end - (sf) 'before' series | soshibang

ตอนที่ 5 : Before the sun shines (Taeyang & Sunny)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ธ.ค. 60

  

“ ... ฉันไม่เคยรู้สึกชอบชื่อ ลีซุนกยู ของตัวเอง เพราะฉะนั้น ฉันก็เลยเรียกตัวเองว่า ซันนี่และทำให้ใคร ๆ จดจำฉันในชื่อนี้ แต่คุณรู้ไหม ฉันกลับต้องการให้คุณรู้จักฉันในชื่อลีซุนกยู และเรียกฉันด้วยชื่อลีซุนกยู ทั้งที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย นอกจากว่าลายมือของคุณเป็นแบบนี้ และนามแฝงที่คุณใช้คือ -- แทยัง

มันเป็นข้อความกลางหน้ากระดาษ มีข้อความก่อนหน้านั้นและต่อจากนั้นอีกยืดยาว แต่ทงยองเบมองมัน หรืออันที่จริงคือเพ่งมอง -- ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาขมวดคิ้วไปด้วยระหว่างที่ทำอย่างนั้น และมันทำให้การอ่านจดหมายธรรมดาดูเหมือนการถอดรหัสในแผ่นจารึกยุคก่อนประวัติศาสตร์

จริง ๆ แล้วทงยองเบเป็นคนเรียบง่าย รักสงบ ขี้อาย ชอบอาหารรสจืด ถูกชะตากับเพลงยอดนิยมทั่วไป เลี้ยงสุนัขตัวเล็ก ๆ หนึ่งตัว ไม่เคยข้องแวะกับเรื่องยุ่งยาก และไม่เคยคิดจะทำแบบนั้นด้วย แต่ลีซุนกยูทำให้มันเปลี่ยนไป ทงยองเบจำได้ไม่แน่นอนนักว่าเมื่อไหร่ มันอาจเป็นสองเดือนที่แล้ว

“ขอโทษค่ะ คุณคะ ฉันจะติดต่อขอรับพัสดุได้จากที่ไหนหรือคะ? ”

            วันนั้นยองเบสะดุ้งจนตัวโก่งสามครั้ง ครั้งแรกเพราะเธอส่งเสียงถามจากข้างหลังโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว ครั้งที่สองเพราะรอยยิ้มสดใสของเธอ และครั้งที่สามเพราะเธอเป็นคนมีชื่อเสียง

            “คุณ... ”

          “อะไรนะคะ? ที่ไหนหรือ? ”

          วันนั้นเขาเรียกชื่อเธอไม่ถูก แต่ยองเบจำได้ว่าเคยเห็นหน้าเธอตอนที่เขากำลังดูดเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหน้าจอโทรทัศน์ที่ลืมเปลี่ยนช่อง แนวเพลงที่เธอร้องไม่ใช่แนวเพลงที่เขาชอบเป็นพิเศษ แต่รอยยิ้มและเสน่ห์ของเธอต่างหากที่ดึงดูดเขามากกว่าเส้นบะหมี่ในถ้วยกระดาษ เขาดูการแสดงของเธอและวงของเธอจนจบ มันใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม บะหมี่ของเขาถูกแช่น้ำจนพอง สุดท้ายก็ต้องทิ้งไป

            “คือ... ”

          “คะ? ”

            รอยยิ้มน่ารักของเธอทำให้ลิ้นของเขาพันกัน

            “คือว่าผม... ”

          “คะ? ”

          เธอเอียงศีรษะ สีหน้าสงสัยใคร่รู้ “คือฉันจะมาติดต่อขอรับพัสดุน่ะค่ะ”

เขาชี้ทางให้เธอ กลัวเธอจะสังเกตเห็นว่านิ้วของเขาสั่น

วินาทีนั้นเองที่ยองเบรู้สึกว่าเขาต้องการจะเห็นรอยยิ้มของเธอมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มากกว่ารอยยิ้มหยุดโลกของนางงามจักรวาล หรือแม้แต่รอยยิ้มปริศนาชั่วนิรันดร์ของโมนาลิซ่า

ดงยองเบไม่เคยข้องแวะกับเรื่องวุ่นวาย และถ้าหากการตกหลุมรักแรกพบกับเธอเป็นเรื่องวุ่นวาย ก็จะนับได้ว่ามันเป็นการข้องแวะครั้งแรกของเขา ไม่ว่ามันจะเป็นความวุ่นวายทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม

เขาใช้เวลาต่อจากนั้นสองวันเต็มในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เหมือนเด็กมัธยมต้นกับรักครั้งแรก อีกหนึ่งวันสำหรับการตัดพ้อต่อว่าตนเองและสวรรค์ เขาเกลียดความใฝ่สูงของพนักงานบริษัทตำแหน่งเล็ก ๆ อย่างตนเอง และเกลียดความแตกต่างระหว่างเขากับเธอ จากนั้น ในอีกหนึ่งวัน เขาก็ตัดสินใจก้าวเข้าสู่วังวนของเรื่องวุ่นวายอย่างเต็มตัว

“ ... ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าทำไมคุณถึงไม่ชอบชื่อ ลีซุนกยู แต่สำหรับผม ชื่อของคุณ ไม่ว่าจะเป็นลีซุนกยู หรือซันนี่ ไม่มีความสำคัญเท่ากับตัวตนของคุณที่ผมได้เห็น หรือรอยยิ้มของคุณที่ผมได้สัมผัส คุณรู้ไหม ผมคิดว่าคุณเลือกชื่อ ซันนี่ให้ตัวเองได้ถูกต้อง  รอยยิ้มของคุณ ทุกอย่างที่เป็นคุณทำให้โลกของผมอบอุ่น สว่างไสว เพราะคุณคือดวงตะวันที่ไม่อาจดับแสงลง

ยองเบยกปากกาขึ้น พิจารณาข้อความที่เขียน รู้สึกว่าขนบนต้นคอลุกยืนเป็นแถวแนว ไม่ใช่เพราะเขาโกหก แต่เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะพูดจาหรือขีดเขียนทำนองนั้นได้ ทั้งที่ไม่เคยตกหลุมรักมาก่อนในชีวิต และไม่เคยตื่นในโรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์โรแมนติคด้วย

“ ... ผมขอยืนยันอีกครั้ง ว่าผมจะยังคงอดทนและพยายามต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่ผมคิดว่าตัวเองคู่ควร ถึงแม้จะไม่รู้เลย ว่าคุณรอคอยที่จะพบกัน เหมือนที่ผมรอวันจะได้พบคุณหรือเปล่า”

แทยัง

เขาลงชื่ออย่างนั้นเสมอในจดหมายที่เขียนโต้ตอบกับเธอตลอดสองเดือนเต็ม เพราะต้องการให้แทยัง ( ดวงอาทิตย์ ) พ้องกับชื่อที่เธอรักและเลือกด้วยตนเอง

สองเดือนที่ผ่านมา ยองเบทุ่มเทเวลาทุกลมหายใจให้กับงานและการเขียนจดหมายโต้ตอบกับเธอ เขาไม่รู้แน่ชัดนักว่าเมื่อไหร่ตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเองจะ สูงและดี พอสมควรได้เปิดเผยตนเองกับเธอ แต่เขายึดเอาดวงตะวันที่มีรอยยิ้มสดใสดวงนั้นเอาไว้เหมือนเส้นชัย ขณะที่ใช้จดหมายของเธอเป็นจุดพักดื่มน้ำของนักกีฬา ยองเบเทียวไปเทียวมาใกล้กับที่พักของเธอบ่อย ๆ สาเหตุหนึ่งเพราะที่พักของเขาและเธอตั้งอยู่ใกล้กัน และสาเหตุที่สองคือเพื่อลักลอบสอดจดหมายฉบับเล็ก ๆ พับครึ่งและจ่าหน้าถึงเธอลงไปในตู้ไปรษณีย์ แรก ๆ ไม่มีจดหมายตอบกลับจากซุนกยู แต่หลังจากเขาเขียนถึงเธอเป็นฉบับที่สาม ก็ปรากฏจดหมายของซุนกยูตอบกลับมาโดยสอดไว้ในตู้เดียวกัน ยองเบไม่มีเวลารับส่งจดหมายที่แน่นอน บางครั้งก็เมื่อไม่มีใครอยู่ในที่พักของเธอ บางครั้งก็ในเวลากลางดึก

ยองเบสอดจดหมายฉบับล่าสุดลงไปในตู้ไปรษณีย์เมื่อเวลาเกือบสามนาฬิกา มือสั่นเหมือนทุกครั้ง แม้จะผ่านมาแล้วถึงสองเดือน เขาไม่กลัวความลำบากหรือการถูกปฏิเสธในภายหลัง แต่เขากลัวปัจจุบันมากกว่า --ปัจจุบันที่เขายังคงไม่คู่ควรจะพบเธอ และไม่รู้ว่าอนาคตจะเดินทางมาถึงในเวลาใด

 

แดดเที่ยงวันแดงฉานยิ่งกว่าสีสันของใบไม้ในปลายฤดูใบไม้ร่วง และอาจจะร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิในห้องซาวน่า มีลมพัดสายหนึ่ง แต่ไร้พลัง มันไม่เพียงพอจะให้เส้นผมของใครกระพือด้วยซ้ำ ยองเบเดินกลับที่พักได้ครึ่งทางตอนที่รู้สึกว่าไอศกรีมรสวานิลลาละลายเร็วเกินไป ที่สำคัญคือมันแทบจะไม่ทิ้งอานุภาพความเย็นหลงเหลือเอาไว้ในปากและลำคอของเขาเลย

วินาทีนั้นเองที่ลมหมุน และยองเบตัดสินใจจะเดินกลับไปที่ร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เขากลับตั้งใจเดินผ่านหน้าที่พักของซุนกยู ทั้งที่ไม่เคยเฉียดเข้าใกล้เลยในเวลากลางวันที่มีคนอยู่

ตอนที่เดินผ่าน ยองเบเห็นว่าจดหมายของเขาหายไปแล้ว แต่ยังไม่มีจดหมายของซุนกยูสอดกลับมาในตู้ไปรษณีย์

“คุณคะ”

เขาสะดุ้งจนตัวโก่ง

“คุณคะ” เสียงซุนกยูเรียกซ้ำอีก

“ครับ มีอะไร”

ยองเบพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่มันทำได้ยากเหลือเกิน ยิ่งเมื่อเธอกำลังยิ้มน่ารักอยู่ใกล้เขาอย่างนี้

“คุณนั่นเอง! ” เธออุทาน “มิน่าล่ะ ฉันถึงรู้สึกว่าคุ้นเหลือเกิน คุณเป็นคนที่ฉันเจอที่ที่ทำการไปรษณีย์ใช่ไหมคะ? ”

“คะ... ครับ คงใช่” เขาหน้าแดง ไม่ใช่เพราะความร้อน แต่เป็นความคาดไม่ถึงว่าเธอจะจำเขาได้

“วันนั้นขอบคุณมากเลยนะคะ ไม่ได้คุณฉันคงแย่”

“ไม่เท่าไหร่หรอกครับ”

“คุณทำงานที่นั่นหรือคะ? ”

“คือ... ”

ยองเบไม่กล้าตอบอีกแล้ว แต่ไม่ได้เป็นเพราะรอยยิ้มของเธอหรือความเขินอายของตัวเอง มันเป็นเพราะแววตาของเธอต่างหาก ยองเบรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังคาดหวังให้เขาทำงานอยู่ที่นั่น

            “ใช่ครับ”

            แล้วเขาก็ตอบออกไปอย่างนั้น พร้อมกับที่จู่ ๆ ไอศกรีมรสวานิลลาดูจะเย็นวาบขึ้นมาในท้องเอาเฉย ๆ -- บางทีเธออาจจะอยากให้เขาทำงานที่นั่นจริง ๆ -- บางที เธออาจจะไม่ชอบงานที่เขาทำอยู่ และบาง --

            “เยี่ยมไปเลย!

            “ครับ? ”

            “วิเศษไปเลยค่ะ ฉันมีเรื่องอยากขอให้คุณช่วยหน่อย”

            เขางุนงง “มีเรื่องให้ผมช่วย? ”

            “คือว่ามีจดหมายจากคนคนหนึ่งส่งมาถึงฉันตลอดสองเดือนที่ผ่านมาน่ะค่ะ แต่เขาไม่ได้ลงชื่อจริง หรือจ่าหน้าซองแบบเป็นทางการ ฉันเลยไม่รู้เสียทีว่าเขาเป็นใคร”

            “เอ๋? ”

            “เขาเป็นคนน่ารักมากค่ะ ฉันเดาว่าบางทีเขาอาจจะแอบรับส่งจดหมายเอง หรืออาจจะขอให้บุรุษไปรษณีย์ที่สนิทสนมกันช่วยเขา เพราะฉันไม่เคยจับได้เลย รู้ตัวอีกทีก็มีจดหมายมานอนอยู่ในเจ้าตู้นี้แล้ว” เธอเคาะตู้ไปรษณีย์และหัวเราะ “ถ้าเผื่อคุณทำงานอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์ ฉันก็อยากให้คุณสืบให้ฉันหน่อย ได้หรือเปล่าคะ? ”

            “เขาเป็น... คนน่ารัก” สมองของยองเบหยุดประมวลผลที่ประโยคนั้น

            “ใช่ค่ะ น่ารักมาก” เธอยิ้มร่าเริง ท่าทางเขินอายและอ่อนหวาน ถ้ายองเบไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง “เขาบอกว่าเขากำลังพยายามเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่าควรจะมาพบฉัน แต่นั่นน่ะไร้สาระที่สุดเลย! แค่เห็นความพยายามที่เขาตั้งใจทำ กับความอบอุ่นของเขาในจดหมาย ฉันก็รู้สึกอยากเจอเขาจะแย่อยู่แล้ว”

            “จริงหรือครับ”

            “จริงสิคะ ฉันอาจจะคิดไปเอง แต่ฉันเชื่อจริง ๆ ว่าข้อความในจดหมายคือความรู้สึก   จริง ๆ ของเขา บรรยากาศของสิ่งที่เขาเขียนไม่มีความเสแสร้งปนอยู่ ถ้าฉันจะตกหลุมรักใครสักคน ก็อาจจะเป็นคนแบบนี้นั่นแหละ”

            “อะไรนะครับ!

            “เอ๋? มีอะไรหรือคะ”

            ยองเบไม่เคยคิดเลยไปถึงการตกหลุมรัก แต่เธอทำให้เขาคิด และหยุดคิดไม่ได้เสียด้วย

            “เอาเป็นว่า คุณจะช่วยฉันสืบหาได้ไหมคะ? ”

            “ได้ ...” เขารู้สึกตัวว่าเสียงแข็งก็ตอนที่เธอยิ้มและโค้งให้ “ได้แน่นอนครับ”

            “ขอบคุณนะคะ” ซุนกยูพูด “ว่าแต่... ฉันยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”

            “ทงยองเบครับ”

            “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉัน... ”

            “ผมรู้จักคุณ” ยองเบพูดรัวเร็ว “คุณซันนี่”

            เธอนิ่งไปไม่กี่วินาที จากนั้นก็หัวเราะอีก “รู้ไหม คุณเป็นคนที่สองนับจากเขาที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากให้เรียกชื่อจริงมากกว่า”

            “ชื่อจริง? ”

            “ลีซุนกยูค่ะ”

            เขากลืนน้ำลาย “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณลีซุนกยู”

            “คุณทิ้งนามบัตรไว้ได้ไหมคะ เผื่อเวลาที่ฉันไปติดต่อที่ทำการไปรษณีย์ เราอาจจะได้พบกัน”

            “ผม... ”เขาอึกอัก ยองเบมีนามบัตร แต่ไม่ใช่นามบัตรของพนักงานในที่ทำการไปรษณีย์ “มันหมดน่ะครับ” เขาโกหก “ใช้เขียนแทนได้หรือเปล่า”

            “ได้สิคะ” ซุนกยูว่า เธอยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ มันเป็นสีส้มพาสเทล “ความจริงฉันกำลังจะใช้กระดาษแผ่นนี้เขียนตอบเขา แต่ไม่เป็นไร ฉันหยิบแผ่นใหม่ได้”

            “อย่างนั้นหรือครับ”

            เขามือสั่นอีกแล้ว

            ยองเบไม่ข้องแวะกับเรื่องวุ่นวาย แต่เขาทำให้มันเกิดขึ้นตอนที่เขียนตัวอักษรสุดท้าย

            “ลายมือคุณนี่คุ้นตาจังเลย”

            เขาชะงัก ลายมือของเขาเหมือนลายมือของแทยังในจดหมาย “อย่างนั้นหรือครับ”

            หลังจากพูดกันอีกสองสามคำ ยองเบบอกลาเธอเร็วที่สุดในชีวิต เขากลับที่พักพร้อมกับใบหน้าร้อนผ่าว และความคิดที่แตกซ่าน เขาดีใจที่ได้คุยกับเธอ แต่กลัวเธอจะจับได้ว่าเขาคือแทยัง ถึงแม้ไม่รู้ว่าอนาคตจะมาถึงวันใด ยองเบก็ไม่ต้องการให้มันจบลงด้วยแววตาผิดหวังของซุนกยู

 

            คืนนั้นเขาตื่นขึ้นกลางดึกเพราะเสียงดัง ยองเบรำคาญมัน เขาเพิ่งหลับตาลงได้เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น แต่แล้วเมื่อรู้สึกว่าเสียงดังมาจากที่พักของเธอ เขาก็ตื่นเต็มตา

            เขาไปถึงทันเห็นตอนที่ชายคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง พร้อมกับปาของในมืออย่างแรงถูกตู้ไปรษณีย์หน้าที่พักจนเอียงกะเท่เร่ ซุนกยูอยู่ตรงนั้น และเธอร้องออกมาด้วยความตกใจ ยองเบรีบวิ่งเข้าไปใกล้ มองเห็นว่ามันเป็นถุงขนมปังไส้ถั่วแดงกับกล่องของขวัญสีม่วง

            “คุณยองเบ! ” เธอร้อง “คุณนั่นเอง ฉันตกใจหมดเลย”

            “ขอโทษครับ” ยองเบพูด “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

            “ไม่หรอกค่ะ”

            ยองเบสังเกตเห็นว่าเธอถือแผ่นกระดาษสีส้มพาสเทลพับครึ่งอยู่

            “ฉันกำลังจะสอดจดหมายถึงเขาพอดีน่ะค่ะ” ซุนกยูบอก “เกือบไปแล้วเชียว”

            “เขาเป็นใครหรือครับ ทำไมถึงทำแบบนี้ได้”

            “คุณอีซึงฮยอนน่ะค่ะ” เธอถอนหายใจ “เขาเป็นเพื่อน --

            ทันใดนั้นมีเสียงตะโกนจากในที่พัก “ยูริ! ยูริ!

            ยองเบหันไปมองที่หน้าต่างพร้อมกันกับเธอ เขาเห็นใครคนหนึ่งล้มลง แต่ไม่ใช่การล้มลงตามปกติ

            “ผมจะขับรถไปให้” เขารีบพูด รวดเร็ว แต่หนักแน่น อาจเพราะอะดรีนาลีน หรือเพราะเห็นใบหน้าตื่นตกใจของซุนกยูก็ตามแต่ “เราอาจจะต้องไปโรงพยาบาล”

 

            เกือบเช้าแล้วตอนที่แพทย์รายงานว่าเพื่อนของเธอปลอดภัย ซุนกยูนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา มือของเธอซีดขาว กุมถ้วยกาแฟที่เขาชงให้ มันดูเหมือนจะพลัดตกลงมาในวินาทีไหนก็ได้

            “พื่กลับไปได้แล้ว” เชวซูยอง เพื่อนรุ่นน้องในวงของเธอพูด “พรุ่งนี้พี่มีถ่ายทำรายการแต่เช้านะ น่าจะกลับไปเตรียมตัวก่อน ทางนี้พวกฉันจะดูแลให้”

            “แล้วจูฮยอนล่ะ” เธอถาม เสียงอ่อนระโหย “จูฮยอนกลับไปพร้อมฉันไหม”

            “จูฮยอนมีซ้อมละครเวทีตอนเย็น เธอจะตามไปทีหลัง” ซูยองเหมือนจะลูบผมเธอ “แต่พี่น่ะสิ ถ้ารีบไปตอนนี้อาจจะทันได้พักผ่อนนะ พี่ก็ได้ยินแล้วนี่ว่ายูริปลอดภัยแล้ว”

            “ขอบคุณนะ”

            “ไม่เป็นไรหรอก ฉันห่วงมากกว่าว่าพี่จะกลับเองได้ไหม”

            “ผมจะไปส่งครับ” ยองเบพูดโพล่งขึ้นทันที “ผมจะไปส่งเธอ”

            ซูยองมองเขาเหมือนไม่เชื่อสายตา หรือบางทีอาจเป็นการถามว่าเขาเป็นใคร

            “ขอบคุณค่ะ” ซุนกยูพูด “ไม่ต้องห่วงฉันแล้วล่ะซูยอง ฝากดูแลยูริด้วยแล้วกันนะ”

            “พี่ก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเราจะทำ”

            แล้วเธอก็เดินตามเขามาโดยไม่พูดอะไรสักคำ

 

            ตอนที่แวะเติมน้ำมันรถ ยองเบเดินออกไปซื้อหมากฝรั่งที่มินิมาร์ท ซุนกยูไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง ใบหน้าของเธอซีดเผือดและอิดโรย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นใบหน้าเดียวกันกับที่ยิ้มให้เขาในอากาศร้อนจนหลอมละลายตอนเที่ยงวัน ยองเบไม่เก่งเรื่องเอาอกเอาใจผู้หญิง เขาไม่รู้ว่าอะไรน่าจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น อาจะเป็นอะไรที่มีน้ำตาล และเขาก็นึกถึงแต่หมากฝรั่ง

            แต่ถึงแม้จะรถจะเคลื่อนตัวอีกครั้ง ซุนกยูก็ยังคงไม่พูดอะไร เธอไม่รับหมากฝรั่ง แต่ท่าทางของเธอเปลี่ยนไป ใบหน้าของเธอมีสีสันมากขึ้น แต่เคร่งเครียดมากขึ้นด้วย

            จนกระทั่งเมื่อรถจอดที่หน้าที่พักของเธอ ยองเบก็อดรนทนไม่ได้อีกต่อไป “มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้หรือเปล่าครับ” เขาถาม “ท่าทางคุณไม่ดีเลย”

            ซุนกยูหันมาสบตาเขา ไม่มีน้ำตาคลอ ไม่มีอะไรในแววตาของเธอ แต่ยองเบกลับรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังจะร้องไห้ แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังจะยิ้ม หรือแม้แต่กำลังจะตั้งคำถาม

            แล้วเธอก็พูด “คุณคือแทยังใช่ไหม”

            ปลายนิ้วของยองเบเย็นเฉียบ

            “คุณหมายความว่ายังไง”

            “ฉันเห็นที่เบาะหลัง” เธอกลืนน้ำลาย แต่ยังคงไม่มีอะไรในแววตา “ขอโทษนะคะที่บุกรุกความเป็นส่วนตัว แต่มันมีบัตรพนักงานของคุณ และคุณไม่ได้ทำงานในที่ทำการไปรษณีย์”

            “ผมไม่ได้... ”

            “แล้วฉันก็นึกออกว่าฉันเคยเห็นลายมือของคุณที่ไหน”

            ยองเบหลบตาเธอ ขอบตาของเขามัวไปหมด

            “ผมขอโทษ”

            “ทำไมคุณไม่บอกฉัน”

            “เพราะผมยังดีไม่พอ”

            เธอไม่พูดอะไรเลย ซุนกยูเปิดประตูและลงไปจากรถของเขา

            ยองเบอ้าปากกลืนก้อนสะอื้น จู่ ๆ ความเจ็บก็เสียดแทงขึ้นมาในช่องท้อง ไม่รู้ว่าเจ็บเพราะแววตาว่างเปล่าของเธอ หรือเจ็บเพราะเธอไม่พูดอะไรสักคำ

            ผ่านไปแล้วหลายนาทีตอนที่ยองเบลงจากรถ เขาตั้งใจจะมองที่ที่เขาเทียวไปเทียวมาเพียงเพื่อแอบสอดจดหมายไว้ในตู้ไปรษณีย์เป็นครั้งสุดท้าย ตู้ไปรษณีย์ยังคงเอียงกะเท่เร่ และที่พักของเธอก็ยังคงเป็นที่พักของเธอ มืดสลัว แต่สว่างไสวเสมอเพราะเขารู้ว่าเธออยู่ในนั้น

            “คุณคะ”

            ทงยองเบสูดหายใจ เขาหันกลับไปมอง ดวงตาของเขามัว แต่มีบางอย่างที่แตกต่างจากสีคล้ำของเวลาก่อนรุ่งสาง มันเป็นดอกไม้สีเหลืองสดใส

            “ดอกทานตะวัน” ซุนกยูพูด รอยยิ้มของเธออ่อนโยนกว่าใครในโลก “มันเหมาะกับดวงอาทิตย์นะ”

            เขาอ้าปาก พูดเสียงสั่นจนน่าขัน “ผมนึกว่าคุณเกลียดผมเสียแล้ว”

            “อะไรกัน” เธอหัวเราะ “ฉันไม่มีทางเกลียดคุณหรอก”

            “แต่ว่า... ”

            “ยองเบ หรือแทยัง หรืออะไรก็ตาม มันไม่สำคัญเหมือนกับที่ทั้งชื่อลีซุนกยูและชื่อซันนี่ไม่สำคัญเมื่อฉันเป็นตัวฉันนั่นแหละ เพราะแค่รู้ว่าเป็นคุณ แค่รู้เท่านั้นเอง มันเพียงพอแล้ว เพียงพอทุกอย่าง”

            “แต่ว่าผมไม่ได้มีค่าอะไรเลย”

            “เปล่าเลย” เธอส่ายหน้าแรง ๆ “คุณมีค่ากว่าใคร คุณอดทน แข็งแกร่ง อ่อนโยน และพยายามเพื่อฉัน คุณทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น รู้สึกไว้วางใจ เพราะฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าจะมีคุณอยู่ตลอดเวลา ฉันไม่ใช่ดวงตะวันหรอกค่ะ... คุณต่างหากคือดวงตะวันที่จะไม่ดับแสง เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยความดีทุกอย่างที่มีในตัวคุณ และถ้าจะมีใครสักคนที่ไม่คู่ควร เป็นฉันต่างหากที่ไม่คู่ควรกับคุณ”

            “อย่าพูดแบบนั้น”

            “ฉันพูดความจริง” ซุนกยูจับมือเขา มือของเธออุ่น มันอุ่นไปถึงก้นบึ้งหัวใจ “ฉันอาจเป็นพระอาทิตย์สำหรับใครก็ตาม แต่สำหรับคุณ... ฉันควรเป็นแค่พระจันทร์ก็พอ”

            “แต่คุณมีค่ายิ่งกว่านั้น”

            “ไม่มากกว่าดวงตะวันอย่างคุณหรอก” ซุนกยูตอบ “ค่าของฉัน เท่าที่ฉันคิด คือการได้พบคุณ และได้เป็นฝ่ายให้แสงสว่างบ้างในเวลาที่ดวงอาทิตย์ลับฟ้าต่างหาก”

            “คุณกำลังพูดอะไรเป็นนามธรรม”

            “ไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะพูดอะไร ถ้ามันเป็นสิ่งที่ฉันเต็มใจจะทำ”

            เขานิ่งไป ความสุขเอิบอาบไปทั่วร่างกาย “ผมขอเรียกคุณว่าดัล ( ดวงจันทร์ )... ได้ไหม”

            “ค่ะ”

            ยองเบกลืนน้ำลาย “หรือ... ในบางโอกาส ถ้าคุณไม่รังเกียจคำว่า มา ดัล ( ดวงจันทร์ของผม )”

            ซุนกยูหัวเราะ

            “ไม่หรอกค่ะ มา แทยัง ( ดวงตะวันของฉัน )”

            ไม่มีคำรักหรือคำหวาน แต่วินาทีสุดท้ายของค่ำคืนกลับสว่างสดใสยิ่งกว่าสีของดอกทานตะวัน ก่อนที่แสงสีทองจะคว้าเส้นขอบฟ้าเอาไว้ได้ และส่งให้เช้าวันใหม่มาเยือน 

จบบริบูรณ์ :))

พระเอกเรื่องนี้น่ารักไหมคะ? ^_______________________^
นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า "ชายในอุดมคติ" 555+
สองวันต่อไปนี้อาจจะไม่ได้มาอัพนะคะ โรมจักรไปเที่ยวต่างจังหวัดค่ะ ถึงตั้งใจจะว่าจะหอบหิ้วคอมพ์คู่ขวัญไปด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลาเขียนและอัพอยู่ดี เฮ้อ ดองเค็มนี่มันไม่ดีเลยนา = ="

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #60 สาวกโซวอน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 19:01
    น่ารักแทซัน
    #60
    0
  2. #38 ออม-สิน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 เมษายน 2555 / 19:54
    อ่านตอนท้ายๆที่คู่นี้คุยกันแล้วชวนให้นึกถึงเรื่องท็อปกับยุนอ่ะ
    สองคนนี้ในเรื่องก็ดูคล้ายๆกันนะ แนวคนดีๆเหมือนกัน
    แล้วแทยังทำงานไรเนี่ย < ตอนต่อไปจะเฉลยใช่มะ
    เราเป็นพวกตามอะไรหวานๆไม่ค่อยทัน 555
    ความผิดเราเอง คือแบบตกลงรักกันเหรอ ตอนไหนเนี่ย
    พออ่านเม้นอื่นๆก็เพิ่งเข้าใจว่าเรื่องนี้โรแมนติก (รึป่าว?)
    อ่านแล้วตื่นเต้นดีนะ ^^ ไรเตอร์คนเก่งสู้ๆ 
    #38
    0
  3. #36 •Seoraemon• (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 เมษายน 2555 / 00:43
    เฮ้ออออออ โล่งอก! ตอนแรกคิดว่าซันบันจะโกรธแทยังซะแล้ว แต่แบบนี้...โรแมนติคมากกกกก >< 
    #36
    0
  4. #30 M&M (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 เมษายน 2555 / 12:54
    โอ้วววววววว ~ หวานมากกกกกกกก -////////-

    แทยังน่ารักมาก 55 ซันนี่ก็น่าร้ากกก
    #30
    0
  5. #23 N E M O !!* (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2555 / 17:03
    โรแมนติกสุดๆไปเลยค่ะ >_<
    #23
    0
  6. #22 Gildarz Silver Galiver (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 19:46
    ขนลุกเลย *0*
    #22
    0
  7. #21 Sunny_IDream (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 15:56
    อ๋าาาาาาาาาาาาาาา
    น่ารักมาก ๆ เขิญ สุดๆ ชอบมากอ่าาาาา

    กริ๊ดดด อยากได้แบบนี้
    #21
    0
  8. #20 forever 9 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 12:02
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด  น่าร็อคมากกกกกกค่ะ
    แทยังขี้อายสุดๆ ต้องให้ซุนกยูลงมือเอง 555+
    อร๊าย....มาแทยัง กับ มาดัล ชอบๆ
    #20
    0