end - (sf) 'before' series | soshibang

ตอนที่ 4 : Before the wind blows (Seungri & Yuri)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 435
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ธ.ค. 60

 ต้องขอโทษนักอ่านทุกคนด้วยค่ะ บอกว่าไม่เกินช่วงบ่าย แต่ก็ล่วงเลยมาถึงบ่ายสี (ยังไงก็ "บ่าย" อยู่นะ ฮือ TT^TT)
เนื้อหาและบรรยากาศของเรื่องเรียกว่าฉีกไปจาก Before the rain falls. สุด ๆ อย่ารอช้า ไปอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ :))


            ใบไม้แห้งนอนเกลื่อนอยู่รอบ ๆ เท้าเขา สีแดงสดเท่าที่อุณหภูมิปลายฤดูใบไม้ร่วงจะอำนวยให้เป็นไป โดยหลักการปกติแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงควรจะเป็นฤดูแห่งความเยือกเย็น อึมครึม และหม่นหมอง แต่สีแดงเข้มของใบไม้ซึ่งตัดกันกับสีดำของพื้นดินและสีเขียวแก่ของของม้านั่งในสวนสาธารณะทำให้หลักการปกติดูจะฉูดฉาดและโฉบเฉี่ยวกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก แต่อีซึงฮยอนชอบมัน ชอบความฉูดฉาดบาดตาที่เข้ากันกับลักษณะของเขา -- จริงใจ สนุกสนาน แต่โผงผางและไม่หยุดนิ่ง มันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาชอบช่วงเวลานี้ของปีเป็นพิเศษ แต่ไม่สำคัญหรอก ตราบใดที่เขายังเป็นแบบที่เป็นมาตลอด อีซึงฮยอนก็ดูจะสามารถดึงเอาบรรยากาศปราดเปรียวร้อนแรงมาห่มตัวได้โดยไม่เกี่ยงสภาพอากาศ

            อีซึงฮยอนก้มหน้าตอนที่ลมพัด ใบไม้สีแดงรอบ ๆ เท้าเขาปลิวกระจัดกระจาย อีซึงฮยอนไม่ชอบลม หรืออย่างน้อยก็ไม่ชอบคำนิยามของมัน รวมถึงบรรยากาศที่มันสร้างขึ้นในบางครั้ง ลมเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ และเอาชนะคะคานไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรที่ลมจะมาและไป พอ ๆ กับที่ไม่รู้ว่ามันพัดพาเอาอะไรมาเป็นเพื่อน อีซึงฮยอนไม่ชอบแพ้ ไม่ชอบการคาดเดาหรือรอคอย อีกนัยหนึ่งคือเขาไม่ชอบภาวะที่ตนเองไม่รู้เหนือใต้ สำหรับอีซึงฮยอนแล้ว เขาเท่านั้นคือผู้ควบคุม ผู้กระทำ และผู้ชนะตลอดกาล เขาเกลียดกลัวความไม่รู้ ซึ่งจะชักนำบรรยากาศของความเป็นรองมาให้ แล้วลมก็กลายเป็นแพะรับบาปให้กับความเกลียดกลัวนั้น

            เสียงโทรศัพท์มือถือในอกเสื้อดังขึ้นเมื่อลมอ่อน ซึงฮยอนกดรับ

            “แพนด้า! ฉันลืมไปเลยว่าต้องโทร.หานาย!

            เธอพูดรวดเร็ว มีสำเนียงแบบลิ้นพันกัน ซึ่งคนปกติจะเป็นเฉพาะเวลาตื่นเต้น ซึงฮยอนเห็นมันเป็นเรื่องตลก และเธอก็ถูกเขาล้อเลียนมาโดยตลอด

            “ฉันไม่ได้เป็นทหารแนวหน้าที่มีเวลาคุยโทรศัพท์จำกัดหนึ่งนาทีนะ! พูดให้มันช้าลงบ้างเถอะ!

            “ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาตลอด นายเกิดจะมีปัญหาขึ้นมาตอนนี้หรือยังไง? ”

            “ให้ตายเถอะ -- มันเป็นความเคยชินที่น่าฟังหรือเปล่าล่ะ? ”

            ควอนยูริทำเสียงตัดพ้อในลำคอ และเขาก็บอกให้เธอเลิกทำแบบนั้นเหมือนกัน ซึงฮยอนกรอกคำว่า น่าเบื่อลงไปสำทับ เพราะเขารู้ว่ามันจะทำให้เธอเงียบเสียง เหมือนทุกครั้ง -- พร้อมกับความรู้สึกตะขิดตะตะขวงใจแปลก ๆ ของเขา อันที่จริง ซึงฮยอนไม่เคย เบื่อ เธอ สำเนียงของเธอ หรือเสียงกระเง้ากระงอดของเธอเหมือนปากพูด บางครั้งเขาไม่รู้สึกอยากจะพูดจาทำนองนั้นออกไปด้วยซ้ำ และมีหลายครั้งเช่นกันที่เขารู้สึกผิด เขารู้ว่าในเสียงที่เงียบไปของอีกฝ่ายมีบางอย่างซ่อนอยู่ อาจเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือ -- เสียใจ แต่ในไม่ช้าซึงฮยอนก็จะลืมมัน เขาสนิทสนมกับเธอมากกว่าใคร ๆ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ควอนยูริถูกความรู้สึกต้องการถือไพ่เหนือกว่าของเขาถล่มทับอยู่เสมอ ๆ

            “เอาเถอะ วันนี้ฉันมีอะไรจะเล่าให้นายฟังด้วย”

            “ก็ว่ามาสิ” ซึงฮยอนทำเสียงเรียบเหมือนไม่แยแส ทั้งที่ส่วนหนึ่ง -- หรืออาจเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งในใจรู้สึกกระตือรือร้นกับคำพูดของเธอ กับน้ำเสียงร่าเริงที่เธอไม่ได้ใช้กับทุกคน กับท่าทางแสนสดใสที่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของเธอสักนิด แต่เขาก็ยังคงทำแบบนั้น ทำเหมือนกับว่าเรื่องที่เธอจะเล่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่ได้ทำให้เขามีความรู้สึกร่วมด้วย

            “วันนี้มีคนเรียกฉันว่านางฟ้าล่ะ!

            ซึงฮยอนเงียบไป “ใคร... ”

            ควอนยูริเป็นไอดอล เป็นนักร้อง นักแสดงที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ดังนั้นการที่จะยังมีคนในเมืองเล็ก ๆ ห่างไกลซึ่งเธอไปถ่ายทำโฆษณาชิ้นใหม่รู้จักเธอและเรียกเธอว่า นางฟ้า ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก

            “ฉันไม่รู้” ยูริพูด “เขาเป็นผู้ชายตัวสูง และหน้าตาก็ดุชะมัดเลย! ฉันกำลังคุยแล้วก็แจกลายเซ็น จู่ ๆ เขาก็วิ่งฝ่าคนเข้ามา น่ากลัวไหมล่ะ! เขาตะโกนใส่ฉัน คือ -- นั่นอาจจะเป็นการเรียกฉัน เขาตะโกนว่า นางฟ้า! หลังจากนั้นก็ทำท่าเหมือนจำคนผิดแล้วเดินออกไป”

            “หมอนั่นคงเพี้ยน --

            “ฉันว่าเขาคงจำคนผิดจริง ๆ” เธอว่า “บางทีเขาอาจจะเป็นแฟนคลับของยุนอา อยากทำเซอร์ไพรส์เธอ แต่ดันจำผิดคน”

            “จริงสินะ” ซึงฮยอนตอบ “คุณยุนอาไปกับเธอด้วยนี่ ถ้าเป็นอย่างที่เธอว่า ฉันว่าหมอนั่นก็ไม่ค่อยเพี้ยนเท่าไหร่นักหรอก ระหว่างเธอกับคุณยุนอา คนทั้งโลกก็รู้อยู่แล้วว่าคุณยุนอาเป็นนางฟ้าแน่ ๆ”

            “หน็อย... หมายความว่ายังไง!

            “ฉันถึงได้บอกยังไงล่ะ ว่าหมอนั่นคงเพี้ยน -- แต่เพี้ยนเพราะเรียกเธอว่านางฟ้านะ ไม่ใช่คุณยุนอา”

            “ฉันก็ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวขนาดนั้นเสียหน่อย”

            “แน่ใจนะ? ”

            “นายหมายความว่ายังไง”

            “ก็... ”เขาลากเสียง จงใจให้เธอกระวนกระวาย แน่นอนว่าเขากำลังรู้สึกว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า “ฉันไม่เห็นว่าใครจะรู้สึกอย่างนั้นเลยนี่ ไหนจะฉัน ไหนจะใครหลายคนที่ฉันเคยเจอ... ”

            “แพนด้า!

            เขาโกหกออกไปคำโต “อย่างน้อยฉันก็คิดว่าแพนด้าดูดีน่ารักกว่าสิ่งที่คนเขาใช้เรียกเธอแล้วกัน”

            “นายหมายความว่ายังไง”

            เธอพูดทำนองนั้นเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ครั้งนี้เสียงของยูริไม่ได้ขุ่นเขียวด้วยความขุ่นเคือง แต่มันสั่น สั่นเหมือนเวลาหวาดกลัว ไม่แน่ใจ หรือแม้แต่เสียใจ --

            “เอ... ไม่รู้สิ... ”

            “ซึงริ!

            “ฉันควรจะพูดดีไหมนะ -- กลัวเธอเสียใจจังเลย”

            “ฉันกลัวนะ! ” น้ำเสียงของเธอสั่นรุนแรงขึ้น

            “น่าสงสาร... ”

            “ซึงริ!

            “มีอะไรที่แย่กว่าแพนด้าบางนะ... ” เขาทำเสียงครุ่นคิด “แพนด้าเป็นหมี ตัวโต กินจุ ถ้าโกรธก็อาละวาดน่ากลัว ถ้าจะมีอะไรที่แย่กว่ามันล่ะก็ จะต้องเป็น --

            “พอแล้ว! ” เธอแทบจะตะโกน “ฉันไม่ฟังแล้ว!

            “น่าสงสารจริง ๆ... ”

            “ฉันวางล่ะ”

            “พรุ่งนี้ฉันไปรับที่สนามบินนะ”

            ซึงฮยอนไม่รู้ว่าเธอได้ยินหรือเปล่า ยูริตัดสายไปก่อน เขายิ้มน้อย ๆ ยังสนุกกับการที่เธอร้อนรนเพราะคำพูดของตนเอง แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็หายไป ยูริเคยบอกว่าเขาเป็นคนปากไว และบางครั้งก็ใช้ปากทำให้ใคร ๆ เสียใจ เขาไม่แยแสคำพูดของเธอในตอนนั้น บอกว่าเธอไร้สาระ เช่นเดียวกับที่เป็นมาโดยตลอด แต่ในหลายครั้ง รวมถึงครั้งนี้ ซึงฮยอนรู้สึกว่าเขาปาก ไวเกินไปจริง ๆ เขาอาจจะพูดโกหกออกมา หรือพูดอะไรที่ดูร้ายกาจออกไปโดยไม่ทันคิดอะไรด้วยซ้ำ แม้ว่าจะไม่                      สามารถรับประกันได้ก็ตามว่าหัวใจของคนฟัง ไม่ได้คิดอะไร เหมือนกับเขาหรือเปล่า

            จู่ ๆ ซึงฮยอนก็รู้สึกผิดขึ้นมา แน่นอนว่ายูริเป็นคนมีชื่อเสียง และไม่แปลกเลยสักนิดที่คนมีชื่อเสียงจะกลัวการถูกเกลียดชังหรือไม่เป็นที่ยอมรับ และเขาก็รู้มากกว่านั้น รู้ว่าเธอพยายามมาตลอดเพื่อเป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับโดยไม่เสียความเป็นตัวตนไป เขานึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับเธอที่เพิ่งจบลง -- และพบว่าไม่แปลกเลยสักนิดที่ยูริจะเสียใจ เขานึกภาพเธอร้องไห้ออกด้วยซ้ำ ยูริเป็นคนเข้มแข็ง แต่บางครั้งก็เสียน้ำตาง่าย ๆ กับคำพูดของเขา ยูริอ่อนแอแต่กับเขา เขาน่าจะรู้เรื่องนั้นดีกว่าใคร แต่ไม่เคยลดความ ไว ของปากและความต้องการเอาชนะคะคานลงได้

            อีซึงฮยอนถอนหายใจ หลังจากที่ตกลงกับตัวเองเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนว่าจะคิดให้มากขึ้นก่อนพูดแล้ว เขาก็ลุกขึ้นจากม้านั่ง และเดินกลับที่พัก ท้องฟ้ายามเย็นสีสวย และหลังจากเอาชนะยูริได้เป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนเช่นกัน เขาก็คิดว่าตนเองควรจะร่าเริง เพียงแต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น น้ำเสียงสั่น ๆ ของเธอลอยอยู่ในลมที่เขาไม่ชอบ และทำให้เขารู้สึกเป็นครั้งแรกว่าฤดูใบไม้ร่วงช่างเป็นช่วงเวลาที่หม่นหมองเสียเหลือเกิน

           

            กลางดึกคืนต่อมา ซึงฮยอนนั่งไขว้เท้าอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยาน เครื่องที่ยูรินั่งมาจะมาถึงภายในอีกครึ่งชั่วโมง

            ในมือเขามีถุงขนมปังไส้ถั่วแดงหนึ่งซอง กับกล่องของขวัญเล็ก ๆ สีม่วงเข้ม ภายในบรรจุกล่องดนตรีรูปชิงช้าสวรรค์ เขาตั้งใจจะให้ยูริทั้งสองอย่าง ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะอธิบายเหตุผลของมันให้เธอฟังยังไง ขนมปังไส้ถั่วแดงดูสมเหตุสมผลเพราะเธออาจจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่กล่องดนตรี -- เวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาพิเศษใด ๆ ของปี ไม่มีเหตุผลที่ต้องมอบของขวัญให้กัน เขาซื้อมันมาเพราะความรู้สึกวูบหนึ่งว่าทำผิดกับเธอมากเกินไป แต่ไม่อยากให้ยูริรู้เหตุผลข้อนั้น เขารู้ว่าเธอจะหัวเราะล้อเลียน และเขาไม่ชอบการเป็นฝ่ายที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจคำพูดของอีกฝ่าย

            ครึ่งชั่วโมงผ่านไปจนเขาเลิกคิด เครื่องบินที่ยูรินั่งมาก็ดูจะยังมาไม่ถึง ซึงฮยอนบอกตนเองว่าเครื่องอาจจะเสียเวลาอีกสองถึงสามชั่วโมง แต่แล้วเมื่อสามชั่วโมงผ่านไปและเวลาสองนาฬิกาสามสิบนาทีมาเยือน เขาก็รู้สึกว่าอดรนทนไม่ได้อีกต่อไป ซึงฮยอนก้าวตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ และหลังจากกล่าวคำว่า “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” เขาก็รู้สึกเหมือนถูกใครตบหน้าแรง ๆ

            ยูริมาถึงแล้วตั้งแต่ก่อนเที่ยง

            เธอไม่ได้มากับเครื่องที่เธอบอกเขา และ -- ซึงฮยอนไม่เข้าใจเลย เธอไม่โทรศัพท์บอกเขาสักนิดว่าเธอมาถึงแล้ว  ยูริไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกเขา แต่บางทีอาจจะมี -- บางเหตุผลที่ คนมีชื่อเสียง แบบเธอพูดไม่ได้

            ด้วยความร้อนรน ซึงฮยอนเรียกแท็กซี่ สั่งให้ตรงไปยังที่พักของเธอ

           

            “ยูริไม่อยู่ที่นี่ค่ะ”

            “แต่เธอกลับมาแล้วนี่ครับ” ซึงฮยอนไม่เข้าใจ “เจ้าหน้าที่ที่สนามบินบอกว่าเธอมาถึงตั้งแต่ก่อนเที่ยง ยังมีแฟนคลับมารอรับเธอกับคุณยุนอาอยู่เลย”

            “ยูริไม่ได้อยู่ที่นี่จริง ๆ ค่ะ”

            ซึงฮยอนยิ่งไม่เข้าใจ เขาไม่พูดอะไรอีก แต่ไม่ถอนสายตาสงสัยจากใบหน้าของอีกฝ่ายเช่นกัน และมันทำให้                 คิมแทยอนหลบตาเขาในที่สุด

            “ยูริอยู่ที่นี่ใช่ไหม” อะไรบางอย่างในท่าทางของแทยอนบอกเขาอย่างนั้น “ใช่ไหมครับ บอกผมหน่อยเถอะ”

            “ฉันบอกคุณไม่ได้หรอก เสียใจด้วยค่ะ”

            “คุณแทยอน!

            “คุณซึงฮยอน” แทยอนพูด น้ำเสียงแข็งขึ้น “ฉันขอโทษ แต่ฉันบอกคุณว่ายูริอยู่ที่นี่ไม่ได้จริง ๆ ไม่ว่าเธอจะอยู่หรือไม่ก็ตาม เธอบอกฉันว่าไม่ต้องการพบคุณ และ --

            “ยูล! ยูล! เธออยู่ไหนน่ะ มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมไม่บอกฉันว่าเธอมาแล้ว ทำไมไม่ยอมเจอฉัน!

            “คุณซึงฮยอน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!

             แต่เขาไม่หยุด ลมพัดแรง เขาวิ่งเลียบไปตามรั้ว ตะโกนขึ้นไปบนชั้นสอง ที่ซึ่งยูริอาจจะอยู่ที่นั่น แทยอนตะโกนห้ามเขา แต่เขาไม่ฟัง ลมยิ่งพัดแรง หอบพัดเสียงของเขาขึ้นไปและทำให้มันแผ่วเบา

            “ยูล! ยูล! ฉันไม่เข้าใจ! มันเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า!

            เขาเกลียดลม เกลียดที่พัดพาเสียงของเขาจนหายไป เกลียดที่มันอาจทำให้ยูริไม่ได้ยินเขา และเกลียดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่เขาตกเป็นรอง ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยสักอย่าง

            “ยูล! ยูล!

            “คุณซึงฮยอน ฉันจะแจ้งตำรวจนะ!

            เขาเห็นใบหน้าของยูริแวบหนึ่งที่หน้าต่าง แทยอนตะโกน “ยูริ กลับเข้าไป!

            “ยูล!

            “ฉันจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!

            แทยอนตะโกนสุดเสียง พอดีกับที่ลมหยุดพัด และเขาหันไปมองเธอ -- เธอหอบตัวโยน มือถือโทรศัพท์เอาไว้ ท่าทางเหมือนแม่เสือที่ขู่ฟ่อ ซึงฮยอนไม่โกรธ แต่เขาไม่เข้าใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา

            “คุณทำแบบนี้ทำไม! ทำไมผมพบเธอไม่ได้ มันเป็นเหตุผลบ้าบอเกี่ยวกับการรักษาภาพลักษณ์ของพวกคนมีชื่อเสียงหรือยังไง!

            “ไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งนั้น” เธอว่า “ยูริเป็นเพื่อนฉัน เป็นสมาชิกในวงที่ฉันต้องดูแลรับผิดชอบ คุณทำให้เธอเสียใจ และเธอก็ไม่อยากพบคุณ ฉันไม่รู้ว่านานเท่าไร แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องในความรับผิดชอบของฉันเหมือนกัน” แทยอนหอบ “ในตอนนี้ ในฐานะของหัวหน้าวง ในฐานะที่ต้องดูแลที่พักและสมาชิกทุกคน คุณกำลังก่อความวุ่นวายในเคหสถานที่ไม่ใช่ของตนเอง และฉันมีสิทธิ์จะแจ้งตำรวจ”

            เขาเงียบเสียง รู้ว่าเธอพูดถูกต้อง แต่เขาไม่เข้าใจ เขาพ่ายแพ้ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ซึงฮยอนรู้สึกอย่างนั้น จากนั้นความไม่เข้าใจ ความร้อนรน และความผิดหวัง ก็รวมตัวกันกลายเป็นความโกรธ

            ถ้ายูริไม่อยากพบเขาเพราะคำพูด -- งี่เง่า -- พวกนั้น มันอาจจะสมเหตุสมผลเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเสียใจด้วยเรื่องแบบเดิม ๆ แต่ซึงฮยอนสลัดเหตุและผลทิ้งไป โทสะพลุ่งพล่านในตัวเขาเหมือนน้ำเดือด เขารู้สึกเหมือนกับว่าขนมปังไส้ถั่วแดงกับกล่องของขวัญในมือเป็นของสกปรกที่ต้องรีบทิ้งไป หรือบางทีอาจเป็นการปามันแรง ๆ ใส่หน้าใครสักคน

            “ผมไปก็ได้”

            เขากัดฟันพูด กัดจนเจ็บ เจ็บเหมือนน้ำตาจะไหล แต่ไม่รู้ว่าเพราะเจ็บ หรือเพราะโกรธและเสียใจกันแน่ เขา              เขวี้ยงของทั้งสองอย่างในมือทิ้ง มันฟาดเข้ากับตู้ไปรษณีย์อย่างจัง ได้ยินเสียงอะไรแตกหัก ได้ยินเสียงคนร้อง แต่เขาไม่รู้ว่าเสียงใคร ไม่รู้ว่าเสียงอะไร มีปีศาจคำรามอยู่ในสมองเขา อื้ออึงและปวดร้าว เขาเกลียดยูริ เกลียดแทยอน เกลียดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่ท่าอากาศยาน เกลียดตัวเองที่รอเธอ รอเหมือนคนโง่ เกลียดตัวเองที่ไม่เคยใช้สมองประมวลคำพูด และแม้จะเกลียดอย่างนั้น เขากลับเงยหน้าและตะโกน หวังให้ยูริ -- เธออาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง อีกสุดขอบฟ้า หรือใต้บานหน้าต่างที่เขาเห็นเธอแวบหนึ่ง

            “เธอมันงี่เง่า คิดว่าทำดีแล้วหรือยังไง! ฉันเองก็ไม่อยากเจอเธอเหมือนกัน!

            เขาออกวิ่ง ปล่อยให้สายลมพัดผ่านตัวไปเหมือนกระแสคลื่นเชี่ยวในมหาสมุทร ซึงฮยอนอยากตะโกน ขณะที่เสียงสะอื้นของเธอแทรกอยู่ในกระแสลม ตามติดเขาไปทุกฝีก้าว ไม่ปล่อยให้พัก ไม่ปล่อยให้หายใจ

            เขาได้ยินเสียงตะโกนชื่อเธอ แต่ไม่ใช่เสียงของเขา อาจเป็นเสียงของแทยอน ยุนอา หรือเพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ ของเธอ แล้วในชั่วพริบตานั้น โดยที่ซึงฮยอนไม่ทันรู้ตัว โดยที่ซึงฮยอนยังคงวิ่ง ยังคงระบายโทสะลงไปในฝีเท้าและลมหายใจ ก็ไม่มีอากาศสายใดไหลผ่านตัวเขา กระแสลมได้ไม่ได้โพยพัดอีกต่อไปแล้ว

 

            เหล้าดีกรีอ่อนมักถูกใช้ผสมกับเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติ มันไม่ทำให้ใครเมา เว้นแต่จะดื่มเข้าไปมากจนเกินควร และซึงฮยอนก็กำลังเมาเพราะเหล้าดีกรีอ่อนเหล่านั้น จมอยู่ในห้องพักที่เต็มไปด้วยกระดาษ เก้าอี้และโต๊ะที่ล้มระเนระนาด แสงแดดลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาได้เพียงน้อยนิด ห้องอับยิ่งกว่าอับ แต่เขาไม่รู้สึกอะไร อย่างน้อยก็ในเวลานี้

            สามวันที่เขาเป็นแบบนี้ วนเวียนอยู่กับความรู้สึกเดิม โกรธ เสียใจ ผิดหวัง และรู้สึกผิด เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งถูกหญิงสาวคนรักบอกลา พ่ายแพ้และไร้ศักดิ์ศรี และการที่ยูริไม่อยากพบเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการอำลาเท่าไหร่ เมื่อคิดถึงเธอ ซึงฮยอนก็โกรธพลุ่งพล่านขึ้นอีก เขาลุกขึ้น กระชากม่านเปิดออก เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ประกายแดดเต้นระบำเข้ามาในห้องของเขาอย่างปิติยินดี

            “เธอมันงี่เง่า” ซึงฮยอนพึมพำอีกครั้ง คำพูดเดิม ๆ ที่ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่องตลอดสามวันที่ผ่านไปอย่างหม่นหมองและไร้ประโยชน์

            แสงแดดอาบลงมาบนตัวเขา บนใบหน้าและสมองของเขา ซึงฮยอนหลับตา รู้สึกว่าไออุ่นของแดดค่อย ๆ ชะล้างความมึนเมาและโทสะออกไป เขาเหมือนเรืออับปางก้นทะเล เพิ่งถูกเก็บกู้ขึ้นมาสู่แสงอาทิตย์เหนือมหาสมุทรสีคราม จากที่เปียกปอน ชื้นแฉะ และทรุดโทรม มันค่อย ๆ แห้งสนิท แล้วเมื่อเพรียงกับสัตว์ทะเลที่เกาะกินอยู่หายไป อะไร ๆ ก็ดูดีเหมือนใหม่ขึ้นมา

            วินาทีนั้นเอง ที่เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่มีลมพัดเลย

            สามวันที่ผ่านมา ไม่มีกระแสลมไหลผ่านตัวเขา ไม่มีสิ่งใดชะล้างความเจ็บปวด ความผิดหวัง และความรู้สึกจมปลักมืดดำน่าเกลียดออกไป และแล้วซึงฮยอนก็คิดถึงมัน คิดถึงตอนที่มันทำให้อากาศและสมองของเขาปลอดโปร่ง คิดถึงตอนที่มันทำให้เส้นผมของยูริปลิวสะบัด เธอจับผมทัดหู และยิ้มให้เขาผ่านริ้วแดดใต้เงาไม้ คิดถึงตอนที่มันหอบกลิ่นขนมปังอบใหม่ ๆ มาจากที่ไหนสักแห่ง และทำให้เขาได้พาเธอเข้าไปในตัวเมืองเป็นครั้งแรก เพียงสองคน เพียงลำพัง สนุกสนานและเป็นอิสระ

            บางที -- ที่เขาไม่ชอบมัน อาจไม่ใช่เพราะนิยามของมันหรือความเสียหายที่บางครั้งมันก่อให้เกิดขึ้น แต่เป็นเพราะว่ามองเห็นตัวเองในสายลมต่างหาก ลมมักจะทำให้ผู้อื่นพ่ายแพ้ ด้วยการทำให้ใคร ๆ เดาทิศทางของมันไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันจะมาจากไหนและเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะพัดเอื่อยหรือโหมกระโชก แต่นั่นก็เพราะลมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมตัวของมันเองได้เช่นกัน ลมไม่เคยกำหนดตนเอง ไม่เคยคิด หรือตั้งใจพัดพารุนแรงเป็นพายุร้ายทำลายหัวใจของใคร ไม่เคยเจตนาจะเป็นบ่อเกิดให้น้ำตาของใคร แต่มันก็ทำ ทำโดยที่ไม่รู้ โดยที่ไม่สามารถรับผิดชอบหรือเรียกคืนความสูญเสียได้ และบางที... หลังจากที่ทำแบบนั้น บางทีที่ใครอาจไม่รู้ ลมก็อาจจะเสียใจเหมือนกัน

เขากัดริมฝีปาก

ลมไม่ได้เป็นผู้ชนะตลอดกาล

เขาเองก็ไม่ได้เป็นผู้ชนะตลอดกาล ไม่มีใครหรือสิ่งใดในโลกที่เป็นแบบนั้น และการเป็นผู้ชนะ เป็นผู้ที่เหนือกว่า เป็นผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ก็ไม่ได้ทำให้เขามีความสุข เหมือนกับลมที่โหมแรง เมื่อรุนแรงเกินไปก็รังแต่จะสร้างน้ำตา เช่นเดียวกับตัวของสายลมเอง บางทีการเอาชนะคะคานก็ไม่ใช่วิธีนำไปสู่ความสุข บางทีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนก็มอบความสุขให้ได้มากกว่า และถ้าหากการเอาชนะทำให้ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับใคร ๆ โดยเฉพาะกับ -- เธอ ขาดสะบั้นไป บางที... อีซึงฮยอนก็อยากจะเป็นผู้แพ้ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาเปิดโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

ทว่าจากนั้น -- ซึงฮยอนไม่ได้รู้สึกถึงสายลม เขาไม่รู้สึกว่าบนโลกทั้งใบมีอากาศหลงเหลืออยู่เลยมากกว่า

 

ยูริเดินเหม่อลอย เธอแข็งแรงขึ้นมากแล้วจากเมื่อสามวันก่อน แพทย์ชราท่าทางชำนิชำนาญบอกว่าความดันโลหิตของเธอต่ำเนื่องจากพักผ่อนน้อยและทำงานหนักเกินไป รวมถึงการถูกรุมเร้าด้วยความเครียด ยูริไม่บอกใครว่าความเครียดของเธอมีที่มาจากอะไร แต่เดาว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ รู้ดี และดีเกินกว่าจะพูดออกมาต่อหน้าเธอ

สวนของโรงพยาบาลในฤดูใบไม้ร่วงน่าจะถูกจัดเป็นสวนที่สวยที่สุดในความเห็นของยูริ มันเป็นสีแดงสด สีส้มสด และสีเหลืองสด ตัดกันกับสีขาวมอซอของอาคารและความหม่นหมองของผู้ป่วย

ยูริจำได้ว่าซึงฮยอนชอบช่วงเวลานี้ของปีเป็นพิเศษ และเมื่อนึกถึงเขา ในอกของเธอก็ปวดแปลบ มันเป็นความเจ็บจริง ๆ แล่นขึ้นมาจนทำให้ลำคอขมฝาด ปกติแล้วเธอเป็นคนเข้มแข็ง พึ่งพาได้และไว้ใจได้ เธอไม่ใช่คนที่เสียน้ำตาง่ายดาย เว้นแต่สำหรับเขา บางทีผู้หญิงที่แกร่งแสนแกร่งก็มุมหัวใจอ่อนไหวที่ต้องการจะฝากไว้ในมือของใครสักคน ยูริไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่รู้ตัวดีว่าเธอฝากมันไปแล้วในมือของซึงฮยอน ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม

ยูริไม่เคยคิดว่าเธอรักเขา แต่ก็ไม่เคยคิดว่าเธอเกลียดเขาเช่นกัน ทั้งที่ลักษณะของซึงฮยอนไม่ใช่ลักษณะที่เธอชอบเอาเสียเลย เรื่องของเธอและซึงฮยอนจำเป็นต้องหาคำตอบต่อไป เพียงแต่โอกาสในการหาคำตอบเลือนรางห่างไกลยิ่งกว่าแสงริบหรี่ของดาวดวงเล็ก ๆ ที่เส้นขอบฟ้า ไม่รู้ว่าเพราะเธอหรือเขา หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองคน

“ยูล... ”

ไม่มีลมพัด เสียงของเขาดังแม้จะกระซิบ ยูริชะงักฝีเท้า วูบหนึ่งเธอรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล แต่วูบหนึ่งก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง

“ยูล ฉันขอโทษ”

เธอตกใจ หันกลับไปทันที “อะไรนะ!

“ฉันขอโทษ”

ไม่มีเสียงหลุดรอดออกมาจากลำคอและริมฝีปากของเธอ ซึงฮยอนไม่เคยบอกขอโทษใคร “อะ -- อะไรนะ”

“ฉันขอโทษ ยูล... ฉันทำให้เธอเสียใจใช่ไหม”

“นายไม่ใช่ -- ” ริมฝีปากของเธอสั่น “นายไม่ใช่เขา เขาไม่พูดแบบนี้”

“ฉันขอโทษจริง ๆ ”

“นายกำลังจะแกล้งฉันอีกแล้วใช่ไหมล่ะ!

แล้วเธอก็ร้องไห้ ง่ายดายเหลือเกิน “ใช่ไหม! เพื่อน ๆ ของฉันบอกนายใช่ไหมว่าฉันอยู่นี่ ทุกคนแกล้งฉัน!

“ไม่ใช่เสียหน่อย” เขาเสียงอ่อน “ฉันเห็นข่าวเธอไม่สบาย ฉันมาหาเธอ และบังเอิญเห็นเธอเข้า”

“นายไม่มาหาฉันหรอก นายไม่ขอโทษฉันหรอก นายไม่อยากเจอฉันเสียหน่อย”
            ถ้าเป็นเวลาปกติเขาอาจจะโต้กลับว่าเธอเองที่เป็นฝ่ายไม่ยอมพบเขา แต่ซึงฮยอนยอมละบางอย่างของเขาไว้ข้างหลังเป็นครั้งแรก เขาตัดสินใจว่ามันไม่ใช่เวลาของพายุ “ฉันขอโทษ”

“ฉันไม่เชื่อ”

“ยูล เธอรู้ว่าฉันเป็นคนปากไว ฉันไม่เคยคิดก่อนพูด” เขาพูดรวดเร็ว “ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยเสียใจที่ทำให้เธอเสียใจ ฉันเสียใจ... ไม่แพ้กัน ไม่แพ้ใคร ฉันมันงี่เง่า แบกศักดิ์ศรีบ้าบออะไรไว้ไม่รู้ กว่าจะมารู้ตัวก็แทบจะสายไปแล้ว ฉันรับประกันไม่ได้หรอกว่าฉันจะกลับเป็นอย่างเดิมอีกไหม หรือบ่อยไหม แต่ฉัน... ฉันจะพยายามให้มันไม่เกิดขึ้นอีก อย่างน้อยก็ทำให้มันน้อยลงเรื่อย ๆ ฉันไม่อยากทำให้เธอเสียใจอีก ยูล... เข้าใจฉันไหม”

เขามองเธอ และเธอก็มองเขา มองกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

“ฉันไม่เชื่อหรอก”

“ยูล... ”

“นายมันงี่เง่า” เธอว่า “และถ้าจะมีอะไรที่แย่กว่าแพนด้าล่ะก็ ต้องเป็นนายแน่ ๆ”

เขามองเธอ และเธอก็มองเขา จากนั้นคนทั้งคู่ก็ยิ้ม

“เธอบอกว่าไม่เชื่อ แต่ยิ้มง่ายจัง”

“ฉันเองก็งี่เง่า ที่ใจอ่อนกับคนที่แย่กว่าแพนด้าอย่างนาย”

เขามองเธอ และเธอก็มองเขา มองกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

เธอเจ็บ เขาปวด เธอยิ้ม เขาเป็นสุข

อาจเป็นหลักการที่ง่ายดายเกินไป แต่ซึงฮยอนคิดว่าเขารักเธอ รักอย่างที่ไม่มีใครทดแทนได้

เพียงแต่บางที... บางที -- นี่ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลาของสายลมระลอกนั้น

“ยูล... ”

เขายื่นมือออกไปข้างหน้า

“กลับมาหาฉันเถอะ”

แล้วลมก็พัด... หอบกลิ่นหอมหวานของละอองเกสรดอกไม้ฟุ้งอยู่ในอากาศ มันเป็นสายลมแห่งความหวัง และซึงฮยอนเองก็หวังว่าในไม่ช้ามันจะถักทอกลายเป็นสายลมแห่งความรัก

เพราะไม่มีเวลาสำหรับพายุอีกแล้ว
จบบริบูรณ์ :))

แฮ่กๆ = =" ยาวกว่า Before the rain falls เท่าตัวเลยค่ะ! แต่จำเป็นต้องทำ เพราะคราวนี้ตัวเอกทั้งสองของเรื่องมีที่มาที่ไปและอารมณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และอย่างน้อยก็ไม่ผิดสัญญาที่ว่าแต่ละเรื่องไม่น่าจะยาวกว่า 10 หน้า A4 

บางครั้งคำพูดของเรา ก็สามารถทำให้ใครหลายคนเจ็บปวดจนเราไม่รู้ตัวบ่อย ๆ เหมือนกันนะ ความรัก รวมถึงความสัมพันธ์ไม่ควรเป็นสิ่งที่กำหนดให้ใครเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครก็จริง แต่การถอยให้กันคนละก้าว เพื่อทำให้อีกฝ่ายมีความสุข แถมได้อานิสงส์ให้เรามีความสุขไปด้วยเนี่ย บางทีมันก็เป็นเรื่องจำเป็นนะ :))

พักกันแค่นี้ก่อนค่ะ รับรองว่าพระเอกเรื่องหน้า แทยัง-ทงยองเบ "บุรุษไปรษณีย์" ผู้มีซิกแพ็คคนนี้ น่ารักกว่าตาอีซึงฮยอนคนนี้แน่นอน โฮะๆๆๆๆ (//me เอาตัวเองไปเก็บ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #57 Pun Luciferis (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2556 / 20:48
    ชอบจริงๆครับ
    #57
    0
  2. #53 Khawpun_VIP (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2555 / 02:56
    จับแพนด้าตีก้น เฮ้อ จริงๆแหละน้า
    สงสารยูลนะ เจอแพนด้าปากมอม (ไม่ต้องมองตาขวางเลยด้า นั่งสำนึกไป)
    พวกผู้ชายชอบเป็นแบบนี้ ปากไวกันไว้ก่อน
    แล้วมาขอโทษทีหลังตอนรู้สึกผิด
    นี่ยังดีที่ยูลก็รักซึงรีอยู่เลยใจอ่อนง่ายๆ
    ผู้หญิงอย่างเราก็ให้อภัยได้แหละตราบใดที่ยังรักอยู่
    แต่ถ้าเป็นกับคนอื่นหละ ที่เค้าไม่ได้ชอบกันมาก่อน
    มันคงไม่จบสวยแบบนี้ 

    ขอปรบมือให้โรมจักรอีกครั้งจ้า
    แบบว่าสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีจริงๆ
    ดึงคาแลคเตอร์ของอิด้าออกมาได้ไกล้ตัวจริงมาก
    ของพูดถึงเฉพาะซึงรีเนาะ คือเป็นVIPอ่ะจ้า
    ไม่รู้ว่าคาแลคเตอร์ของยูริจริงๆเป็นไง
    แต่ก็นะ ถึงด้ามันจะพูดมาก พูดไปเลื่อย
    แต่มันก็ไร้เดียงสาแหละ 555 
    สุดท้าย ขอบคุณโรมจักรมากจ้า ^^

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 สิงหาคม 2555 / 03:05
    #53
    0
  3. #49 mind malody (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 / 07:57
    ซึ่งม๊ากกกเลยคร้าาา คิดภาพออกเลย อยกให้มี่ ท๊อป กะ ทิฟฟานี่ ร่าาาา
    #49
    0
  4. #47 ThIn-ThIn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 / 21:16
    อ่านตอนแรกดราม่ามากกก จนจะหยุดอ่านแหละ แต่พอตอนหลังอ่านแล้วยิ้มเลยอะ น่ารักดีะ
    #47
    0
  5. #45 Zenith_F (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2555 / 23:10
    ลิงน้อยกับแพนด้า <3
    ซึงรีปากไวจริงๆนั่นแหละ(ในเรื่องนะฮ๊าบ>"<)
    ยูลก็คงทนมานาน มีระเบิดบ้างไรบ้าง แต่ยังไงสุดท้ายก็เข้าใจกัน ^^
    #45
    0
  6. #29 M&M (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2555 / 12:43
    ทะเลาะกันได้...มาก -*-

    ซึงริเอาแต่ว่ายูลอยู่ได้ สมควรที่ยูลจะโกรธ 555555555

    แต่ตอนจบดีกันได้ก็โอเค ^^
    #29
    0
  7. #28 Cat_Cha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2555 / 03:52
    ในที่สุดพ่อแพนด้าก็ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีจนได้
    #28
    0
  8. #25 ออม-สิน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2555 / 00:09
    อ่านตอนแรกก็แบบ.. ท่าจะหนักนะสองคนนี้ - -
    ถึงจะเยอะๆแต่ก็โอเค คิดได้แล้วก็จบๆไป
    ^ นี่เราต้องการจะสื่อไรเนี่ย? -*-

    ยังไงก็ชอบการบรรยายของคนเขียนอยู่ดี
    ไม่ว่าตัวเรื่องมันจะเป็นไงก็เหอะ เล่าๆมาก็ดูมี 'อะไร' แล้ว
    ตอนแรกนึกว่าแทเป็นเจ้าของหอพักนะ 555
    เผลอแป๊บเดียวปั่นมาอีกสองเรื่องแล้วเหรอเนี่ย
    ไว้ว่างๆจะมาอ่านต่อนะคะ จะไปเที่ยวสงกรานต์แล้ว ฮุฮุ
    สู้ต่อไปจ้า ไรเตอร์ ^^
    #25
    0
  9. #18 forever 9 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2555 / 17:35
    เพราะอย่างนี้เค้าถึงให้คิดก่อนพูดไม่ใช่พูดทุกอย่างที่คิด
    และเอาใจเค้ามาใส่ใจเราให้มากๆ เพราะถ้าเป็นเราเองก็จะเสียใจไม่แพ้กัน

    ทั้งยูลทั้งซึงรีเองก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในครั้งนี้
    ไม่มีคำว่าสายเกินแก้ ถ้าจะแก้ไขให้ถูกต้อง แล้วซึงรีก็ทำเช่นนั้นได้
    และมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองเจอ
    #18
    0
  10. #17 ing260639 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2555 / 17:29
     รักพระเอกเรื่องต่อไป(เกี่ยว?)
    อ้ากกกกเชอะยังไงเค้าก็มองอิพระเอกผิดอะช่วยไม่ได้สิเมนยูลนี่นา-3-
    #17
    0
  11. #16 N E M O !!* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2555 / 16:54
    อ่านแล้วอยากไปอยู่ในบรรยากาศนั้นจังเลย
    ชอบมากๆเลย
    มันเศร้าแบบสุขๆอะ พูดม่ถูก 555
    #16
    0