นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

( os baekdo ) Forget me not

โดย xanxct

' ถ้าการจดจำฉันมันทำให้นายเจ็บปวด นายช่วยลืมฉันไปเถอะนะ ' คำขอสุดท้ายก่อนที่เขาจะหายไป สิ่งเดียวที่ขอไว้ไม่รู้ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่

ยอดวิวรวม

482

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


482

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


43
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 เม.ย. 61 / 22:11 น.
นิยาย ( os baekdo ) Forget me not

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

***สิ่งที่ปรากฎในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


เรื่องสั้นนี้เป็นคู่ แบคโด้ (Baekdo) 


แนวโรแมนติก ดราม่าเล็กน้อย(มั้ง) 


ฝากเรื่องสั้นนี้ไว้ในคลังฟิคของผู้หลงเข้ามาอ่านทุกคนนะคะ!




 

ขอถามอะไรสักอย่างสิ..


" ถ้าหากคนที่คุณรักไม่สามารถจำคุณได้ คุณจะรู้สึกยังไงเหรอ? :) "




{ winter dark theme }

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 เม.ย. 61 / 22:11


(OS Baekdo) Forget me not

 

***สิ่งที่ปรากฎในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

' ถ้าการจดจำฉันมันทำให้นายเจ็บปวด นายช่วยลืมฉันไปเถอะนะ '

 

 

 

คำขอสุดท้ายก่อนที่เขาจะหายไป สิ่งเดียวที่ขอไว้ไม่รู้ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่

 

 

 

 

 

ชายร่างโปร่งสะพายกระเป๋านักเรียนสีกรมท่าบ่งบอกว่ามาจากโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ขายาวก้าวเดินมาสถานที่หนึ่งไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก เป็นทางผ่านระหว่างทางกลับบ้านของเขา ชุดสูทนักเรียนสีน้ำตาลอ่อนปักชื่อ'บยอน แบคฮยอน'เอาไว้ ชายหนุ่มเดินมาถึงที่หมายในไม่ช้ามือหนาผลักบานประตูสีใสเข้าไปด้านใน ป้ายด้านนอกร้านส่องแสงคำว่า'Book Store'บ่งบอกประเภทของร้าน

 

เขาพาตัวเองเข้าสู่มุมอ่านหนังสือที่คุ้นเคย ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางชั้นหนังสือสองฝั่งที่ขนาบหน้าหลังตัวเขา หยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากกระเป๋า หน้าปกสีน้ำเงินอ่อนเป็นนวนิยายชื่อดังเล่มหนึ่ง นิ้วเรียวแทรกเปิดหน้าหนังสือเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวลงเข้าสู่โลกของหนังสือ โดยไม่ทันสังเกตว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินมานั่งใกล้เขา

 

 

" ...... "

 

 

ไม่มีการสนทนาระหว่างทั้งคู่ เด็กหนุ่มใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตแอบมองอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว พยายามไม่รบกวนสมาธิของเขาคนนั้น สายตามองใบหน้าหล่ออย่างพิจารณารู้สึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน

 

 เหมือนกับว่าพวกเขาทั้งสองมีสายใยบางอย่างผูกเข้าหากัน

 

 ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ หรือสิ่งนั้นจะเป็นแค่เรื่องจินตนาการเพ้อเจ้อไปเอง สายตาพลันได้เห็นชื่อที่ปักอยู่บริเวณหน้าอก ตราโรงเรียนที่แสนคุ้นเคย ดาวสามดวงปักอยู่บริเวณปกคอเสื้อแสดงให้เห็นว่าทั้งสองอยู่ชั้นปีและโรงเรียนเดียวกัน

 

แต่ทำไมกลับไม่คุ้นหน้าเลยนะ?

 

 

" นี่ นาย "

 

 

เสียงนุ่มเอ่ยขัดจังหวะการอ่านของแบคฮยอนดวงตาสีเปลือกไม้หันขวับมาทางเด็กหนุ่มตัวเล็กข้างกาย นัยน์ตาที่แสนเย็นชาทำเอาคนถูกจ้องรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ชายร่างโปร่งปิดหนังสือเล่มหนาลงดังฟึบก่อนจะเปิดบทสนทนา

 

 

" เราเคยรู้จักกันเหรอครับ? "

 

 

" ...ปล่าว "

 

 

" งั้นช่วยไม่รบกวนสมาธิการอ่านของผมด้วยนะครับ "

 

 

แบคฮยอนละสายตาจากเด็กหนุ่มมือหนาเปิดหนังสืออ่านต่อดังเดิม ถ้าไม่มีเสียงเดิมทักขึ้นซะก่อน

 

 

" คะ คือว่าเราอยู่โรงเรียนเดียวกันน่ะ "

 

 

" ครับ ? "

 

 

เครื่องหมายเชิงคำถามปรากฎบนใบหน้าของแบคฮยอน เด็กหนุ่มจึงชี้ไปที่เสื้อสูทของตัวเองแล้วอธิบายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่าทีร่าเริงราวกับดีใจที่จะได้พูดคุยกับเขาในฐานะที่เปลี่ยนไป

 

 

" นี่ไงๆ พวกเราอยู่โรงเรียนเดียวกัน ปีเดียวกันด้วย "

 

 

นัยน์ตาสีเปลือกไม้สะท้อนภาพเด็กหนุ่มท่าทางเริงร่าชี้ตราของโรงเรียนที่ปักอยู่  รอยยิ้มหยักรูปหัวใจที่แสน'คุ้นเคย'ถูกส่งมาให้แบคฮยอน

 

รู้สึกอบอุ่น..

 

มือหนาแตะบริเวณหน้าอกข้างซ้ายเบาๆ หัวใจของเขากำลังแปลกไป รู้สึกคุ้นเคยกับคนตรงหน้าแต่กลับนึกอะไรไม่ออกเลย

 

ราวกับความทรงจำของเด็กคนนี้ถูกลบหายไป

 

เด็กหนุ่มสังเกตท่าทางของร่างโปร่งเงียบๆก่อนจะอาศัยช่วงนี้โพล่งแนะนำตัวเองขึ้น

 

 

" เราชื่อ'โด คยองซู' เรียกว่า'คยองซู'ก็ได้นะ "

 

 

คยองซูส่งรอยยิ้มหยักรูปหัวใจมาให้อีกครั้ง แก้มทั้งสองข้างถูกเบียดด้วยรอยยิ้มจนดูน่ารักน่าหยิกพวงแก้มที่ยุ้ยนั่นซะจริงๆ บยอนแบคฮยอนเผลอยิ้มให้ไปโดยไม่รู้ตัว แล้วเอ่ยตอบ

 

 

" บยอน แบคฮยอน "

 

 

" ยินดีที่ได้รู้จักนะ "

 

 

มือเล็กถูกยื่นมาตรงหน้าของเขา บยอนสบตากับนัยน์ตากลมสีรัตติกาลฉายแววเป็นมิตร แต่กลับเหมือนปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้ เขาไม่ใส่ใจในสิ่งที่มองเห็นก่อนจะยื่นมือของตัวเองไปจับกับมือเล็กอย่างไม่สงสัย

 

 

" เช่นกัน "

 

 

ทั้งสองส่งยิ้มให้กันและกัน ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่ปล่อยมือก่อนแล้วเลื่อนตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่าย มือเล็กเปิดกระเป๋าใบใหญ่พยายามค้นหาอะไรบางอย่าง บยอนจ้องมองดูการกระทำนั้นเงียบๆ ไม่นานมือเล็กที่หายไปเข้าไปในกระเป๋าพลันชูหนังสือเล่มหนาขึ้นมา เป็นหนังสือที่เหมือนแบคฮยอนไม่มีผิด

 

 

" อ่านเหมือนกันเลยเนอะ "

 

 

คยองซูยื่นหนังสือเข้าไปใกล้ใบหน้าอีกฝ่ายด้วยความดีใจก่อนจะนำกลับมาเปิดอ่านต่อ บยอนไม่ได้เอ่ยตอบอะไรกลับไปเพียงแค่ส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มแล้วอ่านหนังสือเล่มเดิมของเขาเงียบๆ

 

ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบสงบ ภายในร้านมีคนอยู่ไม่บางตาแต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังรบกวน รวมถึงเข้ามาอ่านหนังสือในมุมของพวกเขาด้วย ทำให้ทั้งสองเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัวของหนังสือที่ถูกสร้างขึ้นมาจากตัวเอง จากจินตนาการ สมาธิที่มีต่อนิยายสร้างภาพต่างๆขึ้นมาภายในความคิด รับอารมณ์และความรู้สึกที่ส่งผ่านตัวอักษร ไม่มีใครสามารถผ่านเข้ามาในโลกของทั้งคู่ได้นอกเสียจากส่งเสียงเรียก

 

เหมือนถูกปลุกจากโลกของหนังสือ ไม่นานนักแบคฮยอนกลับรู้สึกหนักบริเวณหัวไหล่ขึ้นมา สายตาหันไปมองด้านข้างเห็นเด็กหนุ่มคยองซูกำลังอยู่หลับไหลอยู่ในนิทราไปซะแล้ว ดวงตาที่ร่าเริงปิดลงอย่างสงบ แพขนตางอนงามไม่ไหวติง รอยยิ้มที่เคยฉาบบนรูปปากหัวใจตอนนี้สงบนิ่งเหมือนกับกำลังพักผ่อนเข้าไปอยู่ในโลกนิทราโดยสมบูรณ์

 

แบคฮยอนจ้องคนตัวเล็กข้างกายทุกกระเบียดนิ้วโดยไม่รู้ตัว มือหนาเผลอไปเกลี่ยเรือนผมสีมืดที่กำลังปรกใบหน้าจิ้มลิ้มอยู่โดยไม่รู้ตัว คยองซูไม่รู้สึกตัวลมหายใจยังคงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มีเพียง

แบคฮยอนที่พาลใจเต้นผิดปกติ มือหนาฉุดตัวเองกลับมาดังเดิมพยายามจับหนังสือที่วางอยู่บนตักเพื่ออ่านต่อแต่กลับไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกสูบแรงกายไปหมดจากคนข้างกาย

 

 

" เราเป็นอะไรเนี่ย.. "

 

 

ริมฝีปากหยักพึมพำกับตัวเองพยายามไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนตัวเล็ก สมองพยายามคิดหาเหตุผลกับตัวเอง ในขณะที่หัวใจกำลังไม่เป็นตัวเองเลย

 

 

' แบคฮยอน '

 

 

จู่ๆเสียงนุ่มส่งเสียงเรียกชื่อภายในหัวของแบคฮยอน ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาภายในสมองโดยไม่ทันตั้งตัว มือหนาจับศีรษะของตัวเองพยายามพร่ำบอกกับตัวเองสั่งให้หยุดความเจ็บปวดนั้น แต่ใครจะสั่งร่างกายตัวเองได้ทุกอย่างล่ะ ร่างโปร่งทรุดงอตัวลง ทำให้คนตัวเล็กที่เอียงพิงไหล่อีกฝ่ายอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมา ดวงตากลมค่อยๆปรือตาลืมขึ้น

 

 

" ทำอะไรของนะ- แบคฮยอน!? นายเป็นอะไร?! !"

 

 

คยองซูเผลอส่งเสียงดังเรียกชื่อของอีกฝ่ายออกมา แบคฮยอนปิดตาลงพยายามเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา อาการนี้ไม่เคยปรากฎกับเขามาก่อนเลย ไม่รู้ทำไมจู่ๆถึงเป็นแบบนี้ขึ้นมา ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไรนี่ แล้วทำไมถึงเกิดแบบนี้ขึ้นมาได้ ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ชายหนุ่มเริ่มส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หลังจากอดทนมานานร่างกายเริ่มทนไม่ไหวแล้ว

 

 

" โอ้ยยย!!? เจ็บ!! หยุดซะที!! "

 

 

จากเสียงดังของทั้งคู่ เจ้าของร้านรีบวิ่งไปทางของทั้งสองทันที คยองซูน้ำตาคลอไม่รู้เพราะความเป็นห่วงหรือความสงสารกำลังปะปนกัน เด็กหนุ่มพยายามตั้งสติบอกกับเจ้าของร้านบางอย่างไป แบคฮยอนจับใจความประโยคนั้นไม่ได้เพียงแค่ได้ยินว่าให้ติดต่อเบอร์ของคุณแม่เท่านั้น เจ้าของร้านหยิบมือถือพลางกดเบอร์ด้วยความเร็ว เด็กหนุ่มโอบกอดชายร่างโปร่งตรงหน้าเอาไว้แน่น มือเล็กพยายามปลอบประโลมลูบแผ่นหลังกว้างอยู่เรื่อยๆ พยายามบรรเทาอาการเจ็บปวดจากภายนอกทั้งที่เป็นไปไม่ได้ น้ำสีใสคลอเบ้าดวงตารัตติกาลคู่สวยอย่างห้ามไม่ได้ พร่ำบอกขอโทษแบคฮยอนอยู่ด้วยเสียงเบาแบบนั้นเรื่อยๆ

 

 

" ขอโทษแบคฮยอน ฉันไม่ควรมาหานายเลย ..ฮึก .. ฉันขอโทษแต่ฉันทำไม่ได้ ฉันทิ้งนายไปไม่ได้ ฉันขอโทษ ฮือ.. ฉันทำตามที่นายขอไม่ได้หรอก ขอโทษนะ "

 

 

ไม่เข้าใจ...

 

 

ขอโทษอะไรกัน ?

 

 

ทำไมต้องขอโทษล่ะ ?

 

 

หมายความว่ายังไง ?

 

 

เขาเคยพูดอะไรกับคยองซูงั้นเหรอ?

 

 

แบคฮยอนคิดกับตัวเอง ถามตัวเองอีกครั้ง แต่กลับไม่เข้าใจ ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ไม่มีอะไรที่เขาสามารถคิดออกได้เลย มีเพียงเสียงเรียกชื่อที่แสนคุ้นเคยนั้นดังก้องภายในหัว ไม่หยุด ภาพรอยยิ้มแสนสดใสถูกฉายขึ้นมาซ้ำๆในความคิด ราวกับกำลังฉายหนังม้วนเดิมขึ้นมาไม่หยุดหย่อน

 

มีเพียงรอยยิ้มที่ได้เห็น ...

 

 

 

เขาเคยเห็นที่ไหนกันนะ ? รอยยิ้มที่สดใสยังกับเด็กแบบนั้น อบอุ่นและสดใสไร้มลทิน เธอเป็นใคร...

 

เธอเป็นใคร?

 

 

ความอบอุ่นที่ร่างเล็กของเด็กหนุ่มจะมอบให้ได้และความชื้นบริเวณหัวไหล่จากคนตัวเล็กเป็นสิ่งสุดท้ายที่แบคฮยอนรู้สึกก่อนที่จะหมดสติไป

 

 

 

 

 

 

 

" อรุณสวัสดิ์ "

 

 

ดวงตาสีเปลือกไม้ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่ปรากฎคือเด็กหนุ่มคนเดิม'คยองซู' เพียงแต่ชุดที่สวมเปลี่ยนไปแล้ว เสื้อไหมพรมสีเทาหม่นปกคลุมร่างเล็กเอาไว้ คยองซูเผยรอยยิ้มออกมาทันทีที่แบคฮยอนลืมตาตื่นขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมเด็กหนุ่มจึงต้องยิ้มออกมาอย่างง่ายดายขนาดนั้น แค่เขาตื่นจากหมดสติก็เท่านั้น มันเป็นเรื่องน่าดีใจขนาดนี้เชียว พวกเราพึ่งรู้จักกันไม่นานแต่กลับทำเหมือนตัวเขาสำคัญเหลือเกิน

 

 แต่นี่เขาสลบไปนานแค่ไหนกันนะ?

 

 

" คยองซู... นี่ "

 

 

" อะไรเหรอ? "

 

 

เด็กหนุ่มเงยหน้าจากมือถือที่กำลังกดพิมพ์อะไรบางอย่าง แบคฮยอนมองสำรวจไปรอบๆสถานที่ที่เขาอยู่คือห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล โชคดีที่ไม่มีสายโยงระยางเจาะเข้าที่เส้นเลือดของเขาแต่อย่างใด ไม่งั้นเขาคงช็อกมากกว่านี้แน่ๆ ร่างโปร่งพยายามผุดตัวเองลุกขึ้นมาเพื่อให้สนทนากับอีกฝ่ายได้สะดวกพลางตั้งข้อสงสัย

 

 

" ฉันสลบไปนานแค่ไหนเหรอ "

 

 

" 1 คืนน่ะ หมอบอกว่านายแค่พักผ่อนไม่พอก็เลยหมดสติ ส่วนอาการปวดหัวก็เป็นเพราะความเครียด "

 

 

คยองซูพูดพลางสบตามองตรง นัยน์ตาสีรัตติกาลนั้นดูสั่นคลออยู่โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่แบคฮยอนเลือกที่จะไม่ใส่ใจอะไร และถามต่อ

 

 

" เหรอ... แล้วคนอื่นล่ะ? "

 

 

" เมื่อกี้คุณแม่แบคฮยอนมาหา แต่กลับไปแล้วล่ะ อ๊ะ! "

 

 

คนตัวเล็กกล่าวพร้อมผุดตัวลุกขึ้นไปทางตู้เย็นขนาดเล็ก มือเล็กใช้แรงเปิดตู้เย็นออกนำขนมของกินที่อยู่ในถุงพลาสติกชูขึ้นให้เขาได้เห็น พร้อมส่งรอยยิ้มดีใจออกมา คยองซูก้าวเล็กๆมาหาเขาข้างเตียงพร้อมยื่นถุงนั้นมาให้ตรงหน้า วางบนตักของเขา

 

 

" นี่ๆ ดูสิ คุณแม่ซื้อของมาให้เยอะแยะเลยล่ะ "

 

 

" อ่า.. จริงด้วย นายช่วยกินหน่อยสิ "

 

 

แบคฮยอนมองพิจารณาจากภายนอกก็รู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในถุงต้องเยอะมากแน่ๆ ไม่อยากคิดเลยว่าคุณแม่ของเขาจะใจดีกับคนแปลกหน้าขนาดนี้ ปกติคุณแม่จะเฉยชากับคนไม่รู้จักมากเลยแท้ๆ หรืออาจจะเพราะคยองซูช่วยเขาสินะทำให้คุณแม่เอ็นดู ถึงจะดูเป็นไปไม่ค่อยได้ก็เถอะ

 

จะว่าคุณแม่ปกติเป็นคนใจร้ายก็ได้มั้ง?

 

คยองซูกดส่งข้อความไปหาใครคนหนึ่งก่อนจะวางมือถือไว้โต๊ะข้างเตียงผู้ป่วย ทำสีหน้าตกใจนิ้วเล็กชี้เข้าที่ใบหน้าของตัวเองเพื่อถามความชัดเจนอีกครั้ง

 

 

" ฉันเหรอ? .. แต่นั่นมันของนายนะ ถึงจะน่าอร่อยก็เถอะ "

 

 

ร่างโปร่งมองเด็กหนุ่มที่ท่าทีสลดลงทันที ปากเล็กยู่เข้าหากันราวกับกำลังพยายามอดทนอยู่ แบคฮยอนหัวเราะออกมาเบาๆ มองคนตัวเล็กด้วยความเอ็นดูราวกับคนตรงหน้าเป็นเด็กน้อยจริงๆ ทั้งที่อายุของทั้งคู่เท่ากัน มือหนาคุ้ยหาขนมของกินบางอย่างที่คนตัวเล็กน่าจะชอบออกมา เจอเค้กวานิลลาชิ้นเล็กอันหนึ่ง เขาตัดสินใจหยิบสิ่งนั้นออกมา ยื่นไปให้เด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้ม

 

 

" เอาไปสิ ฉันกินไม่หมดหรอก "

 

 

คยองซูลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจรับเค้กชิ้นนั้นเข้ามาในมือ คนตัวเล็กก้มหน้าอมยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนจะเงยหน้ามาขอบคุณแบคฮยอน

 

 

" ขอบคุณนะ "

 

 

" ไม่เป็นไร แค่นี้ยังตอบแทนที่นายมาเฝ้าฉันไม่ได้เลย "

 

 

" ไม่ต้องคิดมากหรอก เรื่องแค่นี้เอง "

 

 

เด็กหนุ่มว่าพลางน้ำเสียงร้อนรนพยายามปฏิเสธไม่ให้อีกฝ่ายพาลคิดมากขึ้นมา แบคฮยอนเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขอบคุณอีกครั้งที่อุตส่าห์มีน้ำใจกับเขา ทั้งที่พึ่งรู้จักกัน

 

 

" ยังไงก็ขอบคุณจริงๆนะ "

 

 

" ไม่เป็นไรหรอก ...ก็นายเคยทำให้ฉันมากกว่านี้อีก "

 

 

คยองซูกล่าวบอกพร้อมหันหลังกลับพึมพำประโยคสุดท้ายเบาๆไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน รอยยิ้มเศร้าปรากฎบนใบหน้าจางๆ ภาพความทรงจำในอดีตไม่นานถูกย้อนกลับมาโดยเขาไม่ได้ต้องการที่จะเห็นอีก เพราะทุกครั้งที่ได้เห็นมันทำให้หัวใจของเขารู้สึกเจ็บปวด เจ็บปวดที่ต้องเห็นคนที่คยองซูรักเป็นแบบนี้ เป็นเพราะตัวของเขาเอง

 

แบคฮยอนมองแผ่นหลังเล็กไม่ละสายตา ถึงจะรู้สึกแปลกๆที่จู่ๆคนตัวเล็กก็หันหลังกลับไปแต่เขาเลือกที่จะไม่ก้าวก่ายนักเพราะคยองซูอาจจะคิดว่าเขาเซ้าซี้มากเกินไปก็ได้ ชายหนุ่มจัดการของกินตรงหน้าโดยไม่ได้รบกวนคยองซูอีก ต่างคนต่างทานของกินที่มีอยู่เงียบๆ จนเสียงเปิดประตูดังขึ้น

 

 

" หืม? "

 

 

คยองซูส่งเสียงทักก่อนจะชะโงกหน้าไปดูทางประตูห้อง เห็นนางพยาบาลสาวเปิดประตูเข้ามาท่าทางอยากจะคุยกับคนดูแลคนป่วย หรือก็คือคยองซูนั่นเอง คนตัวเล็กที่นั่งทานเค้กอยู่วางช้อนลงลุกขึ้นเดินไปหาคุณพยาบาลก่อนไปเขาได้กำชับกับแบคฮยอนไปว่า

 

 

" ฉันขอไปคุยกับคุณพยาบาลแป้บนึงนะ เดี๋ยวมา "

 

 

แบคฮยอนพยักหน้ารับรู้ก่อนจะทานของกินต่อไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะถ้าหากเขาอยากให้รู้แบคฮยอนคงจะมาบอกเองไม่จำเป็นต้องคาดคั้นอะไรหรอก

 

มั้ง?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

" แบคฮยอนอาการเป็นยังไงบ้างครับ "

 

 

คยองซูเอ่ยถามคุณหมอในชุดกาวน์สีขาว ทั้งสองกำลังสนทนาอยู่ภายในห้องตรวจโดยมีผู้รับรู้เรื่องนี้เป็นพยาบาลอีกคนหนึ่งกำลังจัดการเอกสารผู้ป่วยซึ่งเกี่ยวข้องกับแบคฮยอนนั่นเอง กระดาษใบหนึ่งถูกวางตรงหน้าของคยองซู เด็กหนุ่มหยิบกระดาษใบนั้นขึ้นมาพิจารณาก่อนที่คุณหมอจะอธิบาย

 

 

" ตามผลตรวจที่เห็นเลยครับ แต่มีสิ่งที่หมออยากจะให้คุณดู "

 

 

คุณหมอกล่าวพลางส่งสัญญาณให้คุณพยาบาลสาวหยิบแผ่นเอ็กซเรย์มาให้ หลังจากวางแผ่นเอ็กซเรย์ฉายภาพสมองที่ได้จากการเอ็กซเรย์ คยองซูมองดูด้วยความไม่เข้าใจรอผู้รู้อธิบาย

 

 

" จากผลเอ็กซเรย์ อาการของคุณแบคฮยอนเป็นไปในทางที่ดีขึ้นครับ "

 

 

" จริงเหรอครับ?! "

 

 

คยองซูกล่าวน้ำเสียงยินดีจนเผลอตะโกนเสียงดัง คุณพยาบาลยิ้มแย้มออกมาแสดงความยินดีเช่นกัน แต่สีหน้าของคุณหมอกลับยังคงเดิมไม่เปลี่ยนเหมือนกับกำลังกังวลอะไรบางอย่าง

 

 

" ครับ ความทรงจำอาจจะกลับคืนมาได้ แต่ว่า .."

 

 

"..."

 

 

" ความทรงจำจะกลับมาได้แค่'ชั่วคราว'เท่านั้น มีความเสี่ยงว่าอาจจะหายไปอีก หากโชคดีอาจทิ้งระยะเวลานาน 2 เดือนที่ความทรงจำที่หายไปยังคงอยู่ หรืออาจนานกว่านั้นเต็มที่คือ 1 ปี "

 

 

" .... "

 

 

" แต่ถ้าหากในระยะสั้นคือ 1 อาทิตย์เลวร้ายที่สุดคือ 1 วัน จากนั้นความทรงจำจะหายไปเหมือนเดิม "

 

 

" มะ มันไม่มีทางรักษาอื่นแล้วใช่ไหมครับ "

 

 

" ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายได้ วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปบ่อยๆครับ พูดถึงเหตุการณ์สำคัญนั้นให้คุณแบคฮยอนได้คิดบ่อยๆ บางทีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อาจจะเกิดขึ้นครับ "

 

 

" ครับ... "

 

 

" อาการข้างเคียงอื่นๆไม่มีครับ พรุ่งนี้สามารถกลับบ้านได้ครับ "

 

 

คยองซูพยักหน้ารับรู้ คุณหมอพยายามพูดให้กำลังใจกับเด็กหนุ่ม เขาส่งยิ้มให้กลับไปแทนคำขอบคุณ ถึงแม้ลึกๆข้างในจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม 'ความว่างเปล่า' มันเกิดจากความเจ็บปวดจนชินชา มันเจ็บปวดจนไม่อยากจะรับมันไว้และสุดท้ายความเจ็บนั้นจะชินชาแล้วว่างเปล่าไปเอง เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนอกเสียจากได้รู้สึกเอง

 

หากคิดในแง่ดีอย่างน้อยแบคฮยอนยังคงมีชีวิตอยู่ได้แต่จะไม่มีเขาอยู่ใน'ความทรงจำ' เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แม้จะไม่ใช่แบคฮยอนคนเดิม เด็กหนุ่มผู้ที่ร่าเริงอยู่เสมอ จะหายไปแล้วก็ตาม คยองซูออกจากห้องตรวจ เดินตรงไปห้องของแบคฮยอนด้วยอาการเหม่อลอย ไม่รู้ว่าเขาควรจะรู้สึกยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น สองขาเล็กก้าวอย่างเชื่องช้าหยุดอยู่หน้าห้องผู้ป่วยบยอน แบคฮยอน มีชายคนหนึ่งอยู่ด้านในด้วย ดวงตากลมเพ่งมองบุคคลมาใหม่ผ่านประตูด้านนอก ชายผมดำร่างสูงในชุดนักเรียนยิ้มหัวเราะกับแบคฮยอนอย่างสนิทสนม ท่าทางจะรุ่นเดียวกันคงจะเป็นเพื่อนสนิทของแบคฮยอน

 

 

" อ๊ะ! ขอโทษครับ "

 

 

ในขณะที่คยองซูถอยกลับมาจากประตูกลับชนเข้ากับบางอย่างด้านหลัง เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควรเลย คยองซูหันไปมองด้านหลังเห็นเพื่อนสนิทตัวดีของเขากำลังส่งยิ้มแป้นต่างจากเขาที่ตกใจใจแทบวาย

 

 

" ตกใจหมด 'เซฮุน'นายนี่มัน.. "

 

 

คนตัวเล็กยกมือฟาดเข้าที่ไหล่แกร่งแบบไม่ยั้งมือ ทำเอาชายร่างหนาเซฮุนเผลอร้องออกมาด้วยความโอดโอย มือใหญ่ลูบไหล่ตัวเองเบาๆ ยังคงยิ้มได้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คยองซูหมั่นไส้เจ้าเพื่อนตัวดีจริงๆ

 

 

" คยองซูก็โหดเหมือนเดิมเลย เดี๋ยวคนอื่นก็กลัวไม่กล้ามาจีบหรอก "

 

 

" บ้า! ตลกแล้ว "

 

 

คยองซูตอบปัดเพื่อนสนิทที่เอ่ยแซะมา ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าห้องผู้ป่วย ส่วนเซฮุนยังคงยืนอยู่ที่เดิมคอยมองคนด้านในที่กำลังพูดคุยอย่างอารมณ์ดีกับชายร่างสูง

 

 

" แล้วแบคมันเป็นยังไงบ้าง "

 

 

" ... อือ ก็ดีขึ้นแล้ว แต่ยังจำอะไรเกี่ยวกับฉันไม่ได้ "

 

 

" ....เหรอ "

 

 

เซฮุนตอบกลับพลางนำมือไปจับบ่าอีกฝ่ายเบาๆ เชิงให้กำลังใจ ก่อนเสียงเปิดประตูจะดังขึ้น เซฮุนถอยให้ชายคนนั้นเดินออกได้สะดวก ชายร่างสูงส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ทั้งคู่ ก่อนจะแนะนำตัวเองให้ทั้งสองรู้จัก

 

 

" ผม'ปาร์ค ชานยอล'ครับ เรียกว่า'ชานยอล'ก็ได้ แล้วพวกคุณคือ? "

 

 

" ผม'โอ เซฮุน' ส่วนนี่'โด คยองซู'ครับ คยองซูเขาเป็น-- "

 

 

" เพื่อนสนิทครับ "

 

 

คยองซูพูดตัดบทประโยคของเพื่อนสนิทพลางส่งยิ้มทักทายด้วยความแนบเนียน ชานยอลพยักหน้าเข้าใจก่อนจะพูดต่อด้วยประโยคที่คาดไม่ถึง

 

 

" เหรอครับ? ถ้าคยองซูยังไม่พร้อมจะพูดความจริงก็ไม่เป็นไรครับ "

 

 

" ...นายรู้? "

 

 

" ถึงผมจะพึ่งสนิทกันแต่อดีตของเพื่อนผมก็รู้มาบ้างนะครับ "

 

 

ชานยอลฉีกยิ้มอีกครั้งทั้งสองเดาไม่ถูกเลยว่าเพื่อนคนนี้จะรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาบ้าง หรือจะรู้หมดทุกอย่างแล้วก็ไม่รู้ คยองซูเค่นยิ้มตอบกลับบ้างพร้อมเปิดบทสนทนาต่อ ลึกๆข้างในคยองซูรู้เรื่องของผู้ชายคนนี้ไม่ต่างกัน เพียงแค่ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ชานยอลเป็นเพื่อนสนิทของแบคฮยอนหลังจากที่เกิดเรื่องนั้นขึ้น จะว่าเหมือนชีวิตใหม่ของแบคฮยอนก็คงไม่ผิดนัก เพราะหลังจากเกิดเรื่องครอบครัวของแบคฮยอนเหมือนกับลบตัวตนของลูกชายออกไป จากทุกสิ่งและทุกอย่างไม่ให้เกิดประวัติด่างพร้อย ตั้งแต่วันนั้นตัวเขาถูกตัดขาดจากแบคฮยอนโดยสมบูรณ์ สิ่งที่เหลือไว้คือ คำขอสุดท้าย ที่คยองซูเองไม่สามารถทำได้

 

 

" งั้นเหรอครับ งั้นผมคงไม่ต้องเล่าอะไรให้ยุ่งยากแล้วล่ะมั้ง "

 

 

" ครับ ผมเป็นกำลังใจให้คยองซูนะครับ ถ้าผมเป็นคยองซูผมคงยอมแพ้ไปแล้ว "

 

 

ชายร่างสูงยังคงยิ้มไว้ได้อยู่แต่ความรู้สึกที่คนตัวเล็กรับรู้กลับแตกต่างออกไป เหมือนกับว่าคนตรงหน้าก็กำลังเจอปัญหาเดียวกับเขาเพียงแต่คนละมุมมอง รอยยิ้มที่ถูกส่งออกมามีความรู้สึกของการสูญเสียไม่ต่างกับตัวเขา แต่คยองซูเดาไม่ออกว่าคนๆนี้เจออะไรมาบ้าง

 

 

การสูญเสียที่ไม่ใช่การจากลา

 

ความตายไม่ได้พรากคนที่รักให้หายไป

 

แต่พรากหัวใจของคนที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

 

 

นั่นคือสิ่งที่คยองซูเผชิญและรู้สึกว่าชานยอลคงไม่ต่างจากเขา

 

จู่ๆเสียงมือถือของใครคนหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา เซฮุนที่คอยสังเกตอาการทั้งคู่อยู่นานเข้าประชิดตัวคยองซูโอบเพื่อนตัวเล็กเอาไว้ราวกับกลัวว่าความรู้สึกลึกๆข้างในของคยองซูจะหันกลับทำร้ายตัวคยองซูเอง คนตัวเล็กเหลือบมองเพื่อนสนิทด้านหลังตัวเองไม่ได้ขัดขืนอะไร ชานยอลหยิบมือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมารับสาย เสียงปลายสายเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวอย่างร้อนรน ทั้งสองเฝ้ามองอย่างเงียบๆ จนชานยอลพูดตอบรับคนปลายสายไปแล้ว เขาจึงพูดตอบ

 

 

" ผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีเวลาพวกเราคงเจอกันอีก โดยเฉพาะคยองซู "

 

 

" เจอกัน "

 

 

ชานยอลพูดพร้อมหันไปสบตากับคนตัวเล็ก ก่อนที่จะพาตัวเองจากไปอย่างร้อนรน ทั้งสองมองตามร่างสูงที่วิ่งหายลับสายตาไปแล้วเข้าไปในห้องผู้ป่วย แบคฮยอนนอนอย่างสบายใจดูโทรทัศน์เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เซฮุนเข้าไปทักทายผู้ป่วยอย่างสนิทสนมโดยมีคยองซูที่เข้ามาเอามือถือของตัวเองก่อนจะบอกลาทั้งสองแล้วบอกเหตุผลว่าติดธุระด่วนจึงต้องรีบกลับ เซฮุนและแบคฮยอนบอกลาคยองซู ก่อนที่ทั้งคู่จะคุยกันถามสารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนอย่างเป็นกันเอง

 

 

" เป็นไงวะ นอนเป็นผักเชียวใกล้ตายยัง "

 

 

" ขอโทษที คนหล่อตายยากเว้ย หึๆ "

 

 

" เออ ฮ่าๆ มึงเป็นไงบ้าง "

 

 

" ก็ไม่เป็นอะไรมากว่ะ เห็นหมอบอกว่ากูแค่พักผ่อนไม่พอกับปวดหัวเพราะเครียดเยอะแค่นั้นเอง "

 

 

เซฮุนพยักหน้ารับรู้ แสดงสีหน้าต่อไปอย่างแนบเนียนทั้งๆที่รู้ความจริงอยู่เต็มอกว่าเพื่อนของเขากำลังเป็นอะไรอยู่ นึกแล้วเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าแบคฮยอนจำคยองซูได้บ้างรึเปล่า หรือเพื่อนตัวเล็กของเขาจะคิดมากไปเองที่มักพร่ำเพ้อว่าเจ้าตัวจำเขาไม่ได้แต่กลับจำเซฮุนได้ ไม่รู้พระเจ้าเล่นตลกอะไร ตัวเซฮุนเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆที่ช่วงก่อนหน้าก่อนเกิดเรื่องเขาก็เกี่ยวข้องกับแบคฮยอน แต่มาตอนนี้กลับจำคยองซูไม่ได้เพียงคนเดียวและเหตุการณ์บางเหตุการณ์เท่านั้น ว่าแล้วเซฮุนก็แกล้งถามแบคฮยอนทันที

 

 

" แล้วใครพามึงมาโรงบาลวะ "

 

 

" ไม่รู้ดิ อาจเป็นแม่กูมั้ง ไม่ก็เด็กผู้ชายคนนั้น "

 

 

" เด็กผู้ชายคนนั้น? ใครวะ "

 

 

" คนรู้จักกัน พึ่งรู้จักกันไม่นาน ชื่อ คยองซู "

 

 

" คยองซู... มึงไม่คุ้นชื่อนี้เลยเหรอ? "

 

 

เซฮุนเผลอถามไปด้วยสีหน้าจริงจัง ทำให้แบคฮยอนอึดอัดไปโดยปริยายแต่ก็ยอมตอบไปตามสิ่งที่คิด ทำไมจู่ๆเพื่อนของเขาถึงจริงจังกับเรื่องเด็กคนนี้ล่ะ มีปัญหาอะไรกันรึเปล่า

 

 

" ไม่นี่ ไม่เห็นจะคุ้นชื่อเลย "

 

 

" .....เหรอ "

 

 

" ทำไมมึงถามแบบนี้ล่ะ "

 

 

" ปล่าวๆกูแค่สงสัย "

 

 

จะให้พูดไปได้ยังไงว่านั่นคือชื่อของคนที่แบคฮยอนรักมากที่สุด เซฮุนไม่สามารถพูดออกไปได้ ถึงจะสงสารเพื่อนคนตัวเล็กหรือเพื่อนสนิทตรงหน้าที่จำอะไรไม่ได้เลย ทั้งสองไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้เขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ใบหน้าคมแสร้งทำสีหน้าปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ พลางชวนคุยเรื่องอื่นต่อ

 

 

" เออ คืนนี้กูเฝ้ามึงนะ "

 

 

" อย่ากรนดังนักล่ะ เดี๋ยวกูไม่ได้นอน ฮ่าๆๆ "

 

 

" บอกตัวเองเถอะมึง "

 

 

ทั้งสองหัวเราะให้กันอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่าใครคนหนึ่งกำลังแสร้งยิ้มทำตัวเป็นปกติ ทั้งๆที่รู้เรื่องบางอย่างแล้ว บางอย่างที่เป็นความลับ... และมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

หรือปล่าว ?

 

 

 

 

 

 

 

" กลับก่อนนะ "

 

 

 

ชายร่างโปร่งกล่าวกับเพื่อนสนิทข้างๆตน ก่อนจะลุกขึ้นถือกระเป๋าเดินออกจากห้องเรียนไป ตามด้วยเสียงบอกลาของเพื่อนสนิทตัวสูง

 

 

" เออ เจอกัน "

 

 

ชานยอลพูดพลางเหม่อมองไปทางนอกหน้าต่าง ด้วยความที่เขานั่งติดริมหน้าต่างสามารถมองออกไปด้านนอกโรงเรียนได้ ชานยอลเลยมักจะมองหาใครบางคนผ่านทางหน้าต่าง ใครบางคนที่สวมชุดนักเรียนต่างโรงเรียนมาหาเขาเป็นประจำ ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการที่คนคนนั้นจะมาที่นี่ได้ความเป็นไปได้เป็นศูนย์ ส่วนสาเหตุนั้นยากเกินกว่าที่จะอธิบาย

 

แบคฮยอนมองเพื่อนสนิทผ่านหางตา ถึงจะรู้สึกเป็นห่วง แต่ปล่อยให้ชานยอลได้อยู่คนเดียวจะดีกว่า ก่อนจะพาตัวเองออกจากห้องและจากโรงเรียนที่บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดเพราะนักเรียนคนอื่นๆกลับกันเกือบหมดแล้ว

 

แบคฮยอนออกจากโรงพยาบาลได้อาทิตย์หนึ่งหลังจากป่วย เขาหายเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม้เขาจะสงสัยในอาการที่เป็นอยู่บ้าง แต่หมอก็เลือกที่จะตอบปัดแบคฮยอน เขาจึงตัดสินใจไม่ถามซะดีกว่า เพราะหมอคงจะมีเหตุผลที่ทำแบบนั้น

 

เขาอยู่ข้างหน้าโรงเรียนมุ่งหน้าเดินไปทางประตู สองขายาวเดินอย่างเอื่อยๆไร้จุดหมายพลางมองไปรอบๆคิดในใจว่าต้องการจะหาใครสักคนใครคนหนึ่งที่มักจะอยู่แถวนี้เวลานี้เสมอ

 

แต่กลับจำไม่ได้ว่าใคร

 

ร่างโปร่งเดินลงจากชั้นเรียนไม่นานก็ถึงประตูหน้าหน้าโรงเรียน พลางหันซ้ายขวามองหาไม่เห็นใครเลย ก่อนจะออกตัวเดินต่อไปหันหลังให้กับแสงอาทิตย์ยามเย็นทอแสงส่องแผ่นหลังกว้าง เป็นสัญญาณบ่งบอกเวลาว่าใกล้จะหมดเวลาของดวงอาทิตย์แล้ว การมาของดวงจันทร์ที่ใกล้จะมาถึง แต่ถึงกระนั้นแบคฮยอนยังคงมุ่งหน้าไปอีกสถานที่หนึ่งก่อนกลับบ้านอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

" ท่าทางจะชอบอ่านหนังสือจริงๆเลยนะ นายน่ะ "

 

 

เด็กหนุ่มรุ่นเดียวกัน'คยองซู'เอ่ยทักทายแบคฮยอนจากทางด้านหลังโดยไม่รู้ตัว ร่างโปร่งหันมาชำเลืองคนตัวเล็กที่เกาะไหล่ของเขาอยู่ ก่อนจะปรากฎรอยยิ้มเล็กๆแทนคำทักทาย เด็กหนุ่มยิ้มตอบกลับอย่างง่ายดาย ก่อนจะต่อบทสนทนา

 

 

" คราวนี้เปลี่ยนแนวมาอ่านนิตยสารเหรอ "

 

 

" ก็อ่านแก้เบื่อบ้าง ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษหรอก "

 

 

แบคฮยอนตอบกลับพลางเหลือบมองคยองซูที่ทำหน้าตาสงสัยก่อนจะอ่านนิตยสารในมือต่อ ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าแผงนิตยสารรายสัปดาห์ จะมีหนังสือถูกผลัดเปลี่ยนอยู่เสมอทุกสัปดาห์ แน่นอนว่าที่อยู่ของแผงนิตยสารนั้นเป็นหนึ่งในร้านหนังสือขาประจำของทั้งสองนั่นเอง พวกเขาพบกันด้วยความบังเอิญโดยคยองซูเป็นฝ่ายทักก่อนเสมอ

 

 

" เหรอ อ้ะ นี่ๆ มีหนังสือออกใหม่ด้วยล่ะ นายอยากจะดูไหม "

 

 

คยองซูเอ่ยชวนนิ้วเล็กชี้ไปมุมหนังสือมุมหนึ่งมีป้ายเล็กๆเชิญชวนให้คนเข้าไปดู แบคฮยอนตัดสินใจคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะปิดหนังสือแล้วนำวางไว้ที่เดิม คนตัวเล็กผุดยิ้มด้วยความดีใจก่อนจะจับมือหนาพาเดินไปมุมนั้นเงียบๆ ไม่รู้ทำไมเขาถึงยอมให้อีกฝ่ายจับมือได้ง่ายๆแบบนี้ ทั้งๆที่ปกติเขาไม่ชอบให้ใครมาเข้าใกล้ด้วยซ้ำถ้าจะสัมผัสตัวยังต้องสนิทกันก่อนระดับหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไมพอเป็นเด็กคนนี้จึงมักจะอยู่ในสถานะ'พิเศษ'เสมอ

 

 

" นี่ไง ดูสิ "

 

 

คยองซูหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาดูจากหน้าปกสีโทนม่วงเข้มเหมือนกับอวกาศ ชื่อหนังสือถูกระบุไว้ว่าเป็นแนววรรณกรรมร่วมสมัย แบคฮยอนรับหนังสือนั้นมาก่อนจะเปิดดูคร่าวๆ บางหน้าเขียนเกี่ยวกับความรักที่แสนเศร้าของคนสองคน คล้ายต้องการบรรยายความรู้สึกของความรักแต่ละแบบ ในแง่คุณค่าที่เคยได้มีมัน

 

รู้สึกว่ามันตรงกับเขายังไงไม่รู้...

 

แบคฮยอนเปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรกเงียบๆ คยองซูเฝ้ามองการกระทำของร่างสูงอยู่จนตัวเองหยิบหนังสือเล่มเดียวกันมาเปิดอ่านบ้าง คนตัวเล็กพาตัวเองไปนั่งมุมหนึ่งของร้านโดยมีร่างสูงเดินตามมาติดๆ ก่อนจะนั่งอ่านข้างๆกันโดยไม่มีใครรบกวนกันและกัน

 

 

' เราเคยต่างเป็นโลกของกันและกัน แต่ตอนนี้เราแยกออกจากกันไปแล้ว '

 

 

แบคฮยอนอ่านบทนำประโยคแรกในหนังสือพลางครุ่นคิดกับตัวเอง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเคยรู้สึกกับใครคนหนึ่งแบบนี้แต่กลับนึกไม่ออก เป็นเพราะอะไรกันนะ เหมือนความทรงจำมันหายไปหมด ช่วงเวลาดีๆที่เคยมีบางส่วนมันหายไป ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแบคฮยอนสาบสูญไป

 

แต่คิดเท่าไหร่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

 

เขาตัดสินใจเลิกคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปอีกครั้ง พลางตั้งใจอ่านหนังสือโดยไม่ทันสังเกตคนตัวเล็กข้างๆที่แอบมองร่างสูงอยู่ไม่รู้ตัว

 

 

 

ทั้งสองนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร ดวงตะวันที่ใกล้ลับขอบฟ้าตอนนี้ใกล้จะหายไปเต็มที ท้องฟ้ากลายเป็นสีไวน์องุ่นดวงจันทร์ดวงเล็กเริ่มปรากฎบนท้องฟ้า ร่างสูงเป็นฝ่ายเห็นบรรยากาศด้านนอกซะก่อนผ่านกระจกบานร้านบานใส จึงส่งเสียงร้องทักคนตัวเล็กที่เริ่มพิงตัวเขาซะแล้ว อ่านหนังสือทีไรง่วงตลอดเลย ชอบสร้างความหนักให้กับช่วงไหล่เสมอ

 

แต่ตัวเขาก็ไม่เคยบ่นนี่สิ

 

มือหนาลูบศีรษะนุ่มเล็กเบาๆให้อีกฝ่ายรู้ตัว คนตัวเล็กเงยหน้ามามองที่พักพิงของเขาแล้วยิ้มแห้งออกมา สงสัยจะคิดว่าแบคฮยอนจะว่าเจ้าคนตัวเล็กแน่ๆ แต่ปล่าวเลยเขาไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้นหรอกถึงอีกคนจะน่าแกล้งก็ตาม เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยนพลางลูบกลุ่มผมนุ่มสีไวน์แดงด้วยความเบามือ

 

 

" เย็นแล้ว กลับกันเถอะ "

 

 

" อือ... ก็ได้ "

 

 

เสียงนุ่มเอ่ยตอบร่างสูงก่อนจะผุดตัวออกจากที่พักพิงและลุกขึ้นยืนสะพายกระเป๋ารอแบคฮยอน ร่างสูงลุกขึ้นตามหยิบกระเป๋าใบเดิมของตัวเองเดินคู่ไปกับคนตัวเล็ก ทั้งสองวางหนังสือลงที่เดิมแล้วออกจากร้านไป

 

ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าร้านหนังสือมองหน้ากันสักพักหนึ่ง คนตัวเล็กเป็นฝ่ายจ้องมองเพื่อนตัวสูงก่อน ดวงตากลมเล็กเหมือนกับต้องการจะรั้งเขาเอาไว้ แบคฮยอนเห็นสายตาคู่นั้น แล้วอดสงสารไม่ได้ จะว่าเขาใจอ่อนก็ได้

 

 

" ทำหน้าแบบนั้นทำไม "

 

 

" แบบไหน? "

 

 

" ก็แบบที่ทำอยู่นั่นแหละ อยากอยู่กับฉันเหรอ หืม?"

 

 

แบคฮยอนเอ่ยทีเล่นทีจริงออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรพลางยิ้มอ่อน แต่คยองซูที่ยังคงจ้องเขาด้วยสายตาแบบเดิมอยู่ ก้มหน้างุดพยักหน้ารับเบาๆ ใบหูเล็กขึ้นสีแดงอ่อนจางๆ ดูแล้วน่ารักน่าชังจริงๆเลย ร่างสูงเปรยยิ้มให้เด็กหนุ่มก่อนจะเลื่อนมือหนามากุมมือเล็กที่เอาแต่จับมือตัวเองเอาไว้

 

 คนตัวเล็กเงยหน้าสบตากับเจ้าของมือหนา นัยน์ตาสีรัตติกาลเฉกเช่นเดียวกับท้องฟ้าที่กำลังจะมาถึง ความรู้สึกที่แผ่ออกมาผ่านดวงตาคู่นั้นมันอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลง

 

'ไม่เคยเปลี่ยนแปลง'

 

 

" งั้นมาบ้านฉันสิ คยองซู "

 

 

 

 

 

" ห้องกว้างจัง "

 

 

" ขอบคุณ ทำตัวตามสบายเลยนะ "

 

 

ร่างสูงกล่าวพร้อมวางกระเป๋าลงบนเตียงของเขาเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนตามกระเป๋าไป ทิ้งให้คนมาใหม่มองด้วยสายงุนงงแต่ก็ยอมเข้ามาในห้องแล้วสำรวจภายในห้องทำตัวตามสบายอย่างที่เจ้าของบอก

 

เด็กหนุ่มเดินที่ชั้นหนังสือหลากหลายประเภทของแบคฮยอนด้วยสายตาสนใจราวกับเด็กกำลังเจอของเล่น รอยยิ้มหัวใจยิ้มออกมาอย่างมีความสุข พลางหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาเปิดอ่านอย่างสนอกสนใจ โดยมีเจ้าของห้องเหลือบมองอยู่เงียบๆ

 

จู่ๆมือถือของแบคฮยอนก็สั่น เขาหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงของตัวเองออกมาปิดเครื่องก่อนที่จะโยนทิ้งไว้ข้างตัว เป็นครั้งแรกเลยที่เขาเมินเฉยกับข้อความของคนอื่น ปกติเขาจะว่างแล้วรีบตอบรีบปิดแชทแต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ต่างออกไป อยากใช้เวลาเฝ้ามองเด็กคนนี้ซะมากกว่า

 

 

" ดูเล่มไหนอยู่เหรอ "

 

 

แบคฮยอนกล่าวพร้อมผุดลุกขึ้นจากเตียงไปยืนทางด้านหลังของเด็กหนุ่ม นำใบหน้าเกยบนไหล่ของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด คยองซูสะดุ้งตกใจแต่ก็ไม่ขัดขืนอะไรและพูดตอบกลับพยายามทำเสียงไม่ให้สั่น

 

 

" อือ หนังสือจิตวิทยาน่ะ "

 

 

" นายสนใจเรื่องพวกนี้เหรอ "

 

 

แบคฮยอนว่าพลางเฝ้ามองดูหน้าหนังสือที่เปิดไปมาอยู่ด้วยท่าทีสบายเหมือนเป็นตัวของตัวเอง ต่างจากคยองซูที่ใจเต้นไม่ระส่ำจนอยากจะวิ่งหนีออกจากห้องไปแต่ก็ทำไม่ได้ กลุ่มผมสีน้ำตาลที่เคยมองจากที่ไกลๆมาตลอดมาอยู่ในระยะที่สายตามองเห็นแบบใกล้ชิดโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้  เขาปรับตัวไม่ทัน

 

คยองซูจึงเอนศีรษะพิงกับศีรษะของอีกฝ่ายบ้าง ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันเพียงแค่ทิ้งบรรยากาศให้ตกอยู่ในความเงียบ แบคฮยอนคิดว่าคยองซูคงจะกำลังอ่านหนังสืออยู่เลยไม่ได้พูดกวน ส่วนคยองซูนั้นเขินอายจนปากสั่นพูดอะไรไม่ออกไปแล้ว

 

 

"... "

 

 

".... "

 

 

" นี่... "

 

 

" ..? "

 

 

" ช่วยเอาหัวนายออกไปหน่อยสิ มันเริ่มหนักแล้วนะ "

 

 

แบคฮยอนพูด เด็กหนุ่มทำศีรษะตั้งตรงทันทีพลางเก็บหนังสือเข้าชั้นไปด้วย ก่อนถอยห่างจากแบคฮยอนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วทำทีเปิดประเด็นคุยเรื่องอื่นกลบเกลื่อนอาการเขินอายด้วยการเปิดสมุดเล่มหนาเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเอ่ยตอบ

 

 

" อ่า นี่คืออะไรเหรอ เห็นวางอยู่บนโต๊ะเนี่ย สมุดจดอะไรทำไมหนาจัง "

 

 

คยองซูพูดเร็วจนลิ้นแทบพันกัน เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอพูดอะไรที่เป็นการเสียมารยาทไปรึเปล่า หรือสิ่งที่ทำอยู่เป็นการเสียมารยาทขนาดไหน เด็กหน่มหยุดการกระทำของตัวเองไม่ทันซะแล้ว แบคฮยอนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย...อีกครั้ง มันเป็นสายตาเดียวกับครั้งแรกที่แบคฮยอนมองมาเมื่อพวกเขารู้จักกัน คยองซูหยุดชะงักการกระทำไปโดยไม่รู้ตัว มือที่จับสมุดนั้นค้างไว้อยู่กับที่ ในหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกว่าควรจะทำอะไรต่อไป

 

ได้แต่หวังว่าแบคฮยอนคงจะไม่โกรธ ..

 

 

" คะ คือ ...คือว่า.. "

 

 

" ไม่เป็นไรหรอก มองเผินๆคงจะคิดว่าสมุดจดกันล่ะมั้ง "

 

 

" ขอโทษนะ "

 

 

แบคฮยอนเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ หยิบสมุดเล่มนั้นจากมือเล็กก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเตียงพลางเปิดสมุดไปผ่านๆตา โดยมีเด็กหนุ่มนั่งเฝ้ามองอยู่เงียบๆ ร่างสูงปิดสมุดเล่มนั้นลงวางไว้ข้างตัวก่อนจะพูดตอบ

 

 

" จริงๆมันคือไดอารี่ของฉัน "

 

 

" ไดอารี่..? "

 

 

" อย่างกับเด็กผู้หญิงเลยสินะ มาจดไดอารี่แบบนี้ แต่ที่ฉันทำมันมีเหตุผล "

 

 

ร่างสูงว่าพลางแค่นยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นไม่ใช่การแสดงออกของความสุข แต่เป็นความทุกข์ความกังวลบางอย่างที่สัมผัสได้ผ่านทางรอยยิ้ม เด็กหนุ่มนั่งฟังเงียบไม่ปริปากพูดอะไร เพียงแค่ตั้งใจฟังที่อีกฝ่ายพูดไปก่อน

 

 

" ถ้านายรู้แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ .. อ่า.. ทำไมนายถึงทำให้ฉันแปลกไปทุกทีเลยนะ "

 

 

" ... "

 

 

แบคฮยอนพูดกับเขา แล้วพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะสบตากับเด็กหนุ่มอย่างการพูดคุยทุกครั้ง แต่คยองซูกลับรู้สึกว่ามันกำลังต่างออกไป มีบางอย่างกำลังไม่เหมือนเดิม

 

 

" ฉันรู้สึกว่าฉันขี้ลืมผิดปกติ ฉันจะลืมอะไรที่สำคัญมากๆ หรือแม้แต่บางเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ ฉันกลับจำมันไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร "

 

 

" ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ "

 

 

หลังจากเงียบมานาน คยองซูเริ่มพูดโต้ตอบบ้าง ลึกๆแล้วเด็กหนุ่มหวังให้แบคฮยอนจำได้ หวังให้จดจำเรื่องของ'เรา'ได้อีกครั้ง แบคฮยอนนิ่งเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบกลับ

 

 

" ไม่รู้สิ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันรู้สึกได้ มันรู้สึกว่ามี'บางคน'ที่สำคัญกับฉันมาก เธอคนนั้นอยู่กับฉันมาตลอด เราทำอะไรด้วยกันหลายอย่างแต่ฉันจำไม่ได้ เธอเป็นคนน่ารัก อ่อนโยน แต่ไม่ค่อยพูดไปหน่อย จนวันหนึ่งเธอหายไป หายไปจากชีวิตของฉัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฉันรู้สึกว่าเราไม่ได้เกลียดกันด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับลืมเธอไป .. หรือว่าฉันจะจำเธอไม่ได้ซะเอง "

 

 

แบคฮยอนพูดยาวกว่าทุกครั้ง ยาวกว่าปกติที่เคยเป็น นัยน์ตาสีเปลือกไม้สะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งที่ได้พูดเป็นความจริงไร้ซึ่งคำโกหกใดๆ คยองซูสบตากับอีกฝ่ายจนรู้สึกได้ว่าเผลอจ้องมากเกินไปแล้ว จึงหลบสายตาของแบคฮยอน เป็นสายตาที่ไม่กล้าสู้เลยจริงๆ หรืออาจเพราะสิ่งที่แบคฮยอนเอ่ยถึงคือ'เขา'ก็ไม่ทราบ คยองซูพยายามเก็บความรู้สึกส่วนตัวเอาไว้แสร้งเป็นคนรู้จักของแบคฮยอนต่อไป ไม่ว่ายังไงก็ตาม

 

 

" เหรอ.. เธอสำคัญกับนายมากเลยสินะ "

 

 

" เธอสำคัญมากพอๆกับชีวิตของฉัน "

 

 

แบคฮยอนกล่าวพร้อมยิ้มขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล รู้สึกมีความสุขอย่างไม่มีสาเหตุ เหมือนกับแค่พูดถึง'เธอคนนั้น'ก็ทำให้มีความสุขแล้ว เฝ้าหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกัน โดยไม่รู้เลยว่าคนที่ถูกพูดถึงอยู่ใกล้แค่เพียงเอื้อมมือ

 

แค่ตรงหน้าของเขาเอง..

 

คยองซูเค่นยิ้มแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรและมีความสุขร่วมกับแบคฮยอน มือหนาหยิบสมุดข้างตัวขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับอธิบายต่อ

 

 

" ฉันเคยฝันถึงเธอคนนั้นด้วย พอตื่นฉันก็รีบบันทึกลงในสมุดเล่มนี้ ทุกคนที่ได้ฟังชอบว่าฉันเป็นบ้าทุกทีเลยล่ะ ฮ่ะๆ "

 

 

" ฉันไม่คิดว่าอย่างนั้นหรอกนะ "

 

 

เด็กหนุ่มเอ่ยแย้งพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน แบคฮยอนมองเด็กหนุ่มด้วยความแปลกใจพร้อมตั้งใจฟัง

 

 

" ถ้าเกิดเธอคนนั้นรู้ เธอจะต้องดีใจแน่ๆ บางทีเธออาจจะอยู่ไม่ไกลจากนายหรอก อาจจะใกล้นายมากจนนายคิดไม่ถึง "

 

 

" นั่นสินะ เธอจะอยู่ที่ไหนบนโลกนะ? "

 

 

ตรงนี้ไง...

 

 

" ใกล้ตัวนายล่ะมั้ง "

 

 

คยองซูกล่าวเป็นนัยๆไม่กล้าพูดความจริงออกไปว่าเธอคนนั้นที่แบคฮยอนพูดถึงเป็นตัวเอง เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเศร้าออกมาพลางมองไปที่สมุดเล่มหนาในมือ แต่แบคฮยอนไม่รู้สาเหตุของรอยยิ้มนั้นจึงคิดไปเองว่าคงเศร้าเพราะเรื่องเล่าของตัวเอง แล้วตัดสินใจยื่นสมุดในมือให้กับเด็กหนุ่ม

 

ทำตัวแปลกไปอีกแล้วนะเรา แบคฮยอน..

 

 

" อะ ฉันให้นายอ่าน ลองดูสินายน่าจะเข้าใจฉันได้ล่ะมั้ง "

 

 

คยองซูมองสมุดเล่มหนาสลับกับใบหน้าหล่อตรงหน้าก่อนจะรับสมุดนั้นมาด้วยมือเล็กของตัวเอง ค่อยๆเปิดหน้าแรกเป็นการจดบันทึกปกติ เขียนระบุเกี่ยวชื่อ อายุ สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบแบบทั่วๆไป

 

 

 

บยอน แบคฮยอน

 

อายุ 17 ปี

 

ชอบ อ่านหนังสือ

 

ไม่ชอบ อยู่ในสังคมคนเยอะ

 

อยู่โรงเรียนxxxxx

 

 

สมุดจดเกี่ยวกับ-เธอคนนั้น- ?

 

I will find U :)

 

 

 

เด็กหนุ่มอ่านทุกตัวอักษรที่เขาจดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับต่างออกไปเหมือนกับเก็บงำความลับเอาไว้ บางอย่างที่ไม่สามารถพูดออกไปได้ แบคฮยอนเฝ้ามองดูอยู่เงียบๆ มือเล็กเลื่อนเปิดไปหน้าต่อไป

 

 

 

Day 1

 

 

เป็นครั้งแรกที่ฝันแปลกๆในชีวิต เหมือนเห็นใครอยู่ในฝันก็ไม่รู้ ผมฝันว่าผมอยู่ในที่ที่หนึ่งมองไม่เห็นอะไรมีแต่ความมืดอยู่รอบๆ ผมเดินต่อไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมายไม่มีทิศทาง คิดแค่ว่าต้องตามหาอะไรสักอย่าง จนผมไปเจอเข้าจริงๆ เห็นแสงสว่าง...

 

พอผมเดินเข้าไปใกล้ๆเห็นแสงนั่นแผ่ออกมาจากตัวของเธอ เธอนั่งกอดเข่าอยู่ท่าทางเศร้าๆ ผมไม่เห็นหน้าของเธอเลยแต่ผมก็ตัดสินใจพามาด้วย ตอนแรกเธอขัดขืนพยายามดึงแขนกลับ เดินกลับไปที่เดิมให้ได้ แต่สุดท้ายก็แพ้แรงของผมอยู่ดี

 

ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ พยายามจะชวนเธอคุยแต่ไม่รู้ทำไมเธอไม่พูดอะไรเลย :(

 

พวกเราเดินกันไปเรื่อยๆโดยมีแสงของเธอช่วยส่องนำทาง เราแนะนำตัวเองอีกครั้งคราวนี้เธอยอมพูดด้วยแต่น่าเสียดายที่เราดันจำชื่อของเธอไม่ได้

 

จากนั้นเราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา จบความฝันของเธอคนนั้น

 

 

มันคงจะไม่มีอะไรหรอกมั้ง คงจะคิดมากไปเอง

 

 

 

เด็กหนุ่มอ่านบันทึกวันแรกจบแล้ว มือเล็กเปิดหน้าต่อไปอย่างช้าๆ แต่เมื่อพิจารณาลองอ่านดีๆแล้วสิ่งที่เขียนไว้ในวันที่สองไม่ต่างจากวันแรกเลย ความฝัน เรื่องของเธอคนนั้น หรือแม้กระทั่งคำพูดที่ถูกบันทึก หน้ากระดาษแผ่นบางสีขาวถูกเปิดไปหลายสิบแผ่นอย่างเบามือ ไม่ให้ผิดสังเกตจากสายตาของแบคฮยอน ดวงตากลมโตสีมืดพิจารณาหย้าต่อไปเรื่อยๆ สิ่งที่ถูกบันทึกลงในกระดาษพวกนี้ไร้ซึ่งความแตกต่าง เหมือนกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือวงจรไม่รู้จบ ความทรงจำของแบคฮยอนกำลังย่ำอยู่กับที่

 

คยองซูควรจะทำยังไงล่ะ ..?

 

นัยน์ตาสีรัตติกาลหันมาสบตากับดวงตาของร่างสูง พลางยิ้มให้อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งสองสบตากันอยู่สักพักหนึ่งให้ความรู้สึกทั้งหมดได้บอกผ่านทางสายตา มีเพียงความเงียบเป็นตัวเชื่อมกลางระหว่างทั้งสองเอาไว้ จนแบคฮยอนเป็นฝ่ายหันหน้าหนีไปก่อน หลบดวงตาคู่สวยสีท้องฟ้ารัตติกาล เขาทนไม่ได้ ข้างในรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนหัวใจของทั้งคู่ถูกเชื่อมเข้าหากัน เชื่อมความรู้สึก ทำให้แบคฮยอนรับรู้ความรู้สึกของคยองซูมากกว่าที่สามารถสังเกตได้ผ่านสายตา

 

เจ็บปวด...

 

มือหนากุมมือตัวเองแน่น เหงื่อเย็นไหลตามมือทั้งสองข้าง ความลับที่เก็บซ่อนไว้กับตัวเองมานานแสนนาน ต้องเปิดเผยในวันนี้ ดวงตาคู่เปลือกไม้หันกลับมาสบตากับเด็กหนุ่มอีกครั้ง ถึงจะลำบากใจแค่ไหนแต่เขาก็ควรจะพูดออกไป

 

 

" คงเห็นแล้วสินะ "

 

 

คยองซูพยักหน้าแทนการพูดโต้ตอบ

 

 

" สมองของฉันมันผิดปกติ ...ความทรงจำจะหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนที่ฉันไม่รู้ตัว "

 

 

เป็นความจริงที่รู้อยู่แก่ใจ แต่หัวใจเจ้ากรรมดันไม่ยอมรับความจริง

 

 

คยองซูหลุบสายตาต่ำลง สายตาเลื่อนลอยมองไปที่พื้นห้องเหมือนกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มไม่รู้จะเอ่ยตอบอีกฝ่ายไปอย่างไร จะให้ตอบว่าเขาอยู่แล้วงั้นเหรอ เขาเผลอเค่นยิ้มเศร้าออกมาโดยไม่รู้ตัว มือเล็กเปิดหน้าสมุดอ่านวันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พยายามเก็บความรู้สึกที่มันยังคุกรุ่นอยู่ภายในใจเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้มันออกมาได้ เพราะถ้าหากสิ่งที่ปิดเอาไว้เผลอออกมาแล้วเขาไม่รู้จะรับมืออย่างไร แต่..

 

หัวใจดวงเล็กๆของคยองซูย่อมมีขีดจำกัด..

 

แบคฮยอนทำได้เพียงเฝ้ามองดูเงียบๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับคนตรงหน้า เพราะความจริงแล้วคยองซูอาจจะไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดก็ได้ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วคนตรงหน้าต้องไว้ใจมากพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่ตามคนที่รู้จักกันไม่นานมาถึงบ้านง่ายๆแน่ หรือความเป็นไปได้อีกอย่างคือ คยองซูเคยรู้จักกับเขามาก่อน

 

แต่มันจะเป็นไปได้จริงๆเหรอ..?

 

 

" คยองซู.. "

 

 

" ...? "

 

 

คนตัวเล็กค่อยๆเงยหน้ามาตามเสียงเรียก

 

 

" ถ้าฉันถามอะไร.. นายช่วยตอบมาตามตรงได้ไหม "

 

 

เด็กหนุ่มทำสีหน้าสงสัยในทันที แต่ก็กลับมาทำสีหน้าดังเดิม ดวงตากลมโตสบตากับเขาไม่หลบไปทางอื่น แบคฮยอนตัดสินใจถามออกไปตรงๆโดยไม่ใช้วิธีการอ้อมอะไรทั้งนั้น ถ้าหากเป็นความจริงมันคงจะมีอีกหลายเรื่องที่เขาไม่รู้ แต่ถ้าหากไม่จริงเขาคงจะจินตนาการเพ้อไปเองก็เท่านั้น

 

 

" ได้สิ ถามมาได้เลย "

 

 

" ...นายเคยรู้จักฉันมาก่อนรึเปล่า "

 

 

เด็กหนุ่มตกใจในคำถามจนมือเล็กที่จับสมุดอยู่เผลอปล่อยร่วงหล่นลงกับพื้นห้อง เสียงสมุดกระทบกับพื้นดังปึง คนตัวเล็กหลบสายตาจากแบคฮยอนพร่ำบอกขอโทษไม่หยุด ลนลานพยายามเก็บสมุดที่ร่วงขึ้นมา จนแบคฮยอนต้องก้มลงเก็บด้วยตัวเอง

 

' หมับ '

 

มือหนากอบกุมมือเล็กที่กำลังจับสมุดไว้พอดิบพอดี ทำให้เด็กหนุ่มหยุดการกระทำชะงักหันมาสบตากับแบคฮยอนอีกครั้ง

 

 

" ตอบมาสิ "

 

 

" .....ถ้าฉันตอบว่า'ใช่'ล่ะ? "

 

 

ความเงียบเข้ามาครอบปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหายใจที่คอยลดความตึงเครียดภายในห้องที่ทั้งสองแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มจับจ้องไปที่ดวงตาของร่างสูงเขม็ง คาดคั้นคำตอบจากอีกฝ่าย ความรู้สึกในนัยน์ตายังคาดหวังว่าคำตอบนั้นคงจะไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา ถึงมันจะเป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆก็ตามที

 

เป็นฝ่ายแบคฮยอนเสียเองที่สับสน มือหนาฉุดมือของตัวเองกลับ สัมผัสอุ่นจากมือเล็กยังคงอยู่แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาเลย จู่ๆในความคิดกลับมีภาพหนึ่งเข้ามาภายในหัวท่ามกลางความสับสน ภาพของความทรงจำบางอย่างเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว แน่นอนว่าภาพความทรงจำนั้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดเสมอ

 

 

" อึก!?! "

 

 

" แบคฮยอน!? "

 

 

' จำฉันได้ไหม '

 

 

' นายเป็นใคร '

 

 

' อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่รู้จักนาย ไม่เคยรู้จักนาย '

 

 

' ตะ แต่... นั่นสินะ '

 

 

'... '

 

 

' นายไม่ผิดหรอก ฮึก ไม่ผิดจริงๆ '

 

 

ภาพที่ได้เห็นกลับเป็นเพียงความมืดมิด ทำไมกันล่ะ ทั้งๆที่ควรจะมองเห็นได้แท้ๆแต่ทำไม เสียงของเด็กหนุ่มฟังดูคุ้นหู พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแค่ได้ฟังก็รู้แล้วว่ารู้สึกทรมานมากแค่ไหน แต่เสียงอีกคนหนึ่งที่ได้ยินแจ่มชัดนั่นคือ'แบคฮยอน'เหรอ ทำไมถึงได้พูดอะไรห่างเหินไร้เยื่อใยแบบนั้นออกไป นี่เขาเผลอทำร้ายเด็กคนนั้นไปเหรอ

 

 

" แบคฮยอน... อึก"

 

 

" ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจอย่าร้องไห้เลยนะ  "

 

 

คำพูดพร่ำบอกเด็กหนุ่มในความทรงจำถึงแม้คำพูดนั้นจะส่งไปไม่ถึงคนในอดีตก็ตาม

 

ไม่รู้ว่าความรู้สึกอบอุ่นที่ไหลออกมาจากดวงตาของเขา มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ น้ำตาของแบคฮยอนไหลเป็นสายน้ำ บ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่รู้สึกได้จากเด็กหนุ่มในภาพความทรงจำ แต่สิ่งหนึ่งที่แบคฮยอนรู้สึกได้ถึงแม้จะมีภาพความทรงจำเข้ามาซ้อนทับนั่นคืออ้อมกอดจากใครคนหนึ่งเป็นสัมผัสเดียวกับครั้งแรกที่ได้พบกัน มือเล็กพยายามโอบกอดร่างสูงเอาไว้แน่นถึงแม้อีกฝ่ายจะดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดจากความทรงจำมากเท่าไหร่ คยองซูก็ไม่ปล่อย น้ำสีใสไหลออกจากดวงตาคู่สวยไม่ต่างกัน ความทรมานที่ไม่สามารถอธิบายได้ และหลั่งเป็นน้ำตาเท่าไหร่ก็ไม่พอ

 

การถูกลืมจากคนที่เรารัก โดยรับรู้ว่าเราไม่มีตัวตนในสายตาของเขาเลย คือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุด

 

มือหนากุมศีรษะของตัวเองกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ภาพในความคิดมันเบลอไปหมด เขากลับมามองไม่เห็นอะไรอีกครั้ง มีเพียงเสียงที่ตอกย้ำอยู่ภายในความคิด

 

 

' ฉันทำไม่ได้หรอกแบคฮยอน นายก็รู้ '

 

 

เด็กคนนั้นพูดชื่อของเขาเหรอ?

 

 

' แต่ฉันไม่ได้อยากให้นายอยู่กับคนป่วยแบบฉัน นายเข้าใจไหม '

 

 

นั่นคือเสียงของเขาสินะ..

 

 

' xxxxx ....ฉันขอล่ะถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายที่นายช่วยทำให้ฉันได้ไหม xxxxx ขอร้องล่ะ '

 

 

ช่วงจังหวะที่เสียงเว้นช่วงหายไปจะต้องมีความสำคัญเกี่ยวข้องกันแน่ มันจะเป็นอะไรไปได้นอกจากชื่อคน แต่ใครล่ะ

 

ทันทีที่ตั้งคำถามกับตัวเองความมืดที่มีอยู่เริ่มเลือนหายไป แสงสว่างส่องผ่าความมืดนั้นมาช่วยให้การมองเห็นของเขาดีขึ้น แต่มันไม่ชัดเจนทำให้เห็นเพียงภาพเบลอเลือนลาง รอยยิ้มของใครคนหนึ่ง ดวงตาคู่สวยสีรัตติกาลจับจ้องมาที่เขาไม่ละสายตาไปไหน

 

รอยยิ้มแห่งความสุขที่ไม่อาจหาได้อีกตลอดกาล ความวัยเยาว์ที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นมีช่างสดใสเหลือเกิน สาดส่องความอบอุ่นมาในใจของแบคฮยอน หากแต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว  ถูกมอบให้กับเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนความทรงจำของแบคฮยอนทั้งหมดจะถูกลบหายไป เหลือเพียงความเจ็บปวดอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

" คยองซู ..."

 

 

ภาพความทรงจำเลือนหายไปจนหมดสิ้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่แบคฮยอนหลับตาลงเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวด แต่ตอนนี้เขากำลังค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เปลือกตารู้สึกหนักราวกับมีหินมาถ่วงเอาไว้ ดวงตาสีเปลือกไม้พยายามปรับความชัดเจนใยการมองเห็นอีกครั้ง ก่อนจะได้เห็นเจ้าของชื่อที่ตนเองเผลอพูดออกมาอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแต่ดวงตาแดงก่ำเหมือนกับพึ่งหยุดร้องไห้ได้ไม่นาน

 

 

" ฉันอยู่นี่แล้ว "

 

 

"..... "

 

 

" ยังจำฉันได้ใช่ไหม "

 

 

คยองซูพยายามถามอีกครั้งหนึ่งถึงแม้ลึกๆจะไม่ได้คาดหวังคำตอบเพราะกลัวว่าจะไม่สมหวังอย่างที่คิด นัยน์ตาสีเปลือกไม้จับจ้องใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มอย่างพินิจพิจารณา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง หวังแค่เพียงโชคยังคงเข้าข้างเขาบ้าง

 

 

"... จำได้สิ "

 

 

" อึก เหรอ ฮึก.. ฮือ.. "

 

 

น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ เหมือนกับพระเจ้ามอบความเมตตาให้กับคยองซูแล้ว น้ำตาแห่งความปิติสุขหลั่งไหลไม่หยุด หยดลงบนใบหน้าของร่างสูงเล็กน้อย แบคฮยอนคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน มือหนาเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตานั้นอย่างเบามือ ความอบอุ่นยังคงเดิม ไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลย เป็นสิ่งที่คยองซูยังคงรักเสมอมา

 

 

" ไม่ร้องนะครับ "

 

 

เสียงทุ้มละมุนเอ่ยน้ำเสียงปลอบประโลม เด็กหนุ่มพยายามจะหยุดน้ำตาของตัวเองแต่ยังทำไม่

ได้เสียที ยิ่งร่างสูงอ่อนโยนมากเท่าไหร่เขายิ่งหยุดไม่ได้ รู้สึกแพ้คนๆนี้เหลือเกิน แพ้เสียจนคิดว่าถ้าหากขาดคนๆนี้ไปเขาจะอยู่ยังไง

 

 

หรือถ้าไม่มีตัวตนแบบนี้อีกสักหมื่นครั้ง เขาจะอยู่ยังไง?

 

 

 

 

 

" เด็กขี้แง "

 

 

" ก็มันเพราะใครล่ะ "

 

 

คนโดนแซวเอ่ยตอกกลับน้ำเสียงไม่พอใจเล็กๆ ดวงตากลมเหล่มองร่างสูงที่เอาแต่นั่งทานอาหารเช้าอย่างสบายใจ  ต่างจากเขาคยองซูที่ต้องทนกับอาการปวดตาเพราะการร้องไห้ของตัวเอง ซึ่งสาเหตุที่เขาร้องไห้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็เจ้าคนตรงหน้าเนี่ยแหละ

 

ร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกัดขนมปังปิ้งในมือ ทานต่ออย่างอารมณ์ดี พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่หลังจากนั้นคยองซูก็ร้องไห้ไม่หยุดเลย จนสุดท้ายเขาก็ต้องนั่งกอดปลอบไปจนเด็กขี้แงหลับไปด้วยความเพลียในที่สุด

 

 เป็นครั้งแรกที่แบคฮยอนปลอบใครนานขนาดนี้ คยองซูทานอาหารเช้าเสร็จก่อนนานแล้ว เพราะเขาเป็นคนที่ตื่นมาทำอาหารเช้าให้ก่อนนั่นเอง อาจเพราะรู้สึกว่าที่ตัวเองนอนมันอุ่นผิดปกติล่ะมั้งถึงทำให้ตื่นก่อน

 

แบคฮยอนเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง เข็มยาวชี้ที่เลขสิบสอง ส่วนเข็มสั้นชี้ที่เลขเจ็ด เป็นเวลาเจ็ดโมงตรง ด้วยเวลาเท่านี้ถ้าทั้งสองคนเลือกจะเดินไปแค่สิบห้านาทีก็ถึงแล้ว

 

แต่ความชอบของแบคฮยอนอย่างหนึ่งคือออกจากบ้านก่อนเวลาและกลับบ้านช้า เหตุผลหลักๆที่สร้างนิสัยแบบนี้คือการกระทำของคนในบ้านอย่างประโยคหนึ่งสำหรับเด็กที่มีปัญหาชอบพูดคือ'อยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข'

 

แบคฮยอนเป็นหนึ่งในนั้นที่พูดประโยคนี้บ่อยๆเวลาที่มีใครถามถึงครอบครัว แต่คนส่วนใหญ่จะเอาแต่หัวเราะแห้งแล้วพูดไปอีกเรื่องหนึ่งไม่ก็คิดว่าเขาพูดเล่น เหตุผลคงไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวนักก็เพราะเขาเป็นครอบครัวที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมาก ถ้าใครกล้ามองในแง่ที่ไม่ดี หรือสอดรู้เมื่อไหร่คงไม่ได้เห็นของเขาอีกแน่นอน

 

ไม่นานนักที่ทั้งสองทานอาหารเช้า เสียงซุบซิบจากแม่บ้านวัยกลางคนดังมาจากห้องครัว กำลังพูดเรื่องของแบคฮยอนและแม่ของเขาอย่างสนุกปาก จะบอกว่านี่เป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันก็ไม่ผืดนัก

 

 

" ไปกันเถอะ "

 

 

" ทานก่อนก็ได้น่า ไม่ต้องรีบหรอก "

 

 

แบคฮยอนชักสีหน้าเล็กน้อยที่คนตัวเล็กมาขัดใจเขาตั้งแต่เช้า ยัดขนมปังเข้าในปากเคี้ยวงุบงับอย่งเร่งรีบ ร่างสูงยืนขึ้นเต็มความสูงและฉุดมือเล็กเข้ามากุมเอาไว้และพาเดินออกจากบ้านในทันที คยองซูไม่ทันพูดอะไรพยายามฉุดแขนตัวเองเอาไว้แต่ไม่เป็นผล เลยโดนดึงออกไปตามใจของแบคฮยอน

 

ร่างสูงพาเดินออกจากบ้านโดยไม่กล่าวทักทายใครเลย แม้กระทั่งแม่บ้านมีแค่บางคนเท่านั้นที่เขาจะยอมรับไหว้ด้วย ที่เหลือเขาเลือกที่จะเมินเฉยทำเป็นไม่มีตัวตน คยองซูรู้เหตุผลอยู่ลึกๆว่าทำไมแบคฮยอนถึงทำแบบนั้นลงไป แต่ถ้าเขาถามออกไปคำตอบมันจะยังเหมือนเดิมไหมนะ

 

ก็ได้แต่สงสัยในใจอยู่เรื่อยไปเหมือนทุกครั้ง สนใจแค่เพียงมันจะเหมือนเดิมหรือไม่

 

เดินมาได้สักพักหนึ่งน่าจะกลางทางแล้ว ระหว่างทางมีเสียงพูดคุยกันบ้างเพราะคยองซูเป็นฝ่ายชวนคุย แบคฮยอนยังดีที่ตอบเขามาบ้าง ไม่ได้เงียบเหมือนครั้งแรกที่เจอกันแล้ว ทั้งที่ควรจะดีใจแต่ก็มีสองสิ่งที่ยังรบกวนจิตใจอยู่

 

อย่างแรกคือทุกครั้งที่เรื่องกำลังจะไปได้ด้วยดี ในตอนสุดท้ายมันจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

 

นี่คือสิ่งที่คยองซูกลัวมากที่สุด

 

อย่างที่สองแบคฮยอนมีท่าทีแปลกไปทำตัวเหมือนกับครั้งนั้น เหมือนกับในอดีต

 

ถ้าคยองซูถามออกไปบทสนทนามันจะเหมือนเดิมไหม ทำไมตัวเขาถึงคาดหวังให้ทุกอย่างเหมือนเดิมทั้งที่มันเปลี่ยนไปตั้งขนาดนี้แล้วนะ

 

 

คยองซูพูด " แบคฮยอน "

 

 

" หือ? "

 

 

" ทำหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เลย มีอะไรรึเปล่า "

 

 

" เปล่านี่ แค่ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ "

 

 

ร่างสูงยิ้มให้คยองซูเพื่อไม่ให้เพื่อนตัวเล็กกังวล มือหนาของแบคฮยอนลูบกลุ่มผมนุ่มน้ำตาลอ่อนอย่างคุ้นมือจนผมเริ่มชี้ยุ่ง คนตัวเล็กจึงเริ่มโวยวายแล้วดุแบคฮยอนเข้า ร่างสูงคลี่ยิ้มขำกับอาการโมโหของอีกฝ่าย มันไม่ได้ดูน่ากลัว หรือทำให้รู้สึกผิดเลย

 

 

" เด็กน้อยอย่าโกรธพี่เลยนะโอ๋ๆ เดี๋ยวซื้อขนมให้นะ "

 

 

คยองซูเริ่มรู้สึกโมโหคนตัวสูงขึ้นมาจริงๆแล้ว เพราะแบคฮยอนเอาแต่หัวเราะไม่รู้สึกผิดเลย แถมมาล้อเขาว่าเหมือนเด็กอีก ขาเล็กยกพยายามจะเตะอีกฝ่าย แต่แบคฮยอนหลบได้ทัน แล้วรีบวิ่งหนีไปพลางส่งเสียงตะโกนล้อเลียนไม่หยุด คนตัวเล็กไม่รอช้ารีบวิ่งตามไปติดๆ รอยยิ้มถูกเติมแต่งบนใบหน้าทั้งคู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

 

ความกังวลถูกเก็บซ่อนไว้ในใจอีกครั้ง

 

ความสุขแสนหอมหวานชวนให้เสพตืดเข้าแทนที่ แต่เปรียบได้กับระเบิดเวลา

 

หากเราเอาแต่เสพติดสิ่งนั้นจนหลงลืมไปว่ามันมีวันที่จะหายไปล่ะ

 

เวลาที่ได้ตั้งไว้เหลือน้อยลงทุกที ไฟแห่งความรู้สึกติดขึ้นมาแล้ว และมันยังลุกโชนเผาไหม้ชนวนระเบิดไปอย่างรวดเร็ว

 

ถ้าถึงเวลาระเบิดจะยังเหลือใครเป็นผู้รอดชีวิตคนกันบ้างนะ?

 

 

 

 

 

" คิดยังไงชวนฉันกินข้าวด้วยกันเนี่ย "

 

 

เสียงเจื้อยแจ้วของคยองซู ทักทายร่างสูงที่กำลังนอนอย่างสบายใจบนพื้นชั้นดาดฟ้า แบคฮยอนมองคนมาใหม่แล้วคยี่ยิ้มอย่างร่าเริง แต่ยังไม่ลุกขึ้นไม่ได้พูดตอบอะไร คนตัวเล็กจึงเดินเข้ามาหาตรงหน้าของแบคฮยอนแทน ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนก่อนจะนั่งลงใกล้ศีรษะของแบคฮยอน ร่างสูงเห็นดังนั้นจึงเลื่อนศีรษะขึ้นไปวางบนตักของคยองซูเงียบๆ โดยไม่ขอก่อน

 

 

" อะไรของนายเจ้าบยอน แบคฮยอน จะมากเกินไปแล้วนะ "

 

 

ปากคอเราะร้ายพูดอย่างไม่เห็นใจอีกฝ่าย แต่ใบหน้ากลับยิ้มจนตาหยีไปหมด น่ารักชะมัด

 

 

" คยองซูอปป้าา~ ขอผมนอนหน่อยนะครับ "

 

 

" แล้วจะไม่กินข้าวรึไง "

 

 

คยองซูพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือใบหน้าอ้อนของแบคฮยอนเหมือนกับลูกหมาแล้วแกล้งหลับแทน คยองซูหัวเราะเบาๆไม่ให้คนบนตักได้ยินแล้วแกะขนมปังที่หยิบติดมาเป็นข้าวเที่ยงขึ้นมาทานแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เพื่อไม่ให้กวนคนบนตัก

 

แบคฮยอนนอนหลับตานิ่งเข้าสู่นิทราไปแล้ว โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครคนนึงแอบมองใบหน้าของเขาตอนหลับด้วยความรู้สึกที่มีความสุขมากแค่ไหน คยองซูทานขนมปังหมดเรียบร้อยแล้ว มือเล็กเกลี่ยหน้าผมคนบนตักอย่างเบามือไม่ให้รู้สึกตัว

 

 

" นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เห็นนายใกล้ๆแบบนี้  "

 

 

น้ำเสียงที่ได้เอ่ยออกมาอ่อนโยนจนหากใครได้ฟังคงต้องรู้สึกดีไม่ต่างกัน หากแต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นช่างแสนเศร้า ความรู้สึกที่ต้องเก็บซ่อนเอาไว้เพราะตัวตนของคยองซูไม่มีอีกแล้วในสายตาของแบคฮยอน จะแสดงความรู้สึกออกมาให้แบคฮยอนรับรู้เหมือนครั้งอดีตไม่ได้อีกแล้ว

 

แสงอาทิตย์ยามบ่ายอ่อนๆส่องฉาบบนใบหน้าของชายที่กำลังอยู่ในนิทรา จมูกโด่งเป็นสัน แพขนตาเรียวงอนราวกับเจ้าชาย ริมฝีปากหนาที่ไม่เคยคิดจะเอื้อนเอ่ยคำร้ายใดๆกับใคร มือหนาทั้งสองข้างที่มีพอที่จะกุมมือใครสักคนไว้ได้ ดวงตาสีเปลือกไม้ดูลึกล้ำราวกับจักรวาลที่มีดวงดาวหลายล้านดวง ส่องแสงแข่งภายในดวงตานั้น

 

ทั้งหมดนั่นเคยเป็นของคยองซู

 

 

" ฉันขออะไรสักอย่างได้ไหมแบคฮยอน "

 

 

คยองซูเอ่ยเสียงแผ่วราวกับกระซิบให้สายลมอ่อนพัดพาคำพูดของเขาให้หายไปในอากาศ มือเล็กที่เกลี่ยผมเลื่อนสัมผัสใบหน้าไล้ตามโครงหน้าอย่างเบามือ

 

 

" ขอให้นายไม่ลืมฉัน... "

 

 

" ขอให้นายยังจำฉันได้..  "

 

 

พยายามอย่างยิ่งไม่ให้น้ำเสียงนั้นดูสั่นเครือจนฟังไม่ได้ศัพท์ คำขอจากคยองซูไม่รู้จะส่งไปถึงแบคฮยอนที่อยู่ตรงหน้าหรือไม่ คำขอที่ดูเป็นไปไม่ได้แต่ผิดหรือที่จะลองให้ความหวังกับมัน ไม่ว่าจะสักกี่ครั้งก็ขอมีความหวังต่อไป

 

มันผิดมากเลยเหรอ?

 

 

" นายไม่ต้องรักฉันก็ได้ ฉันขอแค่ให้นายจำฉันได้ก็พอ.. "

 

 

หยดน้ำใสหลั่งไหลรินอาบใบหน้าของเด็กหนุ่มตั้งแต่โดยไม่รู้ตัว คยองซูโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆเอ่ยเสียงแผ่วเบา หยดน้ำตานั้นไหลไปตามแรงโน้มถ่วงสัมผัสกับใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่ตั้งใจ มทอเล็กของคยองซูพยายามเช็ดมันออกเพื่อไม่ให้คนที่อยู่ในนิทราตื่นขึ้นมาซะก่อน

 

แต่ดูเหมือนจะช้าไป

 

ดวงตาซึ่งเปรียบได้กับจักรวาลขนาดย่อมของคยองซู ชายผู้เป็นที่รักลืมตาตื่นขึ้นได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของเขาอีกครั้งเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ทันทีที่ได้เห็นน้ำตาเห่อรื้นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คยองซูหยุดมันเอาไว้ไม่ได้ จึงนำมือทั้งสองปิดใบหน้าของตัวเอง ปิดบังความอ่อนแอของตัวเอง

 

แบคฮยอนพลันลุกขึ้นจากตักของคยองซู นั่งหันหน้าเข้าหากัน เอื้อมมือไปจับแขนของอีกฝ่าย ออกแรงดึงเบาๆให้คยองซูนำมือที่ปิดหน้าออก แต่คนตัวเล็กยังดื้อดึงรั้งมือเอาไว้

 

 

" อย.. อย่านะ "

 

 

" นายจะร้องไห้บ่อยเกินไปแล้ว "

 

 

แบคฮยอนกล่าวน้ำเสียงขี้เล่น เลื่อนมือไปลูบเรือนผมของคนขี้แงเบาๆ เพื่อปลอบประโลม

 

 

" ช่างฉัน.. เถอะน่า "

 

 

แบคฮยอนเปลี่ยนสีหน้าในทันที แต่อีกฝ่ายคงไม่ทันสังเกตเพราะมือปิดหน้าอยู่ ร่างสูงดึงตัวคยองซูเข้าหาตัวเอง กดศีรษะคยองซูให้ซบลงบนแผงอกกว้างของตัวเอง มืออีกข้างรั้งตัวให้เข้าใกล้มากขึ้น คยองซูไม่มีท่าทีขัดขืนแต่แย้งเสียงสั่นกับร่างสูง

 

 

" ท ทำอะไรของนาย... "

 

 

" โอ๋เด็กขี้แง "

 

 

มือเล็กนำออกจากใบหน้าตัวเอง เข้าใกล้กับท้องของร่างสูง ออกแรงหยิกไปจนร้องโอดโอยออกมา

 

 

" โอ้ยย!! เจ็บนะ "

 

 

แบคฮยอนส่งเสียงดังแต่คงไม่มีใครได้ยินนอกจากพวกเขาทั้งสองคน คยองซูส่งเสียงหึด้วยความสะใจ ก่อนจะใช้แขนทั้งสองโอบกอดแบคฮยอนตอบเงียบๆ แบคฮยอนรับรู้การกระทำนั้นแล้วตอบกลับด้วยการลูบศีรษะอย่างเบามือ พลางกระซิบราวกับคนตรงหน้าเป็นเด็กจริงๆ

 

 

" ไม่ร้องนะครับ เด็กดี "

 

 

' ความอ่อนโยนที่นายมีไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แบคฮยอน '

 

 

' เพราะแบบนี้ฉันถึงเลิกรักนายไม่ได้สักที '

 

 

เสียงในความคิดของใครคนหนึ่งดังขึ้นภายในจิตใจ สะท้อนไปมาระหว่างความเป็นจริง ความหวัง และปัจจุบัน

 

ไม่ว่าจะคิดสักกี่ครั้งการตัดสินใจยังคงเหมือนเดิม

 

 

" คยองซู... "

 

 

" ...? "

 

 

" นายช่วยเล่าเรื่องของฉันกับนายให้ฟังได้ไหม? "

 

 

 

 

 

" หลังเลิกเรียน กลับบ้านด้วยกันสิ แล้วฉันจะเล่าให้ฟัง "

 

 

" อืม ..สัญญาแล้วนะ "

 

 

นั่นคือบทสนทนาครั้งสุดท้ายบนดาดฟ้าเวลาบ่าย จนถึงตอนนี้เป็นเวลาหลังเลิกเรียนแล้ว ถึงเวลาที่ได้นัดไว้ ทั้งสองเดินเคียงคู่กันมาจากโรงเรียน จนถึงแม่น้ำสายหนึ่งเป็นทางผ่านในการเดินกลับบ้าน แต่ทางสายนี้เป็นทางอ้อมที่ใช้เวลาเยอะกว่า

 

ความเงียบรายล้อมรอบทั้งคู่อยู่นานระหว่างทางไม่มีใครเริ่มเปิดบทสนทนาก่อน คยองซูมีสีหน้าตึงเครียดไม่มีรอยยิ้มให้เห็นอีกตั้งแต่แยกกันเมื่อเที่ยง แบคฮยอนลอบมองใบหน้าคนตัวเล็กอยู่เป็นระยะๆ เพราะท่าทางดูเหม่อลอยขึ้นถึงจะรู้จักกันไม่กี่อาทิตย์ แต่เขารู้สึกว่ามันแตกต่างจากเดิมมาก

 

สองขาเล็กก้าวไปตามทางลาดหญ้าสั้นๆคล้ายสนาม ลาดลงไปแม่น้ำสายนั้น ข้างๆแม่น้ำมีทางเดินหินให้ผู้คนสามารถมาเดินเล่นได้

 

คยองซูเลือกที่จะนั่งลงบนทางลาดนั้นก่อนจะตบลงบนหญ้าเบาๆ เป็นการบอกว่าให้แบคฮยอนนั่ง แบคฮยอนทรุดตัวลงนั่งข้างๆวางกระเป๋าที่สะพายไว้ข้างตัว คยองซูมองไม่วางตาจนสายตาเลื่อนลอยมองไปทางดวงอาทิตย์ที่กำลังจมน้ำลงไปเรื่อยๆ

 

แล้วคิดกับตัวเองว่ามันเหมือนระเบิดเวลาสำหรับตัวเอง

 

 

" จะเริ่มเล่าได้รึยัง " คนข้างตัวคยองซูพูด

 

 

" อยากรู้เรื่องไหนล่ะถามมาได้เลย "

 

 

แบคฮยอนมองใบหน้าด้านข้างของคยองซูพลางใช้ความคิดชั่งใจอยู่ครู่นึงก่อนจะละสายตาไปมองดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันแล้วพูดขึ้น

 

 

" ฉันกับนายเคยรู้จักกันมาก่อนใช่มั้ย "

 

 

" ใช่... เราเคยรู้จักกัน "

 

 

คยองซูพูดน้ำเสียงขาดห้วงแต่ฟังดูมั่นคง สายตายังคงเลื่อนลอย คาดเดาความรู้สึกที่สื่อผ่านแววตานั้นไม่ได้เลย ไหล่เล็กทั้งสองสั่นระริกไม่ทราบสาเหตุ

 

 

" ..... เป็นความจริงสินะ " แบคฮยอนพึมพำ

 

 

" นายช่วยเล่าครั้งแรกที่เราเจอกันได้ไหม "

 

 

" ครั้งแรกที่เราเจอกันมันต่างจากตอนนี้มากเลยล่ะ "

 

 

คยองซูพูดพร้อมยิ้มอย่างเลื่อนลอย ความทรงจำในวันเก่าไหลกลับมาราวกับสายธารเชี่ยวกราด หยุดยั้งไม่ได้ทำได้เพียงแค่เฝ้าดูปล่อยให้เป็นแบบนั้น

 

 

" ฉันไม่ได้ร่าเริงเลย ฉันเหมือนนายตอนนี้มากกว่า "

 

 

แบคฮยอนทำสีหน้าไม่เข้าใจพลางมองใบหน้าด้านข้างของคนข้างตัว คยองซูหันกลับมาสบตาและทันเห็นพอดีจึงอธิบาย

 

 

" ฉันเย็นชา ไม่ค่อยพูด ทำตัวดูหยิ่ง เข้ากับใครก็ไม่เก่งด้วย "

 

 

" นี่ฉันเป็นแบบนั้นเหรอ? " แบคฮยอนทำสีหน้าสงสัยพร้อมชี้ตัวเอง

 

 

" ล่ะมั้ง ฮะๆๆ " คยองซูหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะเล่าต่อ ด้วยสีหน้าดูดีขึ้นเล่าไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนกับมีความสุขที่ได้นึกถึงช่วงวันเวลานั้น

 

 

" ตอนนั้นฉันกับนายเรียนที่เดียวกัน ห้องเดียวกันด้วย  ฉันที่เงียบที่สุดในห้อง แทบไม่มีใครมาคุยกับฉันเลย เพราะคิดว่าฉันหยิ่ง "

 

 

" หยิ่งเนี่ยนะ.. "

 

 

" อืม.. เหตุผลฟังดูงี่เง่าเนอะ แต่รู้ไหมใครคือคนที่เข้ามาคุยกับฉันคนแรก? " คยองซูแกล้งเอ่ยถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วในใจ

 

 

" ฉันเหรอ " แบคฮยอนตอบ

 

 

" ใช่ ตอนนั้นฉันทั้งดีใจทั้งอายเลยล่ะ นายเป็นถึงคนดังในโรงเรียน ในห้องก็ดูใจดีน่าเข้าหาสุดๆ "

 

 

" อืม ดีใจมากเลยล่ะสิ "

 

 

" แน่นอน หลังจากวันนั้นพวกเราก็เริ่มสนิทกัน แล้วทำให้ฉันเริ่มมีเพื่อน เปลี่ยนชีวิตของฉันไปเลย คนอื่นมองฉันดีขึ้น ฉันยิ้มได้มากขึ้น ก็เพราะนายนะแบคฮยอน "

 

 

" ไม่ต้องมาอวยฉันขนาดนั้นหรอกน่า ฉันไม่มีอะไรจะให้หรอก " แบคฮยอนพูดน้ำเสียงขี้เล่นก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา คยองซูก็ไม่ต่างกันถึงแอบจะทำสีหน้าตกใจแว้บนึงก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้ายิ้มดังเดิม

 

 

" ขนาดตอนนี้นายยังพูดเหมือนเดิมเลย แบคฮยอน... " คยองซูพึมพำ

 

 

" หืม? " แบคฮยอนได้ยินสิ่งที่คยองซูพูดไม่ชัดเลยทำท่าทีให้คยองซูพูดอีกครั้ง แต่คยองซูกลับส่ายหน้าเบาๆพร้อมเปลี่ยนน้ำเสียงเล็กน้อย

 

 

" ปล่าวไม่มีอะไร แล้วก็หลังจากที่เราสนิทกัน ฉันก็เลยสารภาพรักกับนาย "

 

 

" !!! " แบคฮยอนมีท่าทีตกใจเงียบๆแบบไร้เสียงเพื่อไม่ให้ขัดการเล่าเรื่องของคยองซู

 

 

" นั่นแหละ แล้วนายก็บอกว่าชอบฉันเหมือนกัน .. "

 

 

" แล้วก็ตกลงเป็นแฟนกัน ? "

 

 

" ใช่ ...นายไม่ตกใจเลยเหรอ " คยองซูถามด้วยความสงสัย ถ้าเป็นเขาได้ยินเรื่องจากปากคนที่ไม่สนิทแบบนี้คงต้องสงสัยบ้างแล้วว่าสิ่งที่พูดคือเรื่องจริงแน่เหรอ อาจจะโกหกขึ้นมาก็ได้ แต่ท่าทีคนตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีไม่เชื่อเลย

 

แบคฮยอนส่ายหน้าช้าๆ คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะพูดตอบกลับ

 

 

" ถ้าฉันบอกว่า ฉันก็จำได้เหมือนกันล่ะ? "

 

 

" ม ไม่จริงน่า... "

 

 

" ความทรงจำมันกลับมาตั้งแต่ตอนพักเที่ยงแล้ว "

 

 

คยองซูยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง สบตากับแบคฮยอนไม่หลบไปไหน แววตานั้นดูสั่นเครือพร้อมจะร้องไห้ได้เสมอ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวกับสิ่งที่ตัวเองอ้อนวอนขอที่ผ่านมากำลังจะเป็นจริงในวันนี้ คิดกับตัวเองว่ากำลังฝันไปรึเปล่าอย่างหนัก

 

แบคฮยอนเห็นอาการอีกฝ่ายแล้วรู้สึกสบายใจมากขึ้น อย่างน้อยถ้าความทรงจำกลับมาคนตรงหน้าคงจะไม่ต้องเสียน้ำตาเพื่อเขาอีก แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้เพราะสิ่งที่เขาเป็นมันไม่มีทางรักษาได้ ไม่มีทางจะหายได้ และภาพที่เห็นเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ก็ไม่รู้

 

 

" แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่ามันคือความจริงไหม หรือว่าฉันคิดไปเองกันแน่ อยากจะจำให้ได้จริงๆ  " แบคฮยอนพูดไปตามที่คิด

 

 

" ฉันไม่ได้เร่งให้นายจำได้ไวๆซะหน่อย "

 

 

" .... "

 

 

" ฉันแค่อยากให้นายจำฉันได้ ก็แค่นั้น ฉันขอแค่นั้น... "

 

 

คยองซูเอ่ยเสียงเบาลง ราวกับถูกหลุมดำแห่งความจริงดูดกลืนเสียงนั้นให้หายไปพร้อมกับความหวัง ใจหนึ่งแสนกลัวว่าอีกฝ่ายจะลืมตัวเอง ใจหนึ่งกลัวไม่ต่างกันว่าถ้าหากจำได้และจะกลับไปลืมเหมือนเดิม

 

การกระทำนั้นอยู่ในสายตาแบคฮยอนตลอด ถึงเขาจะไม่กล้าเอ่ยถามออกไปแต่เขาก็รู้เหตุผลว่าทำไม แบคฮยอนไม่ได้กล้าหาญพอที่จะปลอบคนตรงหน้าไม่ได้ เขามันคือคนขี้ขลาดเพียงเพราะต้องการให้คยองซูจำเขาว่าเป็นคนไม่ดีซะยังดีกว่าทำดีด้วยแล้วสร้างแผลลึกในใจให้กันในภายหลัง

 

 

" ฉันนึกอะไรออกอย่างหนึ่ง "แบคฮยอนพูดน้ำเสียงแปลกไป

 

 

" อะไรล่ะ.. "

 

 

" ฉันเคยบอกนายใช่ไหมว่า 'ถ้าการจดจำฉันมันทำให้นายเจ็บปวด นายช่วยลืมฉันไปเถอะนะ' แล้วทำไมนายถึงไม่ทำล่ะ "

 

 

คยองซูรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าด้วยคำพูดพวกนั้น คำพูดซ้ำเดิมแต่ความรุนแรงของมันไม่เคยลดลง

ดวงตากลมพลันเลือนหนีไม่กล้าสบกับดวงตาสรเปลือกไม้ที่มีความแข็งกร้าวอยู่ อารมณ์ลึกๆคงนึกโกรธทำไมเขาถึงไม่ยอมทำตามคำพูด

 

แต่คนที่ความทรงจำจะหายไปก็พูดได้สิ

 

ถ้าลองมาเป็นคยองซูดูบ้างจะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะต้องมองเห็นคนที่รักทำเหมือนกับเราเป็นอากาศ ไม่มีตัวตนในสายตาและความทรงจำ ใครจะไปอยู่เฉยได้

 

 

" นายพูดง่ายนี่แบคฮยอน..นายไม่ได้เป็นฉัน " คยองซูเอ่ยเสียงสั่นพยายามเค่นยิ้มอย่างยากลำบาก พร้อมหันเบือนสายตากลับมาทางเดิม จ้องเข้าไปในแววตาของแบคฮยอน

 

 

" นายก็เหมือนกันคยองซู นายไม่เข้าใจหรอกว่าฉันจะรู้สึกยังไง " แบคฮยอนชะงักไปครู่นึงก่อนจะทำสีหน้าเรียบดังเดิม เขาต้องฝืนหัวใจปล่อยคนที่รักไป ต้องรู้สึกผิดแค่ไหนกับการสร้างรอยแผลโดยไม่ได้ตั้งใจของตัวเอง ร่างสูงก้มหน้าลงไม่กล้าสบสายตากับคยองซูอีกต่อไป ใช้มือของตัวเองปิดบัง ใบหน้าที่แสดงความอ่อนแอออกมา

 

คนตัวเล็กมองด้วยหัวใจที่เจ็บปวด ภาพความทรงจำที่เคยเป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจได้มากที่สุดในวันที่ไม่เหลืออะไร ในบางทีมันกลับกลายเป็นมีดทำร้ายหัวใจกรีดลึกลงไปจนเป็นบาดแผลในที่สุด

 

มือเล็กของคยองซูเข้าโอบกอดตัวร่างสูงเอาไว้ ร่างกายแบคฮยอนสั่นสะท้านไม่รู้เพราะสมเพชความอ่อนแอของตัวเองหรือพ่ายแพ้ให้ความใจดีของคยองซูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

คนอ่อนโยนจริงๆแล้วไม่ใช่เขาแต่เป็น'คยองซู'

 

ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่เขาหลงลืมคนข้างกายไป คยองซูจะเป็นคนนำมันกลับมาเสมอ ไม่รู้ว่าหัวใจของคนตัวเล็กทำด้วยอะไรถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้

 

ความทรงจำในทุกห้วงเวลากลับมาโดยง่าย เพียงเพราะความพยายามของคนๆหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เชื่อในรัก และมีหวังอยู่เสมอ แท้จริงในใจกลับเผยให้เห็นความอ่อนแอที่อ่อนโยนอยู่เสมอ

 

แต่ทำไมคนแบบเขา ถึงทำอะไรไม่ได้เลยนะ ?

 

 

"ฉันขอโทษคยองซู ฉัน...ไม่น่าเป็นโรคบ้าๆนี่เลย " แบคฮยอนกล่าวตำหนิตัวเอง

 

 

" อย่าโทษตัวเอง นายชอบบอกให้ฉันไม่ให้ร้องไห้ไม่ใช่เหรอ นายอย่าผิดคำพูดตัวเองสิ " คยองซูพูดพร้อมยิ้มเศร้าแน่นอนว่าแบคฮยอนไม่ทันสังเกตเห็น ไม่รู้ระยะเวลาการคงอยู่ของควาทรงจำจะไปได้ถึงเมื่อไหร่ แต่เขาขอเก็บช่วงเวลานี้ไปอีกนานๆ

 

 

"ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังยืนยันคำเดิมนะคยองซู ...ถ้านาย--- " แบคฮยอนกลั้นใจพูดอีกครั้งแต่คราวนี้แตกต่างออกไป คยองซูจับใบหน้าของแบคฮยอนให้หันมาสบตากับตัวเองก่อนจะพูดน้ำเสียงแน่วแน่ ถึงแม้ดวงตานั้นจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

 

 

" หยุดพูดคำนั้นบยอน แบคฮยอน "

 

 

" แต่--- "

 

 

" ไม่ว่ายังไงฉันก็จะเอาความทรงจำของนายกลับมา ไม่ว่าจะต้องพยายามสักกี่ครั้ง ล้มเหลวสักกี่ครั้งฉันไม่สนหรอก ฉันรักนาย... อึก เข้าใจไหมแบคฮยอน ฉันลืมนายไม่ได้ ฮึก ฉันไม่สนหรอกว่านายจะลืมฉันกี่ครั้งแต่ฉันจำนายได้ เข้าใจรึยัง เพราะงั้นหยุดไล่ฉันเถอะนะ "

 

 

คยองซูพูดอธิบายอย่างชัดถอยชัดคำถึงแม้เสียงจะสั่นเครือไปบ้างแต่บอกได้ถึงความชัดเจนที่มีให้กับแบคฮยอน ร่างสูงกลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไปดึงตัวของคยองซูเข้ามากอดซึมซับความอบอุ่น ความอ่อนโยน ความใจดี ทุกๆอย่างของคยองซู เป็นสิ่งที่เขารักมากที่สุด จะเห็นแก่ตัวเกินไปมั้ยถ้าจะคิดว่านั่นคือ'ของแบคฮยอน'ทั้งหมด

 

 

" ถ้าอย่างนั้น ถ้าฉันจะขอเห็นแก่ตัวเป็นครั้งสุดท้ายจะได้ไหม "

 

 

" พูดมาสิ " คยองซูเอ่ยพลางลูบกลุ่มผมของแบคฮยอนอย่างทะนุถนอม

 

 

" ฉันขอให้นายกลับมาหาฉันได้ไหม อยู่กับฉัน เอาความทรงจำของฉันกลับมาให้ได้ นานแค่ไหนฉันก็รอเสมอ ถึงฉันจะจำนายไม่ได้แต่ขอร้องล่ะ ช่วยฉันเถอนะ "

 

 

แบคฮยอนกล่าวความในใจสิ่งที่เขาคิดมาตั้งแต่แรก กำแพงความใจแข็งของเขามันพังทลายลงเพราะคนตรงหน้าไม่เคยละความพยายามที่จะทำลายกำแพงนี้เลย คยองซูสัมผัสได้ถึงสิ่งตอบแทน'ครั้งสุดท้าย'ก่อนจะจากกัน และรับปากกับบุคคลชายผู้เป็นที่รัก

 

 

" ฉันสัญญา ฉันจะเอากลับมาเอง ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะเป็นยังไงแต่ความทรงจำระหว่างฉันและนาย ฉันจะเป็นคนเอากลับมาเอง "

 

 

" สัญญาแล้วนะ " แบคฮยอนย้ำคยองซูจึงหัวเราะออกมาเบาๆ

 

 

" นายคงจะไม่สงสัยอะไรแล้วละมั้ง งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ "

 

 

คยองซูยิ้มรับคำตอบของตัวเอง และผละออกร่างสูงถึงแม้ในหัวใจต้องการจะอยู่ต่อ มือเล็กคว้ามือหนาของแบคฮยอนกุมมือแน่นเป็นครั้งสุดท้าย ส่งยิ้มใบหน้าที่มีความสุขที่สุดให้กับแบคฮยอน กล่าวคำลากับร่างสูงพลางผุดยืนขึ้นและเดินจากไปไม่หันหลังกลับมาอีก

 

 

" นายคงแล้วใช่ไหมล่ะแบคฮยอน ลาก่อนหัวใจของฉัน "

 

 

เด็กหนุ่มกล่าวกับตัวเองก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ผู้เป็นพ่อส่งมาข้อมูลเกี่ยวกับการไปเรียนต่อต่างประเทศของคยองซู

 

แบคฮยอนไม่ได้กล่าวอะไรเป็นครั้งสุดท้ายกับเด็กหนุ่ม เขาเพียงแค่เฝ้ามองแผ่นหลังเล็กนั้นจนไกลหายไปสุดสายตาเท่านั้น สัมผัสไออุ่นยังคงอยู่ เพียงแต่เจ้าของสัมผัสนั่นไม่ได้อยู่ข้างๆแล้ว

 

' ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหนเขาก็ต้องอยู่ต่อ 'แบคฮยอนคิด

 

 

" ในวันพรุ่งนี้คงจะไม่มีนายแล้วสินะ คยองซู "

 

และฉันก็คงลืมนายไปแล้ว

 

ได้แต่ฝากสายลมพัดพาคำพูดที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยนี้ให้ส่งไปถึงคนฟัง

 

แบคฮยอนกล่าวกับตัวเองพลางจ้องมองสัมผัสแสนอ่อนโยนจากมือของตัวเอง ก่อนจะเลื่อนสายตามองดวงอาทิตย์ยามเย็นที่ในที่สุดก็จมน้ำละขอบฟ้าไปเสียแล้ว

 

ไปพร้อมกับเธอเป็นที่รัก พร้อมกับคำโกหกที่แสนอ่อนโยน

 

 

 

 

 

2 อาทิตย์ผ่านไป

 

เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก สิ่งที่เกิดขึ้นได้ผ่านมาแล้ว ยากที่จะลืมเลือนได้

 

 

มิตรภาพแท้จริงยังสามารถแปรเปลี่ยนได้ สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นแต่สามารถไม่มั่นคง แต่ความทรงจำคืทอสิ่งที่จีรังไม่มีวันเปลี่ยนที่สุด

 

 

" คยองซูจะเป็นยังไงบ้างวะ .. " เซฮุนเอ่ยเปิดบทสนทนากับแบคฮยอนเพื่อนสนิท ขณะที่ทั้งสองมาเที่ยวในห้างแห่งหนึ่งด้วยกันเพราะเวลานั้นตรงกันพอดี หนึ่งตัวตนได้หายไปจากโรงเรียน สร้างข่าวดังไปทั่วลือเกี่ยวกับบุคคลคนนั้น เป็นเวลาครึ่งเดือนมาแล้ว เซฮุนยังคงจำเพื่อนสนิทตัวเล็กได้ดี เพียงแต่ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเพราะอะไร แบคฮยอนหยุดชะงักทำใบหน้าสงสัยและเอ่ยถาม

 

 

" ใครคือคยองซู? "

 

 

 

 

End.


TALK

 

จบแล้วค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ ฝากติชมกันด้วยนะคะ :) และมีคำถามค่ะ เรื่องนี้ควรจะภาคต่อไหมคะ หรือจบไว้แค่นี้ดี? ช่วยตอบกันด้วยนะคะ อิอิ

 

Thx. For reading

ผลงานอื่นๆ ของ xanxct

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 11:21
    ใครคือคยองซู น้ำตาแตกเลยฮือ
    #3
    0
  2. #2 iamSwc
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 04:51
    ไม่รู้จะสงสารใครดี สงสารตัวเองได้มั้ย ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้ว ;_;
    #2
    0
  3. #1 In The Rain (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 21:35
    อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงซีรี่ย์บันทึกน้ำตา1ลิตรT-T. https://youtu.be/bzrbew1Eo-s. เพลงประกอบ
    #1
    0