

เกือบ  ทุ่ม....ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างเบามือ  แสงไฟจากระเบียงสาดเข้ามาทำให้มองเห็นได้ลางๆ ในความแสงจันทร์สลัว  พอปิดประตูห้องทั้งห้องก็เหมือนจะหายไปในความมืด

 

อาคาชิขยับคลายเนคไทที่อยู่บนคอนิดๆ  วันนี้เขามีประชุมสภาพนักเรียนต่อจากกิจกรรมชมรมเลยทำให้กลับหอมาดึกมากกว่าทุกวัน  ปกติแล้วฟุริฮาตะจะตื่นรออยู่จนกว่าเขาจะกลับห้อง  แต่วันนี้เห็นทีจะรอไม่ไหว  ห้องทั้งห้องถึงถูกปิดไฟมืดสนิท  มองไปบนเตียงก็เจออีกฝ่ายนอนขดตัวกลมอยู่บนนั้น  ปลายหูกระดิกนิดๆ เมื่อมีเสียงดังในห้องแต่ก็ไม่ทำให้ตื่น  หางเป็นพวงตวัดขึ้นมาอยู่ตรงระหว่างขา  ฟุริฮาตะกอดอะไรสักอย่างอยู่กลางเตียง  สิ่งนั้นมีลักษณะเป็นผ้าสีขาว  เมื่ออาคาชิเข้าไปมองดูใกล้ๆ ก็พบว่านั่นคือเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งใส่ไปเมื่อวานของเขาเอง

 

กัปตันทีมราคุซันส่ายหัวนิดๆ  ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางอย่างไม่รู้ตัว  เขาทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว  น้ำก็อาบมาหลังจากฝึกซ้อมชมรม  ที่จริงตอนแรกยังมีเอกสารที่คิดจะกลับมาจัดการที่ห้องเหลืออยู่อีกนิดหน่อย  แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายหลับสนิทแบบนี้ก็เกรงว่าถ้าเปิดไฟเขาจะทำให้ตกใจตื่น

 

อาคาชิสาวเท้าเข้าห้องน้ำเงียบๆ  กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับชุดนอนหลังจากแปรงฟันจัดการตัวเองเรียบร้อย  แสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องน้ำที่ยังไม่ได้ปิดเหมือนจะระกวนการนอนหลับสบายของฟุริฮาตะ  อีกฝ่ายจึงขยับตัวนิดๆ แล้วส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ  พอเขาปิดไฟก็นิ่งลง

 

ร่างสมส่วนเดินไปนั่งบนเตียง  เอื้อมมือปัดผมที่ตกลงมาปิดหน้าคนนอนหลับออกไปให้เห็นชัด  คงเพราะวันนี้เขากลับห้องมาช้ากว่าเคยเลยทำให้ฟุริฮาตะรู้สึกสบายใจ  ใบหน้านั้นมีร่องรอยของความกลัวและกังวล แม้จะหลับอยู่แต่มองก็รู้ว่าคงไม่สนิทนัก

 

 

ร่างสมส่วนเอื้อมหยิบผ้าห่มที่ร่นลงไปกองอยู่ปลายเตียงขึ้นมาแล้วเอนตัวลงนอน  ปกติเขากับฟุริฮาตะจะแบ่งเตียงกันคนละครึ่ง  แต่วันนี้อีกฝ่ายเล่นนอนเสียตรงกลางอย่างนี้  ทำให้ที่นอนฝั่งของเขาเหลือพื้นที่น้อยลงจนต้องเบียดตัวให้ชิดกันเพื่อที่จะได้ไม่ตกเตียง  เขาห่มผ้าคลุมทั้งตัวเองและอีกคนที่ยังนอนนิ่ง  คิดอะไรนิดหน่อยก่อนจะชันตัวขึ้นอีกครั้งแล้วเอื้อมมือไปค่อยๆ ดึงเสื้อเชิ้ตที่ฟุริฮาตะกอดไว้แน่นออกอย่างเบามือ 

 

ฟุริฮาตะขมวดคิ้วฉับแล้วงึมงำอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ออกอยู่ในคอ  อาคาชิยังคงค่อยๆ แกะเสื้อตัวเองออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น  จนกระทั่งเอาออกมาได้แล้วก็ทิ้งมันไว้ข้างเตียง  ร่างสมส่วนเลื่อนตัวเองเข้าไปใต้ผ้าห่ม  เอื้อมแขนโอบตัวฟุริฮาตะเอาไว้  กระชับให้เขยิบมาอยู่ใกล้ๆ

 

พอได้กลิ่นที่โอบล้อมตัวเองชัด  คิ้วที่ขมวดแน่นของคนนอนหลับก็ค่อยคลายออก  สีหน้าเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย  แล้วอีกฝ่ายก็เข้าสู่ห้วงนิทราที่ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ฝ่ามือที่แนบอยู่กับแผ่นหลังของฟุริฮาตะลูบขึ้นลงเบาๆ ราวกับจะกล่อม  เนื้อตัวอุ่นๆ ของคนในอ้อมแขนบวกกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้เขาพาลรู้สึกง่วงไปด้วยอีกคน  ตั้งแต่เด็กจนโต  อาคาชิไม่เคยนอนร่วมเตียงเดียวกันกับใครมาก่อนนอกจากแม่  ซึ่งนั่นก็นานเกินกว่าที่เขาจะจดจำความรู้สึกได้แล้ว  แต่สัมผัสของผิวเนื้อนี้..ไออุ่นกับกลิ่นกายที่เพิ่งได้รู้จักเพียงไม่กี่วัน  กลับทำให้รู้สึกคุ้นเคยและสงบใจได้อย่างน่าประหลาด

 

ก่อนจะหลับไป  อาคาชิอดคิดไม่ได้ว่า  การที่มีใครสักคนนอนด้วยกันใกล้ๆ แบบนี้ก็เป็นความรู้สึกที่ดีอยู่เหมือนกัน

 

 

 

 

 

วันเวลาเคลื่อนผ่าน  แม้ไม่นานเท่าไหร่ในความเป็นจริง  แต่ก็เป็นเวลาที่มากพอจะทำให้อาคาชิรู้สึกคุ้นเคยกับการมีใครสักคนอยู่ข้างๆ เกือบจะตลอดเวลา  คนแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามาในพื้นที่ของเขาไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป  แต่ทว่าเวลาก็ไม่อาจหยุดนิ่งอยู่เช่นนี้ได้ตลอดกาล

 

เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง  ขับเคลื่อนเรื่องราวและวงล้อให้โชคชะตาให้เดินหน้าไปอีกก้าว

 

 

 

 

“วันนี้อาคาชิก็ประชุมกรรมการนักเรียนอีกแล้วเหรอ”

 

“เดี๋ยวนี้หมอนั่นยุ่งกว่าปกติเนอะ”

 

“แหงสิยะ  ใกล้จะถึงงานเทศกาลของโรงเรียนแล้วนี่นา  เซย์จังเป็นประธานนักเรียนด้วย  ก็ต้องยุ่งกว่าคนอื่นอย่างนี้แหละ”

 

 

นักเรียนม.ปลายปีสุดท้าย คนเดินคุยกันมาตามระเบียงทางเดินของหอพัก  ฮายามะ มิบุจิ  เนบุยะพักอยู่ห้องใกล้ๆ กัน  ทั้ง คนอยู่คนละชั้นกับอาคาชิ  แต่บางทีก็มาเยี่ยมเยียนห้องของรุ่นน้องบ้างเพื่อติวหนังสือหรือไม่ก็เล่นเกม  ยิ่งช่วงหลังๆ มานี้บรรยากาศรอบตัวกัปตันทีมของพวกเขาดูนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมมาก  การมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายที่ห้องของอาคาชิจึงค่อนข้างบ่อยกว่าแต่ก่อน  ยกเว้นช่วงนี้เท่านั้นที่อาคาชิออกตัวล่วงหน้าว่าไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่  ปาร์ตี้ย่อมๆ ระหว่าง ราชันย์ไร้มงกุฎกับจักรพรรดิแห่งทีมปาฏิหาริย์จึงเลิกรากันไปชั่วคราว

 

วันนี้มิบุจิแวะเอาตารางการฝึกซ้อมกับเอกสารต่างๆ ของชมรมมาส่งให้อาคาชิ  โดยมีเนบุยะกับฮายามะติดสอยห้อยตามมาด้วย  เพราะรู้อยู่แล้วว่าวันนี้อีกฝ่ายมีประชุมจนดึก  มิบุจิเลยตั้งใจจะสอดเอกสารทั้งหมดไว้ใต้ประตู  แล้วค่อยให้อีกฝ่ายมาเก็บไปหลังจากกลับมาแล้ว  แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องของกัปตันทีมรุ่นน้อง  ย่อตัวลงจะสอดเอกสารเข้าไปในช่องว่างเล็กๆ ใต้ประตูนั่น  สายตาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง.....มีแสงไฟลอดออกมาจากในห้องที่ตอนนี้ควรจะไม่มีคน

 

 

“เอ๊ะ?”

 

 

มิบุจิเลิกคิ้ว

 

 

“มีอะไรเหรอ  เรโอะเน่?”

 

 

ฮายามะถาม

 

 

“ตอนนี้เซย์จังน่าจะกำลังประชุมอยู่สินะ”  มิบุจิถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

 

“อื้อ  ก็เห็นเพิ่งเดินแยกออกไปเมื่อกี้เองนี่”

 

“ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมไฟในห้องถึงได้เปิดอยู่ล่ะ”

 

“หมอนั่นลืมปิดตอนออกไปหรือเปล่า”

 

 

เนบุยะเกาหัว  สีหน้าเหมือนอยากทำธุระให้เสร็จๆ ไป

 

 

“จะบ้าเหรอ  เซย์จังนะยะ  ไม่ใช่นาย  ไม่มีทางพลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้หรอก”

 

 

มิบุจิหันมาตวาดแว้ดแล้วยืดตัวลุกขึ้น  เคาะเบาๆ ที่ประตู

 

 

-ก๊อกๆๆ-

 

 

“เซย์จัง?”

 

 

ส่งเสียงเรียกเข้าไปในห้อง  ไม่มีเสียงตอบกลับ  แต่ด้านในกลับเหมือนมีอะไรสักอย่างหล่นดังโครมและเสียงกุกๆ กักๆ ดังตามมาอย่างมีพิรุธเห็นได้ชัด

 

 

“เสียงเหมือนมีคนอยู่ในห้องเลย”

 

 

ฮายามะที่เอาหูแนบประตูฟังอยู่ขมวดคิ้วนิดๆ

 

 

“นายส่งเมลไปยืนยันที่อยู่ของเซย์จังสิ”

 

 

มิบุจิสะบัดปลายนิ้วสั่งงานเนบุยะที่ยังยืนทำหน้างงแล้วลองเคาะประตูอีกครั้ง

 

 

“เซย์จัง?”

 

 

คราวนี้เสียงในห้องเงียบลงไปแล้ว  เหมือนคนด้านในจะระหวังตัวไม่ให้ถูกจับได้  ทั้ง คนยืนรออยู่ด้านครู่หนึ่ง  เสียงเตือนเบาๆ จากโทรศัพท์ของเนบุยะก็ดังขึ้น  ระหว่างที่เจ้าของโทรศัพท์ก้มลงไปเปิดดู  ฮายามะก็สังเกตได้ถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

“เรโอะเน่  ไฟในห้องมันปิดไปแล้ว”

 

“อาคาชิกำลังประชุมอยู่”

 

 

ด้านเนบุยะที่อ่านอีเมลจบก็หันมือถือมาให้ดูหน้าจอที่เปิดค้างไว้  ข้อความในนั้นแสดงให้เห็นว่าขณะนี้กัปตันทีมราคุซันกำลังติดประชุมสภานักเรียนอยู่จริงๆ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็แน่นอนแล้วว่ามีใครก็ไม่รู้อยู่ในห้องเซย์จังตอนนี้สินะ”

 

 

มิบุจิขบฟันแล้วทำท่าหาอะไรสักอย่างจากในกระเป๋า

 

 

“ทำอะไรน่ะ  เรโอะเน่”

 

“ปกป้องเซย์จังของพวกเราจากพวกโรคจิตยังไงละยะ!!

 

 

ชายหนุ่มหน้าสวยสมญานามยาฉะงัดเอาลูกกุญแจสีเงินวาววับออกมาจากกระเป๋า  ฮายามะที่เมื่อเดาได้ว่ากุญแจดอกนั้นมีไว้เพื่อทำอะไรก็มีสีหน้าเหยเก

 

 

“อาคาชิรู้หรือเปล่านี่”

 

“ไม่จำเป็นที่เซย์จังจะต้องรู้หรอกย่ะ”

 

“ฉันว่านอกจากปกป้องหมอนั่นจากคนอื่น  อันดับแรกกันอาคาชิออกจากเรโอะเน่ก่อนดีกว่ามั้ยนี่?”

 

“หนวกหูจังเลยนะยะ  ฉันเก็บไว้ใช้เฉพาะคราวจำเป็นย่ะ  ซึ่งตอนนี้ก็จำเป็นแล้วฟังให้ดีนะ  พวกนาย  คน  พอฉันไขประตูเข้าไป  โคทาโร่  นายวิ่งไปเปิดไฟก่อนเลยนะ  แล้วก็เอคิจิ  ไม่ว่าใครจะอยู่ในนั้นก็ตาม  จับเอาไว้ให้ได้  เข้าใจนะยะ!

 

 

สั่งการเสร็จสรรพ  มิบุจิ  เรโอะก็ค่อยๆ สอดลูกกุญแจเข้าไปในลูกบิดประตู  หันกลับมาสบตากับอีก คนที่อยู่ข้างหลังเพื่อตรวจสอบความพร้อม  ร่างโปร่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ  นับ 1 2 3 แล้วเปิดประตูพรวดเข้าไป

 

พริบตานั้น  ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นทันที  เมื่อบุคคลปริศนาในห้องตั้งท่าจะหนี  มิบุจิจำต้องแทรกตัวเข้าไปด้านในแล้วปิดประตูตามหลังเพื่อตัดช่องทาง  ไฟในห้องก็ยังไม่ได้เปิดเพราะคนถูกกล่าวหาว่าเป็นโรคจิตดิ้นหนีด้วยแรงที่แม้แต่คนตัวใหญ่อย่างเนบุยะยังแทบจะจับไว้ไม่อยู่  ตอนแรกคนตัวใหญ่ไม่ได้จริงจังกับการจับคนที่บุกรุกเข้ามาในห้องนอนของกัปตันทีมของเขาเท่าไหร่  แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายสู้แรงตนได้ทั้งที่ตัวเล็กกว่าตั้งเยอะก็ชักจะเลือดร้อนขึ้นมา  เสียงโครมครามตึงตังดังก้องไปหมด  ความวุ่นวายดำเนินไปอีกสักพักก่อนคนตัวเล็กกว่าจะจนมุม  แต่แม้จะโดนจับได้แต่ก็ดูจะยังไม่ยอมแพ้  ร่างที่ถูกกดลงกับพื้นห้องดิ้นอึกอักวุ่นวาย  นาทีนั้นเองฮายามะควานหาสวิตซ์ไฟจนเจอได้ในที่สุด  เสียงกดเปิดดังกริ๊ก ก่อนแสงสว่างจะสาดไปทั่วห้องจนตาพร่า  พอมิบุจิลืมตาได้และมองเห็นร่างที่สั่นระริกอยู่ในอุ้งมือใหญ่ๆ ของเนบุยะได้ถนัด  หนุ่มหน้าสวยก็ต้องหลุดปากอุทานออกมา

 

 

 

 

 

อาคาชิรีบก้าวเท้ามาตามทางเดินของหอพัก  เขารู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่างตั้งแต่เนบุยะส่งเมลมาถามที่อยู่  เลยรีบจัดการให้การประชุมสภานักเรียนจบลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็นแล้วตรงดิ่งกลับห้องมาทันที  พอจับลูกบิดแล้วพบว่ามันไม่ได้ถูกล็อคเอาไว้อย่างที่ควรจะเป็น  หัวคิ้วของกัปตันทีมราคุซันก็ยิ่งขมวดมุ่น  เขาเปิดประตูห้องเข้าไป  แล้วก็พบกับภาพที่ทำให้ต้องถอนหายใจเฮือก

 

มิบุจิ  ฮายามะ  เนบุยะ.....ตัวจริงทั้ง คนของทีมเขากำลังยืนกอดอกล้อมเตียงนอนที่มีใครคนหนึ่งนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่บนนั้น  หูกับหางที่โผล่ออกมาอย่างเห็นได้ชัดตกลู่บอกให้รู้ว่ากำลังขวัญเสียสุดขีด  พออีกฝ่ายมองเห็นเขา  นัยน์ตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำก็เบิกกว้างแล้วรีบเรียกชื่อเหมือนจะขอความช่วยเหลือ  น้ำเสียงนั้นเจือปนกันอยู่ระหว่างความกลัวกับความรู้สึกผิด  เนื้อตัวอีกฝ่ายสั่นระริกเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ที่กำลังต้องการฝ่ามือที่ปลอบประโลมจากเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น

 

มิบุจิ  เรโอะหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าปั้นยาก  ก่อนจะชี้มือไปยังคนบนเตียงแล้วเอ่ยปากขอคำอธิบาย

 

 

“นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ  เซย์จัง”

 

 

 

 

 

xxxxxxxxxxxxxxx

 

 

 

 

 

 

ใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียว กว่าอาคาชิจะจัดการทุกอย่างให้เข้าที่ได้  เริ่มจากฟุริฮาตะที่ขวัญเสียจนเกือบจะกู่ไม่กลับ  ปกติก็เป็นคนขี้กลัวอยู่แล้ว  ยิ่งตอนนี้มีคนที่ตัวเองไม่คุ้นเคยล้อมอยู่รอบตัวถึง คน  แถม ในนั้นยังเอาแต่ยิงคำถามที่ไม่รู้จะตอบอย่างไรแถมตีหน้าดุใส่อีกต่างหาก  (ส่วนอีก คนที่เหลือดูเหมือนจะมองเป็นเรื่องสนุกมากกว่า)  ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวก็ติดประชุมไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่  แล้วกลับมาจะโกรธที่ทำให้คนอื่นจับได้หรือเปล่าก็ไม่รู้  คนขวัญอ่อนเลยยิ่งสติแตกเข้าไปใหญ่ 

 

อันดับแรกอาคาชิเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่กลางเตียงแล้วดึงขึ้นมากอดแน่น  มิบุจิเบิกตากว้างแล้วทำหน้าเหมือนเห็นผี  ในขณะที่เนบุยะกับฮายามะอ้าปากค้าง  พอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาได้สักพัก  ฟุริฮาตะที่ตอนแรกสั่นไปทั้งตัวก็ค่อยผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีทีท่าจะดุด่าอะไร  อาคาชิใช้ฝ่ามือลูบหลังอีกฝ่ายขึ้นลงอย่างอ่อนโยนแต่ก็หนักแน่น  ฟุริฮาตะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามจัดการกับอาการสะอื้นของตัวเองเงียบๆ  เห็นอีกฝ่ายนิ่งลงมากอย่างนั้นแล้วอาคาชิก็ค่อยมีสีหน้าพอใจ

 

 

“นี่น่ะ  เด็กของเซย์รินสินะ”

 

 

ฮายามะเอ่ยถามขึ้นมา  ดวงตาเป็นประกาย  แม้จะโดนเปลี่ยนตัวลงสนามมาไม่ได้แต่เขาจดจำคนตัวเล็กนี่ได้เป็นอย่างดี  ชิวาว่าของเซย์รินที่โดนโค้ชใจร้ายส่งมาเป็นเครื่องสังเวยสิงโต 

 

 

“ตอนแรกฉันก็เป็นห่วงเซย์จังว่าจะเจอคนโรคจิตตามรังควาญนะ  แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้”  มิบุจิถือโอกาสพูดบ้าง

 

“ต่อให้ถูกใจแค่ไหนก็ทำแบบนี้ไม่ได้นะ  เซย์จัง  เด็กเขามีพ่อมีแม่  ไปพาตัวมาอยู่ด้วยแบบนี้พวกเซย์รินรู้เข้าจะว่ายังไง  ไหนจะรสนิยมพวกนี้อีก  โฮวววววว”

 

 

ถ้าชอบหูกับหางมากขนาดนั้นละก็  ฉันใส่ให้ดูเองก็ได้----ภายใต้ฝ่ามือที่ยกขึ้นปิดหน้าตัวเองของมิบุจิ  เรโอะ  อาคาชิสาบานได้ว่าเขาได้ยินประโยคนี้ลอดออกมาเบาๆ  สาบานจริงๆ

 

ระหว่างที่กำลังมีสีหน้าปั้นยากและพยายามอย่างยิ่งที่จะทำเป็นไม่ได้ยินประโยคนั้น  ฮายามะกับเนบุยะก็เบือนหน้าไปกลั้นขำกันคนละทาง  อาคาชิถอนหายใจเฮือก  รู้สึกว่าเรื่องมันเริ่มจะยุ่งยากกว่าที่คิดเสียแล้ว  และถ้าปล่อยให้พวกนี้เข้าใจกันเองไปเรื่อยๆ อย่างนี้ละก็คงยิ่งน่ารำคาญกว่าเดิมเป็นได้  บวกลบคูณหารในใจอยู่ครู่หนึ่ง  อาคาชิจึงตัดสินใจอธิบายเรื่องจริงทั้งหมดให้ฟัง

 

แม้เรื่องราวอาจจะดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อย  แต่เมื่อออกจากปากคนที่ไม่เคยพูดอะไรล้อเล่นอย่างเขาแล้วทุกคนก็ยอมเชื่อจนได้ในที่สุด  อีกอย่างหนึ่ง  หูกับหางที่เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมยืนยันว่าทุกอย่างที่เขาพูดออกมานั้นเป็นเรื่องจริงก็ปรากฏชัดอยู่กับร่างในอ้อมกอดนี้แล้ว  ไหนจะดวงตาที่ต่างจากคนทั่วไปของฟุริฮาตะอีก  ความผิดปกติของอีกฝ่ายนั้นหากคนที่ยืนล้อมรอบอยู่ใจเย็นลงมากพอก็จะสังเกตเห็นได้  ฮายามะเป็นคนแรกที่กล้าพอจะขอจับใบหูที่กระดิกได้ของฟุริฮาตะพลางหัวเราะลั่นอย่างสนุกสนาน  คนถูกจับดูจะกลัวๆ อยู่นิดหน่อย  แต่เพราะด้านหลังมีอาคาชิกอดอยู่แน่นเลยไม่ค่อยสั่นสักเท่าไหร่

 

ผลัดกันสำรวจจนพอใจ  สุดท้ายทุกคนถึงได้ยอมรับ

 

 

“หูกับหางนี่ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกสินะ”

 

 

เนบุยะชะโงกหน้าเข้ามาดูอย่างสนใจ  ฟุริฮาตะพยักหน้านิดๆ  ตอนนี้อีกฝ่ายสงบลงจนสามารถปล่อยให้นั่งด้วยตัวเองได้แล้ว  แต่ก็ยังต้องจับชายเสื้ออาคาชิเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่งอยู่ดี

 

 

“แล้วที่ว่าจมูกไวกว่าปกตินี่จริงหรือเปล่า  ไหนลองทายซิว่าเมื่อกี้ฉันกินอะไรมา”

 

“เอ....คัตซึด้งกับเกี๊ยวซ่าหรือเปล่านะ?”

 

“ถูกเผง!  เก่งนี่หว่า  ชิวาว่า”

 

“อ...เอ๋  ชิวา...??”

 

“เดี๋ยวเถอะ  เอคิจิ  นี่นายแอบไปกินอะไรมาอีกแล้วเหรอ ข้าวเย็นก็เพิ่งจะกินไปเองนะยะ!

 

 

บรรยากาศในห้องดูคลี่คายไปได้ในทางที่ดี  เสียงพูดคุยล้งเล้งดังขึ้นในห้องของกัปตันทีมราคุซันที่ปกติแล้วมักจะมีแต่ความเงียบอยู่เสมอ  อาคาชิแอบมองคนที่พอเริ่มคุ้นเคยกับคนรอบตัวแล้วก็เผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นบ้าง  นัยน์ตาสีน้ำตาลใสราวกับแก้วของฟุริฮาตะเป็นประกาย  ดูสนุกสนานกับการทายกลิ่นนู้นกลิ่นนี้หรือไม่ก็ขยับหูกับหางไปมาตามที่เนบุยะกับฮายามะจะร้องขอ

 

ปกติแล้วฟุริฮาตะเป็นคนร่าเริงสดใส  แถมยังรายล้อมไปด้วยกลุ่มเพื่อนอยู่ตลอดเวลา  แต่ 3-4 วันมานี้ต้องเก็บตัวอุดอู้อยู่ในห้องคนเดียวคงเบื่ออยู่ไม่น้อย  ได้คุยกับคนอื่นๆ อย่างนี้คงทำให้คลายเหงาได้บ้างเหมือนกัน    

 

 

“แต่จะว่าไป  นายนี่ก็ลำบากน่าดูเลยนะเซย์รินคุง  หูกับหางนี่จะอยู่อย่างนี้ไปตลอดเลยเหรอ”

 

 

มิบุจิเอียงคอถาม

 

 

“อ...อื้ม  ต้องรอให้มันหายไปเองน่ะ  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่”

 

 

ประโยคสุดท้ายนั้นน้ำเสียงที่เอ่ยของฟุริฮาตะแผ่วเบาลง  และนัยน์ตาก็หลุบลงต่ำ  แม้จะพยายามปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ  แต่ก็ฟังรู้ว่ากำลังรู้สึกอย่างไร

 

อาคาชิเพียงแค่มองกิริยาท่าทางของอีกฝ่ายเงียบๆ  ไม่ได้เอ่ยปากบอกใครว่าอันที่จริงแล้วมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและเร็วกว่าในการทำให้หูกับหางของอีกฝ่ายหายไปได้ราวกับเสกมนต์  แต่ในเมื่อฟุริฮาตะยังไม่พร้อมที่จะเลือกหนทางนั้น  และอีกอย่างมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวมากเกินไป  อาคาชิจึงตัดสินใจที่จะไม่เอ่ยถึงมัน

 

 

“อย่างนี้ไม่แย่เหรอ  โรงเรียนก็ไม่ได้ไปด้วย  จะเรียนทันเพื่อนไหมนะ”

 

“ฮื่อ  เรื่องเรียนอาคาชิคุงเป็นคนสอนให้น่ะ  เข้าใจง่ายกว่าครูที่โรงเรียนสอนเสียอีก  เรื่องลาเรียนก็เรียบร้อยแล้วด้วย  กลับไปสอบตามหลังให้ผ่านได้ก็คงไม่มีปัญหา”

 

“แต่ก็ต้องเหงาอยู่ดีใช่ไหมล่ะ  อยู่แต่ในห้องแคบๆ แบบนี้ทั้งวัน  เพื่อนที่เซย์รินก็ไม่ได้เจอด้วย”

 

“เรื่องนั้นมันก็.....”

 

 

ฟุริฮาตะพึมพำแล้วเงียบไป  ลึกๆ แล้วในใจคงรู้สึกเหงา  แต่เกรงใจเขาเกินกว่าจะเอ่ยปากบอกตรงๆ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้มั้ยล่ะ”

 

 

ฮายามะ  โคทาโร่โพล่งขึ้นมา

 

 

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานโรงเรียนแล้ว  อาคาชิก็พาชิวาว่าคุงออกมาเที่ยววันนั้นเลยสิ  ถึงราคุซันจะดูเป็นโรงเรียนคุณหนูอย่างนี้  แต่งานโรงเรียนก็สนุกไม่แพ้ที่อื่นเลยนะ  พวกที่แต่งตัวแฟนซีก็เยอะแยะ  คนจากโรงเรียนอื่นก็มาเดินเที่ยวกันให้ควั่ก  จะมีคนที่มีหูกับหางเดินไปเดินมาในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีกสักคนก็คงไม่มีใครสังเกตอะไรหรอก”

 

 

ข้อเสนอของฮายามะฟังดูเข้าที่  แต่มิบุจิกลับแย้งขึ้นมาเสียก่อน

 

 

“แต่วันนั้นเซย์จังต้องวิ่งวุ่นแทบจะทั้งวันเลยนะ  ฟุริฮาตะจังอยู่ห่างเซย์จังไม่ได้ไม่ใช่เหรอ  ระหว่างนั้นจะทำยังไงดีล่ะ”

 

“โธ่  เรโอะเน่  จะคิดมากเกินไปแล้ว  คนอย่างอาคาชิซะอย่าง  แค่การบริหารจัดการงานโรงเรียนชี้นิ้วแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว  ไม่ใช้เวลาอะไรนานขนาดนั้นหรอก  เนอะ!

 

 

ฮายามะยิ้มแฉ่ง

 

 

“หรือถ้าอาคาชิไม่ว่าง  พวกเราก็ช่วยดูแลแทนให้ก่อนไง  ฉันรับหน้าที่เตรียมงานแล้ว  วันจริงเลยไม่ต้องทำอะไรมากเท่าไหร่  เรโอะเน่ก็ไม่ได้อยู่เวรทั้งวันไม่ใช่เหรอ  ระหว่างนั้นผลัดๆ กันไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา”

 

“แล้วเรื่องกลิ่น....”

 

“ก็ให้ใส่เสื้ออาคาชิออกไปสิ  แค่แป๊บเดียวเอง  ไม่เป็นไรหรอก  อีกอย่าง  ยังไงฉันก็ไม่เชื่อว่าอาคาชิจะฝากหมอนี่เอาไว้กับพวกเราทั้งวันอยู่ดี  ไงๆ ชิวาว่าจังก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นนายนี่  ใช่ไหม?  ที่ว่าเป็นประเพณีของตระกูลที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณอะไรนั่นน่ะ  แค่คู่หมั้นคนเดียว  คงไม่ต้องถึงขนาดฝากให้ผู้ชายคนอื่นดูแลไปตลอดทั้งวันหรอกมั้ง”

 

 

แววตาของฮายามะแม้จะเปล่งประกายเหมือนเด็กๆ เวลาได้เห็นเรื่องอะไรสนุกๆ  แต่ก็แฝงความรู้สึกท้าทายจนทำให้อาคาชิหรี่ตาลงนิด  แม้จะไม่ได้หมั้นกันด้วยความรักมาตั้งแต่แรก  แต่จะเป็นตัวเขาในตอนนี้หรืออีกคนที่กำลังหลับอยู่ก็ไม่ชอบให้ใครมาพูดเหมือนจะหยามเกียรติของความเป็นอาคาชิกันทั้งนั้น  และคำท้าที่ถูกขายมา  เขาก็ไม่ได้ขี้ขลาดเกินกว่าจะไม่กล้ารับซื้อด้วย

 

มิบุจิที่มองดูผู้ชาย คนจ้องตากันไฟแล่บถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับแล้วถอนหายใจเบาๆ

 

 

“นายนี่นะ  เอะอะอะไรก็ทำเป็นเรื่องเล่นๆ อยู่เรื่อย  อย่าไปแกล้งเซย์จังมากนักเลย  งานของประธานนักเรียนมันหนักมากนะ”

 

“เรโอะเน่เป็นคนบอกเองว่าหมอนี่น่าสงสารไม่ใช่หรือไง  นะ?  วันนั้นโรงยิมก็เปิดให้คนนอกเข้าชมได้ด้วย  ตอนเย็นจบงานแล้วอาจจะได้ซ้อมบาสกันไง  ฉันอยากเห็นฝีมือของชิวาว่าจังชัดๆ ด้วย  แถมชิวาว่าจัง  ไม่ได้ซ้อมมาตั้งนานน่าจะอยากจับบาสแล้วใช่ไหมล่ะ”

 

 

จากที่ตอนแรกทำหน้าเหมือนจะเกรงใจเขา  แต่พอได้ยินคำว่าบาสเก็ตบอล  ใบหูสีน้ำตาลก็กระดิกริกๆ  พวงหางนุ่มปัดไปมา  แววตาก็แสดงออกว่ากำลังสนใจอย่างเห็นได้ชัด

 

ฮายามะหันกลับมาเห็นแล้วถึงกับหัวเราะก๊าก

 

 

“ชิวาว่าจังก็อยากไป  เห็นไหม  แล้วว่ายังไงล่ะ  อาคาชิ”

 

 

เมื่อถูกถามความเห็นอีกครั้ง  อาคาชิ  เซย์จูโร่ก็ก้มหน้าลงมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

 

“อยากไปไหม?”

 

 

ฟุริฮาตะนิ่งไปนิด  เหมือนในใจกำลังต่อสู้กันระหว่างความต้องการของตัวเองกับความรู้สึกเกรงใจเขา  แต่จนแล้วจนรอด  สุดท้ายก็เหมือนกับว่าความต้องการอยากจะเล่นบาสเก็ตบอลจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ

 

คนตัวเล็กกว่าอาคาชินิดหน่อยพยักหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

 

“อยากไป....ขอไปได้ไหม  อาคาชิ”

 

 

นัยน์ตาใสแจ๋วที่ช้อนขึ้นสบทำให้กับตันทีมราคุซันนิ่งไปสักครู่  ก่อนพยักหน้าเนิบๆ

 

 

“........ตามใจ”  

 

 

 

 

 

xxxxxxxxxxxxxxx

 

 

 

 

 

 

..............ในนามของประธานนักเรียนรุ่นที่ 44  ขอเปิดงานประจำปีของราคุซันโคโควขึ้นอย่างเป็นทางการ  ณ. บัดนี้

 

 

ปุ่งๆๆ!!

 

 

เสียงพลุที่จุดขึ้นดังสนั่นเป็นสัญญาณเปิดงาน  บ่งบอกให้รู้ว่างานโรงเรียนประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว  เสียงปรบมือกับเสียงโห่ร้องดังกึกก้องก่อนความเงียบงันและบรรยากาศเป็นทางการของพิธีเปิดจะถูกแทนที่ด้วยความสนุกสนานเฮฮาที่เริ่มต้นขึ้น  ถ้าไม่นับความหรูหราตามฐานะของนักเรียนที่ค่อนข้างพร้อมมากกว่าโรงเรียนอื่นแล้ว  บรรยากาศที่เหลือของงานโรงเรียนประจำปีของราคุซันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากโรงเรียนอื่นทั่วไป  เสียงตะโกนเรียกลูกค้าให้มาเข้าร้าน  เสียงเอ่ยเชิญชวนดังอยู่ทั่วทุกทิศ  อาคาชิเดินลงจากเวที  ยื่นสคริปต์ที่ถือขึ้นไปเฉยๆ แต่พอเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้ก้มลงอ่านให้กับรองประธานที่ยืนรออยู่ด้านข้างเวที

 

 

“กล่าวเปิดงานได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนเดิมเลยค่ะ  ประธาน”

 

“อา....”

 

 

อาคาชิพยักหน้าพร้อมกับนิดรับนิดๆ  หยิบชาร์ตงานที่อีกฝ่ายยื่นให้มาอ่านทบทวนแล้วค่อนข้างมีสีหน้าพอใจ

 

 

“อืม  จัดการตามนี้เรียบร้อยแล้วก็คงไม่มีอะไรมาก  ที่เหลือฝากด้วยก็แล้วกันนะ”

 

“ค่ะ....เอ่อ  ประธานคะ!

 

“หืม?”

 

 

ร่างสมส่วนที่ทำท่าจะเดินจากไปหันกลับมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อ  รองประธานนักเรียนของเขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างลังเล  ผิวแก้มมีเลือดฝาดนิดๆ  นัยน์ตาที่เฉียบคมของอาคาชิสังเกตเห็นเด็กสาว 2-3 คนที่น่าจะเป็นเพื่อนเธอยืนแอบอยู่ในมุมมืดแล้วมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าลุ้นๆ  ดูจากสภาพการณ์แล้วไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเธอกำลังจะพูดเรื่องอะไรต่อไป  แต่แม้จะรู้  อาคาชิก็ยังคงยืนนิ่ง  รอฟังคำพูดของรองประธานนักเรียนสาวด้วยสีหน้าสงบ

 

 

“ถ...ถ้า.....” 

 

 

เธอเริ่มต้นอย่างตะกุกตะกักเล็กน้อยขัดกับช่วงเวลาปกติที่มักเป็นคนพูดจาฉะฉานกล้าได้กล้าเสียอยู่เสมอ 

 

 

“ถ้าธุระของประธานเสร็จเร็ว  แล้วถ้าประธานไม่รังเกียจอะไรละก็  ตอนบ่ายๆ เรามาเดินตรวจงานด้วยกันไหมคะ”

 

 

อา....เป็นแบบที่คิดเอาไว้จริงๆ ด้วยสินะ

 

อาคาชินึกในใจ

 

 

เพราะบรรยากาศรอบตัวของเขาช่วงนี้อ่อนโยนและเข้าหาง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก  จากปกติที่เจอกับสถานการณ์แบบนี้บ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ก็ดันกลายเป็นว่าต้องมายืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาวหลายต่อหลายคนแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง   ตัวเขาเองไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเอ่ยคำปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำอีกหรอก  แต่การที่ต้องเห็นพวกเธอร้องไห้ต่อหน้าทุกครั้งอย่างนั้น  ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน  เมื่อก่อนตอนที่ตัวเขาอีกคนอื่นขึ้นมา  คนที่กล้าเข้ามาทักก็มีแต่พวกที่เตรียมใจมาดีหรือไม่ก็กล้าหาญในระดับหนึ่งเลยไม่ค่อยต้องลำบากใจเท่าไหร่  แต่พอบรรยากาศของเขาเข้าหาง่ายขึ้นกว่าเดิมแบบนี้  ผู้หญิงที่เข้ามาก็เริ่มมากหน้าหลายตาขึ้น  พวกที่จิตใจอ่อนไหว  แค่โดนปฏิเสธเข้าก็ปิดหน้าร้องไห้ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

 

กับรองประธานนักเรียนคนนี้ยังต้องทำงานด้วยกันอีกนาน  ถ้าเดินหมากไม่ดีอาจทำให้มีเรื่องยุ่งยากได้  เอาล่ะ  แล้วจะต้องบอกปัดเธออย่างไรถึงจะมีผลกระทบน้อยและยังรักษาน้ำใจของเธอเอาไว้ด้วยในเวลาเดียวกัน

 

อาคาชินิ่งคิดถึงวิธีปฏิเสธที่ดีที่สุดอยู่ในใจ  แต่เมื่อสบนัยน์ตาที่มั่นคงของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วก็ต้องคิดใหม่  รองประธานนักเรียนของเขายังเป็นเด็กสาวที่มีความมั่นใจตัวเองอยู่เหมือนเดิม  แม้ตอนเริ่มแรกจะสะดุดไปบ้างแต่เหมือนว่าเธอจะกลับลำมาตั้งหลักเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็ว  อาคาชิมองท่าทางแบบนั้นของเธอด้วยความรู้สึกชื่นชม  ถ้าเป็นแบบนี้ละก็  จะปฏิเสธแบบอ้อมค้อมคงเป็นการเสียน้ำใจ  พูดตรงๆ เลยคงจะดีกว่า

 

อาคาชิเผยรอยยิ้มบางๆ

 

ท่าทางเขินอายที่หาได้ยากจากรองประธานนักเรียนที่ปกติจะมุ่งมั่นและจริงใจในการทำหน้าที่เสมอชวนให้รู้สึกแปลกตาเล็กน้อย  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมคนหนึ่ง  หากเป็นผู้ชายคนอื่นละก็  คงรู้สึกหลงใหลท่าทางแบบนั้นและใจอ่อนยอมตกปากรับคำเป็นแน่

 

แต่น่าเสียดาย

 

“วันนี้ฉันมีนัดกับคนอื่นแล้ว  คงปลีกตัวมาช่วยงานของเธอไม่ได้  แต่ความจริงเรื่องตรวจตราความเรียบร้อยเรามีคนผลัดเปลี่ยนกันคอยทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว  ส่วนเรื่องบริหารทั้งหมดก็จัดการเรียบร้อยล่วงหน้ามาตั้งแต่แรก  ถ้าไม่มีปัญหาเกิดขึ้นกะทันหันทุกฝ่ายสามารถติดต่อฉันได้โดยตรง  เพราะฉะนั้น  เธอเองก็ไม่ต้องกังวล  ไปเดินเที่ยวงานให้สบายใจเถอะ”

 

 

ใช่........แม้จะไม่ได้รับปากอย่างเป็นเรื่องเป็นราว  แต่อาคาชิก็ทำได้จริงๆ

 

งานบริหารจัดการที่ยุ่งยาก  เขาใช้เวลาแค่ วันก่อนเริ่มงานในการทำทุกอย่างเรียบร้อยจนแม้แต่กรรมการนักเรียนด้วยกันยังอ้าปากค้าง  แบ่งคนคุมหน้าที่ต่างๆ พร้อมสรรพ  สมบูรณ์แบบจนแทบไม่ต้องเฝ้าติดตามผลหรือสแตนบายเพื่อแก้ปัญหาระหว่างงานด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเขาในวันนี้จึงเหลือแค่กล่าวเปิดงานตอนเช้าอย่างเดียวเท่านั้น  จากที่ตอนแรกพวกฮายามะบอกว่าจะรับดูแลฟุริฮาตะให้ก่อนก็กลายเป็นว่าไม่จำเป็นแล้ว  ตอนบอกเรื่องนี้จำได้ว่าสายตาของไรจูประจำทีมวิบวับขบขัน  มองเขาอย่างล้อเลียนแบบไม่มีปิดบังเลยทีเดียว

 

ทั้งๆ ที่อาคาชิเพียงแค่อยากจะทำหน้าที่ทั้ง อย่างก็ตัวเองให้สมบูรณ์แบบก็เท่านั้นเองละนะ

 

ระหว่างที่กำลังนึกไปถึงเรื่องอื่นอย่างไม่สมกับเป็นตัวเองเท่าไหร่  รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าคนตรงหน้ามีท่าทางผิดหวังก็จริง  แต่ยังเข้มแข็งและรู้กาลเทศะมากพอที่จะไม่เอ่ยรั้งอะไรอีก  อาคาชิยิ้มบางๆ ให้เธออีกครั้งแทนคำปลอบใจ

 

 

“ขอโทษด้วยนะ  ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน...”

 

“....ค่ะ”

 

 

ร่างสมส่วนหันหลังแล้วเดินจากมา  สองขาก้าวอย่างไม่รีบร้อน  พาตัวเองออกห่างจากส่วนกลางที่จัดงานไปทางด้านหลังของโรงเรียน  เสียงเฮฮาค่อยเบาๆลงเมื่อเดินออกมาไกล  อาคาชิกลับเข้าไปในหอพักที่ร้างผู้คน  นักเรียนในหอออกไปร่วมงานกันหมดแล้วจึงไม่ต้องระมัดระวังอะไรมากเท่าไหร่นักในตอนที่หยุดยืนอยู่หน้าห้องของตัวเองแล้วไขประตูเปิดออก

 

ในห้องที่มีแสงส่องสว่าง  ร่างหนึ่งนั่งเท้าแขนอยู่ปลายเตียงนอนที่เขาคุ้นเคย  ใบหูเล็กที่โผล่ออกมาจากเรือนผมสีน้ำตาลออกมาให้เห็นกระดิกน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงหน้าห้อง  คนอยู่ในชุดไปรเวทธรรมดาเสื้อฮู้ดแขนยาวกับกางเกงขาสามส่วนที่นั่งแกว่งขาอยู่บนเตียงหันขวับมามองเขาด้วยดวงตาใสแจ๋วเป็นประกายและรอยยิ้มกว้าง

 

 

“อาคาชิ!!

 

 

หางนุ่มเป็นพวงกระดิกไปมา  ดูเหมือนหมาบ้านที่ดีใจเวลามองเห็นเจ้าของมากกว่าเทพจิ้งจอกเสียอีก  อาคาชินึกขำในใจนิดๆ กับภาพที่เห็น  ก่อนจะยื่นมือออกไปตรงหน้า

 

 

“ไปกันเถอะ”

 

 

โดยไม่ต้องหยุดคิดหรือรั้งรอ  เทพจิ้งจอกตัวยุ่งของเขาก็เคลื่อนตัวจากปลายเตียงมาหยุดอยู่ตรงหน้า  วางปลายนิ้วแตะเบาๆ บนฝ่ามือที่หงายรอ  อาคาชิพลิกข้อมือนิดหนึ่งสอดปลายนิ้วเข้าประสานกับของอีกฝ่าย  ฟุริฮาตะยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าแรงๆ ที

 

 

“อื้อ!

 

 

 

 

 

 

 

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานโรงเรียนครั้งแรกในชีวิตที่อาคาชิเดินเที่ยวกับใครสักคน

 

มือ ข้างเกาะกุมกันไว้แบบไม่ต้องกลัวว่าใครจะหันมาสนใจ  ไม่แน่นเกินไปจนอึดอัดแต่ก็ไม่หลวมเกินไปจนเลื่อนหลุดได้โดยง่าย  อาคาชิเคยชินกับการจับมืออีกฝ่ายแบบนี้เสียแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  ทั้งที่ปกติไม่ได้มีนิสัยชอบอยู่ติดกับใครเท่าไหร่  แต่ไม่รู้เพราะอะไร  ทุกครั้งที่จับมือกับฟุริฮาตะ  มันจะเป็นลักษณะการจับมือแบบที่ทำให้เขารู้สึกดีที่สุด  ทั้งน้ำหนักของปลายนิ้ว  ทั้งวิธีสัมผัสหรือมุมที่สอดประสาน  ความรู้สึกของปลายนิ้วที่อาคาชิกระชับเอาไว้ในอุ้งมือตอนนี้ช่างให้ความรู้สึกคุ้นเคยและสบายใจอย่างน่าประหลาด 

 

อาคาชิไม่เคยจับมือกับใคร  เขามองว่าการกระทำแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดอะไรเลยนอกจากความรำคาญ  ฟุริฮาตะเป็นคนแรก  แต่น่าแปลกที่ไม่มีความรู้สึกเก้ๆ กังๆ เลยสักนิดเดียว  อาคาชิกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้โดยไม่สนใจสายตาคนอื่น  อันที่จริงงานโรงเรียนที่เต็มไปด้วยคนแต่งตัวแฟนซีมากมาย  ถ้าเดินอยู่คนเดียวก็ไม่มีใครใส่ใจฟุริฮาตะที่มีเพียงแค่หูกับหางงอกออกมาจากตัวอยู่แล้ว  เขาเสียอีกที่เป็นจุดรวมสายตา  ด้วยสีผมที่เป็นที่สะดุดตาได้ง่าย  และตำแหน่งประธานนักเรียนที่คงต้องบอกว่าไม่มีใครในราคุซันที่ไม่รู้จัก  นัยน์ตาคู่คมเหลือบมองคนที่ยังสนุกสนานอยู่กับการเดินมองซุ้มของกินที่ตั้งเรียงรายริมทางเดินกว้าง   ฟุริฮาตะไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของคนรอบข้าง  อาคาชิจึงทำเหมือนไม่รู้สึกถึงมันไปด้วย  เขาเคยชินเสียแล้วกับการตกเป็นเป้าสายตา  เลยไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ  ถ้าคนข้างๆ เขาไม่อึดอัดกับเรื่องเหล่านี้ก็ถือว่าโอเค

 

นอกจากสายตาที่จับจ้องมองเขา  ดวงตาสีแดงสวยของอาคาชิก็หลุบลงนิดเพื่อจับสังเกตว่ามีใครเห็นความผิดปกติของคนข้างตัวเขาหรือเปล่า  พอพบว่าไม่มีก็รู้สึกโล่งใจ  อาคาชิเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงแรงกระตุกที่ปลายนิ้ว  ฟุริฮาตะกำลังชี้ให้เขาดูร้านๆ หนึ่งที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะสนใจ  อาคาชิมองตาเป็นประกายของอีกฝ่ายแล้วพยักหน้าก่อนจะยิ้มนิดๆ ยอมให้ลูกครึ่งเทพจิ้งจอกจูงมือเขาเดินนำไปยังร้านที่ว่านั่นโดยไม่ได้คัดค้านอะไร

 

อาคาชิพาฟุริฮาตะไปเยี่ยมมิบุจิ  พาไปเล่นกับฮายามะ  แวะไปดูส่วนจัดแสดงที่ห้องของเนบุยะ  เวียนไปหาจนครบทุกที่  คนที่ใช้เวลากับฟุริฮาตะมากที่สุดไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นมิบุจิ  เรโอะ 

 

Point guard เซย์รินดูสนุกสนานกับการดูนั่นดูนี่  ก่อนขึ้นตึกเรียนก็แวะกินมาเสียจนอิ่ม  พอผ่านห้องเรียนของฮายามะที่ทำเป็นเมดคาเฟ่ก็เลยสั่งได้แค่ขนมนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น  ห้องของเขาก็จัดเป็นคาเฟ่เหมือนกัน  ทีแรกอาคาชิคิดอยู่ว่าจะพาฟุริฮาตะไปด้วยดีหรือเปล่า  แต่เมื่อนึกถึงความวุ่นวายและคำถามมากมายที่คาดว่าจะตามมาภายหลังแล้วก็เริ่มลังเล  อีกฝ่ายก็ไม่ได้ติดใจหรือถามถึงด้วย  เลยถือว่าเลยตามเลย

 

ที่ฟุริฮาตะไม่เอ่ยถามอาจจะเป็นเพราะมัวแต่สนใจอย่างอื่นมากกว่าก็เป็นได้  ตอนที่ฮายามะแวะมาคุยด้วยระหว่างที่นั่งทานขนมกันอยู่แล้วเกิดพูดเรื่องบาสขึ้นมาตามประสาคนที่คลุกคลีอยู่แต่กับเจ้าลูกสีส้มกลมๆ นี่มาตลอด  ดวงตาของฟุริฮาตะก็เปล่งประกายวิบวับขึ้นมาทันที  ยิ่งคุยกันก็ดูเหมือนจะยิ่งสนุก  ใจจริงคงอยากวิ่งไปสนามบาสเสียเดี๋ยวนั้นเลยด้วยซ้ำแต่ติดที่ว่ายังไม่ถึงเวลา

 

พอได้เห็นท่าทางตื่นเต้นของอีกฝ่ายแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสมกับที่เป็นส่วน ในทีมบาสเซย์รินจริงๆ  ทีมที่เพิ่งสอนให้คนอย่างเขาได้รู้จักกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิต  ฟุริฮาตะดูเป็นคนที่รักบาสเก็ตบอลจนสุดหัวใจ  พอมีเรื่องบาสเข้ามาในหัวครั้งหนึ่งก็จะไม่สนใจอย่างอื่นอีกเลย  ในตอนแรกกลิ่นของทุกอย่างที่อยู่รอบตัวยังทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสับสนจนต้องจับมือเขาอยู่ตลอดเวลาแท้ๆ  แต่พอได้ยินเรื่องบาสเก็ตบอลเข้าเท่านั้น  อีกฝ่ายก็คุยกับฮายามะเพลินเสียจนไม่ต้องจับมือก็อยู่ได้สบาย  น่าเสียดายที่เวลานั้นยังเป็นเวรของฮายามะ  ผละออกมานานไม่ได้  คุยกันแค่ไม่เท่าไหร่อีกฝ่ายก็ขอตัวไปทำงานต่อ  ส่วนอาคาชิกับฟุริฮาตะก็เดินออกมาจากห้องเรียนที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเมดคาเฟ่  ออกไปเดินดูส่วนอื่นๆ ของโรงเรียนต่อไป

 

 

พาฟุริฮาตะไปเล่นเกมที่นั่นที่นี่  (อันที่จริงแล้วส่วนมากก็อาคาชินั่นแหละที่เป็นคนเล่น)  ได้รางวัลมาพอประมาณ  ถึงตอนเที่ยงแล้วยังไม่ค่อยหิวกันเท่าไหร่เพราะเมื่อครู่นี้ก็เพิ่งทานขนมไป  อาคาชิกับฟุริฮาตะเลยเดินดูนั่นดูนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ  รอจนกระทั่งตอนบ่ายที่ฮายามะ  เนบุยะ มิบุจิเลิกงานที่ห้องเรียบร้อยแล้ว คนนั้นจึงตามมาสมทบทีหลัง  ช่วยๆ กันซื้ออาหารหลายๆ อย่างขึ้นไปทานบนดาดฟ้า  นั่งคุยเล่นเรื่องบาสเก็ตบอลไปเรื่อยเปื่อยอย่างสบายอารมณ์จนหายอิ่มได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ลงไปเดินเล่นข้างล่างด้วยกันอีกรอบ  จนกระทั่งตอนเย็น  ถึงจะได้เวลาที่ฟุริฮาตะรอคอย

 

 

เสียงลูกบาสที่ตกกระทบพื้น  เสียงรองเท้าที่เสียดสีไปมา  ถ้าเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับกีฬาบาสเก็ตบอลจะได้ยินเสียงพวกนี้แล้วรู้สึกตื่นเต้นอยากลงไปสัมผัสลูกบาสสีส้มนั้นด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  อาคาชิมองคนที่ตาเป็นประกายยิ่งกว่าช่วงไหนๆ ของวัน  เสื้อผ้าที่ใส่ยืมของเขาไปก็พอจะได้  แต่ด้วยไซส์รองเท้าที่ไม่พอดีกันเลยทำให้ลำบากอยู่สักหน่อย  อันที่จริงด้วยความสามารถทางร่างกายที่เพิ่มขึ้นเพราะพลังของเทพจิ้งจอกในตัวทำให้ฟุริฮาตะเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องมีรองเท้ากีฬาก็ได้อยู่แล้ว  แต่ด้วยหน้าที่ของกัปตันทีมที่ต้องดูแลร่างกายของนักกีฬาทุกคนอย่างดีจนติดเป็นนิสัย  อาคาชิจึงยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้  สุดท้ายฟุริฮาตะจึงได้แค่ฝึกซ้อมเบาๆ และทำอะไรที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากอย่างการฝึกชู้ตลูกเท่านั้น  คนที่ไม่ได้เล่นบาสมานานอย่างฟุริฮาตะ  แม้จะได้รับอนุญาตให้ขยับตัวได้แค่นิดๆ หน่อยๆ แต่เพียงเท่านี้ก็รู้สึกพอใจแล้ว

 

เสียงโหวกเหวกของ ราชันย์ไร้มงกุฎดังอยู่ในสนาม  จุดประสงค์แรกจากแค่อยากพาฟุริฮาตะมาเล่นบาสสักหน่อยดันเลยเถิดกลายเป็นมินิเกมระหว่างมิบุจิ  เนบุยะและฮายามะไปเสียแล้ว  เรื่องธรรมดาที่เวลาเหล่าคนบ้าบาสมาอยู่ด้วยกัน  พอได้จับลูกบาสเข้าเลยเลือดร้อน  การชู้ตธรรมดาเลยกลายเป็นการแข่งขันจริงๆ จังๆ ไปโดยปริยาย

 

อาคาชินั่งอยู่ข้างสนาม  ทอดสายตามองลูกทีมทั้ง คนของเขาวิ่งไล่ลูกบาสไปมา  เหล่าราชันย์ไร้มงกุฎแข่งชู้ตกันโดยไม่มีการแบ่งทีม  ใครแย่งลูกบาสได้ก็นับว่าเป็นฝ่ายบุก  อีก คนที่เหลือก็กลายเป็นฝ่ายป้องกันไปโดยปริยาย  หมดเวลาแล้วใครได้คะแนนมากกว่าก็นับเป็นฝ่ายชนะ  กติกาง่ายๆ   แต่ก็ทำให้ทั้ง คนนั้นอะดรีนาลีนพุ่งพล่านจนเสียงดังโวยวายลั่นโรงยิมกันไปหมด

 

ฟุริฮาตะที่ลงไปร่วมวงด้วยไม่ได้เพราะไม่มีรองเท้านั่งอยู่ข้างเขา  ดวงตายังคงมองตามลูกไปอย่างเป็นประกายระยิบระยับ  บางครั้งก็หันมาถามเทคนิคหรือความเห็นของอาคาชิบ้างในฐานะที่เป็น Point guard ด้วยกัน  ซึ่งเขาก็อธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น  การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกันก็ทำให้รู้สึกสนุกไปอีกแบบ  แต่ส่วนมากฟุริฮาตะจะใช้เวลากับการมองราชันย์ไร้มงกุฎทั้ง คนนั้นวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในสนามมากกว่า

 

อาคาชิเหลือบมองใบหน้าของฟุริฮาตะ  แม้จะเห็นแค่ด้านข้างก็ยังบอกได้ว่าดวงตาคู่นั้นมันสดใสและเปล่งประกายมากขนาดไหน

 

 

เด็กผู้ชายคนนี้เป็นคนประหลาด

 

 

คำพูดนี้ถ้าพูดให้คนอื่นฟังอาจจะหัวเราะ  หรือถ้าคุโรโกะเป็นฝ่ายได้ยินเข้าอาจจะโกรธเขาว่าเสียมารยาท  แต่นี่คือสิ่งที่อาคาชิคิดมาตลอดตั้งแต่แรกที่เห็นหน้าอีกฝ่ายโผล่ออกมาจากม่านหมอกที่ค่อยๆ จางหายไปในห้องใต้ดินของเขา  นัยน์ตาหลุกหลิกกับตัวสั่นๆ เหมือนกับคนที่กลัวไปหมดซะทุกอย่าง  ยังไม่ทันได้คุยกันให้รู้เรื่องก็เผ่นหนีจนต้องเกณฑ์คนมาจับ  เล่นเอาวุ่นวายกันไปหมดทั้งคฤหาสน์กว่าที่ทุกอย่างจะสงบลงได้  ฟื้นขึ้นมาแววตาคู่นั้นก็ยังฟ้องว่ากำลังหวาดกลัวเขา  แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้น  โชคชะตากลับเล่นตลกให้อีกฝ่ายต้องอยู่ใกล้เขาตลอดเวลา  มันเลยกลายเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก  เหมือนอยากจะหนีจากเขาก็ต้องการอยู่ใกล้ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน  ช่วงแรกๆ ที่อยู่กับเขานั้น  ปฏิกิริยาของฟุริฮาตะค่อนข้างตลกน่าดู  ทั้งที่นิ้วจับชายเสื้อของเขาไม่ปล่อย  แต่หันไปพูดด้วยทีไรก็สะดุ้งตกใจทุกที  เข้าใกล้ก็จะร้องไห้  แต่พอถอยออกไปก็จะร้องไห้อีก  สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ทันใจยิ่งกว่าเปลี่ยนช่องโทรทัศน์  เห็นแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทนอยู่เหมือนกัน

 

ความทรงจำเกี่ยวกับฟุริฮาตะตอนที่ตัวเขาอีกคนยังตื่นอยู่นั้นค่อนข้างเลือนราง  จากที่อีกฝ่ายเล่าให้ฟังว่าเจอเขาครั้งแรกโดนทำอะไรลงไปบ้างก็ไม่แปลกหรอกที่จะกลัว  แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าฟุริฮาตะเริ่มจะชินกับเขา  ต่อให้อยู่ใกล้ๆ หรือหันไปคุยด้วยก็ไม่สะดุ้งตกใจเหมือนเมื่อก่อนเท่าไหร่แล้ว

 

รอยยิ้มของฟุริฮาตะที่มองเห็นได้จากด้านข้างในตอนนี้ทำให้อาคาชินึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา

 

สำหรับตระกูลอาคาชิ  สิ่งที่ได้จากจากเทพจิ้งจอกอาจจะเป็นการประทานพร  แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งที่กลับกัน  สำหรับตัวฟุริฮาตะแล้ว  สิ่งนี้มันอาจจะเป็นคำสาปก็เป็นได้

 

สัญญาที่ทำไว้ตั้งแต่กี่สิบกี่ร้อยปีแล้วก็ไม่รู้ที่อีกฝ่ายยังไม่เกิด  แต่มีผลผูกมัดมาจนถึงปัจจุบัน  สายเลือดเทพจิ้งจอกกี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้วก็ไม่รู้ที่ต้องตกเป็นของ-อาคาชิ-ทุกครั้งที่ทายาทชายผมสีแดงถือกำเนิดขึ้นมา  ชะตากรรมที่เหมือนถูกบังคับเลือกให้โดยไม่เต็มใจคงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคำอวยพรอันเปี่ยมสุข  เขาได้รับรู้เรื่องราวมากมายผ่านสมุดบันทึกที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น  เทพจิ้งจอกที่ผูกพันธะสัญญากับทายาทอาคาชิใช่ว่าจะมีชีวิตที่เป็นสุขและได้เป็นที่รักกันทุกคน  บางคนเป็นได้แค่เครื่องมือสู่ความสำเร็จ  บางคนเป็นแค่ตุ๊กตาบำบัดความใคร่  บางรายถูกเรียกมาผ่านพิธีกรรมให้สำเร็จไปแล้วถูกขังอยู่ใต้ดินอย่างเดียวดายจนกระทั่งถึงบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตก็มี

 

แน่นอนว่าชะตากรรมเหล่านั้นคงไม่เกิดขึ้นกับฟุริฮาตะ  โคคิ  เขาไม่ใจร้ายพอจะกักขังหน่วงเหนี่ยวใครโดยไร้ความปราณีอย่างนั้น  ฟุริฮาตะจะมีอิสระอย่างเต็มที่  มีสิทธิ์ตัดสินใจในชะตาชีวิตของตัวเองทุกอย่าง  สิ่งใดที่อีกฝ่ายไม่เต็มใจเขาจะไม่บังคับ  แต่ถึงกระนั้น  ความจริงที่ว่าอีกฝ่ายกลายเป็นสมบัติของตระกูลอาคาชิแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนไป  และนั่นก็คงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นโชคดีสำหรับอีกฝ่ายอยู่ดี

 

 

ใบหู ข้างที่กระดิกไหวยามได้ยินเสียงอะไรแปลกปลอม  พวงหางที่สั่นไปมาเวลาแสดงความรู้สึกยังเป็นหลักฐานของ คำสาป’ ได้ดี  มนต์ที่ท่องออกจากปากแล้วไม่อาจไหลทวนกลับ  เขายังจำได้ถึงสีหน้าที่ซีดเผือดกว่าทุกครั้งของฟุริฮาตะยามที่ได้คุยโทรศัพท์กับแม่และรู้ทุกอย่างแล้วว่าพิธีกรรมอีกส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่นั้นคืออะไรบ้าง  ความกลัวฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น  น่าสงสารเสียจนอยากยื่นมือเข้าไปปลอบ  แต่อาคาชิช่วยอะไรอีกฝ่ายไม่ได้มาก  นอกจาก ให้เวลา’ จนกว่าฟุริฮาตะจะพร้อม  ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้เวลาเตรียมใจนานเท่าไหร่เขาก็ไม่เกี่ยง  จะต้องตัวติดกันแบบนี้ตลอดไปก็ไม่เป็นไร  อาคาชิยินดีที่จะรออย่างอดทน  เพราะรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจที่ยากที่สุดสำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่จะต้องละทิ้งศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจทั้งหมดที่มีของตนเอง  แม้รู้ว่านั่นคือสิทธิ์ของเขาอย่างชอบธรรมและหากคิดจะบังคับฟุริฮาตะก็คงไม่อาจขัดขืน  แต่อาคาชิก็ยังรอ

 

 

“.....อาคาชิ”

 

 

อยู่ดีๆ อีกฝ่ายก็หันกลับมาเรียกเขา  อาคาชิรู้สึกตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าอะไร  กัปตันทีมราคุซันเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งเป็นเชิงถาม  ฟุริฮาตะยิ้มบางๆ  ดวงตาสีน้ำตาลใสหันกลับไปจับจ้องในสนามบาสเก็ตบอลไม่วางราวกับภาพนั้นคือทุกสิ่งที่ตัวเองปรารถนา

 

 

“ฉันว่า.....ฉันพร้อมแล้วล่ะ”

 

 

!!?

 

 

น้ำเสียงที่แม้จะลังเลแต่ก็เอ่ยออกมาอย่างชัดเจนทำให้อาคาชิรู้สึกตกใจ  เพราะที่ผ่านมาฟุริฮาตะไม่เคยแม้แต่จะพูดถึงมันมาก่อน  ราวกับเป็นความทรงจำที่ถูกลบไปหรือเป็นอะไรที่ไม่อยากนึกถึง  แล้วทำไมวันนี้อยู่ๆ ถึงได้.....

 

 

คล้ายอีกฝ่ายจะรู้ถึงความสงสัยของเขา  ประโยคต่อไปถึงได้ดังขึ้นมา

 

 

“ฉันคิดว่าตัวเองคงอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้  จะให้อยู่เป็นภาระของอาคาชินานๆ ก็คงจะไม่ดีใช่ไหมล่ะ  ถึงจะรอต่อไปก็ไม่รู้ว่าหูกับหางนี่มันจะหายไปเมื่อไหร่  หยุดเรียนนานๆ ก็ไม่ได้ด้วย  ค้างคาอยู่อย่างนี้ไม่มีอะไรดีสักอย่าง  ถ้าไหนๆ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องทำละก็  สู้กลั้นใจทำให้มันเสร็จๆ ไปเลยน่าจะดี”

 

“........ฉันไม่ได้รู้สึกเป็นภาระอะไรหรอกนะ”

 

 

ถ้าคิดจะฝืนใจตัวเองเพราะเห็นแก่เขาแล้วละก็....

 

แต่ฟุริฮาตะกลับส่ายหน้า

 

 

“ฮื่อ  ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นอย่างเดียวหรอก” 

 

 

ใบหน้าที่ไปที่สนามหันกลับมาหาเขาอีกครั้ง  ฟุริฮาตะยิ้ม

 

 

“เหตุผลจริงๆ คือฉันอยากกลับไปเล่นบาสจนแทบทนไม่ไหวแล้วต่างหากล่ะ”

 

 

บาสเก็ตบอล.....

 

กีฬาธรรมดาที่เมื่อก่อนเขาเลือกเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนและคิดว่ามันเป็นกีฬาที่สามารถฝึกทั้งร่างกายและสมองได้ในเวลาเดียวกันเท่านั้น  ต่อมามันกลายเป็นตัวแทนของความสุขและความเชื่อมโยงเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ระหว่างเขากับแม่  กลายเป็นชัยชนะ  และกลายเป็นสิ่งที่สอนให้เขารู้สึกความหมายที่แท้จริงของสิ่งสำคัญหลายอย่างในชีวิตได้ในที่สุดเมื่อพบเจอกับความพ่ายแพ้จากเซย์ริน

 

ความพ่ายแพ้ที่ฟุริฮาตะเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่สอนให้เขาได้รับรู้

 

ดวงตาที่เปล่งประกาย  รอยยิ้มกว้างเมื่อเอ่ยถึง  ความมีชีวิตชีวายามได้อยู่บนคอร์ด  เพื่อให้ได้กลับไปยังสนามที่เจิดจ้านั้นฟุริฮาตะถึงกับยอมแลกทุกอย่างโดยลืมแม้กระทั่งสิ่งที่เคยกลัว  อีกฝ่ายเคยเล่าให้เขาฟังว่าเริ่มเล่นบาสเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง  แต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่าทุ่มเททุกอย่างให้กับบาสโดยลืมจุดประสงค์แรกของตัวเองจนโดนทิ้งจนได้  สีหน้าที่พูดเรื่องเหล่านั้นไม่มีความเจ็บปวดเลยสักนิด  สิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายลืมความเศร้าได้ก็ดูเหมือนว่าคงจะเป็นบาสเก็ตบอลอีกเช่นกัน

 

คงรักยิ่งกว่าอะไร

 

สีหน้าและแววตาแบบนี้ทำให้อาคาชินึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง  คนที่พาเขาออกมากจากก้นหลุมที่มืดมิดสู่แสงสว่าง  ทำให้สัมผัสถึงความสนุกของบาสเก็ตบอลได้อีกครั้ง  ช่วยชีวิตพวกเขาทุกคนในคิเซกิเซได

 

แววตาแบบนี้....เหมือนคุโรโกะมากจริงๆ

 

ดวงตาที่มุ่งมั่นและกล้าหาญ  พร้อมทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างสุดพลังโดยไม่ลังเล

 

สมแล้วที่ฟุริฮาตะเป็น ในทีมที่โค่งราคุซันลงได้...สมแล้วที่เป็นเซย์ริน

 

 

“ก็ได้.....”

 

 

แรงใจแบบนั้น  เขาจะซื้อไว้เอง

 

 

“พร้อมเมื่อไหร่ล่ะ”

 

“คืนนี้เลย”

 

“หืม?”

 

 

อาคาชิเลิกคิ้ว

 

 

“ก..ก..ก็ถ้าเผื่อเวลาให้ฉันเตรียมใจนานละก็  กลัวว่ามันจะป๊อดขึ้นมาอีกน่ะสิ”

 

 

กัปตันทีมราคุซันเพิ่งสังเกตเห็นอาการตัวสั่นๆ ของฟุริฮาตะแล้วหลุดขำพรืดออกมา  คนข้างๆ เขาทำหน้าเลิกลั่ก  ในสนามหยุดเล่นโดนอัตโนมัติเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเขา  ฮายามะตะโกนถามมาอย่างสนอกสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่อาคาชิก็ยังหยุดหัวเราะไม่ได้

 

อะไรกัน....ก็กำลังกลัวอยู่นี่นา

 

ทั้งที่กลัวมากแท้ๆ  แต่กลับมีความกล้าและบ้าบิ่นอยู่ด้วยในเวลาเดียวกัน  เหมือนตลอดเวลาที่อยู่กับเขา  เหมือนในความทรงจำเลือนรางที่อาคาชิมองเห็น  ภาพที่อีกฝ่ายยืนอยู่ต่อหน้าเขาบนสนาม  ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน  ฟุริฮาตะก็ยังดูสมกับเป็นฟุริฮาตะได้ตลอดเวลาจริงๆ

 

อืม....น่าสนใจ

 

นอกจากความรู้สึกในตอนแรกที่คิดว่าเป็นคนประหลาด  อาคาชิ  เซย์จูโร่คงต้องเพิ่มนิยามใหม่คำนี้เข้าไปให้อีกฝ่ายด้วยอีกคำนึง

 

ฟุริฮาตะ  โคคิ.....น่าสนใจจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไม่ได้เตรียมอะไรเอาไว้หรอกนะ”

 

 

อาคาชิพูดขึ้นขณะคลายเนคไทที่คอ  ฟุริฮาตะนั่งทับขาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บนเตียง  ขณะนี้ห้องของเขาเกือบจะมืดสนิท  มีเพียงแสงรางๆ ที่ส่องจากเสาไฟด้านนอกลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น  อาคาชิก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องอุตส่าห์อยู่กันในห้องมืดๆ แบบนี้ทั้งที่ไฟฟ้าก็มีให้ใช้  แต่พอฟุริฮาตะร้องห้ามเสียงสั่นๆ ขณะที่เขากำลังยื่นมือไปเปิดไฟ  อาคาชิก็ยอมลดมือกลับมาแต่โดยดี

 

ถึงฟุริฮาตะจะบอกว่าพร้อมวันนี้  แต่เขาก็รู้สึกหนักใจนิดหน่อยเนื่องจากมี่อะไรเตรียมไว้ในห้องเลย  ระหว่างที่ถอดเนคไทออกวางแล้วปลดกระดุมที่แขนเสื้อ  อาคาชิก็ครุ่นคิดอยู่ในใจทั้งที่สีหน้ายังเรียบเฉย

 

แฮนด์ครีมบนโต๊ะนั่นอาจจะพอใช้ได้  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีถุงยางอนามัยอยู่ดี  เรื่องความสุขภาพอนามัยสำคัญที่สุด  และอีกอย่าง  ถ้าไม่มีมันละก็  เรื่องการจัดการอะไรๆ ภายหลังก็น่าจะลำบากเสียด้วยสิ

 

 

“เอ่อ.....คือว่า...”

 

 

ฟุริฮาตะอ้ำๆ อึ้งๆ

 

 

“ถ้าเป็น....ของ –ที่ว่า- ละก็  ฉันมีนะ”

 

“.....ห๊ะ?”

 

 

อาคาชิถึงกับหลุดคำอุทานออกมาอย่างที่ปกติไม่เคยทำ  แต่ฟุริฮาตะดูจะไม่สนใจ  Point guard เซย์รินปีนลงจากเตียงไปนั่งข้างๆ  ล้วงเอากล่องพัสดุกล่องหนึ่งจากใต้เตียงออกมายื่นให้เขาด้วยใบหน้าแดงๆ

 

 

“ม....แม่ส่งมาให้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วล่ะ”

 

 

อาคาชิรับมาเปิดดู  ในกล่องมีถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นอย่างที่เขาต้องการ  ดูเหมือนคุณนายฟุริฮาตะที่รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นจะมีการเตรียมการมาอย่างดีพร้อม  แต่ตัวคนลูกตอนนี้หน้าแดงด้วยความอายจนเหมือนจะระเบิดอยู่รอมร่อ

 

บนกล่องจ่าหน้าถึงเขา  แม่บ้านที่สั่งความไว้คงเป็นคนเอาขึ้นมาให้โดยตรง  อาคาชิถอนหายใจนิดๆ  รู้สึกคิดถูกที่ซื้อคนเอาไว้  ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดแล้วเจ้ากล่องนี้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นที่ไม่ใช่เขาหรือฟุริฮาตะละก็.....แค่คิดก็ปวดหัวเหมือนไมเกรนจะขึ้น  ไม่ต้องบอกก็รู้  ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นจริงๆ  รับรองว่าหลังจากนี้ชีวิตเขาคงวุ่นวายขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว

 

 

“ขอโทษด้วยนะอาคาชิ  แม่ฉันยุ่งอะไรไม่เข้าเรื่อง”

 

 

ฟุริฮาตะคงสังเกตเห็นสีหน้าของเขาถึงได้กล่าวขอโทษออกมา  อาคาชิผ่อนลมหายใจนิดหนึ่ง

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก  ยังไงก็เป็นของที่ต้องใช้อยู่ดี”

 

 

พูดแค่นี้ฟุริฮาตะก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที  อาคาชิแทบจะได้ยินเสียงฉ่า~ดังออกมาจากใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ  ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้ว

 

ทำเหมือนไม่เคยแตะต้องของพวกนี้มาก่อน  เจลหล่อลื่นอาจจะระดับสูงไปสักหน่อย  แต่แค่ถุงยางอนามัย  อย่างน้อยๆ ก็น่าจะ.......

 

ความสงสัยอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาเงียบๆ  อาคาชินิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ อีกฝ่ายเพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน

 

จุ๊บ....

 

ริมฝีปากสัมผัสกันเบาๆ ก่อนผละออก  แค่วินาทีเดียวเท่านั้น  แต่ใบหน้าของฟุริฮาตะที่เขามองเห็นในความสลัวรางตอนนี้กลับนิ่งค้าง  ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน  แถมยังหน้าแดงกว่าเดิมขึ้นหลายเท่า  คล้ายมีผื่นลามทั่วไปหมดจนแทบมองไม่เห็นผิวเนื้อเดิมเลย

 

อา.....

 

กัปตันทีมราคุซันสรุปผลการทดลองของตัวเองในใจเงียบๆ

 

แบบนี้เห็นทีจะลำบาก....เพราะฟุริฮาตะดูท่าจะไม่ใช่แค่ไม่เคยมีประสบการณ์กับผู้ชายเท่านั้น  แม้แต่กับผู้หญิงก็ดูท่าจะไม่เคยมีเสียด้วยสิ

 

แล้วปฏิกิริยาช็อคสนิทแบบนี้.....อย่าบอกนะว่าไม่เคย.......

 

 

“ถ้าไม่ไหวละก็...”

 

 

เขาเกริ่นขึ้นมา  เพราะถึงแม้ไม่เคยลองกับผู้ชายมาก่อน  แต่ก็พอจะรู้มาบ้างว่าครั้งแรกค่อนข้างลำบาก  ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ชินแล้วจะเจ็บมาก  ฟุริฮาตะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจัดการกับตัวเองไม่เป็นแน่ๆ  ทั้งวิธีผ่อนคลายความเจ็บปวด  หรือแม้แต่วิธีรับมือกับความทรมานที่เกิดจากอารมณ์ที่ต้องถูกปลุกให้ปั่นป่วนขึ้นแน่ๆ ระหว่างทำ

 

อย่าบอกนะว่าเป็นหน้าที่เขาที่ต้องสอนให้ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หนึ่ง

 

ที่ผ่านมาอาคาชิเคยกอดแต่ผู้หญิง  แถมแต่ละคนยังรู้งานจนเขาไม่ต้องทำอะไรมาก  ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่อะไรเลยอีกฝ่ายก็จัดการตัวเองได้เสร็จสรรพ  กับผู้ชายแล้วเขาไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน  ฟุริฮาตะเป็นคนแรก  ถ้าเป็นเรื่องพื้นฐานคงทำให้ได้  แต่ถ้าเรื่องการจัดการตัวเองหลังจากนั้นที่เป็นเรื่องส่วนตัวของฝ่ายรับละก็  เขาไม่รู้หรอกนะ

 

แต่ฟุริฮาตะกลับเพิกเฉยคำเตือนของเขาด้วยการส่ายหน้าแรงๆ

 

 

“ไม่ได้  ถ้าไม่ใช่คืนนี้ละก็  ฉันต้องไม่มีความกล้าอีกแล้วแน่ๆ”

 

 

อีกฝ่ายพูดด้วยเสียงสั่นๆ  มองดูก็รู้ว่านี่เป็นความกล้าทั้งหมดเท่าที่รวบรวมมาได้ในชีวิตแล้วจริงๆ

 

อาคาชิถอนหายใจอีกครั้งก่อนพยักหน้าอย่างตามใจ

 

 

“ก็ได้  แต่นายต้องฟังฉัน  เงยหน้าขึ้นมา”

 

 

ปลายนิ้วแกร่งขยับเชยคางที่ก้มจนเกือบชิดอกของอีกฝ่ายขึ้น  ฟุริฮาตะเกร็งตัวนิดหนึ่งแต่ก็ยอมเงยหน้าขึ้นแต่โดยดี

 

 

“หลังจากนี้นายต้องฟังที่ฉันพูดและทำตามทุกอย่าง  รู้สึกยังไงให้พูดตรงๆ  ห้ามโกหก  ถ้าฉันเห็นว่านายไม่ไหวและตัดสินว่าหยุด  นั่นคือหยุด  แล้วเราจะลองกันใหม่วันหลัง  เข้าใจไหม”

 

“แต่.....”

 

“ไม่มีแต่   ถ้านายไม่รับปาก  ฉันจะไม่ทำ  ถ้านายผิดสัญญาแม้แต่ข้อเดียวฉันก็จะหยุดเหมือนกัน”

 

“อุ่ก....ก็ได้”

 

 

ฟุริฮาตะพึมพำ

 

 

“สัญญาสิ”

 

 

อาคาชิสบตาอีกฝ่ายแล้วพูดอย่างจริงจัง

 

 

“ฉ....ฉันสัญญา”

 

“ดี”

 

 

อาคาชิพยักหน้าอย่างพอใจ  กวาดสายตามองอีกฝ่ายทั่วๆ อีกครั้ง

 

 

“ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ”

 

“.....อืม”

 

 

ปลายนิ้วเลื่อนจากคางมนไปที่ข้างแก้ม  ลูบเล่นเบาๆ อย่างไม่รีบร้อน  อาคาชิรอเวลาอย่างใจเย็น  เขารอจนกว่าอีกฝ่ายจะคลายความเกร็งตรงไหล่ที่เผลอใส่แรงเข้ามาอย่างไม่รู้ตัวไปเสียก่อน  ตราบจนลมหายใจที่ถี่กระชั้นเพราะความกลัวของฟุริฮาตะจะผ่อนคลายลง  ไหล่ก็ไม่เกร็งเหมือนเดิม  และเปลือกตาค่อยๆ ปิดลงช้าๆ นั่นแหละ  อาคาชิถึงค่อยโน้มใบหน้าลงไปช้าๆ  ประทับรอยจูบลงบนกลีบปากสั่นน้อยๆ ที่รอคอยอยู่อย่างแผ่วเบา

 

 

 

 

 

 

คืนนั้น....เขาฝัน

 

 

อาคาชิฝันเห็นเรือนญี่ปุ่นโบราณหลังใหญ่กลางสวนที่มีซากุระกำลังออกดอกเต็มต้น  ที่ชานเรือนนั้น  ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดนักรบเต็มเครื่องแบบกำลังนอนหนุนตักร่างบอบบางของใครสักคน  ดาบยาววางไว้ข้างกาย  หมวกเกราะนั้นมือหนากำลังประคองอยู่บนตัว  เรือนผมสีแดงสดราวกับแสงอาทิตย์อัสดงสยายยาวและมีมือน้อยข้างหนึ่งกำลังลูบเล่นอย่างอ่อนโยน  ร่างบอบบางในชุดกิโมโนดูงดงามไปทุกสัดส่วน  หัวไหล่ลู่กลมมน  เรือนผมสีน้ำตาลยาวเลยกลางหลัง  นัยน์ตาใสสีเดียวกันนั้นทอดมองร่างที่อยู่บนตักด้วยความรักและบูชาอย่างสุดหัวใจ

 

 

แม้ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน  แต่เพราะอะไรบางอย่าง  อาคาชิกลับรู้....

 

 

ผู้ชายคนนั้นคือแม่ทัพที่กำลังเตรียมตัวออกศึก  ทุกครั้งก่อนที่จะต้องจากบ้านไปสู่สมรภูมิรบที่โหดร้าย  เขาจะมาอยู่ที่นี่เพื่อดื่มด่ำช่วงเวลาที่แสนสงบบนตักของผู้เป็นที่รัก  จดจำสัมผัสนี้ไว้เพื่อพาตัวเองกลับมาอีกครั้ง  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายหน้า  ไม่ว่าสงครามจะโหดร้ายเท่าไหร่  ชายหนุ่มผู้นั้นจะไม่ยอมตายหรือพ่ายแพ้  จะพาตัวเองกลับมาสู่อ้อมกอดของนางให้จงได้

 

 

ใบหน้าของแม่ทัพผู้นั้นเหมือนกันกับเขา  และใบหน้าของหญิงสาวชุดกิโมโนที่มองเห็นในฝัน  ก็เหมือนกันกับฟุริฮาตะ  โคคิอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้าด้วยนาฬิกาชีวิตที่เหมือนเซ็ตเอาไว้ให้เขาลืมตาตรงเวลาเป๊ะๆ ทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุก 

 

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเนื้อตัวอุ่นๆ  ผิวนุ่มลื่นมือของใครสักคนที่หลับสบายอยู่ในอ้อมกอด  เขาลืมตาขึ้นมาช้าๆ  ภาพแรกที่เห็นต่างอะไรไปจากที่คิดเอาไว้  ฟุริฮาตะนอนหลับปุ๋ย  ผ่อนลมหายใจสบายอยู่บนอกเขา  อาคาชิใช้ปลายนิ้วและสายตาสำรวจอีกฝ่ายอย่างถ้วนถี่  ใบหูและหางเป็นพวงเด่นสะดุดตานั้นหายไปแล้ว  เล็บคมๆ ที่ทำให้ผ้าปูที่นอนขาดไปทั้งผืนเมื่อคืนก็หายไปเป็นปลายนิ้วแบบคนธรรมดา  แม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นเขี้ยวคมกับนัยน์ตาจิ้งจอกเพราะถูกบดบังเอาไว้แต่อาคาชิก็มั่นใจว่าตอนนี้มันคงกลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

 

กัปตันทีมราคุซันขยับให้อีกฝ่ายลงจากอกเขาแล้วนอนบนหมอนอย่างเบามือ  อาคาชิยันกายลุกขึ้นมา  เสยผมที่ปรกใบหน้าไปด้านหลัง  เขาใส่แค่กางเกงขายาวตัวเดียว  ส่วนฟุริฮาตะตอนนี้มีเพียงเสื้อเชิ้ตตัวเมื่อวานของเขาที่ใส่ให้อีกฝ่ายก่อนนอนเท่านั้น  ร่างสมส่วนจัดการขยับผ้าห่มคลุมร่างฟุริฮาตะให้เรียบร้อย  ลำคอขาวกับข้อมือที่โผล่พ้นชายเสื้อเชิ้ตออกมานั้นมีแต่รอยแดงเต็มไปหมด  และอาคาชิรู้ดีว่าใต้เสื้อผ้านั้นยิ่งมีมากกว่า  เมื่อคืนนี้ตอนที่อีกฝ่ายหลับไปเขาเช็ดตัวให้คร่าวๆ แล้ว  โชคดีที่มีถุงยางอนามัยเลยไม่ต้องเสียเวลาทำความสะอาดภายในให้ลำบาก  อาคาชิแตะหลังมือเข้าที่หน้าผากกับซอกคอของอีกฝ่ายเบาๆ  รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ  ฟุริฮาตะไข้ขึ้นนิดหน่อยอย่างที่คิดเอาไว้  คืนแรกคงหนักมากสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์  แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ผ่านไปได้ด้วยดี  ดีกว่าที่เขาคิดเอาไว้ด้วยซ้ำ  อาคาชินึกถึงดวงตาคู่โตที่ฉ่ำน้ำ  ฉาบเคลือบด้วยความกลัวต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคยแต่กระนั้นก็ยังมองเห็นถึงไฟของความปรารถนาที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ  ฟุริฮาตะไม่ผิดสัญญาเลยแม้แต่ข้อเดียว  Point guard เซย์รินพูดทุกอย่างที่เขาอยากฟัง  ทำทุกอย่างที่เขาอยากให้ทำ  น่ารักจนครั้งเดียวแทบจะไม่พอ  แต่ก็เพราะสงสารเลยยอมให้อีกฝ่ายนอนพักแต่โดยดี

 

 

นัยน์ตาคู่คมจับจ้องคนที่นอนหลับอยู่พักหนึ่ง  ก่อนอาคาชิจะลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมปลีกตัวไปทำงานที่คั่งค้างเอาไว้  เมื่อวานเขาฝากงานไว้กับคนอื่นทั้งวัน  เช้านี้คงต้องกลับไปจัดการรายงานและเอกสารต่างๆ มากมายให้เสร็จก่อนเริ่มฝึกซ้อมชมรมในตอนเช้า

 

เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ  ฟุริฮาตะยังหลับอยู่เหมือนเดิม  อาคาชิกดโทรศัพท์สั่งแม่บ้านเอาไว้ 2-3 ประโยค  วันนี้หลังจากออกจากห้องไปแล้วเขาคงไม่ได้กลับมาอีกจนกระทั่งถึงเย็น  ฟุริฮาตะเป็นไข้อ่อนๆ จะทิ้งเอาไว้คนเดียวคงไม่ดีแน่  อย่างน้อยๆ ก็อยากฝากฝังอีกฝ่ายไว้ให้คนอื่นมาดูแลแทน

 

อาคาชิติดกระดุมเสื้อผูกเนคไทให้เรียบร้อย  สาวเท้าไปที่ข้างเตียง  โน้มตัวลงกดริมฝีปากลงบนแก้มขาวเบาๆ  ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

 

 

 

 

 

เมื่ออาคาชิกลับมาอีกครั้ง  ห้องทั้งห้องของเขาก็มืดสนิทและว่างเปล่า  ไร้วี่แววของคนที่เคยอยู่ด้วยกันมาตลอดจนกระทั่งเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง  ข้างของไม่กี่ชิ้นที่เป็นของฟุริฮาตะถูกเก็บไปไม่มีเหลือ  ผ้าปูเตียงที่ขาดก็ถูกเปลี่ยนใหม่ คนของพ่อคงมาจัดการให้หมด  ทุกอย่างกลับไปสู่สภาพเดิมที่มันเคยเป็นก่อนที่เขาจะมีฟุริฮาตะอยู่ข้างๆ  และเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างตลอด อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาฝันไปเอง

 

แต่มีอย่างหนึ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่ความฝัน  คือโพสท์อินเขียนคำขอบคุณแผ่นเล็กที่ถูกฉีกจากบนโต๊ะเขียนหนังสือมาวางแปะไว้บนหมอนเพียงแผ่นเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันแรกในรอบแข่งจริงของการแข่งขันอินเตอร์ไฮ  ชมรมบาสเก็ตบอลจากโรงเรียนทั่วทุกสารทิศทั้งที่ผ่านเข้ารอบและไม่ผ่านเข้ารอบต่างทยอยกันหลั่งไหลเข้าสู่สเตเดียมหลังใหญ่เพื่อชมการแข่งนัดแรกระหว่างโทโอและไคโจ....ศึกล้างตาของคิเสะและอาโอมิเนะแห่งทีมปาฏิหาริย์ที่ไม่น่าเชื่อเลย่าจะได้พบกันเร็วขนาดนี้  ผู้คนที่ประทับใจมาตั้งแต่การแข่งรอบที่แล้วต่างพากันมารอดูกันอย่างคับคั่ง  จนแทบจะเรียกได้ว่าล้นโรงยิมเลยทีเดียว

 

นักกีฬาในชุดสีฟ้าขาวก้าวเข้าสู่บริเวณสถานที่จัดการแข่งขันอย่างไม่รีบร้อน  และดูเหมือนต่างคนต่างก็ไม่มีใครสนใจสายตาของคนรอบข้างที่มองมาอย่างตื่นเต้นพร้อมกับเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่

 

ราคุซัน.....จักรพรรดิที่พ่ายแพ้ไปในการแข่งขัน Winter cub คราวก่อน  คราวนี้พวกเขาจะกลับมาทวงบัลลังก์แห่งชัยชนะคืนจากเซร์รินได้หรือไม่  หรือต้องสูญเสียมงกุฎให้อีกฝ่ายไปอีกครั้ง

 

 

“เซย์จังว่านัดนี้ใครจะชนะ”

 

“ไม่รู้สิ  คิเสะเก่งขึ้นมาก  อาโอมิเนะพอรู้ว่าต้องเจอกับคิเสะก็ได้ยินว่าช่วงนี้ไม่ค่อยโดดซ้อมสักเท่าไหร่ด้วย  แต่ยังไงก็ตาม  ทั้ง ทีมปีนี้มีหน้าใหม่เข้ามากันทั้งคู่  ปี ที่เป็นตัวจริงคราวที่แล้วก็จบออกไปกันหมด  ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบก็คงต้องอยู่ที่ว่าแต่ละทีมจะได้คนใหม่ที่ดีแค่ไหนมาลงสนามแทน”

 

“อืม.....เดาไม่ถูกเลยเนอะว่าใครจะชนะ  ว่าแต่  คนพวกนี้นี่ก็พูดอะไรตามใจปากตัวเองกันใหญ่เลยนะ”

 

 

นัยน์ตาสีดำสนิทของมิบุจิมองไปรอบด้านอย่างหงุดหงิด  ฮายามะที่ดูท่าว่าจะอดทนฟังมานานแล้วก็พูดเสริมขึ้นมา

 

 

“นั่นสิ  แพ้ครั้งนึงไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ไปตลอดเสียหน่อย  คราวนี้แหละ  หนี้ที่ติดค้างไว้จะให้พวกนั้นจ่ายให้ครบทั้งต้นทั้งดอกเลยคอยดู”

 

“ปล่อยให้เขาพูดกันไปเถอะ”

 

 

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากเด็กหนุ่มผมสีแดงที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด

 

 

“พิสูจน์ให้เห็นในสนามก็พอ ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง”

 

“โอ๊ส!!!

 

 

เสียงขานรับที่ดังประสานกันอย่างฮึกเหิมของลูกทีมทุคนที่อยู่ด้านหลังทำให้อาคาชิมีสีหน้าพึงพอใจ  ชายเสื้อที่คลุมอยู่บนไหล่ปลิวน้อยๆ ขณะก้าวเดิน  นัยน์ตา สีมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่  ทั้งร่างกายและจิตใจล้วนพร้อมแล้วที่จะมาทวงตำแหน่งที่ ในญี่ปุ่นกลับคืนมา

 

ดวงตาของเขากลายเป็น สีอีกครั้งหลังจากคืนนั้น  แต่คราวนี้ดูเหมือนสาเหตุจะไม่ได้มาจากการที่ตัวเขาอีกคนตื่นขึ้นมา  แต่เป็นผลข้างเคียงจากอย่างอื่น

 

 

“อ้าว?  นั่นพวกเซย์รินนี่นา”

 

 

มิบุจิ  เรโอะที่ยืนเยื้องไปด้านซ้ายมือของอาคาชิอุทานขึ้น  อาคาชิหันมองตามสายตานั้นไป

 

ห่างออกไปอีกฝั่งของโรงยิมที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนัก  นักกีฬาในชุดวอร์มสีขาวดำขลิบแดงที่คุ้นตาเดินกันมาเป็นกลุ่ม  ในนั้นมีร่างของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่เขาไม่ได้เห็นหน้ามานานหลายอาทิตย์อยู่ด้วย

 

เสียงพูดคุยของทางนั้นดังมาให้ได้ยินอยู่ไกลๆ

 

 

“ตาเป็นอะไรหรือเปล่าครับ  ฟุริฮาตะคุง”

 

 

คนถามคืออดีตเพื่อนร่วมทีมตัวเล็กผมสีฟ้าของอาคาชิ  เซย์จูโร่  เพราะตัวตนที่จืดจางจนแทบจะเลือนหายไปได้เลยทำให้คนอื่นๆ สังเกตเห็นได้ยาก  แต่อาคาชิมองเห็นคนๆ นั้นได้อย่างชัดเจน

 

เด็กหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนกำลังเอ่ยถามเพื่อนร่วมทีมผมสีน้ำตาลอย่างเป็นห่วง  เมื่ออีกฝ่ายกำลังยกมือขึ้นขยี้ตาข้างขวาเหมือนระคายเคืองอะไรบางอย่าง

 

 

“ฮื่อ  ไม่เป็นไรหรอก  คุโรโกะ  แค่รู้สึกเหมือนฝุ่นเข้าตาน่ะ”

 

“แน่ใจนะครับว่าไม่ได้ปวดหรือว่าเจ็บตา”

 

“อื้อ  ไม่เป็นไรหรอก  แค่คันนิดหน่อยเอง”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไปครับ”   คุโรโกะดูมีสีหน้าโล่งอก “อยู่ดีๆ ตาข้างขวาก็เปลี่ยนสนไปแบบนี้  ผมตกใจหมดเลย”

 

 

คุโรโกะพึมพำ....นึกว่าคุณจะเป็นเหมือนอาคาชิคุง

 

 

เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลหัวเราะแหะๆ  จากที่ๆ อาคาชิยืนอยู่ตรงนี้  แม้จะค่อนข้างห่างจากคนกลุ่มนั้นอยู่พอสมควร  แต่ก็พอจะสังเกตเห็นได้ว่าดวงตาโตๆ คู่นั้นมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

วันที่ปรากฏตัวในห้องใต้ดินของเขา  ฟุริฮาตะมีดวงตาสีน้ำตาลใสและรูม่านตาหดเล็กลงเหมือนตาแมว  แต่ตอนนี้มันกลับมาเป็นตามนุษย์แบบปกติ  จะผิดจากเดิมก็แต่ดวงตาที่เป็นสีน้ำตาลอบอุ่นทั้ง ข้างเหมือนกับสีของเรือนผม  ตอนนี้กลับเป็นสีเดิมนั้นแค่ข้างเดียว  ส่วนอีกข้างอ่อนลงจนแทบจะกลายเป็นสีอำพัน

 

สิ่งที่เกิดจากการทำพันธะสัญญา

 

สิ่งที่เป็นหลักฐานบอกให้รู้ว่าฟุริฮาตะยังเป็นของเขา....และจะเป็นของเขาตลอดไป

 

มุมปากของอาคาชิยกขึ้นอย่างพอใจ  ก่อนจะก้าวขาออกไปอีกด้าน

 

 

“ไม่เข้าไปทักเหรอ  เซย์จัง”

 

 

มิบุจิถามอย่างสงสัย

 

 

“ยังไม่จำเป็นหรอก”

 

 

ยังไม่ต้องตอนนี้ก็ได้  ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีอิสระ  ใช้ชีวิตตามใจ  ไปให้ไกลเท่าไหร่ก็ได้ที่อีกฝ่ายต้องการ  ก่อนจะถึงเวลาที่เขาจะจับตัวฟุริฮาตะไว้  ดึงกลับมาอยู่ข้างกายและไม่ปล่อยให้ห่างไปไหนได้อีกเลย

 

 

ครั้งที่แล้วนั้นมีเวลาเพียง วันก่อนที่อีกฝ่ายจะหายวับไปโดยที่เขารู้สึกว่ายังไม่ทันได้รู้จักอะไรอีกฝ่ายดีเลย  แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อน

 

 

 

 

เรายังมีเวลาอีกนานที่จะค่อยๆ ทำความรู้จักกัน

 

 

นาน.....ทั้งชีวิตของเขาและฟุริฮาตะเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The END

   

 

 

Talk


 

เขียนไว้นานมาก เรียกได้ว่าเป็นปีๆ แล้วที่เขียนจบแล้วดองเอาไว้  อีกทั้งยังนับว่าเป็นฟิคที่ใช้เวลาคิดชื่อเรื่องยาวนานที่สุด  ตั้งแต่เขียนไม่เสร็จยันเขียนเสร็จแล้ว จนกระทั่ง อาทิตย์ให้หลังมานั่งปรู๊ฟก็ยังคิดไม่ออก  ไปๆ มาๆ เลยใช้ชื่อสิ้นคิดง่ายๆ ที่โผล่มาเป็นชื่อสุดท้ายหลังจากอ่านตัวอักษรสุดท้ายจบ 55555555

อย่าว่ากันเลยนะคะ  การคิดชื่อฟิคมันยากที่สุดในบรรดาวิธีการเขียนฟิคทั้งหมดแล้วจริงๆ กรั่กๆๆๆๆ

เรื่องนี้อาจจะภาษางงๆ ไปบ้าง รู้ตัวดีแต่ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ก็ขออภัยอีกเช่นกัน 5555555 โอ๊ยยยยย ทำไมมันมีแต่ Miss 5555555

 

เป็นฟิคขัดดอกที่เอามาต่อชีวิตอีกหนึ่งเรื่อง ขอโทษด้วยจริงๆ ที่หายไปนาน หลังจากนี้คอฟฟี่เมทก็จะล่องหนหายตัวต่อไป (เฮ้ย!!!!!!!!!!!!)


ก็แบบ.....งานมันเยอะอ่า TAT  ติดเรือใหม่ด้วยอ่ะ แฮ่  แต่เรื่องนั้นสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะยังไม่เอามาลงเด็กดีตราบใดก็ตามที่ยังเขียนไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นทุกคนโปรดวางใจค่ะ ไหดองของคอฟฟี่เมทยังเหลือจำนวนเท่าเดิม (แกแค่ซุกไว้แล้วไม่ได้เอาออกมาให้เค้าเห็นกันไม่ใช่เรอะ!!!!!)



อย่าโกรธกันเลยนะคะ  คอฟฟี่เมทเป็นคนแบบนี้แหละ  จรลีละเหวย เจอกันกับอาคาฟุริเรื่องที่ค้างอยู่อีกครั้งเมื่อมีนิมิตรมาค่ะ 555555555555 



บ๊ายบี

 




ด้วยรักและรัก

CoffeeMate in D

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ CoffeeMate in D

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

42 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 16:16

    น่ารักมากเลยค่ะ ละมุนมาก

    #42
    0
  2. #41 primdw (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 21:52
    อ่านแล้วแบบ อุแงงงงงงงงง
    #41
    0
  3. วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:15
    ภาษาดี อ่านแล้วเข้าใจคิดภาพตามง่ายมากเลยค่ะ ชอบมากๆเลย;-; ขอบคุณที่เขียนฟิคดีๆออกมานะคะ
    #40
    0
  4. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:04

    เป็นฟิคที่คงคาแรคเตอร์ไว้ได้ดีมากๆเลยค่ะ ชอบมากกก ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ อยากให้เป็นเรื่องยาวจังเลยย

    #39
    0
  5. #38 Pla21122545 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 12:36
    ขออีกได้มั๊ยค่ะ
    #38
    0
  6. #37 kvsorry
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 18:40

    ก่อนอื่นเลย ไรเตอร์เขียนภาษาสวยมากค่ะ การบรรยายเข้าใจง่ายมาก เนื้อเรื่องดำเนินได้กระชับราบรื่น ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงตัวละครได้โดยง่าย เราชอบผลงานเขียนมาก ๆ เลย เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #37
    0
  7. #36 mmei1135
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 19:01
    อรั้ยยยยยยยยย><น่ารักอ่ะอยากให้มีต่ออะชอบคู่นี้มากก
    #36
    0
  8. #35 jiradchayajc16 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 20:36
    ชอบมากค่าาาาาา ขอต่ออออออแงงงงงงง
    #35
    0
  9. วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 18:59
    นี้มันไม่ใช่เรื่องสั้นนี้มันฟิคยาววววววว ได้หลายตอนเลยนะคะ 55555 ตอนสุดท้ายที่จบนี้จะเอาไปฟินต่อยอดในสมองแทนนะคะน่ารักมากจนไม่อยากให้จบเลย -//-
    #34
    0
  10. #33 tarkra (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 02:45
    โง้ยยยย น่ารักอ่าาา ฮือชอบบบบบ แซ่บมากค่ะ เขินมากๆ อ่านไปบิดไปฮึ้ยยยยย อยากให้มีซีรีส์ยาวเลยค่ะ นานแค่ไหนก็รออ่ะพูดเลยฮือ เนื้อเรื่องเหมาะแก่การต่อเติมมั่กๆ
    แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ขึ้นอย฿กับการตัดสินใจของคุณเมทนะคะ เราจะคอยติดตามต่อไปน้า เลิฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ม๊วฟ
    #33
    0
  11. #32 Hahasa
    วันที่ 22 ตุลาคม 2560 / 15:07
    ชอบอยากให้มีต่อจัง
    #32
    0
  12. #31 kednadda2544 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 10:55
    อ่านกี่รอกี่รอก็ฟิน ชอบมากๆเลยคู่นี้ อยากให้มีภาคต่อเหมือนกันนะเพราะชอบคู่นี้มากๆเลย
    #31
    0
  13. #30 aong009
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 11:24
    อร้ายยยย สนึกมากเลยค่ะชอบบที่พี่เขียนมากเลยยย ติดตามทุกเรื่องที่เขียนคู่นี้เลยนะคะ อ่านแล้วมันกร๊าวใจจริงๆ ยังไงก็เขียนออกมาเรื่อยๆนะคะ ติดตามเสมอค่ะ 😄😄
    #30
    0
  14. #29 plenghan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 10:58
    สนุกมากกกก สนุกมากจริงๆ ชอบความสมบูรณ์แบบทุกๆอย่างของอาคาชิมากๆ โอ้ยยฟุริฮาตะน่ารักมากเลยจิ้งจอกน้อย ทำไมสนุกและดีต่อใจขนาดนี้ บรรยายได้ดีมากๆเลยค่ะ อ่านแล้วอินมาก เขินตอนอาคาชิยิ้มแงงงง จริงๆไม่ได้ชิปคู่นี้เป็นพิเศษเลยแต่พออ่านแล้วไม่ไหว เขินมากฟินมากนี่มันจักรพรรดิไร้พ่ายกับผชธรรมดาๆ ความแตกต่างที่ลงตัว รักกกก
    #29
    0
  15. #28 nookyee
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 23:32
    ขอบคุณที่ทำให้ได้อ่านฟิคอาคาฟุริดีๆอีกเรื่องนะคะ

    ด้วยภาษา และการบรรยายของไรท์เตอร์ยอมรับ ว่ายังคงสุดยอดเหมือนเดิม

    คิดถึงอาคาฟุริ คิดถึง In the name เสมอ ไม่เคยลืมเลยว่าไรท์เตอร์เป็นคนที่ทำให้เราลงเรือลำนี้ ^^

    ถ้ามีโอกาสก็กลับมาแต่ง In the name ต่อเถอะนะคะ อยากอ่านมากเลย
    #28
    0
  16. #27 RINRIN
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 23:19
    เเง่งงง ขอบคุณพี่เมทค่ะ สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณมากๆๆๆๆ ค่ะ 5 555 รัก
    #27
    0
  17. #26 pasation (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 22:44
    สนุกมาก ยาวสะใจเลย 555+
    อยากให้ทำต่ออีก
    #26
    0
  18. #25 mango01 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 14:55
    ชอบสำนวนแล้าก็เนื้อเรื่องของคุณคมฟฟี่เมทมากค่ะ เป็นแนวที่แปลกใหม่และเป็นอาคาฟุรีที่ดีต่อใจมากกก ฟุริที่ขี้กลัวแต่ก็แข็งแกร่งฮืออออ
    #25
    0
  19. #24 entamable
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 09:17
    ขอบคุณมากค่ะ
    #24
    0
  20. #23 Parebong
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 07:39
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อาคาฟุริที่ดียยย แงงงงง



    คิดถึงอาคาฟุริของเมทซังที่สุดดดดดด



    ละมุนสุด ดีงามอะไรแบบนี้ ขนาดมาแค่โน้มตัวภาพตัดไปหัวเตียง แล้ววาร์ปไปตอนเช้ายังเขินเลยเนี่ยยยย โอ้ย



    เข้าใจความone shot แต่ก็อยากให้มีภาคต่ออีกจังเลย TYL ก็ได้55



    ชอบมุมมองอาคาชิ ที่สุดจริงๆ อยากเห็นตอนลงมือจับมาให้ข้างกายไม่ปล่อยมากๆ



    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆคร้าบ ขอบคุณๆๆ
    #23
    0
  21. #22 cutjang
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 21:11
    อยากจะกรี๊ดอัดผนังจังเลยค่ะ
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    เป็นฟิคสั้นที่ดีมากเลยค่ะ ฮืออออ จะเป็นลม
    นึกภาพฟุริหูลู่ หางฟู นอนขดตัวบนเตียงของนายน้อยแล้วจิตใจเป็นบาปมาก55555
    นายน้อยก็ช่างอ่อนโยนเหลือเกินแต่คำพูดสุดท้ายนี่ ฮื้อออ อยากให้ถึงวันนั้นยังเลยค่ะ
    เซย์จังจะมาทวงทุกอย่างที่เป็นของเซย์จังคืน55555
    ช่วงท้ายมันกร๊าวจริงๆค่ะ โอย ชอบจัง ชอบความยังไงนายก็หนีฉันไม่พ้น ฮือออ
    ขอบคุณสำหรับอาคาฟุริที่ดีเสมอมานะคะ
    ยังรอฟิคคุณคอฟฟี่เมทอยู่ตลอดนะคะ
    ฮื้อออ ฟินจุง 55555 ขอบคุณมากๆค่ะ ><
    #22
    0
  22. #21 jo_me412
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 04:35

    ああああ待ってました!!

    読んでいて楽しかったです!!!


    พุ่งเข้าชาร์ตพี่เมทแล้วกอดแน่นๆ

    ตอนที่เห็นลิ้งค์ฟิคในทวิตทำโจเมะตื่นเลยค่ะ ในใจนี่แบบกรี๊ด พี่เมททททท พี่เมทททททท เหมือนที่ทวิตไปเลย กดอ่านด้วยมือที่สั่นมากและหน้าที่ยิ้มไม่หุบ โอ้ย อาคาฟุริของพี่เมท ลืมงานไปหมด ฉันอ่านฟิคก่อน 5555555


    คิดถึงมากเลยค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังอ่านเรื่องเดิม ๆ ของพี่เมทอยู่อ่ะ โดยเฉพาะ ‘กอด’ ว่าอ่านเรื่องกอดก็อยากจะวาดรูปให้แล้ว เรื่องนี้ยิ่งอยากวาดให้อีกมาก ๆ เลยค่ะ ฟุริที่มีหูและหาง เป็นอะไรที่จม.ชอบมาก มาก ๆ เป็นคนชอบไทป์นี้อยู่แล้วด้วย อ่านไปก็สติแตกไป อ่าาาา อ๊าาาาาา อิจฉากัปตันเว้ยยยย อยากจับหูบ้าง อยากจับหูบ้าง หางฟู ๆ นั่นต้องนุ่มมากแน่ ๆ 5555555


    เรื่องนี้ยาวมาก อิ่มมากเลยค่ะพี่เมท แต่ถึงจะอิ่มก็ยังอยากอ่านตอนต่อไปให้จุกไปอีกเลยแหละ! จม.ก็อ่านวนจบไปสองสามรอบ (ถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าสี่ห้ารอบแล้ว) ตั้งปณิธานไว้แล้ว ต้องจัดสักรูปให้พี่เมทอะ ไม่ไหวแล้วชอบมาก กัปตันทนได้ยังไง เพราะเป็นโอเรชิใช่มั้ย ถ้าโบคุคงไม่รอดแล้ว เสร็จท่านไปแล้วแน่ ๆ


    ฮืออ ความสัมพันธ์ของอาคาฟุริที่พี่เมทเป็นคนถ่ายทอดออกมายังคงดีงาม ประทับใจทุกตัวอักษร ไม่กล้าอ่านข้ามเลยอะ (T T)b อะไร ๆ ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ค่อยเป็นค่อยไปอย่างธรรมชาตินี่ดีจริง ๆ ค่ะ ชอบ ชอบมากเลย ลุ้นมากตรงที่อาคาชิอันเชิญเทพจิ้งจอกออกมา มั่นใจว่าต้องเป็นฟุริแน่ ฟุริ ฟุริ ฟุริ แต่ก็ยังลุ้นอยู่ดี ตอนที่อ่านมีเผลอกลั้นหายใจไปนิดนึงด้วยค่ะ เฉลยเร็วเข้าว่าเป็น ฟุริฮาตะ โคคิ ผู้เล่นเบอร์ 12 ของเซย์รินน่ะ! พออ่านถึงชื่อฟุริแล้วก็ถอนหายใจยาว ๆ ฟู่วว


    ชอบที่อาคาชิที่เหมือนจะอ่อนโยนกับคนอื่นเป็นปกติ แต่อ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเป็นฟุริฮาตะ โคคิอ่ะค่ะ ส่งผลให้คนอื่นข้าง ๆ ดูจะได้รับอิทธิพลไปด้วยเลย แล้วชอบ ชอบมาก ที่ต้นเรื่องมีพูดถึงตัวต้นของอาคาชิ ไม่ว่าอย่างไร ทั้ง 2 คนก็คือ อาคาชิ เซย์จูโร่ …./ร้องไห้


    ฟุริน่าเอ็นดูมากเลยค่ะ สมกับเป็นฟุริ ชอบพฤติกรรมของฟุริที่พี่เมทเขียนตรงที่อาคาชิกลับมาห้องมาดึก ฟุริเอาเสื้อเชิ้ตท่านมานอนกอดมากค่ะ กลิ้งไปมา แงง สารภาพว่าแอบนึกถึงอมกว. (และอยากอ่านที่พี่เมทแต่ง 55555) จริง ๆ ก็ชอบอีกหลาย ๆ อย่าง แต่ก๊าวตรงนั้นมากค่ะ


    ตอนที่ไปเดินงานเทศกาลโรงเรียนกัน มันเหมือนไปเดทกันกลาย ๆ เลยนะท่าน ได้จับมือเขาตลอดด้วยอะ ได้กำไรยังไงไม่รู้สิ (อิจฉา---) และขำที่อาคาชิเป็นอาคาชิเหลือเกิน โดนท้าทายมาย่อมรับคำท้า ไม่ให้เสียชื่ออาคาชิ 55555 แล้วชอบตอนที่ราคุซันอยู่กับฟุริจังเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าราคุซันทั้งสามคนเอ็นดูฟุริมาก ๆ เลยค่ะ เสียดายที่ไทม์ไลน์ของเรื่องพี่มายุจบไปซะแล้ว ถ้ามีพี่มายุด้วยคงจะดี พี่เค้าคงต้องแอบสนใจเรื่องนี้มากแน่เลย 55 และตรงที่ฟุริยอมท่านเพราะต้องการกลับไปเล่นบาสนี่แอบตกใจเล็ก ๆ แต่คิดว่าเพราะทุกคนในเรื่องนี้รักบาสกันมาก ๆ เลยนี่นา เลยไม่แปลกใจอะไรมากค่ะ ก็ยังติดใจอยู่นะคะ ฟุริคงรู้สึกอะไรอยู่ด้วยสักนิดใช่มั้ยคะ อืมมม ...พออ่านมาถึงตอนท้าย ก็เฮ้อ ไม่รู้ทำไมประโยคนี้ลอยมาเลยค่ะ a akashi gets what a akashi wants รู้อยู่แล้วไม่ว่ายังไงอีกฝ่ายก็หนีตัวเองไม่พ้น ปล่อยให้เป็นอิสระเท่าที่อีกคนต้องการ และสักวันก็ต้องกลับมาอยู่ข้าง ๆ ตัวเอง เฮ้อออ 55555


    พิมพ์มายาวมาก เป็นคอมเมนต์ที่ยาวที่สุดในชีวิตเลยอะ (หรือต้องเรียกเรียงความแทน?) ที่บอกไว้ต้น ๆ ว่าอยากอ่านต่อให้จุกนี่เป็นความจริงนะคะ จบปลายเปิดแบบนี้ทำเอาจินตนาการไปไกลเลยอะ ฮู่ววว


    เป็นอาคาฟุริอีกเรื่องที่สนุกมากค่ะ ขอบคุณนะคะ :)



    いと思うくらいコーヒーメイトさんの作品が好きです!

    執筆、お疲れ様でした。

    ありがとうございます。本当に素敵な赤降。

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 เมษายน 2560 / 10:24
    #21
    0
  23. #20 PiESabeR
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 22:42
    สนุกมากเลยค่ะ น่าติดตามมากๆ ขอบคุณมากนะคะที่แต่งแล้วลงให้อ่าน>< แต่งยาวมากกกกกกก เป็นฟิคสั้นที่ดีต่อใจมากกก ฮือออ อ่านแล้วอินตามเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ
    #20
    0
  24. #19 Miniko
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 14:00
    โอ้ยยยย คิดถึงอาคาฟุริของพี่เมทมว้ากกกกกก ชอบหมดเลยค่ะ ทั้งเรื่องและภาษา อ่านกี่ทีก็ไม่ผิดหวัง ฮอลลลล อยากได้ฟุริมาไว้ที่บ้านจังนะคะ5555 พูดอะไรก็เชื่อฟังแบบนี้อาคาชิรักตายเลย ขอบคุณที่เขียนฟิคดีๆมาให้อ่านนะคะเรื่องงานก็สู้ๆเด้อ><
    #19
    0
  25. #18 TrEe
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 10:02
    กริ้ดดดดสลบ

    Fin จิกหมอน

    น่านักอะไรกันเบอร์นี่

    ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่าน

    รอผลงานต่อไปนะคะ
    #18
    0