|
อัลบั้มนี้เป็นการนำเสนอความมีเสน่ห์ของสาว เทเล่อร์ สวิฟท์ สู่ผู้ฟังทั่วโลก โดยในอัลบั้มเธอได้รวบรวมเพลงฮิตของเธอในอัลบั้มก่อนหน้าและเพลงใหม่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อาทิเพลง “Our Song” “Teardrops On My Guitar” และ “Should’ve Said No” และเพลงใหม่สุดฮิตอย่าง “Love Story” ที่แรงจนสามารถขึ้น Top 5 บน Billboard Hot 100 ในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ บวกกับยอดดาวน์โหลดออนไลน์ Love Story ของสาวเทย์เลอร์กำลังจะแตะยอด 1 ล้านก๊อปปี้แล้ว ผลงานอัลบั้มชิ้นแรกของสาวเทย์เลอร์ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งโชว์สุดเริ่ดที่หยุดทุกลมหายใจของผู้ชมที่ลอนดอนเมื่อกันยายนปีที่ผ่านมา จึงไม่แปลกใจที่เธอจะมีแฟนคลับมากมาย และตอนนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับอัลบั้ม Fearless อัลบั้มที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และท่วงทำนองที่ไพเราะ ที่จะทำให้ทั้งโลกต้องหันมามองเธอ “มันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่ก้าวมาไกลถึงฝั่งยุโรป และ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก” เทย์เล่อร์ สวิฟท์ ยังกล่าวต่ออีกว่า “ชั้นตื่นเต้นกับมันมากๆ และหวังว่าดนตรีของชั้นจะไม่มีเส้นแบ่งเขต เส้นกั้นกลางอะไรทั้งสิ้น” เทเล่อร์ สวิฟท์ มีทักษะทางด้านการพูดได้อย่างมีคารมคมคายจนคุณจะลืมไปเลยว่าเธอเกิดในปี 1990 เพราะเธอเป็นคนที่มีสำบัดสำนวนและมีวาจาเป็นเลิศมากๆ นี่คือพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมาให้เธอ ในปี2006 ขณะที่เทย์เล่อร์ สวิฟท์ยังอายุไม่ถึง 17 ปี เธอสามารถส่งเพลงของเธอไม่ต่ำกว่า 5 ซิงเกิ้ล ครองชาร์ทอันดับ 1 บน iTunes ชาร์ทและ 2 ใน 5 ซิงเกิ้ลนั้นสามารถขึ้นได้ถึงอันดับ 1 บน บิลบอร์ดชาร์ทได้ และยอดขายอัลบั้มที่พุ่งสูงกว่า 3.5 ล้านก๊อปปี้ทั้วโลก มันคือปรากฏการณ์น่าตกใจที่สาวน้อยอายุน้อยเพียงนี้สามารถพาเพลงและอัลบั้มที่เธอแต่งเองทั้งหมดขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่นั้นคือเธอ เทย์เล่อร์ สวิฟท์คนเดียวเท่านี้นั้นที่ทำมันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปเมื่อตอนสาวน้อยเทเล่อร์กำลังมองหาค่ายเพลงที่จะสนับสนุนเธอในการเป็นนักร้อง เธอไปเล่นโชว์ในร้านย่าน Nashville ที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างร้าน Bluebird โดยมีแค่กีต้าร์เท่านั้น และเป็นอย่างที่ทุกคนคาดไว้ ค่ายเพลงหลายที่สนใจในความสามารถของเธอ แต่เธอตัดสินใจว่าเธอจะยอมเซ็นตกลงเฉพาะกับค่ายที่สามารถเนรมิตสิ่งที่เธอต้องการให้เป็นจริงได้เท่านั้น “พอชั้นเริ่มคุยกับทางค่ายเพลง ชั้นก็รู้ทันทีเลยว่าพวกเค้าจะไม่ให้ชั้นเป็นคนแต่งเพลงเองทั้งหมด ดังนั้นชั้นต้องล้มเลิกสัญญาไป”
แต่สุดท้ายสาวเทย์เลอร์ก็จบข้อตกลงกับ Scott Borchetta ผู้ซึ่งบอกถึงแผนการเกี่ยวกับค่าย Nashville ที่จะกลายเป็นโปรเจคใหญ่ยักษ์กับเธอ “เค้าเล่าให้ชั้นฟังว่า เค้ามีความฝันที่จะสร้างค่ายเพลงขึ้นมาและอยากให้ชั้นเป็นศิลปินเบอร์แรกของเขา มันมีอะไรบางอย่างโดนใจชั้นเกี่ยวกับสิงที่เค้าพูด และนั้นทำให้ชั้นมั่นใจว่า เค้าจะยอมให้ชั้นทำทุกอย่างในแบบที่ชั้นต้องการ และสุดท้ายเค้าก็สามารถทำอย่างที่เค้าวาดฝันไว้ได้จริงๆ โดยมีชั้นเป็นศิลปินคนแรก ทุกอย่างผ่านไปอย่างดีเยี่ยม”
“แต่ชั้นเริ่มมารู้ตัวว่าสิ่งที่ชั้นชอบมากที่สุดคือการคัดตัวแบบร้องคาราโอเกะ ที่แบบคุณสามารถร้องเพลงอะไรก็ได้ ดังนั้นชั้นจึงเริ่มไปตระเวนคัดตัวและแสดงตามงานเทศกาลและเวทีประกวดต่างๆ จนอายุ 11 ชั้นขอพ่อแม่ให้พาไปที่ Nashville เราเช่ารถและมุ่งหน้าสู่ถนนสายดนตรีที่นั่น ชั้นตระเวนไปตามค่ายเพลงต่างๆเพื่อยื่นเทปเดโมเล็กๆของชั้นกับพวกเค้า แล้วเอ่ยว่า ‘สวัสดีค่ะ ชั้นเทย์เลอร์ อายุ 11 ชั้นอยากเซ็นสัญญากับพวกคุณมาก อย่าลืมโทรมาหาชั้นนะค่ะ’” แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีสักที่โทรกลับหาเธอเลย แต่การได้ไปในเมืองแห่งเสียงเพลงอย่าง Nashville ในครั้งนั้นเป็นการเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับโลกธุรกิจดนตรี รวมทั้งคุณค่าและความหมายของการแต่งเพลงและลิขสิทธิ์ให้กับเทย์เล่อร์อย่างมาก “ชั้นกับครอบครัวย้ายไปที่ Nashville ตอนชั้นอายุ 13 หลังจากนั้นชั้นใช้เวลาตระเวนไปตามค่ายเพลงทุกค่าย นำเสนอและขอร้องพวกเขาจนกระทั่ง ค่าย Sony เซ็นสัญญากับชั้นในที่สุด และชั้นกลายเป็นนักร้องที่อายุน้อยที่สุดที่พวกเขาตกลงเซ็นสัญญาด้วย” “ชั้นมุ่งมั่นและตั้งใจกับการทำดนตรีมาก ทุกๆวันที่โรงเรียน ในขณะที่ขั้นกำลังเรียนหนังสือ ชั้นก็จะนั่งคิดถึงไอเดียสิบกว่าอย่างในเวลาเดียวกัน และนำมันมาใช้ในการแต่งเพลงของชั้น ชั้นรู้จักนักแต่งเพลงดีๆหลายคน และในบางครั้งชั้นก็ได้รับการยกย่องจากพวกเค้า เพราะว่าชั้นรู้สึกว่าตัวเองจริงจังกับมันมากจริงๆ” ส่วนนึงที่ทำให้สาวเทย์เล่อร์ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จสุดๆในตลาดเพลงอเมริกาในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานั้น มาจากความหมายที่ลึกซึ้ง กินใจและสะท้อนภาพความจริงของเนื้อหาเพลงของเธอนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลง “Our Song” หรือ “Should’ve Said No” นั้นต่างทำให้คนฟังรู้สึกอินและรู้สึกตามได้อย่างท่วมท้น และแน่นอนเพราะคนฟังเชื่อมั่นในความจริงใจของเธอ ทั้ง 2 เพลงนี้จึงขึ้นอันดับ 1 ได้อย่างสวยงาม “เพลงในช่วงแรกๆที่ชั้นเริ่มแต่งเพลงมักมีเนื้อหาเกี่ยวความเหงาที่ชั้นเจอมา” เทย์เล่อร์เล่าถึงความทรงจำของเธอ “ชั้นแต่งมันออกมาได้เร็วมากๆ ชั้นไม่ได้แรงบันดาลใจมาจากคนอื่นและเรื่องราวอื่นๆสักเท่าไร เพราะสำหรับชั้นมันคืออะไรที่ชั้นสามารถแต่งมันออกมาได้เร็วจริงๆ” เธอพาเพลงของเธอทัวร์และสร้างประสบการณ์ไปทั่วอเมริกากว่า 200 โชว์ ผ่านสายตาคนนับล้าน และตอนนี้สาวน้อยอายุ 19 โตขึ้นพร้อมกับกระแสเพลงใหม่ของเธอที่แรงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเพลงสุดฮิตในอเมริกาอย่าง “Love Story” (เพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากบทละครชื่อดังอย่าง Romeo & Juliet ที่สาวเทย์เล่อร์ได้ผสมผสานความทันสมัยลงไปอย่างเก๋สุดๆ) หรือเพลงที่สะท้อนตัวตนของเธออย่าง “Fifthteen” หรือเพลงที่เธอได้แสดงวิสัยทัศน์เหนืออายุอย่าง “White Horse” ที่ล่าสุดเพลงนี้ได้อยู่ในฉากเปิดซีซั่นล่าสุดของ Grey’s Anatomy โชว์โปรดของเธออีกด้วย!!! ถ้าคุณคิดว่านั่นคือสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับเธอ คุณกำลังคิดผิดเพราะตอนนี้ เทย์เลอร์ สวิฟท์ สาวน้อยมหัศจรรบ์ กำลังก้าวสู่เส้นทางโลกของภาพยนตร์ โดยเธอได้ร่วมแสดงในหนังวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่รอคอยแห่งปีอย่าง “Hannah Montana The Movie” ของสาวน้อยไมลีย์ ไซรัส ในปี 2009 และยังมีแผนร่วมแสดงใน ภาพยนตร์ 3D สุดอลังการของสามพี่น้องสุดฮอต The Jonas Brothers อีกด้วย ซึ่งงานนี้รับรองได้ว่าห้ามพลาดเด็ดขาด |
ประวัติ Taylor swift
เขียนโดย
C\'Chang Norraniti
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
4 ก.ย. 55
931
2
ความคิดเห็น