FALLEN ANGEL HEAVEN:เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล

ตอนที่ 25 : เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล ตอนที่ 23 สอนการต่อสู้... ตอนนี้เนี่ยนะ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 398
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 ต.ค. 59

เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล
ตอนที่ 23 : สอนการต่อสู้... ตอนนี้เนี่ยนะ!







          เหตุการณ์ตัดกลับมาในเมือง...

         
หลังจากที่ซินางิถูกลักพาตัวไป พวกเพื่อนๆก็ตกอกตกใจกันยกใหญ่ เคลเวียสร้อนรนรีบควักโทรศัพท์ขึ้นมาโทรแจ้งตำรวจทันที สเลนเดียร์เองก็รีบโทรแจ้งโรงพยาบาลเนื่องจากมีคนเจ็บจากการหลบรถตู้ไม่ทัน ซิลิก้านั่งทำหน้าเอ๋ออยู่บนพื้นโดยที่ใกล้ๆมีลอล่ายืนหน้านิ่งเช่นเดิมอยู่ถึงแม้เธอจะทำสีหน้าตื่นไปบ้าง คาร่ายืนกอดอกครุ่นคิดอยู่คนเดียว คาน่าเองก็นั่งมึนอยู่บนไหล่ของฟาเทียร์ยังไม่ตื่นดี มีร่าก็ยืนคุยปรึกษากับฟาเทียร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนเรือรบกับกาตี้ก็นั่งเหม่ออยู่บนม้านั่งอย่างเงียบงัน เนื่องจากไม่รู้จะทำอะไรดี

          มีเพียงเอลซ่ากระต่ายสาวขี้วีนที่เงียบผิดปกติ เจ้าหล่อนนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นเอาหลังชนม้านั่งที่สองสหายนั่งเหม่อกันอยู่

          ในตอนนี้หัวของเธอมันช่างว่างเปล่า...

          เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีเสียงไซเรนดังขึ้นเป็นจังหวะคุ้นหู ก่อนที่จะมีรถเบนซ์ตำรวจคันงามขับมาจอดที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นก็เริ่มกระจายกำลังควบคุมสถานการณ์ พร้อมกับรถพยาบาลที่ขับมาเพื่อนำผู้บาดเจ็บส่งไปให้ถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด

          ตำรวจคนหนึ่งเดินมาสอบถามกลุ่มของเคลเวียสที่กำลังทำสีหน้าเคร่งเครียด "พวกคุณเป็นเพื่อนของคนที่ถูกลักพาตัวไปใช่ไหมครับ" ตำรวจนายนั้นถามเพื่อความแน่ใจ เคลเวียสเป็นคนอาสาให้การเอง

          "ใช่ครับ"

          "ถ้ายังไงผมขอสอบถามลักษณะรถของคนร้ายหน่อยนะครับ ว่ามีลักษณะอย่างไร สีอะไร เลขป้ายทะเบียนอะไร ถ้ารู้หน้าตาของคนร้ายจะเป็นการดีมากครับ"

          เคลเวียสมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที "ผมคิดว่าคนร้ายน่าจะใช้เวทมนต์พลางตาสีรถ และป้ายทะเบียนรถเอาไว้น่ะครับ แต่ลักษณะของรถผมว่าต้องเป็นรถตู้แน่นอนครับ" พูดจบแวมไพร์หนุ่มก็ทำสีหน้าลำบากใจ "ส่วนหน้าตาของคนร้ายผมต้องขออภัยด้วยครับ มันกระทันหันมากเกินไปที่ผมจะมองทัน..." เขากล่าวออกมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ตำรวจเองก็ไม่ได้โทษถือโกรธอะไร

          ตำรวจนายนี้ยิ้มขึ้นบางๆ คล้ายเป็นการปลอบใจแวมไพร์หนุ่ม "เรื่องหน้าตาของคนร้ายไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ยังไงช่วยอธิบายเรื่องรถหน่อยครับ" เขาถามออกมาด้วยความสงสัย

          เคลเวียสยกมือขึ้นมาจับคางอย่างครุ่นคิด "ก่อนที่รถตู้คันนั้นจะขับหายไป ผมก็ใช้เนตรมนตราตรวจสอบดูก็พบว่ารถตู้ทั้งคันถูกห่อหุ้มด้วยวงเวทสีม่วงเข้มทั้งคัน ซึ่งร้อยละแปดสิบผมว่าต้องเป็นวงเวทมายาแน่นอนครับ" แวมไพร์หนุ่มวิเคราะห์ออกมาด้วยความมั่นใจ เรื่องการตรวจสอบวงเวทนั้นเขาไม่เป็นสองรองใครในชั้นเรียนแล้วล่ะ

          ตำรวจหนุ่มเริ่มคิดหนัก "มีความเป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะสลายวงเวทหลังจากออกมาจากเมืองแล้วสินะ" เขาพูดออกมาน้ำเสียงทุ้มต่ำ ที่เขาเชื่อเคลเวียสไม่ใช่เพราะอะไร เนื่องจากเป็นนักเรียนของโอซีลูเอลยังไงล่ะ

          ถึงแม้ไม่อยากจะยอมรับในข้อสันนิษฐานของตำรวจตรงหน้า แต่แวมไพร์หนุ่มก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ เพราะความน่าจะเป็นที่คนร้ายจะคลายเวทมนต์เพื่อหลบหนีก็มีสูงมากทีเดียว

          สเลนเดียร์เดินเข้ามาหา "ถ้าให้ผมเดารถคันนั้นน่าจะเป็นยี่ห้อ Toyota Commuter 3.0 รุ่นเก่าเมื่อยี่สิบปีที่แล้วแน่นอน" คำให้การของฟินิกส์หนุ่มทำให้ตำรวจตีหน้ายุ่งขึ้นมาอีก

          "ที่พวกมันเอารถรุ่นเก่ามาใช้น่าจะเอามาใช้แล้วทิ้งแน่เลย พวกมันลงทุนถึงขนาดนั้นเลยเหรอ" ตำรวจหนุ่มพูดขึ้นมาอย่างเจ็บใจ ที่เขาพูดเช่นนั้นเพราะเหตุการณ์เอารถเก่ามาก่ออาชญากรรมแล้วทำลายหลักฐานทีหลังมันก็เกิดขึ้นบ่อยอีกด้วย เพื่อไม่ให้ตำรวจสาวถึงตัวได้

           ตำรวจหนุ่มพยักหน้ากล่าวขอบคุณเคลเวียส และสเลนเดียร์ที่ให้ข้อมูล ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปเพื่อเอาหลักฐานไปวิเคราะห์ต่อ

          ฟาเทียร์เดินเข้ามาหาเคลเวียสด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เราจะทำยังไงดีคะ" เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ เพราะเธอเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์เช่นนี้

          เคลเวียสก้มหน้าสลด "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ" พร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แวมไพร์หนุ่มเองก็เจ็บใจที่ในสถานการณ์แบบนี้ คนที่ควรเป็นที่พึ่งมากที่สุดอย่างตนยังไม่สามารถทำอะไรได้

          สเลนเดียร์ที่ยืนครุ่นคิดอยู่ใกล้ๆ ก็พลันมีสีหน้านึกอะไรออก "บางที..." คำพูดของเขาเรียกความสนใจของคนอื่นในทันที "ฉันอาจจะตามหาซินางิเจอก็ได้" คำพูดของชายหนุ่มทำให้เพื่อนโดยรอบมีสีหน้าสงสัยขึ้นมาในทันที

          "คุณทำได้เหรอคะ?" มีร่าถามด้วยความรู้สึกมีความหวัง ฟินิกส์หนุ่มพยักหน้าด้วยสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจมากนัก

          "อาจจะทำได้..." คำตอบของเขาทำให้ทุกคนขมวดคิ้วมุ่น "คนทั่วไปอาจจะทำไม่ได้ แม้แต่ชั้นเอง... เฉพาะร่างนี้เท่านั้นนะ" สเลนเดียร์กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจมากนัก แต่ก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยในใจของเพื่อนโดยรอบมากกว่าเดิม

          "เฉพาะร่างนี้เหรอ... หรือว่า!?" เรือรบพึมพำขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก

          สเลนเดียร์พยักหน้าให้เรือรบ "ใช่ ฉันจะใช้ 'ร่างทรงนกเพลิงฟินิกส์' ตามคลื่นพลังมานาที่ยังหลงเหลือไปยังไงล่ะ" คำตอบของเขาทำให้คนอื่นๆเบิกตากว้าง

          "ทำได้ด้วยเหรอ?" เอลซ่าลุกขึ้นมาถามสเลนเดียร์ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ฟินิกส์หนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

          "ฉันบอกแล้วว่าอาจจะ... เพราะฟินิกส์อย่างพวกเรามีประสาทสัมผัสด้านการตรวจจับคลื่นมานาที่แตกต่างจากบรรยากาศโดยรอบได้สูงยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์ทั่วไป บางทีพลังมานาที่เกิดจากการสลายวงเวทมายายังคงติดอยู่กับตัวรถอยู่น่ะ ซึ่งมันจะทำให้ฉันสามารถตามคลื่นมานาที่ยังคงหลงเหลือได้อยู่... ถ้าพวกมันไม่ฉลาดใช้เวทมนต์ลบล้างไปซะก่อนน่ะนะ" ฟินิกส์หนุ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ไม่ทันไรเคลเวียสก็เดินเข้ามาจับบ่าของเขาเอาไว้แน่น

          "ถ้าจะทำก็รีบทำเลยครับ ก่อนที่คลื่นมานาจากเวทมนต์จะสลายหายไปกลมกลืนกับมานาธรรมชาติเสียก่อน" แวมไพร์หนุ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สเลนเดียร์คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง

          ถึงแม้อาจจะมีสิทธิ์ถูกหักคะแนนความประพฤติก็ตาม แต่ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะสนกันล่ะ?

          ฟินิกส์หนุ่มหลับตาลงก่อนจะใช้เวทมนต์ธาตุลมขั้นต้นพยุงตัวเองให้ลอยขึ้นไปบนบนอากาศช้าๆ "ไปล่ะนะ" เมื่อปลายเท้าลอยขึ้นเหนือพื้น 10 เซนติเมตรแล้ว เขาก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

          ...แต่ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของประธานหนุ่มที่นั่งทำงานอยู่ในห้องผ่านหน้าต่างในห้องสภานักเรียนได้

          "หึ" แมคเซี่ยมพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

          เมื่อสเลนเดียร์ลอยขึ้นมาสูงจนแน่ใจแล้วว่าสายตาธรรมดายากจะสังเกตุเห็นได้ นอกเสียจากผนึกพลังลงในดวงตาเท่านั้นถึงจะมองเห็น "เอาล่ะนะ..." ฟินิกส์หนุ่มพึมพำขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อทำสมาธิ

          "ฟู่ว..."

          เขาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความร้อนดุจดั่งไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ในอก แต่มันกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันนั้นร่างของเขาก็เริ่มจะลอยขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับเดียวกับก้อนเมฆ

          ฉับพลันเปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นมาทั่วร่างของเขา แต่หาได้เผาไหม้ร่างของสเลนเดียร์แต่อย่างใด เมฆรอบตัวเริ่มหมุนวนกันเป็นเกลียว โดยมีฟินิกส์หนุ่มเป็นจุดศูนย์กลางดูจดั่งพายุขนาดเล็กภายในเมฆก้อนโต

          เปลือกตาที่ปิดสนิทเริ่มเปิดออก เผยให้เห็นดวงตาสีเหลืองทองส่องสว่างดุจดวงไฟ ทุกทวงท่าของเขานั้นสงบนิ่งดุจผืนน้ำ แต่คลื่นพลังรอบตัวกลับรุนแรงดุจพายุ ก่อนที่เปลวไฟสีเหลืองทองเข้มจะกลืนกินทั่วทั้งร่างของสเลนเดียร์ไปทั้งตัวกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่พอๆกับรถยนต์คันหนึ่ง

          "จงจำไว้บุตรชายข้า... ร่างนกเพลิงอมตะนั้นมิใช่ของเล่นๆ มันเป็นร่างที่แสดงถึงพลังอันทรงเกียรติของเผ่าพันธุ์เรา อย่าได้ใช้พร่ำเพรื่อเด็ดขาด หากเจ้าจะใช้มันควรใช้ในเวลาที่สมควรเท่านั้น"

          "แล้วตอนไหนที่สมควรใช้ล่ะครับ?"

          "เมื่อตอนที่เจ้าคิดว่าสมควรที่สุด..."

    
ซูม!

          ทันใดนั้นเองลูกไฟนั้นก็ค่อยๆเปิดออก ทว่ามันหาใช่ลูกไฟขนาดใหญ่ไม่
แต่มันคือปีกนกขนาดใหญ่ที่กำลังกางออก ขนนกทั่วร่างมีสีแดงถึงเหลืองทองที่ลุกโชนเต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิง ร่างกายของมันถูกแทนที่ด้วยร่างของพญาอินทรีย์สีทองเพลิงอันองอาจ จงอยปากและส่วนขาเป็นสีทองประกายดุจดั่งทองคำก็มิปาน มีเสียงร้องอันไพเราะดั่งเสียงดนตรี




          ก้อนเมฆรอบตัวพลันกระจายหายไปเผยให้เห็นร่างของพญาอินทรีย์เพลิงขนาดใหญ่บนท้องฟ้า สายลมอุ่นอันแสนอ่อน
โยนแผ่ออกไปรอบเมืองจนทุกคนในเมืองรู้สึกแปลกใจ

          นกเพลิงอมตะปรากฏกายให้ชาวเมืองได้เห็นเต็มสองตาด้วยร่างกายอันใหญ่โต และเปลวเพลิงที่ส่องสว่างดุจดวงตะวัน พร้อมกับสายลมอันแสนอบอุ่นที่แผ่ไปทั่วทั้งเมืองในเขตโรงเรียนโอซีลูเอล ทำให้เหล่านักเรียนและชาวเมือง รู้สึกผ่อนคลายกับหน้าที่การงานดุจมนต์วิเศษ

          มันช่างสวยงาม แถมยัง... อลังการเกินไป

          เคลเวียสตบหน้าผากตัวเองหนึ่งที "เอาให้มันน้อยกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอครับคุณสเลนเดียร์ แบบนี้จะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าหลบสายตาทำเพื่อ!" แวมไพร์หนุ่มพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ ความสวยงามของนกเพลิงอมตะนั้นเขาไม่เถียง แต่แบบนี้ก็หลบสายตาของพวกอาจารย์ และพวกสภานักเรียนไม่ได้เลยน่ะสิ

          ถึงแม้จะมีนักเรียนอยู่เป็นร้อยเป็นพัน แต่เผ่าฟินิกส์มันดันมีแค่องค์ชายที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าคนเดียวนี่สิ!

          หลังจากที่เปลี่ยนร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สเลนเดียร์ในร่างของนกเพลิงอมตะก็มองลงไปข้างล่าง ใช้สายตาอันแหลมคมดุจพญาเหยี่ยวมองคลื่นมานาที่ผิดแปลกไปจากมานาธรรมชาติ

          หาอยู่ซักพักเขาก็เจอ มันมีลักษณะเป็นควันสีเทาหม่นลากยาวเป็นเส้นไปตามท้องถนน ซึ่งมันก็กำลังสลายหายไปอย่างช้าๆ ฟินิกส์หนุ่มไม่รอช้าสยายปีกของตนออกก่อนจะพุ่งตัวตามควันสีเทาที่ลากยาวไปตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงละอองไฟไปตามทางเท่านั้น

          "สะ... สวยจังเลย" ซิลิก้าร้องออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้น ซึ่งคนอื่นๆก็มีท่าทีไม่ต่างกัน

          "นั่นสิคะ..." ฟาเทียร์พยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็อดยิ้มแห้งๆไม่ได้ "แต่แบบนี้ คงถูกอาจารย์เรียกตัวไปสอบถามแน่เลย" เธอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล คนอื่นเองก็คิดไม่ต่างกัน

          เคลเวียสยกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเอง "รู้งี้ ผมไม่น่าให้เขาแปลงร่างเลยจะดีกว่า..." พร้อมกับพูดออกมาด้วยเสียงอันเบาหวิวเหมือนจะพูดกับตัวเอง พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

          ในขณะเดียวกันประชากรทั่วทั้งเมืองก็คุยกันว่าฟินิกส์บนท้องฟ้าเป็นใครบางเสียงก็ลือกันว่าเป็นนกเพลิงอมตะลงมาให้พร แต่เหล่านักเรียนของโรงเรียนโอซีลูเอลนั้นต่างก็รู้แล้วว่าเป็นฝีมือของใคร เพราะในโรงเรียนนี้มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่เป็นเผ่าฟินิกส์ ส่วนเหล่าอาจารย์เองก็คาดโทษนักเรียนคนดังกล่าวเอาไว้แล้ว...

          ...ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย

          ฟินิกส์หนุ่มไล่มองกลุ่มก้อนมานาที่ยาวเป็นเส้นไปตามถนนด้วยความตั้งใจ 'ถ้าจำไม่ผิด มันกำลังนำทางเราไปที่ป่าหลังโรงเรียนนี่นา...' เขาคิดขึ้นมาอย่างสงสัย ก่อนจะเร่งความเร็วบินตามถนนไปด้วยความเร็วสูง

          ทุกที่ๆสเลนเดียร์บินผ่านไปจะมีละอองไฟหลงเหลืออยู่เป็นสายดุจคลื่นน้ำ ก่อนที่ละอองไฟเหล่านั้นจะตกลงไปตามแรงโน้มถ่วง เมื่อกระทบกับสิ่งใดจะส่องแสงประกายดุจอัญมณี ความอบอุ่นแผ่ไปทั่วบริเวณ ทำให้เหล่าพืชพันธ์ชนิดต่างๆ แข็งแรงและเจริญงอกงามอย่างน่าอัศจรรย์

          ต้นไม้ที่ใบไม้ทั้งต้นเกือบจะเป็นสีน้ำตาลก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีในบันดลดุจมนต์วิเศษ

          ไปทำสวนถ้าจะรุ่ง...

          สเลนเดียร์บินตามถนนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลุ่มก้อนมานาหักเลี้ยวตัดเข้าไปในป่า ซึ่งตามทางก็เป็นถนนลูกรังดูจากร่องรอยพึ่งจะมีรถขับผ่านไปไม่นาน ฟินิกส์หนุ่มมองสลับระหว่างถนนหลัก กับถนนขรุขระครู่หนึ่ง ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาคือ 'มันอาจจะเป็นตัวหลอก' แต่ครู่เดียวเท่านั้นเขาก็ตัดสินใจเชิดหน้าขึ้น แล้วไต่ระดับความสูงขึ้นเหนือป่าสนเพื่อสังเกตโดยรอบให้ชัดเจน

           เนื่องด้วยในป่าสนหลังโรงเรียนนี้มีอาณาเขตกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาทำให้ฟินิกส์หนุ่มต้องมองจากที่สูงเพื่อหาจุดที่คาดว่าจะเป็นจุดสังเกตได้มากที่สุด

           ตอนแรกเขาจะมองไล่ไปตามถนนลูกรังและรอยรถผ่าน แต่สิ่งที่เขาเห็นอย่างแรกเลยก็คือ แท่นหินขนาดใหญ่สูงเกือบเท่าต้นไม้อยู่ในที่โล่งแจ้ง อย่างที่สองก็คือสุสานที่ค่อนข้างกว้างพอสมควร อย่างที่สามก็คือทะเลสาบที่อยู่ไกลออกไป อย่างที่สี่ก็คือโดมหินขนาดพอๆกับกระท่อมหลังหนึ่ง อย่างที่ห้าก็คือก้อนหินก้อนโตที่มียันต์แปะอยู่รอบๆ

           อย่างที่หกก็คือศาลเจ้าเก่าคร่ำขรึใกล้ถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ อย่างที่เจ็ดก็คือรูปปั้นคล้ายคนที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะเต็มไปหมด อย่างที่แปดก็คืออาคารหินเก่าๆสูงสองชั้น ส่วนที่เหลือนั้นอยู่ไกลออกไปเกินกว่าที่สายตาฟินิกส์หนุ่มจะมองเห็นได้

           ซึ่งทั้งหมดที่เขาเห็นนั้นอยู่หลังเขตหวงห้ามให้บุคคลภายนอกเข้า และยังมีเขตแดนกั้นเอาไว้ไม่ให้คนอื่นเข้าอีกด้วย

           สเลนเดียร์เลิกสงสัยสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายในป่า ก่อนจะก้มลงมาสำรวจป่าสนที่อยู่นอกเขตหวงห้าม แต่มันก็ยังกว้างอยู่ดีในสายตาของเขา

           ฟินิกส์หนุ่มรู้สึกหัวเสียขึ้นมาทันที สาเหตุมาจากมานาในป่านั้นค่อนข้างหนาแน่น ทำให้มานาธรรมชาติแปรปรวณจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

           หันซ้ายหันขวาหลายครั้ง จนกระทั่งสังเกตเห็นโกดังเก่าๆหลังหนึ่ง ที่อยู่เกือบติดกับเขตหวงห้าม โดยรอบโกดังนั้นมีรถสีดำหลายคันจอดอยู่ดูผิดปกติ ไม่รอช้าฟินิกส์หนุ่มรีบพุ่งไปยังจุดนั้นทันที

          ฟินิกส์หนุ่มเริ่มบินต่ำลงเรื่อยๆ จนแน่ใจแล้วว่าอยู่สูงจากหลังคาโกดังไม่กี่เมตรก็ชะลอความเร็วลง ทันทีที่ร่างของเขาอยู่เหนือหลังคาแล้วก็สลายร่างนกเพลิงอมตะลงไปเหยียบบนหลังคาโกดังอย่างแผ่วเบา

          "ฟู่ว... ลงจอดโดยสวัสดิภาพ" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆย่องไปอยู่ตรงกระจกที่ติดอยู่ตามหลังคาโกดังเพื่อดูเหตุการณ์ข้างใน





          สิบนาทีก่อนหน้านี้...

          อ่าห์... โรบิ้น ในสถานการณ์ตอนนี้ตูควรจะทำยังไงดีวะเนี่ย?

          เล่นมีชายชุดดำนับสิบยืนล้อมรอบ พร้อมกับถูกมัดแขนมัดขาติดอยู่กับเก้าอี้เนี่ย!!!

          โอเค ตั้งสติก่อน... ตั้งสติก่อน... สติมาปัญญาเตลิด ถ้าสติเตลิดเดี๋ยวปัญญาก็มา เห้ย! ไม่ใช่แล้ว! ต้องหายใจเข้าช้าๆ หายใจออกยาวๆ แล้วมาคิดหาทางออกก่อนดีกว่า

          ไม่ต้องคิดแล้วดีกว่า ต่อให้เก่งเทพมาจากไหน โดนล้อมหน้าล้อมหลัง ขืนทำอะไรขึ้นมา รับรองโดนยำเละเป็นโจ๊กแน่ๆ

           ผมกวาดตามองเหล่าชายชุดดำที่ยืนล้อมผมอยู่อย่างเงียบๆ เป็นคนหนุ่มบ้าง เป็นคุณลุงบ้าง แต่ที่ไม่ต่างกันก็คือหุ่นล่ำบึกสมบุกสมบันอย่างกับไปฉีดยาเสริมกล้ามมา

           เฮอะ! ไม่อยากจะคุย ผมเองก็มีกล้ามเหมือนกันนะ อยู่ในเสื้อนี่ไง แต่ทำไมไม่มีใครเคยสังเกตเห็นเลยล่ะ...

           รู้สึกเศร้านะเนี่ย

           พอๆ! เลิกไร้สาระได้แล้ว อย่างแรกที่ต้องทำเลยก็คือ เจ้าพวกนี้มันมีจุดประสงห์อะไรกันแน่ ถึงได้ลักพาตัวผมมาอย่างนี้ โดนล้อมอย่างนี้มันไม่น่าอภิรมย์ซักเท่าไหร่เลยนะ เหม็นเหงื่อ!

           ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดดังขึ้น "เราจับเป้าหมายมาได้แล้วครับหัวหน้า" นี่คือเท่าที่ผมพอฟังออก แต่เสียงของอีกคนที่ดูเหมือนจะเป็นคู่สนทนาจะเบามากเกินกว่าจะได้ยิน ผมก็เลยต้องนั่งรอการปรากฏตัวของคนที่น่าจะเป็นบอสใหญ่สุดอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ

           รอไม่นานนัก เหล่าชายชุดดำก็แหวกทางออกให้คนๆหนึ่งเดินเข้ามา เขาใส่เสื้อสูทสีดำไม่ต่างจากชายชุดดำคนอื่นๆ แต่ที่ต่างก็คือร่างกายที่สมส่วนดุจชายชาตรี เส้นผมสีเทาถูกเสยไปข้างหลัง ใบหน้าหยาบกร้าน และรอยแผลเป็นตามใบหน้า นัยตาคมเจ้าเล่ห์สีสนิมเหล็ก จมูกโด่งเป็นสัน ปากยิ้มตลอดเวลาเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ที่แก้มขวามีรอยสักเหมือนงูสีเขียวตัวเล็ก เขาก้าวเดินเข้ามาหาด้วยรองเท้าหนังราคาแพง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ข้างหน้าของผม

          คนตรงหน้ากระตุกยิ้มขึ้น "สวัสดีซินางิ ต้องขอโทษด้วยนะที่คนของฉันต้อนรับนายไม่ค่อยดีเท่าไหร่" เขาพูดขึ้นมาพร้อมกับยักคิ้วกวนบาทาส่งมาให้สองที ทำเอาผมคิ้วกระตุก

          แต่ที่ผมสงสัยก็คือ เจ้าหมอนี่มันรู้จักชื่อผมได้ยังไง?

          จู่ๆมันก็ยื่นนิ้วมาแตะปากผมเสียก่อน "อ๊ะๆ ไม่ต้องสงสัยว่าฉันรู้ชื่อนายได้ยังไง พอดีว่าสายข่าวของพวกเรามันดีน่ะนะ" มันพูดออกมาด้วยท่าทางภาคภูมิใจ แต่ว่าขอเถอะ... ช่วยเอานิ้วเอ๊งออกไปจากริมฝีปากตูจะได้ไหม

          แน่ะๆ ยังจะจิ้มอีกนะ

          ผมสบัดหน้าปัดนิ้วมันออกไป "พวกแกต้องการอะไร?" ผมถามอย่างตรงไปตรงมา อ้อมค่อมไปก็เสียเวลา รีบๆเคลียร์ให้มันจบไปเลยดีกว่า

          "เป็นคนตรงไปตรงมาดีนะ"

          "นิดหน่อยน่ะ"

          มันคลี่ยิ้มออกมาบางๆ "จะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันขอซ้อมนายซักครั้งสองครั้ง ถือเป็นคำขอที่ไม่มากเกินไปใช่มั้ย" มันส่งยิ้มกวนบาทามาให้จนผมเริ่มรำคาญรอยยิ้มของมัน ฟังประโยคที่มันพูดแล้วคงกำลังเล่นสนุกกับผมอยู่แน่

          "ถ้าชั้นปฏิเสธล่ะ?"

          "ก็โดนซ้อมอยู่ดี"

          นั่นไง... ตูว่าแล้ว

          ตูไปสร้างศัตรูไว้ตั้งแต่ตอนไหนฟะ? แถมดูแล้วเป็นแก๊งใหญ่อีกด้วย ซวยบรรลัยโคตร!

          ผมจ้องหน้ามัน "ชั้นเคยไปทำอะไรให้พวกนายแค้นเคืองกันแน่ เท่าที่จำได้ชั้นไม่เคยไปทำให้ใครเดือดร้อนเลยนะ" คำถามของผมทำให้มันยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะตอบผมด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ

          "พอดีว่ามีคนจ้างฉันน่ะนะ อ๊ะ! ถ้าจะถามว่าเป็นใครล่ะก็ ฉันไม่บอกหรอกนะ พอดีว่ามันเป็นธุรกิจน่ะ"

          คนจ้างเหรอ? แล้วใครล่ะที่จ้าง... คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเลยว่าใครกันแน่ ตูไม่เคยไปทำให้ใครแค้นเคืองเลยนะโว้ย!

          มันตบมือเรียกความสนใจให้ผมหันไปมอง "เอาล่ะ จบการถามตอบแต่เพียงเท่านี้ มาเริ่มงานให้สมกับคาจ้างกันเลยดีกว่า" พูดจบมันก็หันไปที่ชายชุดดำคนหนึ่ง "แก้มัดที่ขามันซะ"

          ห๊ะ?

          "พวกแกกำลังจะทำอะไรชั้นน่ะ" ผมเงยหน้าถามชายหน้าหยาบ มันไม่ตอบเพียงแค่กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาเท่านั้น

          "ลุกขึ้นมาได้แล้วไอหนู" ชายชุดดำที่แก้มัดเท้าผมพูดขึ้น พร้อมกับกระชากแขนให้ผมลุกขึ้นมา แต่ก็ดึงยังไงผมก็ไม่ลุกขึ้นมาซะที

          ทำไมน่ะเหรอ...

          ชายชุดดำเริ่มมีน้ำโห "เห้ย! หยุดเล่นได้แล้ว ข้าบอกให้เอ๊งลุกขึ้น" เขาตวาดใส่เสียงดังลั่น ผมได้แต่เบ้ปากก่อนจะตอบกลับไปด้วยความเซ็งสุดขีด

          "จะลุกได้ยังไงเล่า ก็แขนชั้นมันติดอยู่กับเก้าอี้อยู่เนี่ย!"

          "..."

          "..."
 
          เงียบกันทั้งยวงเลยครับ... เอ้า! ก็จริงมั้ยล่ะ ลองเอามือไปไพล่อยู่หลังเก้าอี้ แล้วพยายามลุกดูสิ รับรองทุกคนต้องเข้าใจความรู้สึกของผมแน่ว่ามันเป็นยังไง

          เงียบกันพักหนึ่ง ไอชายหน้าหยาบก็เกาหัวตัวเองแรงๆ พร้อมกับสั่งชายชุดดำที่ยืนนิ่งอยู่ข้างผม "แก้มัดมันให้หมดเลยละกัน" เขาพูดขึ้นมาอย่างจนใจ ชายชุดดำที่ยืนอยู่ข้างๆผมก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมแก้มัดมือของผมตามคำสั่งของหัวหน้ามัน

          ถึงแม้จะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้วก็ตาม แต่ผมก็ไม่ทำอะไรนอกจากอยู่เฉยๆให้มันกระชากแขนให้ผมลุกขึ้น จะให้ตูฟัดกับคนหลายสิบคนน่ะเหรอ? มีแต่ตายกับตายอ่ะดิ!

          พอผมลุกขึ้นแล้ว ไอหน้าหยาบก็ส่งซิกทางสายตาให้ชายชุดดำที่ยืนกำแขนผมแน่นอยู่ข้างๆ ก่อนที่มันจะยอมปล่อยมือออกจากแขนอันแสนบอบบางของผม อูย... แรงควายชะมัดเลยเจ้านี่ กำซะแน่นเชียว

          ไอหน้าหยาบเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ "ตอนนี้ก็ได้เวลาทำตามคำขอของฉันซะทีนะ" มันพูดออกมาพร้อมกับยิ้มบางๆ

          "คำขออะระ..."

     ผัวะ!

          อุ๊ก!

          ยังถามไม่ทันจะจบ มันก็เตะเข้าท้องผมเต็มแข้งจนแทบกระอัก การเคลื่อนไหวของมันเร็วมากจนผมไม่สามารถมองตามทันได้เลย

          ระ... เร็ว!

          "ก็ตามคำขอที่ฉันจะซ้อมนายยังไงล่ะ"

          "แค่กๆ อุ่บ... แค่ก! แฮก... แฮก... แฮก..."

          ด้วยแรงเตะของมันทำให้ผมลงไปนั่งไอกับพื้น กว่าจะหายจุกก็เกือบหายใจไม่ออกตายไปแล้ว

          "ลุกขึ้นมา"

          ชายชุดดำกระชากแขนผมให้ลุกขึ้นมา "ฉันอยากรู้จริงๆว่าไอหน้าสวยๆของแกมันจะทนมือทนเท้าได้ซักแค่ไหน!" พูดจบมันก็ฮุกหมัดขวาใส่กรามผมไปอีกหนึ่งทีจนหน้าสะบัด แต่ไม่ล้มเนื่องจากมีชายชุดดำจับแขนไว้อยู่

          แรงเยอะชิบ...

          ทำไมในปากมันถึงมีรสชาติแปลกๆวะ?

     ถุ้ย!

          โอเค... ชัดเลย เลือดตูกับฟันที่หลุดไปนี่เอง

          ไอเวรนี่... นั่นฟันแท้ตูนะเฟ้ย! ไม่ใช่ฟันน้ำนมที่จะงอกใหม่ได้!!!

          "บอบบางชะมัด" มันสะบัดมือข้างที่ต่อยหน้าผมไปมาเหมือนเป็นการวอร์มอัพ "มันยังไม่จบซะหน่อย เงยหน้าขึ้นมา ขอให้ฉันอัดแกให้คุ้มกับค่าจ้างหน่อยเถอะ!" ก่อนที่มันจะกระชากบ่าของผมขึ้นมา แล้วใส่เข่าอัดเข้าท้องน้อยของผมไปอีกดอก

          จุกสิครับ...

          "อั่ก!"

          คุณพี่ครับ! ช่วยปล่อยตูให้ลงไปนอนบนพื้นพักหายใจหน่อยเถอะนะ ไม่ต้องทำเป็นมือปลาหมึกจับแขนตูแน่นขนาดนี้ก็ได้~

          ร่างผมทรุดลงไปเหมือนคนหมดแรง แต่ที่ยังยืนอยู่ได้ก็เพราะกล้ามแขนอันแข็งแกร่งของคุณพี่ชุดดำยังจับแขนผมเอาไว้อยู่ ทั้งๆที่ผมหนักประมาณ 50 กิโล แต่เขาก็ยังยกผมไหวเหมือนกับยกหมอนข้างเลยอ่ะ!

          ไอหน้าหยาบมันยกยิ้มขึ้นเหมือนพอใจ "เอาเสื้อมันออกซิ" คำสั่งของมันทำเอาผมถึงกับทำหน้าเหวอ เห้ยๆ เดี๋ยวนะ? นี่เอ๊งจะทำอะไรกับตูอีกฟะ!!!

          ไม่ทันไรพี่ชุดดำที่พยุงตัวผมอยู่ก็หยิบมีดพกออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มทำการกรีดเสื้อผมทันที

          "..."

          กรีดไม่เข้าครับ คนชุดดำออกแรงเท่าไหร่เสื้อก็ไม่ยอมขาดซะที อันที่จริงมีดธรรมดากรีดเสื้อตัวนี้ไม่ขาดหรอกครับ เพราะชุดนักเรียนนี้ทำจากเยื่อพิเศษที่ถูกปลุกเสกโดยนักเวทระดับสูงมาแล้ว ทำให้ชุดนักเรียนมีความทนทานอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทนไฟ เป็นฉนวนไฟฟ้าก็ยังได้ ป้องกันการถูกฟัน แต่ไม่กันกระสุดนะเออ

          ส่วนชุดนักเรียนที่ใช้สอบเข้ามันเป็นชุดธรรมดาใช้แล้วทิ้ง มันก็เลยขาดง่ายขนาดผมยังออกแรงดึงให้แขนเสื้อมันขาดยังได้เลย

          "เสื้อตัวนี้มันหนามากเลยครับหัวหน้า" ออกแรงเท่าไหร่ก็ไม่ขาดซะที พี่ชุดดำก็เลยหันไปฟ้องไอหน้าหยาบ ซึ่งมันเองก็กำลังตีหน้ายุ่งเหมือนไม่พอใจอย่างแรงอีกด้วย

          ผมส่งยิ้มให้มันไปแบบหล่อๆ ถึงแม้เลือดจะกลบปากก็ตาม "โทษทีนะ พอดีคุณภาพเสื้อมันดีมากไปหน่อย" ผมพูดเยาะมันไปหนึ่งที มันเองก็เริ่มยัวะซะแล้วสิ

          "อ่า... ฉันเองก็เห็นด้วย!"

     ผัวะ!

          แข้งที่แข็งราวกับท่อนเหล็กเตะอัดเข้าใส่ใต้รักแร้ของผมจนรู้สึกปวดขึ้นมาจี๊ดๆเหมือนถูกไฟช๊อต ลมหายใจเริ่มติดขัดจนผมทรุดลงไปอีกครั้ง

          ไม่น่าปากดีเลยตูข้า...       

          อูย... ซี่โครงตูจะหักมั้ยเนี่ย

          มันก้มลงมามองหน้าผมในระดับเดียวกัน "รู้มั้ยว่าฉันสามารถทำอะไรกับแกก็ได้ จับขังลืมแล้วส่งไปเป็นทาสให้พวกคนรวยโรคจิตก็ยังได้เลย อิทธิพลของพวกเรามันมากกว่าที่แกคิดเสียอีก" มันพูดจบก็ลุกขึ้น แล้วสบัดเท้าเตะใส่แก้มผมจนหน้าหันไปอีกรอบของวัน

     ผัวะ!

          เบาๆหน่อยไม่ได้รึไงวะ!

          ไอหน้าหยาบหันหลังแล้วหันไปที่กลุ่มชายชุดดำที่ยืนล้อมรอบอยู่ "พวกแกจะทำอะไรกับมันก็ได้ ขอแค่อย่าให้มันตายก็พอ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะกลับมา" พูดจบมันก็ก้าวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาเลย ไอคำสั่งนั่นมันหมายความว่ายังไงฟะ!!!

          แล้วทำไมพวกคุณลุงกับคุณพี่ถึงได้ยิ้มหน้าบานกันขนาดนั้นล่ะฟะ!

          "เข้าใจแล้วครับหัวหน้า" ชายชุดดำคนนึงรับคำ "หึหึหึ หน้าตาน่ารักแบบนี้ข้าไม่เชื่อเลยนะว่ามันจะเป็นผู้ชาย" ก่อนจะหันกลับมามองผมที่กำลังทรุดอยู่ด้วยรอยยิ้มกริ่ม

          เห้ยๆ เดี๋ยวก่อนจะลุง... ลุงคิดจะทำอะไรผมเนี่ย!!!

          มันมองผมด้วยสายตาลับลมคมในแปลกๆ "ในเมื่อใช้มีดตัดเสื้อมันไม่ขาดก็ค่อยๆ ถอดออกมาก็พอแล้ว จะได้รู้กันไปเลยว่ามันเป็นผู้หญิง... หรือผู้ชาย" พูดจบมันก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับพยายามปลดกระดุมเสื้อของผม แถมไม่พอยังมีผู้ร่วมขบวนการมาจับตัวผมไม่ให้ขยับตัวอีกด้วย

          "เห้ย! พวกเอ๊งคิดจะทำอะไรตูฟะ! ปล่อยนะโว้ย!!!" 

          ตบะแตกสิครับงานนี้ เจ้าพวกนี้มันคิดจะทำอะไรของพวกมันฟะ! เห้ยๆ อย่าถอดเข็มขัดตูสิฟะ กางเกงมันยิ่งหลวมๆอยู่นะเฟ้ย!!!

          "ไม่ต้องกลัวไปหรอกน่าไอหนู พวกข้าก็แค่จะทดลองอะไรซักเล็กน้อย... ถึงแม้จะไม่น้อยก็เถอะ"

          นั่นแหละที่ตูกลัว!!!

          แล้วไอเวรนั่นมันยังจะมีหน้ามายืนมองอยู่มุมนอกอีกนะ แถมยังยืนหัวเราะอีก เห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นความสุขของตัวเองรึไงเจ้าพวกโรคจิตเอ้ย!

          "ไอหนูนี่มันเอวโคตรเล็กเลยว่ะ แถมหุ่นดีอีกด้วยนะเว้ย! ผู้ชายจริงป่าววะ"

          แล้วนี่พวกแกจับอะไรอยู่ฟะ! อย่าลูบคลำร่างกายของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตสิวะเห้ย!

          "หยุดนะ!!!"

          ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังกึกก้องเหนือหัวของผม ก่อนจะมีเปลวไฟพุ่งสาดเข้าใส่ชายชุดดำจนกระเด็นกันไปคนละทิศคนละทาง ถึงแม้ว่าไฟพวกนี้จะร้อนมากก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้เผาร่างกายของผมแต่อย่างใด กลับกันมันให้ความรู้อบอุ่นโล่งสบายแทน

          เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?

     ตึง!

          "ซินางิ นายไม่เป็นไรนะ" สเลนเดียร์ที่ไม่รู้โผล่มาตอนไหน ลงมานั่งชันเข่าอยู่ตรงหน้าผมด้วยท่าลงจอดอย่างกับซูเปอร์ฮีโร่ในหนัง

          เอ่อ... สเลนเดียร์ การทำท่าแบบนั้นมันก็ดูเท่อยู่หรอกนะ แต่ว่ามันทำให้เข่าไม่ดีไม่ใช่เหรอ?

          "สเลนเดียร์... นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?" ผมถามออกไปด้วยความแปลกใจ เจ้าตัวยิ้มเท่ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นมาเต็มความสูง

          "เรื่องมันยาวน่ะ ว่าแต่นายนี่โทรมใช้ได้เลยนี่ โดนหมารุมทึ้งรึไง" เจ้าตัวยักไหล่ให้ พร้อมกับพูดติดตลกโดยไม่สนใจชายชุดดำที่ยังล้อมรอบพวกเราอยู่

          "เหอะ" ผมพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วสำรวจร่างกายตัวเองที่ถูกพวกโรคจิตทั้งหลายพยายามรุมแก้ผ้า "ก็ประมาณนั้นล่ะนะ" ก่อนจะตอบรับ แล้วกวาดสายตามองพวกชายชุดดำที่กำลังตั้งหลัก หลังจากถูกเปลวไฟของพ่อร้อนแรงสาดใส่จนล้มกันไม่เป็นท่า

          สเลนเดียร์กวาดสายตามองพวกชายชุดดำที่ยืนล้อมกรอบอยู่ เปลวไฟทั่วร่างของเขาลุกโชนจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ก่อนที่เขาจะมองสลับระหว่างผมกับพวกมัน

          คิดจะทำอะไรน่ะเพื่อน?

          สเลนเดียร์คลี่ยิ้มออกมาบางๆ "ไหนๆ ก็ไหนๆละ เดี๋ยวชั้นจะสอนการต่อสู้คาบแรกให้นายตอนนี้เลยละกัน" เขาพูดออกมาด้วยสีหน้าไม่ยี่หระต่อคนจำนวนมากตรงหน้า ก่อนจะสลายเปลวไฟรอบตัวให้หายไป คำพูดของเขาทำเอาผมถึงกับร้องออกมา

          "ห๊ะ?"

          พ่อหนุ่มร้อนแรงเริ่มเขย่งเท้าไปมาเหมือนนักมวย "อย่างแรกเลยก็คือนายจะต้องไหลเวียนลมปราณไปทั่วร่างให้เร็วที่สุดก่อน" ร่างกายของเขาเริ่มมีออร่าสีแดงออกมาจนผมมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผมสัมผัสได้ว่าในตอนนี้ทั่วร่างของเขากำลังมีคลื่นเพลิงไหลเวียนไปทั่วร่างผ่านชีพจรทั้งแปดจุด โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ท้องน้อย

          "การที่นายจะทำอย่างนี้ได้นั้น นายต้องมีการฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง ทุกวันไม่ขาดตกบกพร่อง หากร่างกายนายในตอนนี้ทำอย่างฉันล่ะก็ รับรองได้เลยว่าต้องมีอาการธาตุไฟแตกแน่นอน" เขาพูดต่อหลังจากเว้นช่วงให้ผมได้คิด ถ้าจะถามว่าธาตุไฟแตกคืออะไร ธาตุไฟแตกก็คือการที่ลมปราณวิ่งไปทั่วร่างจนควบคุมไม่ได้ มันจะทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนรุ่มราวกับถูกไฟเผาเลยล่ะ

          "พวกแกมัวยืนนิ่งอะไรอยู่ ไปจัดการมันสิวะ!" ไอหน้าหยาบที่ยืนอยู่วงนอกเริ่มออกเสียงสั่งลูกน้อง พวกชายชุดดำถึงแม้จะดูลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ตัดสินใจคืนร่างเดิมแล้วพุ่งเข้าหาพวกผมอย่างรวดเร็ว

          มีพวกออร์คบ้าง มนุษย์หมาป่าบ้าง บางคนก็กลายเป็นเยติตัวสูงใหญ่ บางทีก็เป็นครึ่งสารพัดสัตว์โลก นี่มันเตรียมฟัดกันเต็มสูบเลยนี่หว่า!

          ถึงอย่างนั้นสเลนเดียร์ก็ยังคงยิ้มร่าไม่รู้รู้สึกรู้สาอะไรกับเหล่าประชาชีตรงหน้า "หลังจากที่นายเริ่มไหลเวียนลมปราณไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วแล้ว อย่างที่สองก็คือเคลื่อนลมปราณที่รุนแรงไปยังจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย... แบบนี้" พูดจบผมก็เริ่มเห็นว่าที่มือขวาของเขามีออร่าสีแดงเพลิงลอยออกมาบางๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะพุ่งหมัดอัดกระแทกใส่ออร์คตัวแรกที่พุ่งเข้ามา หมัดของเขาก็เกิดการระเบิดเล็กๆขึ้นส่งให้ร่างของมันกระเด็นไปชนใส่เพื่อนข้างหลังจนล้มระเนระนาด

          "หลังจากที่ปลดปล่อยพลังปราณออกไปจากหมัดแล้ว นายก็ต้องรีบดึงลมปราณกลับมาไหลเวียนเหมือนเดิมโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นล่ะก็มันจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญแล้ว การกักเก็บลมปราณไม่ให้หลุดออกไปเป็นเรื่องที่ง่ายมาก" สเลนเดียร์พูดออกมาพลางยิ้มกว้าง โชว์หมัดที่พึ่งอัดใส่ออร์คชุดดำให้ผมดู ออร่าสีแดงบางๆลอยออกมาจากหมัดของเขาเพิ่มความขลังมากขึ้นไปอีก

          เชดโด้... เท่ชิบเป๋ง

          "สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ที่มีวรยุทธสูงๆ การควบคุมลมปราณพวกนี้มันก็จิ๊บๆ จะส่งปราณไปที่จุดใดจุดหนึ่งในร่างกายตอนไหนก็ได้... แบบนี้" พูดจบสเลนเดียร์ก็บิดขอเท้าซ้าย สบัดขาขวาเตะใส่มนุษย์หมาป่าคนหนึ่งจนกระเด็นไปชนชายชุดดำคนหนึ่งที่ยังไม่ทันได้เปลี่ยนร่างจนสลบเหมือดไปทั้งคู่

          "หากนายควบคุมลมปราณที่รุนแรงเหมือนพายุในร่างกายได้คล่องแล้ว ยังสามารถโจมตีออกไปได้หลายครั้งอีกด้วย ไม่ต้องเสียเวลาดึงลมปราณกลับมาไหลเวียนใหม่อีกครั้ง... แบบนี้"

          ยังไม่จบเพียงเท่านั้นเขายังชักเท้ากลับมา แล้วระดมเตะใส่พวกที่ดาหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ถูกสเลนเดียร์เตะใส่ด้วยแข้ง เตะใส่ด้วยหลังเท้า โดนส้นเท้าตอกเข้าจนหน้าทิ่มพื้น โดนถีบจนปลิว แถมทุกการโจมตีก็สามารถล้มพวกมันได้ในการเตะเพียงครั้งเดียวอีกด้วย

          ผมสังเกตเห็นว่าทุกการโจมตีของสเลนเดียร์เนี่ย พอเท้าของเขาเตะเข้าใส่จุดใดจุดหนึ่งของพวกอมนุษย์ชุดดำก็จะเกิดเสียงหนักๆดังขึ้น จนร่างของพวกมันถูกแรงอัดกระแทกใส่ปลิวกระเด็นออกไป รู้สึกว่าเสียงมันคล้ายกับระเบิดเลยแฮะ

          ร่างของพวกอมนุษย์ชุดดำปลิวไปได้สิบตัว สเลนเดียร์ก็ชักขากลับ แล้วปริงเท้าข้างซ้ายกระโดดขึ้นเหนือพื้น ก่อนจะหมุนตัวสบัดเท้าเตะใส่หน้าของลิซาร์ดแมนตัวหนึ่งที่กำลังย่องมาข้างหลังของผม เสียงระเบิดหนักๆดังขึ้นก่อนที่มันจะปลิวเป็นลูกข่างไปชนใส่ผนังโกดังไม้ทะลุออกไปข้างนอก

          "เป็นไงล่ะ ไม่ยากเกินไปใช่มั้ย ถ้านายมีหัวครีเอทซักหน่อย ก็สามารถประยุกต์มันเข้ากับอะไรๆ ได้หลายอย่างเลยล่ะ" สเลนเดียร์ลงมาเหยียบพื้นพร้อมกับยักคิ้วให้ผมเหมือนท้าทาย พลางชี้นิ้วจิ้มหัวตัวเองเบาๆ ผมเองก็ได้แต่ส่งยิ้มแห้งไปให้เท่านั้น

          ไม่ยากตรงไหนฟะ โคตรยากเลยนะนั่น...

          ยังไม่ทันไรผมก็สังเกตเห็นเยติตัวยักษ์กำลังเงื้อแขนเตรียมฟาดลงมาอยู่ข้างหลังของสเลนเดียร์ "สเลนเดียร์ระวัง!" พูดจบเจ้าตัวยักษ์สูงใหญ่ก็ฟาดท่อนแขนที่ปกคลุมไปด้วยขนสีขาวใส่สเลนเดียร์ทันที

          "ตายซะ!!!"

     ตึง!

          เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้น แต่ไม่ใช่เสียงที่เพื่อนของผมถูกทุบจนจมดิน แต่เป็นเสียงที่ท่อนแขนของคนที่ตัวเล็กกว่ายกขึ้นมาป้องกันท่อนแขนของเยติยักษ์เอาไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

          โอ้โห... ผมนี่อึ้งไปเลยย้ง

          "แรงเยอะใช้ได้นี่ลุง..."

          สเลนเดียร์พูดรอดไรฟัน พร้อมกับเท้าของเขาที่เริ่มจมลงไปบนพื้นไม้ บ่งบอกได้ถึงแรงทุบของเยติตัวนี้ว่ามันหนักมากแค่ไหน

          แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคของพ่อหนุ่มร้อนแรงซักเท่าไหร่แฮะ...

          สเลนเดียร์เอียงข้อศอกแขนขวาที่รับหมัดของเยติลง ทำให้หมัดของมันแฉลบออกไปข้างตัวจนเสียหลัก ก่อนที่สเลนเดียร์จะกำหมัดซ้ายแน่นพร้อมกับเปลวไฟที่หมุนรอบแขน แล้วเสยปลายคางของเยติยักษ์จนหน้าหงาย

     ตู้ม!!!

          เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้นก่อนที่เยติยักษ์จะกระเด็นล้มลงไปนอนกับพื้น "เล่นเอาแขนชาเลยแฮะ" สเลนเดียร์พูดพลางสบัดแขนขวาไปมาเพื่อไล่อาการชา ก่อนที่เจ้าตัวจะหันมาส่งยิ้มให้กับผม

          "เห็นมั้ย ไม่ยาก"

          "อ่าห์... ไม่ยากกับผีอ่ะดิ"



_______________________________________________________

     ไรเตอร์กลับมาแล้วนะคร้าบบบบบบ พอดีว่าเวลานี้ไรท์กำลังทำงานเก็บตังอยู่น่ะครับก็เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างซักเท่าไหร่ ก็เลยกว่าจะออกมาแต่ละตอนมันช้านิสนุง(ไม่นิดแล้วมั้ง -*-) ถ้ายังไงก็เป็นกำลังใจให้ไรท์เยอะๆนะครับ ผมจะได้มีแรงเขียนต่อ หลังจากนี้ผมว่าอาจจะเขียนได้บ่อยขึ้นแล้วล่ะ...

ปล.APFD (เห้ยๆ ล้อเล่น)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

383 ความคิดเห็น

  1. #330 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 3 เมษายน 2559 / 14:27
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ฟินน ตั้งแต่พี่คนนั้นแตะปากซึนางิแล้วอ้ะ!! >.,<
    #330
    1
    • #330-1 FUS RO DAH (@chainpotha) (จากตอนที่ 25)
      7 เมษายน 2559 / 14:18
      ใจเย็นๆก่อนลูกเอ้ย... ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้
      #330-1
  2. #329 Scarletto (@SchanSan) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 23:11
    YEY > < 

    waiting...
    #329
    0
  3. #328 Nattakit Nanusit (@nattakit3837) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 18:00
    มาต่อไวไวนะ
    #328
    0
  4. #327 Darksugun (@sugun_bua) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 เมษายน 2559 / 23:33
    สนุกมากๆนานแค่ไหนจะรอ รอมาตลอดเน้อ
    #327
    0