FALLEN ANGEL HEAVEN:เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล

ตอนที่ 24 : เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล ตอนที่ 22 มาเฟียไม่กลัว แต่กลัวมาเฟียมาเยอะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 ต.ค. 59

เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล

ตอนที่ 22 : มาเฟียไม่กลัว แต่กลัวมาเฟียมาเยอะ

 

 

 

 

          

          "เอ่อ... คุณซินางิครับ นี่มัน..."

 

          เคลเวียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจ พร้อมชี้ไปที่ถ้วยที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ผมที่กำลังใช้ตะเกียบคีบเอาเส้นบะหมี่สีขาวเข้าปากต้องหันไปตามเสียงเรียกของเจ้าตัว


         "หืม? อะไรกัน นายไม่รู้จักราเมงรึไง" ผมใช้ลิ้นเขี่ยเอาเส้นบะหมี่ไปไว้ที่แก้มแล้วพูดออกมา ถึงแม้จะไม่ค่อยชัดซักเท่าไหร่ แต่ก็พอฟังรู้เรื่องอยู่มั้งนะ

 

          "คุณนางิคะ อย่าพูดตอนที่มีอาหารอยู่ในปากสิคะ" มีร่าที่นั่งทานราเมงอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อยตำหนิใส่ผมเบาๆ

 

          "แหะๆ โทษทีๆ" ผมพยักหน้าขอโทษ ก่อนจะรีบเคี้ยวเส้นบะหมี่ในปากแล้วกลืนลงท้องทันที

 

          จืดไปหน่อยแฮะ... ปรุงอีกซักหน่อยละกัน

 

          "ราเมงเหรอครับ เหมือนกับสปาเก็ตตี้ใส่น้ำเลยนะครับ" ในขณะที่ผมกำลังหยิบเครื่องปรุงบนโต๊ะ คำพูดของเคลเวียสก็ลอยเข้าหูผมพอดี

 

          เห้ยๆ เคลเวียส... นายอย่าเอาราเมงไปเปรียบเทียบกับอาหารโง่ๆ อย่างนั้นสิฟะ รู้มั้ยว่าราเมงน่ะ มันคืออาหารประจำชาติของคนญี่ปุ่นเลยนะเฟ้ย!

 

          สำหรับคนไม่ค่อยมีเงินล่ะสิไม่ว่า...


          "มันไม่เหมือนกันหรอกนะเพื่อน ราเมงมันคือบะหมี่ญี่ปุ่นต่างหากเล่า ตอนที่ชั้นอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ ชั้นมักจะกินเจ้านี่เป็นประจำเลยล่ะ" ผมพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ เคลเวียสยื้มแห้งๆ ก่อนจะหยิบช้อน และตะเกียบขึ้นมาด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ เหมือนกับคนที่ไม่เคยใช้มาก่อน


          "คุณซินางิคะ ดิฉันใช้ตะเกียบไม่ค่อยถนัดเลยค่ะ ถ้ายังไงขอใช้ส้อมได้รึปล่าวคะ" ฟาเทียร์ที่นั่งอยูข้างๆ พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าลำบากใจ ในมือของเธอเองก็มีตะเกียบที่กำลังพยายามคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะทำอีกกี่ครั้งมันก็ไม่ขึ้นมาซะที

 

           "ไม่ได้ๆ ถ้าใช้ไม่เป็นก็ต้องฝึกตั้งแต่วันนี้เลย ครั้งหน้าจะได้ใช้เป็นกับเขาบ้าง" เจ้าตัวเบ้ปากอย่างน่ารัก ก่อนจะจำใจใช้ตะเกียบในมือของตัวเองเขี่ยเอาเส้นบะหมี่ไปไว้ในช้อนแล้วตักขึ้นมากินช้าๆ เพื่อไม่ให้เส้นบะหมี่ตกลงไป

 

           สมกับเป็นองค์หญิง องค์ชาย... ใช้ตะเกียบไม่เป็นเลยซักคน

 

           สงสัยว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ อ่อ... พวกเรากำลังนั่งทานราเมงกันอยู่ยังไงล่ะ ไอร้านที่ผมอยากมาก็คือร้านนี้แหละ ร้านนี้ไม่ค่อยมีคนมากนัก แต่ตัวร้านก็ค่อนข้างกว้างอยู่ มันมากพอที่จะจุคน 20 กว่าคนได้เลยล่ะ

 

          โต๊ะนึงจะมีอยู่ 4 ที่นั่ง ซึ่งมันจะเป็นแบบยึดติดกับพื้น จึงทำให้พวกผมไม่สามารถลากโต๊ะมานั่งด้วยกันได้ ก็เลยต้องนั่งแยกกันอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ 


          ทั้งร้านถูกสร้างขึ้นมาจากไม้ แต่ถ้าให้ผมเดา เขาคงทาปูนก่อนแล้วค่อยใช้ไม้มาติดทับทีหลังล่ะมั้ง

 

          โต๊ะที่ผมนั่งอยู่ก็มีฟาเทียร์ มีร่า และเคลเวียส รวมถึงคาน่าที่นั่งอยู่บนโต๊ะอีกตน โต๊ะของพวกเราอยู่ติดกับกระจกหน้าร้าน ทำให้สามาถมองออกไปเห็นเหล่าประชาชนอมนุษย์เดินกันไปมาได้สบายๆ

 

          ผมเหล่สายตามองคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เรือรบ กาตี้ สเลนเดียร์ นั่งอยู่ด้วยกันสามหน่อ ซึ่งบนโต๊ะในตอนนี้ต่างมีถ้วยชามกองเป็นพะเนินจากฝีมือของคู่ซี้เทเลทับบี้ ส่วนสเลนเดียร์เองก็นั่งกินราเมงของตัวเองอยู่เงียบๆ พร้อมกับมองเพื่อนร่วมโต๊ะกินราเมงไม่ยอมหยุดอย่างกับเครื่องดูดอาหารแบบอึ้งๆ

 

          ต่อมาก็โต๊ะข้างหลังของผมที่มีสาวๆ ทั้งสี่นั่งอยู่อันได้แก่ ลอล่า ซิลิก้า เอลซ่า และคาร่า พวกเธอนั่งกินช้าๆไม่รีบร้อน พร้อมกับคุยเล่นกันอย่างสบายๆ จะมีก็แต่ลอล่าเท่านั้นแหละที่นั่งเงียบอยู่คนเดียว แต่พอเธอได้อยู่กับซิลิก้าทีไร ก็มักจะคอยดูแลยัยจอมแก่นอย่างเอ็นดูราวกับเป็นน้องสาวทุกที ไม่ว่าจะทั้งป้อนอาหารให้ หรือเช็ดเศษอาหารที่เลอะปาก

 

          ...ว่าแต่คุณเธอใช้ตะเกียบเป็นด้วยเหรอเนี่ย?

 

          ผมก็ไม่รู้นะว่าซิลิก้าไปทำอีท่าไหนถึงทำให้ลอล่าเปิดใจได้ขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่อยากจะก้าวก่ายเรื่องของเธอมากเกินไป ดังนั้นก็ช่างมันเถอะเนอะ


          ดูนั่นสิเธอยังยิ้มอ่อนๆอีกด้วย โคตรน่ารักเลยโว้ย!

 

          ถ้าเธอยิ้มแบบนี้บ่อยๆ ก็คงจะดีไม่น้อย 

 

          "ว้าย! ร้อนๆ" เสียงร้องของเอลซ่าดังขึ้นมา เรียกสายตาของผมให้หันไปมองทันที 

 

          อุ๊บ! แทบสำลักลม ภาพที่ผมเห็นก็คือเอลซ่าที่เผลอทำน้ำซุป และเส้นบะหมี่ในช้อนหกใส่หน้าอกของตัวเอง! จนเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งต่อความร้อนที่ซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าไปกระทบกับหน้าอก เอ้ย! ผิวหนัง เส้นบะหมี่ที่ถูกหน้าอกของเธอรองรับไว้ก็ถูกคาร่าหยิบไปกินหน้าตาเฉย แถมท่ากินยังสุดแสนจะสยิวกิ้วอีกต่างหาก!

 

          บ้าเอ้ย! ทำไมหล่อนถึงไม่ใส่เสื้อสีขาวฟะ! แต่ใส่ไอยูนิฟอร์มของโรงเรียนที่มันดันเป็นสีเขียวเนี่ยสิ! แบบนี้ก็อดเห็นบราตัวเก่งของเธอพอดี

 

          โอ้ว... โรบิ้น ทำไมตูข้ามันถึงได้หื่นอย่างนี้

 

          "เลอะหมดเลยอ่ะ" ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เอลซ่ายังดึงทิชชู่มาเช็ดหน้าอกของตัวเอง เธอกดทิชชู่ลงบนหน้าอกจนเองจนยุบลงไป ก่อนจะเช็ดแรงๆ ทำให้หน้าอกของเธอส่ายไปมาอย่างรุนแรง

 

          ส่ายทีโลกแทบสั่น...

 

          อันที่จริงไม่ได้มีผมคนเดียวที่มองหรอกนะ ยังมีกาตี้ เรือรบ และสเลนเดียร์ที่กำลังมองหน้าอกของเอลซ่าตาเป็นมัน แถมยังมีพวกลูกค้าในร้านอยู่ 3-4 คน ที่กำลังมองหน้าอกของเอลซ่าจนตาแทบถลนอยู่อีก

 

          นอกจากนี้ยังมีนักเรียนชายที่อยู่นอกร้านหยุดยืนดูหน้าอกของเอลซ่าผ่านกระจกร้านอีกหลายหน่อด้วยกัน...

 

          "จ้องตาไม่กระพริบเลยนะคะ" จู่ๆ เสียงเย็นๆก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของโต๊ะ ทำให้ผมต้องรีบเด้งตัวกลับมานั่งตัวตรงเช่นเดิม สายตามองไปที่ฟาเทียร์เจ้าของเสียงกำลังหรี่ตามองผมเหมือนกำลังมองคนโรคจิต

 

          "อะ... เอ่อ คือ..." ได้โปรด... ฟาเทียร์อย่ามองผมแบบนั้น มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับไอหื่นคนหนึ่งเลยนะ

 

          "คุณนางิ... ลามกจังเลยนะคะ" ไม่ทันไรมีร่าก็เป็นอีกคนที่พูดขึ้นมา ถึงแม้น้ำเสียงจะอ่อนหวานเหมือนเช่นเคย แต่ประโยคของเธอมันทำให้ผมรู้สึกปวดใจจี๊ดๆ

 

          นี่ตูหื่นออกนอกหน้าขนาดนั้นเลยเรอะ?

 

          "หะ... เห้ยๆ มันไม่ใช่อย่างที่พวกเธอคิดนะ ผู้ชายทุกคนมันก็ชอบเรื่องแบบนี้กันทุกคนน่ะแหละ ชะ... ใช่มั้ยเคลเวียส"

 

          ไหนๆก็ซวยละ ลากเพื่อนอีกคนมาซวยด้วยจะเป็นไรไป

 

          "อ้าว?! แล้วผมไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะครับ คุณซินางิ"

 

          "ไม่ต้องเลย! เมื่อกี้ชั้นเห็นนะว่านายแอบมอง... มอง... เอ่อ... เจ้าสิ่งนั้นเหมือนกันน่ะ!"

 

          "ระ... เรื่องนั้นมัน..."

 

          ไม่ต้องมาทำเป็นเนียนเลยครับองค์ชาย เมื่อกี้ตูเห็นนะว่าแอบเหล่มองหน้าอกของยัยเอลซ่าด้วยเหมือนกัน

 

          เห็นมะ... ความหื่นไม่เคยปราณีใคร องค์ชายแวมไพร์ก็เช่นกัน

 

          "ไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่าคุณเคลเวียสก็เป็นกับเขาด้วย"

 

          แผนการลากเพื่อนมาซวยด้วย สำเร็จ!

 

          ผมเหล่สายตามองไปที่โต๊ะของยัยเอลซ่าก็เห็นว่าหล่อนไม่อยู่ที่เดิมซะแล้ว สงสัยคงไปเข้าห้องน้ำล่ะมั้ง

 

          "มะ... มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับคุณมีร่า ที่ผมหันไปมองก็เพราะเสียงตกใจของคุณเอลซ่าต่างหากล่ะครับ เสียงร้องอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องหันไปมองกันทั้งนั้นแหละครับ"

 

          "จริงด้วยสิ..."

 

          นั่นๆ ดันมีข้อแก้ตัวอีกนะ 

 

          "ชะ... ใช่แล้วๆ ที่ชั้นหันไปมองก็เพราะว่าเป็นห่วงยัยนั่นต่างหากเล่า ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นจริงๆนะ"

 

          ไหนๆคุณองค์ชายก็หาทางรอดได้แล้ว ผมขอรอดไปด้วยอีกคนจะเป็นไรไป

 

          "เป็นห่วงมากจนมองตากว้างขนาดนั้นเลยเหรอคะ?"

 

          แกะหาย... 

 

          แล้วไหงตูถึงไม่รอดฟะ?

 

          "เรื่องนี้รบจะไม่ยุ่ง..."


          รบ... เอ็งนั่งกินต่อไปเถอะ


          "นางิ... เป็นคนลามกเหรอ" คาน่าที่ไม่รู้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ลุกขึ้นมานั่งบนโต๊ะ ก่อนจะพูดมาด้วยน้ำเสียงเนือยๆเหมือนคนอ่อนแรง เธอปรือตาขึ้นมามองผมเล็กน้อยเหมือนจะหลับอยู่รอมร่อ


          นี่เธอก็เอากับเขาด้วยเหรอแม่คุณ!!!


          หลับไปเงียบๆ ก็ดีอยู่แล้วนะครับ...


          "ชั้นไม่ใช่คนลามกซักหน่อย... มันเป็นสัญชาตญาณน่ะ แหะๆ" ว่าจบแล้วก็หัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน ซึ่งดูเหมือนจะไม่น่าเชื่อถือซะเท่าไหร่


          ฟาเทียร์มองผมพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ "เฮ้อ... ช่างเถอะค่ะ ถ้าไม่รีบทานเดี๋ยวอาหารจะเย็นก่อนนะคะ" พูดจบแล้วเธอก็ใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นบะหมี่ไปไว้ในช้อน แล้วตักขึ้นมากินถึงแม้จะมีบางเส้นที่ไหลตกลงไปในชามบ้างตามประสาคนกินไม่ค่อยเป็น


          "อ่า... นั่นสินะ" พอเรื่องจะจบ ก็จบง่ายๆเลยวุ้ย


          หลังจากที่เรื่องวุ่นๆดูไร้สาระจบลงไปแล้ว พวกเราก็กินราเมงตามปกติ ฟาเทียร์ และเคลเวียสเองก็เริ่มใช้ตะเกียบได้คล่องขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอ ผมยังเห็นทั้งคู่ทำเส้นบะหมี่ตกลงไปในชามอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน


          ส่วนมีร่าไม่ต้องเป็นห่วง เธอบอกว่าตอนอยู่ที่บ้านเกิดเองก็เคยใช้ตะเกียบอยู่หลายครั้ง จึงทำให้การกินในครั้งนี้ไม่เป็นปัญหาเหมือนเพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสองที่กำลังใช้ความพยายามในการเขี่ยเส้นบะหมี่ไปไว้ในช้อนแล้วตักขึ้นมากิน


          นั่นไง... เส้นตกลงไปในชามอีกแล้ว


          "เฮ้! ซินางิ" ในขณะที่ผมกำลังนั่งทานราเมงอย่างสบายใจเฉิบ สเลนเดียร์ก็เรียกชื่อผมเสียงดัง ทำให้ทุกคนบนโต๊ะต้องหันไปที่เจ้าของเสียงเป็นตาเดียวกัน


          ผมวางช้อนที่กำลังตักน้ำซุปขึ้นมาซดลง "มีอะไรเหรอ?" ผมถามออกไปด้วยความสงสัย แต่จะว่าไป ไม่ต้องตะโกนดังขนาดนั้นก็ได้มั้ง โต๊ะห่างกันแค่เมตรกว่าเอง


          สเลนเดียร์ฉีกยิ้มกว้าง "เดี๋ยวเย็นนี้ เรามาฝึกการต่อสู้กันมั้ย" เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง ผมที่ได้ยินก็ยิ้มออกมาบางๆ


          "ก็เอาสิ ร่างกายอยากปะทะพอดีเลยเพื่อน" 


          "โอเค เย็นนี้เจอกันที่หอคอยฝึกต่อสู้ละกัน"


          "โอเค"


          นัดแนะกันเสร็จก็กลับมานั่งกินกันต่อ ในที่สุดก็ถึงช่วงฝึกต่อสู้แล้วสินะ อยากรู้จริงๆว่าสเลนเดียร์จะฝึกให้เราแบบไหนกันแน่


          แต่อย่าให้มันรุนแรงมากเกินไปละกัน...


          "เดี๋ยวผมขอไปดูการฝึกด้วยได้ไหมครับ" เคลเวียสเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผม พร้อมกับยิ้มบางๆ ผมเองก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธ ก็เลยตอบตกลงไปทันที


          ถ้ามีหลายๆคนการฝึกจะได้ง่ายขึ้นยังไงล่ะ


          แต่จะว่าไป... เมื่อไหร่สองคนนี้จะกินเสร็จซักทีฟะ?





         "เป้าหมายจ่ายเงินค่าอาหารแล้ว ทุกคนเตรียมแผนขั้นถัดไป"


          เสียงพูดของชายในชุดสีดำมิดชิดดังขึ้น เขากำลังโทรศัพท์แล้วแอบอยู่ข้างร้านขนมปังขึ้นชื่อของโรงเรียนโอซีลูเอล อีกฟากเป็นร้านราเมงที่ตอนนี้พวกเพื่อนๆของซินางิกำลังจ่ายเงินค่าอาหารอยู่


          'รับทราบ กำลังเตรียมดำเนินแผนขั้นถัดไป ยังไงก็ระวังตัวไว้ด้วยในกลุ่มของเป้าหมายมีคนอันตรายถึงห้าตน ห้ามประมาทเด็ดขาด'


          เสียงปลายสายดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งเครียด "เข้าใจแล้ว" ชายในชุดสีดำตอบรับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกดวางสายแล้วเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกง มือข้างซ้ายดันกรอบแว่นกันแดดสีดำให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเดินตามกลุ่มของซินางิที่เดินออกมาจากร้านราเมงแล้ว


          'งานนี้อันตรายมาก มีเชื้อพระวงศ์ถึง 5 ตน แถมแต่ละตนฝีมือมิใช่เล่นๆ ดังนั้นต้องวางแผนอย่างระมัดระวังและมัดกุมไว้เป็นอย่างดีที่สุด' ชายในชุดดำคิดขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด พลางเดินตามกลุ่มของซินางิไปด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย เขาจึงหยิบหูฟังขึ้นมาสวมโดยที่หูฟังไม่ได้ต่อกับอะไรเลย และในมือก็ยังมีแผ่นพับแนะนำสถานที่เที่ยวต่างๆ ในเมืองเสมือนเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อความแนบเนียนอีกขั้น


          เมื่อใดที่กลุ่มของซินางิหยุดอยู่ที่ร้านใดร้านหนึ่ง เขาก็จะทำเป็นเดินผ่านกลุ่มของพวกเขาไป แล้วทำเป็นเนียนสนใจร้านใดร้านหนึ่งแล้วรอให้กลุ่มของซินางิเดินผ่านไปอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เดินตามต่อ


         พร้อมกับซื้อขนม และน้ำมากินด้วยเพื่อให้ดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวมาหาความสุขในต่างเมือง


         เป็นมาเฟียใจต้องนิ่ง!


         ใช่แล้ว พวกเขาคือมาเฟียที่มีอิทธิพลค่อนข้างมากที่กำลังกบดานอยู่ในเมืองนี้ ต่อให้เป็นตำรวจก็ไม่กล้ายุ่งเกี่ยวด้วย ยัดเงินให้นิดหน่อยก็เลิกยุ่งแล้ว


          ปกติแก๊งมาเฟียของพวกเขาจะอยู่แทบทั่วทุกเมืองมีจุดเด่นที่เป็นตึกสูงตั้งเด่นตระหง่านในเมือง ไม่กลัวว่าตำรวจจะมาจับกุม อันเนื่องมาจากอิทธิพลอันแสนจะล้นหลาม 


          แต่สำหรับในเมืองเขตโรงเรียนโอซีลูเอลแล้วมันไม่ใช่ เพราะโรงเรียน และเมืองแห่งนี้ถูกตั้งขึ้นมาจากเหล่าทวยเทพสูงสุดจากสวรรค์ทั้งสามทิศ และผู้นำแห่ง 7 บาป จึงทำให้ชื่อเสียงและอิทธิพลของมาเฟียแก๊งนี้ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่นัก จึงต้องกบดานและเคลื่อนไหวอย่างลับๆ


          มาเฟียกลุ่มนี้จะรับงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะทั้งขโมยของ ขายข้อมูลลับ ค้าขายสิ่งของผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งงานนักฆ่าก็ด้วยเช่นกัน


          ชายชุดดำหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะจิ้มลงไปสองสามทีแล้วยกขึ้นมาแนบหู 'เป็นอย่างไรบ้าง' เสียงจากปลายสายดังขึ้นทันทีที่รับสาย ชายชุดดำที่แอบเดินตามกลุ่มของซินางิอยู่ก็ขยับตัวเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ก่อนที่เขาจะพูดออกมาว่า...


          "เริ่มแผนได้เลย"


     บรืน... บรื้น!!!


          เสียงสตาร์ทรถดังขึ้นมาจากข้างในตรอกที่อยู่ห่างไปข้างหน้ากลุ่มของซินางิไม่ไกล ทันใดนั้นก็มีรถตู้สีขาวคันใหญ่พุ่งออกมาตามเสียง ก่อนที่มันจะหักเลี้ยวแล้วพุ่งเข้าใส่กลุ่มของพวกเขา ด้วยความที่ว่าตรงนี้เป็นถนนคนเดิน จึงทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นทันที ต่างคนต่างรีบหลบรถตู้คันนี้ที่พุ่งสุดตัวแบบไม่สนใจใคร


          "ทุกคน! หลบเร็ว!!!" เรือรบเป็นคนแรกที่รู้ตัว ก่อนที่เขาจะผลักกาตี้ และมีร่าเข้าไปชิดขอบถนน ทำให้ทั้งสองถลาลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้น


          เคลเวียสทิ้งถุงเสื้อผ้าลงพื้น แล้วรีบคว้าร่างของคาร่าเข้ามากอด ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวตามเรือรบไปที่ขอบถนน สเลนเดียร์เองก็จับแขนลอล่าแล้วกระชากให้ไปอยู่ข้างถนนพร้อมกับตน


          ฟาเทียร์วางมือลงบนศรีษะของซิลิก้าด้วยความนุ่มนวล ก่อนที่เธอจะทำการเทเลพอร์ธซิลิก้าและตัวเธอเองมาอยู่บนฟุตบาท


          ทุกอย่างและทุกการกระทำของพวกเขาเกิดขึ้นในเวลาเพียง 2 วินาที!


          มีเพียงคนเดียวที่ยังไม่รู้ตัวก็คือกระต่ายสาวที่ยังยืนทำหน้าเอ๋ออยู่ที่เดิม "ยัยบ้าเอ้ย!" ลำบากให้ซินางิต้องกระชากแขนเจ้าตัวให้เซถลาไปชนกับแผงอกของเรือรบอย่างแรง แต่เจ้าตัวผู้ถูกชนกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย


          เหมือนมีแมลงบินมาตอม...


          แต่ทันใดนั้นเอง รถตู้ที่พุ่งเข้ามาก็ชะลอรถ แล้วเลื่อนเปิดประตูออก ก่อนที่มันจะขับผ่านพวกเขาก็ได้มีมือใหญ่สองคู่ยื่นออกมาจับตัวของชายหนุ่มที่กำลังวิ่งเหยาะไปหาเพื่อนของตน "วอท..." ก่อนที่มือทั้งสองคู่จะกระชากตัวอดีตเทวทูตหนุ่มเข้าไปในรถตู้ พร้อมกับปิดประตูอย่างรวดเร็ว


     แฟ้ว~


          มันเกิดขึ้นในเวลาเพียง 0.99 วินาทีเท่านั้น


          นี่แหละแผนอันสุดแสนจะรัดกุมที่ว่า...


          ชายในชุดดำที่สะกดรอยตามกลุ่มของซินางิในทีแรกคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่เขาจะหันไปพูดกับพนักงานร้านกาแฟที่ยืนอยู่หลังเคาเตอร์ว่า


          "แม่สาวน้อย พี่ขอคาปูชิโน่แก้วนึง"






          วอท... เดอะฟัค?


           นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผม เอาล่ะๆ ใจเย็นๆก่อน เรามาคิดทบทวนกันก่อนนะ ผมจับแขนยัยเอลซ่าแล้วดึงเธอให้ไปที่ข้างถนนจนไปชนกับเรือรบ ก่อนที่ผมจะวิ่งตามไป แต่เหมือนจะถูกใครซักคน น่าจะสองคนกระชากเข้ามาในรถตู้


          แล้วทำไมต้องล็อคคอตูด้วยเนี่ย!?


          เจ้าพวกนี้เป็นพวกประเภทแบบนั้นสินะ... ไอแก๊งลักเด็กน่ะ!


          แต่ถึงจะเป็นพวกแก๊งลักเด็กก็เถอะ หน้าตาตูมันก็ไม่ได้ดูเด็กขนาดนั้นเลยนะเฮ้ย!


          "อยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว"


          ผู้ชายกล้ามโตที่นั่งล็อคคอผมอยู่พูดกระซิบข้างหูของผมเบาๆ หวา... สยิวชะมัดเลย ตอนนี้ตัวของผมกำลังนั่งอยู่บนตักของเขา ทั้งเบาะนั่งข้างซ้าย และเบาะนั่งข้างหลังก็มีผู้ชายร่างโตอยู่อีก 3 คน คนขับและคนนั่งหน้าอีก 2 ก็รวมกันเป็น 6 คนสินะ


          แถมแต่ละคนนี่ใส่แว่นตาดำ และชุดสีดำท่าทางเหี้ยมกันหมดทุกคนเลยด้วย!


          วันนี้เป็นวันซวยของตูอย่างที่กาตี้บอกจริงๆ สินะ...


          "พวกแกต้องการอะไร?" ไหนๆ ก็ไหนๆละ ตอนที่ยังไม่ถูกมัดมือมัดปากก็ต้องถามหาข้อมูลดูก่อนละกัน


          "หึหึ ตัวแกยังไงล่ะ" 


          ห๊ะ? หมายความว่ายังไงฟะ... พวกมันต้องการตัวเราเรอะ? ทะ... ทำไมคำพูดมันถึงได้ส่อแววแปลกๆจังฟะ อย่าบอกนะว่า!?


          "นะ... นี่พวกนายจะจับชั้นไปขุดทองงั้นเหรอ!"


          "ไม่ใช่โว้ย!!!"      


          โอเค... ก็แล้วไป แต่ตะโกนซะดังเลยแฮะ อยู่ซะใกล้ขนาดนี้ทำเอาหูอื้อไปเลย


          ตกลงนี่พวกมันคิดจะจับชั้นไปเรียกค่าไถ่รึไงฟะ?


          "เฮ้! เพื่อน ชั้นเจอเชือกแล้วนะ"


          "เอ้อ... กว่าจะหาเจอนะเอ็ง เอาไปไว้ตรงไหนฟะ"


          "ใต้เบาะนั่งน่ะ ฮ่าๆ"


          "โถ่... ไอบื้อเอ้ย!"


          เป็นไปตามที่คาดเอาไว้จริงด้วย พวกมันต้องคิดจะมัดชั้นเอาไว้แน่ๆ ทำยังไงดีหว่า? อยากจะรู้สาเหตุที่เจ้าพวกนี้จับเราไปอยู่นะ แต่ก็มีสาเหตุเดียวที่ผมพอนึกออกก็คือ พวกมันต้องรู้ว่าผมเป็นเพื่อนกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ พวกมันคงจะใช้ผมเป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นแน่    


          ไม่อยากให้พวกนั้นเป็นห่วงซะด้วยสิ... 


          เท่าที่พอสังเกตุเห็น พวกมันไม่ได้พกอาวุธมาเลย เสื้อที่ใส่ก็ค่อนข้างจะรัดตัวพอสมควร ซึ่งผมไม่เห็นอาวุธหรืออะไรที่นูนออกมาเลย นอกเสียจากว่ามันจะพกอาวุธปืนเอาไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ

          

          แถมภายในรถตู้เองก็ไม่ได้แคบซักเท่าไหร่ มันมากพอที่จะให้ผมสามารถยืนได้เลยล่ะ ถึงแม้จะต้องก้มหัวลงซักหน่อยก็ตาม เรื่องการเคลื่อนที่ก็น่าจะพอทำได้อยู่...


          "อย่าตุกติก"


          ...จ้า


          ผมเอามือไพล่หลังยอมให้มันมัดมือแต่โดยดี จะถามว่าให้มันมัดง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ ทั้งที่คิดแผนเอาไว้ในหัวตั้งเยอะตั้งแยะ...


          มันมีปืนครับ... ชี้มาทางนี้ซะด้วย


          ไปเอามาจากไหนวะครับ!?


          ผมมองออกไปข้างนอกก็เห็นแต่ป่า และก็ป่า เต็มสองข้างทางถนนทั้งนั้น ถ้าให้เดาเจ้าพวกนี้คงจะชิ่งออกมาจากเมืองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ล่ะมั้ง ถึงออกมาได้เร็วขนาดนี้


          เร็วจนขนาดที่ว่าตำรวจยังตามไม่ทัน...


          เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนสิคุณตำรวจ! ทำหน้าที่ให้มันดีกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไงฟะ!? เมื่อวานตอนเดินผ่าน สน. ก็เห็นนอนหลับอยู่หลังเคาเตอร์อยู่นะเฟ้ย! รู้ว่าเมืองมันสงบสุข แต่ก็อย่าประมาทสิฟะ!!!


          เฮ้อ... ช่างเถอะ คิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร หาทางเอาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์นี้ก่อนดีกว่า


          หลังจากที่ผมต้องนั่งอยู่กับพื้นรถ โดยที่ถูกมัดมือเอาไว้เป็นเวลาที่ผมคิดว่าค่อนข้างนาน ในที่สุดรถตู้คันนี้ก็หยุดจนได้ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าอยู่ที่ไหน เพราะ หน้าต่างมันอยู่สูงเกินไปสำหรับผมที่นั่งอยู่บนพื้นรถ เห็นก็แค่ท้องฟ้าอันแจ่มใส และยอดต้นไม้สีเขียวก็เท่านั้นเอง


          "ลุกขึ้นมา" ลุงแว่นดำกระชากแขนของผมให้ลุกขึ้น ก่อนจะเลื่อนเปิดประตูออก แล้วเขาก็ผลักให้ผมลงจากรถไป ดูท่าจะหวังให้ผมล้มลงไปแน่นอน แต่เสียใจด้วยนะ เผอิญว่าผมทรงตัวไว้ได้ทันพอดี


          ไม่ได้แอ้มตูหรอก หึหึ


          ลุงแว่นดำกล้ามโต เบะปากเหมือนไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะลงมาจากรถ ตามมาด้วยสหายแว่นดำทั้งหลายที่ทยอยกันลงมาด้วย


          ใส่ชุดเหมือนกันหมดเลยวุ้ย เป็นแก๊งยากูซ่าที่ไหนฟะ?


          "ยืนทำหน้าโง่อยู่นั่นแหละ ตามมานี่" ลุงแว่นดำคนเดิมจับแขนผม แล้วกระชากให้เดินไปข้างหน้า ผมจึงจำใจต้องเดินไปตามที่พวกเขาบอกอย่างช่วยไม่ได้


          ข้างหน้าผมเป็นโกดังแห่งหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะร้างมาค่อนข้างนานแล้ว ทั้งโกดังทำจากไม้ที่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา มีพืชพันธุ์บางชนิดติดอยู่ตามผนัง ซึ่งโดยรอบก็ถูกปกคลุมด้วยป่าสนที่สูงสิบกว่าเมตร


          "ที่นี่ที่ไหนเนี่ย..." ผมเผลอหลุดปากพูดออกไปเบาๆ


          "ไม่ต้องพูดมากเดินเข้าไปซะ"


          ไอลุงนี่ก็บ่นจังเลย แหนะๆ มีผลักตูอีกนะ ชิส์! รอให้ตูแก้มัดได้ก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อจับเยอรมันซูเพล็กซ์จนคอหักให้ดู


          มโนซะเยอะ อันที่จริงตอนนี้ทำอะไรเขาไม่ได้เลยซักอย่าง


          เมื่อผมเดินเข้ามาในโกดังก็ทำให้รู้ว่าที่นี่เป็นโกดังเก็บไม้ป่าแน่นอน เพราะตามริมโกดังก็มีไม้ซุงขนาดใหญ่อยู่กันเป็นกองๆ และยังมีที่เลื่อยไม้อยู่อีกต่างหาก แต่มันก็ขึ้นสนิมหมดแล้ว แถมยังมีฝุ่นจับอยู่เต็มไปหมด


          เก่าชนิดที่ว่าปลวกยังทำรังอยู่ในท่อนซุงเลย


          ไม่มีใครคิดจะขนท่อนซุงพวกนี้ออกไปเลยเหรอ? ถ้าทางแพงน่าดูนะนั่น ทำประโยชน์ได้ตั้งหลายอย่าง เจ้าของที่นี่ไม่รักธรรมชาติ(?)เอาซะเลย


          "นั่งตรงนี้ ห้ามลุกไปไหน เข้าใจมั้ย" ลุงแว่นดำกล้ามโตคนเดิมกดไหล่ผมให้ลงบนพื้นที่มีแต่ฝุ่น "พวกนายเฝ้ามันเอาไว้ เดี๋ยวชั้นจะออกไปโทรบอกลูกพี่ก่อน" เขาพูดก่อนจะหันหลัง แล้วตอนที่กำลังจะก้าวเดินออกไป ลุงแว่นดำอีกคนก็ทักขึ้นมา


          "โทรบอกในนี้ก็ได้นี่หว่า ไม่เห็นต้องเดินออกไปโทรข้างนอกเลย"


          ลุงแว่นดำที่กำลังเดินออกไปก็ชะงักเท้า ก่อนจะหันหน้ามาตอบกับเพื่อนตัวเองว่า "พอดีปวดฉี่ด้วยน่ะ ก็เลยกะว่าฉี่เสร็จแล้วค่อยโทรหา" พูดจบ เจ้าตัวก็ยกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเองเบาๆ


          เอ่อ... ก็คนมันปวดนี่เนอะ จะให้ทำไงได้


          "เห้ย ข้าไปด้วย กำลังปวดอยู่พอดีเลย" ลุงแว่นดำอีกคนพูดขึ้นมา ก่อนจะเดินเข้าไปหาลุงแว่นดำที่กำลังเดินออกไปชิ้งฉ่องข้างนอก


          เจ้าตัวขมวดคิ้ว "เดี๋ยวค่อยไปก็ได้นี่หว่า พวกเอ็งอยู่รอเฝ้ามันก่อน" ลุงแว่นดำพูดออกมา เพื่อนของเขาเดินไปตบบ่า ก่อนจะพูดออกมาด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ


          "เอาน่า ก็มีอีกตั้งสี่คนเลยนะเว้ย กะอีแค่เด็กตัวเล็กคนเดียว พวกเราสองคนก็น่าจะพอด้วยซ้ำ"


          "เอ่อว่ะ"


           ลุงแว่นดำคุยกันอีกซักพัก ก่อนจะพากันเดินออกไปจากโกดังอย่างเร่งรีบ สงสัยปวดจนทนไม่ไหวแล้วล่ะมั้ง


          ตอนนี้ภายในโกดังเหลือเพียงแค่ ผมที่ถูกมัดมือนั่งอยู่บนพื้น กับชายแว่นดำอีก 4 คนที่ตอนนี้กำลังยืนคุมผมอยู่ แต่จะพูดว่ายืนคุมมันก็ไม่เชิงหรอกนะ เพราะบางคนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นบ้าง หรือหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบบ้าง


          ประมาทกันชะมัดเลยนะเจ้าพวกนี้...


          "เห้ย! เจ้าหนู ข้าขอถามอะไรหน่อยซิ" 1 ใน 4 คนหันมาพูดกับผมพร้อมกับนั่งยองๆจ้องหน้ากับผมในระยะประชิด


          "เอ่อ... มีอะไรเหรอ?" ผมถามออกไปแต่โดยดี ผมเห็นในหนังหลายเรื่องละที่พวกพระเอก หรือตัวประกอบมักจะเงียบตอนที่คนร้ายถามคำถาม และลงเอยด้วยการถูกยำเละในทีหลัง


          ตูไม่อยากเป็นเหมือนพวกโง่นั่นหรอกนะ


          คนตรงหน้าผมคลี่ยิ้มอย่างน่าขนลุก "ทำไมเอ็งถึงได้หน้าตาน่ารักโคตรๆ อย่างนี้วะ?" พร้อมกับถามคำถามที่สุดแสนจะแปลกประหลาด ทำเอารู้สึกขนตูดลุกขึ้นมาในทันที


          "อ่า... เอ่อ... พอดีแม่ให้มาเยอะล่ะมั้ง..." ผมตอบออกไปมั่วๆ มันเล่นถามมาแบบนี้ผมก็ไปไม่เป็นน่ะสิครับ!


          "อ่าหะ"


          เอ๋? อะไรกัน ถามแค่นี้เองเหรอ ถามจบก็ลุกขึ้นแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดเล่นซะงั้น เห้ย... เดี๋ยวนะ แล้วถ่ายรูปตูทำไมฟะ ถ่ายเสร็จก็กลับไปกดโทรศัพท์ต่อเนี่ยนะ เจ้านี่มันกำลังทำอะไรอยู่ฟะ?


          ช่างมันเถอะ เจ้าพวกนี้ไม่สนใจเราก็ดีแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ผมกำลังคิดหาทางหนีอยู่...


          อย่างแรกก็ต้องแก้มัดให้ได้ก่อน บนพื้นที่ผมนั่งอยู่ข้างๆมีเศษไม้ที่ค่อนข้างคมอยู่ แค่ขยับไปนิดนึงก็หยิบขึ้นมาได้แล้ว ผมก็เลยค่อยๆใช้ด้านคมของเศษไม้ตัดเชือกที่มัดมือผมอย่างใจเย็น เนื่องจากว่าผมถูกมัดมือไพล่หลัง แล้วเจ้าพวกนี้ดันยืนอยู่ข้างหน้า พร้อมกับเล่นโทรศัพท์อยู่จึงทำให้พวกมันไม่ได้สนใจท่าทางที่ผิดปกติของผมซักนิด


          ดีนะที่เชือกมันไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ ก็เลยขยับข้อมือได้สะดวกอยู่บ้าง ผมไม่ได้ใช้เศษไม้ตัดเชือกแบบเพียวๆหรอกนะ ไม่อย่างนั้นมันก็หักน่ะสิ ผมจึงใช้พลังเวทห่อหุ้มเศษไม้เอาไว้เพื่อเสริมความแข็งแรงให้มัน ก่อนจะค่อยๆ ตัดเชือกอย่างใจเย็น


          ถ้าพวกมันรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ล่ะก็มีหวังได้เละเป็นหมูสับแน่ๆ


          ...จะว่าไปเจ้าพวกที่ออกไปข้างนอกทำไมมันนานจังฟะ มันไปชิ้งฉ่อง หรือไปปลดทุกข์หนักกันแน่เนี่ย?


          แต่ก็ดีละเวลาทำอะไรจะได้สะดวกหน่อย ไอการตัดเชือกแบบนี้มันลำบากชะมัดเลยแฮะ


          เร็วๆซี่... เร็วๆซี่... อ๊ะ! ได้แล้ว!!!


          อย่าพึ่งดีใจตอนนี้ ทำเป็นเนียนว่าถูกมัดมือไปก่อน "เอ่อ... พี่ครับ ช่วยมานี่หน่อยได้มั้ยครับ" ผมลองเรียกลุงแว่นดำทั้ง 4 ที่กำลังยืนกดโทรศัพท์เล่นกันอยู่ ทำไมพวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจตูเลยล่ะฟะ?


          "หืม? มีอะไรวะ" ชายแว่นดำคนหนึ่งหันมาทางผม พร้อมกับเดินเข้ามาหา


          ผมทำท่าทางกระสับกระส่าย "อะ... เอ่อ... คือว่าพอดีผมปวดฉี่น่ะครับ ยังไงช่วยพาผมไปหาที่ลับๆ หน่อยสิครับ" ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนคนอดกลั้นอะไรบางอย่างเอาไว้สุดขีด ชายแว่นดำยกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์


          "ถ้าปวดนักก็ราดตรงนี้เลยสิ ข้าไม่ว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"


          ชะอ้าว มามุขนี้ซะงั้น...


          ผมแกล้งทำสีหน้าจริงจัง "ไม่ไหวจริงๆแล้วนะลุง มันจะราดอยู่แล้ว" พูดจบ ลุงแว่นดำก็หยุดยิ้ม พร้อมกับเกาหัวตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะยอมก้มลงมาจับแขนข้างซ้ายของผมแล้วดึงให้ลุกขึ้นมา โดยที่ผมยังทำท่าเหมือนถูกมัดอยู่ด้วยการจับมือตัวเองเอาไว้แน่น


          ในเวลาเดียวกันนั้น ผมเองก็ไหลเวียนลมปราณไปทั่วร่างกายด้วยเช่นกัน


          "เอ้า! ลุกขึ้นมานี่ เดี๋ยวพาไปฉี่ข้างๆท่อนซุง"


          ตอนที่เขาหันไปทางอื่นนั้น ผมรีบคลายมือออก แล้วกำหมัดข้างขวาเอาไว้แน่น ไหลเวียนลมปราณสู่ฝ่ามือ ก่อนจะซัดหมัดทะลวงเข้าใส่ลิ้นปี่อีกฝ่าย การโดนกระแทกเข้าใส่จุดนี้จะทำให้จุกและน็อคเอาได้ง่ายๆ อย่างที่เกิดกับลุงแว่นดำคนนี้


          "อุก!" ชายแว่นดำถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ดวงตาเบิกโพลง เขารู้สึกหายใจไม่ออกและแน่นหน้าอก ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงลงจนแทบทรุด


          ผมต้องรีบจัดการให้มันจบโดยเร็วที่สุด ผมจึงสะบัดแขนข้างซ้ายที่ถูกกำแน่นออก แล้วคว้าแขนของเขาเอาไว้ หันหลังแล้วดึงเข้ามาพาดบ่า ก้าวเท้าขวาไปด้านหลังโดยให้อยู่นอกขาของอีกฝ่าย เว้นระยะในการก้าวเท้าให้พอดี ก่อนที่ผมจะย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว แล้วให้เข่าของขาข้างขวาลงใกล้พื้นให้ได้มากที่สุด


          ขณะเดียวกันผมก็กระชากแขนขวาของอีกฝ่ายลงมาอย่างแรง พร้อมกับใช้สะโพกกระแทกโคนขาขวาของอีกฝ่ายอย่างแรง ก่อนที่ผมจะโน้มตัวไปข้างหน้า เฉียงซ้ายเล็กน้อย แล้วงัดตัวของลุงแว่นดำที่ยังคงจุกอยู่ขึ้นมา


          สุดท้ายผมก็เหวี่ยงอีกฝ่ายไปข้างหน้า จนกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง และผมก็กะให้ท้ายทอยของเขากระแทกกับพื้น ท้ายทอยเป็นศูนย์รวมเส้นประสาทต่างๆของร่างกาย หากโดนกระทบกระเทือนอย่างแรงอาจทำให้หมดสติ เป็นอัมพาต หรือถึงตาย


          ... โอเค ไออย่างหลังผมไม่เคยคิดจะทำหรอกนะ


          ตู้ม!


          แสงกระแทกหนักๆ สุดแสนจะเร้าใจดังขึ้นพร้อมกับท้ายทอยของลุงแว่นดำที่กระแทกกับพื้นไม้เสียงดังลั่น แถมไม่พอพื้นไม้ยังแตกหักอีกด้วยจึงทำให้ส่วนหัวของเขาจมลงไปในพื้นไม้


          เอ่อ... ขอโทษครับ!


          "เห้ย! อะไรวะ"


     ตึง! กึก!


          ปลายคางคือศูนย์รวมประสาท เมื่อโดนอัดจุดนี้เขาจังๆ จะทำให้เกิดอาการมึนงงชั่วขณะ การรับรู้จะถูกตัดไปเกือบทั้งหมด ร่างกายอ่อนแรง อาจถึงขั้นหมดสติไปดื้อๆ หมัดที่สองของผมกระแทกใส่ส่วนนี้ ส่งให้ลุงแว่นดำคนต่อมาที่พึ่งรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกำลังจะอ้าปากพูดก็ถูกกระแทกจนฟันกระทบกัน พร้อมกับหงายหลังลงไปกระแทกกับพื้น


          หมอบไป 2 เหลืออีก 2


          "อะไรวะ!" ชายแว่นดำอีกคนหยุดสนใจโทรศัพท์ ก่อนจะหันมาทางผมพร้อมกับเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อนของเขาอีกคนก็เช่นกัน


          "แกทำอะไรเพื่อนข้าวะ!" ลุงแว่นดำอีกคนตะคอกใส่ผมอย่างเดือดดาล ไม่ทันไรอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์คนนึงจะทำได้ แต่ผมเพียงแค่เบี่ยงตัวเล็กน้อยก็สามารถหลบได้แล้ว


     ปึก!


          "อ่อค!"


          จมูกเป็นอวัยวะที่ไวต่อความรู้สึก กระตุ้นปฏิกิริยาได้ง่ายมาก ขาข้างขวาของผมเตะอัดเข้าใส่ตรงจุดนี้ของอีกฝ่าย เนื่องจากอีกฝ่ายพุ่งเข้ามา ทำให้ใบหน้าของเขาจูบเข้าเต็มรักกับแข้งของผมแรงกว่าปกติ


           ก่อนที่เขาจะหงายหลังล้มลงไปนอนมึนอยู่บนพื้น พร้อมกับเลือดกำเดาที่ไหลออกมาจากจมูกทั้งสองข้าง


          "หนอยแน่แก!!!" ชายแว่นดำอีกคนพุ่งเข้ามาหาผม พร้อมกับต่อยหมัดเข้ามา แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา ผมใช้มือปัดหมัดของเขาให้เบี่ยงไปด้านข้าง พร้อมกับถอยหลังไปด้วย


          หมัดหนักชะมัดเลยแฮะ


     ปึก!


          "พอ..."


     ปึก


          "ได้..."


     ปึก!


          "แล้ว!"


     ผัวะ!!!


          ผมปัดอีกหมัดนึงของเขาออกไป ก่อนจะถอยหลังเว้นระยะห่าง แล้วเตะสูงให้หลังเท้ากระแทกกับใบหูของเขา จุดนี้เป็นจุดที่หากถูกโจมตีจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองจนเสียจังหวะ อีกฝ่ายจะเสียการทรงตัว และมึนงงไปชั่วขณะ


          ไม่ยอมให้พักหายใจ ผมชักขาข้างซ้ายกลับมาไว้ข้างหลัง ก่อนจะสะบัดขาข้างเดิมเตะเข้าใส่เข่าข้างขวาของอีกฝ่าย หากถูกโจมตีจุดนี้อาการบาดเจ็บจะยิ่งมากขึ้นตามน้ำหนักของคู่ต่อสู้ การเตะเข้าใส่ตรงๆอาจทำให้เสียสมดุลย์จนล้ม และอาจทำให้เส้นเอ็นบาดเจ็บจากการล้ม


          แต่เจ้านี่มันไม่ใช่มนุษย์ มันคงไม่จบง่ายๆเป็นแน่ ผมจึงวิ่งเข้าไปหา แล้วกระโดดเหยียบเข่าข้างซ่ายของลุงแว่นดำ ก่อนจะเสยคางอีกฝ่ายด้วยเข่าของผมจนลุงแว่นดำคนสุดท้ายล้มลงไป


     ตึง!


          "ฟู่ว... จบซะที ทำเอาเหนื่อยเลยแฮะ ดีนะเจ้าพวกนี้มันประมาท จนลืมแปลงร่างมาสู้กับเรา ไม่งั้นมีหวังคงหนักกว่านี้อีกแน่" 


          ผมหันไปมองลุงแว่นดำคนที่สามที่ถูกผมเตะอัดหน้าจนแว่นตาแตกตกอยู่ข้างๆ เนื่องจากว่ารายนี้โดนน้อยที่สุดผมจึงสงเคราะห์ให้ไปหนึ่งดอก


     ปึก!


          "อั่ค!!!"


          เตะอัดไข่เน้นๆ


          จุกไปอีกนาน ไม่เป็นไรหรอก ทายาหม่อง 20 กล่อง เดี๋ยวก็หาย... หายไปจากโลกนี้นะ


          "ต้องรีบออกไปจากที่นี่แล้ว" ผมรีบเดินไปค้นตัวชายแว่นดำคนที่สอง ที่ตอนนี้ยังคงนอนตาเหลือกอยู่บนพื้น ผมจำได้ว่าลุงคนนี้เป็นคนขับรถ ซึ่งกุญแจน่าจะอยู่ที่เขา


          "อ๊ะ เจอแล้ว" เป็นอย่างที่คิดจริงๆด้วย


          หมดธุระตรงนี้แล้ว ก็รีบขับรถเผ่นออกจากที่นี่ดีกว่า...


     ตึง!


          "เสียงอะไรวะ เห้ย!"


          แกะหายแล้วโรบิ้น...


          เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับ ชายแว่นดำคนที่ออกไปชิ้งฉ่องเปิดประตูเข้ามา เขาตกใจกับภาพที่เห็นเพื่อนของเขาลงไปนอนบนพื้นสลบแทบทุกคน


          แต่ผมนี่สิตกใจยิ่งกว่า...


          ทำไมน่ะเหรอ?


          เพราะว่าข้างหลังของลุงแว่นดำยังมีสหายแว่นดำอีกนับสิบที่อออยู่ข้างนอกโกดังน่ะเซ่!!!


          "สิ้นหวังแล้ว..."


          สุดท้ายผมก็ถูกจับมัดมือมัด มัดเท้า และยังถูกจับนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยที่ลำตัวเองก็ถูกมัดติดกับเก้าอี้ไว้อีกชั้น


          แถมสัมนาคุณด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวตามใบหน้า อีกจุดสองจุด


          ตูจะรอดออกไปครบ 32 รึปล่าววะเนี่ย...


          แน่จริงก็มาตัวๆกันสิฟะ! เจ้าพวกบ้า!!!        



           

_______________________________________________


    ต้องขออภัยด้วยนะครับที่มาต่อช้า พอดีไรท์มุขตันน่ะครับ นี่ก็พึ่งคิดออกมาได้เมื่อวันศุกร์นี่เอง ก็เลยค่อยๆแต่งนีละนิดทีละน้อย ดีนะที่ระบบการแต่งนิยายใหม่มีการบันทึกแบบร่างเอาไว้ด้วย ก็เลยสามารถค่อยๆแต่งออกมาได้ เรื่องคำผิดด้วยค่อยมาแก้ละกัน ถ้างั้นตอนต่อไปเจอกันชาติหน้าครับ! (ล้อเล่น) 


ตอนนี้ไรท์กำลังติด PSO2 งอมแงมเลยล่ะครับ =w= อยู่ยานสองเด้อ สามารถหาตัวไรท์ได้ที่นั่น หาตัวได้ง่ายมาก เพราะชื่อไรท์มันบอกเอาไว้อยู่แล้ว


          


          

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

383 ความคิดเห็น

  1. #321 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 15:35
    มาอ่านแล้วจ้าาาา แหมม่ เป็นเด็กลักเด็กที่ทำงานว่องไวจังเลยน้า ป่านนี้เคลเวียสนั่งไม่ติดที่ซะแล้วสิเนี่ย?
    #321
    0
  2. #319 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 / 17:17
    HAPPY V. DAY จ้า อยากให้ลงรับวันวาเลนไทน์จังน้าาาา เอาเถอะๆ สุขสันต์วันวาเลนฯจ้า!
    #319
    0
  3. #316 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:17
    อ่าฮ๊ะ! น่ารักเท่านั้นที่ครองโลก มาอัพเร็วไว อัญเชิญไรต์เตอร์จงมาสถิต..ณ ที่นี้!!!
    #316
    0
  4. #314 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 มกราคม 2559 / 07:28
    ฮ่าๆๆๆ ไม่ได้เขียนนานก็แบบนี้ล่ะค่ะไรต์ เป็นเหมือนกัน ยังไงก็สู้ๆนะ
    #314
    0