นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [ OS ] Firework - Namsong

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวยงามตราตรึง
และหายไปอย่างรวดเร็ว


เหมือนดอกไม้ไฟ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 มี.ค. 61 / 04:00


  
I don’t know how long it’s been 
since I’ve forgotten the old times

คืนแรกเริ่มที่ยามานาชิ,เดือนพฤศจิกายน
หากเทียบกับครั้งก่อนๆ ที่เคยมา ครั้งนี้ถือว่าอากาศไม่หนาวจนทรมานนัก ที่นอกหน้าต่างนั่น ใบไม้กำลังร่วงโรย 
แทฮยอนตัดสินใจแล้วว่าวันแรกจะใช้ไปกับการนอนเฉยๆ ในโรงแรม
…จนกว่าจะถึงบ่ายวันพรุ่งนี้

เพลงในเพลย์ลิสต์วนกลับมาที่เพลงแรก เขาปล่อยให้เพลงที่สอง สาม สี่เล่นวนอีกครั้ง
เว้นแต่เพลงเพลงนั้น
เพลงที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามาอยู่ที่นี่
น่าแปลกที่เวลาเกือบสองปีผ่านมาอย่างราบเรียบแต่เพลงเพลงหนึ่งกลับก่อความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาจนต้องยกมือถือขึ้นมากดหาชื่อคนคนนั้น

จะโทรไปด้วยเหตุผลอะไร
คิดถึง?
แบบนั้นจะฟังดูตลกเกินไปหรือเปล่า

…แต่ดูเหมือนคนที่ทำตัวตลกจะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว
หน้าจอปรากฏสายโทรเข้าก่อนที่จะได้กดโทรออก
สบายดีไหม?

คำถามนั้นดูไม่เหมือนคำถามตามมารยาท …หรือบางทีเขาอาจจะเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
…เพราะเราไม่ได้คุยกันเลยนับตั้งแต่วันนั้น

สบายดี แล้วพี่ล่ะ

        สบายดี
โทรมามีอะไรหรือเปล่า

พี่คิดถึงนาย

ประโยคที่เขาไม่กล้าพูด ใครอีกคนกลับพูดมันออกมาอย่างชัดเจน
แทฮยอนไม่รู้หรอกว่ามินโฮตัดสินใจอยู่นานไหมกว่าจะพูดมันออกมา แต่เมื่อได้ยินแบบนั้นกำแพงที่มองไม่เห็นก็ถูกละลายลงไป จนเขากล้าตอบกลับไปเช่นเดียวกัน
ผมก็เหมือนกัน


และแล้วทริปฤดูใบไม้ร่วงก็เกิดขึ้น กลางเดือนสิงหาคมที่ร้อนระอุ


..........



Since I figured our matters were over
Every sound of emptiness under the faded sky
I know there’s no way,
but I miss you so much.


เป็นบ่ายที่กระตือรือร้นมากกว่าวันที่ผ่านมา
…อันที่จริงมากกว่าวันไหนๆ ในรอบหลายเดือน

แทฮยอนซุกมือไว้ในกระเป๋าเสือโค้ท จากอากาศที่หนาวพอทนได้เมื่อวานอยู่ๆ ก็กลายเป็นติดลบซะได้
เขย่งดูอยู่หลายรอบแล้วคนที่บอกว่าให้รออยู่ตรงทางออกตะวันตกก็ยังไม่มาซักที

นี่มันเลยมาจะสิบห้านาทีแล้วนะ ถ้าโผล่หน้ามาเมื่อไหร่จะบ่นให้หูชาเลยคอยดู

เพลย์ลิสท์ของเมื่อวานยังดังอยู่ในหู ถึงจะเบื่อแล้วแต่ก็ยังหาเพลย์ลิสท์ที่ดีกว่านี้ไม่ได้อยู่ดี ถึงจะมีเพลงที่ต้องกดข้ามก็เถอะ…


#7 faded sky – demo


อินโทรของเพลงเริ่มขึ้นด้วยเมโลดี้ที่สดใส เหมือนกับกลิ่นของอากาศในหน้าร้อน แต่ท่อนร้องในวินาทีถัดมากลับตรงกันข้าม เพราะแทฮยอนตั้งใจให้เป็นแบบนั้น …ใครอีกคนก็เหมือนกัน


It might seem like I’m lost

เขาไม่ได้กดข้ามไปอย่างที่คิดจะทำในตอนแรก
ใช่แทฮยอนกำลังหลงทาง ไม่ว่าตอนที่แต่งเพลงหรือตอนนี้


Every step I take seems so far away
เหมือนกำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำอีก

มันดีแล้วจริงๆ เหรอ …ถ้าเพียงแต่หันหลังกลับไปความรู้สึกทุกอย่างก็จะยังคงถูกเก็บซ่อนไว้เหมือนเดิม ในจุดที่ปลอดภัย


Since we met until you had to go

มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว
เขาควรจะชินกับเรื่องนี้ซักที

But in my heart, I still haven’t forgotten once.

ทำไมกัน


ความคิดที่ฟุ้งอยู่ในหัวทำให้เพลงท่อนถัดมาลอยเข้าหูไปอย่างไร้ความหมาย …แม้แต่ตอนที่หูฟังถูกดึงออกไปก็ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
กระทั่งเสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหู

“รอนานไหม”
แทฮยอนรีบหมุนตัวไปหาต้นเสียง
หน้าของเขาคงดูตลกมากมินโฮถึงได้หัวเราะแบบนั้น

“นานจนเกือบเปลี่ยนใจแล้ว” เขาแสร้งตอบไปด้วยเสียงไม่พอใจ
“เฮ้ จะใจร้อนเกินไปแล้วนะเรา” คนมาสายนอกจากจะไม่สำนึกผิดแล้วยังเอามือมายีหัวเขาจนผมเสียทรงอีก
ท่าทางสบายๆ ของมินโฮทำให้เขาต้องเก็บความตื่นเต้นไว้ข้างใน …จะให้รู้ไม่ได้เด็ดขาด ว่าตอนนี้หัวใจเต้นรัวขนาดไหน โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังมีอาการเดียวกัน

ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วขณะก่อนเขาจะพูดออกมา

“ถ้าใจร้อนจริงๆ ก็คงไม่มาตั้งแต่แรกหรอก…”
“นั่นสินะ…”
ความรู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องยังคงไม่หายไปไหน

แต่แทฮยอนก็ยิ้มออกมาจนได้

.........

        เห็นได้ชัดว่าร่างกายทำงานตามสัญชาตญาณได้ดีกว่าคำพูดและความคิดเสมอ
ตอนนี้ไม่มีคำพูดใดๆ อยู่ในหัวของผมเลยแต่ร่างกายกลับรู้ว่ามันควรทำงานอย่างไร




เขาสาวเท้าเข้าไปในห้อง ทิ้งสัมภาระไว้ที่หน้าประตู สลัดรองเท้าออกราวกับว่าการก้มลงไปถอดดีๆ จะทำให้เสียเวลานัก แล้วก็ทิ้งตัวลงบนที่นอนยับยู่ยี่ที่ผมไม่ได้พับมันเมื่อเช้า




สองแขนอ้าออกพลางกวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้มกว้าง



อันที่จริงผมก็รีบร้อนไม่ได้ต่างจากเขาหรอก





ผมทิ้งตัวลงไป




ลึกสุดของอ้อมกอดที่อบอุ่นนั้น



โอบรัด 


ราวกับกำลังจะผสานเป็นส่วนหนึ่งของเตียง



และหากชั่วนิรันดร์มีจริง



ผมจะใช้มันไปกับช่วงเวลานี้


...........


“แทฮยอนนา”

“ตื่นได้แล้ว”
“อือออ” ร่างบางพลิกตัวหันหลังให้เสียงรบกวนแล้วมุดตัวลงใต้ผ้าห่มลึกกว่าเดิม คนตื่นก่อนเห็นอย่างนั้นเงียบไปพักหนึ่ง สายตาที่มองแผ่นหลังขาวเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“งั้นก็ได้” แทฮยอนรู้สึกได้ถึงเตียงที่ยวบยาบ ก่อนคนตัวใหญ่จะเกยคางบนไหล่ของเขา “อยู่อย่างนี้ไปทั้งวันเลยแล้วกัน”




“ลุกได้แล้ว” คราวนี้แทฮยอนเป็นฝ่ายปลุก แน่นอนล่ะว่าวงแขนแกร่งยังคงวางนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนตัวของเขา 
“รู้นะว่าตื่นอยู่” เหมือนจงใจแกล้งคนพูด มินโฮกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีก ตั้งใจทำแค่นั้นเพื่อแหย่ลูกแมวให้หงุดหงิดเฉยๆ แต่เขาดันเผลอข้ามเส้นความอดทนของตัวเองไปก้าวหนึ่ง

สันจมูกโด่งฝังลงบนคอขาวเนียน ไล้ขึ้นไปถึงใบหู ทำเอาคนที่นอนหันหลังให้อยู่ถึงกับสะดุ้ง
แทฮยอนพยายามลุกขึ้นพร้อมๆ กับดันมินโฮออกไป แต่ก็ไม่สำเร็จ
“รำคาญ”
“แปลว่าอะไร”
“ก็รำคาญไง”
“เหรอ หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”
มินโฮรู้ว่าแทฮยอนเข้าใจถึงได้เงียบไป ถึงไม่เห็นแต่ตอนนี้หน้าขาวๆ คงกลายเป็นสีแดงเรื่ออยู่แน่

เห็นแบบนั้นแล้วก็อดจะแกล้งต่อไม่ได้
“รำคาญ …..หรือว่าเขิน”

“ลุกไปเดี๋ยวนี้เลย!”     

.........



“เราจะใช้เวลาสามวันไปกับการนอนเฉยๆ ไม่ได้นะพี่”
กว่าจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมมาได้แทฮยอนก็ต้องกลอกตาให้กับความงอแงของคนโตแต่ตัวอยู่หลายหน
“ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้เด็ดขาด !”
  แทฮยอนว่าอย่างนั้นก่อนจะยัดเสื้อตัวสุดท้ายลงในเป้แล้วเดินออกไปรอมินโฮที่หน้าห้องเป็นการบังคับอยู่กลายๆ

ห้าวันที่ญี่ปุ่นของแทฮยอน สามวันของมินโฮ
สามวันนี้ไม่ได้มีแผนอะไรเป็นพิเศษยกเว้นวันสุดท้ายที่จองโรงแรมออนเซ็นเอาไว้ 
          ….

“เราเหมือนคนแก่อะ” มินโฮพูดออกมาในที่สุด
“ผมก็ว่างั้น” แล้วพวกเขาก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน


โอเค … พวกเราไม่ใช่คนที่เที่ยวเก่งเอาซะเลย

การเติมเต็มทริปนี้โดยไม่วางแผนไว้ล่วงหน้ากลายเป็นเรื่องที่น่าสิ้นหวังไปเสียแล้ว

“ผมนึกอะไรดีๆ ออกละ”
“แน่ใจนะว่าดี” มินโฮถามย้ำ เวลาที่แทฮยอนพูดแบบนี้หากไม่ทำให้เจอกับเรื่องที่ดีที่สุดก็แย่ที่สุด
“ไปสถานีรถไฟกันแล้วพี่เลือกมาซักคน จากการแต่งตัวก็ได้ แล้วเค้าลงที่ไหนเราก็ลงที่นั่น”



นั่นไง



“ถ้าคนที่พี่เลือกพาเราไปโผล่ที่แปลกๆ มันก็เป็นความผิดพี่คนเดียวน่ะสิ”
“งั้นผมเลือกเอง พี่อย่ามาบ่นแล้วกัน”



.......

ใครๆ ก็คงคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา และปฏิเสธไม่ได้ว่าลักษณะภายนอกทำให้เขาดูเป็นแบบนั้น
แต่ผมรู้ดี
…ดวงตาคู่นั้นมองทุกสิ่งด้วยความอ่อนโยนกว่าใคร …ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เขาซึมซับความเจ็บปวดได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใครเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงเป็นคนเห็นแก่ตัว
ที่ยังให้อยากให้เขาใช้สายตาแบบนั้นมองมาที่ผม
ที่ผมคนเดียวเท่านั้น


........




“เป็นที่ที่ ….คาดไม่ถึงเลยแฮะ”
ภาพตรงหน้าคือถนนสายแคบขนาบข้างด้วยพงหญ้าขึ้นสูงระดับเอวไปจนสุดสายตา
หน้าของแทฮยอนไม่มีความรู้สึกอะไรฉายอยู่บนนั้นเลย

ผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวเหมือนกำลังจะไปที่ที่คึกคักแท้ๆ
มินโฮเห็นท่าจะไม่ดีเลยตบไหล่คนเด็กกว่า
“เอาเหอะน่า เดินไปอาจจะเจอหมู่บ้านก็ได้ น่าตื่นเต้นดีออก”
“ตื่นเต้นกับระทึกขวัญมันไม่เหมือนกันนะ”
เดินไปแล้วจะเจอคนจริงๆ เหรอ ผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ พล็อตแบบนี้มันคุ้นเกินไปไหม….
“คิดมากน่า จะมีอะไรโผล่ออกมาจากพงหญ้าพวกนั้นหรือไง เตี้ยแค่นี้เอง” ไม่พูดเปล่ามินโฮเดินนำออกไป เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วแทฮยอนก็จำใจต้องเดินตาม แต่แค่เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ

สวบ
สวบ

ขาที่เดินนำอย่างมั่นใจในตอนแรกชะงักอยู่อย่างนั้น คนตัวสูงค่อยๆ หันไปมองข้างหลัง ต้นหญ้าสั่นไหวคล้ายกำลังมีบางสิ่งใกล้เข้ามา

เอาจริงดิ…

“พี่…”
“แทฮยอนมานี่” มินโฮดึงแทฮยอนไปไว้ข้างหลังตัวเอง ในจังหวะที่บางสิ่งที่พวกเขากลัวอยู่นั้นกระโจนออกมาจากพงหญ้าพอดี และสิ่งนั้นก็คือ



ม้าววววววววว



ม…แมวเองเหรอ

“เฮ้ออ” แทฮยอนถอนหายใจออกมาก่อนจะนั่งยองๆ เมื่อเจ้าขนฟูสีขาวย่องเข้ามาหาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่ต้องกลัว อ้ปป้าไม่ทำอะไรหนูหรอก” มินโฮที่มองการกระทำนั้นอยู่หัวเราะพรืดออกมาจนแทฮยอนต้องหันไปทำหน้างงใส่
“แมวทุกตัวนี่เป็นญาติกับนายไปหมดเลยเนาะ” ตอนนี้เจ้าตัวเล็กก็ได้เข้าไปอยู่ในวงแขนของแทฮยอนเรียบร้อยแล้ว
“ม้าววว”
“แปลให้ฟังหน่อยดิ”
“เค้าบอกว่ารำคาญ”
“ใช่เหรอ” ตอนที่แทฮยอนพยักหน้าแมวตัวนั้นก็ร้องม้าวขึ้นมาด้วย
….แมวทุกตัวบนโลกนี้คงใจร้ายเหมือนกันหมดสินะ

สวบ
สวบ

“คราวนี้อะไรอีกเนี่ย”
“ผมว่าเรารีบเดินเถอะ” พอได้ยินเสียงนั้นเจ้าตัวขาวก็กระโดดออกจากแขนไปเกาะหลังเขา นั่นทำให้แทฮยอนสังหรณ์ใจไม่ดีเลย

พวกเขาเดินมาโดยไม่หันไปดูข้างหลังอีก แต่เสียงแหบพร่าก็ดังขึ้นเสียก่อน

“พวกเธอ จะพาชิโระซังไปไหนน่ะ”
“หา?/ชิโระซัง?”

ทานากะมองเด็กหนุ่มแปลกหน้าสองคนแล้วก็คิดได้ว่าเด็กพวกนี้คงจะหลงทางมาแน่ๆ
“ชิโระซังเป็นแมวที่บ้านลุงเองล่ะ ว่าแต่พ่อหนูสองคนมาทำอะไรที่นี่เหรอ”
พอโดนถามเด็กหลงสองคนก็มองหน้ากันเลิกลักเพราะต่างคนก็ต่างไม่อยากเล่าเพราะรู้ว่าถ้าเล่าไปจะต้องเขินแน่ๆ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ สุดท้ายมินโฮก็ถูกโบ้ยให้เล่าเพราะแทฮยอนอ้างเรื่องสกิลภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา

ลุงทานากะทำหน้าไม่อยากเชื่อก่อนจะหัวเราะเสียงดังเมื่อฟังจบ 

“เด็กสมัยนี้นี่เล่นพิเรนทร์กันจังน้า ว่าแต่กินข้าวกันมาหรือยังล่ะ นี่ก็เที่ยงแล้ว”
  “ยังครับ เอ่อ แถวนี้มีบ้านคนอยู่ใช่ไหมครับ”
“มีสิ แต่ถ้าเดินไปกว่าจะได้กินก็คงบ่ายแล้วล่ะพอหนุ่ม เอางี้นะ รอลุงตรงนี้ก่อน” ลุงทานากะไม่ได้เว้นช่องให้ถามอะไรเลย เขาเดินกลับเข้าไปในพงหญ้าหลังจากพูดจบ


“แบบนี้ถือว่าโชคดีหรือเปล่า”
“อย่างน้อยก็คงได้กินข้าวตรงเวลาเวลาล่ะนะ” 


…เป็นความคิดที่มองโลกในแง่ดีสมกับเป็นพี่มินโฮจริงๆ 





คุณลุงทานากะพาพวกเขามาส่งที่หน้าร้านราเม็งที่ดูเก่าแก่ร้านหนึ่ง ระหว่างทางเมื่อเข้ามาลึกขึ้นทุ่งหญ้าก็ค่อยๆ ถูกแซมด้วยบ้านคนก่อนพวกเขาจะเข้ามาอยู่ในที่ที่ดูเหมือนหมู่บ้านจริงๆ
“รถไฟจะมาอีกทีก็ห้าโมงเย็นนู่นแหละ ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรนอกจากทุ่งหญ้ากับภูเขา แต่ก็พอจะมีที่สวยๆ อยู่บ้างล่ะนะ”
“ที่ไหนเหรอครับ” เป็นแทฮยอนที่ถามขึ้นมาอย่างสนใจ
อันที่จริงแทฮยอนตื่นเต้นตั้งแต่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว เพราะบ้านเกือบทุกหลังเป็นบ้านแบบดั้งเดิมที่สร้างด้วยไม้ บางหลังก่อหินเป็นกำแพง บรรยากาศเงียบสงบอย่างกับภาพถ่ายที่เห็นในโฟโต้บุ๊ค



จะต้องได้รูปดีๆ จากที่นี่หลายรูปแน่ๆ




“เดินตามถนนนี้ไปเลย จากนั้นเจอสะพานให้ข้ามแล้วจะเจอทะเลสาบ หรือเดินไปทางที่เธอเห็นต้นสนก็ได้ มันขึ้นอยู่รอบๆ แถวนั้นไม่ค่อยมีบ้านคน แต่จะมีเด็กๆ ไปเที่ยวเล่นอยู่บ้าง”
“อ่า…ขอบคุณครับ”
แทฮยอนโค้งให้ลุงทานากะแล้วรอจนลุงขับรถหายไปจึงหันไปหามินโฮ



“เมื่อกี้พี่ฟังออกหมดไหม” 




............


ตอนที่ราเม็งชามใหญ่กว่าปกติถูกนำมาเสิร์ฟพี่มินโฮก็ยังไม่หยุดล้อเขาซักที
“ก็ผมไม่ค่อยได้ใช้นี่นา”
“เห็นนายพยักหน้าตามตลอดก็นึกว่าจะเข้าใจอะ”
“แต่ก่อนพี่ก็ทำแบบนั้นเหมือนกันแหละ ขนาดตอนสั่งอาหารนะยังทำเป็นสั่งนู่นนี่เหมือนคุ้นเคยทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเลย”
“โหยย พอเถียงไม่ได้แล้วก็เอาเรื่องเก่ามาพูด
”พี่นั่นแหละหยุดล้อผมได้แล้ว”
“สนุกดีออก โอ๊ะ”
“ไม่สนุก! กินเข้าไปเลยจะได้เงียบๆ” แทฮยอนยัดเส้นราเม็งที่ถูกม้วนเป็นคำใหญ่ใส่ปากคนพูดมาก แต่มินโฮก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาแถมยังทำหน้าสดชื่นที่โดนป้อนด้วยซ้ำ

“พี่ไม่โตขึ้นบ้างเลยหรือไงนะ”

“นายก็เหมือนกันแหละ”

“…”

“…”
อยู่ๆ มินโฮก็เงียบไปแล้วเอาแต่จ้องหน้าแทฮยอน

“อะไร”
“ไม่มีอะไร แค่…แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ”
“…อะไรของพี่เนี่ย” ตาเรียวหลุบต่ำลงขณะที่คนซุปในถ้วย
“นั่นสิ อะไรเนี่ย”


“นี่แทฮยอน”
“อะไรอีก… ไม่ต้องมาเล่นมุกป้อนคืนเลยนะ” พูดอย่างรู้ทันแล้วก็กินราเม็งของตัวเองต่อ มินโฮจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนจะเปลี่ยนแผน
“แล้วถ้าเป็นนี่ล่ะ” ชิ้นหมูเป็นมันวาวด้วยน้ำซุบที่เคลือบอยู่ถูกคีบขึ้นมาด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“ถ้าเป็นอันนั้นก็ไม่ปฏิเสธ” แล้วหมูชิ้นสุดท้ายก็ถูกงับไป


เสียงหัวเราะคลอไปกับเสียงซดน้ำซุปและความสนิทสนมของเด็กหนุ่มสองคนอยู่ในสายตาของหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของร้าน …เธอมองภาพนั้นอย่างเอ็นดู


..........

ข้ามสะพานไปแล้วจะเจอต้นสน

พวกเขาใช้เวลาเดินมาตามทางที่คุณลุงบอกเพียงสิบนาทีเท่านั้น

“สวยจริงด้วย” มินโฮกวาดสายตามองไปรอบๆ ทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มล้อมกรอบด้วยแนวสนและมีฉากหลังเป็นทิวเขา

ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้พูดออกมาแต่มินโฮก็รู้สึกได้ว่าแทฮยอนชอบที่นี่มาก ร่างโปร่งเริ่มเดินไปหามุมถ่ายรูปแล้ว

มินโฮวางเป้ลงข้างตัวแล้วนั่งพิงโคนต้นไม้ มองดูเด็กน้อยกับกล้องตัวโปรดที่เดินไปหยุดตรงนู้นทีตรงนี้ที ก่อนจะควานหากล้องในกระเป๋าออกมาถ่ายบ้าง

ลมพัดเบาๆ ทำให้ผมที่เริ่มยาวปลิวเข้าตา แทฮยอนจึงต้องหยุดถ่ายแล้วหันมาจัดการกับผมของตัวเอง


“แทฮยอน”
เสียงทุ้มดังมาจากบนเนินเตี้ยข้างหลัง

แชะ

“nice shot ขออีกรูป”

แชะ

คราวนี้เสียงชัตเตอร์ของกล้องทั้งสองตัวดังขึ้นพร้อมกัน รอยยิ้มของทั้งคู่ปรากฏอยู่หลังกล้องนั้น


“ล้างแล้วเดี๋ยวส่งไปให้”
“รูปอื่นด้วยนะไม่ใช่แค่สองรูปนั้น”
“ไม่รู้ทันบ้างได้ไหม”
“มีใครไม่รู้ทันพี่บ้างถามจริง” 
“เยอะแยะ”
“งั้นก็ไม่รวมผม”
“เออ นายมันเป็นข้อยกเว้นของทุกอย่างนี่” ไม่อยากจะยอมรับ แต่ประโยคชวนเลี่ยนนั่นทำให้แทฮยอนพอใจอยู่ไม่น้อย เขายกกล้องขึ้นมาถ่ายมินโฮอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาถ่ายวิวต่อ

เมื่อได้รูปที่พอใจแล้วแทฮยอนก็เดินมานั่งใต้ต้นสนซึ่งมีมินโฮนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“นึกว่าจะต้องค้างนี่รอนายถ่ายรูปเสร็จซะแล้ว”
“เกินไป”
“ภาพน่ะต้องเก็บด้วยกล้องแล้วก็เก็บด้วยตาคู่กันถึงจะดี”
“ก็จริง” 


“แล้วพี่เก็บครบหรือยัง” มินโฮหันไปมองแทฮยอนที่กำลังกอดเข่าพิงหัวลงบนแขนของตัวเอง

ราวกับว่าเวลาได้หยุดนิ่งไปเมื่อประสานสายตากัน
มันหยุดอยู่แบบนั้นพักใหญ่


“ยัง …ขอเวลาหน่อย”

“อืม ผมก็อยากได้เวลาเพิ่มอีกหน่อย”




คุณลุงทานากะเป็นคนพาทั้งคู่มาส่งที่สถานีอีกครั้ง พวกเขาขอบคุณคุณลุงทั้งเรื่องนั้นและเรื่องที่แนะนำให้ไปทะเลสาบ ราเม็งก็อร่อยมาก การหลงทางในวันนี้ถือเป็นเรื่องโชคดีอย่างไม่ต้องสงสัย

โรงแรมที่จองได้อยู่ห่างไปจากสถานีนี้ไม่มาก นอกจากนั้นยังอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลายที่ด้วย เพราะอย่างนั้นการคิดว่าจะไปไหนในวันพรุ่งนี้จึงง่ายขึ้น
 
“ไปวัดกัน”
“ก็ดี”
“แถวนี้มีอาร์ตแกลลอรี่ด้วย”
“อืออ อันนั้นก็ดี”
หลังจากตอบก็บิดขี้เกียจแล้วฟุบหน้าลงกับเตียง
“เปลี่ยนเสื้อก่อนสิ อย่าเพิ่งนอน”
“อือออ” แทฮยอนดันตัวลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ เขาถอดเสื้อท่อนบนออกแล้วโยนมันไปที่โซฟาปลายเตียง “พี่หยิบเสื้อแขนยาวในกระเป๋าให้หน่อย”
“ไอ้เด็กนี่” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็ยื่นเสื้อมาให้อยู่ดี
“ขอบคุณคับ”เสียงอ้อนนั้นทำให้มินโฮถึงกับขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อหู
“ถ้าง่วงแล้วเป็นแบบนี้ก็ง่วงบ่อยๆ นะ”

“ฝันไปเถอะ” และในไม่กี่วินาทีแทฮยอนโหมดปกติก็กลับมา



..........

เขาเป็นความเข็มแข็งของผม
ในขณะเดียวกันก็เป็นความอ่อนแอ

ค่ำคืนที่เราเคยเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน
แบบนั้นมันก็ดีนะ
ถึงเราจะไม่ใช่เด็กๆเหมือนเมื่อก่อนแล้วก็ตาม
ผมยังคงชอบเวลาที่ได้ฟังเสียงที่ไม่ได้เรื่องของเขาร้องไปจนถึงคีย์ที่สูงที่สุดในเพลงแล้วก็หัวเราะออกมา

ปีนขึ้นมาบนตัวผมสิ
ทำให้รู้สึกพลุ่งพล่านแบบนั้น
แม้สุดท้ายเราจะแค่นอนกอดกันเฉยๆ ก็เถอะ

กระซิบบอกผมว่าใกล้เช้าแล้ว 
ถึงจะเป็นคำโกหกก็ไม่เป็นไร

กอดผมให้แน่นขึ้นหน่อย
ให้อุ่นยิ่งกว่าบุหรี่บนริมฝีปากของเราสองคน

ความเศร้าที่กัดกินอยู่ภายในผมคงไม่สามารถเอามันออกไปได้
แต่เมื่อเขาอยู่ตรงนี้ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่เป็นไร

แค่มีเขาอยู่ข้างๆ เท่านั้น


แต่สุดท้ายแล้วผมก็ไม่มีใคร

เพราะอย่างนั้นมันจึงเหงามากเหลือเกิน
.........

แทฮยอนตื่นขึ้นมากลางดึก…
ความหงุดหงิดแวบขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะกลายเป็นความกลัว 
เขารู้ดีว่าในคืนนี้เขาไม่สามารถหลับได้อีกแล้ว แต่ก็พยายามหลอกตัวเองโดยการพลิกไปพลิกมาเผื่อว่ามันจะช่วย
…แต่มันไม่เคยช่วย
อย่างน้อยครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ตื่นมาในห้องที่ไม่มีใคร แต่เสียงหายใจสม่ำเสมอของคนที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ ก็น่าอิจฉาเหลือเกิน

การตื่นขึ้นมากลางดึกคงไม่กลายเป็นปัญหาหากความกังวลไม่ถูกตีขึ้นมาจนฟุ้งซ่าน
ถึงวันนี้จะเป็นวันที่ดีวันหนึ่งแต่แทฮยอนก็รู้สึกว่าพวกเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ดี
ความสุขเพียงชั่วครู่ทำให้เขากลัวที่จะเสียมันไป…กลัวที่จะตื่นขึ้นมาอีกวันแล้วพบว่าทุกอย่างต้องกลับสู่วงจรปกติ

เพราะเวลามีน้อย เราถึงต้องใช้อย่างคุ้มค่า อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงเลย
เขาอยากบอกตัวเองแบบนั้น และอยากเชื่อให้ได้แบบนั้น
ทว่ามันชัดเจนว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
 
สุดท้ายแล้ว…ช่วงเวลาเหล่านี้ เมื่อมันกลายเป็นความทรงจำก็มีแต่จะกลับมาทำร้ายตัวเอง  


............

 วันที่สาม, พวกเขาใช้เวลาช่วงเช้าไปกับอาร์ตแกลลอรี่ หลังจากนั้นก็ไปหาอะไรกินก่อนจะไปวัด
สาเหตุที่เลือกไปวัดที่ไกลจากที่พักมากกว่าก็เพราะในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเป็นวัดที่เซียมซีแม่นมาก ซึ่งแทฮยอนก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้มินโฮอยากเสี่ยงเซียมซีขนาดนั้น


จุดเด่นของวัดนี้คือต้นไม้ต้นใหญ่ที่ขึ้นขนาบข้างตลอดทางเดินขึ้นเขาไปยังตัววัด ตอนแรกแทฮยอนคิดว่าสองกิโลก็เดินไม่ไกลเท่าไหร่แต่พอเอาเข้าจริงก็เหนื่อยเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน


“คนนี้บอกว่าไปเสี่ยงได้ใบโชคดีมาเมื่อปีที่แล้วหลังจากนั้นก็สอบติดมหา’ลัยที่คนแย่งกันเข้าสุดๆ เลยนะ” มินโฮที่เดินอยู่ข้างหลังยังคงไม่หยุดอ่านบล็อคที่เขียนถึงวัด
“เค้าติดเพราะอ่านหนังสือหรือเปล่า”
“อย่าดับฝันกันสิ”
“แล้วยังไง พี่อยากได้โชคดีเรื่องอะไร”
“อืมมม ไม่รู้สิ ถ้าโชคดีแล้วจะเรื่องไหนก็ดีหมดนะ”
“นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราต้องตื่นเร็วกว่าเดิมชั่วโมงนึงเหรอ”
“เมื่อคืนนอนหลับดีหรือเปล่า” 

“…ก็ไม่ค่อย”

“ได้นอนไหม”

“…” แทฮยอนทำเป็นไม่ได้ยินคำถามแล้วเดินต่อไป มินโฮรู้คำตอบได้จากการกระทำนั้นทันที 
“ทำไมไม่บอก” คราวนี้แทฮยอนหยุดเดิน “ผมไม่เป็นไร”
มินโฮดูออก แทฮยอนกำลังพยายามไม่เป็นไรอยู่ต่างหาก
ตั้งแต่เช้าแล้วที่เขาสังเกตว่าเด็กคนนี้กำลังมีเรื่องค้างคาในใจแต่เพราะเจ้าตัวแสดงออกมาแบบนั้นเขาจึงไม่อยากคาดคั้นมาก
“ก็ได้…” มินโฮเดินขึ้นไปหยุดอยู่บนบันได้ขั้นที่สูงกว่า “แต่ถ้าคืนนี้นอนไม่หลับอีก ต้องให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนนะ โอเค?” พูดพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยไปหาคนที่กำลังขมวดคิ้วอยู่
“อะไรกันเล่า” แต่ถึงจะบ่นแบบนั้นสุดท้ายแทฮยอนก็ยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวอยู่ดี
ปัญหาไม่ได้ได้ถูกคลี่คลาย และคงเป็นไปได้ยากที่จะมาแก้ไขอะไรตอนนี้
แต่สิ่งที่มินโฮทำก็มากพอที่จะทำให้แทฮยอนรู้สึกดีขึ้นได้บ้างแล้ว

พวกเขามาถึงตัววัดในที่สุด เพราะอยู่ไกลจากตัวเมืองเลยมีคนไม่ค่อยมากนักเป็นข้อดีข้อหนึ่งของที่นี่นอกจากเรื่องเซียมซี
มินโฮตั้งใจกับการเขย่ากระบอกสีแดงจนดูน่าขำ พอไม้หล่นออกมาก็ตรงไปหาตู้ใส่ใบคำทำนาย เลขที่ปรากฏคือหมายเลข 17

“เป็นไง” แทฮยอนชะโงกหน้าเข้าไปดูใบทำนายนั้นด้วยเมื่อเห็นว่ามินโฮมีสีหน้าไม่ค่อยดี
“…”
“บางที…ที่บอกว่าแม่นนี่น่าจะจริงแฮะ”
“เขย่าอีกทีดีไหม”
“เอาไปผูกเหอะ อย่าคิดมาก”
“โดนนายบอกว่าอย่าคิดมากนี่รู้สึกแปลกๆ นะ”
“ก็ผมไม่เชื่อเรื่องโชคลางนี่”
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ … คำทำนายในแผ่นกระดาษยังคงวนอยู่ในหัวของเขาอยู่เลย



-17-
พบรักมักพัดพราก จำต้องจากห่างลาไกล


ช่างเถอะ ยังไงก็เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว



พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากนักตอนลงจากเขา แต่ก็ไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มีบางสิ่งที่ดีกว่าคำพูดเมื่อเราอยู่กับคนบางคน

แทฮยอนหยิบมือถือขึ้นมาเสียบหูฟัง มินโฮหยิบหูฟังอีกข้างไปอย่างรู้งาน การฟังเพลงพร้อมกับซึมซับบรรยากาศธรรมชาติข้างทางทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

อินโทรของเพลงเพลงหนึ่งเริ่มขึ้น แทฮยอนกำลังจะกดข้ามแต่มินโฮห้ามเขาไว้แล้วก็จับมือแทฮยอนไว้อย่างนั้น


Sometimes, when my heart is blown away with the wind.

เมโลดี้ที่คุ้นเคยกลับฟังดูต่างออกไป


It leads me back to the day.
คล้ายกับว่าถูกพาย้อนกลับไปตอนที่เพิ่งเรียบเรียงมันเสร็จ และเปิดฟังด้วยกันครั้งแรก



ตอนนั้นมือของเขาก็อุ่นแบบนี้หรือเปล่านะ

...........


"ญี่ปุ่นนี่ดีเนาะ"
"อืมดี...ดีมากๆ"
"กำลังคิดอะไรเลี่ยนๆอยู่หรือเปล่า"
"งั้นแค่คิดในใจก็ได้"
"แต่ถ้ารู้ว่าพี่คิดอะไรแสดงว่านายก็คิดเหมือนกันใช่ไหม"


ไม่ได้ปฏิเสธไป
เพราะเป็นแบบนั้น

ไม่ใช่เพราะวิวภูเขาฟูจิหรือชาที่ตั้งใบอย่างสวยงามอยู่ในกานี้หรอกที่ทำให้ทุกอย่างดีขนาดนี้แต่เพราะคนที่อยู่ด้วยกันต่างหาก

"งั้นหนีมาอยู่ญี่ปุ่นด้วยกันเลยดีไหม ตอนแก่กว่านี้ก็ได้"  
"ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าผมจะรอพี่จนแก่"
"พี่จะรอนาย"
"..."
"ก็แค่ไม่กี่สิบปีเอง"
"พอเลย มันทำให้ผมดูใจร้ายอะ"
"ก็นายมันใจร้าย"
"มากกว่าที่พี่คิดด้วย"
"คนใจร้ายจะต้องถูกทำโทษรู้ไหม"
"พี่จะทำอะไรผมได้"
"มากกว่าที่นายคิดแล้วกัน"
"พี่รู้หรอว่าผมคิดได้มากขนาดไหน"
ผมมองเขาด้วยสายตาหยั่งเชิง รอยยิ้มพอใจปรากฏที่มุมปากนั้น
เขาค่อยๆ ขยับเข้าพร้อมด้วยสายตาที่ไม่อาจะบอกได้ว่าแฝงความรู้สึกอะไรไว้ ส่วนผมก็กำลังเฝ้ามองการเคลื่อนไหวนั้นอย่างสนุก

เริ่มมันเลยสิ ผมส่งสัญญาณไปแบบนั้นแต่ก็แค่เพื่อแกล้งเขา

ช่างหอมหวานและโหดร้ายเหมือนผลไม้ต้องห้าม

มีเส้นเส้นหนึ่งที่เรารู้จักมันดีและเราก็เคารพมัน เราจะไม่ก้าวข้ามเส้นนั้น

…อย่างน้อยๆ ก็เพื่อไม่เป็นการสร้างความลำบากใจให้กันหลังจากนี้…


เกมจ้องตายังคงดำเนินไปกระทั่งระยะห่างลดลงจนแทบไม่เหลือ สัมผัสอุ่นจึงประทับลงบนหน้าผาก


"ถ้าทำแบบนั้นอีกครั้งฉันจะเลยตามเลยแล้วนะ"
เสียงติดเล่นแต่สายตาไม่เป็นแบบนั้นเลย
"พี่ไม่ทำหรอก" ผมดันหน้าเขาออกไปแล้วยกแก้วชาขึ้นมาดื่มเพื่อสร้างเกราะป้องกัน
"บอกแล้วว่าจะทำมากกว่าที่คิด"
"...ชาเย็นหมดแล้ว"
"เปลี่ยนเรื่องเก่ง"
"ก็พี่พูดแต่อะไรก็ไม่รู้"
"เหรอแล้วเราไม่ทำอะไรเลยเหรอ"
"อื้ออ่อยย(ปล่อย)" ผมปัดมือที่บีบแก้มออก คนขี้แกล้งยังทำหน้าตาน่าหมั่นไส้ไม่เลิก



“แทฮยอน”
“หือ”
“อยากรู้ไหมทำไมวันนั้นพี่ถึงโทรไป”
“…ทำไม”
“เพราะคิดว่าถ้าไม่โทรตอนนั้นอาจจะไม่ได้โทรอีกแล้ว …มันมีหลายครั้งก่อนหน้านั้นที่คิดจะโทรแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้โทร แต่วันนั้นพี่ฟังเพลงนั้น…”
“พี่จะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่าตอนที่พี่โทรมา ผมก็กำลังจะโทรหาพี่เหมือนกัน”
“เชื่อ”
“แล้วก็เป็นเพราะเพลงนั้นด้วยที่ทำให้อยากโทรไป”
“จริงจัง?”
“อือ แปลกเนาะ ทำไมต้องเป็นตอนนั้นด้วย”
“เพราะถ้าไม่เป็นตอนนั้นเราก็คงไม่ได้มาที่นี่มั้ง”
“คงงั้น”

พวกเราสบตากัน แล้วก็ยิ้มออกมา

ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติและนุ่มนวล ระยะห่างระหว่างเราถูกเติมเต็มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้จูบนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่หน้าผาก 



…จูบที่เป็นเหมือนการบอกลาแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ย้อนไปในวันแรกที่ทักทาย



...........

การจากลาเป็นสิ่งปกติของโลกใบนี้ และมันเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบเสมอ
เบาเสียยิ่งกว่าเสียงของผมที่พูดกับเขา
"กอดได้มั้ย"

             ...

"ขำอะไร"
"ตลก"
"พี่เหรอ"
"เราทั้งคู่นั่นแหละ"
เขากอดผมแน่นกว่าสามวันที่ผ่านมา ผมเองก็ด้วย ไม่ได้รู้สึกอยากร้องไห้ หรือขอร้องให้อยู่ต่อ แต่ในหัวคิดอะไรไม่ออกนอกจากผมควรกอดเขาให้นานขึ้นอีกนิด จนกว่ารถไฟจะมา ผมถึงจะพูดคำนั้น


“ลาก่อน”




..........





ก่อนที่ประตูจะปิดลงภาพต่างๆก็แล่นเข้ามาในหัว

ก่อนประตูจะปิดแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ผมวิ่งกลับไปหาเขา
ฝ่าฝูงชน
เขาดูตกใจและทำตัวไม่ถูก
แม้แต่ตอนที่ผมกอดเขา
แน่นยิ่งกว่าตอนบอกลาก็ยังทำตัวไม่ถูก
"จูบได้ไหม"
นั้นไม่ใช่คำถามหรอก
ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
เวลาที่เราคิดถึงกันมันนานมากพอแล้ว
เสื้อโค้ทตัวโตกว่าตัวของเขาจะถูกกองไว้ที่หน้าประตูเมื่อถึงห้อง จากนั้นเราค่อยคิดถึงเรื่องที่ต้องทำกัน

เราจะอยู่ด้วยกัน นั่นคือแผน
มีที่วิ่งเล่นสำหรับหมาของเขา
มีระเบียงที่เราจะเมามายและสร้างท่วงทำนองใหม่ด้วยกัน
ผมอยากมีลูกสาวแต่นั่นเอาไว้ทีหลังก็ได้เมื่อทุกอย่างลงตัว
ที่แน่ๆ ราจะไม่แยกจากกันอีก





แต่ประตูปิดลงไปนานแล้ว
ก่อนที่ผมจะมาญี่ปุ่นเสียอีก




.........


มาก่อนกลับทีหลัง
เป็นคนรอ เป็นคนที่รู้สึกว่าอีกฝ่ายจากไป
แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าสมควรเป็นแบบนั้น

ไม่อยากรู้สึกผิดอีกแล้ว

ตอนที่ประตูปิดลง
ถ้าไม่ใช่ผมก็ต้องเป็นพี่มินโฮสินะที่อยากให้คนบนรถไฟขบวนนั้นเปลี่ยนใจแล้ววิ่งกลับมา



เฝ้ารอการสวมกอด



และผิดหวัง




ทุกอย่างไม่ได้ถูกทิ้งไว้ที่นี่
มันถูกเก็บรักษาไว้ต่างหาก 
..ในที่ที่ปลอดภัย…รอวันให้กลับมาซึมซับ


ถ้าหากคนที่กลับมาไม่ใช่ผมคนเดียวก็คงดี




มีคนเคยกล่าวไว้ว่าชีวิตนั้นแสนสั้นและเรียบง่าย
มีเพียงมนุษย์ที่สร้างความยุ่งยากให้กับมัน และนั่นคงเป็นเรื่องจริง


เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมก็จะยังคงเลือกเดินออกมา

และถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น…



ก็คงเลือกที่จะได้พบกับเขาอีกครั้งเช่นกัน






FIN



------------------------------------------


ติชมให้กำลังใจได้ในแท็ก #ดอกไม้ไฟนัมซง 
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ♡


 

    
    

ผลงานอื่นๆ ของ BlueCiiel

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 ้mnhalo
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:09

    หน่วงสุดๆแต่ฟีลนี้คือใช่มากๆโคตรจะนัมซงเลย แงงงงงงงงงงร้องไห้แล้ว T T

    #2
    0
  2. #1 GRIFFON (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 18:59
    ร้องไห้ หนักมาก
    #1
    0