แค้นที่ต้องชำระ - แค้นที่ต้องชำระ นิยาย แค้นที่ต้องชำระ : Dek-D.com - Writer

แค้นที่ต้องชำระ

ความรัก เมื่อถึงจุดที่เป็นความแค้น มันต้องชำระแค้นให้สาสม

ผู้เข้าชมรวม

79

ผู้เข้าชมเดือนนี้

1

ผู้เข้าชมรวม


79

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  10 ก.ย. 65 / 09:02 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

                                           แค้น ที่ต้องชำระ 

  ผมต้องทุกข์ระกำและตรอมใจเพราะรักมลาย ไป ..จากหญิงหลายใจ ที่ไม่รู้จักอิ่มกับรสรัก ไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง  การรักษาแผลใจของผมใช้ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น จากหญิงคนที่ผมเคยรักและเคยสงสาร ได้กลับมาเป็น คำว่า โกรธแค้น  ผมคิดในใจว่า เมื่อหล่อนทำกับผมได้  ผมก็ต้องทำกับหล่อนได้เหมือนกัน เลือดมันต้องล้าง ด้วยเลือด วลี  ที่ผมชอบ  และมันเพลงปลุกใจที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ประพันธ์เพลงมาร์ชเพื่อการปลดแอก เพื่อต่อต้านรัฐบาลและพวกจักรวรรดินิยม ซึ่งผมเคยใช้พู่กันจุ่มลงกับสีน้ำมันสีแดง เขียนลงที่หลังเสื้อของผมเองเพื่อใช้เข้าร่วมขบวนรับน้องใหม่ที่สถานีรถไฟหัวตะเข้ 

ผมยังจำได้ดีว่า ครั้งที่ผมมาอยู่กับพี่ชายที่ซอยวัดมะลิบ้านในสวนที่พี่ชายคนโต ได้ขอแบ่งซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างเรือนหอของเขา ผมเคยอาศัยอยู่กับพี่ชายคนโต ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วได้ย้ายออกมา พักกับพี่ชายอีกคน  ที่เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ผมได้เคยพักและเป็นช่วงสมัย ที่ผมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมตอนปลาย(2516) ที่โรงเรียนวัดราชาธิวาส และในเดือนตุลาคม ปีเดียวกันนั้น ผมได้เป็นผู้หนึ่งที่ได้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลถนอม -ประภาส กับพี่ๆเพื่อนๆด้วย    

ที่บ้านของพี่ชายคนโต มีหนังสือต่างๆในชั้นหนังสือ ไม่แพ้ห้องสมุดของบางโรงเรียนอย่างแน่นอน  จากสายตาและจากการที่ผมได้เคยหยิบจับและนำมาอ่าน พอจะคะเนว่าในห้องสมุดของบ้านพี่ชายของผม น่าจะมีหนังสือต่างๆ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันเล่มแน่นอน ผมเคยนำนิยายของศรีบูรพาสี่เรื่องมาอ่าน ที่จำได้มีเรื่อง ข้างหลังภาพ แสนรักแสนแค้น    ลูกผู้ชายและสงครามชีวิต ทั้งสี่เรื่องที่ผมชอบมากที่สุดคือ เรื่องแสนรักแสนแค้น รองลงมาคือเรื่องลูกผู้ชาย

ผมไม่เคยนึกเลยว่านิยายของศรีบูรพาเรื่องแสนรักแสนแค้นที่ได้เขียนไว้  ซึ่งผมเคยอ่าน มาตั้งแต่ปี2516  มันจะมามีส่วนคล้ายกับเหตุการณ์ชีวิตของผมในปี 2523   ผมเริ่มรู้จักกับคำว่า ความรักเป็นครั้งแรก  ขณะที่ผมเรียนชั้นมศ.2  ความรักครั้งนี้มันเป็นความรักของวัยรุ่นที่ไม่ประสีประสา นานวัน ..การที่เราสองคน ห่างเหินและไม่ได้สานสัมพันธ์ต่อเนื่อง. ความรักนั้นจึงมลายไปในที่สุด 

               .  **************************************************************

ครั้งที่ผมมาทัศนศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่  ผมได้แวะที่ร้านหนังสือสุริวงค์โดยบังเอิญ  เพื่อรอขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ    หลังจากที่ได้แวะหาดูหนังสือในร้าน ได้เห็นนิยายเรื่อง แสนรักแสนแค้น วางโชว์ในตู้ของร้าน   ผมจึงได้สอบถามราคากับ คนขาย ..

“ผมอยากทราบราคาของหนังสือเล่มนี้  ราคาเท่าไหร่.. ครับ “ ผมบอกและชี้ไปยังหนังสือที่ผมต้องการ  คนขายหยิบและเปิดดูราคาที่ติดไว้ด้านหลังปก   

“ 80 บาท ครับ “คนขายพูดภาษาท้องถิ่น (เหนือ)   

“ออ.ครับ คือผมสนใจ และอยากได้ แต่คงต้องรอสักครู่นะ เดี๋ยวผมจะรอเพื่อน เพื่อจะเอาเงินที่เขาก่อน “ ผมพูด ในใจรู้สึกเสียดาย เพราะครั้งนี้มันเป็นโอกาสที่ดี    ที่ผมจะได้มีหนังสือที่ชอบไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ในกระเป๋าตังค์ผมมีเงินเพียง 50 บาทเท่านั้น  ที่ผมบอกว่าจะรอเพื่อนเพื่อจะเอาเงิน มันเป็นคำพูดของผมให้ดูดี และมันไม่เป็นการทำลายน้ำใจคนขายที่เขาอุตส่าห์หยิบเปิดดูราคาให้ ขณะที่ผมกำลังเดินออ กจากประตูร้าน ก็ได้พบบุคคลที่ผมคุ้นหน้า 

“พี่..ขลุ่ย เหรอครับเนี่ยะ“รุ่นน้องที่ชื่อพิภพ เป็นฝ่ายเปิดฉากทักทายผมก่อนพร้อมเอามือมาจับที่แขนของผม                พิภพ เป็นเพื่อนสนิทของน้องชาย ที่อาศัยในห้องแถวโซนเดียวกันที่อรัญประเทศ จริงๆ หลังบ้านเขากับบ้านผม ห่างกันไม่ถึงสามสิบเมตร    

“ใช่ครับ..ไปไง มาไงเหรอ..ภพ “ ผมถาม

“ผมมาเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนๆ ครับพี่ “พิภพ ตอบ

“อ้อ..ภพ พอจะมีเงินให้พี่ยืมสักร้อยก่อนมั้ย พอดีเงินพี่หมดพอดี อยากได้หนังสือในตู้โชว์เล่มนี้น่ะ  เดี๋ยวพี่จะโทรเลขบอกกับน้องชายของพี่ ให้ใช้เงินคืนให้ “ผมพูด

“ได้ครับพี่ ไม่มีปัญหา ..เอานี่ครับพี่ ”พิภพพูด พลางล้วงกระเป๋าเงิน แล้วหยิบธนบัตรใบละร้อยยื่นส่งมาให้ผม

“ขอบคุณมาก. ไอ้แหลมทำอะไรทีไหน “ผมพูดขอบคุณ  …พร้อมถามไถ่ถึงพี่ชายของเขา 

“มันเป็นตำรวจ ตระเวนชายแดน ครับพี่ “พิภพตอบ

เรายืนคุยกันอีกสอง-สามนาที  หลังจากที่ผมนำเงินไปซื้อนิยายเรื่อ งแสนรักแสนแค้นของศรีบูรพาแล้ว  ผมก็ถือหนังสือที่ทางร้าน่ห่อให้อย่างดี ขึ้นบนรถทัวร์เพื่อกลับสถาบัน 

ในห้องสมุดสถาบัน มีหนังสือนวนิยายมากมาย  ที่ผมเคยหยิบจับแล้ว ไม่ยืมต่อจากห้องสมุดอีก คือเรื่องสามก๊ก เป็นเพราะมันยากต่อการจดจำชื่อตัวละคร สำหรับเรื่องผู้ชนะสิบทิศ ขุนศึก  ทุ่งมหาราชของยาขอบและไม้ เมืองเดิม  พูดได้ว่าผมมิเคยพลาดและกระหายที่จะอ่านให้จบเร็วๆเพื่อนสี่คนที่พักด้วยกับผม ส่วนใหญ่จะหุ้นเงินกันซื้อนิตยสารบางกอกที่มีนวนิยายเกือบทั้งเล่มอ่านกัน มีผมเพียงคนเดียวในบ้านที่ไม่อ่านนิยายในนิตยสารฉบับนั้น  แต่จะอ่านเพียงบางคอลัมน์คือเสพสมบ่อมิสม เพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษา ที่มีคนอ่านเขียนจดหมายถามปัญหา และนายแพทย์จะเป็นผู้เขียนตอบ ดูๆแล้วเพื่อนๆ จะมีมีความสุขกับอ่านนิตยสารรายปักษ์  ส่วนผมที่มีความใกล้ชิดกับพี่ ผู้ช่วยบรรณารักษ์  มักจะยืม ผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งเล่มหนึ่งๆจะมีความหนาเกือบพันหน้ามาอ่านทุกวัน

  .            ******************************************************************

  คำว่า รัก จากปากของหล่อนว่า พิมจะรักพี่ขลุ่ย มิรู้คลายและจะรักพี่ไปชั่วนิรันดร์”  มันเป็นเพียงคำกล่าวของนางกาลี (ผม ไม่อยากใช้คำว่าแพศยากับคนที่เราเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เนื่องจากมันเป็นคำด่า ที่เจ็บและรุนแรง) นับแต่ผมกับพิมตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว ผมจึงได้กลับคืนสู่บรรยากาศเก่าๆกับรุ่นน้องและเพื่อนๆในวงเหล้า  เพียงไม่เกินสัปดาห์ ผมก็กลับมาสู่ไอ้ขลุ่ย คนเดิมที่ไร้ซึ่งความรัก แต่พกความแค้นไว้เต็มอก ไว้รอโอกาส…ที่จะชำระความแค้น  ให้สาสมใจกับการที่เคยถูกหล่อนกระทำ  นอกจากจะโกรธพิมแล้ว ผมยังพาลโกรธ แม่สื่อแม่ชักตัวดีคือเฉิดโฉม คิดไว้ว่าหากเจอเธอวันใด จะต้องต่อว่าให้เจ็บแสบถึงทรวง     

             ***************************************************************

“คนไม่รักดี .ขลุ่ยเขาไม่ดีตรงไหน.. แกไปรักไปชอบเขาก่อนแท้ๆ เมื่อก่อนเคยร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ ตอนที่แฟนเขามาเที่ยวหาที่บ้าน  พอเดี๋ยวนี้แกเจอผู้ชายคนใหม่  ได้ไม่กี่เดือนก็ไปหลงใหลเขาจนหัวปรักหัวปรำ ระวังเถอะ วันหน้าจะเช็ดน้ำตาไม่แห้ง“ น้านวล พูดตำหนิลูกสาวตัวเอง  

อาจารย์หมอธเนศ เห็นว่าผมกำลังเคืองโกรธกับอดีตคนรัก จึงชวนให้ผมมาอยู่ที่คลินิก  เผื่อจะพบและเจอลูกค้าสาวๆสวยๆ ซึ่งอาจทำให้ผมลืมอดีตความหลังได้บ้าง   

“ไปช่วยอาจารย์และไปอยู่ที่คลินิกสักพัก ดีกว่านะขลุ่ย   พอปิดคลินิก เราก็มาร้องเพลงฟังเพลงเก่าๆหรือไปแวะนั่งชมบรรยากาศเก่าๆที่ริมน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาไม่เลวเชียวนะโว้ย" หมอธเนศ ชักชวน ซึ่งผมไม่ได้ขัดใจ  เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็น ผมกับอาจารย์หมอก็ไปขึ้นรถไฟและมาขึ้นรถเก๋งส่วนตัวที่จอดฝากไว้ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง   ในแต่วันมีลูกค้านำเอาสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆมีตั้งแต่สุนัขแมว นก ไก่ กระต่าย หนูตะเภาฯลฯ  ลูกค้ามีทั้งชายและหญิง มีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนที่อยู่ละแวกนั้นก็ใช้วิธีการจูง หิ้ว อุ้มแล้วแต่ชนิดของสัตว์เลี้ยง มาที่คลินิครักษาสัตว์

“เชิญนั่งรอก่อนครับ สุนัขเป็นไงบ้างครับ “ผมทักทายลูกค้า 

“ไม่ค่อยกินอาหาร เบื่ออาหาร”ลูกค้าตอบ

“แมว เป็นไงหรือครับ  “ผมซักถาม

“ถูกกัดมา เป็นแผลเหวะเลย  “ลูกค้าพูด

“อ้อคงทำแผล  ไม่นาน ก็หายครับ “ผมพูดกับลูกค้า

หน้าที่ผมหลักๆคือการพูดคุยกับลูกค้า ส่วนรุ่นน้องที่เขาเรียนด้านสัตวบาล โดยตรง จะทำหน้าที่ช่วยอาจารย์ฉีดยา ช่วยหยิบส่งเครื่องมือรักษาสัตว์  หลายๆครั้ง หากเป็นงานการผ่าตัดที่ต้องใช้คนช่วยหลายคน ผมก็จะเข้าไปช่วยอีกแรงหนึ่ง  

         .. ***********************************************************

“ขลุ่ย..มีลูกค้า มาช่วยชวนเขาคุยกันไปพลางก่อนนะ“ อาจารย์พูด

“ครับ “ผมตอบ

 ในบางวันที่มีลูกค้ามามาก การที่จะไม่ทำให้ลูกค้าเบื่อหน่ายคือการใช้จิตวิทยา ลูกค้าบางคนพอเห็นคนมากๆ ก็จะรีบกลับ หน้าที่ผมคือทำให้ลูกค้าที่จะกลับบ้าน ต้องรอรักษาให้เสร็จก่อน

“สุนัขพันธุ์  อะไรเหรอครับ  “ผมถามลูกค้า

 “ ชิสุ ค่ะ”ลูกค้าตอบ

 “สวยมากเลยครับ “

การได้นั่งคุยกับลูกค้าถามโน่นนิด ถามนี่หน่อย  ก็ทำให้ลูกค้าเห็นถึงการเอาใจใส่ ทุกอย่างมันต้องดูเป็นคนๆไป  บางคนไม่ชอบ บางคนชอบ แต่จากประสบการณ์ของผม ที่เป็นคนเคยขายของมา ตั้งแต่เด็ก ย่อมสามารถเรียนรู้ และรับรู้ถึงพฤติกรรมของลูกค้า หน้าที่นี้จึงเหมาะสำหรับผมและผมไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว

ค่ำวันหนึ่ง/ลูกค้าสาวผิวขาวในตาคมอยู่ในชุดนักศึกษาได้อุ้มลูกสุนัขตัวเล็ก เข้ามาภายในคลินิก ซึ่งเวลานั้นอาจารย์หมอยังมาไม่ถึงคลินิกแต่ได้สั่งให้ผมรับหน้าเสื่อแทนไปก่อน

“รอสักครู่นะครับ หมอเพิ่งเอารถไปจอด กำลังเดินมาจากหมู่บ้านใกล้ๆนี้เอง”ผมบอกกับลูกค้า

   เธอไม่ตอบ ได้แต่เอามือลูบสุนัขไปมา ดูท่าทางเธอจะ.กังวลใจ กลัวว่าสุนัขที่เลี้ยง จะเป็นอะไรไป 

“นั่งก่อนสิครับ“ผมเชิญให้เธอนั่งรอ

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก   “ เธอตอบ

                             ***********************************

  “มารอนานแล้วหรือนิด “อาจารย์หมอทักทายลูกค้า อย่างเป็นกันเองดูเหมือนว่าอาจารย์กับลูกค้า คงน่าจะคุ้นเคยและสนิทกันดี

  “สักครู่หนึ่งแล้ว ค่ะหมอ “ เธอตอบ

  “ขลุ่ย เตรียมอุปกรณ์เลย อาจารย์สั่งให้ผมจัดเตรียมเครื่องมือรักษาสัตว์ 

  “นิดเอาสุนัข วางบนโต๊ะเลย มีอาการไงบ้าง “ อาจารย์หมอถาม

  “ท้องเสีย และอาเจียน ค่ะหมอ “ลูกค้าพูด

  “เดี๋ยวหมอฉีดยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และให้เอายาไปกิน “ อาจารย์หมอบอก

 หลายครั้ง หากรุ่นน้องงานยุ่งมาก ผมก็จะเป็นคนจ่ายยาและทำหน้าที่ทางการเงินแทน ในระยะหนึ่งเดือนที่ผมอยู่ที่คลินิกผมได้รู้จักลูกค้าสาวสวย ในระยะเวลาใกล้เคียงกันถึงสองคนคือนิด เธอเป็นคนกรุงเทพและอีกคนคือแอ๋ว คนเมืองกาญจนบุรี ทั้งนิดและแอ๋วเป็นคนรักสัตว์ ผมพบกับนิดบ่อยครั้งกว่าแอ๋วทั้งสองคนมีความน่ารักและผมถูกใจทั้งคู่   แต่…… สองสาวที่เป็นลูกค้า  .อาจารย์หมอก็กำลังจีบอยู่ทั้งคู่    ผมจึงต้องต้องเค้า (ยอมข้าม  มิกล้ายุ่ง ) ดูนิด.จะสนิทสนมกับอาจารย์หมอมาก เวลามาคลินิกมักจะคุยกันถูกคอและคุยกันนาน

                   *************************************************************

ช่วงประมาณหกโมงเย็น…ผมนั่งดื่มสุรา กับรุ่นน้องที่พักด้วยกัน  เพื่อให้ลืมความหลังเก่าครั้งที่เคยเป็นแฟนกับพิม   เนื่องจากผมเป็นผู้เช่า เธอเป็นเจ้าของบ้าน การที่บ้านของผมและเธออยู่ติดๆกัน มันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ทั้งสองคนจะต้องประจันหน้ากันไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ก่อนหน้าที่ผมจะมาแนบแน่นและสนิทกับพิมพ์   ผมมีคนรักที่เคยตั้งใจจะแต่งงานด้วย คือแป๊ด(ปทุมมาลย์) การที่ผมยอมตัดขาดกับแป๊ด เพราะผมเห็นแก่อนาคตของพิม

“พี่ขลุ่ย..เพื่อนของหนู มันแอบรักพี่น่ะ มันแอบร้องไห้ทุกวัน เมื่อมันเห็นแฟนพี่มามี่บ้าน ”เฉิดโฉม เพื่อนสนิทของพิมพูดขอร้อง

“ช่วงนี้ มันจะสอบเอนทรานซ์แล้ว มันไม่มีสมาธิ ในการอ่านหนังสือเลย พี่ช่วยรับรักมันหน่อยนะ เพื่อเห็นแก่อนาคตมัน” เฉิดโฉม พยายามขอร้อง และตื้อให้ผมรับรักเพื่อนสนิทของเธอ

                          นี่เอง …จึงทำให้ผมลังเลใจ..และคิดหนัก

 *******************************************************************

  ณ เวลานั้น เป็นเรื่องยากมากกับการต้องสละคนที่รักมากออกจากชีวิต ผมมองว่า หากผมเลิกกับแป๊ด ไม่นานเธอคงทำใจได้ เนื่องจากแป๊ดเป็นคนดี เป็นคนสวย มีทุกอย่างครบถ้วน สักวันเธอคงพบผู้ชายที่ดีกว่าผมก็อาจเป็นไปได้ 

ช่วงผมนั่งดื่ม ได้ย้อนรำลึกถึงแป๊ดคนที่รักมาก ทั้งยังนึกย้อนหลังที่ได้มาโอบอุ้มพิม ให้มีอนาคต คิดอะไรๆเพลิน สายตาก็มาพบกับจำเลย.โดยบังเอิญ  

“ไปไกลไกลเลยนางวันทอง โมรา กากี หน้าซื่อๆแต่ใจคด เลี้ยงไม่เชื่อง“ผมนึกจะพูดไรก็พูด จากอาการเมาสุรา จนฝ่ายหญิงถอยกรูด เธอมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

รุ่นน้องผู้ชาย ที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่า ผมกับพิม เคยมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดนั่งมองปากค้าง เขาคงคิดว่าทำไมผมกล้าด่าลูกสาวเจ้าของบ้าน แบบสาดเสียเทเสียเช่นนั้น

“รีบไปไกลๆ อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีก หากไม่ไป เดี๋ยวจะฆ่าให้ตาย “ผมพูด  

ช่วงเวลานั้น น้องอีกคนกำลังปอกมะม่วงพอดี ผมจึงขอยืมมีดจากเขา 

“ขอยืมมีดหน่อย” ผมพูดพลา งหยิบมีดจากมือรุ่นน้อง แล้วเล็งไปที่เป้าใหญ่ ที่กำลังจะเดินหนี 

“พิมระวัง…. พี่ขลุ่ยกว้างมีดใส่ตามหลังแล้ว ” รุ่นน้องตะโกนบอก

 พิมหันหลังและหลบไปได้อย่างหวุดหวิด  หากไม่มีคนตะโกนบอกเธอ รับรองว่าเป้าขนาดใหญ่คงไม่พลาดที่อาจจะถูกกลางหลัง

 "แม่.พี่ขลุ่ย เอามีดปาใส่หนู “พิมตะโกนบอกแม่ของเธอ ทั้งตัวสั่นดังกับลูกนก 

 ผมยังมีอาการเมา.จึงไม่หวั่นไหว แม้รู้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปจะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและอาจถึงเสียอนาคต

 “ขลุ่ย ทำไม ถึงทำอย่างนั้น มันรุนแรงถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกันเลยหรือ“น้า เจ้าของบ้านพูด   

    ผมนิ่ง…และรวบรวมสติและยกมือไหว้ ขอโทษ  

  “ผมขอโทษครับน้า จากนี้ผมจะไม่ทำอีกแล้ว“ผมพูด ด้วยสำนึกผิด

 “ลืมๆมันไปซะ ผู้หญิงดีๆมีอีกถมไป เชื่อน้าสิ ไป.. กลับเข้าบ้านไปอาบน้ำให้หายเมา“ น้าเจ้าของบ้านพูด

การชำระแค้นครั้งนี้ ผมเกือบจะเสียอนาคตฐานพยายามฆ่า   โขคดีที่ว่าผมเจอบุคคลที่เข้าใจอารมณ์โกรธแค้น ของผม  แม้พ่อของพิม จะเป็นตำรวจ.. แม้แม่ของพิม จะเป็นผู้เสียหาย 

แต่เขากลับนิ่ง ไม่ว่าไม่กล่าว..ไม่ดุ   ผมคิดว่า เขาน่า จะเข้าใจหัวอกลูกชายที่ว่า“ฆ่าได้หยามไม่ได้ “กระมัง

                                     ขลุ่ย   บ้านข่อย

                                    ๑๐ กย  ๒๕๖๕

 

 

 

 

 

ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ

    นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    คำนิยม Top

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    คำนิยมล่าสุด

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    ความคิดเห็น

    ×