นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

end - มลุลี

Halloween Fiction Contest #3 Beware of the Darkness จงระวังความมืดที่อยู่รอบตัวคุณ

ยอดวิวรวม

876

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


876

ความคิดเห็น


15

คนติดตาม


18
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 มี.ค. 59 / 16:43 น.
นิยาย end -

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
















THE FARRY's House

THE★FARRY


เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 มี.ค. 59 / 16:43


 

 

 

 

“มลุลี”

 

          ฉันสะดุ้งเหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกตัดเชือก

            “แม่ฮะ -- ดูสิ” ลูกชายชูกระดาษสมุดที่ฉีกออกมาจากสมุดโรงเรียนอย่างลวกๆ ให้ฉันดู ตาของลูกเป็นประกายด้วยความคาดหวัง “นนท์ลายมือสวยใช่ไหม? แม่ชอบไหมฮะ? ”

            ฉันอ่านข้อความที่ถูกคัดด้วยลายมือไม่เป็นระเบียบเหล่านั้นแล้วเม้มริมฝีปาก “นนท์ -- ” มือฉันสั่น แล้วฉันก็รู้สึกว่าทั้งตัวสั่นด้วยความกลัวผสมกับความตึงเครียด “ใครบอกให้ลูกคัดประโยคพวกนี้? ”

            แต่ฉันรู้คำตอบก่อนที่นนท์จะบอกเสียอีก “ไปกับแม่” ฉันพูด “ไปนอนได้แล้ว -- เดี๋ยวนี้เลย ไปกับแม่นี่ล่ะ”

 

            นนท์ถามว่าทำไม แต่ฉันไม่ตอบ ฉันปากระดาษสมุดที่ถูกขยำเป็นก้อนกลมไปยังทิศที่คิดว่ามีถังขยะตั้งอยู่อย่างประสาทเสีย แล้วก็ดึงแขนลูกออกไปจากครัว เดินขึ้นไปบนห้องนอนและข่มตาหลับทั้งที่ยังไม่สบายใจ อากาศเย็นเยียบโอบล้อมตัวเราเหมือนอ้อมกอดที่เย็นชืดไร้วิญญาณ

 

            ฉันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าร้อง แวบหนึ่งนั้นฉันมองไม่เห็นลูกชายที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม “นนท์! ” ฉันเรียกอย่างตื่นตระหนก แล้วเขาก็ขยับตัว ฉันดึงตัวนนท์มากอดไว้แน่น เหมือนกลัวว่าพายุฝนจะพรากเขาไปจากฉัน นนท์พลิกตัวไปมา ผมของลูกเสียดสีกับคางของฉัน เขามีผมดกหนาหยักศกเหมือนพ่อของเขา นนท์เสียพ่อไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนี้เอง

            “แม่ฮะ... แม่กอดนนท์แน่นจัง” นนท์พึมพำ

            ฉันกลืนน้ำลาย

            สามีของฉัน -- เสาหลักของครอบครัว เขาจากเราไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ นนท์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อตายแล้ว และไม่ช้าลูกก็ทำให้ฉันรู้สึกหวาดผวาเมื่อเขาเริ่มพูดจาโต้ตอบกับพ่อในความคิดของตัวเอง เพียงแต่ในที่สุด... ฉันก็รู้ว่าสามีของฉันยังอยู่ -- อยู่กับฉัน อยู่กับนนท์ ฉันเห็นรอยเท้าเปียกชื้นขนาดเท่ากับเท้าของเขาบนพื้นกระเบื้องในวันที่ฝนตก ได้ยินเสียงกระซิบของเขาในฝันที่เลือนราง ขณะที่นนท์มองเห็น พูดคุยกับเขา และเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันคงไม่รู้สึกหวาดกลัวมากเท่านี้ ถ้าหากการกระทำอื่นๆ ของเขาจะไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นอันตรายต่อเรา อย่างน้อยก็เป็นอันตรายต่อนนท์

  

            “พ่อยังไม่ขึ้นมาอีกหรือฮะ” ลูกพลิกตัวมาทางฉัน “นนท์อยากฟังพ่อเล่านิทาน”

            “นอนเถอะจ้ะ” ฉันบอก จูบลูกที่หน้าผาก “ดึกมากแล้วนะ”

            นนท์หลับตาลงอย่างไม่เต็มใจนัก ไม่ช้าก็ผล็อยหลับไป ฉันก้มมองเสี้ยวหน้าของลูกในแสงสลัว นึกถึงวันที่นนท์หายตัวไปจากบ้านหลายชั่วโมง และกลับมาเล่าให้ฉันฟังว่า พ่อทำให้เขาสนุกแค่ไหน นึกถึงวันที่นนท์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากบนชิงช้าในสวนสาธารณะที่แกว่งไกวด้วยความเร็วเกินกว่าจะเกิดขึ้นด้วยแรงถีบของเด็กวัยห้าขวบ ก่อนจะตกลงมาและศีรษะแตก นึกถึงวันที่นนท์เกือบจะถูกรถชนเพราะรีบร้อนวิ่งไปหา พ่อ ที่รออยู่ฝั่งตรงข้าม นึกถึงวันที่ลูกเกือบจะกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นสองโดยอ้างว่า พ่อของเขารอรับอยู่ข้างล่าง

            ฉันกลัว -- ไม่ใช่แค่เพราะรักและเป็นห่วงลูก ฉันคิดว่าฉันรู้ว่าเขาทำแบบนี้กับนนท์ทำไม และนั่นทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่า

            “พรุ่งนี้เราจะไปที่วัด” ฉันกระซิบกับตัวเอง “ไม่เป็นไร -- ทุกอย่างจะเรียบร้อย”

 

            ฝนซาในไม่ช้า และในลมที่สงบลงแต่เยือกเย็นยิ่งขึ้นก็มีกลิ่นหอมฉุนของดอกมลุลีคละคลุ้งอยู่ มันเป็นดอกไม้ที่สามีของฉันชอบมากที่สุด ฉันเกือบจะหลับไปอยู่แล้วตอนที่ได้ยินบางอย่างดังมาจากชั้นล่างของบ้าน มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบ และทำให้อากาศเหมือนจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง มันบาดลึกลงในหัวใจของฉัน ทำให้กลิ่นหอมของดอกมลุลีกลายเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน

 

            ฉันผุดลุกขึ้นนั่ง พยายามบอกตัวเองว่าฝันไป แต่มันเป็นความจริง ถึงจะแผ่วเบาแต่มีอยู่จริง มันเป็นเสียงเพลงจากเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทเก่าๆ ในห้องทำงานของเขา เป็นเพลงโปรดของเขา ฟังดูอู้อี้เหมือนดังมาจากใต้โลก แต่เด่นชัดในความรู้สึกของฉัน ฉันครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะลงจากเตียงและเดินออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกที่แผดเผาอยู่ภายในใจ มันมีทั้งความเดือดดาลบ้าบิ่นและความหวาดผวาผสมผสานกัน

            ฉันกดเปิดสวิตซ์ไฟทุกดวงที่เห็นระหว่างเดินไปตามทาง พยายามมองตรงไปข้างหน้าและไม่คิดอะไรแม้แต่อย่างเดียว ฉันก้าวเดินอย่างช้าๆ และระมัดระวัง พร้อมจะวิ่งกลับไปที่ห้องนอนเมื่อเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล แต่แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนฉันเดินลงมาถึงชั้นล่างของบ้าน กำลังจะตรงดิ่งผ่านครัวไปยังห้องทำงานของเขา

            แต่ -- มีอะไรบางอย่างที่ฉันไม่อาจจะละสายตาไปได้ กระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนกลมเมื่อตอนหัวค่ำวางแผ่อยู่บนโต๊ะที่ฉันเคยนั่ง ลายมือของนนท์เด่นหราอยู่บนนั้น มันเป็นเนื้อร้องของเพลงที่ดังออกมาจากห้องของเขาในเวลานี้ --

  

            โอ มลุลีร่มนี้มืดมน

          ช้ำเหลือทนอับจนหัวใจ

          ต้องพรากรักไป ภายใต้ร่มไม้ของเจ้านี้

          ใครบอกให้ลูกคัดประโยคพวกนี้?

          ฉันเม้มริมฝีปาก ฉันรู้คำตอบก่อนที่นนท์จะพูดเสียอีก -- ต้องเป็นเขา ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ฉันเดินตรงเข้าไป ตั้งใจจะฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ฉันก็เห็น --

            ลืมรักที่หลั่งลงฝังกับใจ

          ฝังฝากให้ใต้ร่มมลุลี

          จงลืมรักพี่ อย่ามีฤดีอาลัยต่อกัน

            มันถูกเขียนด้วยลายมือของนนท์ แต่ถัดลงมากลับเขียนด้วยลายมือที่ทำให้ฉันหวีดร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ -- ลายมือของเขา

 

ฉันรู้แล้ว

ตัวฉันซวนเซและสั่นเทิ้ม มันเป็นอย่างที่ฉันคิดไว้ -- เป็นอย่างที่ฉันกลัว ฉันยืนอยู่ตรงนั้นอย่างหวาดผวาตอนที่ได้ยินเสียงดัง ปัง! ’ ตามด้วยเสียงกระจกแตก ไฟดับ และทุกอย่างมืดมิด

 

            “นนท์! ” ฉันหวีดร้อง กลัวจับใจ “นนท์!

 

            ฉันวิ่งโครมครามขึ้นบันไดไปและสะดุดล้ม ปากแตกและเห็นโลกหมุนเหมือนน้ำวน ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น และออกวิ่งพร้อมกับยื่นมือไปคลำทางข้างหน้าเหมือนคนตาบอด ประตูห้องนอนเปิดกว้าง ฉันล้มคะมำเข้าไปและเห็นเตียงว่างเปล่า

            “นนท์! -- นนท์อยู่ไหน! นนท์!

    

            ฉันกระชากผ้าห่มออกจากเตียงด้วยมือสั่นเทา แต่ไม่มีใครอยู่บนนั้น หน้าต่างที่หัวเตียงเปิดกว้าง ลมคลุ้งกลิ่นดอกมลุลีพัดแทรกเข้ามา

 

            “นนท์!

 

            ฉันชะโงกหน้าออกไป กลัวจะเห็นร่างของลูกอยู่ข้างล่าง แต่ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน ฉันร้องเรียกด้วยเสียงดังกว่าเดิม รู้สึกเหมือนกำลังจะสติแตก “นนท์! นนท์อยู่ไหนน่ะ! 

            “แม่! นนท์อยู่นี่ฮะ!

 

            ฉันถลันออกไปจากห้องทันทีที่ได้ยินเสียงของลูก นนท์โผล่หน้าออกมาจากประตูห้องน้ำที่สุดทางเดิน “นนท์ตื่นขึ้นมาไม่เจอแม่ฮะ นนท์เลยเดินมาเข้าห้องน้ำเอง -- นนท์เก่งไหมฮะแม่? ”

   

            “นนท์เปิดหน้าต่างที่หัวเตียงหรือ? ” ฉันถามขณะที่เดินตรงไปหา

  

            “ฮะแม่ -- ลมเย้น... เย็น”

            หัวใจของฉันเต้นช้าลง เสียงเพลงหยุดไปแล้ว แต่ฉันไม่ทันสังเกต ฉันเดินเข้าไปในห้องน้ำ เห็นลูกชายกำลังล้างมือ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเป็นปกติที่สุดในโลก

            “กลับไปนอนกันเถอะ” ฉันบอก “พรุ่งนี้เราจะไปทำบุญที่วัดกันนะ”

            นนท์พยักหน้า ฉันจับมือลูกแล้วหมุนตัวกลับไปยังทางเดิน ก่อนจะเห็นว่าหน้าต่างบานที่อยู่ตรงกันข้ามกับประตูห้องน้ำนั้นแตกละเอียด ลมพัดกรูเข้ามา มองเห็นฟ้าแลบจากที่ไหนสักแห่งไกลๆ

  

            “ตอนไฟดับน่ะ -- นนท์ตกใจหมดเลยฮะ” ลูกบอกฉัน

 

            ฉันก้มหน้าลงยิ้มให้นนท์ และตอนที่เงยหน้าขึ้นมา ฉันก็ --

            “กรี๊ด!

            ฉันกรีดร้อง หลับตา ทรุดตัวลงและกอดลูกไว้แนบอก กลิ่นดอกมลุลีหอมฉุนเสียดแทงฆานประสาท ตัวฉันสั่นเหมือนลูกนกที่เปียกปอน

            ในแสงฟ้าแลบแวบหนึ่งนั้น สามีของฉันยืนอยู่ที่บานหน้าต่าง ยิ้มให้ฉันเหมือนที่เคยยิ้มตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

  

 

       “ห้ามไปไหนคนเดียวเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจหรือเปล่า”

            นนท์พยักหน้า “ฮะแม่” แล้วก็ถามฉันว่า “พ่อไม่มาด้วยหรือฮะ เช้านี้นนท์ไม่ยังเจอพ่อเลย”

            ฉันทำเป็นไม่ได้ยิน “มานั่งกับแม่นี่มา --

            นนท์โผเข้ามาในอ้อมแขนของฉัน ฉันอุ้มตัวลูกขึ้นมาวางไว้บนตักและลูบผมเขาอย่างใจลอย รู้สึกว่าศีรษะและกระบอกตาปวดร้าวเหมือนเคยถูกใครทุบแรงๆ ฉันไม่ได้หลับตาลงอีกเลยตลอดคืนที่มา

            “รอหน่อยนะน้า หลวงพี่วิชิตยังฉันเช้าไม่เสร็จเลย”

 

            ฉันพยักหน้าให้เด็กชายที่โตกว่านนท์นิดหน่อย แต่ผอมและแคระแกร็นกว่ามาก เด็กวัดวิ่งหายไปอีกทางหนึ่ง ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กคนอื่นๆ แว่วมา    

            “นนท์อยากไปเล่นกับเขา”

            “ไม่เอานนท์” ฉันก้มลงไปหอมแก้มลูก “อยู่กับแม่ก่อนนะครับ”

            “ลุงวิชิตจะมีขนมมาให้นนท์อีกหรือเปล่า”

            “หลวงลุงวิชิตจ้ะ” ฉันแก้ “คงไม่มีล่ะมั้ง... แม่ไม่ได้บอกล่วงหน้านี่ว่าจะมา”

            พี่วิชิตเป็นพี่ชายแท้ๆ ของฉัน ใครๆ ก็บอกว่าเราเหมือนกันมาก ทั้งรูปร่างหน้าตาและลักษณะนิสัย พี่วิชิตบวชเป็นพระเมื่อสองปีก่อน หลังพบกับชีวิตสมรสที่พังไม่เป็นท่า

            ฉันคิดถึงความทรงจำนั้นแล้วหลับตาลง เราเหมือนกันมากจริงๆ --

            “โยมเนตร”

            ฉันหันไปมองที่ประตูกุฏิ พี่ชายของฉันยืนอยู่ตรงนั้น หัวใจฉันโลดขึ้นด้วยความดีใจ พี่วิชิต -- หรือที่ตอนนี้ต้องเรียกว่า หลวงพี่วิชิต มักจะมีทางออกที่ดีที่สุดให้ฉันเสมอ

            “นนท์ก็มาด้วยหรือ? -- มานี่มา -- อยากกินขนมไหม? ”

            ลูกชายของฉันวิ่งทั่กๆ เข้าไปหา แล้วก็ผลุบหายเข้าไปในกุฏิตอนที่หลวงพี่วิชิตหันมาทางฉัน ฉันยกมือไหว้ จากนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก

            “มีอะไรหรือเปล่า” หลวงพี่ถาม “ดูโยมเนตรไม่สบายใจเลย”

            ฉันรู้สึกว่าความกล้าเหือดหายไปหมด ดวงตาร้อนผ่าว

            “หลวงพี่คะ -- ” ฉันพูดได้เท่านั้น แล้วเสียงก็หายไปเฉยๆ หลวงพี่มองฉันอย่างสงสัยครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “เอ้า -- โยมเนตรค่อยๆ พูดแล้วกัน”

            ฉันกลัวว่าน้ำตาจะไหลออกมาเหลือเกิน “เอก -- เอกเขารู้เรื่องนี้ไหมคะ? ”

            หลวงพี่มีท่าทางตกตะลึง “โยมเนตรหมายความว่ายังไง? ”

            ฉันยื่นกระดาษที่ยับยู่ยี่ให้หลวงพี่ดู หลวงพี่วิชิตมอง ฉันรู้แล้ว ในบรรทัดสุดท้าย จากนั้นก็ขมวดคิ้ว “ลายมือโยมเอกนี่” แล้วสีสันก็เลือนหายไปจากใบหน้า “นี่ -- หมายความว่ายังไง เกิดอะไรขึ้น? ”

            ฉันมองใบหน้าซีดเผือดของพี่ชาย ความจริงพรั่งพรูออกมาจากปาก กระแทกกระทั้นด้วยความอึดอัด แต่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว “ตอนที่เขาเพิ่งตายใหม่ๆ ฉันก็ทำใจนึกเสียว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา -- วิญญาณของเอกคงยังผูกพันกับที่ที่เขาเคยอยู่เท่านั้นเอง” ฉันลดมือลง ขยำกระดาษและกำไว้ในมือแน่น แต่มันก็ยังไม่หยุดสั่น “แต่หลวงพี่คะ -- ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว เขายังไม่ไปไหน ซ้ำ -- ” ฉันสูดลมหายใจลึก “ดูเหมือนเอก... เขาจะอยากให้นนท์ตาย”

            “อะไรนะ!

 

            “เหมือนเขาอยากจะฆ่านนท์ค่ะ ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี”

            หลวงพี่วิชิตเหมือนจะพูดอะไรไม่ออก “โยมเนตรแน่ใจนะ? ”

            “แน่ใจค่ะ”

            พี่ชายของฉันเลื่อนมือสองข้างมาเกาะกุมกันไว้ที่ท้อง ฉันเห็นว่ามือของหลวงพี่ก็สั่นด้วย และความดีใจที่เคยโลดขึ้นในอกก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว

            “อาตมาเคยเตือนโยมเนตรแล้ว” หลวงพี่วิชิตพูดขึ้นในที่สุด “เคยเตือนแล้วว่ามันผิด โยมเอกอาจจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่พูด แล้วก่อนที่จะทันได้ทำอะไร เขาก็ตายเสียก่อน”

            “แต่ฉัน --

  

            “อาตมารู้ว่าโยมเนตรกลับใจได้นานแล้ว แต่ความผิดก็คือความผิด โยมเนตรจะหนีจากมันได้ยังไง ยิ่งมีนนท์เป็นหลักเป็นฐานอยู่อย่างนี้ --  

            ชื่อลูกทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในคอ ฉันมองเข้าไปในกุฏิ แต่นนท์ไม่อยู่ในนั้น

            “นนท์หายไปไหนแล้ว”

            หลวงพี่หันไปมองในกุฏิเหมือนกัน “คงออกไปเล่นกับพวกเด็กวัดล่ะมั้ง กุฏินี้มีทางออกอีกทางหนึ่ง สงสัยพวกเด็กๆ จะมาชวน”

            หัวใจของฉันถูกบีบด้วยลางสังหรณ์ มันเต้นเร็วขึ้นจนรู้สึกเจ็บ

            “ไม่ใช่ -- ” ฉันกระซิบ “ไม่ใช่เด็กวัดแน่ๆ ”

            ฉันหันหลังกลับ วิ่งออกไป หลวงพี่วิชิตเรียกฉัน แต่ฉันไม่ฟัง ฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในวัด ความหวาดกลัวและตื่นตระหนกมีอำนาจเหนือความยั้งคิดทั้งหมด ฉันตะโกน “นนท์! นนท์อยู่ไหนลูก!

 

            “โยมเนตร! เดี๋ยวก่อน -- โยมเนตร!

   

            แต่ฉันไม่หยุดวิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะแผ่ขยายกว้างออกไป ไม่มีใครอยู่ในวัดเลย ไม่มีแม้แต่สุนัขหรือแมวจรจัด อากาศนิ่งสนิท ไม่มีลมพัด แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าต้นไม้ทุกต้นกำลังโอนเอน ใบไม้ทุกใบส่งเสียงแสกสากราวกับเสียงหัวเราะ ได้กลิ่นดอกมลุลีลอยตลบอบอวล

            “นนท์! นนท์อยู่ไหนลูก!

            แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีต้นมลุลีในวัดนี้ หรืออย่างน้อยก็คือในบริเวณนี้ ฉันทรุดตัวลง อ้าปากสูดเอากลิ่นหอมฉุนเข้าไปเต็มปอด รู้สึกอยากจะอาเจียนจนต้องโก่งคอทั้งที่ยังตะโกนสุดเสียง

  

            “นนท์! นนท์!--
 
           “แม่! ” นนท์เรียกฉันด้วยเสียงแหลม ใบหน้าของลูกผลุบออกมาจากหลังต้นปีบข้างหน้า “แม่ -- มานี่เร็วฮะ ”
  

            ฉันวิ่งกะโผลกกะเผลกเข้าไปหาลูก นนท์นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ยื่นบางสิ่งให้ฉันดูอย่างกระตือรือร้น บางสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าอากาศในปอดเหือดหายไป
            “นนท์ไปเอามาจากไหน!

            “พ่อให้นนท์ฮะ” ลูกยิ้มแฉ่ง “พ่ออยากให้แม่เอง แต่พ่อเล่นซ่อนหากับนนท์อยู่ เดี๋ยวนนท์นับถึงสิบแล้วจะ --

 

            “ทิ้งไปเดี๋ยวนี้เลยนนท์” ฉันสั่ง “แล้วไปกับแม่ -- ต่อไปนี้แม่จะให้นนท์อยู่แต่กับหลวงลุงในกุฏิ มาเร็ว!   

            “ไม่เอา!

   

            “เอ๊! นนท์! ” ฉันดุ เอื้อมมือลงไปดึงแขนลูก “อย่าดื้อนะ”

            “นนท์ไม่ไป! นนท์จะเล่นกับพ่อ! ” ลูกชายขืนตัว เงยหน้ามองฉันอย่างไม่เข้าใจ “เดี๋ยวนี้แม่ดุนนท์บ่อยจัง แม่ไม่รักนนท์แล้วใช่ไหม? นนท์ไม่อยู่กับแม่แล้ว! นนท์จะไปอยู่กับพ่อ!

     

            “นนท์! ” ฉันขึ้นเสียงด้วยความตกใจ กลิ่นดอกมลุลียิ่งฉุน เสียงใบไม้เสียดสียิ่งดัง และฉันซวนเซด้วยแรงดึงของลูก “นนท์! ไปกับแม่ -- เร็ว!

  

            “ไม่ไป!

            นนท์ร้องเสียงแหลมดัง และทันใดนั้นก็เงื้อมือขึ้น เอาปลายแหลมของสิ่งที่ถืออยู่จ้วงลงมาบนมือของฉันอย่างแรง ฉันร้องลั่น สะบัดมือด้วยความเจ็บปวด ทรุดตัวลงและกุมมือข้างที่บาดเจ็บ ชั่วขณะที่หลับตาลงและส่งเสียงร้อง นนท์วิ่งหนีไปอีกทางหนึ่ง หายลับไปจากสายตาของฉัน

            “นนท์! อย่าไปลูก!

    

            ฉันดึงปิ่นปักผมโลหะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าดินสอแท่งหนึ่งออกจากเนื้อตรงกลางระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง มันเป็นปิ่นปักผมรูปทรงเรียบๆ ที่มีตัวอักษร P&N สลักเอาไว้ มันไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ ไม่ควรจะมาอยู่ในมือของนนท์ และนนท์ไม่ควรจะรับมันมาจากเขา...

 

            ฉันพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ตัวฉันโอนเอนไปมา รู้สึกเหมือนคนที่กำลังจะหมดสติ ภาพลานวัดดูพร่าเลือน ขณะที่กลิ่นหอมฉุนเด่นชัด ดอกไม้สีขาวปลิวผ่านสายตาไป ฉันไม่แน่ใจว่ามันเป็นดอกปีบจากกิ่งที่อยู่เหนือศีรษะ หรือดอกมลุลีจากเขา ไม่ช้าฉันก็ล้มลง อาเจียนออกมาจนหมดท้อง จากนั้นก็ร้องไห้ เลือดยังไหลไม่หยุด กลิ่นหอมยังอบอวล ฉันได้ยินเสียงฮัมเพลงของเขาดังอยู่ในศีรษะและจำมันได้ในทันที --ใต้ร่มมลุลี เพลงโปรดของเขา

  

            ยากเย็น กรรมหรือเวรอันใด

          นำชักให้ดวงฤทัยโศกศัลย์

          พี่ตรม... สุดภิรมย์รำพัน

          บุญไม่เปรียบเทียบทัน ร้าวรานฤทัย

          “ฉันขอโทษ -- ” ฉันว่าระคนสะอื้น “เธอรู้เรื่องแล้วใช่ไหม”

            พี่ตรม... สุดภิรมย์รำพัน

            บุญไม่เปรียบเทียบทัน ร้าวรานฤทัย

 

            พี่ชายของฉันอาจจะพูดถูกแล้ว ฉันหนีไปจากมันไม่ได้ และนนท์ก็กำลังจะหนีไปจากมันไม่ได้เหมือนกันกับฉัน

            บุญไม่เปรียบเทียบทัน ร้าวราวฤทัย

 

          ร้าวรานฤทัย...

            ฉันลุกยืนได้ในที่สุด เดินกะโผลกกะเผลกและร้องเรียกเหมือนคนเสียสติ ดอกไม้สีขาวหย่อมหนึ่งเกลื่อนอยู่บนพื้นในที่ที่ฉันจากมา มันเป็นดอกปีบที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นจริงๆ แต่ฉันก็ยังเห็น -- แม้จะพยายามปฏิเสธความเป็นจริง -- ว่าหนึ่งดอกในนั้น ดอกที่เปื้อนเลือดจากมือของฉัน -- เป็นดอกมลุลี

 

 

 

            ฟ้ามืดแล้ว ฉันยืนอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงหน้าชิงช้าที่นนท์เคยนั่งและตกลงมา แต่นนท์ไม่อยู่ที่นั่น ฉันทรุดตัวลงกับพื้นทราย ร้องไห้อย่างสิ้นหวังแต่ไร้น้ำตา ดวงตาของฉันแสบร้อนและแดงก่ำ ฉันร้องไห้มาแล้วทั้งวัน บางทีอาจจะไม่เหลือน้ำตาเพียงพอให้ร้องได้อีก

            นนท์หายไป -- ลูกของฉันหายไป บางทีเขาอาจจะกำลังอยู่กับ พ่อ ของเขา อย่างที่เขาต้องการ แต่ฉันกลัวเกินกว่าจะยอมรับความเป็นไปได้นั้น แม้ว่าจะตามหาลูกมาตลอดทั้งวัน -- ในทุกๆ ที่ จนรู้สึกเหมือนว่าจะล้มลงและสิ้นใจด้วยลมหายใจสุดท้ายที่ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมแรงของดอกมลุลี ฉันสัมผัสได้ว่าเอกอยู่ใกล้ตัวฉัน คอยขัดขวางฉัน หัวเราะเยาะฉัน เขามีสิทธิ์ที่จะโกรธ -- และฉันก็รู้เรื่องนั้นดียิ่งกว่าใคร

 

 

            ความมืดมิดโรยตัวอยู่โดยรอบ กลิ่นมลุลียังอบอวลเหมือนมือที่ไขว่คว้าอยู่รอบตัว ฉันลุกยืนอย่างทุลักทุเล กลับไปที่รถ และปิดประตูเสียงดัง จากนั้นกลิ่นหอมก็รุนแรงขึ้นจนฉันรู้สึกเวียนศีรษะ

 

  

            “ผมรู้ความจริง” 

            ฉันตกใจจนกรีดร้องออกมาเบาๆ หันมองไปรอบตัวอย่างวิตกจริต ไม่มีใครอยู่ในความมืดมิดนั้น ฉันเหยียบคันเร่ง รถทะยานออกไป ฉันตั้งใจจะไปสถานีตำรวจใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด และโดยที่ยังมีสติดีที่สุด แต่กลิ่นหอมของดอกมลุลีทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า ไม่ช้าฉันก็ตะเบ็งเสียงดัง

            “พอได้แล้ว! ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นแล้วเสียหน่อย! ” ฉันทุบลงไปตรงกลางพวงมาลัย เสียงแตรแหลมยาวดังแหวกอากาศ ฉันทุบอีก ทุบอีก และทุบอีก น้ำตาที่ทำให้ดวงตาปวดร้าวเหมือนน้ำกรดไหลอาบแก้ม “นนท์ไม่รู้เรื่องเลย! เขายังเด็ก! คุณทำแบบนี้ได้ยังไง! ทำแบบนี้ได้ยังไง! ทำแบบนี้ได้ยังไง!

            ฉันกรีดร้องด้วยเสียงที่ไม่เหมือนมนุษย์ เหยียบคันเร่งจมเท้า ก่อนจะปาดน้ำตาด้วยมือข้างหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองกระจกมองหลัง และ --

   

            ฉันเหยียบเบรก รถเหวี่ยงตัวเหมือนลูกข่างที่เสียศูนย์ ดวงตาของเอกจ้องเขม็งมาจากในกระจก กลิ่นมลุลีโหมแรง คราวนี้ปะปนกับกลิ่นบุหรี่ที่เขาเคยสูบ ฉันตัวสั่น ทั้งสะอึกสะอื้นและกรีดร้องในเวลาเดียวกัน เวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่งก่อนที่ฉันจะเงยหน้าขึ้นมาและพบว่ารถจอดอยู่บนถนนหน้าบ้านของตัวเอง ไฟบนชั้นสองของบ้านสว่างโร่  

            “นนท์ -- ” ฉันกระซิบอย่างอ่อนแรง “นนท์ --

            ฉันถอดรองเท้าออกและโยนมันส่งๆ ไปอีกทางหนึ่ง วิ่งเท้าเปล่าผ่านสนามหญ้าชื้นแฉะเข้าไปในบ้าน ประตูบ้านเปิดกว้าง ภายในนั้นมีแสงสลัวจากชั้นบนทำให้ฉันมองเห็นว่ารูปถ่ายครอบครัวในกรอบขนาดใหญ่ที่โถงทางเดินถูกทุบจนร้าว

            ฉันอ้าปากหายใจ เอก -- สามีของฉัน เขารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...

            เขารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเราไม่ได้เป็นครอบครัวที่แท้จริง รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าพงศ์ -- เพื่อนของเขา และเจ้าของปิ่นปักผมอันนั้นเป็นมากกว่าคนรักเก่าของฉัน รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่านนท์ไม่ใช่ลูกของเขา แต่เป็นของลูกของพงศ์ นนท์เกิดขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของเราในเวลาที่เขายังคร่ำเครียดกับการสร้างฐานะและทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ตามลำพัง

    

            “ไม่ใช่ความผิดของฉัน! ” ฉันตะโกนแข่งกับความพะอืดพะอมในลำคอ “ไม่ใช่ความผิดของฉัน! มันเป็นความผิดของคุณต่างหาก!

 

            กรอบรูปหล่นลงมากระแทกพื้นก่อนที่ฉันจะพูดจบเสียอีก กระจกแตกกระจัดกระจาย ฉันวิ่งหนีไปตามทางเดิน ผ่านห้องทำงานของเขา ผ่านครัว ขึ้นไปบนบันได ล้มคะมำครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความรีบร้อนและแข้งขาที่ไร้เรี่ยวแรง

 

            “นนท์! นนท์อยู่ไหนลูก! ” ฉันตะเบ็งเสียงจนรู้สึกเหมือนคอจะปริแตก

            นนท์ไม่ได้อยู่ในห้องไหนๆ เลยบนชั้นสองที่เปิดไฟสว่าง แต่ฉันกลับมั่นใจว่านนท์อยู่ที่นี่ และเขาเองก็ด้วย ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง ตอนที่เสียงของลูกดังขึ้นมาในความทรงจำ

            พ่ออยากให้แม่เอง แต่พ่อเล่นซ่อนหากับนนท์อยู่ เดี๋ยวนนท์นับถึงสิบแล้วจะ --

  

            ฉันรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง

            ฉันก้มลงมองใต้เตียง เดินกลับไปกลับมาภายในห้องนั้น ผลักชั้นวางหนังสือจนล้ม เลิกผ้าปูโต๊ะทุกผืน

            แล้วฉันก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ มันใหญ่พอที่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ได้อย่างแน่นอน

            “นนท์” ฉันเรียก “นนท์อยู่ในนั้นหรือเปล่าลูก”

            ไม่มีเสียงตอบ ฉันเอื้อมมือไปที่ห่วงจับ แล้วไฟทุกดวงก็ดับลง ฉันดึงประตูตู้เสื้อผ้าเปิดออก กลิ่นหอมฉุนรุนแรงพวยพุ่ง ดอกมลุลีนับร้อยๆ พันๆ ดอกไหลล้นออกมาจากตู้

 

            “นนท์ -- 

            มีอะไรบางอย่างล้มตึงลงมาใส่ฉันจากภายในตู้ ฉันล้มลงหงายหลัง รู้สึกว่าศีรษะฟาดกับอะไรบางอย่างเข้าอย่างจัง แล้วทันทีที่ฉันลืมตา ทันที่ดวงตาถูกปรับให้คุ้นเคยกับความมืดมิดรอบๆ ตัวแล้ว --

            “นนท์!

            ฉันหวีดร้องและส่งเสียงร้องไห้อย่างคนเสียสติ แว่วเสียงฮัมเพลงของเอก เหมือนว่าเขากำลังฮัมเพลงใต้ร่มมลุลีอยู่ภายในห้องนี้ ขณะที่ลูกชายของฉันนอนอยู่ตรงหน้า ตัวแข็งทื่อ เย็นเฉียบ และซีดเผือด ดวงตาของนนท์เบิกโพลง กลวงโบ๋ไร้แวว เหมือนว่าเขาถูกลักพาไปยังดินแดนอันแสนไกล

            ร่มมลุลีเป็นที่สุดท้ายแห่งจุดหมายน้องพี่

          มลุลีเห็นใจน้องพี่

          ว่าสิ้นคืนนี้... น้องพี่สิ้นกัน

         

 

น้องพี่... สิ้นกัน   
      











THE★ FARRY

ผลงานอื่นๆ ของ โรมจักร

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

15 ความคิดเห็น

  1. #15 pakh63 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 23:00
    น่ากลัวเนอะ สงสารนนท์จัง นนท์ไม่รู้เรื่องและนนท์ก็รักพ่อเอก
    #15
    0
  2. #14 มายท์มิ้ม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 13:35
    ชอบครับ แต่งดีมากเลยย ><
    #14
    0
  3. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2555 / 13:52
    อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมมากเลยคะ รู้สึกว่าทุกๆอย่างมันลงตัว รวมทั้งฉากหลัง ที่ทำให้อ่านแล้วได้อ่านรมณ์สุดๆ
    #13
    0
  4. วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 15:29
    ไม่ว่าความเห็นอื่นจะว่ายังไงนะคะ  แต่เรารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่อ่านมาแล้วค่ะ
    รอลุ้นอยู่นานว่าจะมีใครเอาประเด็นเรื่องครอบครัวมาเล่นไหม เรื่อง "ลูก" นี่เป็นเรื่องที่อ่อนไหวและน่ากลัวมากที่สุดแล้ว สำหรับอารมณ์ความรู้สึกของผู้เป็นแม่ ไม่ว่าจะเจอผี เจอความตาย ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าเสีย "ลูก" แล้ว

    สรุปว่าชอบเรื่องนี้มากค่ะ ขอยกให้เป็นที่หนึ่งสำหรับเรา
    ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ได้ขัดอารมณ์ขนาดนั้น (แต่ที่ขัดก็คงเป็นสีตัวอักษร แสบตามาก)
    อ่านแล้วลุ้น ใจเต้นไปด้วยตลอด เข้าใจจิตใจของผู้เป็นแม่ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ นนท์ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น
    ถึงจะไม่ใช่พล็อตแหวกแปลกใหม่และไม่หักมุมเท่าไหร่ หนังผีฝรั่งมักจะชอบเล่นประเด็นตรงนี้ เอาเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ถือว่าถ่ายทอดออกมาได้ดี บรรยากาศที่หลอมสไตล์การบรรยายแบบนิยายแปล กับบทเพลงแบบไทยๆ เข้าด้วยกัน ลงตัวมากจริงๆ

    อาจจะดูยกยอเกินตัวแต่ชมจากใจจริงค่ะ ส่วนตัวเราชอบเรื่องที่เน้นเนื้อหามากกว่าความหลอนความแหวะหรือเลือดสาดอะไรพวกนี้อยู่แล้ว
    พะวงตามตัวละครทุกครั้งที่นนท์หายทุกที แบบนี้แหละถึงเรียกว่าเป็นเรื่อง น่ากลัว ที่แท้จริง
    ปมเรื่องก็ดูมีอะไรดี แต่จริงๆ สามารถมีได้มากกว่านี้ เพราะเรามองว่าพ่อของนนท์ไม่ควรเอาลูกแท้ๆ ของแม่ ไปจากแม่นะคะ ถึงว่าแม่จะเป็นคนผิดก็เถอะ ทำให้อ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อย make sense เท่าไหร่ เพราะแม่แท้ๆ ย่อมรักลูกมาก และพ่อที่เอานนท์ไปอยู่ด้วยทั้งที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ก็ดูแปลกๆ ถึงอาจจะเป็นการแก้แค้นภรรยาตัวเองก็ตามเถอะ มันก็ยังดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าที่ควร
    นอกเสียจากเปลี่ยนให้แม่ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเด็กแทนแบบนี้ อาจจะดู make sense มากกว่า เราคิดอย่างนั้นน่ะค่ะ

    ยังไงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยนะคะ ขอยกนิ้วให้ค่ะ : )

    #12
    0
  5. #11 Zatanic
    วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 15:22
    ดำเนินเรื่องได้น่าติดตามมากๆ อ่านแล้วละสายตาไม่ได้ (เพราะละไปแล้วกลับมาหาไม่เจอว่าอ่านถึงไหน 555) โดยส่วนตัวชอบกาารบรรยายเรื่องนะ ไหลลื่น มองเห็นภาพ น่าติดตามดี การใช้ภาษาก็ไม่ค่อยสะดุดเท่าไหร่ อาจสะดุดตรงที่เดียวกับหลายๆ คนนั่นล่ะ ฮะๆ แต่ถือว่าโดยรวมแล้วดี

    การวางคาแรคเตอร์น่าสนใจดี น่าติดตาม น่าคิดตาม ส่วนเนื้อหาบางตอนทำให้หลายๆ คนทายออกว่าเพราะอะไร เอก ถึงอยากจะฆ่าลูกชาย และตอนจบ น่าคิดมากว่า นนท์ ตายตั้งแต่เมื่อไหร่ ตายก่อนเริ่มเรื่อง หรือตาย ณ ตอนดำเนินเรื่อง อันนี้น่าคิด...

    ในฐานะกรรมการเอาเป็นว่า คืนนี้แล้วที่ต้องตัดสิน ยังไงรอลุ้นคะแนนเอานะคะ เป็นกำลังให้ค่ะ แล้วก็ในฐานะนักอ่านขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นเรื่องนี้ด้วยค่ะ สนุกมาก ^^
    #11
    0
  6. วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 15:22
    ส่วนที่่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คงเป็นการบรรยายที่ทำให้อ่านแล้วอินไปกับเรื่องมาก ๆ
    การใช้เรื่องราวไทย ๆทั้งเรื่องกลิ่นดอกไม้และบทเพลง(ที่ทำให้เกิดอาการหนาว ๆเลยที่ได้อ่าน) ช่วยส่งเรื่องราวได้มาก
    พล็อตก็ธรรมดาเป็นเส้นตรง แต่เพราะฝีมือล้วน ๆทำให้เรื่องนี้แทบไม่มีที่ติครับ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 ตุลาคม 2555 / 15:26
    #10
    0
  7. วันที่ 26 ตุลาคม 2555 / 15:40
    เปิดเรื่องมาก็รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังผีเลย เปิดเรื่องได้น่าติดตาม
    พอรู้ว่าพ่ออยากให้เด็กตายก็เริ่มเดาแล้วว่าน่าจะเป็นลูกคนอื่น
    น่ากลัวดีค่ะ หลอนนิดๆ เหนื่อยแทนนางเอก นึกว่าจะเสียสติแล้วซะอีก
    ตอนแรกก็แอบเดาว่ารถชนแน่เลย มาถึงบ้านได้ไงนั่น 555
    ชอบการบรรยายมากๆค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #9
    0
  8. วันที่ 25 ตุลาคม 2555 / 12:46
    อ่า...พยายามปิดตาไม่อ่านคอมเม้นท์บนๆ 

    ขอโทษนะครับขอผ่านนะครับสีเจิดแสบตามาก(ผมสายตาไม่ดีเท่าไหร่)ขอรออ่านในต้นฉบับนะครับ

    เป็นกำลังใจให้ครับ ^ ^

    อโลลาน

    #กรรมการ
    #8
    0
  9. วันที่ 24 ตุลาคม 2555 / 21:12
    เขียนได้น่าติดตามดีครับ

    แต่รู้สึกว่าไม่มีใครคำนึงถึงหัวข้อกันเลยหรือไง
    #7
    0
  10. วันที่ 23 ตุลาคม 2555 / 23:02
    หลอนค่ะ บรรยายได้ไหลลื่น นนท์นี่เป็นตัวเพิ่มความระทึกเลยนะคะ เพลงก็เพราะและเป็นเหมือนตัวเพิ่มความหลอนได้อย่างดี จบได้อย่างงดงามสุดๆเลยค่ะ เอาเป็นว่าขอแง้มมาเท่านี้ก่อนละกันนะคะ
    กรรมการ
    #6
    0
  11. วันที่ 23 ตุลาคม 2555 / 19:19
    แต่งได้ดีมากครับ ส่วนที่ติดขัดก็ตามที่คุณคันดะบอกเลย

    รู้สึกเหมือนปีนี้ผมจะแย่สุดแหะ-*-
    #5
    0
  12. Columnist
    วันที่ 23 ตุลาคม 2555 / 16:47
    บรรยายได้สุดยอด
    นำเพลงมาผสมกับเนื้อเรื่องได้อย่างลงตัว 

    #4
    0
  13. วันที่ 23 ตุลาคม 2555 / 16:19
    ลืมไปอย่างหนึ่ง การบรรยายว่า 'สะดุ้งเหมือนหุ่นกระบอกถูกตัดเชือก'
    ผมนึกภาพไม่ออกจริงๆว่าหุ่นกระบอกถูกตัดเชือกแล้วร่วงโครมลงไปมันเหมือนอาการสะดุ้งตรงไหน...

    #3
    0
  14. วันที่ 23 ตุลาคม 2555 / 15:33
    ยอดเยี่ยม...แม้จะไม่สยองไม่รู้สึกน่ากลัวเท่าไหร่ แต่ความน่าติดตามถือว่าเยี่ยม ภาษาค่อนข้างดีมีเสน่ห์ 
    (ถึงผมจะรู้สึกขัดใจคำว่าเส้นผ่าศูนย์กลางที่ผ่าอารมณ์ผมออกเป็นเสี่ยง ต้องนั่งประกบใหม่ก็เถอะ)
    แอบเสียดายนึกว่าจะเห็นอะไรค้ำคอร์ แต่ถือว่ายอด น่าประทับใจ หวังตำแหน่งได้เลย

    ปล.ผมเกลียดเด็กนั่น แอบดีใจที่ตาย - -
    #2
    0
  15. #1 valerie
    วันที่ 23 ตุลาคม 2555 / 15:30
    เล่าให้บรรยากาศ Gothic ดีค่ะ...
    ถึงเป็นเรื่องไทยๆ แต่ก็หลอนแบบดาร์คๆ ได้...เก่งนะ...

    ว่าแต่นนท์ตายตอนไหน ตอนแม่พาไปวัดหรือคะ?
    แล้วจากนั้นก็โดนกลุ่มพลังงานบางอย่างพามาที่บ้าน?
    (คุ้นๆไหม..กลุ่มพลังงาน ดูคนอวดผีมากไปแน่เลยเรา)
    แค่สงสัยว่า หรือนนท์ตายตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว นางเอกแค่เห็นภาพหลอนไปเอง
    #1
    0