คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 252 : 10 ตำนานเรื่องเล่าลึกลับที่น่าขนหัวลุก (ภาค 3 กลายเป็นจริงซะงั้น)


     อัพเดท 18 ก.ย. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: บทความ, ความรู้รอบตัว, สยองขวัญ, น่าขนลุก, แปลก, ลึกลับ, ประวัติศาสตร์, ข้อเท็จจริง, บุคคล, ความเข้าใจผิด, ศาสนา, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ตำนาน, ความเชื่อ, บันเทิง, ท่องเที่ยว, อาหาร, รายการทีวี, วีดีโอเกม, อาชญากรรม, กฎหมาย, จิปาถะ
ผู้แต่ง : Cammy-เต่านรก ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy-เต่านรก
My.iD: https://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 330 mem(s) ]
This month views : 5,060 Overall : 2,737,945
22,171 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7169 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 252 : 10 ตำนานเรื่องเล่าลึกลับที่น่าขนหัวลุก (ภาค 3 กลายเป็นจริงซะงั้น) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 15118 , โพส : 42 , Rating : 82% / 13 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



                บางครั้งเรื่องจริงก็เหลือเชื่อกว่านิยายเสียอีกนะครับ นี้ บ้านเรามีผีอาฆาต,ความเชื่ออะไรน่ากลัว และที่เมืองนอกก็มีเหมือนกันนะครับ แถมบางเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่ฮิตในอเมริกา แต่แล้วจู่ๆ เรื่องนี้กับกลายเป็นเรื่องจริงซะนี้ ดังที่เห็นตัวอย่างต่อไปนี้

 

The Clown Statue / The Clown Doll

  

http://urbanlegends.about.com/od/horrors/a/clown_statue.htm

ชาวอเมริกันบางคนกลัวตัวตลกครับ(จากการวิเคราะห์ของนักจิตวิทยาพบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบตัวตลก) ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ภาพยนตร์หลายเรื่องมักใช้ตัวตลกมาทำเป็นสัตว์ประหลาดทำร้ายคน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าที่น่าขนหัวลุกเกี่ยวกับตัวมันอีก

โดยเรื่องเริ่มขึ้นว่าในระหว่างที่บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ในกลางคืนดึกวันหนึ่ง ระหว่างที่พ่อแม่ดูทีวีในห้อง อยู่นั้นก็มีเด็กซึ่งเป็นลูกของพวกเขามายังในห้อง(บางที่ก็บอกพี่เลี้ยงเด็ก) พ่อแม่เด็กถามเด็กว่าทำไมไม่ไปนอน ตื่นขึ้นมาหาพวกเขาทำไม เด็กคนนั้นตอบว่าช่วยจัดการกับรูปปั้นตัวตลก(ตุ๊กตาตัวตลก)ในห้องของผมทีครับ มันจ้องหน้าผมเวลานอนจนผมเป็นประสาทและนอนไม่หลับ

เมื่อพ่อแม่ได้ยินเด็กพูดดังกล่าวก็อึ้ง เพราะว่าบ้านพวกเขาไม่ได้มีรูปปั้นตัวตลกในห้องนอนสักหน่อย และเขาก็ไม่เคยซื้อรูปปั้นดังกล่าวมาด้วย และรูปปั้นตัวตลกในห้องนั้นนั่นคืออะไรล่ะ? ด้วยความกลัว พวกเขาก็โทรเรียกตำรวจทันทีและผลปรากฏว่าไม่พบรูปปั้นตัวตลกในห้องนอนของพวกเขา แต่พบว่ามีร่องรอยบุกรุกจากภายนอก สันนิษฐานว่าคนจรจัดไม่ก็คนบ้าได้ปลอมเป็นตัวตลกแอบบุกรุกในบ้าน หรือไม่ก็คนบ้าหลบหนีจากคุกเพื่อฆ่าเด็ก และเรื่องเล่าดังกล่าวก็เคยถูกนำมาแต่งเป็นนิยายของสตีเฟ่น คิง และถูกนำมาเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Stephen  King's It (1990)  หรือเรื่อง Killer Klowns(1988), Clownhouse(1990) ที่นำเสนอเป็นสัตว์ประหลาดที่มันจะออกมากินเด็กในเมืองนั้น

และมันก็เกิดขึ้นจริงซะงั้น? ในปี 1990 ที่ West Palm Beach ฟลอริด้า หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเชียลา(shelia keen) อายุ 27 ปีถูกยิงตายโดยผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าคนฆ่าอยู่ใกล้ศพของเธอนั้นแต่งตัวเป็นตัวตลกใส่วิกผมสีส้มทอง(และคดีนี้ไม่สามารถไขได้ จนกลายเป็นคดีปริศนาในเวลาต่อมา) แต่ฆาตกรตัวตลกนี้เทียบไม่ได้กลับฆาตกรต่อเนื่องนาม จอห์น เวยน์ เกซี(John Wayne Gacy 1942 ~ 1994) ที่ทำการฆาตกรรมฆ่าข่มขืนเด็กหนุ่ม 33 ชีวิตในระหว่างปี 1970-1978 ในเมืองชิคาโก้ รัฐอิลินอยส์ เขาถูกตั้งฉายาว่า “ฆาตกรตัวตลก” เนื่องจากเขาชอบ แต่งตัวเป็นตัวตลกไปเยี่ยมเด็กๆในโรงพยาบาลหรืองานกุศล สุดท้ายเขาก็ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือด


 

The Living Severed Head

   

                เป็นความเชื่อของคนหลายคนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะแค่อเมริกา โดยเชื่อว่าเมื่อคนโดนตัดหัวหลุดจากบ่า แต่แล้วหัวนั้นมันมีชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง มันยังคงพะงาบๆ และมันเหลือบมองหน้าคนตัดอย่างอาฆาต!!

และมันก็เกิดขึ้นจริงซะงั้น!! เมื่อหัวเราหลุดจากบ่า เรายังมีชีวิตอยู่ต่อได้ไหม เราสามารถกระพริบตา พะงาบๆ สมองยังทำงานได้ไหม

เรื่องเหล่านี้เริ่มขึ้นในช่วงที่กิโยตินหรือเครื่องตัดหัวเป็นที่นิยมใช้ประหารนักโทษ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการประหารที่ทำให้ผู้ถูกประหายตายอย่างรวดเร็ว หมดจด สมองไม่เสียหาย เวลาประหารแต่ละทีจะทำท่ามกลางประชาชนที่มามุมแน่นขนัด และนั้นเองทำให้พวกเขามีโอกาสเห็นหัวยังมีชีวิต  หนึ่งในนั้นคือ สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่ 17 กรกฎาคม 1793 สาวนาม ชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์(Charlotte Corday) สาวบ้านนอกที่ทำการฆาตกรรม พอล มารัต(Jean-Paul Marat)เธอถูกประหารด้วยกิโยติน หลังจากคมมีดตัดเอาศีรษะเธอกระเด็นออก ผู้ช่วยประหารคนหนึ่งหยิบหัวเธอมา แล้วตบแก้ม พยานโดยรอบยืนยันว่าดวงตาของเธอกลอกมามองเขาพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจและได้พูดคำว่า ไม่ได้(couldn) หลังจากนั้น ผู้คนที่จะถูกประหารด้วยกิโยตินก็จะถูกขอให้กระพริบตา ผลคือมีนักโทษหลายคนแสดงให้เห็นว่าแม้ถูกตัดหัวตนก็ยังมีชีวิตอยู่

ใน 1905 จากหลักฐานต่างๆ สามารถสรุปได้ว่าแม้ถูกตัดหัวแล้ว สมองของคุณ ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้หลายวินาทีก่อนที่จะตาย โดยหนึ่งในนั้นมาจากงานทดลองของดอกเตอร์ โบเรียคซ์ (Beaurieux) ผู้ซึ่งทำทดลองจากฆาตกรฝรั่งเศสชื่อ แลงกุยล์เลอ(Languille) หลังจากเขาถูกแท่นตัดคอนักโทษด้วยเครื่องประหารด้วยกิโยติน(แท่นตัดคอนักโทษที่ถูกออกแบบให้ประหารแบบมนุษยธรรม)  ตาของ แลงกุยล์เลอ และปากยังคงขยับดำเนินต่อไปนานถึงห้าถึงหกวินาที และต่อมาเมื่อโบเรียคซ์ ตะโกนเรียกชื่อนักโทษ ก็พบเรื่องน่าขนลุกเมื่อ ตาของ แลงกุยล์เลอเปิดออกครั้งและจ้องมองเขา  ทำให้เกิดความเชื่อว่าเมื่อคนหัวขาดอาจสามารถคลองสติได้ 15 วินาที

แพทย์สมัยใหม่เชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการ reflex ของกล้ามเนื้อ (คือกล้ามเนื้อกระตุกจากการสูญเสียเลือด หรือการควบคุม ทำให้ตากระพริบหรือกลอก) ไม่ใช่สติรู้ตัว  

แม้สมัยนี้กิโยตินถูกยกเลิกแล้ว แต่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น  เช่นในเดือนมิถุนายนปี 1989 เมื่อคนสองคนนั่งแท็กซี่แล้วประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก เพื่อถูกตัดศีรษะออก ส่วนอีกคนที่รอดได้พบเหตุการณ์น่าสยอง เธอได้เล่าเรื่องนี้หลังรอดชีวิตว่า

"หัวนั้นหงายหน้ามองฉัน ฉันยังสังเกตว่า ปากของเขาพยายามพูดสื่อสารอะไรบางอย่างกับฉันอยู่ แม้ตอนนั้นฉันกำลังสับสน หวาดกลัวและเศร้าโศก แต่ฉันไม่พูดเกินความจริง เขายังกะพริบตาและจ้องกับฉัน ก่อนที่หัวนั้นจะหลับตาลงและไม่ตื่นอีกเลย


 

Mummy Funhouse

 

http://www.mummytombs.com/mummylocator/featured/mccurdy.htm

ในระหว่างวันหยุด ชายหญิงคู่หนึ่งไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับเครื่องเล่นต่างๆ ก่อนที่จะจบลงที่ทั้งสองตัดสินใจไปเที่ยวบ้านผีสิง และข้างในบ้านที่สิงนั้นทั้งสองได้เห็นมัมมี่สยองตัวหนึ่ง มันเหมือนจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังหรือกระดูกมนุษย์ มันสมจริงเกินกว่าที่จะทำด้วยไม้อัด  ระหว่างที่ทั้งสองสำรวจนั้นเองก็พบว่ามันคือของจริง!!

                มันเป็นจริงซะงั้น!! คงจะเคยได้ยินมาบ้างใช้เปล่าครับที่ว่าไปเที่ยวบ้านผีสิงอยู่ดีๆ กับพบศพของจริงซะงั้น และเรื่องนี้กลายเป็นจริงเหมือนกัน เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1976 ทีมงานสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์ชุด(เรื่อง The Six Million Dollar Man)ได้ยกกองไปถ่ายทำบ้านผีสิง(Amusement Park in Long Beach) ในสวนสนุกลองบีช แคลิฟอร์เนีย ที่มีมัมมี่ตัวหนึ่งแขวนอยู่ การถ่ายทำดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั้งลูกมืองกองถ่ายคนหนึ่ง ร้องเอะอะขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อแขนข้างหนึ่งของมัมมี่เกิดหลุดจากร่วงร่วงลงมาที่พื้น เศษเนื้อเศษหนังที่หุ้มกระดูกมนุษย์กระจายเกลื่อน มันไม่ใช้มัมมี่ของปลอมหากแต่มันเป็นของจริง!!

                มัมมี่ตัวนั้นถูกส่งไปยังห้องชันสูตรของนครลอส แองเจลีส โดยมีนายแพทย์โธมัส โนกูชิ พนักงานชันสูตรทำการบอกเอาขี้ผึ้งซึ่งหุ้มไว้หลายชั้นออกก่อน จึงได้พบว่าข้างในนั้นเป็นร่างเหี่ยวๆ ของชายคนหนึ่งอายุอานาม 30 ปีเศษซึ่งเสียชีวิตมานานแล้วจากบาดแผลรอยกระสุนถูกยิง

                จากการสอบถามพบว่ามัมมี่ตัวนี้คือ เอลเมอร์ แม๊กเคอร์ดี้ (Elmer McCurdy) อดีตวายร้ายชื่อกระฉ่อนแห่งโอ๊คคลาโฮม่า ที่เที่ยวออกอาละวาดปล้นรถไฟและธนาคารอยู่แถบโอ๊คลาโฮม่าสมัยที่ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ก่อนที่จะจบชีวิตลงด้วยการถูกยิงตายในการดวลปืนหมู่เมื่อเดือนตุลาคม 1911

ทำไมศพวายร้ายเรร่อนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขา ถึงต้องมีการดองเก็บไว้ไม่ให้เน่า ใครเป็นคนทำ และเพื่ออะไร คงไม่มีใครตอบได้ นอกจากสันนิษฐานว่าสัปเหร่อคงมองเห็นช่องทางทำเงินให้กับเจา จึงเก็บมาดองแล้วตั้งไว้มุมห้องเก็บศพ ใครที่อยากเห็นวายร้ายตัวจริงๆ ก็ต้องจ่ายเงิน 1 นิคเกิ้ล หรือ 5 เซนต์ให้กับคนจัดงานคาร์นิวัลเร่ ซึ่งเขาขายต่อให้สวนสนุกอีกทอดหนึ่ง

                การสันนิษฐานนี้เป็นเรื่องจริงหรือนิยายก็ยังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ มัมมี่ตัวนั้นถูกยกให้พิพิธภัณฑ์โอ๊คลาโฮม่าเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1977 และเขาก็ไม่มีโอกาสโชว์ตัวอีกเลยเมื่อเขากลับบ้านเกิดที่โอ๊คลาโฮม่าแล้วถูกฝังลงในสุสานบู๊ตฮิลล์ในที่สุด

 

The Body in the Bed

 

http://urbanlegends.about.com/od/crime/a/body_in_bed.htm

มีชายหญิงคู่หนึ่งไปลาสเวกัส เพื่อไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของพวกเขขา ทั้งคู่เช่าโรงแรม และเมื่อทั้งคู่เข้ามาในห้องก็พบกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพที่รุนแรงมาก พวกเขาพยายามหาที่มาของกลิ่นนั้นแต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่พบ ทั้งคู่เลยเรียกผู้จัดการมาต่อว่า ผู้จัดการขอโทษและอธิบายว่าตอนนี้ห้องโรงแรมเต็มเพราะมีการประชุมครั้งใหญ่ไม่สามารถหาห้องว่างห้องอื่นได้ เขาเลยเสนอชดเชยอาหารกลางวันโรงแรมฟรีและส่งแม่บ้านเพื่อมาทำความสะอาดห้องและพยายามกำจัดกลิ่น

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันทั้งคู่กลับมาที่ห้องนอนของตน พวกเขายังได้กลิ่นเหม็นเหมือนเดิม เลยเรียกผู้จัดการมาต่อว่าอีกครั้งและขอให้เปลี่ยนห้องเดี๋ยวนี้ ผู้จัดการบอกว่าตอนนี้ห้องเต็มเหลือแต่ห้องวีไอพีเท่านั้น แต่ทั้งคู่พึ่งเสียเงินไปกลับการพนันเลยไม่มีเงินมาเช่าห้องที่ดีกว่านี้ ผู้ชัดการเลยส่งแม่บ้านมาอีกครั้งคราวนี้สั่งให้เปลี่ยนของใช้ในห้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดพรม เปลี่ยนผ้าเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าม่าน วางตำแหน่งของต่างๆ ให้ต่างจากเดิม แต่ปรากฏว่าเมื่อทั้งคู่มาห้องนี้อีกครั้งก็พบกลิ่นเหม็นเหมือนเดิม ฝ่ายผู้ชายหมดความอดทนและโมโหจัดจึงทำลายของใช้ในห้องจนเกือบหมด

และแล้วเมื่อเขาดึงที่นอนสปริงเขากลับว่าข้างในนั้นมีศพผู้หญิงยัดอยู่!!

มันเป็นจริงซะงั้น!! เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่นิยมกันในต่างประเทศ รวมถึงไทยด้วยนะครับ คงเคยได้ยินเรื่องผีช่องแอร์ใช่เปล่าครับ นั้นแหละมีเค้าโครงมาจากเรื่องนี้เช่นกัน และบางครั้งรายละเอียดจะแตกต่างกันบ้างแต่รวมๆ ก็แนวๆ นี้แหละ พักโรงแรม ได้กลิ่นเหม็นที่ห้อง และพบซากศพ

และตำนานที่ว่านี้ก็เป็นเรื่องจริงซะด้วยสิ เมื่อมีเหตุการณ์ใกล้เคียงที่เกิดขึ้นจริงในการพบศพนิรนามที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันมาได้อย่างไรในเตียงนอนของโรงแรม อีกทั้งมันอยู่ที่นั้นมานานหลายวันกว่าที่จะถูกค้นพบ เช่น ในแอตแลนติกซิตี นิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา  ปี 1999 มีการพบร่างของ ซาอูล(Saul Hernandez) อายุ 64 ในห้องของโรงแรม Burgundy Motor หลังจากสองนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันนอนค้างคืนในห้องนั้นและบ่นว่าห้องมีกลิ่นหื่นจนออกมาบ่นกับผู้จัดการโรงแรมหลายครั้ง และแม่บ้านก็ไปทำความสะอาดห้องหลายครั้ง จนกระทั้งพบศพใต้เตียงดังกล่าว  

ที่แคสซัสซตี้ 14 กรกฎาคม 2003 เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกเรียกให้ไปสอบสวนกรณีมีการพบศพชายนิรนามถูกฆ่าและยัดใต้ที่นอนในโรงแรมท้องถิ่น ซึ่งศพนั้นถูกยัดทั้งอาทิตย์แต่ไม่มีใครสังเกต จนกระทั้งแขกที่เข้ามาพักในห้องทันไม่ไหวต่อกลิ่นจนกระทั้งเรียกแม่บ้านมาทำความสะอาดก็พบเรื่องน่ากลัว

วันที่ 15 มีนาคม 2010 เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เมนฟิสได้รับแจ้งว่ามีการพบศพที่ห้อง 222 ที่โรงแรม Budget lnn เป็นร่างกายของหญิงคนหนึ่งชื่อโซนี่ (Sony Millbrook) ที่พบภายในเตียงสปริง โดยฆาตกรได้ฆ่าเธอและยัดใส่เตียงสปริงเพื่ออำพรางคดี จากการสอบสวนพบว่าศพดังกล่าวอยู่ในห้องมานานโดยมีห้องเช่าที่มีศพในเตียงนั้นถึง 5 รายและทำความสะอาดหลายครั้ง โดยไม่เอะใจเลยว่าในเตียงสปริงมีศพอยู่

หรือจะเอาประเทศไทย ก็มีข่าวทำนองนี้มากมาย (ลองพิมพ์คำว่า ยัดศพใต้เตียง ที่กูเกิ้ลละกัน)


          The Curiously Realistic Decoration

 

http://www.snopes.com/horrors/gruesome/halloween.asp

ในวันฮาโลวีน เด็กๆ กำลังไปขอขนมตามบ้านเรือนต่างๆ ที่แต่ละบ้านตกแต่งต้อนรับวันนี้อย่างสนุกสนาน ทั้งโครงกระดูกปลอม หัวฟักทอง โลงศพ โดยหลายคนไม่สนใจเลยว่าตุ๊กตาแขวนคอต้นไม้ที่เหมือนของประดับมันเป็นศพของคนฆ่าตัวตายของจริง!!

                มันกลายเป็นจริงซะงั้น วันที่ 26 ตุลาคม 2005 พบศพหญิงนิรนามอายุ 42 ปีแขวนคอฆ่าตัวตายในสวนสาธารณะในฟลอนิดา เดลาแวร์ หากแต่ศพนั้นห้อยต๋องแต๋งเหนือพื้นดิน 15 ฟุต หลายชั่วโมงโดยไม่มีใครสนใจเลย เนื่องจากคิดว่ามันเป็นของประดับวันฮาโลวีน ผู้คนผ่านไปเห็นศพนั้นหลายราย จนกระทั้งเพื่อนบ้านใกล้สถานที่เกิดขึ้นสังเกตร่างกายนั้นเมื่อเวลา 7:30 ในตอนเช้า

                ในเดือนตุลาคม 2009 ก็เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีก เมื่อร่างกายของเหยื่อฆ่าตัวตายชื่อ Mostafa Mahmoud Zayed อายุ 75 ปีคนหนึ่งถูกพบในระเบียงของบ้าน Marina Del Rey, แคลิฟอร์เนีย เพื่อนบ้านบอกว่าที่พวกเขาไม่สังเกตเห็นและปล่อยศพทิ้งไว้เพราะนึกว่าเป็นของตกแต่งวันฮาโลวีน จากการสืบสวนของตำรวจพบว่าเขาตายมานานสามวันโดยลูกกระสุนที่ยิงที่ตา

 

The Toxic Woman

      swastikatree.jpg

http://discovermagazine.com/1995/apr/analysisofatoxic493

       ผู้หญิงคนหนึ่งเกิดอาการป่วย เธอถูกส่งเข้าโรงพยาบาล และเมื่อนางพยาบาลใช้สายยางเพื่อนำมาต่อกับถุงเลือดสำรองกับพบว่าเลือดเธอเป็นพิษแสนน่ากลัว ทำให้นางพยาบาลและคนอื่นๆ ที่สัมผัส-ดมเลือดของเธอเข้าเกิดอาการผิดปกติและตายอย่างทรมานในเวลาต่อมา....................

มันกลายเป็นจริงซะงั้น เมื่อเวลา 8:15  ในตอนเย็น เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์, 1994 กลอเรีย รามิเรซ(Gloria  Ramirez) อายุ 31 ปี เกิดอาการป่วยต้องเข้าห้องภาวะฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมืองแคลิฟอร์เนียทางใต้ของริเวอร์ไซด์ ตอนนั้นเธอใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้น มีอาการแปลกๆ อาการตื่น หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็วเกินไป ความดันเลือดสูง และเธอตอบสนองกับคำถามสั้นๆ เท่านั้นแต่ก็พูดตะกุตะกะ  โดยขั้นแรกนั้นคณะแพทย์สันนิษฐานว่าเธอเป็นมะเร็งที่คอ

คณะแพทย์ที่รักษากลอเรีย ได้ทำการฉีดให้กับ แต่เธอก็กระตุกเป็นระยะๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเธอ เขาลอกเสื้อเชิ้ตของเธอออก และกดขั้วไฟฟ้าที่หน้าอกของเธอ ในระหว่างนั้นเอง บางคนได้กลิ่น ของผลไม้ออกจากปากของเธอ

แพทย์เลยทำการเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์ นางพยาบาลทำการแนบกระบอกฉีดยา และเธอเลือดของเธอมีสีแปลกๆ มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย จากนั้นหายนะก็เกิด เมื่อเลือดของเธอพุ่งกระเด็นจากช่องรูเข็มฉีดยามันไปโดนหน้านางพยาบาลจนหน้าของเธอไหม้!! เธอล้มลงไปกับพื้น คลื่นเยนอาเจียน จากนั้นพยาบาลอีกคนก็ล้มชักอีกคน จากนั้นมันเริ่มลุกลามมายังคนใกล้เคียง จนผู้บริหารโรงพยาบาลออกประกาศภาวะฉุกเฉินภายใน  ผลสุดท้ายมีผู้ป่วยจากเหตุการณ์นี้จำนวน 23 (คณะที่รักษาเธอมี 37 คน) ซึ่งทั้งหมดถูกจับเพื่อเข้าเขตกักกังเชื้อโรคทั้งหมด โดยมีอาการเหมือนหญิงที่ป่วยในตอนแรกไม่มีผิด

ภายหลังมีผลสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้พบว่าหญิงคนนั้นและคนป่วยทั้งหมดในเหตุการณ์คนนี้ เป็นหลายโรคมากๆ ทั้ง ฮิสทีเรียมวล, โรคตับอักเสบ,  เนื้อเยื่อตาย, กระดูกผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายทนทุกข์ทรมานและตายในสองสัปดาห์ให้หลัง ส่วนตัวกลอเรียเธอตายหลังจากนั้น 40 นาที หลังเธอเข้าโรงพยาบาล ผลชันสูตรศพ(แบบปลอดเชื้อสุดๆ) พบว่าเลือดของเธอเป็นพิษ สามารถระเหยเป็นไอได้ ใครสูดสามารถตายได้ทันทีเสมือนหนึ่งเป็นแก๊สพิษ

ภายหลังมีผลสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้พบว่าหญิงคนนั้นและคนป่วยทั้งหมดในเหตุการณ์คนนี้ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในบรรดาพนักงานที่ล้มป่วย เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และจากผลการตรวจเลือดผู้ป่วยทั้งหมดก็พบว่าไม่มีความผิดปกติใดๆเลย จึงสรุปปรากฏการณ์ที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ว่าเป็นอุปทานหมู่ ทำให้เรื่องราวของเธอยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

 

The Headless Lover

 

       http://www.snopes.com/horrors/gruesome/headless.asp

หญิงท้องคนหนึ่ง บอกสามีของเธอว่า ลูกในท้องไม่ใช่ลูกเขาแต่เป็นลูกของผู้ชายอีกคน ด้วยเหตุผลทั้งหมด สามีเลยตัดสินใจตัดหัวชู้รักแล้วเอามาฝากภรรยาที่กำลังตั้งท้องแก่ มันเป็นเรื่องเล่าหลายแบบ แต่หลักๆแล้วมันก็แนวนี้แหละ

มันกลายเป็นจริงซะงั้น จ่าสิบเอก สตีเฟน แชพ (Sgt  Stephen  Schap) และ ไดแอน แชพ (Diane Schap) คู่รักพลเรือนทหาร ในค่ายที่เยอรมันนี ในปี 1993 เขากำลังยินข่าวดีเมื่อภรรยาเขาตั้งท้อง แต่มันคงจะเป็นข่าวดีสุดๆ หรอกถ้าสตีเฟนไม่ได้ทำหมัน.......(ตรูเป็นหมันแล้วมันท้องได้ไงฟ่ะะ) ไดแอนจำต้องยอมรับว่าเธอไปมีชู้กับเพื่อนรักของสตีเฟน ชื่อ เกรกอรี่ โกลเวอร์

โชคร้ายสตีเฟนแก้แค้นเธอล้ำลึกกว่าที่เอาเก้าอี้ขว้างใส่เธออีก

ธันวาคมตอนเย็น ไดแอนตั้งครรภ์ในเตียงโรงพยาบาลเธอโทรศัพท์ถึงชู้รักเธอเกรกอรี่ และแล้วจู่ๆ สายเขาก็ขาด  ไดแอนไม่รู้อะไรเกิดขึ้นกับเขาในเวลานั้นแต่เธอไม่ต้องคิดนานหรอก เพราะอีกชั่วโมงต่อมาสตีเฟนเข้ามาในห้องของเธอแล้วเขาก็ขว้างหัวสดๆ ของเกรกอรี่จากกระเป๋าหิ้วใส่หน้าเธอ จากนั้นสตีเฟนก็พูดว่า

"ดูสิไดแอน ฉันพาคนรักของเธอมาให้แล้ว เธอจะได้นอนกอดเขาทั้งคืนทั้งวัน สมใจเลยแหละสตีเฟนกล่าวกับภรรยา นี้เป็นการแก้แค้นที่สะใจสำหรับเขาแล้ว


 

Something Off About That Picture

      

http://en.wikipedia.org/wiki/Post-mortem_photography

       มีชายคนหนุ่มคนหนึ่งเดินทางร้านขายของชำของสุภาพสตรีสูงอายุคนหนึ่ง เขาเกิดไปสะดุดตาภาพถ่ายของชายคนหนึ่ง รูปก็ดูปกติดี เด็กชายในชุดที่แต่งจนหล่อเนี้ยบ แต่มันดูแปลกๆไป เขาถามหญิงชราว่านี่ใครกัน

โอ!!” หญิงชราตอบกลับ พยายามจับแมวให้อยู่นิ่งๆในอ่างล้างจาน ดูไม่ออกเหรอว่าเขาตายแล้ว แต่รูปนี้ดูดีนะ เธอว่ามั้ย??”

มันเป็นจริงซะงั้น! Post-mortem photography หมายถึงภาพที่ระลึกหลังความตาย เป็นงานศิลปะมากกว่าธรรมดา เพราะเป็นการจัดศพของคนที่ตายไปแล้วมาแต่งหน้าทำผม แต่งตัวและถ่ายรูปให้เสมือนพวกเขามีชีวิต(ทำท่าเหมือนหลับนอนลึก)ก่อนนำไปฝัง การถ่ายภาพนี้นิยมในหมู่ชนชั้นกลางสมัยวิคตอเรียน ส่วนมากลูกค้ามักเป็นลูกสาวหรือทารกซึ่งพ่อแม่เด็กรับไม่ได้ว่าพวกเขาตายไปแล้ว เด็กที่ตายมักถูกจัดแสดงในการนอนพิงบนที่นอน หรือในเตียงนอนเด็ก บ่อยบางครั้งการจัดท่ากับของเล่นโปรด ส่วนผู้ใหญ่จะวางท่ามากกว่าปรกติในเก้าอี้ โดยมีเสาค้ำบนเฟรมการออกแบบพิเศษ นอกจากนี้ก็ยังมีลูกค้าที่เป็นหบาทหลวงที่ตายแล้วก็ถูกนำมาตกแต่งเต็มยศและนำไปไว้ในโบสถ์งานศพของเขาเสมือนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ (1945 ) หรือนักโทษประหารบางคนที่ถูกประหารด้วยกิโยตินซึ่งเมื่อคอเขาขาดก็นำมาต่อใหม่และถ่ายรูปเอาไว้ เป็นต้น

 

Drugs Smuggled in Baby's Corpse

         

โดยเรื่องนี้เป็นตำนานเมืองเก่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยตั้งแต่ปี 1970 โดยเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งกับเพื่อนร่วมงานไปท่องเที่ยวสนุกสนานที่ชายแดนเม็กซิโกโดยพวกเขานำทารกสองขวบไปด้วย หากแค่พวกเขาคาดสายตาทารกแค่แป๊ปเดียวเท่านั้นเองเด็กทารกก็หายไป พวกเขาได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ออกตามหา และ 15 นาทีต่อมาพวกเขาก็ได้พบ ผู้เป็นแม่วิ่งไปขอบคุณตำรวจ  แต่นั่นวินาทีหลังจากนั้นความดีใจก็หายไปทันทีเมื่อพวกเขาพบว่าเด็กทารกที่ว่านั่นตายนานตั้งแต่ 45 นาทีที่หายไปแล้ว ที่ท้องเด็กถูกผ่าออกและข้างในยัดด้วยโคเคน สาเหตุคือพวกโจรลักพาเด็กต้องการศพเด็กนั้นเพื่อซ่อนยาเสพย์ติดเพื่อหนีจุดตรวจไปสหรัฐนั่นเอง

มันเป็นจริงซะงั้น! เรื่องการยัดยาเสพย์ติดเข้าไปในศพเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบก่อนเข้าสหรัฐอเมริกา มีมาช้านานแล้วครับ ดั่งข่าวหนึ่งในวอชิงตันโพสต์ ค.ศ.1985 ที่หน้าย่อว่าเมื่อวันจันทร์ ในไมอามี่ มีการลักลอบขนโคเคนเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยยัดศพเด็กทารก ในเที่ยวบินจากโคลอมเบียไปยังไมอามี่ โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่พบว่าศพเด็กที่ตอนแรกนั้นมาแบบเด็กที่เหมือนมีชีวิตและคนแอบลักลอบทำท่าทำทางเป็นแม่ของเด็ก หากแต่พวกเขาพบพิรุธเสียก่อน ข้างล่างคือคลิปสยองนิดๆ หน่อยๆ นะครับ

http://atcloud.com/stories/60687

 

Buried Alive!

 Woman - Screamingfjpg

                และแล้วก็มาถึงอันดับ 1 ของเรา “ฝังทั้งเป็น” เรื่องนี้ผมอ่านแล้วน่ากลัวมากดังนั้นอาจยาวหน่อยเพราะผมจะละเมียดแปล

                เรื่องเล่ากันว่ามีหญิงชายคนหนึ่งแต่งงานกับ และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั้งแก่เฒ่า จนกระทั้งวันหนึ่งภรรยาของเขาได้จากไป เขาจัดพิธีศพตามหลักศาสนาคริสต์ คือนำศพของเธอมาฝังในโลงศพอย่างดีมาฝังในสุสานเพื่อให้เธอพักผ่อนถาวร

                เรื่องคงจบแต่เพียงเท่านี้ หากแต่ไม่ เมื่อดึกคืนหนึ่งในขณะที่ฝ่ายชายนอนหลับ เขาได้ฝันน่ากลัวเข้า เมื่อเขาเห็นภรรยาที่อยู่ในโลงศพลืมตาดื่นขึ้น เธอพยายามตะเกียดตะกายเพื่อออกจากโลงที่ถูกฝังในดิน ความมืด ความแคบ อาการน้อยลงทุกที ทำให้เธอกลายเป็นบ้า เธอกำลังร้องชื่อเขาเพื่อมาช่วยเหลือเธอ

                ฝ่ายชายฝันร้ายแบบนี้ทุกค่ำคืน จนกระทั้งทนไม่ไหว เขาเลยร้องขอให้แพทย์และหน่วยงานท้องถิ่นนำโลงศพของภรรยาของเขาออกมา และเมื่อทั้งหมดเปิดฝาโลงก็ตะลึงเมื่อศพภรรยาของเขาไม่ได้เน่าเบื่อ ซ้ำที่เบิกตาโพลง ทำหน้าตาหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ที่เล็บมีเลือดเกรอะกรัง และที่ฝาโลงด้านในมีรอยขีดข่วนชัดเจน ..........

                มันเป็นจริงซะงั้น! เรื่องของศพที่คิดว่าตายแล้วนำมาฝังตามพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่ต่อมากลับพบว่าผู้ตายนั้นไม่ได้ตายจริง และกลับมาคืนชีพในโลงศพและพยายามตะเกียดตะกายเอาชีวิตรอด เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญมากมาย แต่ที่น่าแปลกคือเรื่องเหล่านี้กลายเป็นจริงอีกทั้งมีมากกว่าหนึ่งกรณี สาเหตุง่ายมากก็เพราะสมัยก่อนนั้นการตรวจสอบผู้ตายนั้นตายจริงหรือไม่ นั้นไม่ค่อยทันสมัย ทำให้มีการฝังในโลงศพทั้งๆ ที่ผู้ตายคนนั้นแค่ตายชั่วขณะ และนี้คือตัวอย่าง ของผู้มีประสบการณ์ฝังทั้งเป็นที่ฟื้นคืนชีพในโลงศพที่ถึงฝังในดินอย่างน่าสยดสยอง

                ปี 1851 เวอรจิเนีย เเมคโดเนล(Virginia Macdonald) อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอในนิวยอร์กซิตี้และป่วยตายเธอถูกนำไปฝังในสุสานกรีนวู๊ด(Greenwood) บรู๊คลิน นิวยอร์ค อเมริกา หลังจากพิธีฝังศพผ่านไป แม่ของเธอกลับบอกคนอื่นว่าเธอเชื่อว่าลูกของเธอไม่ตาย เธอพูดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนครอบครัวของเธอทนไหมไหวเลยต้องขุดโลงศพเปิดฝาโลงให้แม่ของเธอหายข้อข้องใจซะ แต่ปรากฏว่าพวกเขาพบว่าศพของเวอจิเนียนั้นยังไม่เน่า เธอคืนชีพในโลงและพยายามตะเกียดตะกาย ที่มือของเธอนั้นสภาพเละอย่างไม่มีชิ้นดี แสดงให้เห็นว่าเธอพยายามทำลายโลง แต่ล้มเหลวและขาดใจตายไปเสียก่อน (ปล. หลังจากนั้นป่าช้าแห่งนี้ได้ถูกย้ายไปที่แห่งใหม่ หลายโรงถูกนำมาตรวจสอบก็พบว่ามีศพหลายศพที่ถูกฝังทั้งเป็นจำนวนมาก)

               

Cammyเรียบเรียงและ สามารถก็อปไปที่อื่นได้แต่ห้ามไปลงเว็บไซต์ Dek- D

http://urbanlegends.about.com

(ปล.อันดับ 1 ยังมีต่อ ในบทความตอนหน้า)

)+ +



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 252 : 10 ตำนานเรื่องเล่าลึกลับที่น่าขนหัวลุก (ภาค 3 กลายเป็นจริงซะงั้น) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 15118 , โพส : 42 , Rating : 82% / 13 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2
# 42 : ความคิดเห็นที่ 18663
คือ ตอนแรกเราเหมือนเคยอ่านในนี้แหละ แล้วคราวนี้กลับมาอ่านอีกรอบ
อยากจะบอกว่า ตั้งแต่อา่นครั้งแรก เจอตัวตลกทีไร คิดวาฆาตกรโรคจิตทุกที

Name : Wo-maN < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Wo-maN [ IP : 110.77.205.83 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 กรกฎาคม 2556 / 20:51
# 41 : ความคิดเห็นที่ 18121
เปลี่ยนชื่อจากตัวตลกเป็นไอ้หลอนเหอะ มันน่ากลัว+หลอนมากเลยนะ - -"
PS.  Aquarius "I'm Inspirit Love Infinite Forever" ^^
Name : Aquarius < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aquarius [ IP : 27.55.157.196 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 เมษายน 2556 / 21:25
# 40 : ความคิดเห็นที่ 16922
เราก็เป็นคนนึงที่ไม่ชอบตัวตลกอ้ะ
ดูยังไงก็ไม่เห็นจะน่าตลกตรงไหน น่ากลัวจะตายไป
Name : THE RANDOM < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ THE RANDOM [ IP : 125.24.168.55 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 ตุลาคม 2555 / 17:56
# 39 : ความคิดเห็นที่ 16244
สยอง...T^T 
PS.  รัก...แฟน >< ฉันสลัดคนเก่าออกได้แล้ว >////<
Name : Chompu < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Chompu [ IP : 124.120.171.248 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 กรกฎาคม 2555 / 18:41
# 38 : ความคิดเห็นที่ 14821
 ที่มีแต่หัวอ่ะ เหมือนในงานมะขามหวานเลยอะ ชื่อท้าวอะไรก็ไม่รู้อ่ะจำไม่ได้  เคยไปดูอยู่ 
Name : P_re < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ P_re [ IP : 223.205.1.196 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 มีนาคม 2555 / 19:15
# 37 : ความคิดเห็นที่ 13398
ตัวตลกก็พี่แม็กโดนัลของเราไง~ไปทีไรนั่งเก๊กอยู่หน้าร้านทุกที55
PS.  - -
Name : Angel Evil < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Angel Evil [ IP : 183.89.70.252 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ตุลาคม 2554 / 09:34
# 36 : ความคิดเห็นที่ 12541
 กลัวอันสุดท้ายอ้ะ รูปน่กลัวเว่อร์ 
เกลียดตัวตลก--
PS.  Alert~~~=D
Name : I-Knight♠ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ I-Knight♠ [ IP : 110.168.33.9 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 สิงหาคม 2554 / 13:09
# 35 : ความคิดเห็นที่ 11563
ตกใจอันดับ 1 อ่ะ เลื่อนปุ๊บ โห้ แม่เจ้า

PS.  ถ้าความรักคือความสุข แล้วทำไมมีคน..."เจ็บ"
Name : Benz GaGa < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Benz GaGa [ IP : 223.206.242.59 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 พฤษภาคม 2554 / 16:29
# 34 : ความคิดเห็นที่ 11096
โหย เค้าก่กลัวตัวตลกอ่ะ :'(
PS.  :))
Name : bellbuttie vampire < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ bellbuttie vampire [ IP : 124.121.71.131 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 พฤษภาคม 2554 / 13:22
# 33 : ความคิดเห็นที่ 11039
โห ถ้าผมเห็นตัวตลกแบบนั้นนะ มีหวังซัดไม่เลี้ยงไม่ก็หยิบกะทะมาฟาดทิ้งซะละมั้งนี่

แล้วที่หนึ่งมันช่าง...ภาพสุดยอดมาก นับถือๆ
PS.  ไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่เชื่อใครพระธรรม ไม่มีใครสนใจชั้น ชั้นจะต้องอยู่อย่างนี้ ในกำแพงนี้และต้องตามหาหัวใจของตัวเองต่อไปอย่างงั้นหรอ?
Name : ~[MiLlEt san]~ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ~[MiLlEt san]~ [ IP : 183.89.134.32 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 พฤษภาคม 2554 / 17:28
# 32 : ความคิดเห็นที่ 10003
ชอบสุดก็เรื่องเลือดเป็นพิษเนี่ยแหละ
สามีไดแอนโรคจิตป่าววะ?
PS.  โพสมาเล๊ย...ใช้คำยังไงก้อดั้ย แต่ขออย่างเดียว"อย่าด่า"
Name : พายุกิสนา < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พายุกิสนา [ IP : 115.67.76.199 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 มีนาคม 2554 / 18:15
# 31 : ความคิดเห็นที่ 9813
หัวยังมีชีวิตอยู่ นึกถึงกวนอูที่โดนตัดหัวแล้วส่งไปให้โจโฉ
เห็นบอกตอนโจโฉเปิดกล่องแล้วกวนอูทำตาเหลือกอ้าปากซะโจโฉตกเก้าอี้ 555
Name : Yinyang [ IP : 125.27.112.217 ]

วันที่: 10 มีนาคม 2554 / 10:02
# 30 : ความคิดเห็นที่ 9455

น่ากลัวมาก... (โดยเฉพาะรูป T^T)

Name : janejz < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ janejz [ IP : 124.120.43.163 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2554 / 00:34
# 29 : ความคิดเห็นที่ 7731

มันแปลว่าแบบนี้นี่ บางทีผมอาจพะงาบแล้วคนเข้าใจผิดก็ได้น่า

Name : cammy < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cammy [ IP : 113.53.140.135 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 ตุลาคม 2553 / 12:23
# 28 : ความคิดเห็นที่ 7726
ตัดหัวแล้วจะพูดได้ไงครับ
มีลมจากหลอดลมให้พูดเหรอ?

ผมไม่ได้ว่าท่านน้ะคร้าบบ
เพราะท่านเอามาแปลผมก้ขอบคุณแร้วว (:
Name : ตัวตลก [ IP : 58.8.171.119 ]

วันที่: 15 ตุลาคม 2553 / 11:39
# 27 : ความคิดเห็นที่ 7678
 อันดับ 1 น่ากลัวจังครับ
(ผมเกลียดตัวตลกน่ะ)11
Name : Messenger of the Death < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Messenger of the Death [ IP : 124.122.212.227 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 ตุลาคม 2553 / 14:29
# 26 : ความคิดเห็นที่ 7303
อันดับ1อ่านแล้วขนลุก
ถ้าถูกฝังแบบนั้นจะเป็นยังไงนะ T_____T
"จากการวิเคราะห์ของนักจิตวิทยาพบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบตัวตลก"
รูปตัวตลกสยองมากค่ะ ถ้าเจอแบบในรูปก็กรี๊ด TT'
Name : เก้า [ IP : 117.47.173.176 ]

วันที่: 3 ตุลาคม 2553 / 13:19
# 25 : ความคิดเห็นที่ 7243
กลัวรูปอ่าาา T______T
ชอบอ่านนะสนุกดี แต่ทำใจไม่ได้กับรูปทุกที
Name : Tama [ IP : 183.89.254.30 ]

วันที่: 30 กันยายน 2553 / 14:16
# 24 : ความคิดเห็นที่ 7137

ไอยา... อ่านตอนนี้ แม่จ๋าหนูขอนอนด้วยนะคืนนี้ >.


PS.  ถ้าหน้าเหลี่ยมตายก็ดี...รำคาญว่ะพวกนักแผ่นดิน
Name : HotTest&PriMadonna < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ HotTest&PriMadonna [ IP : 180.180.194.201 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 กันยายน 2553 / 00:14
# 23 : ความคิดเห็นที่ 7077
รูป+เรื่อง สุดท้ายหลอน~~~
PS.  แอด แอด>..<
Name : cherrydoll < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cherrydoll [ IP : 58.8.20.27 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กันยายน 2553 / 11:51
# 22 : ความคิดเห็นที่ 7074
รูปหลอนอ่า~~~
เรื่องศพใต้เตียงน่ากลัวสุดๆ TTOTT!!!!
Name : wing-egg < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ wing-egg [ IP : 124.121.71.184 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 กันยายน 2553 / 22:10
# 21 : ความคิดเห็นที่ 7016
 พยายามอ่านแต่เนื้อหา ไม่กล้าดูรูป กลัวอ่ะ 
PS.  หนูแดงแรงฤทธิ์,,,ตัวกระจิ๊ดริดกระจ้อยร่อย มุกิ้ววว ^O^
Name : หนูแดงแรงฤทธิ์ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หนูแดงแรงฤทธิ์ [ IP : 183.89.200.163 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 20 กันยายน 2553 / 01:55
# 20 : ความคิดเห็นที่ 7006
คือว่าเราไม่กลัวเนื้อหาอ่ะ
แต่ว่า....เรากลัวรูปที่เอามาขึ้นอ่ะดิ
เห็นรูปแล้วกลัวมากก
PS.  อกหักดีกว่ารักไม่เป็น
Name : ..numay.. < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ..numay.. [ IP : 115.67.187.59 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 กันยายน 2553 / 19:50
# 19 : ความคิดเห็นที่ 6984
อันดับที่หนึ่งน่ากลัวมากก

ถ้าใครโดยแบบนั้น ก็คือ ><
PS.  ขออภัยหากทำให้คุณไม่พอใจ !!
Name : ซิกๆ ตะกร้าคุง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ซิกๆ ตะกร้าคุง [ IP : 58.9.1.124 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 กันยายน 2553 / 10:59
# 18 : ความคิดเห็นที่ 6980

อันดับหนึ่งหลอนอ่ะ
ถ้าอย่างไทยที่เผาล่ะ... เผาทั้งเป็นน่ะสิ!!


PS.  ~I want Nobody But you~I want Nobody But you~
Name : PringlePaam < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ PringlePaam [ IP : 124.121.89.109 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 กันยายน 2553 / 23:10
หน้าที่ 1 | 2
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android