ทะเลน้ำนม : realism, amazing, surface structure - นิยาย ทะเลน้ำนม : realism, amazing, surface structure : Dek-D.com - Writer
×

    ผู้เข้าชมรวม

    610

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    43

    ผู้เข้าชมรวม


    610

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    0
    จำนวนตอน :  27 ตอน
    อัปเดตล่าสุด :  6 พ.ย. 64 / 08:38 น.

    อีบุ๊กจากนิยาย ดูรายการอีบุ๊กทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

    ทะเลน้ำนม ภาคหนึ่ง เทือกเขาวงกตแห่งความคนิงฝัน

     

    ๑.

    เช้าแรกจูมชวนนิภาจิบกาแฟคั่วหอมบดจากเมล็ดสดในถ้วยกระเบื้องสีส้มสลักลวดลายฝูงนาคเล่นน้ำ สายลมพวยพัดละอองเม็ดทรายจากแนวชายฝั่งแม่น้ำโชยมาเหมือนกลิ่นน้ำพุจากสรวงสวรรค์ของพระโพธิสัตว์ในพุทธศักราช ๒๔๐๘ สนามหญ้าสดสะพรั่งรอบบ้านพักได้เปล่งพุทธานุภาพรูปร่างเหมือนดอกบัวในทะเลสาบผิวน้ำสีดอกมะลิออกมาปลุกเร้าความจำเกี่ยวกับความสงสัยของเขาให้ตื่นขึ้นมาสามอย่าง

    หนึ่ง-น้ำพุตั้งอยู่ส่วนใดของภูเขาพุ่งชันและลดหลั่นราวคลื่นสมองมนุษย์ปักกิ่ง

    สอง-บรรพบุรุษของท้าวฮุ่งกับนางง้อมม่วนได้ร่วมพิธีตำน้ำดึกดำบรรพ์หรือไม่

    สาม-ย่าระเมียรบอกให้เขามองกลับไปดูประวัติศาสตร์แบบยอกย้อนเพื่อประโยชน์อันใด?

    น้ำพุมีอยู่สองแบบ จูมรู้ว่าแบบแรกอยู่บนเปลือกดาวเคราะห์โลกจำนวนหนึ่งล้านหกหมื่นแห่ง อีกแบบหนึ่งอยู่ในจอคอมพิวเตอร์พุ่งตัวมาตามสายเคเบิ้ลใยแก้ว น้ำพุแบบแรกพุ่งตรงขึ้นไปในอากาศแล้วหักโค้งลงมาเหมือนแสดงความเคารพพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สิงสถิตอยู่ทุกแห่งหน บางครั้งเหมือนแผ่เมตตาให้เครือญาติชาติพันธุ์ทั้งหลาย ผู้มีดวงจิตชีวิตแหวกว่ายดั่งวงล้อเกวียนอยู่ในประเทศบนเปลือกดาวเคราะห์โลก ซึ่งหมุนลอยล่องอยู่ในห้วงมหาทะเลสีขาว ส่วนน้ำพุแบบหนึ่งบีบรัดตัวเองอยู่ในพื้นที่จำกัดขนาดศูนย์จุดศูนย์มิลลิเมตรที่มองไม่เห็นโลกข้างนอก

    น้ำพุนี้เปล่งประกายเหมือนเกล็ดปลาขาวสร้อยนับพันตัวที่ผู้หญิงชาวนาวัยเก้าสิบหกขอดเกล็ดแล้วเทลงในไหปลาร้าเมื่อฤดูน้ำล้นรินผ่านป่าข้าวในต้นทศวรรษ ๒๔๓๓

    ในวันหยุด จูมเพ่งมองหารูปเงาสดใสสวยงามของประวัติศาสตร์ที่ย่าระเมียรบอกไว้ แน่นอน เขารู้ว่ามันเป็นประวัติศาสตร์แบบยอกย้อนซ่อนเงื่อนโดยผู้นำการปกครองสั่งการให้เขียนขึ้นมา ความรู้สึกเยี่ยงนี้ปลุกเร้าสำนึกความเป็นเครือญาติชาติพันธุ์ของเขาให้ปะทุหลั่งล้นออกมา คล้ายเสียงย่าดังขึ้น “ประวัติศาสตร์เป็นเพียงเรื่องรัฐชาตินิยมของผู้จงใจเลือกใช้คำโดยปราศจากความจริงทางจิตวิญญาณและการขาดความเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง บางครั้งประวัติศาสตร์มีคุณค่าเข้มข้นเพราะหยาดเหงื่อและน้ำตา

    แต่ประวัติศาสตร์ที่เราอ้าปากท่องจำงึมงำกันอยู่ในจัตุรัสแห่งเสียงท่องจำไม่รู้จบ เป็นการครอบงำมนุษย์ไม่ให้รู้สึกถึงการมีความเท่าเทียมกันในฐานะทางสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง ทั้งการกระทำอย่างชัดแจ้งและซ่อนเร้น แน่ล่ะ การแสดงความเมตตาบนพื้นฐานของการทำประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของชีวิตและชะตากรรมของประชาชนในพื้นที่เวลาเก่าแก่ของประวัติศาสตร์ที่มีความทัดเทียมกัน เป็นความยอกย้อนของการกำหนดนิยามประวัติศาสตร์บิดเบือนแสแสร้งอย่างฝังรากลึกและเอาเป็นเอาตาย

    แกรู้ไหมเล่า ผลร้ายของมายาคติในประวัติศาสตร์แบบยอกย้อนคือ การเกิดสำนึกไม่ไว้วางใจกันและกัน การสร้างความชอบธรรมขึ้นมาเพื่อกลบฝังความไม่จริงใจต่อกันระหว่างผู้นำทางการปกครองกับประชาชนผู้ถูกปกครอง โดยอาศัยมายาคติเทวราชาจากมหากาพย์ศักดิ์สิทธิ์มาแต่งเป็นถ้อยคำโองการแช่งน้ำผ่านลำคอของนักบวชพราหมณ์ฮินดูและคำแซ่ซ้องสรรเสริญยกตัวเองให้อยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง กดหัวประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อรักษาอำนาจ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์และความมั่งคั่งจากการถือครองที่ดินจำนวนหลายหมื่นไร่ การสัมปทานแร่ ป่าไม้และทำแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวตะวันตกผู้หลั่งไหลเข้ามาในแผ่นดินทุกวินาที ถ้าใครขัดขืนด้วยการอ้างเหตุผลเสรีภาพในความเป็นมนุษย์และยกอ้างความมีตัวตนของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์จะถูกกำจัดให้สิ้น

    ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญญาชนและนักการเมืองจึงถูกสังหารเหมือนสัตว์ข้างถนน ข้ออ้างการมีประวัติศาสตร์แบบยอกย้อนเพื่อความสามัคคีและความมั่นคงของรัฐชาติจึงเป็นแค่เปลือกนอกห่อหุ้มตัวหนอนและอาจมอุจาดตาเอาไว้ โอ้ ผีแถน บัดนี้ฝูงหนอนมุดเนื้ออาจมนั้นเป็นเพียงการเริ่มปะทุเชื้อธรรมดาก่อนจะพุ่งกราวไปยังจุดดับสลายตามหลักพุทธไตรลักษณ์ เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นอมตะ แม้ในอนาคตอันใกล้ ความรู้สึกเลวร้ายระหว่างเครือญาติและชาติพันธุ์ในประวัติศาสตร์รัฐชาติสมัยใหม่จะเปลี่ยนไป ไม่มีสำนึกเหยียดหยาม ทำให้เครือญาติพี่น้องบรรลุการเข้าถึงอิสรภาพของความจริงทางจิตวิญญาณร่วมกันสูงสุด แต่ประวัติศาสตร์แบบยอกย้อนสร้างขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึงอิสรภาพและคุณค่ามนุษย์จากครั้งก่อน จะยังหลอกหลอนกัดทึ้งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของผู้นำการปกครองที่ว่ายวนอยู่ในห้วงน้ำทะเลสีขาว จนกว่าพิธีตำน้ำดึกดำบรรพ์จะเกิดขึ้นอีกในค่ำคืนแสงจันทราส่องตรงลงมาเหมือนรังสีจากกลุ่มดาวสายฝน”

    จากคำพูดย่าระเมียร  "ประวัติศาสตร์แบบยอกย้อนได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อครอบงำ ยึดครองพื้นที่และเวลา ขับเคลื่อนความว่างเปล่าผ่านไปอย่างไร้ขอบเขต"  ทำให้จูมเชื่อว่า เขาเป็นเครือญาติชาติพันธุ์เดียวกันกับผู้ออกแรงแท้จริงในพิธีตำน้ำดึกดำบรรพ์มาตั้งแต่ครั้งนั้น แต่เขาไม่ใช่เชื้อสายของผู้สถาปนาความชอบธรรมให้ตัวเองเพื่อเอารัดเอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน แน่ล่ะ เขายังเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่สิงสถิตนิ่งงันอยู่ในแผ่นศิลาระเบียงนครวัดคือบรรพบุรุษย่าระเมียร โดยเฉพาะนางอัปสรทั้งหนึ่งพันเจ็ดร้อยนางย่อมสละหยาดเหงื่อและน้ำนมให้เป็นสายยาวไกลมาถึงลูกหลาน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เขาคือสิ่งมีชีวิตลำดับที่หนึ่งล้านล้านที่อุบัติหน่อเนื้อขึ้นมาจากพระเมตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้าหลังจากทำพิธีตำน้ำดึกดำบรรพ์ครั้งแรก ใช่หรือไม่?

    ความสงสัยผุดขึ้นมาในใจจูมเหมือนน้ำพุ ย่าระเมียรกับเขามีเชื้อสายมาจากฝ่ายเทพหรืออสูรกันแน่ หรือเป็นส่วนผสมระหว่างยีนของนาคกับม้าและปลาขนาดใหญ่ หรือมาจากผลพวงในวิวัฒนาการชั้นสูงของพันธุ์พืชชนิดใดชนิดหนึ่งจากระบบนิเวศของกระแสลมพายุเหนือแผ่นพื้นผิวทะเลน้ำนม

    “ถ้าไม่ใช่ดอกไม้ทะเลแล้วเป็นอะไรฤา?” จูมพึมพำ

    “จากลิงไม่มีหางหรือเปล่าคะ” นิภาถาม

    “ผมว่าพิธีตำทะเลน้ำนมกำลังเกิดขึ้น!” จูมคาดคะเน

    “จริงหรือคะ?” นิภาถามด้วยสีหน้าฉงน

    “กลิ่นเหมือนเด็กทารก” จูมทำจมูกย่น “บางคืนผมได้ยินเสียงพวกอสูรกับเทวดายกภูเขามันทระมาปักลงใจกลางทะเลน้ำนม”

    “เป็นไปได้จริงหรือค่ะ?” เธอแสดงสีหน้างุนงงมากขึ้น

    “โอ้ นาคใหญ่กำลังรัดเกี้ยวภูเขา” จูมร้องตื่นเต้น

    “คุณคิดเรื่องโบราณมากเกินไปไหม?”

    “บรรพบุรุษเราอยู่ในพิธีตำน้ำดึกดำบรรพ์หรือเปล่า?”

    “มันเป็นอานิสงส์หรือบาปที่ไม่มีวันชำระล้างหรือคะ”

    “อสูรกับเทวดาทำงานร่วมกันนับพันปี”

    “บางทีเสียงน้ำพุที่คุณได้ยินอาจมาจากพิธีนี้ก็ได้”

    “คุณสนใจพิธีนี้ด้วยฤา?” จูมถาม ยิ้มสบตาเธออย่างสำรวจ

    “เปล่าค่ะ ฉันอยากรู้ว่าน้ำอมฤตยังเหลืออยู่กี่หยด?”

    “คุณอยากเป็นอมตะ” จูมถามอย่างตลก

    “ถ้าน้ำอมฤตทำให้คนไม่มีวันตาย เราควรทำพิธีอีก”

    “ผมว่าแค่ว่ายออกจากทะเลน้ำนมให้ได้ก็พอแล้ว”

    “คุณหมายถึงการหลุดพ้น!”

    “คุณคิดว่าจริงหรือเปล่า?” จูมถาม

    “มันคงเป็นเรื่องใหญ่โตมาก”

    “น้ำพุน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

    เธอนั่งลงบนม้าไม้ วางหนังสือพิมพ์และถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ

    “อากาศดีจังเลยนะคะ” เธอเปลี่ยนเรื่อง เสียงเสนาะใสเหมือนแสงแดดยามเช้าที่ส่องมาเป็นแนวกว้าง

    “เมื่อเช้าผมว่าจะปลุกคุณ” จูมพูด “หมอกดูสวย”

      

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น