นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[AkaFuri] Once in a lifetime

ทานาบาตะมัทสึริ...เทศกาลที่ทำให้คน 2 คนที่พลัดพรากกันได้เดินทางเวียนมาพบ...ถ้าเป็นไปได้ขอให้ได้เจอกับคนใจร้ายคนนั้นอีกสักครั้ง

ยอดวิวรวม

2,115

ยอดวิวเดือนนี้

10

ยอดวิวรวม


2,115

ความคิดเห็น


15

คนติดตาม


64
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  17 ก.ค. 59 / 18:05 น.
นิยาย [AkaFuri] Once in a lifetime

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้








ทานาบาตะมัทสึริ...เทศกาลที่ทำให้คน 2 คนที่พลัดพรากกันได้เดินทางเวียนมาพบ








...ถ้าเป็นไปได้ขอให้ได้เจอกับคนใจร้ายคนนั้นอีกสักครั้ง......



เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 ก.ค. 59 / 18:05







ONCE IN A LIFETIME

 

Akashi Seijuurou x Furihata Kouki

 

 

 

 

 

 

 

มันเป็นความฝันของฉัน

 

เราเลิกกันเถอะ  อาคาชิ

 

 

 

 

 

 

 

ปากกาด้ามแพงถูกดึงออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี  เหมือนกับเสื้อสูทที่เหวี่ยงพาดกับพนักพิงของเก้าอี้ตัวสูงอย่างที่ไม่ปกติไม่เคยทำ  ใจนึกอยากถอดเนคไทด้วย  แต่หลังจากคำนึงถึงสถานที่เขาก็หยุดมือไว้ที่การคลายมันออกจากคอหลวมๆ ให้พอหายใจได้คล่องขึ้นเท่านั้น

 

 

ผมสีแดงที่หวีขึ้นเป็นทรงเรียบร้อยยังอยู่ดีเหมือนเดิม  แต่ใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าของกลับปรากฏร่องรอยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด  ห้องกว้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงถอนหายใจของเจ้าของห้องที่ดังก้อง

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้สีดำด้านหลังโต๊ะตัวใหญ่  เงยหน้าผิงศีรษะกับพนักผิงของเก้าอี้อย่างหมดแรง

 

 

ชั้นสูงสุดของตึกระฟ้านี้อยู่ห่างจากถนนใหญ่มาก  จากตรงนี้เขาไม่ได้ยินเสียงยวดยานพาหนะหรือเสียงพูดคุยของผู้คนเบื้องล่าง  แต่แสงสว่างที่ส่องผ่านผ้าม่านซึ่งแง้มอยู่เล็กน้อยบอกให้รู้ว่านี่เป็นเช้าวันใหม่....เช้าที่เป็นการเริ่มต้นการดำเนินชีวิตของใครหลายๆ คน

 

 

สำหรับเขามันไม่ได้เป็นเช้าอีกวันที่ต้องเริ่มต้นการทำงาน

 

แต่งานของ 3 วันก่อนเพิ่งจบลงเมื่อวินาทีที่แล้วต่างหาก

 

 

ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องทำหลายอย่างอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไข  ทั้งเรื่องการอนุมัติเอกสาร  ประชุมภายในบริษัท  ประชุมผู้ถือหุ้น  Video Conference กับลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ  ตั้งแต่เมื่อ 3 วันก่อนทั้งออฟฟิศมองเห็นประธานบริษัทของพวกเขาเดินไปเดินมาไม่หยุด  แผ่นหลังที่เหยียดตรงในชุดสูทกับดวงตาสีแดงแน่วแน่แม้ต้องอยู่ต่อหน้ากลุ่มลูกค้าที่ขึ้นชื่อว่ารับมือด้วยยากที่สุดทำให้คนที่เดินตามอยู่เบื้องหลังมีกำลังใจที่จะสู้ต่อ  แต่ไม่ว่าแกร่งแค่ไหน  การทำงานหนักโดยไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอมาตลอด 3 วัน...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นงานที่ต้องใช้สมองนั้น  ต่อให้เป็นยอดมนุษย์แค่ไหนก็ต้องมีเหนื่อยกันบ้างจริงๆ

 

 

อาคาชิหลับตาลง  รู้สึกว่าแม้แต่แสงอ่อนๆ ยังทำให้แสบตา  ขมับข้างขวาเต้นตุบจากการประชุมผู้ถือหุ้นที่เพิ่งจบลงหมาดๆ เมื่อสักครู่

 

 

นานๆ ครั้งถึงจะมีความรู้สึกนี้......เหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตา

 

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมคำเรียก เซย์จังที่ได้ยินเบาๆ  อาคาชิเอ่ยปากอนุญาตทั้งที่ยังหลับตาอยู่อย่างนั้น  เพราะรู้ว่าคนที่อยู่หลังบานประตูคือมิตรที่รู้จักกันมานานหลายปี  จึงไม่ต้องวางท่าเป็นประธานบริษัทแต่อย่างใด

 

เสียงประตูเปิดขึ้นแล้วปิดลง  ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินบนพรมหนาใกล้เข้ามาพร้อมกับกลิ่นกาแฟ

 

 

“เหนื่อยแย่เลยนะ  เซย์จัง  ฉันเอากาแฟมาให้น่ะ”

 

“อา......ขอบใจ”

 

 

ทั้งที่การชงกาแฟและยกเข้ามาให้เขานั้นเป็นหน้าที่ของแม่บ้านหรือไม่ก็เลขานุการ  ไม่ใช่หน้าที่ของคนที่เป็นรองที่ปรึกษาด้านการตลาดและเศรษฐกิจอย่างมิบุจิ  เรโอะเลยสักนิดแท้ๆ  แต่เดาว่าอีกฝ่ายคงบังเอิญเจอแม่บ้านที่หน้าห้องแล้วแย่งถาดกาแฟพร้อมไล่อีกฝ่ายไปเพื่อนำกาแฟแก้วนี้เข้ามาให้เขาด้วยตัวเองเป็นแน่  ส่วนเลขาหน้าห้องนั้น  อาคาชิเอ่ยขอบคุณและอนุญาตให้กลับบ้านไปตั้งแต่เห็นเธอเดินสะโหลสะเหล่ออกมาจากห้องประชุมนั้นแล้ว

 

กาแฟดำหอมกรุ่นส่งกลิ่นชวนดื่มอยู่ตรงหน้า  แต่ต้องขอโทษเรโอะ  เพราะคนที่ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมาดื่มกาแฟไปแล้วกว่า 20 แก้วอย่างเขาไม่มีความคิดอยากเพิ่มคาเฟอีนลงไปในเส้นเลือดมากกว่านี้อีกแล้ว

 

 

“วันนี้จะกลับเลยหรือเปล่า”

 

 

คนถามเดินไปส่องดูบรรยากาศด้านนอกจากหน้าต่างก่อนขยับปิดม่านให้.......นั่นช่วยเขาได้มากทีเดียว

 

 

“อา...ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะทำอย่างนั้น  แต่เอกสารที่เหลือค้างอยู่ก็ยังมีน่ะนะ”

 

“เอ๋!!??  เอกสารพวกนั้นไม่ใช่งานด่วนไม่ใช่เหรอ”

 

“แต่ถ้าไม่รีบทำเดี๋ยวเรื่องอื่นก็แทรกขึ้นมาอีก”

 

“ไม่ได้!

 

 

มิบุจิ  เรโอะตวาดแว๊ดแล้วเท้าเอวฉับ  ภาพจำตอนที่อีกฝ่ายยังเป็นสมาชิกทีมบาสเก็ตบอลเดียวกันเมื่อสมัยมัธยมปลายย้อนกลับมา  มิบุจิแสดงแง่มุมนี้ให้เห็นเฉพาะกับคนที่สนิทเท่านั้น  ด้านหนึ่งเป็นนักการตลาดรูปร่างสูงโปร่งที่มีเสน่ห์ลึกลับอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและดวงตาสีดำสนิทราวขนกา  แต่อีกด้านก็เป็นคุณแม่ขี้บ่นที่เวลาสวิตซ์ด้านนี้ติดขึ้นมาทีก็ไม่มีใครในทีมที่โต้เถียงได้

 

 

ดูเหมือนคราวนี้เขาจะเผลอแตะโดนสวิตซ์เปิดปิดโหมด คุณแม่’  ที่ว่านั่นโดยไม่ได้ตั้งใจเสียแล้ว

 

 

“อดหลับอดนอนมา 3 วัน  วันนี้ยังไม่ยอมพักผ่อนอีกเหรอ!! ไม่ได้!! ฉันไม่ยอม  กลับบ้านเดี๋ยวนี้!! ฉันขอสั่งพักงานเซย์จัง 1 วัน!!

 

 

รองที่ปรึกษากำลังสั่งพักงานประธานบริษัท......อาคาชิอมยิ้มนิดๆ

 

 

“ขอบคุณมากนะ  เรโอะ  แต่คนอื่นทำงานกันปกติ  ฉันที่เป็นประธานบริษัทจะหยุดอยู่คนเดียวได้ยังไง”

 

“ได้สิ!! ขนาดฮิงุจิซังเซย์จังยังสั่งให้กลับบ้านไปพักแล้วเลยไมใช่หรือไง”

 

“ก็เธอเป็นแค่เลขา......”

 

 

เสียงนุ่มตอบอย่างเนิบช้า  ซึ่งแน่นอนว่าข้ออ้างนี้ใช้ไม่ได้ผลสำหรับหนุ่มการตลาดที่เมื่อไฟดับเครื่องชนติดบนหน้าผากแล้วก็จะไม่มีวันหยุดจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ

 

 

“จะเป็นเลขาหรือประธานบริษัทก็ถือว่าคนเหมือนกันนั่นแหละ!!  เหนื่อยก็ต้องพักผ่อน!! แค่วันเดียวเอง  เซย์จัง  ปล่อยให้ธุรกิจมันเดินไปด้วยตัวมันเองบ้าง  พักผ่อนแค่วันเดียว  บริษัทที่นายตั้งมันมากับมือก็ไม่ล้มหรอกน่า  ที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการให้เอง”

 

“เรโอะก็อดนอนเหมือนกันไม่ใช่หรือไง”

 

“ใครบอก  ไม่มีคนไหนเขาบ้างานเหมือนเซย์จังหรอกย่ะ  จะใครหน้าไหนเขาก็แวบไปนอนกันสักชั่วโมง 2 ชั่วโมงมาแล้วทั้งนั้นแหละ  มีแต่เซย์จังคนเดียว  หลับตา 15 นาทีแล้วก็ลุกไปทำงานต่อ  ฉันล่ะเชื่อเลยจริงๆ “

 

 

คนตรงหน้าบ่นไม่หยุด  แต่แทนที่จะรู้สึกรำคาญ  อาคาชิกลับรู้สึกอบอุ่น  การที่มิบุจิ  เรโอะไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันมาจนถึงตอนนี้ทำให้เขารู้สึกสบายใจ  และความขี้บ่นของอีกฝ่ายก็เคยช่วยเหลือเขาเอาไว้แล้วหลายต่อหลายครั้งเหมือนกัน

 

 

“งั้นจะยอมทำตามที่บอกดีไหมนะ”

 

“ดีสิ!! มันต้องอย่างนั้นนั่นแหละ!!

 

 

อาคาชิยิ้มบางๆ  หนุ่มการตลาดผู้ได้สิ่งที่ต้องการสมใจรีบกุลีกุจอคว้าเสื้อสูทที่พาดลวกๆ ไว้ตรงพนักผิงเก้าอี้มาพับแล้วยื่นให้ชายหนุ่มรุ่นน้องพ่วงตำแหน่งประธานบริษัทที่ตอนนี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเรียบร้อย

 

 

“ไม่ต้องห่วงนะ  ฉันอยู่แค่ครึ่งวันเดี๋ยวก็จะเผ่นกลับไปพักผ่อนด้วยเหมือนกัน  เซย์จังนอนหลับให้สบาย   แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันใหม่นะ”

 

“อา....”

 

“เออใช่!

 

 

เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้สักอย่าง  มิบุจิสอดมือเข้าไปในเสื้อสูท  ขยับยุกยิกอยู่พักหนึ่งก่อนดึงเอากระดาษสีที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวแผ่นหนึ่งออกมา

 

อาคาชิเลิกคิ้วขึ้น

 

 

“ทันซาคุ?*”  (กระดาษที่ใช้เขียนขอพรในวันทานาบาตะ)

 

“ใช่แล้ว  วันนี้วันที่ 7 เดือน 7 พอดีน่ะ! ที่ผ่านมายุ่งกันมากจนคิดว่าปีนี้คงไม่ได้ขอพรแล้วเสียอีก  ดีจริงๆ ที่เคลียร์ปัญหาทุกอย่างได้ทัน  ใบนี้สาวบัญชีที่อยู่ชั้นล่างให้มา  ฉันยกให้เซย์จังแล้วกัน  มีอะไรที่อยากอธิษฐานไหม”

 

“คำอธิษฐานงั้นหรือ...”

 

 

คนฟังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

 

 

“ขอโทษนะ  ตอนนี้ยังไมมีน่ะ  เรโอะเอาไปใช้เถอะ”

 

“งั้นหรือ?  ว้า~ น่าเสียดาย  แต่คนที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วอย่างเซย์จังคงไม่อยากได้อะไรแล้วล่ะเนอะ”

 

 

ไม่เป็นไร  เดี๋ยวฉันเขียนแทนให้เองก็ได้

 

คนที่อารมณ์ดีตลอดเวลายักไหล่แล้วใช้มือ 2 ข้างดันหลังประธานบริษัทที่ส่วนสูงน้อยกว่าตัวเองไปจนถึงหน้าประตู

 

 

“เอ้ากลับบ้านดีๆ ล่ะ  ถ้าขับรถไม่ไหวก็เรียกแท็กซี่นะ  ส่วนห้องนี้ฉันยึด!! ห้ามกลับเข้ามาอีกเด็ดขาดจนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้!! ราตรีสวัสดิ์  เซย์จัง”

 

ปึง!

 

 

ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่หนุ่มนักการตลาดเข้ามาข้างในก็สามารถจัดการขับไล่ประธานบริษัทออกจากห้องของตัวเองได้อย่างง่ายดาย  อาคาชิ  เซย์จูโร่ส่ายหัวพลางกลั้นขำ  ถอนหายใจอีกครั้งก่อนยอมแพ้ว่าวันนี้คงต้องกลับบ้านไปนอนตามที่อีกฝ่ายบอกจริงๆ

 

 

รองเท้าหนังขัดมันพาเขามาหยุดยืนอยู่หน้าลิฟต์  กดเรียกให้มันวิ่งขึ้นมาที่ชั้นบน  ระหว่างที่เงยหน้ามองตัวเลขสีส้มเหนือหัวเพิ่มขึ้นทีละตัวๆ  จิตใต้สำนึกก็เรียกคืนเรื่องราวที่นานแล้วไม่ได้นึกถึง

 

 

คนๆ หนึ่งที่มีอิทธิพลเหลือเกินกับผู้ชายที่ชื่ออาคาชิ เซย์จูโร่

 

 

คนๆ นั้นเป็นคนสว่างไสว  มองโลกในแง่ดี  แม้จะขี้กลัวไปหน่อยแต่ไม่เคยยอมแพ้  ปีสุดท้ายที่อีกฝ่ายวิ่งอยู่ในสนามในฐานะกัปตันทีมเช่นเดียวกับเขา.....ทำให้การแข่งขันในครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดที่ไม่ว่านานเท่าไหร่ก็ไม่เคยลืม

 

 

เราคบกันโดยที่ไม่ได้บอกให้ใครรู้  ตั้งแต่ม.ปลายปีสุดท้ายที่เขาเป็นฝ่ายบอกความรู้สึกก่อน  อาคาชิยังจำได้ดีว่าใบหน้าเปื้อนน้ำตาของคนขี้แงในวันนั้นน่าเอ็นดูเพียงใดตอนที่ทั้งร้องไห้ไปด้วย ทั้งพยักหน้าตอบรับคำขอของเขาไปด้วยไม่หยุด

 

4 ปีที่แชร์ห้องอยู่ด้วยกัน   แม้จะอยู่คนละมหาวิทยาลัยและอาคาชิเริ่มต้นตั้งบริษัทไปด้วยในเวลานั้นทำให้มีเวลาว่างไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่นัก  แต่แค่กลับมาที่ห้องแล้วพบอีกคนเดินไปเดินมาในที่ๆ เป็นของเขาเพียงเท่านั้น  หัวใจก็รู้สึกพองโตด้วยความอบอุ่น  เป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด

 

คนๆ นั้นเป็นคนอ่อนโยน  ขี้กลัว  นุ่มนวลและสว่างไสวเหมือนแสงอาทิตย์ในยามเช้า

 

 

ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิด.....ว่า 1 สัปดาห์ให้หลัง  หลังจากเรียนจบ  ริมฝีปากนั้นจะเป็นฝ่ายเอ่ยคำบอกลา

 

 

เราเลิกกันเถอะ  อาคาชิ

 

 

วินาทีที่ได้ยินประโยคนั้น  เขามองอีกฝ่ายซ้ำอย่างไม่เชื่อหู  เลยออกไปเบื้องหลังที่ร่างนั้นยืนอยู่  บนโซฟาที่เราเคยนั่งดู TV ด้วยกัน  มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบวางอยู่  เมื่อมองไปรอบๆ  ของที่เคยเป็นสมบัติส่วนตัวของคนตรงหน้าหายไปทั้งหมด.....การจากลาถูกเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว....คนตรงหน้าพร้อมอยู่แล้วที่จะไป

 

 

ทำไม.....

 

 

เสียงที่ถามเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเขาเอง

 

 

เพราะฉันให้เวลากับนายน้อยเกินไปหรือ

 

เปล่า

 

เพราะฉันทำให้นายลำบากอะไรหรือเปล่า

 

ไม่ใช่หรอก  อาคาชิ

 

 

คนรักที่ยืนอยู่ตรงหน้ายิ้มบาง  เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนไม่เปลี่ยน  แต่วันนี้อาคาชิกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นกำลังพาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้หลุดลอยไกลออกไป

 

 

ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน  ฉันเห็นอาคาชิพยายามกับความฝันของตัวเองมาตลอด  วันนี้บริษัทที่ต้องล้มลุกคลุกคลานเพื่อสร้างมันขึ้นมาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว  หลังจากเฝ้ามองอาคาชิค่อยๆ เติบโตมาตั้งแต่แรกจนถึงวันนี้  ฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างบ้างเหมือนกันน่ะ

 

 

รอยยิ้มเปิดกว้างขึ้นอีกนิด

 

 

ฉันก็มีความฝันเหมือนกัน  อาคาชิ  มันเป็นความฝันทั้งชีวิตของฉัน.....

 

.........ความฝันนั่น  ทำให้มันสำเร็จข้างๆ ฉันไม่ได้หรือ

 

 

คนฟังส่ายหน้า

 

 

ไม่ได้หรอก......มันจะไม่มีวันสำเร็จ  ถ้าฉันยังอยู่ข้างๆ อาคาชิอยู่แบบนี้

 

 

ความชาไล่ตั้งแต่กลางอกจนขยายไปทั่วร่าง

 

 

รู้หรือไม่ว่าเขาลงมือตั้งบริษัทของตัวเองให้เร็วที่สุด  ทั้งๆ ที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่  ทั้งๆ ที่มีบริษัทของพ่อรอให้รับช่วงต่อสบายๆ อยู่แล้วแท้ๆ เป็นเพราะอะไร

 

 

 

เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า  เขาพร้อมแล้วที่จะดูแลชีวิตของใครสักคน

 

 

 

ความรักของเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องยากที่จะมีใครมายอมรับ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ อาคาชิ  เซย์จูโร่ เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของ อาคาชิ  มาซาโอมิ’  สิ่งเดียวที่จะทำให้พ่อยอมรับได้มีเพียงแค่วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น

 

แต่ในวันที่ทุกอย่างกำลังเป็นรูปเป็นร่าง  คนที่เป็นความฝัน  คนที่อยากให้อยู่ข้างกันในวันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด  กลับเอ่ยปากขอที่จะจากไป

 

 

ดวงตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายมองตรงมาที่เขาอย่างแน่วแน่  พาให้ย้อนกลับไปในความทรงจำเมื่อครั้งเผชิญหน้ากันอยู่บนสนามบาสที่สะท้องแสงไฟจนเจิดจ้า  วินาทีที่ทำให้เขามั่นใจกับตัวเองว่าตกหลุมรักคนๆ นี้ยิ่งกว่าใคร

 

 

ถัดจากชั่ววูบนั้น  อารมณ์ที่ประเดประดังเข้ามาจากทุกทางทำให้อาคาชิอยากพาลจนพังทุกอย่าง  ล้มเลิกทั้งสิ่งที่ตั้งใจจะทำแล้วทุ่มเททั้งหมดที่มีเพื่อกักขังคนตรงหน้าเอาไว้  จะไม่ยอมให้ไปไหน  ล่ามเอาไว้ข้างๆ เขา  ให้อยู่ในระยะสายตา  ต่อให้รู้ว่านั่นจะเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่อยู่ในดวงตาคู่นั้นทั้งหมดก็ยอม

 

อย่าไปไหน  อยู่กับฉัน  ช่างไอ้ความฝันเฮงซวยนั่นสิ  สิ่งที่นายต้องการฉันจะหามาให้  นายอยากได้อะไร  อยากเป็นอะไร  อยากมีอะไร  ต่อให้เป็นความปรารถนาที่ยากลำบากแค่ไหนฉันจะเป็นคนทำให้มันเป็นจริงทั้งหมดเอง

 

 

ขอแค่อย่าไป.....

 

 

หลายอย่างที่อยากจะพูด  ความคิดไร้สาระเอาแต่ใจมากมายที่อยากตะโกนใส่หน้าอีกฝ่าย

 

 

แต่เสียดายที่อาคาชิ  เซย์จูโร่เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่เหนือเหตุผลมากกว่าอารมณ์  มันเป็นอย่างนั้นเสมอ....และจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป

 

 

ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาทำได้....จึงมีเพียงการพยักหน้า

 

 

คนตรงหน้าเผยยิ้มบางก่อนกระซิบว่าขอบคุณ  แต่ดวงตาสีน้ำตาลที่ชอบมองที่สุดนั้นกลับเอ่ยคำว่าขอโทษ

 

 

คนๆ นี้รู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่มีวันปฏิเสธ  เพราะรู้ดีอยู่แล้วถึงได้พูด

 

 

รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่ได้ 

 

 

คนขี้โกง....

 

 

แต่แปลกที่ ณ. วินาทีนี้  วินาทีที่หัวใจของเขาควรจะโดนทำร้ายอย่างถึงที่สุด  แต่อาคาชิกลับไม่รู้สึกว่ารักคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าน้อยลงไปกว่าวินาทีก่อนหน้านี้เลย

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลก้มลงหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบที่วางอยู่ด้านหลัง  เดินผ่านเขาไปที่ประตูหน้า  เปิดประตูแล้วเดินออกไป

 

 

เสียงปิดประตูดังขึ้น.....และไม่เคยถูกเปิดออกด้วยมือของคนๆ เดิมอีกเลย

 

 

 

 

 

 

 

ตัวเลขสีส้มที่อยู่ด้านบนยังคงเพิ่มขึ้นทีละหน่วย  จากวันนั้นจนถึงวันนี้  ไม่ใช่แค่ 1 ปีที่เราไม่ได้พบหน้ากัน  ข่าวที่ได้ยินมาบอกว่าคนที่ภายนอกดูอ่อนแอและขี้กลัวคนนั้น  ตอนนี้กำลังทำงานเป็นช่างภาพให้กับองค์กรการกุศลที่มีขอบเขตการทำงานอยู่ในประเทศต่างๆ  เดินทางไปเรื่อยห่างไกลหลายพันกิโลเมตรจากบ้านเกิดเมืองนอน.....ไปยังประเทศที่กำลังเดือดร้อนเพราะความยากจนแร้นแค้น ภัยธรรมชาติ  ความรุนแรง  ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่  การเมืองและศาสนา  คนที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีท่าทีเลยว่าจะออกจากญี่ปุ่น  ตอนนี้กลับกำลังโบยบินอยู่ในสถานที่เหล่านั้น  อยู่ในโลกกว้างนั่น.....ที่ๆ มือของเขาเอื้อมออกไปไม่ถึง

 

 

นี่อาจจะเป็นความหมายของประโยคที่ว่า  ความฝันของอีกฝ่ายไม่มีวันเป็นจริงได้หากยังอยู่ข้างกายเขา

 

 

เหมือนตลกร้าย

 

 

ทั้งที่มีทุกอย่าง  ทั้งความเก่งกาจ  มันสมอง  อำนาจ  เงินทอง  อนาคต  กระทั่งความรัก.....

 

แต่แม้จะใช้ทั้งหมดที่มีนั่น....ก็ยังรั้งผู้ชายคนเดียวเอาไว้ไม่ได้

 

 

 

เสียงติ๊งดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดออก  อาคาชิก้าวเข้าไปด้านใน  กดปุ่มชั้นล่าง  จากนั้นลิฟต์ก็ค่อยๆ ปิดลง  เขาเงยหน้าขึ้นไปที่ด้านบน  มองตัวเลขสีส้มเคลื่อนไหวอีกครั้ง  แต่คราวนี้เป็นการนับถอยหลัง

 

 

วันที่ 7 เดือน 7 ....ครั้งเดียวในรอบ 1 ปีที่สาวทอผ้าจะได้พบกับชายเลี้ยงวัวบนสะพานที่มีชื่อว่าทางช้างเผือก

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่ไม่เชื่อในเรื่องของเทพเจ้า  จึงไม่เคยเขียนคำอธิษฐานลงบนทันซาคุอีกเลยนับตั้งแต่อีกคนเดินออกจากห้องไป  แต่ความทรงจำยังชัดเจนดีว่าทุกๆ ปีในวันนี้  คนใจร้ายคนนั้นจะเตรียมต้นไผ่ต้นเล็กๆ ไว้ที่ระเบียง  พร้อมกระดาษเขียนคำอธิษฐานยื่นให้เขาเป็นประจำ

 

 

 

ทานาบาตะมัทสึริ.....เทศกาลที่ทำให้คน 2 คนที่พลัดพรากจากกันได้เดินทางเวียนมาพบ

 

 

 

แม้เวลาจะผ่านมานานมากกว่า 1 ปี

 

แต่หากคำขอที่อธิษฐานในวันนี้จะเป็นจริงได้

 

 

 

 

ขอให้ได้เจอกับคนใจร้ายคนนั้นอีกสักครั้ง.....

 

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

รถคันสีดำเลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า  อาคาชิ  เซย์จูโร่เปิดประตูขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง  บอกจุดหมายปลายทางที่ต้องการไป  หลังจากนั้นไม่นานล้อทั้ง 4 ก็เริ่มขยับหมุนไปด้านหน้า

 

 

เขาตัดสินใจใช้บริการรถแท็กซี่ตามคำแนะนำของมิบุจิแทนที่จะเป็นรถยนต์ส่วนตัวซึ่งจอดอยู่ชั้นใต้ดินของตึกสำนักงาน   เนื่องด้วยการอดนอน 3 คืนติดต่อกันทำให้สติสัมปชัญญะไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการขับรถเท่าไหร่นัก  อีกอย่างร่างกายของเขาตอนนี้ก็ต้องการการพักผ่อนมากกว่าฝืนขับรถฝ่าการจราจรติดขัดในช่วงเช้าอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

 

อาคาชิเอนหลังพิงเบาะ  ลอบถอนหายใจยาว  นอกหน้าต่างนั้นมีพนักงานบริษัทในชุดสูทถือกระเป๋าที่กำลังเร่งรีบเดินไปทางบริษัท  แม่บ้านที่ปั่นจักรยานสวนกันไปมาอยู่บนทางเท้า  เด็กนักเรียนมัธยมสะพายกระเป๋าพร้อมอุปกรณ์ชมรมเดินไปโรงเรียน  ภาพการเริ่มต้นชีวิตแต่ละวันกำลังไหลผ่านหน้าต่างรถของเขา  ดวงตาของคนที่ปกติหัวสมองคิดแต่เรื่องธุรกิจอยู่ตลอดมองมันไปเรื่อยๆ ราวกับจะใช้แทนภาพพักสายตา  จนกระทั่งรถวิ่งผ่านเด็กอนุบาลกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเกาะไหล่กันรอข้ามถนนที่สี่แยกไม่ห่างไปจากบริษัทเท่าไหร่นัก  ความน่ารักที่มีแต่คนหยุดมองแล้วอมยิ้ม  1 ในนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ  กำลังคุยบางอย่างกับคุณครูโรงเรียนอนุบาลก่อนย่อตัวลงยิ้มให้กับเด็ก 2-3 คน  คนๆ นั้นคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น  หยิบกล้องถ่ายรูปที่คล้องคออยู่ขึ้นมาแนบดวงตา  เด็กน้อยกับคุณครูอนุบาลชู 2 นิ้วแล้วยิ้มกว้าง

 

 

รถเคลื่อนเข้าใกล้  ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นถูกบดบังไว้ด้วยกล้องถ่ายรูปเสียครึ่งหนึ่ง  เหลือเพียงรอยยิ้มที่โผล่พ้นออกมาจากกล้อง  กรอบร่างที่คุ้นเคย  ผมสีน้ำตาลตัดสั้นและย้อมสีให้ดูสว่างกว่าสีจริง 

 

 

อาคาชิเบิกตากว้าง

 

 

“จอดรถ!!!

 

 

คนขับตบไฟเลี้ยวจอดเข้าข้างทางทันทีที่ได้รับคำสั่ง   แต่ความเร็วของรถก็ทำให้เลยจุดนั้นมาเกือบ 100 เมตร  สี่แยกที่เพิ่งเลยผ่านมาเป็นไฟเขียวให้คนข้ามได้พอดี  เด็กอนุบาลเกาะไหล่เดินข้ามถนนกันเป็นแถว  อาคาชิเปิดประตูลงจากรถอย่างรีบร้อน  หันหลังกลับไปมอง  ผู้ชายคนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิม  โบกมือตามหลังเด็กน้อยกลุ่มนั้นไป  รูปร่างผอมบาง  ผมสีน้ำตาล  แม้จะเห็นจากด้านหลังแต่ก็ดูคุ้นตาเหลือเกิน

 

 

รองเท้าหนังหนักๆ สีดำก้าวไปด้านหน้า  ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นคือภาพที่เกิดจากสมองอันเหนื่อยล้าของเขาหรือเปล่า  อาจจะเป็นแค่ใครที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกันเฉยๆ ก็ได้  แต่ด้วยความเครียดจากการอดหลับอดนอนมาตลอด 3 วันที่ผ่านมาหรือเปล่าไม่ทราบ....ทำให้ความเยือกเย็นและสติที่เคยมีมันหายไปหมด  รู้ทั้งรู้ว่าหากอีกฝ่ายกลับมาญี่ปุ่นจริงๆ  แค่โทรศัพท์กริ๊งเดียวก็จะรู้ได้แท้ๆ   และหากอยากเจอจริงๆ ละก็  ระหว่างที่อีกฝ่ายยังอยู่ในญี่ปุ่นนั้นจะไปเจอเมื่อไหร่ก็เจอได้  ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนนี้  เดี๋ยวนี้  แต่วินาทีที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีความไม่สมบูรณ์ในแบบของมันเช่นนี้นั้น...เขาไม่อาจอดทนรอได้อีกแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว

 

คนๆ นั้นยืนอยู่ตรงหน้า  ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในทุกวินาทีที่เคลื่อนผ่าน  อาคาชิได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองดังยิ่งกว่าตอนที่วิ่งอยู่ในสนามแข่งเสียอีก  ปลายนิ้วเย็นเฉียบอย่างที่ไม่เคยเป็นเอื้อมไปคว้าต้นแขนของชายหนุ่มตรงหน้าให้หันกลับมาหาอย่างอุกอาจ

 

 

ในวินาทีนั้น....ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว  สายตาของอาคาชิถูกแช่แข็งไว้ที่โครงหน้าที่ซูบลงกว่าครั้งสุดท้ายที่เจอกันเล็กน้อย  ผมสีน้ำตาลตัดสั้นลงและให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงและถูกทำให้สว่างกว่าสีจริง  มือ 2 ข้างยังประคองกล้องตัวใหญ่  ดวงตาที่ต้องช้อนขึ้นนิดหนึ่งเพื่อมองเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกตกใจ....เช่นเดียวกันกับเขา

 

 

ดวงตาคู่นั้นเป็นสีน้ำตาลคู่เดิม.....ตรงกันกับคู่ที่อยู่ในความทรงจำ

 

 

อาคาชิรู้สึกว่าตัวเองกำลังอ้าปากค้างเหมือนคนโง่  นานนักกว่าจะควานหากล่องเสียงของตัวเองจนเจอ

 

 

 

 

“....โค.....คิ.....”

 

“เอ๊ะ?....อ....อาคาชิ?”

 

 

 

 

 

 

 

ONCE  IN  A  LIFETIME

 

 

 

 

 

 

 

“อ....อาคาชิ?”

 

 

เสียงที่ได้ยินผ่านเข้ามาในโสตประสาทยิ่งทำให้รู้สึกชาไปทั่วร่างเหมือนถูกหมัดน็อคเข้าเต็มๆ ที่ปลายคาง  ไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรหรือทำอะไรต่อ  รู้แต่ว่าร่างกายของเขาสั่งนิ้วตัวเองให้กำต้นแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น  จะไม่มีวันปล่อย  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนโลกนี้ก็ตาม

 

 

“เอ๊ะ?....เอ๊ะ?”

 

 

คนตรงหน้าหันซ้ายหันขวา  ช่วงเวลาที่สมองของเขาถูกแช่แข็ง  ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีสติขึ้นมาแทน  ฟุริฮาตะ  โคคิมองข้ามไหล่ของเขาแล้วชี้นิ้วไปด้านหลังอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

 

 

“เอ่อ.....คือว่าแท็กซี่รออยู่นะ?”

 

 

ถึงตรงนี้อาคาชิจึงเพิ่งรู้สึกตัว  เมื่อหันกลับไปมองด้านหลัง  ห่างออกไป 100 เมตรยังมีรถแท็กซี่คันที่เขานั่งมาเปิดไฟฉุกเฉินรออยู่  เส้นแสงหนึ่งแล่นผ่านความคิด  อาคาชิพลิกตัวเดินกลับไปที่รถโดยยังมีอีกคนหนึ่งติดมือมาด้วย

 

 

“เอ๊ะ?  เดี๋ยวก่อน....เดี๋ยว...อาคา.....”

 

 

เสียงต่อต้านดังอยู่เบื้องหลัง  แต่อาคาชิไม่สนใจ  นิ้วทั้ง 5 ยังกระชับอยู่บนต้นแขนของอีกฝ่ายแน่น  แม้แต่ตอนที่เปิดประตู  ยัดร่างคนตัวเล็กกว่านิดหน่อยเข้าไปด้านในแล้วขึ้นไปนั่งตาม  จนกระทั่งย้ำจุดหมายปลายทางเดิมกับคนขับที่รออยู่แล้ว  มือที่จับต้นแขนของอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมคลายเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

“อาคาชิ.....ปล่อยแขนก่อนก็ได้  ฉันไม่หนีไปไหนหรอกน่า”

 

 

แม้จะได้ยินอีกคนพูดด้วยเสียงอ่อนๆ อย่างนั้น  แต่ให้ตายเขาก็จะไม่มีวันปล่อยอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

ทานาบาตะมัทสึริ.....เทศกาลที่ทำให้คน 2 คนที่พลัดพรากจากกันได้เดินทางเวียนมาพบ

 

 

 

 

 

 

 

“เหลือเชื่อเลยว่าจะไม่ยอมปล่อยมือจนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ”

 

 

 

แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนฝัน....

 

 

 

ห้องของเขา.....ห้องเดิมที่เคยมีอีกฝ่ายอยู่เป็นเรื่องปกติ  มาวันหนึ่งคนตรงหน้าหายตัวไป  และอีกหลายปีต่อมา  ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพคนๆ นี้อยู่ในที่ๆ เป็นของเขาอีกครั้ง

 

 

ฟุริฮาตะ  โคคิถอดกล้องที่คล้องคออยู่วางลงบนโต๊ะอย่างเบามือ  คุ้ยอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพาย

 

 

“แปบนึงนะ  ขอโทรศัพท์หาคุโรโกะก่อน  จริงๆ แล้วฉันมีนัดกับหมอนั่นน่ะ  แต่เลยเวลามา 10 นาทีแล้วอย่างนี้ยังไงก็คงไปไม่ทันสินะ”

 

 

มีนัดกับคุโรโกะ?  แสดงว่าเรื่องที่นายกลับมาที่ญี่ปุ่นนี่หมอนั่นรู้อยู่แล้วจริงๆ ด้วยสินะ

 

ทั้งที่กลับมาทั้งทีไม่คิดจะติดต่อเขา  แต่นัดเจอกับคุโรโกะ เทตสึยะได้

 

จิตใจของผู้ชายคนนี้ทำด้วยอะไรกัน

 

 

“ฮัลโหล อา...คุโรโกะเหรอ  โทษทีนะ  วันนี้ฉันคงไปไม่ได้แล้ว  อือ  พอดีว่าบังเอิญเจออาคาชิน่ะ  อืม  ขอโทษด้วยนะ  เอาไว้คราวหน้านะ  อืม.....”

 

 

คนที่หายตัวไปตั้งนาน  บทจะได้เจอกันก็พบกันง่ายๆ

 

 

 

 

 

 

 

หากคำอธิษฐานในวันนี้จะเป็นจริงได้  ขอให้ได้เจอกับคนใจร้ายคนนั้นอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

คำอธิษฐานที่คิดขึ้นมาอย่างทีเล่นทีจริงเพราะไม่เคยคิดว่ามันจะสมหวัง  แม้แต่กระดาษทันซาคุแขวนกิ่งไผ่ก็ไม่ได้เขียน  ที่สำคัญ....นี่ยังไม่ทันจะผ่านข้ามวันเลยด้วยซ้ำ

 

 

“ฝากความคิดถึงถึงคางามิด้วยนะ  ของฝากเดี๋ยวจะส่งไปให้ทีหลัง  แค่นี้ล่ะ  บาย”

 

 

ดวงตาสีแดงเหม่อมองผู้ชายที่ตัวผอมลงกว่าครั้งสุดท้ายที่เคยกอดเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินเข้ามาหาพลางมองไปรอบๆ ห้องด้วยท่าทางง่ายๆ

 

 

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในความคิด

 

 

“หลายปีผ่านไปอะไรๆ ในห้องนี้ก็ยังไม่ค่อยเปลี่ยนเลยนะ  อ่ะ  ผ้าม่านนี่เปลี่ยนสีใช่ไหม”

 

 

 

ไปอยู่ที่ไหนมา  ทำไมถึงผอมลง  ได้กินข้าวครบทุกมื้อไหม  เจ็บป่วยอะไรหรือเปล่า

 

 

 

“ว่าแต่ทำไมขอบตาคล้ำ  ช่วงนี้ได้พักผ่อนเพียงพอหรือเปล่า  อาคาชิ”

 

 

 

ทำไมกลับมาถึงไม่บอก  มาตั้งแต่เมื่อไหร่  แล้วจะอยู่ญี่ปุ่นอีกกี่วัน  มีแผนเดินทางอีกทีวันไหน

 

ถ้าฉันไม่ได้บังเอิญมองออกไปนอกหน้าต่างบานนั้น....เราจะได้เจอกันไหม

 

 

 

“อาคาชิ?”

 

 

อยากเอื้อมมือไปกอด  อยากถามอีกหลายอย่าง  อยากเฝ้ามองโดยไม่กระพริบตาเพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไปได้ในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง  แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้มีเพียงยกมือขึ้น  จับต้นแขนของอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆ  หัวหนักอึ้งเหมือนถูกหินถ่วงค่อยๆ โน้มลงไปตรงหน้า  ทันทีที่หน้าผากสัมผัสกับบ่าของคนตัวเล็กกว่าไม่มาก  กลิ่นหอมประจำตัวที่แสนโหยหาก็ยิ่งทำให้ดวงตาพร่าเลือนยิ่งกว่าเดิม  อาคาชิได้ยินเสียงฟุริฮาตะเรียกชื่อเขาอย่างตกใจนิดๆ  สัมผัสได้ถึงแรงเขย่าที่ไหล่  อยากตอบกลับว่าไม่เป็นไร  แต่ดูเหมือนว่าร่างกายมันจะมาถึงขีดจำกัดของมันแล้ว

 

 

อย่าหลับนะ....เพราะถ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง  เรื่องทุกอย่างอาจกลายเป็นแค่ความฝันก็ได้

 

 

บอกกับตัวเองอย่างนั้น  แต่ก็ไม่อาจต้านทานไหว

 

สุดท้าย.....มือที่แตะต้นแขนอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆ ก็หล่นลงด้านล่าง  เปลือกตาปิดลง  แล้วอาคาชิ  เซย์จูโร่ก็ร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของห้วงนิทรา

 

 

 

 

 

 

 

 

ONCE  IN  A  LIFETIME

 

 

 

 

 

 

 

 

ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง  เพราะเหมือนได้ยินเสียงปิดประตูดังมาจากที่ไกลๆ

 

 

สิ่งแรกที่เห็นคือม่านระเบียงที่ถูกปิดสนิท  ผ้าเนื้อหนาทำหน้าที่กั้นแสงจากภายนอกจนสับสนอยู่ครู่หนึ่งว่านี่กลางวันหรือกลางคืน  หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อพลิกตัวขึ้นนอนหงายแล้วรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาที่ขมับ  อาคาชิยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก  รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียน  สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อระงับอาการ  ความเหนื่อยล้ายังไม่หายไปหมดเสียทีเดียว  แต่ก็นับว่าดีกว่าการไม่ได้นอนเลย  เมื่อสมองเริ่มกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม  อาคาชิ  เซย์จูโร่ก็เริ่มสะสางความทรงจำที่กระจัดกระจายอยู่ในหัว

 

เริ่มจากเขาออกจากออฟฟิศมาตั้งแต่ประมาณ 7 โมง 50 นาที  ทิ้งรถไว้ที่นั่นแล้วเลือกขึ้นแท็กซี่กลับบ้านแทนเพราะขับไม่ไหว  แล้วจากนั้น......เหมือนฝันเห็นฟุริฮาตะ  โคคิ.......

 

 

คิดถึงตรงนี้  อาคาชิกลั้นลมหายใจของตัวเองแล้วเงี่ยหูฟังเสียงด้านนอกอย่างไม่รู้ตัว  เหมือนได้ยินเสียงชิ้งจากห้องกว้างแสดงถึงความเงียบสนิท  และภายนอกนั้นก็ดูเหมือนจะไม่มีเสียงอะไรที่บอกให้รู้ว่ามีใครนอกจากเขาอยู่ด้วยกันที่นี่อีกด้วย

 

 

ประธานบริษัทอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว

 

 

งานที่หนักหน่วงมาตลอด 3 วันทำให้ร่างกายโหยหาบางอย่างมาเยียวยาความเหนื่อยล้าจนกระทั่งสร้างภาพลวงตาของคนที่เดินจากไปตั้งนานขึ้นมาเลยอย่างนั้นหรือ  ดูท่าว่าการโหมงานหนักในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเขามากกว่าที่คิดสินะ  หยุดพักผ่อนวันเดียวอาจจะไม่พอ  บางทีอาจต้องลาหยุดต่อแล้วใช้วิธีประชุมผ่านอินเตอเน็ตเพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกสักวันก็เป็นได้

 

 

ร่างสมส่วนค่อยๆ ลุกขึ้นจากที่นอน  เสยผมที่หล่นลงมาปรกหน้าผากขึ้นไปด้านบน  นึกตกใจอยู่เล็กน้อยที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในชุดสูท  แต่เป็นเสื้อเชิ้ตเนื้อนิ่มที่มักใช้แทนชุดนอนบ่อยๆ กับกางเกงขาสั้น 1 ตัวแทน  เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเปลี่ยนเสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่  บางทีร่างกายอาจจะขยับไปเองตามสัญชาตญาณ  หรือไม่เขาก็คงง่วงเกินกว่าจะจำ

 

 

จากตอนนั้นถึงตอนนี้ผ่านมากี่ชั่วโมงแล้ว.....

 

 

ดวงตาที่เป็นสีแดงเช่นเดียวกันทั้ง 2 ข้างเหลือบมองนาฬิกาที่วางอยู่ข้างหัวเตียง  ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลาบ่าย 3 โมงกว่า  เกือบ 7 ชั่วโมงที่หลับเป็นตาย  ปกติอาคาชิจะใช้เวลานอนในแต่ละวันเพียงแค่ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้นและเป็นแบบนี้มาตั้งแต่มัธยมต้นจนร่างกายคุ้นชินแล้ว  การนอน 7 ชั่วโมงจึงเป็นเครื่องการันตีได้อย่างหนึ่งว่า 3 วันที่ผ่านมาเขาอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากขนาดไหน

 

 

ประธานบริษัทถอนหายใจอีกครั้ง  ตัดสินใจเดินออกมานอกห้องเพราะนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออกมา....ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้ต้องชะงักฝีเท้า

 

 

กลิ่นมิโซะลอยมาแตะจมูก

 

เสียงเครื่องครัวกระทบกันเบาๆ ดังมาจากด้านหลังเคาเตอร์  เสียงเสียดสีระหว่างสลิปเปอร์กับพื้นห้อง

 

ผ้าม่านถูกเปิดออกให้แสงเข้า

 

ร่องรอยการมีตัวตนของ คนอื่น’  ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี

 

 

อาคาชิค่อยๆ ก้าวช้าๆ  เดินเข้าไปใกล้ที่มาของเสียงและกลิ่นหอมนั้น  นึกเกลียดหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวเร็วราวกับเป็นเด็กน้อยที่ต้องพูดรายงานหน้าชั้นเป็นครั้งแรก  จะว่าไปแม้แต่ตอนยืนอยู่หน้าห้องหรือก่อนลงสนามแข่งเขาก็ไม่เคยหัวใจเต้นแรงด้วยความประหม่าเลยสักครั้งด้วยซ้ำ.....จะมีก็แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

 

 

ใช่.....วันที่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาตั้งใจสารภาพรักกับใครบางคน

 

 

คนเดียวที่ทำให้ตัวเขาไม่เป็นตัวเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ  และเป็นอย่างนั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  อาคาชิรู้สึกเกลียดความกลัวที่จะผิดหวัง.....หากเดินออกไปแล้วพบว่าคนที่อยู่ในห้องครัวนั้นเป็นใครที่ไม่ใช่ฟุริฮาตะ  โคคิ

 

 

เขาก้าวออกไปช้าๆ อีก 1 ก้าว

 

 

ห้องครัวอยู่ตรงหน้า  ใครบางคนหันหลังให้  เสื้อยืดสีเข้มแนบสรีระผอมบาง  ผ้ากันเปื้อนที่เขาซื้อมาแต่ไม่เคยได้ใช้ผูกอยูที่คอและเอวของอีกฝ่าย  เสียงฮัมเพลงที่คุ้นหู.....ผมสีน้ำตาลย้อมสว่างกว่าวันสุดท้ายที่ได้เจอกัน

 

 

ราวกับรู้ว่าถูกมอง  คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นหันกลับมาหา  ในมือมีกระบวยที่ใช้คนซุปมิโสะถือคาอยู่  ดวงตาสีน้ำตาลเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยวเมื่อเจ้าตัวเปิดรอยยิ้ม

 

 

“ตื่นแล้วหรือ  อาคาชิ  ทานข้าวเลยไหม  หรือจะอาบน้ำก่อนดี”

 

 

นี่คือฟุริฮาตะ  โคคิ....แม้ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง  แต่ไม่ผิด....นี่คือคือคนเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำ

 

 

“อาคาชิ...?”

 

 

คนตรงหน้าเอียงคอนิดๆ  มีสีหน้าราวกับสงสัย  ผิวของอีกฝ่ายเข้มขึ้นกว่าเดิม  คงเพราะทำงานอยู่กลางแดดตลอดเวลาและไม่ค่อยได้ใส่ใจดูแลตัวเองตามนิสัย  บนใบหน้านั้นไม่มีรอยแผล  ใต้ร่มผ้าก็ไม่น่าจะมี  ผอมลงบ้างแต่ไม่มีร่องรอยของความเจ็บป่วยให้เห็น  สีหน้าอีกฝ่ายดูแจ่มใสกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ

 

 

เขาเห็นฟุริฮาตะ  โคคิกระพริบตาช้าๆ  ก่อนอีกฝ่ายค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้ไม่ใช่รอยยิ้มกว้างจนดวงตาปิดมิดเหมือนครั้งแรก  แต่เป็นรอยยิ้มอ่อนบาง  ค่อยๆ เปิดกว้าง  ส่งให้ใบหน้านั้นนุ่มละมุน

 

 

 

 

Tadaima (กลับมาแล้ว)”

 

 

 

อาคาชิรู้สึกอยากร้องไห้

 

 

 

 

Okaeri  (ยินดีต้อนรับกลับบ้าน)”

 

 

 

 

 

If you had a choice

Then what would you chose, to do?

 

 

I could live without money

I could live without the fame

And if every day was sunny

I could live without the rain

 

 

 

 

 

“โห! หนังเรื่องนี้มีภาคต่อด้วยเหรอ  สุดยอด!! จำได้เลยเนอะที่ตอนอยู่มหาลัยชวนพวกคุโรโกะไปดูด้วยกัน  คิดถึงจัง  อาคาชิซื้อ DVD เก็บไว้ด้วยเหรอ”

 

 

คนตัวเล็กกว่าที่นั่งจุ้มปุ้กอยู่หน้าชั้นเก็บ DVD อยู่นาน 2 นานรื้อแผ่นๆ หนึ่งออกมาชูขึ้นพร้อมดวงตาที่เป็นประกาย   เจ้าของบ้านนั่งอยู่บนโซฟา  จิบกาแฟดำที่อีกคนชงให้หลังจากทานข้าวกลางวันที่ค่อนข้างเลทไปหน่อยพร้อมกันไปแล้ว  รสชาติที่ต่างจากเวลาที่เขาชงเองทั้งๆ ที่ใช้เมล็ดกาแฟจากถุงเดียวกัน  เครื่องชงกาแฟก็เครื่องเดียวกัน  แต่รสชาติกลับแตกต่าง  ระหว่างที่รสของกาแฟที่ไม่ได้ลิ้มมานานกรุ่นกระจายอยู่ในโพรงปาก  อาคาชิมองคนที่กำลังรื้อชั้น DVD ของเขาอย่างสนุกสนาน  จัดแจงเปิดเครื่องเล่น  ใส่แผ่นเอง  ปิดไฟแล้วกระโดดมานั่งข้างๆ อย่างเรียบร้อย

 

 

“ดูด้วยกันเนอะ  ถึงอาคาชิจะเคยดูแล้วก็เถอะ”

 

 

ฟุริฮาตะนั่งกอดเข่าโยกตัวฮัมเพลงอยู่ข้างๆ ระหว่างที่หน้าจอ LED TV 50 นิ้วกำลังฉายภาพยนตร์ตัวอย่างก่อนจะเข้าเนื้อเรื่องจริง  ใบหน้าด้านข้างที่กำลังจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ค่อยแตกต่างอะไรจากเมื่อครั้งที่เราเคยนั่งอยู่หนังด้วยกันที่โซฟาตัวนี้มากนัก

 

ตั้งแต่เรียนจบและชีวิตไม่มีอีกฝ่าย  เขาก็ทุ่มเทเวลาให้กับบริษัทอย่างเต็มตัว  แม้แต่วันหยุดก็ยังไม่ค่อยจะมี  แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งดูหนัง

 

 

DVD แผ่นนี้....เขาซื้อมาเพราะบังเอิญเห็นระหว่างกำลังกลับบริษัทหลังทานข้าวกับลูกค้าที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง  ตั้งแต่ภาคแรกของหนังเรื่องนี้ที่ได้ดูตอนเรียนมหาวิทยาลัย  จนประกาศทำภาค2   จนกระทั่งถ่ายทำ  ฉายในโรงภาพยนตร์  จนกลายมาเป็นแผ่น DVD ต้องใช้เวลานานพอสมควร  แต่อาคาชิกลับไม่เคยรู้เรื่องเลยว่ามีภาค 2 ของหนังเรื่องนี้ออกมาจนกระทั่งเจอแผ่น DVD โดยบังเอิญในวันนั้น

 

 

เขาไม่ได้ชอบนักแสดงในเรื่องเป็นพิเศษ  หรือเนื้อเรื่องในภาคแรกก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกติดตรึงใจจนอยากรู้ตอนต่อแต่อย่างใด  แต่อาคาชิ  เซย์จูโร่กลับเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาจากชั้นแล้วเดินไปจ่ายเงิน

 

 

เพียงแค่คิดว่าสักวัน.....อาจมีโอกาสที่คนที่เคยชอบหนังเรื่องนี้จะกลับมานั่งดูด้วยกันอีกครั้งก็เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

And if I ever went up to heaven

I would fall right back down

That life wouldn’t be living

Because you’re the one I couldn’t live without

 

 

 

 

 

“โอเคหรือเปล่า”

 

 

ใครจะคิดว่าประธานบริษัทผู้ยิ่งใหญ่จะต้องมานั่งลูบหลังลูบไหล่คนร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลเต็มหน้าไปหมด  อาคาชิหัวเราะขำๆ ขณะยื่นกล่องใส่กระดาษทิชชู่ให้คนที่คว้าไปสั่งน้ำมูกดังฟืด!!

 

 

“ไม่เห็นรู้เลยว่าจะจบแบบนี้อ่ะ!

 

 

จะรู้ได้อย่างไร  ก็หลายปีที่ผ่านมาอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นเลยนี่นา  อย่าว่าแต่คนที่ขึ้นเหนือล่องใต้อยู่ไม่เป็นสุขเลย  แม้แต่เขาที่อยู่ญี่ปุ่นแท้ๆ ยังไม่เคยติดตามข่าวเลยว่าภาคต่อของเรื่องนี้จบลงอย่างไร

 

 

“อาคาชิก็ไม่เตือนกันบ้างเลย!

 

 

โทษเขาอีก....

 

คนถูกพาลใส่หัวเราะเบาๆ   จะบอกอย่างไรว่าก็เพิ่งได้ดูวันนี้พร้อมๆ กัน

 

 

“แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถือว่าได้รู้จุดจบของทุกอย่างแล้วไม่ใช่หรือ”

 

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ~

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่จับมือที่กำลังขยี้ตาตัวเองของอีกฝ่ายให้หยุดแล้วยื่นกระดาษทิชชูนุ่มๆ อีกแผ่นให้แทน  ซึ่งฟุริฮาตะก็รับไปสั่งน้ำมูกอีกฟืดใหญ่

 

แม้อีกคนจะกำลังร้องไห้  แต่มุมปากของผู้ชายผมสีแดงกลับมีรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏอยู่

 

 

ภาพยนตร์จบลงอย่างแสนเศร้า....แต่ก็นับเป็นความสมบูรณ์ของเรื่องราวทั้งหมด

 

เรื่องราวที่หากอีกฝ่ายไม่กลับมาดูด้วยกันในวันนี้  ก็ไม่รู้เลยว่าอีกกี่ปีมันจะถูกเติมเต็ม

 

 

 

 

 

If I couldn’t blink

Would I still be able to see you

I couldn’t imagine

Without arms could I reach

No way could I ever hold you

 

 

 

 

 

“แล้วระหว่างที่ฉันไม่อยู่ญี่ปุ่นนี่มีอะไรที่พลาดไปอีกไหมเนี่ย”

 

“อืม....จะว่าไป  รู้สึกว่านิยายเรื่องนั้นจะจบแล้วนะ”

 

“เอ๊ะ?  เรื่องนั้นน่ะเหรอ ที่อ่านตอนม.ปลาย?”

 

“อืม”

 

“จบแล้วเหรอ!! นึกว่าชีวิตนี้จะไม่ได้อ่านเล่มจบซะแล้ว  อาคาชิมีให้ยืมไหม”

 

“ไม่ได้ซื้อเอาไว้น่ะสิ”

 

“จริงเหรอ  อาคาชิน่าจะอยากรู้ตอนจบมากกว่าฉันอีกนะ  จำได้ว่าตอนที่เริ่มอ่านอาคาชิก็เป็นคนแนะนำนี่นา”

 

 

เพราะไม่มีนายให้คุยเรื่องตอนจบด้วยแล้วอย่างไรล่ะ

 

 

 

 

 

I need these things

Like I need you

If you had a choice

What would you chose

 

 

 

 

 

“อยากอ่านไหมล่ะ  เดี๋ยวพาไปซื้อ”

 

“จริงเหรอ!  อยากอ่าน! เล่มจะใหญ่มากไหมนะ  อยากอ่านให้จบคืนนี้เลยด้วยสิ”

 

“ไม่มากหรอก  แต่ต้องนั่งรถไฟไปนะ  ฉันทิ้งรถเอาไว้ที่บริษัท”

 

“เอ๊ะ?  อ๋อ  ถึงได้นั่งแท็กซี่มา.....ยังชอบขับรถเองเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ  อาคาชิ  ทั้งๆ ที่คนขับรถของที่บ้านหรือที่บริษัทก็มีแท้ๆ”

 

 

เพราะชินกับการขับรถให้นายนั่งมาตลอดเวลาตั้งแต่แรกที่เราคบกันยังไงล่ะ

 

 

 

 

 

I could live without money

I could live without the fame

And if every day was sunny

I could live without the rain

 

 

 

 

 

“อ่ะ! การ์ตูนเรื่องนี้ก็จบแล้วเหรอ  คิดถึงจะเลยน้า  ตอนม.ปลายทาคาโอะแนะนำให้อ่าน สนุกมากเลย”

 

 

“ไมอุโบรสใหม่!! โหหหห เห็นแล้วนึกถึงมุราซากิบาระเลยเนอะ  เดี๋ยวนี้วงการขนมญี่ปุ่นมันก้าวหน้าไปถึงขั้นนี้แล้วเหรอเนี่ย ฮ่าๆๆๆ”

 

 

“อาคาชิๆ  ดูนี่สิ  เมื่อก่อนฉันชอบกินมากเลยแหละ  แล้วมันก็เลิกผลิตไป  ที่เคยเล่าให้ฟังตอนนั้นไง  จำได้ไหม  เห~ เอากลับมาทำใหม่แล้วเหรอ  รสชาติจะเหมือนเดิมไหมนะ  นี่ๆ  ซื้อกลับไปได้ไหม”

 

 

 

 

 

And if I ever went up to heaven

I would fall right back down

That live would be living

Because you’re the one I couldn’t live without

 

 

 

 

 

“ฮ้า~ สนุกจัง  ญี่ปุนนี่ไม่ได้กลับมาแค่แปบเดียวก็เปลี่ยนไปมากเลยเนอะ”

 

 

ฟุริฮาตะ  โคคิทิ้งตัวลงบนโซฟาหลังจากเดินลากขาเข้ามาถึงห้องนั่งเล่น  เจ้าของห้องเดินตามมาทีหลัง  วางถุงกระดาษที่เป็นของอีกคนลงบนเคาเตอร์เครื่องดื่มเล็กๆ  คนที่ตอนแรกนอนกลิ้งอยู่บนโซฟาเด้งตัวขึ้นมาพุ่งเข้าหาถุงพลาสติกสีขาวขุ่น  คุ้นขนมชิ้นแรกที่เจอขึ้นมาฉีกซอง

 

 

“แปบเดียวของนายนี่มันเท่าไหร่กัน”

 

“อืม.....”

 

 

คนถูกถามเหลือบตาขึ้นมองเพดานขณะครุ่นคิด

 

 

2 ปีกว่าได้แล้วมั้ง”

 

 

2 ปีเองหรือ....

 

เพิ่งผ่านมาแค่ 2 ปีหลังจากที่อีกฝ่ายจากไป  แต่ทำไมสำหรับเขากลับรู้สึกว่ามันนาน....นานกว่านั้นมากนัก

 

 

“......แล้วครั้งนี้จะกลับไปทำงานอีกทีเมื่อไหร่”

 

 

มือที่กำลังจะส่งขนมเข้าปากหยุดชะงัก  ดวงตาสีน้ำตาลคู่เล็กหันกลับมามองเขา  ก่อนที่ฟุริฮาตะจะยิ้มบางๆ

 

 

“พรุ่งนี้น่ะ”

 

 

 

 

 

If I couldn’t dream

Would I believe that there could be a you and me

And if I couldn’t sing

Would you be able to hear my melody

And know that something’s wrong

And I’m afraid that you’re moving on

How I can fly when you’re my wing

 

 

 

 

 

“ฉันขอลาพักร้อนมาแค่ไม่กี่วันแค่พอให้ได้กลับมาจัดการเรื่องเอกสารน่ะ  พอทำธุระเสร็จเมื่อวานก็กลับบ้านไปเจอหน้าพ่อแม่กับพี่ชายมาแล้ว  พวกนั้นจับฉันตรวจซะอย่างกับว่ากลัวมีอะไรบุบสลาย  ไม่เห็นต้องโอเวอร์ขนาดนั้นสักหน่อย  ฉันดูแลตัวเองได้น่า”

 

 

ฟุริฮาตะเล่าไปพลางหัวเราะไป  ส่ายหัวนิดๆ  ท่าทางดูไม่เหมือนคนขี้กลัวที่เคยเจอในการแข่งขัน Winter cup ครั้งแรกเลยสักนิด

 

 

“งานของฉันก็เหมือนงานอาสาสมัครทั่วไปนั่นล่ะ  ได้เงินไม่ค่อยเยอะหรอก  ฉันมีหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นให้คนภายนอกรู้  ผ่านรูปถ่ายที่จะเล่าเรื่องราวทุกอย่างได้ดีที่สุด  ถ้าไม่มีเรา  คนข้างนอกจะรู้ได้อย่างไรว่าในนั้นยังมีคนรอคอยความช่วยเหลือ  มีเด็กอีกกี่พันกี่หมื่นคนที่ต้องการที่อยู่อาศัย....ต้องการยา  เพราะมีคนที่คอยทำหน้าที่ถ่ายทอดนี่ล่ะ  ความช่วยเหลือจากภายนอกถึงเข้ามาถึงได้  พอได้เห็นรอยยิ้มของเด็กพวกนั้น  ฉันก็บอกตัวเองให้หยุดถ่ายภาพไม่ได้สักที”

 

 

อาคาชิเคยเห็นรูปที่ฟุริฮาตะถ่าย  มันถูกเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของ BBC  ภาพความแร้นแค้นกันดารของประเทศเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางไฟสงคราม  ภาพของเด็กที่เดินเท้าเปล่าผ่านซากบ้านที่ปรักหักพัง  น้ำตาอาบแก้ม  ร้องหาพ่อแม่ที่พลัดหายไป

 

 

“ฉันอาจจะไม่เคยบอกอาคาชิ....ตอนม.ปลายฉันเคยส่งเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วไปบริจาคด้วยล่ะ  ตอนนั้นฉันก็แค่จะหาที่ทิ้งของที่ไม่ได้ใช้  พอดีแถวบ้านมีกล่องรับบริจาค  ฉันก็เอามันไปใส่ในนั้น  หลายเดือนผ่านไปจนลืมเรื่องนั้นไปแล้ว  ฉันเปิดทีวี  เจอข่าวที่เกี่ยวกับเด็กยากไร้ในประเทศหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนนึงยิ้มให้กล้องอยู่ตอนนั้นใส่เสื้อผ้าที่ดูคุ้นตามากๆ  มันคือเสื้อที่ฉันบริจาคไปวันนั้นเอง”

 

 

คนเล่ายิ้มนิดๆ

 

 

“เสื้อที่ฉันตั้งใจจะทิ้งแล้ว  เสื้อผ้าผู้ชายที่ตัวก็หลวมโครกแถมยังไม่มีความทันสมัยเลยสักนิด  เด็กผู้หญิงคนนั้นเอาไปใส่แล้วยิ้มกว้างเหมือนมันเป็นของขวัญจากซานตาครอส  ทั้งที่ใส่แล้วคอเสื้อยังตกจากไหล่เพราะมันตัวใหญ่เกินไปอยู่เลยด้วยซ้ำ  แต่ตั้งแต่วันนั้นนั่นแหละ  ที่ฉันรู้สึกอยากทำงานเกี่ยวกับด้านนี้  ฉันอยากช่วยเหลือเด็กพวกนั้น  ฮ่ะๆ  พูดแล้วก็ตลกนะ  อยากช่วยคนอื่น  ทั้งที่ตอนนั้นฉันยังเป็นคนขี้กลัวอยู่เลยแท้ๆ  แต่พอลองทำงานนี้แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าที่คิดนะ  พอต้องแบกกล้องหนักๆ วิ่งไปวิ่งมา  กำลังแขนก็เพิ่มขึ้นด้วย  เมื่อเช้าถึงได้แบกอาคาชิไปนอนที่เตียงได้ไง  เก่งไหม  ฮ่าๆๆ”

 

 

ที่มาและเหตุผลที่ไม่เคยรู้.....อีกฝ่ายกำลังค่อยๆ เล่าให้เขารู้

 

 

เหตุผลว่าทำไมคนๆ นี้ถึงได้ยอมทิ้งความอบอุ่นปลอดภัยในอ้อมกอดของเขาไปเสี่ยงอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองและสถานการณ์วุ่นวายที่สิ่งเดียวที่ปกป้องตัวเองได้มีเพียงเสื้อเกราะกันกระสุนหนักๆ และหมวกแข็งที่ใส่ไม่สบาย

 

 

ฟุริฮาตะยังคงเป็นฟุริฮาตะ.....คนที่เสียสละตัวเองในการทำเพื่อผู้อื่น  โดยไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะลำบากอย่างไร

 

และไม่คิดด้วยว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะทรมานอย่างไร

 

 

 

 

 

You can take it all from me

And it wouldn’t mean anything

Turn the whole world against me

As long as you don’t leave

 

 

 

 

 

เขาจะอยู่อย่างไรในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าอีกคนที่อยู่ข้างนอกนั่นกำลังอยู่ท่ามกลางดงกระสุนและความอันตราย  เขาจะอยู่อย่างไรเมื่อรู้ว่าอำนาจและทุกสิ่งทุกอย่างที่มีมันไม่สามารถปกป้องอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย  นับตั้งแต่ฟุริฮาตะออกจากญี่ปุ่นไป  คนที่คอยปกป้องคุ้มครองคนๆ นี้จะไม่ใช่เขา  คนที่คอยดูแลคนๆ นี้จะไม่ใช่เขา  คนที่อยู่ด้วยในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของคนๆ นี้จะไม่ใช่เขา  คนที่คอยฉุดมือให้วิ่งไปสู่ที่ปลอดภัย  หรือแม้แต่คนที่รับกระสุนแทนให้.....จะไม่ใช่เขา

 

 

ถ้าอีกฝ่ายอยู่ใกล้กับคนที่คอยทำหน้าที่นี้ให้ตลอดเวลา.....ถ้าความใกล้ชิด  ความเห็นใจ  ความสงสารจะทำให้สายตาคู่นี้หันไปมองใคร

 

 

เขาจะทำอะไรได้....ในเมื่อเราไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้วนอกจากคำว่าคนรู้จัก

 

เขาจะทำอะไรได้.....

 

 

 

 

 

It’s getting hard for me to sleep

Even harder for me to breathe

I’m used to live with you

Tell me what I need to do

 

 

 

 

 

“......อาคาชิ?”

 

 

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเอียงคอเล็กน้อยเมื่อมือของอีกฝ่ายจับเข้าที่ต้นแขน  ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นมองคนที่เขามักแอบมองอีกฝ่ายด้วยความหลงใหลและนับถือมาเสมอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน  คนที่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะเดินเข้ามาสารภาพรักกับผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขา  ตลอดระยะเวลา 4 ปีครึ่งที่ได้อยู่ข้างอาคาชิในฐานะคนรัก  เขามีความสุขเสียยิ่งกว่าความฝัน  แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า  ฟุริฮาตะก็รู้ตัว....

 

 

แม้จะอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด....แต่เขาอยู่ในอ้อมแขนของคนๆ นี้ตลอดไปไม่ได้

 

 

เพราะฉะนั้นถึงเลือกที่จะไป....เริ่มจากความฝัน

 

คนที่แม้แต่ฝันของตัวเองยังทำให้สำเร็จไม่ได้  จะมีหน้าที่ไหนยืนอยู่ข้างๆ ผู้ชายอย่างอาคาชิ  เซย์จูโร่

 

 

แม้วันที่ก้าวออกจากห้องนี้  ขาจะสั่นด้วยความกลัว  แต่ฟุริฮาตะตั้งใจแล้วว่าจะไม่หันหลังกลับ  ต่อให้ต้องเจอกับอะไรข้างหน้าก็ตาม

 

 

แต่เมื่อได้สบกับดวงตาสีแดงคู่สวยอีกครั้งในวันนี้  ดวงตาของคนที่เคยมองไปเบื้องหน้าอย่างกล้าแข็ง  เปรื่องปราชญ์และมีพลังในการทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมาสยบอยู่แทบเท้า  วันนี้กลับสั่นไหว

 

 

หวาดกลัว....หลงทาง

 

 

ไม่ต่างอะไรไปจากแววตาของเด็กพวกนั้นที่เขาให้ความช่วยเหลืออยู่เลย

 

 

นั่นทำให้ฟุริฮาตะหลับตาลง..

 

เมื่อมือที่เกาะกุมต้นแขนรั้งเขาเข้าไปใกล้  และริมฝีปากสั่นเทาประกบลงมา

 

 

 

 

 

I could live without money

I could live without the fame

And if every day was sunny

I could live without the rain

 

 

 

 

 

“ฮ่ะ.........”

 

 

เนื้อตัวร้อนรุ่มเหมือนเป็นไข้  รับรู้ได้ถึงริมฝีปากที่ร้อนไม่แพ้กันของอีกฝ่ายกดจูบไปทั่ว  ไม่มีตรงไหนของร่างกายที่อาคาชิไม่แตะต้องสัมผัส  ทุกส่วนเสี้ยว...ทุกอณู...เหมือนจะสำรวจให้แน่ใจว่าไม่มีจุดไหนที่บุบสลาย  หยุดทุกครั้งที่ไปสะดุดกับรอยแผลเป็นที่อีกฝ่ายไม่รู้จัก  แล้วจูบซ้ำๆ....วนจูบซ้ำๆ....

 

 

เหมือนปลอดให้คลายความเจ็บปวด  ทั้งที่ความจริงแผลพวกนั้นไม่เจ็บมาตั้งนานแล้ว  คนที่กำลังเจ็บ....คือคนที่ไม่มีรอยแผลเป็นมากกว่า

 

 

“ฮึกอื้อ...!

 

 

อึดอัดเพราะร่างกายห่างหายจากความสัมพันธ์แบบนี้มานานนับปี  คนทำหยุดชะงักไป  ก่อนฟุริฮาตะจะรู้สึกถึงอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้น  และตัวตนของอีกคนที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างช้าๆ

 

 

เติมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยขาดหายจนเต็ม

 

 

ไม่ว่าจะความกลัว  ความหวั่นไหว  ความเหนื่อยล้า  ความอ่อนแอ

 

 

อ้อมกอดนี้ปัดกวาดมันออกไปทั้งหมด

 

 

เติมเต็มความกล้า...

 

 

735 วันนับตั้งแต่เดินออกจากห้องนี้ไป

 

วันนี้....ฟุริฮาตะรู้สึกว่าเขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

 

 

 

 

And if I ever went up to heaven

I would fall right back down

That life wouldn’t be living

Because you’re the one I couldn’t live without

 

 

 

 

 

“อาคาชิ...อืมม....เซย์....ฮ่ะพ...พอแล้ว....อืมม”

 

 

พรุ่งนี้ต้องออกจากที่นี่แต่เช้าเพื่อไปขึ้นเครื่องที่สนามบินให้ทัน  แต่ทั้งที่รู้ทั้งรู้  อ้อมกอดของคนตรงหน้ากลับไม่ยอมปลดออกไปจากตัวเขาเสียที  วนเวียนตีตราไม่หยุดหย่อน  ราวกับจะให้จดจำไว้....ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของ

 

 

จดจำไว้ว่าต้องกลับมาหาใคร....

 

 

ลำบากใจจังแฮะ

 

ก่อนจะไปเขาอุตส่าห์ปลดพันธนาการทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถไปได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังแล้วแท้ๆ  และทั้งที่เตรียมใจว่าหากไม่มีเขา  คนที่โปรไฟล์ดีล้นฟ้าอย่างอาคาชิจะต้องมีคนมากมายเข้ามาพัวพันแน่ๆ  แต่เมื่อถือวิสาสะสำรวจห้องนอนและพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่ายระหว่างที่เจ้าของห้องยังหลับ  ฟุริฮาตะกลับไม่พบร่องรอยอะไรที่บ่งบอกว่าห้องๆ นี้เคยมีใครเข้ามานอกจากเขาเลย

 

 

ทั้งที่เป็นคนบอกเลิกเองแท้ๆ...ทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์แล้วแท้ๆ

 

กลับอดรู้สึกดีใจไม่ได้

 

เพราะอย่างนั้นถึงได้อยู่รอ....ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้ตั้งใจจะมาเจอเลยแท้ๆ

 

 

นัดกับคุโรโกะนั้นไม่มีอยู่จริง  โทรศัพท์สายนั้นก็เป็นของปลอม  ฟุริฮาตะแค่จงใจไปใกล้ๆ ที่ทำงานของอาคาชิทั้งที่รู้ทั้งรู้  เพื่อที่เผื่อว่าเขาจะโชคดีได้เห็นอีกฝ่ายจากที่ไกลๆ ก็เท่านั้นเอง

 

 

ที่ขอวันพักผ่อนมาน้อยก็เพราะยิ่งอยู่ญี่ปุ่นนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งอยากเจออีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น  แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมแพ้ใจตัวเองจนได้ 

 

ถ้าห้องของอาคาชิมีร่องรอยของ คนอื่นสักหน่อย  เขาคงหนีกลับตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายยังนอนหลับอยู่  ปล่อยให้อีกคนคิดเสียว่าเป็นความฝันตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบเขา  แต่เพราะอาคาชินั่นแหละ  เพราะอาคาชิคนเดียว....

 

 

อยู่ใกล้ๆ กับอาคาชิแล้ว.....เขากลายเป็นคนเอาแต่ใจทุกที

 

 

ลมหายใจถี่กระชั้นยังไม่รู้จะทำอย่างไรให้กลับสู่สภาพเดิม  และคนที่ทำให้มันเป็นอย่างนั้นก็ดูจะไม่ยอมให้ความร่วมมือง่ายๆ เสียด้วย  ลำคอของเขาแห้งผากจนแทบไม่มีเสียง  ฟุริฮาตะยกแขนขึ้นเพื่อคล้องเข้ากับต้นคอหนา   คนที่ก้มหน้าลงจนผมสีแดงชื้นเหงื่อตกลงมาปิดดวงตาเงยหน้าขึ้น

 

 

ณ.ที่นั้น  ฟุริฮาตะมองไม่เห็นแววตาสั่นไหวเหมือนเด็กหลงทางของอาคาชิอีกแล้ว

 

 

ดวงตาสีแดงสวยนั้นแน่วแน่  มั่นคง  มองตรงมาเบื้องหน้าเหมือนชัดเจนแล้วกับเป้าหมายบางอย่าง  และจะใช้ทั้งหมดที่มีเพื่อให้ได้มันมา

 

ดวงตาของอาคาชิ  เซย์จูโร่....กัปตันทีมชมรมบาสเก็ตบอลใส่เสื้อผู้เล่นหมายเลข 4 ที่เขาหลงรัก

 

 

ฟุริฮาตะเกือบหลุดหัวเราะออกมา

 

 

วงแขนที่คร้ามแดดเล็กน้อยแต่ใต้ร่มผ้ายังเป็นสีขาวโน้มใบหน้าของคนที่กอดเขาเอาไว้แน่นให้ชิดลงมาหา  รับจูบจากอีกฝ่ายทั้งที่มุมปากยังยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

 

 

ดูท่าว่า....ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ตกหลุมรัก  จะกลายเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเสียแล้ว  แม้ไม่มีปลอกคอแสดงความเป็นเจ้าของ  แต่ชีวิตนี้ของเขาทั้งชีวิตก็คงไม่มีวันหนีคนๆ นี้ไปไหนได้พ้น

 

 

คนที่ทำให้เขาตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ผู้ชายที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ทำให้เหม่อมองด้วยความหลงใหลได้เสมอ

 

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่

 

 

 

 

 

 

 

 

ONCE  IN  A  LIFETIME

 

 

 

 

 

 

 

 

ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง  สิ่งแรกที่ได้เห็นคือผ้าม่านระเบียงที่ถูกปิดสนิท

 

 

อาคาชินิ่งค้างอยู่อย่างนั้น  เงี่ยหูฟังเสียงที่อยู่นอกห้อง  ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใดๆ  พื้นที่ข้างๆ บนเตียงยับย่นแต่เย็นเฉียบ  บอกให้รู้ว่าคนที่เคยนอนอยู่ตรงนี้ลุกออกไปนานแล้ว

 

 

ร่างสมส่วนค่อยๆ ลุกขึ้นจากที่นอน  เสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นไปด้านบน

 

 

เหลือบมองนาฬิกา  เป็นเวลา 11 โมงครึ่ง

 

 

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่มองนาฬิกาเรือนนี้มันบอกว่าเลยเข้าวันใหม่มาได้หลายชั่วโมงแล้ว  ตอนนั้นยังมีใครอีกคนหอบหนักอยู่ใต้ร่างเขา  แต่บัดนี้ห้องนอนกว้างกลับมีเพียงเขาเหลืออยู่คนเดียว  อาคาชิบิดกายเพื่อไล่ความเมื่อยขบ  ท่อนบนยังเปลือยเปล่า  หากก่อนจะก้าวลงจากเตียง  เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ต้องเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมา  เมื่อดูหน้าจอก็พบว่าเป็นสายเรียกเข้าจากเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

 

 

“ว่ายังไง  คุโรโกะ”

 

อาคาชิคุง

 

 

ปลายสายเป็นเสียงนุ่มของอดีตเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่งที่ดีที่สุดของเขาอย่างที่คิดเอาไว้  แต่น่าแปลกที่ฟังดูเร่งร้อนผิดนิสัยของอีกฝ่ายอยู่สักหน่อย

 

 

รู้เรื่องที่ฟุริฮาตะคุงกลับมาแล้วหรือยังครับ

 

“อา....รู้แล้ว  ขอโทษนะที่ทำให้เขาไม่ได้ไปทานข้าวกับนายเมื่อวาน”

 

เอ๊ะ?

 

 

น้ำเสียงเร่งร้อนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจได้ในชั่ววินาที

 

 

ทานข้าวหรือครับ  ฟุริฮาตะคุงเพิ่งโทรมาบอกผมว่ากลับมาญี่ปุ่นแล้วเมื่อครู่นี้เองนะครับ  แล้วดูเหมือนว่ากำลังอยู่ที่สนามบินเตรียมจะขึ้นเครื่องต่อแล้วด้วย

 

“??  เมื่อวานเขามีนัดกับนายไม่ใช่หรือ”

 

ไม่มีนะครับ  ผมเพิ่งรู้เรื่องเมื่อสักครู่นี้เองจริงๆ

 

 

อาคาชินิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในหัว  แต่เมื่อได้คำตอบ  คนที่ปกติแล้วไม่ค่อยหัวเราะเต็มเสียง  กลับหลุดขำออกมาเสียจนได้ยินเสียงคนปลายสายกลั้นลมหายใจด้วยความตกใจ

 

 

อาคาชิคุง?

 

“โทษที  ไม่มีอะไร”

 

??......แต่คุณรู้ก็ดีแล้วครับ  ผมรีบโทรมาบอกเผื่อคุณเพิ่งรู้เรื่องแล้วอยากเจอเขา  อาจยังพอไปที่สนามบินทัน

 

 

เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งคือ  สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับฟุริฮาตะ  ตั้งแต่เรื่องที่คบกันจนกระทั่งถึงวันที่เลิกกันเป็นความลับที่ไม่ได้บอกใคร  แต่ไม่รู้ทำไมคุโรโกะ เทตสึยะถึงได้รู้เรื่องทุกที  แต่อาคาชิก็ไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจเท่าไหร่

 

 

“อา.....ไม่เป็นไรแล้วล่ะ  ว่าแต่  เขาได้บอกนายไหมว่าจากนี้กำลังจะบินไปที่ไหน”

 

เห็นว่าเป็นแอฟริกาใต้นะครับ  คราวนี้เหมือนจะไปอยู่ที่นั่นอีกหลายปีเลยด้วย

 

“ขอบใจมาก  คุโรโกะ”

 

ยินดีครับ  อาคาชิคุง

 

 

แม้แต่หลังจากกดวางสาย  มุมปากของประธานบริษัทก็ยังปรากฏรอยยิ้ม  ดวงตาเหลือบไปเห็นบางอย่าง  เลยโคมไฟที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงไปหน่อย  กระดาษโพสอิทใบหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น  เขาหยิบมันขึ้นมาอ่าน

 

 

 

 

ถึงอาคาชิ

 

ฉันไปสนามบินแล้วนะ  ไม่มีเวลาทำข้าวเช้าไว้ให้  ยังไงตื่นแล้วอย่าลืมหาอะไรทานด้วยล่ะ

 

โคคิ

 

 

ปล.  หนังสือเล่มนั้นขอเอาไปอ่านก่อนนะ จบแล้วจะส่งคืนให้ แต่อาจจะนานหน่อย ฉันไม่ค่อย

มีเวลา  ขอโทษด้วยนะ

ปลถือวิสาสะแกะยาแก้ปวดกินไป 2 เม็ด......แต่เรื่องนี้ฉันไม่ขอโทษหรอกนะ

 

 

 

 

รอยยิ้มที่มีอยู่แล้วยิ่งกว้างขึ้นเมื่อนึกใบหน้าของอีกฝ่ายตอนเขียนโน้ตแผ่นนี้ออก

 

 

คนเจ้าเล่ห์...

 

 

อีกแง่มุมหนึ่งของฟุริฮาตะ โคคิ.....ที่ไม่มีใครรู้นอกจากเขา  และอาคาชิก็หวังว่าจากนี้ต่อไปคงมีแค่เขาคนเดียวที่รู้

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้เมื่อหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นสายเรียกเข้าของมิบุจิ  เรโอะ

 

 

 

‘……………………..’

 

“อา...ขอโทษทีที่วันนี้หยุดงานโดยไม่ได้บอก  เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะเข้าไปบริษัท”

 

‘…………………….’

 

“เรโอะ.....”

 

...........

 

 

“บริษัทเรามีแนวโน้มเปิดตลาดที่แอฟริกาใต้ได้บ้างไหม”

 

 

 

 

 

 

 

“ไม่มีอะไรหรอก.....แค่จะไปทวงหนังสือคืนจากคนที่ยืมไปก็เท่านั้นเอง”

 

 

 

 

 

 

 

 

สาวทอผ้าต้องรอถึง 1 ปีเพื่อให้ได้พบหนุ่มเลี้ยงวัวเพียงแค่ 1 วัน

 

แต่ 1 วันนั้นเป็น 1 วันที่คุ้มค่า

 

 

 

 

จากนี้ไปเขาคงต้องเหนื่อยขึ้นอีกมาก.....มิบุจิเองก็เช่นกัน

 

 

แต่ความเหนื่อยยากนั้นมันจะคุ้มสำหรับการสร้างทางช้างเผือกขึ้นมาด้วยตัวเองเพื่อที่จะทำให้การรอคอยไม่รู้สึกทรมานเท่าเดิมอีกต่อไป

 

 

 

 

เมื่อทานาบาตะเวียนมาอีกครั้งในปีหน้า.....เราคงมีโอกาสได้พบกัน

 

 

 

 

 

ไม่สิ.....อาจไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นก็ได้

 

 

 

 

 

 

And if I ever went up to heaven

I would fall right back down

That life wouldn’t be living

 

 

Because you’re the one I couldn’t live without

 

 

 

 

 

FIN

 

 

 

 

 

 

TALK ::

 

 

 

ปุจฉา  ใครเป็นสาวทอผ้า  ใครเป็นหนุ่มเลี้ยงวัว (ฮา)

 

 

สุขสันต์วันทานาบาตะค่ะ  ฟิคเรื่องนี้เลทไปจากวันที่ควรลงตั้งเป็นอาทิตย์  ฮ่าๆๆ ขอโทษด้วยจริงๆ พอดีว่าเพิ่งได้พล็อตหลังจากทานาบาตะมันผ่านไปแล้ว แล้วช่วงนี้ทั้งงานราษฎร์งานหลวงก็รุมเร้ามาก  เขียนได้แค่วันละนิดวันละหน่อย เก็บเล็กผสมน้อยมาจนถึงจะเสร็จสมบูรณ์ลงให้อ่านกันได้ในวันนี้

 

ฟิคนี้เป็นส่วนผสมของความทรงจำหลายๆ อย่างของคอฟฟี่เมทค่ะ  ไม่ใช่พล็อตที่คิดขึ้นมาเพียงคนเดียว จำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยอ่านฟิคภาษาญี่ปุ่นเรื่องนึงที่ฟุริเป็นอาสาอยู่ต่างประเทศเหมือนกัน รู้สึกชอบมากเลยขอยืมอาชีพนั้นมา  เรื่องเหตุผลที่ฟุริฮาตะไปทำงานอาสา  เรื่องที่ว่าเคยบริจาคเสื้อแล้วเห็นเด็กในประเทศที่ 3 ใส่เสื้อของตัวเองอยู่  อันนั้นก็เหมือนจะเคยได้ยินมาจากใครซักคน  ไม่แน่ใจว่าบทสัมภาษณ์หรือเปล่า หรือว่าประสบการณ์ของใคร มันเป็นความทรงจำลางๆ อยู่ในหัว แล้วดูเข้ากับเรื่องนี้ดีก็เลยยืมมา 

 

ส่วนเพลงที่ใช้ในฟิค  เพลงนี้คือ Without you ของ Christ Brown ค่ะ : )

 

เป็นอาคาฟุริเวอร์ชั่นวัยทำงานที่เรื่องที่รู้สึกชอบมาก  เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเขียนโอเรชิแล้วดูเป็นโอเรชิจริงๆ (ฮา)  ปกติจะถนัดเขียนโบคุชิมากกว่าอ่ะเนอะ  อาจจะ OOC ก็ได้มั้ง  แต่โอเรชิในความรู้สึกของเราเป็นแบบนี้น่ะค่ะ ฟุริฮาตะเอง  ในเรื่องนี้ก็ให้ความรู้สึกต่างจากเรื่องอื่นๆ เนอะ  ดูโตมาก  ดูมีของด้วย (ฮา)  แต่ก็นั่นแหละ  ไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองแถมอยู่ท่ามกลางสงครามขนาดนั้น  มันก็ต้องมีเขี้ยวมีเล็บอะไรที่จะทำให้เอาตัวรอดได้บ้าง  จะเป็นชิวาว่าสั่นๆ กลัวๆ อยู่แบบเดิมได้ยังไง

 

ความจริงแล้วเรื่องนี้ถ้าจะเขียนให้มันยาวหน่อย  ก่อนที่ฟุริฮาตะและอาคาชิจะกลับมาพบกันอีกครั้ง  มันคงมีเรื่องราวของหญิงสาวผู้ซึ่งถูกอาคาชิขับรถชนขณะที่หนีความวุ่นวายของการทำงานไปพักผ่อนต่างจังหวัดจนต้องรับผิดชอบดูแลในเรื่องของการรักษาพยาบาล  กับทหารหนุ่มผู้รับหน้าที่ติดตามดูแลช่างกล้องอาสา  ฝ่าดงระเบิดและกระสุนปืนด้วยกันอยู่ตลอดเวลาโผล่เข้ามาในเรื่องด้วย  แต่มันจะเป็นมหากาพย์มาก ละครช่อง 7 มาก ไม่มีเนื่องจากเวลามากขนาดนั้น  ตัวละครและฉากเหล่านี้จึงถูกตัดไป  (ใครอยากเอาไปลองเขียนก็ได้นะคะ  ดราม่าดี  แต่ต้องมาขอก่อนนะ อิอิ)

 

 

เป็นอาคาฟุริที่โหยหาค่ะ  และรู้สึกดีใจมาก ที่ต่อให้ไม่ได้เขียนนาน แต่เมื่อได้มาพบกันอีกครั้ง  ก็ยังมีความคุ้นเคยหลงเหลืออยู่ที่ปลายปากกาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนอยู่ดี  ถือซะว่าเรื่องนี้เป็นของขวัญและแทนคำขอโทษที่ทำให้รอคอยกันนานแล้วกันเนอะ  จะกลับไปเขียนฮานะคุโระต่อแล้วค่ะ  อีกแค่ตอนเดียวก็จบแล้ว  แล้วก็จะเขียนฟิคประจำปีของหลิวฟุคุ (ฮา)  แล้วจากนั้นหลังจากจัดการเรื่องรวมเล่มหรืออะไรของ HanaKuro เสร็จจะกลับมาเตรียม In the name of love ต่อนะ  ช่วงนี้ Speed ในการแต่งนิยายของเมทจะช้าหน่อยเพราะว่าต้องทำงานไปด้วย  ยังไงรบกวนทุกคนช่วยรอด้วยความใจเย็นด้วยนะคะ //น้ำตา

 

 

สุดท้ายนี้  สุขสันต์วันทานาบาตะ (ย้อนหลัง) ขอให้ทุกคนมีความสุข  และได้พบกับคนที่อยากพบนะคะ : )

 

 

 

ด้วยรักและ 43 องศา

 

CoffeeMate in D

 

 

ปล. ใครอยากพูดคุยกันเกี่ยวกับฟิคเรื่องนี้ในทวิตเตอร์  เจอกันได้ในแท็ก #อาคาฟุริ นะคะ  (ยึด) 

ผลงานอื่นๆ ของ CoffeeMate in D

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

15 ความคิดเห็น

  1. #15 คุณจัตวา
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 00:13

    หลงรักเรื่องนี้เลยอะคะนี้คือบรรยากาศที่โหยหา จากฟิค สิงโตชิวาว่าอะคะ😇😇😇🙏🙏🙏🙏

    #15
    0
  2. #14 micmicbungee04 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 11:21
    ไปตามกันเลย55555+
    #14
    0
  3. #13 Hime Hime
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 02:22
    เป็นฟิคที่ภาษาสวยมากกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกกกกกค่ะ อบอุ่นสุดๆ ขอบคุณไรท์มากนะคะที่แต่งฟิคดีๆหลายเรื่องมาให้อ่านกัน <3
    #13
    0
  4. #12 HYOKYE
    วันที่ 8 กันยายน 2559 / 21:13
    ปาดน้ำตาเบาๆ ฮืออออ  ไรเตอร์ทำเราซึ้งกับอาคาฟุริ อีกแล้ววว  



    ปริ่ม มากจริงๆ ชอบภาษาของไรเตอร์มากกก คือดีงามลงตัวทุกสิ่งอย่าง



    เป็นไรเตอร์คนเดียวที่ทำให้เราตกหลุมรักอาคาชิแล้ว ตกหลุมอาคาชิอีก  5555 (เพราะเราไม่เคยชอบนายน้อยเลยจริงๆ ไม่รู้ทำไม ชอบหมั่นไส้นายน้อยตลอด 5555)





    ปล.  รอ in the name of love ต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ  ^^
    #12
    0
  5. #11 โคฮาคุ
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 / 15:00
    รักกเลยยยอะดูดีอะเขียนสุดยอดเลยคะชอบมากกก
    #11
    0
  6. #10 cn20024 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 03:22
    อาาา คิดถึงอาคาฟุริของพี่เมทมากจริงๆค่ะ เรื่องนี้ฟุริให้อารมณ์ที่เติบโตมากจริงๆค่ะ เทียบกับเรื่องอื่นๆที่ผ่านมาแล้วเรื่องนี้ดูมีวุฒิภาวะมากๆเลยค่ะ แอบชอบคาแรกเตอร์อาคาชิที่มีมุมอ่อนแอแต่ไม่โอนอ่อนตามอารมณ์เหมือนกันค่ะ ในเรื่องทำให้รู้สึกว่าทั้งคู่โตพอแล้วที่จะจัดการอะไรหลายๆอย่าง อยากปกป้องก็ใช่แต่ความเป็นจริงมันรับการปกป้องอย่างเดียวตลอดไม่ได้ ชอบมากจริงๆค่ะ

    ปล. in the name of love ก็ยังรอคอยตลอดปีตลอดไปนะคะ /ซับบบ
    #10
    0
  7. วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 23:19
    ไม่ได้อ่านอาคาฟุริที่ถูกใจมานานแล้ว ฟินจริงๆค่ะ ^^
    ชอบที่มาหลายๆจุดมากเลย ที่ฟุริมีแรงบันดาลใจจากอะไร ฟุริที่พยายามทำตามความฝันเพื่อให้ทัดเทียมและเหมาะสมกับอาคาชิ ยอมจากอาคาชิไป แต่สุดท้ายหากใจยังผูกพันกัน ยังไงก็ดึงดูดให้มาเจอกันได้อีกทีสิน่า และจากนี้ไปอาคาชิจะไม่ยอมอยู่เฉยอย่างที่ผ่านมาแล้วด้วย สมกับเป็นอาคาชิ ขำกร๊ากตอนท้ายนี่แหละ ฮ่าๆๆๆๆ
    ชอบมากๆเลยค่า ส่วนเรื่องอื่นก็ยังรออ่านอยู่น้า อิอิ
    #9
    0
  8. #8 แอล
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 22:09
    เพิ่งได้อ่าน!!!! OMG

    อ่านไปร้องไห้ไปอ่ะ ทั้งเศร้า ซึ้ง เจ็บ มีความสุข คือมันหลากหลายความรู้สึกมากๆๆๆๆๆ.

    เป็นการแต่งที่ดีไม่สิมันดีมากถึงมากที่สุด.

    เป็นเนื้อเรื่องทีาดีมากจริงๆ.

    ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี่รักคู่นี่มากๆๆๆๆ.

    ขอบคุณจริงๆนะ
    #8
    0
  9. #7 แอล
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 22:08
    เพิ่งได้อ่าน!!!! OMG

    อ่านไปร้องไห้ไปอ่ะ ทั้งเศร้า ซึ้ง เจ็บ มีความสุข คือมันหลากหลายความรู้สึกมากๆๆๆๆๆ.

    เป็นการแต่งที่ดีไม่สิมันดีมากถึงมากที่สุด.

    เป็นเนื้อเรื่องทีาดีมากจริงๆ.

    ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี่รักคู่นี่มากๆๆๆๆ.

    ขอบคุณจริงๆนะ
    #7
    0
  10. #6 แอล
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 22:08
    เพิ่งได้อ่าน!!!! OMG

    อ่านไปร้องไห้ไปอ่ะ ทั้งเศร้า ซึ้ง เจ็บ มีความสุข คือมันหลากหลายความรู้สึกมากๆๆๆๆๆ.

    เป็นการแต่งที่ดีไม่สิมันดีมากถึงมากที่สุด.

    เป็นเนื้อเรื่องทีาดีมากจริงๆ.

    ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี่รักคู่นี่มากๆๆๆๆ.

    ขอบคุณจริงๆนะ
    #6
    0
  11. #5 Earnpping (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 10:05
    ตามต่อค่า สนุกมากๆเลย ในที่สุดก็งึ่ยยยยยย ขำที่จะไปเปิดธุรกิจอ่ะ55555555 มันใช่มั้ยแกกก ยังคงรออินเดอะเนมต่อนะคะ รอได้ค่ะ ไม่เป็นไร TT
    #5
    0
  12. #4 nobume (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 23:41
    สนุกมากๆเลยคะ
    ตอนคิดว่าจะ drama
    ดีนะที่จบแบบกึ่ง happy endingค่ะจะติดตามต่อไปนะค่ะ
    #4
    0
  13. #3 kana-mk
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 21:45
    โอ้ยยย ปลื้มปริ่ม ไม่ได้อ่านอาคาฟุรินานมากกก อันที่จริงก็ไม่ได้อ่านอะไรเลย555  หลังจากก้าวเข้าสู่ชีวิตจริงแบบสนามซ้อม(ฝึกงาน) ไม่ว่างเลย ฮือออ จนลืมไปเลยว่ายังมีอินเดอะเนมอยู่ เสียจัยยย5555 รอรวมเล่มฮานะคุโระนะคะ
    เป็นกลจให้พี่เมทนะคะ จุ๊บ
    #3
    0
  14. วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 21:07
    ฮรือออ ฟุริโดนท่านมองว่าเป็นคนใจร้ายไปซะแล้วววว แต่ก็น่ารักมากเลย อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก 555555 
    #2
    0
  15. #1 kung
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 20:49
    ซึ้งกินใจมากค่ะ. ไรท์แต่งได้ดีม้วกๆๆๆตอนแรกคิดว่าจะมาม่าชะและกลัวแทบแย่พออ่านจนจบเป็นอะไรที่ดีงาม
    #1
    0